นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทำไมผู้เอาประกันภัยต้องระวัง? และเหตุใดการมีทนายความจึงสำคัญ

“เมาต้องไม่ขับ” เป็นหลักการที่ทุกคนในสังคมรู้ดี กฎหมายไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่า “เมาแล้วขับ” โดยทันที ผู้ขับขี่ที่มีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่ากฎหมายกำหนด อาจมีความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง รวมถึงอาจส่งผลต่อสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยด้วย

แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลายเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นเทคนิคหรือกลยุทธ์หนึ่งที่บริษัทประกันภัยบางแห่งนำมาใช้ในการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ผู้เอาประกันภัยอาจไม่ได้ถูกตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเวลาที่ชัดเจนตามกฎหมายกำหนด หรือไม่ได้ถูกแจ้งให้ทราบตั้งแต่ต้นว่าจะมี “การคำนวณย้อนกลับ (Retroactive Calculation)” นำมาประเมินความรับผิดชอบภายหลังเหตุเกิดขึ้นแล้ว

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปทำความเข้าใจว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” คืออะไร ทำไมผู้เอาประกันภัยต้องระวัง และเหตุใดการมีทนายความตั้งแต่แรกจึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในการต่อสู้ทางกฎหมายและการเจรจาเรียกร้องค่าสินไหม

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังคืออะไร?

โดยทั่วไปแล้วการตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องทำในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์มากที่สุด เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการดูดซึม (absorption) และการขับออกของร่างกาย (elimination)

อย่างไรก็ตาม ในบางเคส บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง” เพื่อประเมินระดับแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุ แม้ว่าผู้ขับขี่จะไม่ได้ตรวจทันที, ผลตรวจออกมาหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุ, บริษัทไม่เคยแจ้งว่ามีการใช้วิธีนับย้อนหลังในกรมธรรม์ หรือกรมธรรม์ไม่ได้เขียนเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่แรก นั่นทำให้ผู้เอาประกันภัยหลายรายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทสามารถใช้ตัวเลขที่คำนวณขึ้นภายหลังเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ง่าย ๆ

เมื่อเกิดเหตุแล้วบริษัทจึงบอกว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แบบนี้ยุติธรรมหรือไม่?

ในทางหลักการของสัญญาประกันภัย บริษัทต้องแจ้งเงื่อนไขอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในทุกกรณีบริษัทประกันภัยกลับปฏิเสธผู้เสียหาย โดยไม่มีการระบุให้ชัดว่า “จะมีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” หรือ “จะตีความผลตรวจแบบย้อนหลังได้อย่างไร” สิ่งนี้ทำให้ผู้ขับขี่จำนวนมากตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ เพราะหลังเกิดเหตุและพบว่ามีค่าแอลกอฮอล์ แม้ไม่แน่ชัดว่าในขณะขับรถมีเท่าไร บริษัทประกันภัยกลับใช้ช่องว่างดังกล่าวปฏิเสธค่าสินไหมอย่างง่ายดาย

ตัวอย่างเคสจริง: ความเสียหายแค่ 60,000 กว่าบาท แต่บริษัทประกันภัยปฏิเสธเพราะ “นับผลย้อนหลัง”

ในเคสหนึ่ง ผู้เสียหายขับรถเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายประเมินราคาเพียง 60,000 กว่าบาท ทว่า บริษัทประกันภัยกลับอ้างว่า:

“คำนวณผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้ว พบว่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงปฏิเสธค่าสินไหม”

นี่คือจุดที่หลายคนอาจยอมแพ้ เพราะคิดว่าคงไม่มีทางสู้บริษัทประกันภัยได้ แต่ผู้เสียหายรายนี้ไม่ยอม จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความ

ผลลัพธ์คือ…ภายใน ไม่ถึง 1 เดือน บริษัทประกันภัยยอมชดใช้เต็มจำนวน! คำถามคือ…ทำไมบริษัทถึงยอมชดใช้ทันทีที่มีทนายเข้ามา?

ทำไมทนายความจึงทำให้บริษัทประกันภัยยอมชดใช้ได้?

-ทนายความรู้ช่องโหว่ข้อกฎหมายและเงื่อนไขในกรมธรรม์

การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่สิ่งที่บริษัททำได้ตามอำเภอใจ หากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน หรือไม่ได้แจ้งไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ การปฏิเสธจึงอาจขัดต่อหลักกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและสัญญาประกันภัยได้

ทนายจะสามารถโต้แย้งได้อย่างตรงจุด และใช้ข้อกฎหมายบังคับให้บริษัทต้องชดใช้

-บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนที่รถจะชน”

บริษัทประกันภัยมีฝ่ายกฎหมายดูแลทุกเคสอยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีทนาย จะเสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีทนายความตรวจสอบเอกสาร ประเมินข้อเท็จจริง และโต้แย้งกับบริษัท จะทำให้บริษัทไม่สามารถเอาเปรียบผู้เสียหายได้

-ทนายความสามารถเร่งรัดการเจรจากับบริษัทประกันภัยได้

บริษัทประกันภัยรู้ว่าหากปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง อาจเสียเวลามากกว่าและเสียค่าปรับหรือค่าเสียหายที่สูงกว่าเดิม จึงยอมเจรจาเพื่อจบเรื่องเร็วที่สุด

-ทนายสามารถปกป้องสิทธิผู้เอาประกันภัย

ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งได้รับค่าสินไหม ทนายความจะดูแลขั้นตอนทั้งหมด เพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องถูกกดดันหรือหลอกให้ยอมความโดยไม่ชอบธรรม

หากคุณถูกบริษัทประกันภัย “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ควรทำอย่างไร?

1. อย่าตกใจ และอย่าเพิ่งยอมรับคำปฏิเสธ

หลายกรณีบริษัทประกันภัยใช้คำศัพท์ทางเทคนิคเพื่อขู่ให้ผู้เอาประกันภัยยอมแพ้
อย่ารีบเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่ปรึกษาทนาย

2. รวบรวมหลักฐานทันที

  • สลิปใบเป่าแอลกอฮอล์
  • บันทึกประจำวัน
  • รูปถ่ายที่เกิดเหตุ
  • สำเนาหน้าตารากรมธรรม์ประกันภัย

3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด

การมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเดินเรื่องหรือให้คำแนะนำตั้งแต่แรก คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสิทธิของคุณโดยไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัย

“นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กลยุทธ์ที่ต้องระวัง หากไม่มีทนายเดินเรื่องมีแต่จะเสียบเปรียบประกันภัย

บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจใช้วิธีนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด แม้ค่าสินไหมจะไม่กี่หมื่นบาทก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายมีทนายความเข้ามาเดินเรื่องให้ บริษัทกลับยอมชดใช้โดยเร็ว เพราะรู้ว่าหากต่อสู้ก็อาจแพ้ในทางกฎหมาย เพราะฉะนั้น หากคุณคือผู้เสียหายที่ถูกบริษัทประกันภัย “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอให้บริษัทเอาเปรียบ ปรึกษาทนายความได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

จำไว้ว่า…

บริษัทประกันภัยนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย

ในหลายปีที่ผ่านมา มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ด้วยเหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุมีแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

แต่สิ่งที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภคคือ การที่บางบริษัทประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยไม่ได้อ้างอิงค่าที่ตรวจได้จริงในขณะเกิดเหตุ หากแต่ใช้ “คู่มือตีความภายใน” มาคำนวณย้อนกลับว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่จะลดลงเฉลี่ย 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วจึงตีความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในทางกฎหมายและความยุติธรรมของระบบประกันภัยว่า “บริษัทประกันภัยมีสิทธินับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเองหรือไม่?”

กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ขณะเกิดเหตุเท่านั้นที่สำคัญ

ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) ระบุชัดเจนว่า

“หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย”

นั่นหมายความว่า การพิจารณาว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์หรือไม่ ต้องดูจาก ผลตรวจจริง “ขณะเกิดเหตุ” หรือใกล้เคียงกับเวลานั้นมากที่สุด
ไม่ใช่การคำนวณย้อนหลัง หรือสมมุติค่าแอลกอฮอล์จากสูตรเฉลี่ยตามคู่มือภายในของบริษัทประกันภัย

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัย “ตีความเอง” ว่าสามารถนับผลย้อนหลังได้ จึงเป็นการ ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประกันภัย และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดรองรับ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง “เชื่อถือไม่ได้”

ในคดีหนึ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่น่าสนใจมาก
ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทประกันภัยนำเพียง “คู่มือตีความกรมธรรม์” มาอ้างว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เอาประกันจะลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วคำนวณย้อนหลังเพื่ออ้างว่าผู้เอาประกันมีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น

เป็นพยานหลักฐานที่ “มีน้ำหนักน้อย” และ “เชื่อถือไม่ได้”

ศาลเห็นว่า การคำนวณย้อนหลังลักษณะนี้เป็นการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย และส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค

ศาลจึงวางหลักสำคัญไว้ว่า

“เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้การคำนวณภายในฝ่ายเดียว”

กล่าวคือ หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือผลตรวจจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลาที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้

ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด คปภ. กลับไม่ลงโทษบริษัทประกันภัย

แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วางหลักไว้ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ
เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมด้วยเหตุผลเรื่องแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แล้วผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

หลายกรณีกลับพบว่า คำสั่งของ คปภ. เองก็ยังยึดแนวทางเดียวกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

ทนายอาร์มได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อศาลพิพากษาชัดว่าบริษัทประกันภัยทำผิด แต่ทำไม คปภ. ถึงไม่ลงโทษบริษัทเหล่านั้น?”

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในระบบกำกับดูแล ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกเอาเปรียบซ้ำซ้อน ทั้งจากบริษัทประกันภัย และจากหน่วยงานที่ควรคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร หากถูกปฏิเสธเพราะประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง?

อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ

หากบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้ขับขี่ “มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดขณะขับขี่” แล้วปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ควรรีบปรึกษาทนายความทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อสู้ด้วยตัวเอง

หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เราอธิบายความจริง เขาก็น่าจะเข้าใจ” หรือ “เรามีผลตรวจจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็น่าจะพอ” แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและทนายความอยู่เบื้องหลัง พวกเขารู้ช่องว่างของสัญญา รู้แนวทางตีความในชั้นศาล และรู้แม้กระทั่งว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่กล้า” ฟ้อง

หากคุณไม่มีทนายความที่เข้าใจระบบประกันภัยคอยวางรูปเรื่องตั้งแต่ต้น ไม่มีทางเลยที่คุณจะรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่มีทางที่จะไม่ถูกเอาเปรียบ

เพราะ ทุกถ้อยคำในสัญญา หรือ ทุกจุดเล็ก ๆ ในรายงานผลแอลกอฮอล์ สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดได้ทั้งสิ้น
บริษัทประกันภัยอาจใช้ถ้อยคำคลุมเครือในสัญญา เช่น “หากมีแอลกอฮอล์ในเลือด” โดยไม่ระบุชัดว่า “ต้องวัด ณ เวลาที่เกิดเหตุ” ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทนำมาใช้ตีความย้อนเวลาเองได้

หากไม่มีทนายความมาเดินเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้บริโภคมักจะ “ตกหลุม” ทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว  จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง

ไม่สนับสนุนให้ขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน

ทนายอาร์มยืนยันว่า

“เราไม่สนับสนุนให้ใครขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน”

การตีความผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนอกจากจะขัดต่อสัญญาประกันภัยแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่ผิด” ให้กับระบบคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะจะเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเหตุผลใดก็ได้

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองเพราะข้ออ้างเรื่อง “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง”
อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภคและประกันภัยเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะมีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?

หากถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่า “มีแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แล้วปฏิเสธค่าสินไหม อย่ารอให้เสียเวลาไปกับการไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายบริษัทจะใช้ข้อกฎหมายตีความให้คุณเสียเปรียบอยู่ดี รีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย
เพื่อให้ทนาย “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ผิดพลาด คุณอาจเสียสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย

การนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายยอมรับ บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิคำนวณย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่พึงได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างผู้บริโภคที่ถูกต้องเสมอและ “การมีทนายอยู่ข้างคุณ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกของสัญญาและการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรม หากถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คลิก >>>ติดต่อเรา<<< หรือโทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661

เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮอล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย

4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส” กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลยุทธ์เด็ดจากบริษัทประกันภัย

คดีเมาแล้วขับ กลยุทธ์เด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

เมื่อ “แอลกอฮอล์” กลายเป็นประเด็นในคดีประกันภัย : กรณีศึกษาและกลยุทธ์การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในโลกของ คดีประกันภัย หลายครั้งที่ผู้เอาประกันหรือลูกค้าต้องเผชิญกับเทคนิคทางกฎหมายและกลยุทธ์การตีความจากบริษัทประกันภัย ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เอาประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ แอลกอฮอล์ ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนึ่งในกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องราวของลูกความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยที่ใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อหาช่องทางปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้ในความเป็นจริงผู้เอาประกันจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ตาม

กรณีตัวอย่าง : อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดและประเด็นการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

ลูกความรายนี้ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถของการทางพิเศษในขณะขับรถกลับจากที่ทำงาน หลังเกิดเหตุได้ติดต่อบริษัทประกันภัยทันที แต่ทางบริษัทกลับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่เคลมไม่สามารถขึ้นมาบนทางด่วนได้ ต้องนัดหมายให้ผู้เสียหายลงมาพบที่ด้านล่าง ซึ่งทำให้เสียเวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาถึง กลับยืนยันให้ผู้เสียหายไปตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ แม้ว่าผู้เสียหายจะแจ้งแล้วว่าไม่ได้ดื่มจนเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็ตาม ผลการตรวจพบว่ามีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายกำหนด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งข้อหาเพียง “ขับรถโดยประมาท” เท่านั้น

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ หลังจากผู้เสียหายได้รับใบเคลมแล้วเกือบหนึ่งเดือน บริษัทประกันภัยกลับแจ้งปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างประเด็น แอลกอฮอล์ และยังให้ผู้เสียหายชดใช้ค่าเสียหายแทนส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปให้คู่กรณีอีกด้วย

ประเด็นทางกฎหมาย : แอลกอฮอล์กับคดีประกันภัย

ตามกฎหมายจราจรทางบก กำหนดว่าผู้ขับขี่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กรณีนี้ผู้เสียหายมีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันกลับใช้ประเด็นนี้เป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทฯ พยายามใช้วิธี “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ การนำเวลาที่ผู้เสียหายเสียไปก่อนตรวจวัด (เกือบ 1 ชั่วโมง) มาคำนวณย้อนกลับว่าจริง ๆ แล้วตอนเกิดเหตุอาจมีค่าเกินที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าผลตรวจจริงในเวลาที่วัดจะไม่เกินก็ตาม

กลยุทธ์นี้กลายเป็นช่องทางให้บริษัทประกันใช้เพื่อเอาเปรียบลูกค้าในหลายกรณี ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมและอาจเข้าข่ายเป็นการเลี่ยงความรับผิดโดยไม่สุจริต

ตีแผ่กลยุทธ์การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”ของบริษัทประกันภัย

วิธีการนี้คือ การอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าร่างกายใช้เวลาในการสลายแอลกอฮอล์เฉลี่ยชั่วโมงละ 10–15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากผู้เสียหายมีค่า 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในเวลาตรวจ อาจถูกตีความว่าตอนเกิดเหตุจริงมีค่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถือว่าผิดกฎหมาย

แม้ในความจริง การคำนวณเช่นนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว เพศ ช่วงเวลาที่ดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภค และระยะการเผาผลาญของร่างกาย แต่บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี นับย้อนหลัง โดยไม่สนใจความเป็นจริง เพื่อหาข้ออ้างในการไม่ชดใช้ค่าสินไหมให้ผู้เสียหาย

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

ในมุมของผู้เสียหาย ถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก เพราะในวันเกิดเหตุได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ทั้งแจ้งเหตุ ติดต่อบริษัทประกันภัย และยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่กลับต้องรอเกือบ 1 เดือนเพื่อมาทราบว่าบริษัทปฏิเสธการซ่อมรถ

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • รถไม่ได้รับการซ่อมตามสัญญา
  • ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่บริษัทไปจ่ายให้คู่กรณี
  • เสียเวลาและโอกาสจากการรอคำตอบเกือบเดือน
  • เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในบริษัทประกันภัย

นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน หากไม่มีความรู้หรือไม่มี ทนายความ คอยให้คำปรึกษา

บทเรียนสำคัญจากคดีประกันภัยกรณีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

1.อย่าชะล่าใจ – แม้คิดว่าตนเองไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันอาจใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาตีความในทางเสียเปรียบ

2.ควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัดเจน – เงื่อนไขบางข้อเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธค่าสินไหม

3.ไม่ควรต่อสู้เพียงลำพัง – คดีประกันภัยที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์มักซับซ้อนและเต็มไปด้วยเทคนิคการตีความ ควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ

4.เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน – ตั้งแต่การแจ้งเหตุ การติดต่อบริษัท การตรวจวัดแอลกอฮอล์ ควรมีเอกสารหรือพยานยืนยันเพื่อใช้ต่อสู้หากเกิดข้อพิพาท

ปกป้องสิทธิด้วยความรู้และปรึกษาทนายคดีประกันภัย

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า คดีประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จบลงแค่ผลตรวจวัดในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีกลยุทธ์ซ่อนอยู่ เช่น การ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ที่ทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม

ดังนั้น ผู้เอาประกันทุกคนควรตระหนักว่า การมี ทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลตั้งแต่แรก จะช่วยให้การต่อสู้กับบริษัทประกันเป็นไปอย่างมั่นใจและมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

เพราะในโลกของคดีประกันภัย “ความรู้ทางกฎหมาย” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และ “ทนายความ” คือผู้ที่จะทำให้ผู้บริโภคไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมการเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยที่กำลังใช้กลยุทธ์นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาเอาเปรียบ อย่ารอช้า >>ติดต่อเรา<< เพื่อปรึกษาทนายความทันที

เมื่อบริษัทประกันใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมฯ ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องให้?

หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยจำนวนมากนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย คือการอ้าง ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะขับขี่จริง ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยมานักต่อนักแล้ว

ณ จุดนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายหลายคนอาจเกิดความสับสนว่า หากตรวจวัดผลแอลกอฮอล์แล้วไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมบริษัทประกันภัยถึงปฏิเสธความรับผิดต่อผู้เสียหาย? และเหตุใดจึงต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เข้าดำเนินการให้ดีกว่าไปเดินเรื่องเอง บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจพร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ชมกัน

กรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

เคสนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากอุบัติเหตุอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องกังวล หากแต่การถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังจากบริษัทประกันภัยนั้นสามารถกลายเป็นภาระใหญ่ที่ตามมาได้ โดยผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย แต่ไม่ได้ดื่มเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดขณะเกิดเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผ่านการเป่าลมหายใจ และผลตรวจยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในขณะขับขี่

บริษัทประกันภัย “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างของเวลา?

แม้ผลตรวจจะไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดอย่างที่กล่าวไป ซึ่งในเงื่อนไขกรมธรรม์หรือกฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่า “ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด” หากอยู่ในปริมาณขอบเขตที่กำหนด แต่บริษัทประกันภัยกลับยืนยันปฏิเสธความรับผิดและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ บริษัทฯ อ้างว่าขณะเกิดเหตุผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้ และยึดหลักการคำนวณโดยไม่แม้แต่จะคำนึงถึงการอ้างอิงหลักการทางการแพทย์ หรือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ มาประเมินย้อนหลัง จึงถือว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ และไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจให้ทนายความเข้ามา “เปลี่ยนเกม”

เมื่อผู้เสียหายถูกปฏิเสธสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นตัวแทนดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย โดยเราเริ่มจากการส่งหนังสือทวงถาม (Notice) ไปยังบริษัทประกันภัย แต่ก็ยังคงได้รับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ด้วยเหตุผลเดิมที่ไร้หลักการทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้

เราจึงยกระดับกระบวนการ โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบจาก คปภ. กลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะหน่วยงานระบุว่า “ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อพิพาท” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ศาลจึงคือที่พึ่งสุดท้าย และชัยชนะของความถูกต้อง

หลังจากหน่วยงานที่หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ก็กลับไร้ความสามารถต่อผู้เสียหายในกระบวนการไกล่เกลี่ย เราจึงนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทันที เมื่อถึงขั้นตอนการสืบพยาน ศาลได้รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จนท้ายที่สุดมีคำพิพากษาว่า บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยระบุว่า การคำนวณ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่บริษัทอ้างอิงนั้น ไม่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

ทำไมเทคนิค “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ถึงเป็นกับดัก?

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เทคนิคการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งนำมาใช้กันเป็น “ระบบ” และจากประสบการณ์ของทีมทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพบว่าบริษัทประกันภัยแทบทุกแห่งในตลาด ต่างเคยใช้เทคนิคนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดกันมานักต่อนัก

แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่รองรับ แต่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือไม่ได้มีทนายความที่รู้ทันเทคนิคการเอาเปรียบของบริษัทประกันภัยก็มักจะ “ยอมจำนน” และสูญเสียสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเสียรู้บริษัทประกันภัยนั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย บริษัทไหนใช้เทคนิคนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทใดกันแน่ที่ใช้วิธีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม? คำตอบที่เราสามารถยืนยันได้คือ บริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดมีการใช้เทคนิคนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายผู้เสียหายไม่มีทนายความที่รู้ทันกลยุทธ์นี้มาดำเนินเรื่อง เพราะถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเอง แม้จะเป็นการผลักภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันก็ตาม

กรณีนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อไม่มีทนายความเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยอาจหมดทางเลือก และถูกลากไปจนยอมให้บริษัทประกันเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและคำตอบเองโดยไม่มีการถ่วงดุลเลย

รู้เท่าทันประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อไม่เสียเปรียบ

หากผู้เสียหายในกรณีนี้ ไม่มีทนายความคอยเดินเรื่องหรือต่อสู้ทางกฎหมายอย่างรู้ทันประกันภัย ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในทางที่เป็นธรรม แม้จะมีความจริงอยู่ฝ่ายตนก็ตาม ดังนั้น การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อ “คุ้มครองสิทธิ” ที่คุณควรได้รับด้วย อย่ายอมให้กลยุทธ์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีความรู้หรือขาดทนายความในการให้ความรู้และเดินเรื่องให้

ปรึกษาทนายความทันที หากคุณตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยในการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วที่สำคัญเลยคือการทำประกันภัยรถยนต์ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของความสบายใจ แต่ควรมาพร้อมกับการ รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะกรณีการอ้าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกรณีคล้ายกัน หรือกำลังเผชิญการถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอช้าในการปรึกษาทนายความ เพราะทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัยโดยตรง พร้อมให้บริการทางกฎหมายให้คุณได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ควรได้ หากต้องการปรึกษาคดีเกี่ยวกับการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คลิก ติดต่อเรา เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเมาขับ : ศาลฎีกาตีตกสูตรคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประกันภัยไม่มีสิทธิ์ปัดรับผิด

คำพิพากษาศาลฎีกา ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 คดีความระหว่าง นาย ก (โจทก์) และบริษัท ABC ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและเอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย กับจำเลย มีความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลา 23.00 น. โจทก์ขับรถยันต์ดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและประตูเหล็กร้าน A ได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายด้วย โจทก์แจ้งเหตุแก่จำเลยเพื่อนำเอารถยนต์ของโจทก์ไปจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยปฏิเสธอ้างเหตุว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซ่อมรถ 209,820 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถได้นับแต่วันพ้นกำหนด 15 วัน และค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าจะเลยจะซ่อมรถยนต์ขอฃโจทก์จนแล้วเสร็จ ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีที่จำเลยอิดเอื้อนผิดสัญญาเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 120,000 บาท ค่ายกลาก 12,500 บาท รวมเป็นเงิน 283,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนับถัดจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าโจทก์จะซ่อมรถเสร็จ และหรือให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมให้เสร็จและใช้งานได้ดีดังเดิมหรือชดใช้ค่าซ่อมรถ 209,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 283,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย จากโจทก์ ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. โจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดกับเวลาที่เกิดเหตุจริงมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะจะมีอัตราเฉลี่ยลดลง 0.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อนาที คิดเป็น 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลมารวมกับผลเป่าตรงที่มีแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเกินกว่าที่กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ จึงเป็นการผิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์และค่าเสียหายในอนาคต ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา ได้แก่ ค่าซ่อมรถยนต์และค่ายกลากนั้นสูงเกินความจริง ค่าเสียหายในเชิงลงโทษไม่ใช่ความเสียหายที่มีอยู่จริง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วต้องไม่เกิน 250,000 บาท อัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามกฎหมายไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 202,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 178,400 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย โดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลา 16.30 น. กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. ร้อยตำรวจเอก ข พนักงานนสอบสวนสถานีตำรวจเชียงของ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนบ้านได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ฤให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ 400 บาท  ต่อมาจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 แจ้งผลพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ หลังเกิดเหตุโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมแซมเองแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 669/2563 กับคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดว่า การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดหลังการดื่มครั้งสุดท้ายลดลงประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ และโจทก์นำสืบหักล้างแก้ไขหลักการดังกล่าวได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำอธิบายคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่แนบท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาประกันภัยจะต้องปฏิบัติตาม นั้น เห็นว่า ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งในหมวดเงื่อนไขทั่วไป การตีความกรมธรรม์ประกันภัยว่า “ข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้” ดังนั้น คู่มือตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัย โดยสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ระบุว่า ข้อ 9 การยกเว้นการใช้อื่น ๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง… ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาที่ตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยากรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นต้นไป ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดหรือตรวจวัดเวลาใด หากผลที่ได้เมื่อเทียบค่าออกมาแล้วปรากฏว่า ผู้ขับขี่นั้นในขณะเกิดเหตุมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลทั่วไปหรือเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือโดยบุคคลที่มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราวหรือโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถหรืออยู่ระหว่างพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถก็จะเข้าข้อยกเว้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 กับคู่มือการตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่ปัญหาว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ในขณะเมาสุราโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือไม่นั้น จำเลยมีภาระการพิสูจน์ เมื่อทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าพนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที และจำเลยมีนาย ค รองผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมทดแทน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการเจรจาทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทย์สภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมงเป็นต้น คดีนี้พนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ตามหลักการทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ดังกล่าวข้างต้นคิดคำนวณเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ลดลงจำนวน 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลดังกล่าวมารวมกับผลโดยวิธีเป่าตรงแล้ว ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ และมีข้อมูลทางวิชาการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุขที่สนับสนุนสอดคล้องกับวิธีการคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ตามข้อมูลทางวิชาการ และผลจากการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดว่า ภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลการวิจัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตามที่ระบุไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยเป็นการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นการทั่วไป หาใช่การคำนวณที่จะนำมาใช้กับโจทก์เป็นการเฉพาะไม่ และในข้อนี้โจทก์มีนายแพทย์ ง เป็นพยานเบิกความว่า ปริมาณอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารมีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย อาหารบางประเภททำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายช้าลง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง เพศและขนาดของร่างกายก็มีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์ หลังจากร่างกายดูดซึมมีการดูซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ณ ปัจจุบัน 2 ครั้ง เปรียบเทียบกัน การที่มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เพียงครั้งเดียวย่อมเป็นการยากที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปได้ และทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบค่า และไม่สามารถทราบได้ว่า ขณะนั้นมีการดูดซึมผ่านระดับสูงสุดมาแล้วหรือไม่ นายแพทย์ ง เป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งคำเบิกความของนายแพทย์ ง เจือสมกับข้อมูลทางวิชาการที่ระบุว่า ถ้าหากกระเพาะอาหารว่าง แอลกอฮอล์จะดูดซึมหมดภายใน 30 นาที หลังการดื่ม แต่ถ้าเพศและน้ำหนักของร่างกายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดทำให้คำเบิกความของนายแพทย์ ง มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีสภาพร่างกายหรือมีภาวะอื่นที่ทำให้ร่างกายของโจทก์มีการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายตามปกติ และระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์ภายหลังการดื่มจะลดลงตามค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หรือไม่อย่างไร พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ฝในขณะเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้จำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า ตามนสภาพความเสียหายของรถยนต์ความเสียหายไม่เกิน 85,431 บาท ตามสำเนาใบประเมินราคา จำเลยอ้างเหตุปฏิเสธความรับผิดว่า ขณะโจทก์ขับรถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามหลักการในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยมิได้จงใจเพื่อหน่วงเวลาให้เนิ่นช้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ ค่ายกลากรถ 8,000 บาท สูงเกินควร สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์โจทก์ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย 60 รายการ ค่าซ่อมเป็นเงิน 209,820 บาท ตามสำเนาในเสนอราคา ส่วนจำเลยนำสืบว่า รถยนต์โจทก์เสียหายไม่เกิน 85,431 บาท โดยโจทก์และจำเลยมาได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าอะไหล่และอุปกรณ์ตามสำเนาใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคาได้รับความเสียหายเพียงใด และจำต้องเปลี่ยนใหม่หรือไม่เพียงใด เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์โจทก์ ตามสำเนาภาพถ่าย ประกอบสำเนาสใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายสำหรับรถยนต์โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องใช้รถยนต์เป็นพาหนะเดินทางจากบ้านพักไปที่ทำงาน ไปตรวจที่ทำการเกษตรและใช้ทำธุระส่วนตัว ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเงินวันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นเงิน 30,400 บาท กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ซ่อมรถยนต์แล้วเสร็จเป็นเงิน 24,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่ายกรถนั้น โจทก์นำสืบว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์โจทก์ไม่สามารถขับได้ ต้องเสียค่ายกรถจากที่เกิดเหตุไม่สถานีตำรวจภูธรเชียงของ เสียค่ายกรถ 2,500 บาท และเสียค่ายกรถจากสถานีตำรวจภูธรเชียงของไปอู่ช่าง จ 10,000 บาท ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่ายกรถสูงเกินสมควรอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่ายกรถเป็นเงิน 8,000 บาท เหมาะสมแล้วเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราใด จำเลยฎีกาว่า การเรียกดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรามธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 ความรับผิดของบริษัทเมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกำหนดว่า เมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทและหากบริษัทปฏิเสธความรับผิดไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจนเป็นเหตุใหผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล หากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัด ดังนี้เมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาล และศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่รับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธสินไหม คำพิพากษาชี้ชัดประกันภัยต้องชดใช้!

ในโลกของการประกันภัย โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุจราจร การตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้เอาประกัน ซึ่งคดีหนึ่งที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน คือ กรณีบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้าง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ทั้งที่ผลตรวจจริงไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการปฏิเสธที่ไม่ชอบธรรม พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างครบถ้วน

เหตุการณ์อุบัติเหตุ และข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น : คำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 รถยนต์กระบะทะเบียน 2 XX 3456 กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ตัวรถได้รับความเสียหาย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้เอาประกันภัยได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

รถคันดังกล่าวมีประกันภัยทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยจำเลยที่ 1 คือบริษัทผู้รับประกันภัยภาคบังคับ มีหน้าที่ดูแลความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนจำเลยที่ 2 คือบริษัท 1234 จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจ มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมในส่วนของความเสียหายตัวรถ, ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ, ค่ารักษาพยาบาล, และค่าชดเชยกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์

แต่เมื่อโจทก์ยื่นขอสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กลับถูกปฏิเสธ โดยบริษัทอ้างว่า ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยอาศัยการ “คำนวณย้อนหลัง” จากข้อมูลบางส่วน ทั้งที่ผลตรวจจากสถานพยาบาลแสดงชัดเจนว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เพียง 37 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่ากำหนดของกฎหมายคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง

โจทก์ได้โต้แย้งการปฏิเสธนี้ว่าไม่มีมูลทางกฎหมายหรือวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน โดยชี้ว่า

  • จำเลยไม่มีผลตรวจย้อนหลังที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง
  • ไม่มีข้อมูลด้านดัชนีมวลกายหรือข้อมูลทางสุขภาพของผู้ขับขี่ที่สามารถนำมาคำนวณย้อนหลังได้
  • พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาเมาสุราต่อผู้ขับขี่ ซึ่งแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เห็นว่าผู้ขับขี่เมาในขณะเกิดเหตุ

โจทก์จึงมองว่าการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและข้อกฎหมาย จึงแต่งตั้งทนายความติดตามทวงถามและขอเอกสารประกอบจากจำเลย แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ไม่ตอบกลับ ไม่แสดงหลักฐาน โจทก์จึงนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล

คำพิพากษาที่ชี้ชัดถึงความรับผิดของประกันภัย

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยอย่างละเอียด ก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คือบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามรายละเอียด ดังนี้:

1.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ภายในวงเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้

oหรือเลือก จัดซ่อมรถให้อยู่ในสภาพเดิม

2.ชำระค่ายกรถ จำนวน 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2566 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

3.ชำระค่าเก็บรักษารถ เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้อง (18 มิถุนายน 2567) จนกว่าจะชำระค่าสินไหมครบ หรือมีการนำรถออกจากสถานที่เก็บรักษา

oแต่บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดในค่ายกรถและค่าเก็บรักษา ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อมแซม

4.ชำระค่าทนายความ จำนวน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์

5.ชำระค่าธรรมเนียมศาล ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

6.คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 (บริษัทประกันภัยภาคบังคับ): ศาล ยกฟ้อง โดยให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง7.คำขออื่น ๆ ของโจทก์ ศาล ยกคำขอ

อย่ารอให้ตกเป็นเหยื่อ ! ปรึกษาทนายคดีประกันภัย หากถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงการใช้ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเป็นทางการ เป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และอาจขัดต่อหลักความเป็นธรรม

หากผลตรวจแอลกอฮอล์ในร่างกายจากหน่วยงานทางการระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการตั้งข้อหาจากพนักงานสอบสวน บริษัทประกันภัยไม่สามารถอ้าง “การคำนวณย้อนหลัง” เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้ในลักษณะลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เอาประกันเสียสิทธิ์ ยังอาจนำไปสู่ความเสียหายทางกฎหมายแก่บริษัทเอง

คดีนี้ยืนยันว่าการตีความสัญญาประกันภัยต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” และ “พยานหลักฐาน” ไม่ใช่การคาดคะเนหรือประเมินจากสมมุติฐานที่ไม่มีที่มารองรับ

บริษัทประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติหรือเลี่ยงความรับผิดโดยไม่มีมูล หากมีข้อสงสัยเรื่อง ประกันภัย หรือการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมายหากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอกรณีคล้ายกัน อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากทนายความ เพราะบางครั้ง “ความเงียบของเรา” อาจกลายเป็นการยอมรับในความไม่เป็นธรรมโดยไม่รู้ตัว ปรึกษากฎหมายแอดไลน์ @Wongsakorn หรือคลิก ติดต่อเรา

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!