คอนโดเสียหายจากแผ่นดินไหว ขอคืนห้องหรือเลิกสัญญาได้ไหม?

เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลให้คอนโดมิเนียมได้รับความเสียหาย ผู้เช่าหรือผู้ซื้อคอนโดอาจสงสัยว่า สามารถขอคืนห้องหรือเลิกสัญญาได้หรือไม่ บทความนี้จะอธิบายแนวทางตามกฎหมายและสิทธิของผู้บริโภคในสถานการณ์ดังกล่าว

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่?

แผ่นดินไหวถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยอาจส่งผลต่อสิทธิของผู้เช่าหรือผู้ซื้อคอนโดในการเลิกสัญญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายและความสามารถในการอยู่อาศัยของห้องพัก

กรณีของผู้เช่าคอนโด

หากคอนโดที่เช่าได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ผู้เช่าสามารถพิจารณาเลิกสัญญาได้ในกรณีต่อไปนี้

1.ห้องพักเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้: หากห้องพักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น โครงสร้างหลักพังทลาย หรือมีรอยร้าวที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ผู้เช่ามีสิทธิเลิกสัญญาและขอคืนเงินมัดจำได้

2.ห้องพักมีรอยร้าวหรือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมได้: หากความเสียหายไม่รุนแรงและสามารถซ่อมแซมได้ ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ดำเนินการซ่อมแซมเพื่อให้ห้องกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ในกรณีนี้ ผู้เช่าอาจไม่มีสิทธิเลิกสัญญา แต่สามารถเจรจาขอลดค่าเช่าหรือขอเลื่อนการชำระค่าเช่าได้

ทั้งนี้ การตัดสินใจเลิกสัญญาควรมีหลักฐานยืนยันความเสียหาย เช่น รายงานจากวิศวกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง

กรณีของผู้ซื้อคอนโด

สำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อคอนโดและยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ หากคอนโดได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ผู้ซื้อสามารถพิจารณาเลิกสัญญาได้ในกรณีที่

1.ห้องพักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง: หากห้องพักหรือโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญาและขอคืนเงินจองหรือเงินดาวน์ได้

2.ห้องพักมีความเสียหายเล็กน้อย: หากความเสียหายไม่รุนแรงและสามารถซ่อมแซมได้ ผู้ขายมีหน้าที่ดำเนินการซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้ออาจไม่มีสิทธิเลิกสัญญาในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร ควรขอให้ผู้ขายจัดทำรายงานการตรวจสอบจากวิศวกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนการโอนกรรมสิทธิ์

แนวทางการดำเนินการเมื่อคอนโดเสียหายจากแผ่นดินไหว

1.ตรวจสอบความเสียหาย: ผู้เช่าหรือผู้ซื้อควรตรวจสอบความเสียหายของห้องพักและอาคารโดยละเอียด หากพบว่ามีความเสียหายที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัย ควรแจ้งให้ผู้ให้เช่าหรือผู้ขายทราบทันที

2.ขอรายงานการตรวจสอบ: ขอให้ผู้ให้เช่าหรือผู้ขายจัดทำรายงานการตรวจสอบจากวิศวกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความปลอดภัยของห้องพักและอาคาร

3.เจรจาเรื่องการเลิกสัญญา: หากพบว่าห้องพักไม่สามารถอยู่อาศัยได้หรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ผู้เช่าหรือผู้ซื้อสามารถเจรจากับผู้ให้เช่าหรือผู้ขายเพื่อเลิกสัญญาและขอคืนเงินที่ชำระไปแล้ว4.ขอคำปรึกษาทางกฎหมาย: หากเกิดข้อพิพาทหรือไม่สามารถตกลงกันได้ ควรขอคำปรึกษาจากทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การเลิกสัญญาเช่าหรือซื้อคอนโดเนื่องจากความเสียหายจากแผ่นดินไหวสามารถทำได้ในกรณีที่ห้องพักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ หรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ควรมีหลักฐานยืนยันความเสียหายและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากท่านไม่แน่ใจว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถเลิกสัญญาได้หรือไม่ หรือหากเกิดข้อพิพาทกับเจ้าของห้อง ผู้ให้เช่า หรือบริษัทพัฒนาโครงการ แนะนำให้ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์หรือสัญญาเช่า-ซื้อขายคอนโด เพื่อวางแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเสียเปรียบ และเพิ่มโอกาสในการได้รับความเป็นธรรมอย่างครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน อาจส่งผลเสียในระยะยาว
ปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

เช็คปลอมลายเซ็น ใครต้องรับผิด? แนวทางกฎหมายที่ผู้ถือเช็คต้องรู้

อย่างที่ทราบกันดีว่า “เช็ค” เป็นเอกสารสำคัญทางการเงินที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าสินค้า การกู้ยืมเงิน หรือธุรกรรมทางธุรกิจอื่น ๆ แต่หากเช็คถูกปลอมแปลงลายเซ็นแล้วมีการนำไปขึ้นเงิน อาจส่งผลกระทบทั้งต่อเจ้าของเช็ค ธนาคาร และผู้รับเช็คได้ แล้วในกรณีแบบนี้ ใครต้องรับผิด? และมีแนวทางป้องกันอย่างไรบ้าง? มาหาคำตอบกันในบทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

กรณีที่มีการปลอมลายเซ็นบนเช็คแล้วนำไปขึ้นเงิน

การปลอมลายเซ็นบนเช็ค คือการที่บุคคลอื่นแอบอ้างลายมือชื่อของเจ้าของบัญชีที่ออกเช็ค แล้วนำเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร หรือใช้เป็นหลักฐานทางธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งหากธนาคารไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดและอนุมัติการเบิกเงินโดยไม่รู้ว่าเช็คถูกปลอมลายเซ็น ผู้ที่ได้รับความเสียหายมักจะเป็นเจ้าของบัญชีหรือผู้ถือเช็ค

กรณีที่พบบ่อย ได้แก่

  • บุคคลใกล้ชิดหรือพนักงานภายในองค์กร ลอบปลอมลายเซ็น เจ้าของบัญชีเพื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน
  • กลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการ สแกนหรือปลอมแปลงเช็ค แล้วนำไปขึ้นเงินที่ธนาคาร
  • กรณีเช็คสูญหายแล้ว มีผู้เก็บได้นำไปปลอมลายเซ็น เพื่อขึ้นเงิน

เมื่อเช็คถูกปลอมแปลงแล้วนำไปขึ้นเงิน คำถามสำคัญคือ ใครต้องรับผิดชอบ?

ใครต้องรับผิดระหว่างเจ้าของเช็ค ธนาคาร หรือผู้ที่ปลอมแปลง?

1. ผู้ที่ปลอมแปลงลายเซ็น

บุคคลที่กระทำการปลอมแปลงเช็คถือว่ามีความผิดทางอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ธนาคารที่จ่ายเงินจากเช็คปลอม

โดยปกติ ธนาคารมีหน้าที่ต้องตรวจสอบลายเซ็นบนเช็ค ก่อนจ่ายเงิน หากธนาคารละเลยและอนุมัติให้เบิกเงินจากเช็คปลอม เจ้าของบัญชีสามารถเรียกร้องให้ธนาคารรับผิดชอบได้

กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา:

1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1405/2557: กรณีที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม ศาลวินิจฉัยว่าธนาคารต้องรับผิดชอบคืนเงินให้แก่ลูกค้า เนื่องจากการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นความบกพร่องของธนาคารเอง และเป็นการผิดสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน

2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2537: ในกรณีที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม ศาลวินิจฉัยว่าธนาคารต้องรับผิดชอบ เนื่องจากการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นความบกพร่องของธนาคารเอง คำพิพากษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าธนาคารมีหน้าที่ต้องตรวจสอบลายมือชื่อบนเช็คอย่างรอบคอบ หากธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่มีลายมือชื่อปลอม ธนาคารจะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้แก่ลูกค้า

3.เจ้าของบัญชีที่ออกเช็คโดยหลักแล้ว เจ้าของบัญชีไม่ต้องรับผิดชอบต่อเช็คที่ถูกปลอมแปลง แต่หากเจ้าของบัญชีมีส่วนประมาท เช่น ไม่เก็บรักษาสมุดเช็คอย่างปลอดภัย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเช็คโดยไม่มีความรอบคอบ อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการชดใช้เงินคืนได้

วิธีป้องกันการถูกปลอมลายเซ็นบนเช็ค

เพื่อป้องกันความเสียหายจากการปลอมแปลงลายเซ็นบนเช็ค ควรใช้มาตรการป้องกันดังต่อไปนี้

✅ 1. ตรวจสอบลายเซ็นและข้อมูลบนเช็คให้รอบคอบ

  • หลีกเลี่ยงการลงนามบนเช็คล่วงหน้า
  • ใช้ลายเซ็นที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้ง่าย

✅ 2. เก็บรักษาสมุดเช็คในที่ปลอดภัย

  • หลีกเลี่ยงการให้บุคคลอื่นเข้าถึงสมุดเช็ค
  • ใช้ตู้เซฟหรือสถานที่ปลอดภัยในการเก็บเช็ค

✅ 3. แจ้งเตือนการทำธุรกรรมกับธนาคาร

  • ใช้บริการแจ้งเตือน SMS หรือแอปพลิเคชันของธนาคาร เพื่อตรวจสอบทุกการทำธุรกรรม
  • หากพบการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ ควรติดต่อธนาคารทันที

✅ 4. แจ้งความทันทีหากพบว่าเช็คถูกปลอมแปลง

  • รวบรวมหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาเช็คปลอม รายการเดินบัญชี
  • เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

ทำอย่างไรหากเช็คถูกปลอมลายเซ็น?

หากคุณพบว่าเช็คของคุณถูกปลอมแปลง ควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

1️⃣ ติดต่อธนาคารทันที
แจ้งเรื่องกับธนาคารเพื่อขอระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง และขอสำเนาเช็คที่ถูกปลอมแปลง

2️⃣ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นำหลักฐานไปแจ้งความเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

3️⃣ ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดี

  • ทนายสามารถช่วยตรวจสอบว่า ธนาคารมีความผิดฐานละเลยหรือไม่
  • แนะนำแนวทางการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา
  • ช่วยรวบรวมหลักฐานเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายที่เชี่ยวชาญด้านคดีเช็คปลอมลายเซ็น และธุรกรรมทางการเงิน พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการทางกฎหมายกับคุณในทุกขั้นตอน

สุดท้ายนี้ กรณีเช็คถูกปลอมลายเซ็นเป็นปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญและอาจนำไปสู่ความเสียหายทางการเงินมหาศาล ผู้ที่ปลอมลายเซ็นถือว่ามีความผิดทางอาญา และธนาคารที่จ่ายเงินจากเช็คปลอมโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบอาจต้องรับผิดชอบชดใช้เงินคืนให้เจ้าของบัญชี

เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเช็ค ควรตรวจสอบลายเซ็น เก็บรักษาสมุดเช็คอย่างปลอดภัย และใช้ระบบแจ้งเตือนของธนาคาร หากพบว่าเช็คถูกปลอมแปลง ควรรีบแจ้งความและปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายหากคุณต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับเช็คปลอมลายเซ็น สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณในทุกขั้นตอน เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมสูงสุด >>ติดต่อเรา<<

รู้ทันกลโกง! เพื่อไม่เป็นเหยื่อขบวนการฟอกเงิน

จากการที่ตำรวจสอบสวนกลางเดินหน้ากวาดล้างขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ ล่าสุดบุกทลายเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน โดยจับกุมผู้ต้องหา 10 ราย ซึ่งมีทั้งชาวจีนและชาวไทย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 440 ล้านบาท หลังพบเส้นทางการเงินหมุนเวียนสูงถึง 6,500 ล้านบาท

กลโกงที่ใช้หลอกเหยื่อ

ขบวนการนี้อาศัยช่องทางโซเชียลมีเดียล่อลวงเหยื่อ โดยแอบแฝงมาในรูปแบบงานออนไลน์ เช่น กดไลก์เพิ่มยอดผู้ติดตาม ได้ค่าตอบแทน หรือการชวนลงทุนระยะสั้น อ้างให้ผลตอบแทนสูงถึง 30-50%

ในช่วงแรกเหยื่อมักได้รับเงินจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนที่คนร้ายจะโน้มน้าวให้ลงทุนเพิ่ม เมื่อยอดเงินมากขึ้นกลับไม่สามารถถอนเงินได้ โดยอ้างว่าต้องทำตาม “เงื่อนไขพิเศษ” หรือเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

วิธีการฟอกเงินของขบวนการ

เงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกนำไปแปลงเป็น สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) แล้วถ่ายเทผ่านหลายบัญชี ก่อนนำกลับมาแลกเป็นเงินสดในไทย ผ่านกลุ่มรับแลกเหรียญ P2P หรือบัญชีม้า นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังตั้งบริษัทบังหน้า ใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ ซุกซ่อนเงินผิดกฎหมาย

ตำรวจได้เข้าตรวจค้น 20 จุด ใน 8 จังหวัด ยึดของกลางกว่า 210 รายการ รวมมูลค่ามหาศาล โดยขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ 32 ราย

ข้อหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหา
–ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
–ร่วมกันฟอกเงิน
–เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร
–ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

การฟอกเงินผ่านช่องทางดิจิทัล และการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อซุกซ่อนทรัพย์สิน ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

วิธีป้องกันตัว ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

–ระวังงานออนไลน์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง
–อย่าโอนเงินหรือให้ข้อมูลบัญชีกับบุคคลไม่รู้จัก
–ตรวจสอบบริษัทหรือแหล่งลงทุนก่อนร่วมลงทุน
–สังเกตพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การชวนลงทุนแบบเร่งรัด

ขอคำปรึกษาก่อนสายเกินไป!

หากสงสัยว่าอาจตกเป็นเหยื่อหรือได้รับผลกระทบจากขบวนการฟอกเงิน สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวงศกรณ์ของเรา เพื่อรับข้อมูลทางกฎหมายและแนวทางป้องกันที่ถูกต้อง 

อ้างอิง:https://thestandard.co/police-bust-chinese-gray-network-investment-scam/

เขียนโดย :กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

ชาวต่างชาติขับรถในต่างแดน  อุบัติเหตุและปัญหากฎหมายที่อาจตามมา !

เคสตัวอย่าง 

อุบัติเหตุรุนแรงบนมอเตอร์เวย์สาย 7 รถยนต์ตัดหน้าบรรทุกปูน 22 ล้อ พุ่งชนสาหัส เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 – เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์สาย 7 กม.110+900 ในพื้นที่ ต.ตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย โดยอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์ฟอร์ดสีขาว ทะเบียนระยอง ซึ่งมีผู้โดยสารเป็นชาวจีน 4 คน ขับออกจากอุโมงค์และตัดหน้ารถบรรทุกปูน 22 ล้อที่วิ่งมาด้วยความเร็ว ทำให้รถบรรทุกไม่สามารถเบรกได้ทันและพุ่งชนอย่างจัง

จากการรายงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัย มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา พบว่า ผู้โดยสารชาวจีน 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าอีก 2 รายในรถฟอร์ดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามปั๊มหัวใจ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีดำ ที่จอดอยู่ข้างทางได้รับความเสียหายจากแรงกระแทกจากเหตุการณ์นี้

นาย A อายุ 43 ปี เจ้าของรถโตโยต้าที่ได้รับความเสียหายเล่าว่า ขณะที่เขาจอดรถกินข้าวอยู่ข้างทาง รถฟอร์ดได้ออกจากอุโมงค์และถูกชนโดยรถบรรทุกจนกระเด็นมาชนรถของตนเอง ส่วน นาย B อายุ 56 ปี คนขับรถบรรทุก 22 ล้อ เล่าว่า ขณะขับรถบรรทุกปูนจากสระบุรีไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุต เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ รถฟอร์ดได้ตัดหน้ารถบรรทุกอย่างกะทันหัน จึงไม่สามารถเบรกได้ทัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและบันทึกหลักฐาน พร้อมทั้งตั้งข้อสันนิษฐานว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากการที่รถฟอร์ดตัดหน้ารถบรรทุกอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดการชนอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

ความรับผิดชอบทางกฎหมายในอุบัติเหตุจราจร: ความรับผิดชอบของผู้ขับขี่และผู้ได้รับผลกระทบ

1. ความรับผิดชอบของคนขับรถฟอร์ด (ชาวจีน) และญาติผู้เสียชีวิต

กรณีของคนขับรถฟอร์ด (ซึ่งเป็นชาวจีน) ที่ตัดหน้ารถบรรทุกอย่างกะทันหัน หากการสอบสวนพบว่าเขามีการขับขี่โดยประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเฉพาะมาตรา 3 ที่ระบุว่า การขับขี่โดยประมาท หรือขับรถในลักษณะเสี่ยงภัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินนั้นถือเป็นการกระทำผิด

ในกรณีที่คนขับรถฟอร์ดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนี้ แม้เขาจะไม่ได้รับโทษทางอาญาอีกแล้ว แต่ทางญาติหรือผู้สืบทอดทรัพย์สินของเขาอาจจะต้องรับผิดชอบในด้านของการชดเชยค่าทำขวัญหรือค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่มีการฟ้องร้องเรียกร้องจากฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ อาจมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ส่วนผู้รอดชีวิตจากรถฟอร์ดอาจต้องรับผิดในข้อหาประมาทร่วม หากมีการพิสูจน์ว่าเขามีส่วนในการขับขี่อย่างประมาท หรือไม่ได้ปฏิบัติตามกฎจราจรในขณะที่เขาอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย ซึ่งอาจทำให้เกิดการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ

2. ความรับผิดชอบของคนขับรถบรรทุก 22 ล้อ

คนขับรถบรรทุก 22 ล้อ (นาย A) ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีความเสียหายจากการชนในเหตุการณ์นี้ หากพิสูจน์ได้ว่าเขาขับรถตามปกติและไม่สามารถหลบหลีกการตัดหน้าของรถฟอร์ดได้ อาจไม่ได้รับความผิดทางอาญาโดยตรง เนื่องจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดจากการตัดหน้าของรถฟอร์ดได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การสอบสวนพบว่าเขาขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนด หรือไม่ระมัดระวัง อาจถูกพิจารณาผิดตาม มาตรา 43 ของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุเกี่ยวกับการขับรถโดยประมาท

การขับรถเร็วเกินกำหนด หรือไม่ระมัดระวังจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ อาจถูกตีความว่าเป็น การขับขี่โดยประมาท ซึ่งอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา โดยคนขับจะต้องรับผิดชอบต่อการเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าเสียหายจากการบาดเจ็บ หรือค่าทำขวัญจากผู้เสียชีวิต

3. ความเสียหายของผู้ที่ได้รับผลกระทบ (นาย B เจ้าของรถโตโยต้า ยาริส )

กรณีของ นาย B ที่ได้รับความเสียหายจากการกระแทกของรถฟอร์ด หลังจากที่มันชนกับรถบรรทุก หากเขามี ประกันภัยรถยนต์ การเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยจะเป็นสิทธิ์ของเขา โดยบริษัทประกันจะต้องชดเชยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีประกันหรือประกันไม่ครอบคลุมการเกิดเหตุการณ์นี้ นาย B อาจต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่มีความรับผิดชอบในอุบัติเหตุ (เช่น เจ้าของรถฟอร์ด หรือเจ้าของประกันภัยของรถฟอร์ด)ในกรณีที่มี ผู้เสียชีวิต เช่น ผู้โดยสารชาวจีนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตสามารถเรียกร้อง ค่าทำขวัญหรือสินไหมทดแทน ได้จากผู้ที่มีความรับผิดชอบในอุบัติเหตุ ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งจะกำหนดให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องเงินชดเชยได้หากได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่ของบุคคลอื่น

ข้อสรุปจากเหตุการณ์ครั้งนี้และความรู้ทางกฎหมายที่ควรรู้

เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎจราจรและการขับขี่อย่างระมัดระวัง โดยไม่เพียงแต่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง แต่ยังต้องรับผิดชอบต่อผู้อื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากการขับขี่ที่ประมาทหรือผิดกฎจราจร โดยการเยียวยาความเสียหายจะขึ้นอยู่กับการดำเนินการตาม ประกันภัย และ การฟ้องร้องทางกฎหมาย เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การขับรถในต่างแดนสำหรับชาวต่างชาติเป็นเรื่องที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละประเทศมี กฎหมายจราจร และ ข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่แตกต่างกัน รวมถึง ข้อบังคับในการขับขี่ ที่อาจแตกต่างจากประเทศบ้านเกิดของผู้ขับขี่เอง เช่น ในกรณีของชาวจีนที่ขับรถในประเทศไทย เหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษากฎหมายในแต่ละประเทศอย่างรอบคอบก่อนการขับขี่ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีของ กฎหมายไทย ผู้ขับขี่ที่เป็นชาวต่างชาติจำเป็นต้องทำความเข้าใจใน พระราชบัญญัติการจราจรทางบก (พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522) และ พ.ร.บ.รถยนต์ (พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522) รวมถึงข้อกำหนดในการใช้ ใบขับขี่ไทย สำหรับผู้ขับขี่ต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้ขับขี่เป็นชาวต่างชาติที่ไม่มี ใบขับขี่ไทย หรือ ใบขับขี่ที่ได้รับการรับรองในประเทศไทย อาจทำให้การขับขี่นั้นเป็นการกระทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการรับผิดชอบในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

ตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับรถ เช่น ใบขับขี่ ประกันภัย สิทธิ์ในการครอบครองรถ สัญญาซื้อขายรถถูกที่กฎหมาย

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ประกันภัย ของตนเองครอบคลุมในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในต่างประเทศ การมี ประกันภัยรถยนต์ ที่ครอบคลุมหรือได้รับคำแนะนำจากตัวแทนประกันภัยที่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายไทยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาด้านการชดเชยค่าเสียหาย อีกทั้ง การตรวจสอบว่าการ ครอบครองรถ ของตนเองนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และการมี ใบขับขี่ไทย หรือ ใบขับขี่ระหว่างประเทศ ที่ได้รับการรับรองในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งเอกสารการซื้อรถในไทยแบบถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหาย

หากผู้ขับขี่ชาวต่างชาติทำการขับรถในประเทศไทยแล้วเกิดอุบัติเหตุ และพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายไทย การถูกดำเนินคดีในไทยจะเป็นไปตามกฎหมายไทย   ตามระเบียบที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือ พ.ร.บ.การชดเชยค่าเสียหายจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้รถยนต์

ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ถ้าคุณกำลังประสบปัญหาคดีทางรถยนต์

หากคุณหรือคนรอบตัวที่เป็นชาวต่างชาติประสบปัญหาจากการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก อย่าปล่อยให้ความเสียหายดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปกป้องสิทธิ์ หากคุณไม่ผิด ทีมทนายความมากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่ หากรูปแบบคดีมีความซับซ้อนมากกว่าเคสดังกล่าว สามารถปรึกษากับทีมทนายวงศกรณ์ก่อนได้ เพื่อให้คุณได้รับการคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ปรึกษาทนาย >> ติดต่อเรา <<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5056114 , https://shorturl.asia/LIg2u

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

นักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตในไทย: สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการดำเนินคดีและสิทธิ์ของครอบครัว

นักท่องเที่ยวจีนจมน้ำเสียชีวิตขณะดำน้ำตื้นที่ภูเก็ต ครอบครัวตั้งข้อสงสัยเรื่องการช่วยเหลือ

ช่วงวันหยุดตรุษจีนที่ผ่านมา นาง钟 (จง) เดินทางไปท่องเที่ยวที่เกาะภูเก็ต ประเทศไทย พร้อมกับลูกสาววัย 5 ขวบ และน้องสาววัย 31 ปี โดยได้จองแพ็กเกจทัวร์ดำน้ำตื้นที่เกาะไข่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 แต่การเดินทางครั้งนี้กลับกลายเป็นเหตุการณ์เศร้าที่ทำให้เธอต้องสูญเสียน้องสาวไปตลอดกาล

อุบัติเหตุระหว่างดำน้ำตื้น: การช่วยเหลือล่าช้า?

เช้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นาง钟พร้อมน้องสาวและลูกสาวเดินทางตามแผนไปยังเกาะไข่ โดยมีนักท่องเที่ยวร่วมทริปประมาณ 20-30 คน ลูกเรือส่วนใหญ่เป็นชาวไทย และมีไกด์ที่สามารถพูดภาษาจีนได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมท่องเที่ยว รวมถึงคำแนะนำด้านความปลอดภัย เช่น การสวมเสื้อชูชีพระหว่างดำน้ำตื้น และการหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำลึก

อย่างไรก็ตาม นาง钟เล่าว่า เสื้อชูชีพถูกนำออกมาหลังจากไกด์ให้ข้อมูลเสร็จแล้ว และให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้หยิบไปเอง ขณะที่นักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มลงน้ำ นาง钟ซึ่งต้องดูแลลูกสาวที่ชายหาดจึงไม่ได้สังเกตว่าน้องสาวของเธอสวมเสื้อชูชีพหรือไม่

เวลาประมาณ 12.30 น. นาง钟สังเกตเห็นเรือเร็วแล่นเข้ามาที่ชายฝั่งด้วยความเร็วสูง เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงรีบวิ่งไปดู และพบว่าน้องสาวของเธอหมดสติอยู่บนเรือ ลูกเรือกำลังทำ CPR (ปั๊มหัวใจ) – น้องสาวของเธอจมน้ำ!

พยานในเหตุการณ์เล่าว่า ในบริเวณดังกล่าวมีทั้งกิจกรรมดำน้ำตื้นและเจ็ตสกี แม้จะมีทุ่นแบ่งเขตไว้ แต่ก็พบว่าเจ็ตสกีบางลำแล่นเข้ามาใกล้เขตดำน้ำตื้น สองนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันและชาวไทยที่ขับเจ็ตสกีเป็นผู้พบร่างของน้องสาวนาง钟 และช่วยกันนำขึ้นจากน้ำ ก่อนที่ลูกเรือจะทำ CPR และนำตัวส่งโรงพยาบาลบนเกาะภูเก็ต

เสียชีวิตหลังสมองตาย 16 วัน ครอบครัวตั้งข้อสงสัยเรื่องการช่วยเหลือ

นาง钟กล่าวว่า ในขณะที่เจ้าหน้าที่นำตัวน้องสาวของเธอส่งโรงพยาบาล เธอได้ขอเดินทางไปด้วยแต่ถูกปฏิเสธ เธอไปถึงโรงพยาบาลในเวลาประมาณ 14.30 น. และได้รับแจ้งว่าน้องสาวของเธอมีภาวะสมองตาย (Brain Death)

หลังจากนั้น ครอบครัวพยายามหาทางย้ายโรงพยาบาล รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งตัวกลับไปรักษาที่ประเทศจีน แต่สุดท้ายหลังจากต่อสู้กับความเป็นความตายมา 16 วัน น้องสาวของเธอก็เสียชีวิตในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568

ครอบครัวของนาง钟เชื่อว่าการหยุดทำ CPR ระหว่างการเคลื่อนย้ายสองครั้ง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้พลาดโอกาสในการช่วยชีวิต อีกทั้งยังตั้งคำถามถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัททัวร์ โดยมองว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้การฝึกอบรมดำน้ำตื้นอย่างเหมาะสมก่อนลงน้ำ

ข้อพิพาทเรื่องค่าชดเชย: ครอบครัวปฏิเสธข้อเสนอของบริษัททัวร์

หลังเหตุการณ์สะเทือนใจ นาง钟พยายามเจรจากับบริษัทนำเที่ยวเพื่อขอค่าชดเชยที่เป็นธรรม และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การจัดหาอุปกรณ์ช่วยชีวิตเพิ่มเติม และการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริษัททัวร์เสนอค่าชดเชยจากทางฝั่งไทย 1,000,000 บาท (ประมาณ 20,000 หยวน หรือ 200,000 บาทจีน) และจากทางฝั่งจีน 200,000 หยวน (ประมาณ 1,000,000 บาทไทย) รวมเป็นประมาณ 1,200,000 บาทไทย ซึ่งน้อยกว่าจำนวน 1,500,000 หยวน (ประมาณ 7,500,000 บาทไทย) ที่ครอบครัวเรียกร้อง

บริษัททัวร์ระบุว่า ได้ทำหน้าที่แจ้งเตือนความปลอดภัยตามที่กำหนด และมองว่า การไม่สวมเสื้อชูชีพ เป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ พร้อมแนะนำให้ครอบครัวศึกษากฎหมายของไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้

ในขณะที่ครอบครัวยังไม่ได้แต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินคดี ทำให้การดำเนินการในเรื่องนี้ล่าช้า ซึ่งหากปล่อยเวลาไปนานเกินไป อาจส่งผลต่อรูปคดีในอนาคต การมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เสียหายได้อย่างเต็มที่ โดยนาง钟ยืนยันว่า เธอจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับน้องสาวของเธอ และขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ก่อนที่น้องสาวของเธอจะจมน้ำ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำคดีและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้สูญเสีย

การฟ้องร้องและการพิสูจน์ความผิดพลาดของผู้ให้บริการทัวร์ (ผู้ควบคุมดูแลในการดำน้ำ) ที่ทำให้เกิดความเสียหาย

เรื่องการเรียกร้องค่าชดเชยจากเหตุการณ์อุบัติเหตุในครั้งนี้สามารถดำเนินการได้ภายใต้หลักกฎหมายและสิทธิ์ของผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการละเมิดที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น รวมถึงการกระทำที่มีความผิดพลาดจากผู้ให้บริการทัวร์หรือผู้ควบคุมดูแลการดำน้ำตื้น หากมีการละเมิดภาระหน้าที่หรือความประมาทที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการจัดการอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่าง ๆ ที่ ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มีการเตรียมการอย่างเพียงพอ

ตามกฎหมายไทย ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องได้ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ให้บริการทัวร์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้กระทำความผิดจากการละเลยในหน้าที่หรือจากความผิดพลาดในการจัดการความปลอดภัย การไม่จัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ หรือการไม่ทำ CPR อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นการละเมิดภาระหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของนักท่องเที่ยว

ในกรณีที่มีการเสนอค่าชดเชยจากบริษัททัวร์ที่ไม่เป็นที่พอใจ เช่น จำนวนเงินที่ไม่เพียงพอต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องในศาลเพื่อขอค่าชดเชยที่เหมาะสมได้ โดยศาลจะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริงในการคำนวณจำนวนเงินชดเชยที่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ การเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัททัวร์สามารถดำเนินการได้ผ่านทางการเจรจาต่อรองหรือฟ้องร้องในศาล หากฝ่ายผู้เสียหายไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการชดเชยที่บริษัททัวร์เสนอ (ในกรณีนี้คือการเสนอเงินจำนวน 1,200,000 บาท) ซึ่งอาจเห็นว่าจำนวนเงินนั้นไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว โดยที่ศาลจะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะกำหนดจำนวนเงินชดเชยที่เหมาะสมให้กับผู้เสียหาย

สรุปคือ ครอบครัวของนาง钟สามารถใช้สิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำที่ละเมิดจากผู้ให้บริการทัวร์และผู้ควบคุมกิจกรรมดำน้ำตื้นได้ หากมีการพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าดูแลควบคุมการดำน้ำที่หรือบริษัททัวร์ไม่ได้ทำหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยอย่างเหมาะสม หรือมีการละเลยหรือจงใจในขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ รวมทั้งการขาดความชัดเจนในการฝึกอบรมและการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ถูกต้อง

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :https://mp.weixin.qq.com/s/PCKqYV4Wfo3J2rXN6Kn5DA

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

 แรงงานจีนเถื่อนในไทย :ความท้าทายทางกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้!

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชาวจีน 5 ราย อายุระหว่าง 34-61 ปี ลักลอบทำงานเป็นแรงงานก่อสร้างผิดกฎหมายในย่านห้วยขวาง โดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจ้างแรงงานต่างชาติที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหามีทักษะเฉพาะทางในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการลักลอบนำเข้าแรงงานฝีมือโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ทั้งที่ปัจจุบันมีแรงงานจีนที่ทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมายประมาณ 28,000 คน อย่างไรก็ตาม กฎหมายแรงงานต่างชาติ แม้จะมีบทลงโทษที่ชัดเจน แต่การบังคับใช้ยังคงไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดช่องว่างที่นำไปสู่การกระทำผิดซ้ำซาก

นอกจากปัญหาแรงงานเถื่อนแล้ว ยังพบแนวโน้มที่แรงงานจีนเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทยมากขึ้น ตั้งแต่ร้านอาหาร โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีก ซึ่งส่งผลต่อการแข่งขันทางการค้ากับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขณะเดียวกันยังมีแรงงานที่ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย แฝงตัวเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น อ้างตัวเป็นวิศวกรเพื่อเข้าร่วมโครงการก่อสร้าง

ปัจจุบันการจ้างแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานจีนที่เข้ามาทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การจ้างแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาต ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงหลายด้านที่นายจ้างควรรู้ก่อนตัดสินใจ

1. เสี่ยงโทษปรับและจำคุก

ตาม พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย อาจถูกปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาทต่อแรงงาน 1 คน หากกระทำผิดซ้ำ โทษปรับจะเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 – 200,000 บาทต่อคน และอาจถูกห้ามจ้างแรงงานต่างชาติเป็นเวลา 3 ปี นอกจากนี้ หากพบว่าแรงงานนั้นเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย นายจ้างอาจถูกดำเนินคดีในฐานะ สนับสนุนการกระทำผิดของคนต่างด้าว ซึ่งอาจมีโทษจำคุกเพิ่มเติม

2. ความเสี่ยงทางธุรกิจและชื่อเสียง

การถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดีอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์บริษัท หากธุรกิจถูกสื่อมวลชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูล อาจทำให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ธุรกิจขาดความเชื่อมั่น สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากภาครัฐในอนาคต

3. เสี่ยงต่อปัญหาด้านแรงงานและค่าจ้าง

แรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานมักไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน หากเกิดข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ หรือการเลิกจ้าง อาจนำไปสู่คดีฟ้องร้อง ซึ่งส่งผลเสียต่อนายจ้าง เช่น ถูกเรียกร้องค่าเสียหายย้อนหลัง และอาจต้องจ่ายค่าชดเชยสูงกว่าปกติ

4. เสี่ยงถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ

การจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย อาจทำให้บริษัทตกเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบจากกระทรวงแรงงาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่ถูกระงับการดำเนินกิจการบางส่วน

5. เสี่ยงต่อการถูกแบล็กลิสต์

หากบริษัทเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย อาจถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังจากหน่วยงานรัฐ และอาจส่งผลให้การขอใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติในอนาคตถูกปฏิเสธ หรือมีเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น

6. เสี่ยงด้านความปลอดภัยและอุบัติเหตุแรงงาน

หากแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำงาน นายจ้างอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยให้กับครอบครัวของแรงงาน ซึ่งอาจสูงกว่าค่าจ้างปกติหลายเท่า นอกจากนี้ หากพบว่าแรงงานไม่มีประกันสังคมหรือไม่ได้รับการคุ้มครองด้านความปลอดภัย อาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ด้วยการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เพื่อป้องกันปัญหาด้านกฎหมายและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นายจ้างควรดำเนินการจ้างแรงงานต่างชาติอย่างถูกต้อง โดยตรวจสอบใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงแรงงาน  สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือผู้ที่ต้องการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควรศึกษากฎระเบียบให้รอบคอบเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมั่นคงและปลอดภัยจากความเสี่ยงทางกฎหมาย

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :https://news1005.mcot.net/news/18436/

เขียนโดย :กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

แขวนด่าคนบนโซเชียลมีเดีย ระวังเสี่ยงติดคุกไม่รู้ตัว

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นศูนย์กลางของการสื่อสารและแสดงความคิดเห็น ผู้ใช้สามารถโพสต์ แชร์ หรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ แต่บางครั้งอิสรภาพบนโลกออนไลน์อาจกลายเป็นกับดักทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว หนึ่งในพฤติกรรมที่กำลังเป็นที่พูดถึงและสร้างปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “การแขวน” หรือ การนำบัญชีโซเชียลของผู้อื่นไปเผยแพร่เพื่อให้ถูกรุมโจมตี ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเหยื่อ แต่ยังอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาด้วย วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาทำความรู้จักกับ “การแขวน” บนโซเชียลมีเดีย และความเสี่ยงที่อาจส่งผลถึงติดคุกให้เข้าใจกันมากขึ้น

การแขวน (Doxxing) คืออะไร?

“การแขวน” เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยบุคคลหนึ่งนำบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ พร้อมกระตุ้นให้ผู้อื่นเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ รุมด่าทอ หรือแม้กระทั่งข่มขู่ ซึ่งพฤติกรรมนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น

  • แชร์โพสต์ของบุคคลเป้าหมายพร้อมข้อความโจมตี
  • นำข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือรายละเอียดชีวิตส่วนตัว มาเปิดเผย
  • สร้างกระแสให้เกิดการโจมตีในวงกว้าง แม้ไม่ได้มีหลักฐานที่แน่ชัด
  • เชิญชวนให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมด่าหรือแชร์ต่อโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

พฤติกรรมดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบต่อเหยื่อทั้งในด้านจิตใจ ชื่อเสียง และหน้าที่การงาน ซึ่งในบางกรณี อาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา

กรณีตัวอย่างของผู้เสียหาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับการติดต่อจากลูกความรายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการแขวนบนแพลตฟอร์ม X โดยมีบุคคลนำโพสต์ของเขาไปแชร์ต่อ พร้อมทั้งชี้เป้าให้คนอื่นเข้ามารุมด่าทอ กล่าวหา และทำให้เขาถูกโจมตีในโลกออนไลน์ โดยไม่มีใครตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าข้อความที่เขาโพสต์นั้นมีพื้นฐานของความจริงมากน้อยแค่ไหน

ผลที่ตามมาคือ ผู้เสียหายถูกโจมตีอย่างรุนแรงในโซเชียล ถูกคุกคามจากบุคคลที่ไม่รู้จัก และที่สำคัญคือ เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงาน ซึ่งในกรณีนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ด่าคนบนโซเชียลโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง อาจผิดกฎหมายอาญา

การแสดงความคิดเห็นหรือแชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง อาจส่งผลให้ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เช่น

  • การหมิ่นประมาททางอาญา – การแสดงความเห็นที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่หากส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลอื่น อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท
  • การละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ – การโพสต์หรือแชร์ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และก่อให้เกิดความเสียหาย อาจถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

หากบุคคลใดเข้ามาร่วมด่าหรือแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบให้ดี อาจถูกดำเนินคดีร่วมกับผู้ที่เป็นต้นเรื่อง

ผลกระทบของเหยื่อที่ถูกแขวนบนโซเชียลมีเดีย

การแขวนไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลของเหยื่อ แต่ยังนำมาซึ่งผลกระทบที่รุนแรง เช่น

1.เสียชื่อเสียง – เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลในเชิงลบบนโลกออนไลน์ อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเหยื่อ

2.ถูกคุกคามและข่มขู่ – ในหลายกรณี เหยื่ออาจถูกส่งข้อความข่มขู่หรือถูกคุกคามทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์

3.กระทบต่อหน้าที่การงาน – การถูกรุมโจมตีในโลกออนไลน์อาจทำให้เสียโอกาสในการทำงาน หรือถูกนายจ้างพิจารณาให้ออกจากงาน4.ผลกระทบทางจิตใจ – เหยื่อที่ถูกโจมตีในโลกออนไลน์อาจประสบปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแขวนด่าคนบนโซเชียลมีเดีย

1.ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328

o มาตรา 326: การหมิ่นประมาทผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อาจถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

o มาตรา 328: หากหมิ่นประมาทผ่านการโฆษณา เช่น สื่อออนไลน์ อาจถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

2.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14o การนำเข้าข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น อาจถูกจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แนวทางป้องกันและรับมือหากถูกแขวนบนโซเชียลมีเดีย

1.อย่าตอบโต้ทันที – ตั้งสติและหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

2.เก็บหลักฐานให้ครบถ้วน – บันทึกหน้าจอ (screenshot) ข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอที่เป็นหลักฐาน

3.แจ้งความและปรึกษาทนายความ – ก่อนดำเนินคดี ควรปรึกษาทนายเพื่อวางแนวทางการแจ้งความ

4.ใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหาย – หากได้รับความเสียหาย สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดได้

ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หากคุณตกเป็นเหยื่อของการถูกแขวนบนโซเชียลมีเดีย

หากคุณกำลังเผชิญกับการถูกแขวนด่าบนโซเชียล ถูกหมิ่นประมาท หรือถูกคุกคามทางออนไลน์ อย่าปล่อยให้ความเสียหายดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปกป้องสิทธิ์ของคุณ ทีมทนายความมากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่

📌 อย่าปล่อยให้ความเสียหายเกิดขึ้นโดยไม่มีการดำเนินการทางกฎหมาย ติดต่อเราเพื่อปรึกษากฎหมาย

เข้าใจเรื่อง จุดเริ่มต้นของ “คดีเช็ค” ให้ถูกต้อง

“เช็ค” เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความนิยมในการทำธุรกิจและใช้ชำระหนี้ นอกจากนี้การใช้เช็คยังเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญในโลกธุรกิจและการทำธุรกรรมต่าง ๆ แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเช็คอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “สถานที่ขึ้นเงินเช็ค” กับ “สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเช็ค” ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นที่เดียวกัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นคนละสถานที่กัน วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องเช็คให้มากยิ่งขึ้นกัน

คำว่า “การออกเช็คในท้องที่ใด” หมายถึงอะไร?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2070/2543 (ตัวย่อ) ระบุว่า การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การออกเช็คในท้องที่ใดย่อมถือได้ว่าการกระทำความผิดอาญาได้กระทำลงในท้องที่นั้นต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยได้ออกเช็คตามฟ้องในท้องที่อำเภอบางบาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบาล และธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินในเขตท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยาซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยาถือได้ว่าการกระทำความผิดคดีนี้ได้กระทำลงในอำเภอบางบาลต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในอำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบาลและสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระนครศรีอยุธยาย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้เมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบาลและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบาลทำการสอบสวนแล้ว คดีนี้จึงมีการสอบสวนโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

ดังนั้นตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2070/2543 คำว่า “การออกเช็คในท้องที่ใด” หมายถึง สถานที่ที่ผู้สั่งจ่ายเช็คได้ลงลายมือชื่อในเช็คและส่งมอบให้แก่ผู้รับ ไม่ใช่สถานที่ตั้งของธนาคารที่เช็คนั้นสั่งจ่าย

นั่นหมายความว่า การออกเช็คไม่ได้เกี่ยวข้องกับธนาคารที่เจ้าของบัญชีเปิดบัญชีอยู่เลย แต่ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่มีการลงนามและส่งมอบเช็คให้แก่ผู้รับนั่นเอง

อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “การออกเช็ค”

 “การออกเช็ค” ตามหลักกฎหมาย หมายถึงอะไร?

“การออกเช็ค” คือ การที่ผู้สั่งจ่าย (เจ้าของบัญชี) ลงลายมือชื่อในเช็ค และ ส่งมอบเช็คให้แก่ผู้รับ

สถานที่ที่ถือว่าเป็นที่ออกเช็ค คือที่ไหน?
สถานที่ที่มีการลงนามและส่งมอบเช็คให้แก่ผู้รับ
ไม่ใช่สถานที่ตั้งของธนาคารที่ออกเช็ค (เช่น ธนาคารที่เจ้าของบัญชีมีบัญชีอยู่)ตัวอย่างเช่น หากนาย A เซ็นเช็คและมอบให้แก่บริษัท B ที่กรุงเทพฯ แต่บัญชีของนาย A อยู่ที่ธนาคารสาขาภูเก็ต สถานที่ออกเช็คยังคงเป็นกรุงเทพฯ ไม่ใช่ภูเก็ต

คดีเช็คเด้ง “มูลคดีเกิดขึ้น” ตามหลักกฎหมายอาญา

คดีเช็คเด้งเป็นความผิดทางอาญาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534
 และสามารถกำหนดสถานที่ที่เป็น “มูลคดีเกิดขึ้น” ได้ใน 2 กรณีหลัก ได้แก่

1️⃣ สถานที่ที่ออกเช็ค
 หมายถึง สถานที่ที่ผู้สั่งจ่ายลงลายมือชื่อและมอบเช็คให้แก่ผู้รับ

2️⃣ สถานที่ที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

 หมายถึง สถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อผู้รับเช็คนำไปขึ้นเงิน

ดังนั้น ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีสามารถเป็น
ศาลในเขตที่มีการออกเช็ค
ศาลในเขตที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

ตัวอย่างความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

❌ “ธนาคารที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่าย” กับ “สถานที่ขึ้นเงิน” เป็นที่เดียวกัน
✅ ความจริง: ธนาคารที่เช็คถูกปฏิเสธ คือ ธนาคารที่เช็คต้องถูกเรียกเก็บ ไม่ใช่ธนาคารที่ผู้รับเช็คนำไปขึ้นเงิน

ตัวอย่างเช่น

  • นาย A เปิดบัญชีไว้ที่ธนาคารสาขากรุงเทพฯ
  • ต่อมานาย A ออกเช็คให้แก่ นาย B และมอบให้ที่จังหวัดเชียงใหม่
  • นาย B นำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดขอนแก่น
  • เช็คต้องเรียกเก็บจากบัญชีของนาย A ที่ธนาคารสาขากรุงเทพฯ แต่เมื่อส่งไปเรียกเก็บแล้ว ถูกปฏิเสธการจ่าย

 ในกรณีนี้
 ✔️ สถานที่ออกเช็ค = เชียงใหม่
  ✔️ สถานที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่าย = กรุงเทพฯ
  ❌ ขอนแก่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี

เขตอำนาจศาลในการฟ้องคดีเช็ค

อย่างที่กล่าวไปนั้น เมื่อมีกรณีเช็คเด้ง หรือเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยพิจารณาจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคดี ดังนี้

 1. ศาลในเขตที่มีการออกเช็ค
 📌 คือศาลในเขตที่ผู้สั่งจ่ายลงลายมือชื่อและมอบเช็คให้แก่ผู้รับ
  📌 เช่น หากนาย A ออกเช็คที่จังหวัดเชียงใหม่ ศาลเชียงใหม่จะมีเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้

2. ศาลในเขตที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
 📌 คือศาลในเขตที่ธนาคารที่ต้องทำการชำระเงินตามเช็คตั้งอยู่ และเป็นที่ที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน
  📌 เช่น หากนาย A มีบัญชีอยู่ที่ธนาคารสาขากรุงเทพฯ และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินที่สาขากรุงเทพฯ ศาลกรุงเทพฯ จะมีเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้

ไม่สามารถฟ้องที่ศาลในเขตที่ผู้รับเช็คนำไปขึ้นเงินได้ หากไม่ได้เป็นสถานที่ออกเช็คหรือสถานที่ปฏิเสธการจ่าย

ข้อสรุปสำคัญ

“การออกเช็คในท้องที่ใด” = สถานที่ที่ผู้สั่งจ่ายเซ็นชื่อและมอบเช็คให้ผู้รับ
ไม่ใช่ สถานที่ที่ธนาคารของผู้สั่งจ่ายตั้งอยู่
✅ สามารถ ฟ้องคดีได้ในศาลที่เช็คถูกออก หรือศาลที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจากธนาคาร

หากคุณต้องการใช้สถานที่ตั้งของธนาคารเป็นเหตุแห่งมูลคดี ควรเป็นกรณีที่เช็คถูกนำไปขึ้นเงินที่ธนาคารสาขานั้นและถูกปฏิเสธการจ่ายเงินในเขตนั้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีเช็คทั้งหมด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงการให้ความรู้ทางกฎหมายเท่านั้น แต่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเช็คก็มีหลายปัญหาและหลายกรณีด้วยกัน เช่น เช็คเด้ง, การฟ้องร้องคดีเช็ค, และ การเรียกเก็บเงินจากเช็ค ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการดำเนินคดี หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับเช็ค ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน หรือผู้สั่งจ่ายที่ต้องการคำแนะนำด้านกฎหมาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับคดีเช็คโดยเฉพาะ พร้อมให้บริการทางกฎหมายกับลูกความเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

ระวัง ! เจอ “ทนายเหลี่ยม” เรียกค่าจ้างจนกว่าคดีจะถึงที่สุดในชั้นอัยการ แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ?

ค่าจ้างทนายความกับความโปร่งใสที่ลูกความต้องระวัง!

ในสังคมปัจจุบัน การหาทนายความเพื่อให้บริการทางกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจข้อกฎหมายหรือขั้นตอนต่าง ๆ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่คาดคิด คือการถูก “ทนายเหลี่ยม” ใส่ หรือเรียกว่าเอาเปรียบผ่านการคิดค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม

หนึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นจริง และได้รับการเล่าต่อโดยลูกความของ ทนายอาร์ม คือการที่ลูกความรายนี้เคยจ้างทนายความคนหนึ่ง ซึ่งแจ้งว่า จะเรียกเก็บค่าจ้างจนกว่าคดีจะถึงที่สุดในชั้นอัยการ ฟังดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่าเป็นประโยคที่มีเล่ห์เหลี่ยมแฝงอยู่

ค่าจ้างทนายแบบ “ถึงที่สุด” หมายความว่าอย่างไร?

ตามปกติ การว่าจ้างทนายความในการดำเนินคดีจะมีการกำหนดขอบเขตค่าจ้างที่ชัดเจน เช่น

  • ค่าจ้างสำหรับการให้คำปรึกษา
  • ค่าจ้างในการดำเนินคดีในชั้นตำรวจ
  • ค่าจ้างในชั้นอัยการ
  • ค่าจ้างในการว่าความในชั้นศาล

แต่กรณีของลูกความรายนี้ ทนายความกลับใช้คำว่า “เรียกเก็บค่าจ้างจนกว่าคดีจะถึงที่สุดในชั้นอัยการ” ซึ่งดูเผิน ๆ อาจหมายถึง จนกว่าคดีจะสิ้นสุด แต่ในความเป็นจริง คดี 90% มักไปจบที่ศาล ไม่ใช่ที่อัยการ ดังนั้น หากลูกความไม่เข้าใจเรื่องกระบวนการยุติธรรม อาจเข้าใจผิดและคิดว่าการว่าจ้างครอบคลุมถึงขั้นตอนสุดท้ายของคดีแล้ว

แต่เมื่อคดีเข้าสู่ศาล ทนายความอาจใช้ข้ออ้างว่า “ค่าจ้างที่เรียกเก็บไปนั้น ครอบคลุมแค่ชั้นอัยการเท่านั้น” และเรียกเก็บเพิ่มสำหรับการดำเนินการในชั้นศาลอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการไม่บริสุทธิ์ใจกับลูกความ

มรรยาททนายความกับสิ่งที่ทนายที่ดีต้องปฏิบัติ

ตามหลักจรรยาบรรณ ทนายความต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตและปฏิบัติต่อลูกความอย่างเป็นธรรม ซึ่งหมายความว่าทนายความที่ดี ต้องไม่ใช้กลโกงหรือเล่ห์เหลี่ยม เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติของทนายความไว้ ดังนี้

ห้ามเรียกค่าตอบแทนเกินสมควร – ทนายต้องไม่เรียกเก็บค่าจ้างโดยใช้ถ้อยคำคลุมเครือ หรือแฝงเร้นให้ลูกความเข้าใจผิด
ต้องซื่อสัตย์และไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม – การใช้ภาษากำกวมเพื่อให้ลูกความเข้าใจผิดและต้องจ่ายเงินเพิ่มภายหลัง ถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดมรรยาททนายความ
ต้องแจ้งข้อมูลแก่ลูกความอย่างตรงไปตรงมา – ทนายมีหน้าที่ต้องอธิบายขอบเขตงานและค่าจ้างให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ – การใช้ความไม่รู้ของลูกความเพื่อสร้างกำไรให้ตนเองถือเป็นการเอาเปรียบ และอาจถูกดำเนินการทางวินัยทนายความที่ฝ่าฝืนหลักมรรยาทเหล่านี้ อาจถูกลงโทษทางวินัยโดยสภาทนายความ ซึ่งอาจรวมถึง การภาคทัณฑ์ การพักใช้ใบอนุญาต หรือการเพิกถอนใบอนุญาตทนายความ ได้เลยทีเดียว

การตั้งราคาค่าจ้างที่โปร่งใสควรเป็นอย่างไร?

ทนายความที่มีจรรยาบรรณจะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับ ค่าจ้างและขอบเขตของการทำงานให้ชัดเจน ตั้งแต่แรก ไม่ควรใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ลูกความ ดังนั้น ค่าจ้างทนายความที่เป็นธรรมควรมีลักษณะดังนี้

1.มีการตกลงค่าจ้างอย่างชัดเจน – ต้องระบุว่าค่าจ้างครอบคลุมถึงขั้นตอนไหน เช่น ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ หรือชั้นศาล

2.แจ้งลูกความเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา – ลูกความต้องรู้ว่าคดีของตนเองมีโอกาสไปถึงศาลหรือไม่

3.ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง – ทนายไม่ควรใช้ภาษาที่กำกวมเพื่อลวงให้ลูกความเข้าใจผิดว่าค่าจ้างที่จ่ายไปแล้วครอบคลุมทุกอย่าง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้ให้บริการทางกฎหมายชัดเจนอย่างมืออาชีพ

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของทนายเหลี่ยม สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานกฎหมายที่ให้บริการอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และมุ่งเน้นความซื่อสัตย์ต่อลูกความ โดยเรามีมาตรฐานในการให้บริการดังนี้

แจ้งเรื่องค่าจ้างอย่างชัดเจน
ให้คำปรึกษาที่เข้าใจง่าย อธิบายกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
ทีมทนายความมีประสบการณ์สูง สามารถให้บริการทางกฎหมายกับลูกความได้อย่างมืออาชีพ
ปฏิบัติตามจรรยาบรรณทนายความอย่างเคร่งครัด

เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการทางกฎหมายกับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรมทางกฎหมาย โดยไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมใด ๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากลูกความ

เรื่องของค่าจ้างทนายเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกความต้องใส่ใจ และเลือกทนายความที่โปร่งใส ไม่ใช้ภาษาคลุมเครือเพื่อเรียกเก็บค่าจ้างเพิ่มเติม “ทนายเหลี่ยมเรียกค่าจ้างถึงที่สุด” เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่ลูกความต้องระวัง และควรเลือกใช้บริการจากทนายที่มีจรรยาบรรณหากคุณต้องการที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ ปรึกษาเราได้ทันที >>ติดต่อเรา<< 

ระวัง ! ไม่ทำประกันภัย เสี่ยงติดคุกจริงหรือไม่?

“ขับรถดีมาตลอด ไม่เคยชนใคร ทำไมต้องทำประกัน?” หลายคนอาจเคยคิดแบบนี้ แต่รู้หรือไม่ว่า หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วไม่มีประกันภัย อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดด้วยตัวเอง หรือแย่กว่านั้น อาจติดคุกได้เลย

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ประกันภัยชั้น 1” เป็นรูปแบบของประกันที่กำหนดโดยกฎหมาย แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “ชั้น 1” เป็นเพียงคำที่ใช้ทางการตลาด สิ่งที่มีอยู่จริงในระบบประกันภัยไทย ได้แก่

  • ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ซึ่งเจ้าของรถทุกคนต้องทำตามกฎหมาย
  • ประกันภัยภาคสมัครใจ ได้แก่ ประเภท 1, 2, 3, 4, 5 รวมถึง 2+ และ 3+

แล้วถ้าตัดสินใจไม่ทำประกันเลย มีความเสี่ยงอะไรบ้าง? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีคำตอบจากคดีจริงที่ศาลพิพากษา และดูว่าผู้ที่ไม่มีประกันภัยจะต้องรับมือกับสถานการณ์แบบไหนบ้างจากเคสนี้ที่มีประกันภัยยังติดคุก

มีประกันยังติดคุก! ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน

คดีหมายเลขดำที่ อ. 119/2564 และคดีหมายเลขแดงที่ อ. 187/2564 เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้มีประกันภัย ก็อาจติดคุกได้ หากเกิดความเสียหายร้ายแรง

เหตุการณ์ในคดีนี้เกิดขึ้นอย่างไร?

  • วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เวลาประมาณ 6 โมงเช้า คนขับรถโดยสารประจำทาง (สาย 8) ขับรถมาตามถนนสุขสวัสดิ์
  • บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางโค้ง มีแสงไฟน้อย ทัศนวิสัยไม่ดี
  • ผู้เสียหายกำลังข้ามถนน แต่คนขับรถเมล์ไม่ได้ชะลอความเร็ว และพุ่งชนเข้าอย่างจัง
  • ผู้เสียหายศีรษะแตก สมองฟกช้ำ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

คดีนี้ศาลตัดสินอย่างไร?

  • ศาลพิจารณาแล้วว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
  • แม้ญาติผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย และจำเลยรับสารภาพ ศาลยังตัดสินว่า การเป็นคนขับรถโดยสารสาธารณะมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าคนขับรถทั่วไป
  • ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

บทเรียนจากคดีนี้

  • แม้จะมีประกันภัย แต่หากเป็นฝ่ายผิดและเกิดความเสียหายร้ายแรง อาจติดคุกได้
  • การทำประกันไม่ได้ช่วยให้พ้นจากโทษทางอาญาเสมอไป
  • กฎหมายให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ

ถ้ารถไม่มีประกันภัย ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง?

มีเคสตัวอย่างจากแฟนเพจทนายอาร์ม ที่ผู้เสียหายขอคำปรึกษาว่า บิดาของเขาถูกรถชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ได้แก่ ถุงน้ำดีแตก ลำไส้ฉีกขาด สะโพกและขาหัก ต้องรักษาตัวนานกว่า 1 เดือน

ปัญหาคือ คู่กรณีมีเพียง พ.ร.บ. ไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด

ในกรณีที่คู่กรณีไม่มีประกัน ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

1. ค่ารักษาพยาบาล (ปัจจุบันและอนาคต)

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัว รวมถึงค่ายา ค่ากายภาพบำบัด ค่าหมอ และค่าพักฟื้น

2. ค่าสินไหมทดแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน

  • ค่าทุกข์ทรมาน
  • ค่าขาดรายได้จากการทำงาน
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลคนป่วย

3. ค่าเสียหายอื่น ๆ ตามที่กฎหมายอนุญาต

หลายคนเข้าใจผิดว่า การเรียกร้องค่าเสียหายต้องอ้างอิงตามตัวเลขที่แน่นอน แต่ในความเป็นจริง กฎหมายเปิดช่องให้สามารถเรียกค่าเสียหายได้ตามสมควร เช่น

  • หากบาดเจ็บสาหัส อาจเรียกค่าทรมานทางร่างกายและจิตใจหลักล้านบาท
  • ค่าเสียโอกาสในการทำงาน
  • ค่าดูแลในอนาคตหากผู้เสียหายไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้

ไม่ทำประกันภัย เสี่ยงทั้งติดคุกและรับภาระหนี้สินเองทั้งหมด

📌 ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้

ถ้าขับรถชนคนจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อาจติดคุก แม้จะมีประกันภัย
หากไม่มีประกันภาคสมัครใจ ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเองทั้งหมด
ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้หลายประเภท ไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล
หากไม่มีเงินจ่าย อาจถูกฟ้องและมีโทษทางอาญา

ทางออกที่ดีที่สุด คือ ทำประกันภัย

การทำประกันภัยภาคสมัครใจช่วยให้ไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเองทั้งหมด เช่น

  • ประกันชั้น 1 คุ้มครองทั้งรถคู่กรณีและรถของเรา
  • ประกันชั้น 2+ และ 3+ คุ้มครองคู่กรณีและค่ารักษาพยาบาล
  • หากไม่มีประกันเลย อาจต้องหาเงินจ่ายเอง หรือถูกฟ้องจนต้องโทษจำคุก

“ไม่มีใครรู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ต้องจ่าย และความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจตามมา”

อย่ารอให้สายเกินไป ทำประกันภัยวันนี้ ดีกว่าต้องรับผิดชอบทุกอย่างเอง!

อย่าลืมประกันภัยชั้นนำ คัดสรรบริษัทประกันชั้นเยี่ยมต้องที่ >> โปรเด็ดประกันภัย By ทนายอาม 

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!