ประกันภัยหัวหมอเล่นแง่ เปลี่ยนคำให้การ

ประกันภัยหัวหมอเล่นแง่ เปลี่ยนคำให้การ

จากคำให้การคนขับรถในตอนแรก คนขับรถรับสภาพผิดเป็นคนประมาททำให้เกิด อุบัติเหตุพอได้เจอประกันหัวหมอ แนะให้คนขับเปลี่ยนคำรับสภาพ ให้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายที่ประมาทเอง จากเป็นผู้เสียหายต้องกลายเป็นคนผิดซะเอง ทั้งที่ได้รับบาดเจ็บ ขาหัก ทำงานไม่ได้ ทั้งเจ็บตัวทั้งกลายเป็นคนผิด และถูกปฏิเสธไม่จ่ายสักบาท 

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมแบบนี้ รีบเข้าปรึกษา ทนายอาร์ม ช่วยดำเนินการทันที

ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้หรอ?

ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้หรอ

กลับคำ!!! ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม

ทั้งที่ตอนแรกประกันบอกรับผิดชอบ

และลูกความได้เอารถเข้าซ่อมระยะเวลาเป็นเดือน

สุดท้ายประกันโทรมา อ้างเรื่องการวัดผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ลูกความเป่าได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันอ้างว่าก่อนที่จะเป่าปริมาณแอลกอฮอล์จะต้องมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่รับผิดชอบอะไรเลย แถมประกันยังให้ลูกความหาทนายไปฟ้องร้องเอาถ้าอยากจะสู้คดี…

 นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหลายเคสหลายเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายหลายท่านเจอบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นำมาอ้างปฏิเสธการจ่าย เรียกได้เป็นกลยุทธ์เด็ดกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทที่มักนำมาใช้อ้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แต่กรณีในคลิปด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยที่ดูมีความน่าเชื่อถือ ที่เขาเชื่อใจซื้อประกันนภัยกับที่นี่ จะตอบแทนเขาด้วยการปฏิเสธการรับผิดชอบอย่างไม่ใยดีเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

เหตุการณ์ คือ ผู้เสียหายท่านนี้ไปเที่ยวและขับรถกลับประมาณ 03.00 น.  โดยขับรถออกจากสถานที่เที่ยวมาได้เพียง 100 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่ถนนเป็นวันเวย์ไม่มีเลนสวน ประกอบกับบริเวณข้างทางได้มีรถกระบะคันหนึ่งท้ายกระบะยื่นออกมาจอดขวางอยู่ จึงทำให้รถผู้เสียหายเกี่ยวเข้ากับท้ายของรถกระบะคันดังกล่าว โดยตรงที่เบียดโดนรถกระบะคู่กรณีไม่เป็นอะไรเลย แต่รถของผู้เสียหายมีการครูดจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง และครูดด้านข้าง และตัวรถไม่ได้มีรอยยุบแต่อย่างใดปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซ่อมไปแล้วเดือนนึง อยู่ ๆ มาปฏิเสธกันดื้อ ๆ

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว บริษัทประกันก็ได้ดำเนินการจัดซ่อมรถของผู้เสียหายตามปกติ และรถของผู้เสียหายได้ซ่อมไปแล้วเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลังจากนั้นประกันภัยได้โทรกลับมาบอกกับผู้เสียหายว่า “ไม่รับผิดชอบการซ่อมรถให้ผู้เสียหายแล้วนะ” นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังผู้เสียหายถึงกับงงจากที่ตอนแรกประกันภัยรับผิดชอบแล้ว อยู่ ๆ ก็โทรมาบอกว่าไม่รับผิดชอบแล้วซะอย่างนั้น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ข้ออ้างที่ประกันโทรมาปฏิเสธผู้เสียหายอย่างดื้อ ๆ ก็คือ ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ภายหลังนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันดันโทรมากลับคำบอกว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ซึ่งตามกฎหมายและผู้เสียหายก็ทราบดีและเข้าใจว่าห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และตัวผู้เสียหายเองก็มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดอาการงงและตั้งคำถามว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันภัยนึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ประกันภัยยันไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา

หลังจากโทรมาแจ้งปฏิเสธไม่รับผิดชอบนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้เสียหายยังไม่พอ ทางประกันจอมเจ้าเล่ห์หักหลังบอกกับผู้เสียหายว่า “ให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา” และยืนยันไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ซ้ำยืนยันปฏิเสธอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินไปแล้ว บอกว่าเหตุเกิดจากความประมาท เจอแบบนี้ผู้เสียหายถึงกับเงิบเลยทีเดียวเมื่อเจอบริษัทประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธความรับผิดชอบ

ความรู้สึกของผู้เสียหายหลังถูกประกันปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

หากถามถึงความรู้สึกหลังถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนั้น การที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายผู้เสียหายตอบว่าตนไม่เข้าใจการกระทำของบริษัทประกันภัยอย่างมาก อีกทั้งก็ได้มีการโทรไปต่อว่าทางประกันภัยเหมือนกันว่า “ทำไม เราซื้อประกันภัยกับเขา บริษัทต้องคุ้มครองดูแลเรา”  ณ ตอนนั้นผู้เสียหายรู้สึกว่า ตนก็เป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทประกันต้องดูแลคุ้มครอง แต่ดันกลับมานับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธลูกค้า และทิ้งลูกค้าเผชิญหน้าทิ้งกันกลางทางอยู่คนเดียว ในส่วนรถของผู้เสียหายจากที่ตอนแรกบริษัทเอาไปดำเนินการซ่อมก็กลับมาทิ้งให้ผู้เสียหายแบกรับภาระและจัดการเองทั้งหมด  ทั้ง ๆ ที่ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน

หลังเจอประกันท้าหาทนายฟ้อง ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อเรา

หลังจากผู้เสียหายถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทิ้งกลางทางแบบดื้อ ๆ อีกทั้งยังท้าให้หาทนายฟ้องร้องเอาเองอีก จึงไม่รอช้ารีบติดต่อหาทนายทันทีแบบไม่คิด เพราะที่เจอมาทั้งหมด เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่มาเจอเหตุการณ์และบริษัทประกันภัยแบบนี้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุก็เจ็บช้ำใจมากพออยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย หลงอุ่นใจว่ามีบริษัทประกันดี อุ่นใจว่ารถมีประกันภัย และเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า บริษัทต้องช่วยเหลือคุ้มครองเราเหมือนอย่างตอนที่เขาให้เราซื้อประกันด้วย เจอประกันทิ้งกลางทาง แถมท้าให้ฟ้องก็จัดการให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ทันที หากเจอมุกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ต้องปรึกษาทนายเท่านั้น

มีทนายไว้อุ่นใจกว่า

 ไม่ต้องรอให้ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังงัดมุกไหนมาหัวหมอใส่ หลังเกิดเหตุรีบปรึกษาทนายทันที เพราะมีทนายไว้ตั้งแต่แรกอุ่นใจ และสะดวกกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

-ไม่ต้องคุยหรือเจรจากับประกัน จึงไม่ต้องไปเสียรู้กับกลยุทธ์ของประกัน เพราะทนายจะคุยให้เอง

-ไม่ต้องเดินเรื่อง ติดตามผลเอง และไม่ต้องเสียเวลา เพราะทนายจะดำเนินการเดินเรื่องเรียกร้องให้ทั้งหมด

-ทนายจะเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินเรื่องจนวินาทีสุดทท้ายที่คดีความสิ้นสุด  

เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ ต้องโดนปรับ แถมประกันก็ไม่จ่าย

เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ

 สาเหตุที่บริษัทประกันปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายปฏิเสธการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายนั้น ก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกำหนดว่า “จะไม่จ่ายค่าเสียหายให้ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการแจ้งข้อหากรณีเมาแล้วขับ ถึงแม้จะทำประกันชั้น 1 ทางประกันก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายต่อผู้เอาประกันหรือคู่กรณี

แต่ถ้าถามว่า กรณีเมา แล้วประกันภัยรถยนต์ของคุณเป็นภาคสมัครใจไม่จ่าย แล้วประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ล่ะ จ่ายให้หรือไม่ ?

          คำตอบ คือ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ ไม่ว่าคุณจะเมาไม่มีใบขับขี่ หรือทำผิดกฎหมายจราจรข้อใด พ.ร.บ.ก็จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้หมดเมื่อเกิดเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับคู่กรณี และจ่ายแค่ความเสียหายต่อบุคคลเท่านั้น ส่วนความเสียหายต่อรถของคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายชดใช้ให้แก่คู่กรณีเองทั้งหมด

          ดังนั้น หากเมาแล้วอย่าขับเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน เสียประวัติ แถมยังเสียเงิน มีแต่เสียกับเสียแบบนี้ไม่ดีแน่

ผลแอลกอฮอลล์ไม่ถึง 50 mg แต่ประกันอ้างผลย้อนหลัง

ประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์หงายการ์ด ก่อนเกิดเหตุต้องเมาแน่

 แบบนี้ก็มีด้วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วโดนจับเป่าแอลกอฮอล์ แต่ผลออกมาไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังอ้าง…ก่อนเกิดเหตุ ต้องเกินจากนั้นแน่นอน หัวหมอใส่ผู้เสียหายทันทีรีบหงายการ์ดทีเด็ดยกสูตรคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธการชดใช้ อ้างว่าก่อนเป่าผู้ขับขี่ต้องเมากว่านี้แน่    กลยุทธ์แบบนี้นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบรู้ไว้แล้วจำให้ขึ้นใจ หากเจอบริษัทกันภัยทำแบบนี้ใส่ อย่าไปยอมเสียรู้ตกเป็นเหยื่อเด็ดขาดปรึกษาทนายด่วน  

          ฝากถึงผู้เสียหายทุกท่านที่ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์มือหนึ่งยินดีให้บริการ

โดนหลอกอีกแล้ว!!! รักษาตัวให้หายดีก่อน

โดนหลอกอีกแล้ว รักษาตัวให้หายดีก่อน

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

https://www.youtube.com/watch?v=cabULQ49phw

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันเจอประกันภัยหลอก รักษาตัวให้หายดีก่อน

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความข้าช่วยเหลือ จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

 3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อรีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อช่วยหาทางออกให้ดีที่สุด ยืนยันสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ช่วยคุณได้

ต้องทำอย่างไร? เมื่อเจอประกันภัยอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย !

ต้องทำอย่างไร เมื่อเจอประกันภัยอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย !

หลายกลวิธีเหลือเกินที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้หลอกลวงผู้บริโภค เกี่ยวกับ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มีหลายเคสแล้วที่ประกันภัยเหมือนไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบต่อผู้บริโภค พอทำทีว่าจะรับผิดชอบก็อ้าง นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ซะอย่างนั้น จนทำให้ผู้บริโภคต้องมาปรึษาทนายให้ช่วยเหลือ กรณีเคส ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายก็หลงอุ่นใจคิดว่าได้ใบเคลมแล้วประกันจะรับผิดชอบ จัดการให้เอารถเข้าอู่เรียบร้อย แถมบอกว่าติดต่อกับอู่ให้แล้วรอซ่อมได้เลย อยู่ในขั้นตอนการประเมินผลแอลกอฮอล์ จนทำให้รถของผู้เสียหายในกรณีเคส ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ต้องนอนเฝ้าอู่ไปเลยร่วม 2 เดือน แล้วก็ยังไม่ซ่อมให้อีก สุดท้ายประกันงัดมุกอ้าง #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ผู้เสียหายเป่าได้เพียง 27 Mg.% เท่านั้น ผู้เสียหายได้ติดต่อหาทนายทันที เจอแบบนี้ทนายเองก็ไม่คิดว่าประกันจะใช้มุก นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นี้เพราะไม่ถึงเกณฑ์ ผู้เสียหายก็เดือดร้อนเพราะโดนประกันเอาเปรียบแล้วยังยื้อเวลาแบบนี้ เรื่องก็ต้องถึงมือ #ทนายอาร์ม ดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายอย่างไม่รอช้า

รู้ทันประกันภัยเพื่อไม่หลงตกเป็นเหยื่อ


https://www.youtube.com/watch?v=V5E_5IS3y9w

ปัญหาร้อยแปดข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับคดีเมาขับ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ว่าถ้าหากในอนาคตเราต้องตกเป็นผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับต้องเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือวันหนึ่งขับรถไปแล้วเจอด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วกลัวว่าจะทำตัวไม่ถูก หรือกลัวเจอประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เรามีข้อมูลความรู้ดี ๆ จากทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาให้ฝากกัน

ผ่านด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ เรามีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ตรวจวัดได้หรือไม่?

ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ คือ เรามีสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเรามีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ทำตามได้  แต่ !!! ต้องเข้าใจก่อนว่าอาจมีผลอย่างอื่นตามมาด้วย ซึ่งในทางกฎหมาย มีอยู่ว่า ถ้ากรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้เราเป่าแอลกอฮอล์ แต่เราเลือกที่จะไม่เป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมองว่าเราขัดขืนคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ และอาจจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเรามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือว่าเราขับรถในขณะเมาสุรา  แน่นอน

หากเราบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่เป่าแอลกอฮอล์ควรทำอย่างไร ?

หากเราบริสุทธิ์ใจจริง ๆ เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ มั่นใจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50  มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แน่ ๆ แนะนำว่า ให้เป่าเลย เพราะว่าการเป่าหรือการที่เราได้ผลแอลกอฮอล์ออกมานั้น จะนำไปสู่ขั้นตอนในทางกฎหมาย ซึ่งเราสามารถนำไปเป็นข้อต่อสู้ของเราได้หากเกิดกรณี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรืออ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

แอลกอฮอลล์เกิน 50mg แล้วทำไมประกันต้องจ่าย

ในกรณีที่เราดื่มแอลกอฮอล์และเมาจริง ๆ

ในกรณีนี้ก็จะเป็นไปตามกฎหมาย คือ เราขับรถในขณะเมาสุรา จะมีโทษจำคุก โทษปรับ และต้องดูด้วยว่า ความร้ายแรงของข้อหาที่ขับรถในขณะเมาสุราด้วย เพราะอาจจะไปเชื่อมโยงในกรณีอาจเป็นความประมาทเลินเล่อ โดยประกันสามารถอ้าง ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้นจะเป็น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซึ่งจะเชื่อมไปอีกว่าผลของการกระทำของเรา เป็นความผิดร้ายแรงมากน้อยขนาดไหน เช่น ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส , มีผลต่อทรัพย์สิน หรือว่าทำให้ถึงตายหรือไม่ หลักสำคัญคือเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่

เมาแล้วขับควรทำอย่างไร ?

การที่รับสารภาพ ในทางอาญาก็จะเป็นผลดีกับเราเพราะว่าเป็นเรื่องของการลดโทษได้ แต่การที่เราประวิงเวลา หรือว่าไม่ยอมเป่า รอเวลาให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลง หากมองในทางคดีความอาจจะทำให้เห็นว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์ใจจริง ๆ หรือไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเราหวังผลว่าการที่เรารอเวลาเพื่อที่จะให้แอลกอฮอล์ลดน้อยลง ก็จะทำให้ไม่เป็นประโยชน์ในรูปคดีได้ สุดท้ายเราก็จะโดนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวเราเอง

ต้องการประวิงเวลาจริง ไม่มั่นใจผลแอลกอฮอล์ในร่างกาย เราสามารถทำได้ไหม ?

เป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ต้องลองมองก่อนว่าอย่างแรกที่ต้องสำรวจตัวเองก่อน คือ เรากินไปเท่าไร มากน้อยเพียงไหน สมมติว่าเราดื่มไปในปริมาณ 1-2 แก้ว ดื่มเป็นกระป๋อง กระป๋องเล็กหรือกระป๋องใหญ่ ตัวอย่างเช่น เราดื่มขวดใหญ่ 3 ขวด ซึ่งเป็นไปได้ยากว่าแอลกอฮอล์จะน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ถ้าปฏิเสธไม่เป่าแอลกอฮอล์ จะโดนข้อหาอะไรบ้าง ?

แน่นอนเลยว่าโดนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้ทำการทดสอบผู้ขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2542 มาตรา 142 วรรคสอง ซึ่งเป็นในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรเจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 อนุ 1 หรือ อนุ 2 ให้เจ้าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือเมาอย่างอื่นหรือไม่ โดยบทกำหนดโทษเป็นไปตามมาตรา 154 อนุ 3 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรเจ้าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 142 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท

            ทั้งนี้พระราชบัญญัติจราจรทางบกมาตรา 142 วรรคสอง ก็ได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่กิจการอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุราหรือว่าของเมาอย่างอื่น หากผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบตามวรรค 3 โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคุณนั้นฝ่าฝืนมาตรา 43 อนุ 2 นั้นก็คือสันนิษฐานไว้ว่าขับรถขณะเมาสุรานั่นเอง

เป่าแอลกอฮอล์ไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อขับรถชนแต่ประกันปฏิเสธไม่จ่ายทำอย่างไรได้บ้าง ?

เวลาเราเป่าแอลกอฮอล์ไม่เกินเท่าไหร่ หรือ ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย เป่าแอลกอฮอล์ผลออกมาว่าไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แล้วประกันยังอ้างปฏิเสธว่าเกินนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพราะว่าในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยระบุไว้ว่าถ้าปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายให้แก่เรา ดังนั้นหากมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น จะเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ส่วนถ้าเป่าแอลกอฮอล์ไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย หรือหยิบยกข้ออ้างสาระพัดมาเพื่อหาเรื่องปฏิเสธ หากคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อ หรือถูกประกันภัยเอาเปรียบต้องติดต่อหาเราดำเนินการทันที สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!