ขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนกับการปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญหลังเกิดเหตุ

ขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน รู้ไว้ไม่เสียหาย…เมื่อเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นการชนที่มีผู้บาดเจ็บหรือเพียงแค่ความเสียหายทางทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ ผู้ประสบอุบัติเหตุหลายท่านคงตั้งตัวกันไม่ถูกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ แต่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาทำความเข้าใจในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนกันว่าเมื่อเรื่องมาถึงมือทนายแล้วมีขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิที่ตนพึงมีอย่างไร ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ประสบภัยหรือประสบเหตุการณ์รถชนสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องและสามารถเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับท่านอื่น ๆ ที่ต้องการรู้เรื่องนี้อีกด้วย

ขั้นตอนการฟ้องคดีรถชน

1. รวบรวมหลักฐาน

หลังจากเกิดเหตุการณ์รถชน สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น

– ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ภาพรถที่ชนกัน , ภาพความเสียหาย , และภาพบาดแผลความเจ็บปวด (ถ้ามี)

– เก็บข้อมูลของผู้ขับขี่ทุกฝ่าย รวมถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์

– บันทึกเวลาที่เกิดเหตุและสภาพอากาศในขณะนั้น

– รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยของทุกฝ่าย

2. แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากรวบรวมหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เพื่อให้ตำรวจทำการบันทึกเหตุการณ์และหรือทำบันทึกรายงานประจำวัน ซึ่งเอกสารดังกล่าวที่ออกโดยเจ้าหน้าที่จะสามารถเป็นเอกสารสำคัญในการฟ้องคดีได้

3. ติดต่อบริษัทประกันภัย

หากผู้ประสบภัยมีการประกันภัย ควรติดต่อบริษัทประกันภัยของตนเองและของคู่กรณี เพื่อแจ้งเหตุการณ์และเริ่มกระบวนการเคลมประกัน ทั้งนี้ควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเช่น บันทึกประจำวัน ใบขับขี่ และบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย

4. การประเมินค่าเสียหาย

ประเมินค่าซ่อมแซมรถยนต์ , ค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหรืออู่ซ่อมรถที่ได้รับการรับรองที่สามารถเชื่อถือได้

5. ติดต่อทนายความ

ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่ง เพราะสำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น การมีทนายความหลังเกิดอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงที่จะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ หรือพลาดไปเจอ ทะแนะก่อนเจอทนาย ดังนั้นจึงต้องรีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดีอุบัติเหตุรถยนต์ เพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนเพื่อเตรียมเอกสารการฟ้องคดี นอกจากนี้ทนายความจะสามารถประเมินคดีของคุณ รวมไปถึงดำเนินการรวบรวมหลักฐาน และเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้กับคดีของคุณได้

6. การฟ้องคดีในศาล

ทนายความจะดำเนินการตามขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน เพื่อยื่นฟ้องคดีในศาลที่มีเขตอำนาจ โดยการฟ้องคดีสามารถเป็นการฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือการฟ้องคดีทางอาญาหากมีความผิดทางอาญาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและความเชี่ยวชาญของทนายความด้วย

7. กระบวนการพิจารณาคดี

เมื่อยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลจะมีการพิจารณาคดี ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ เช่น

– การสอบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย

– การนำเสนอหลักฐานต่าง ๆ

– การไต่สวนข้อเท็จจริง

ทั้งนี้การพิจารณาคดีอาจใช้เวลานานขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และการตอบโต้จากฝ่ายจำเลย

8. การตัดสินคดี

หลังจากกระบวนการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น ศาลจะมีการตัดสินคดี โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานที่นำเสนอ แล้วออกคำพิพากษาตามข้อกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นการสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย หรือสั่งลงโทษทางอาญา

9. การปฏิบัติตามคำพิพากษา

หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ชนะคดีสามารถดำเนินการตามคำพิพากษาได้ เช่น การเรียกเก็บเงินชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายที่แพ้คดี หรือการนำคำพิพากษาไปใช้ในการเรียกร้องเงินประกัน

10. การอุทธรณ์ (ถ้ามี)

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจกับคำพิพากษาของศาล ในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนก็สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องทำภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยการอุทธรณ์จะต้องมีเหตุผลที่สมควรและมีหลักฐานเพิ่มเติม

ข้อควรระวัง

ในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน สำหรับทนายความมือใหม่ควรระมัดระวังเรื่องระยะเวลาฟ้องคดีและการจัดเตรียมหลักฐานที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้การฟ้องคดีเป็นไปอย่างราบรื่นและเพื่อให้ผู้ประสบภัยหรือลูกความได้รับความยุติธรรมที่สมควร นอกจากนี้ก็ยังมีข้อควรระวังอีกมาก หากไม่มีความเชี่ยวชาญก็อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายหรือลูกความได้เช่นเดียวกัน

ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้ายแล้วขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการความรู้และความเข้าใจในกฎหมาย การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับความยุติธรรมและสิทธิที่พึงมี แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทนายจะช่วยในการเจรจาและดำเนินการฟ้องคดีอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณได้รับสิทธิและความยุติธรรมที่สมควรและการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินคดีอย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จ หากต้องการปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ต้องปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา << 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชนกระดูกต้นคอแตก ไหล่ขวาหัก! บริษัทประกันภัยยึกยักขอไกล่เกลี่ย ทนายช่วยเคลียร์เรียกค่าเสียหายกว่าล้านบาท!

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชนกระดูกต้นคอแตก ไหล่ขวาหัก! บริษัทประกันภัยยึกยักขอไกล่เกลี่ย ทนายช่วยเคลียร์เรียกค่าเสียหายกว่าล้านบาท!

เมื่อเราทำประกันภัยรถยนต์แน่นอนว่าเราต้องหวังการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยอย่างครอบคลุม เพราะชีวิตของเรามีแค่ชีวิตเดียว แต่หากบริษัทประกันภัยที่เราให้ความไว้วางใจซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครองนั้น เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วพยายามบ่ายเบี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งภาคสมัครใจ และภาคบังคับตามที่กรมธรรม์ได้ระบุเอาไว้ในสัญญากรมธรรม์ อย่างเช่นกรณีอุบัติเหตุเคสนี้ ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับความไว้วางใจจากผู้เสียหายชาวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บสาหัส รถถูกชน จนไหล่หักต้องผ่าตัดใส่เหล็ก! แต่บริษัทประกันยังบ่ายเบี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ด้วยเหตุผู้เอาประกันภัยเป็นชาวต่างชาติที่ไม่รู้กฎหมายการประกันภัยในบ้านเรา รวมถึงไม่ทราบกระบวนการที่จะเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง เมื่อบริษัทประกันภัยพยายามยื้อขอเจรจาค่าเสียหาย ผู้เสียหายเลยไม่รู้ต้องทำอย่างไร จึงตัดสินใจมาพึ่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ช่วยดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรม 

รถถูกชนจนบาดเจ็บกระดูกต้นคอแตก ไหล่หัก ต้องพักรักษาตัวนานกว่า 3 เดือน ไร้ค่าเสียหายจากบริษัทประกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากผู้เสียหายได้ขับขี่รถยนต์แล้วเกิดการเฉี่ยวชนกับรถเก๋งคันหนึ่ง แต่รถยนต์ที่ผู้บาดเจ็บขับขี่นั้นถูกชนท้ายโดยรถยนต์อีกคันหนึ่ง เป็นเหตุทำให้รถของผู้บาดเจ็บที่มีการทำประกันภัยเอาไว้กับบริษัทประกันภัยเกิดความเสียหาย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 2 คน โดยผู้บาดเจ็บที่ 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกต้นคอหัก และกระดูกไหล่ขวาหัก จนต้องเข้ารับการผ่าตัดดามเหล็กไว้ที่หัวไหล่ และต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 3 เดือน หลังผ่าตัดเอาเหล็กออกยังต้องเข้าทำกายภาพบำบัด ปัจจุบันผู้บาดเจ็บยังต้องรักษาอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องและมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน 2

สำรองจ่ายไปแล้วกว่า 200,000 บาท แต่บริษัทประกันยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย!

ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บได้สำรองจ่ายค่ารักษาอันจำเป็นไปแล้วกว่า 200,000 บาท ยังไม่รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากรายได้ต่อเดือนอีก 150,000 บาท จากการที่ผู้บาดเจ็บดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทของบริษัท การได้รับบาดเจ็บสาหัสจากในครั้งนี้ต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน ทำให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อการบริหารบริษัท ผู้บาดเจ็บต้องทำการผ่าตัดดามเหล็กเอาไว้ที่ไหล่ขวา และต้องผ่าตัดเพื่อเอาเหล็กออก ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด รวมค่ารักษาพยาบาลหลังการผ่าตัดเป็นจำนวนเงินกว่า 80,000 บาท ซึ่งราคานี้เป็นค่าใช้จ่ายที่แพทย์ได้ประเมินการรักษาในเบื้องต้น ยังไม่รวมหากเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ขณะทำการรักษา รวมถึงค่าเวชภัณฑ์อื่นๆ 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน 3

ไหล่ต่อไม่ติด ต้องบินไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ

ระหว่างที่ผู้บาดเจ็บต้องรักษาตัวอยู่ในประเทศไทย ผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายระหว่างที่ต้องรักษาตัว แต่ว่าอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ไม่ดีขึ้น กระดูกบริเวณหัวไหล่ที่หักไม่เชื่อมติดกัน ผู้บาดเจ็บจึงต้องทำการบินไปรักษาตัวที่ประเทศไต้หวัน และต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดอีกเป็นจำนวนเงิน 158,080 ดอลลาร์ไต้หวัน คิดเป็นเงินไทย 161,241 บาท อีกทั้งยังต้องเสียค่าเครื่องบินเพื่อบินไปรักษาเป็นจำนวนเงิน 14,300 บาท และหลังจากผ่าตัดผู้บาดเจ็บยังต้องเข้าทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการรักษาที่กินระยะเวลานาน และเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งความจริงแล้วค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ผู้บาดเจ็บสามารถเรียกร้องได้กับบริษัทประกันภัย แม้ว่าผู้บาดเจ็บจะเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศก็ตาม

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูกชน 4

ประกันเสนอจ่ายค่ารักษา และค่าเสียหายน้อยกว่าความเป็นจริง!

จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบริษัทประกันภัยของรถผู้เอาประกัน (ภาคสมัครใจ) และบริษัทประกันภัย (ภาคบังคับ) ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายแต่พยายามขอไกล่เกลี่ย ในขณะที่ผู้บาดเจ็บเองก็เป็นชาวต่างชาติไม่รู้เรื่องกฎหมายประกันภัย ผู้บาดเจ็บจึงไม่กล้าเรียกค่าเสียหายที่สูงจนเกินไป เพราะกลัวว่าจะถูกบริษัทประกันภัยฟ้องกลับ ทั้งที่ผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นแขนขวาหัก จนต้องดามเหล็ก แถมต้องพักรักษาตัวตามความเห็นแพทย์เป็นเวลากว่า 90 วัน ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ 450,000 บาท แต่จากระยะเวลา 90 วันที่ต้องหยุดงานไป แต่บริษัทประกันภัยของรถผู้เอาประกันเสนอจ่ายเพียงแค่ 150,000 บาท ส่วนบริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีที่มาชนรถยนต์ของผู้เอาประกัน เสนอจ่ายให้ผู้บาดเจ็บที่ 1 เป็นจำนวนเงินแค่ 100,000 บาท รวมแล้วบริษัทประกันเสนอจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บแค่ราวๆ 3 แสนบาทเท่านั้นเอง ซึ่งน้อยกว่าความเป็นจริงไปมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้บาดเจ็บได้รับ เป็นการเอาเปรียบผู้เสียหายอย่างที่สุด พิจารณาดูแล้วไม่คุ้มค่าต่อความบาดเจ็บที่ไม่อาจทราบได้ว่าในอนาคตจะหายดีกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูก 5

เจอแบบนี้ต้องมีทนายไว้เพื่อไม่ให้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ดังเช่นผู้เสียหายชาวจีนท่านนี้ที่ได้บาดเจ็บอย่างหนัก รู้สึกว่าบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทไม่บริสุทธิ์ใจในการรับผิดชอบ เสนอจ่ายค่าเสียหายไม่สมกับอาการบาดเจ็บจริงที่ผู้เสียหายได้รับ ทั้งบริษัทประกันภัยยังพยายามยื้อเวลาโดยขอไกล่เกลี่ยเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายจึงมอบหมายให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย ด้วยทางทีมกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงความไม่ยุติธรรมที่ผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างชาติได้รับ ทางทีมกฎหมายวงศกรณ์จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทเป็นจำนวนเงินกว่าล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่บริษัทประกันภัยเสนอให้ผู้บาดเจ็บกว่า 3 เท่า เพื่อชดเชยความเสียหายและเยียวยาจิตใจให้แก่ผู้บาดเจ็บ ท้ายที่สุดแล้วศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนเงินกว่าล้านบาท! 

ผู้เสียหายชาวต่างชาติรถถูก 6

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ความสำคัญไม่ว่าผู้เสียหายนั้นจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ หากผู้เสียหายรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีพร้อมให้บริการ ความสำคัญของการมีทนายความไว้ในกรณีหากเกิดอุบัติเหตุนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากเพื่อปกป้องผู้เสียหายจากเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทประกันภัยแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการเดินเรื่องเรียกร้องค่าความเสียหายตามกระบวนการ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานกฎหมายที่เชี่ยวชาญในการฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการประกันภัย เรามีทีมทนายที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการ หากท่านกำลังประสบปัญหาต้องเจอกับบริษัทประกันภัยที่กำลังเอารัดเอาเปรียบ ติดต่อเรา   

ประกันภัยหัวแพทย์! ถ่วงเวลาขอเอกสารเพิ่ม ทั้งที่ผู้บาดเจ็บกระเพาะปัสสาวะฉีก ขาหักผิดรูปจนต้องดามเหล็ก!

บริษัทประกันภัยกับทนายความถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่มาตลอด เพราะทุกครั้งที่ผู้บาดเจ็บมักประสบกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ทำให้ผู้บาดเจ็บไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยอย่างที่ควรจะเป็น เพราะนอกจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์มักจะงัดไม้เด็ดต่างๆ มาเพื่อยืดระยะเวลาการจ่ายค่าเสียหายออกไป ตลอดจนการตุกติกไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ สร้างความเดือดร้อนเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้เสียหายเป็นอย่างมากเฉกเช่นผู้เสียหายท่านนี้ที่ได้รับบาดเจ็บกระเพาะปัสสาวะฉีก ขาหักผิดรูป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ที่เราควรจะได้รับไม่ให้บริษัทประกันภัยมาเอารัดเอาเปรียบ

บาดเจ็บสาหัสจนสลบ! ขาหักผิดรูป! แต่ประกันเสนอจ่ายแค่หลักหมื่น!

ขาหักผิดรูป

อย่างเช่นในกรณีอุบัติเหตุเคสนี้ ผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาแล้วเกิดการชนเข้ากับรถพ่วงเทรลเลอร์ที่กำลังจะเข้าซอย ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บชนเข้ากับท้ายรถพ่วงอย่างจัง เป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บสลบไปในทันที ในขณะที่ผู้ขับรถพ่วงได้ยอมรับกับตำรวจในที่เกิดเหตุว่าตนเองนั้นได้ขับรถโดยประมาท จนทำให้เกิดอุบัติเหตุจริง จากอุบัติเหตุดังกล่าว ผู้บาดเจ็บถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ผู้ป่วยฉุกเฉินขั้นวิกฤต เพราะผู้บาดเจ็บสลบไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุและจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย จากเอกสารการรักษาผู้ป่วยเสียเลือดมากจนถึงขนาดต้องให้เลือดอย่างเร่งด่วน อีกทั้งยังกระดูกเชิงกรานหัก ขาหักผิดรูป แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือการได้รับบาดเจ็บที่หน้าท้องบริเวณกระเพราะปัสสาวะ ทำให้มีเลือดออก และไม่สามารถปัสสาวะได้ตามปกติ สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก ผู้บาดเจ็บต้องผ่าตัดหน้าท้องมากกว่า 2 ครั้งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ส่วนขาหักผิดรูปยังไม่ทราบว่าจะสามารถหายกลับมาเป็นปกติหรือไม่  

ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการฉี่ไม่ออก ต้องเข้าผ่าตัดกว่า 2 ครั้ง!

ผ่าตัด

นอกจากนี้ กระเพาะปัสสาวะยังฉีกขาดจนได้รับบาดเจ็บแล้ว ผู้บาดเจ็บยังขาหักผิดรูป จนต้องเข้ารับทำการผ่าตัดใส่เหล็กดามเอาไว้ เมื่อเวลาอากาศเย็นก็จะเผชิญกับอาการเจ็บปวด แถมสะโพกร้าว และปวดสะบักขวา ไม่สามารถเดินได้สะดวกต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงในการเคลื่อนไหว เวลาเดินจะเจ็บที่บริเวณเท้าทั้ง 2 ข้าง และไม่สามารถยืนได้นาน นับว่าเป็นความทรมานอย่างแสนสาหัสของผู้บาดเจ็บจริงๆ  

ตลอดระยะเวลาการรักษา ผู้บาดเจ็บต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกว่า 24 วัน แถมต้องย้ายโรงพยาบาลมากกว่า 3 ครั้งเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านต่อ ยังต้องเดินทางไปล้างแผลที่อนามัยทุกวันจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีค่าใช้จ่าย 1,050 บาท/วัน และต้องเดินทางไปโรงพยาบาลติดตามอาการเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางกว่า 23 กิโล ด้วยสะโพกที่ร้าวและขาหักจึงเป็นอุปสรรคอย่างมาก หากวันไหนไม่มีใครไปส่งผู้บาดเจ็บจะต้องขอให้คนข้างบ้านช่วยเหลือเป็นคนพาไปส่งที่โรงพยาบาล และแม่น้องจำเป็นต้องลางานไปดูแลน้อง ทำให้ขาดรายได้ในส่วนนี้ เพราะผู้บาดเจ็บขาหักผิดรูป สะโพกร้าว เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวก    

บริษัทประกันภัยยื้อเต็มที่ แม้ผู้กระทำความผิดยอมรับเองว่าประมาท

เอกสาร

ความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่ผู้บาดเจ็บได้รับจากความประมาทของผู้ขับรถพ่วง ทั้งกระเพาะปัสสาวะฉีกขาดต้องผ่าตัดกว่า 2 ครั้ง และขาหักผิดรูปจนต้องดามเหล็ก นับว่าสาหัสสากรรจ์มากเลยทีเดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่า! บริษัทประกันพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมถ่วงเวลาที่จะยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ผู้ขับขี่ฝ่ายประมาทได้ทำกับบริษัทประกันภัยเอาไว้ พยายามยื้อขอเอกสารจากผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมเช่น เอกสารใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หรือหนังสือรับรองเงินเดือน ซึ่งเป็นการถ่วงเวลาให้ผู้บาดเจ็บและครอบครัวต้องไปเดินเรื่องขอเอกสารเองทั้งหมด

เจอบริษัทประกันภัยหัวหมอแบบนี้ ต้องมีทนายไว้ดีที่สุด

บริษัทประกันภัยยังมีทนายได้ แล้วทำไมคนธรรมดาจะมีทนายไม่ได้

ความจริงแล้วบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินตามที่ระบุเอาไว้ในประกันทั้งภาคบังคับ และภาคสมัครใจ แต่บริษัทประกันภัยพยายามที่จะเตะถ่วงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้บาดเจ็บ ทั้งที่ผู้บาดเจ็บต้องสำรองจ่ายเองไปเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท แถมยังไม่รู้ว่าในอนาคตผู้บาดเจ็บจะสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะที่ใช้สำหรับปัสสาวะ และขาหักผิดรูปจนต้องดามเหล็ก การที่ต้องมาบาดเจ็บตรงนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สะเทือนใจแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวอย่างที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับจำนวนเงินอันน้อยนิดที่บริษัทประกันภัยเสนอจะจ่ายให้ผู้บาดเจ็บและครอบครัว จึงรู้สึกถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย จึงตัดสินใจจะฟ้องบริษัทประกันภัยทั้ง 2 บริษัท โดยมอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องกับบริษัทประกันภัย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เล็งเห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่ผู้บาดเจ็บได้รับ จึงจะดำเนินการฟ้องร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยให้ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจให้แก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัว

เห็นหรือไม่คะ ว่าการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญเอาไว้คอยให้คำปรึกษา หรือช่วยดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะบริษัทประกันภัยโดยส่วนใหญ่มักหาช่องโหว่ที่จะเอาเปรียบผู้บาดเจ็บเสมออย่างเช่นวลี “ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน” สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความที่เชี่ยวชาญในเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกัยภัย รวมถึงคดีอื่นๆ หากท่านรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องไหน ติดต่อเรา เรามีทนายผู้เชี่ยวชาญไว้คอยให้บริการทุกขั้นตอนอย่างถึงที่สุด

บริษัทประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

เคยไหมที่เวลาเกิดอุบัติแล้วไม่รู้ต้องทำอะไรก่อน เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ขอบเขตของข้อกฎหมายเพื่อเอาไว้ปกป้องสิทธิที่ตัวเองควรจะได้รับ เพราะส่วนใหญ่เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้เซ็นหนังสือประนีประนอมยอมเพื่อลดการจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ต้องทำคืออย่าเซ็นเอกสารใดๆ ที่บริษัทประกันภัยยื่นมาให้เด็ดขาด เพราะอาจถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก บาดเจ็บทุพพลภาพ หากสะดวกควรหาทนายเอาไว้เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาจะดีที่สุด

อย่างเคสที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายของผู้เสียหายอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะบาดเจ็บจากอุบัติอย่างหนักหนาสาหัสแล้ว ยังถึงขั้นบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยยังพยายามเตะถ่วงบ่ายเบี่ยงค่าเสียหายตามความเหมาะสม ทำให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยเท่าที่ควร โดยบริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะ “ทุพพลภาพถาวร” จริงหรือ?? ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร เกริ่นมาขนาดนี้แล้วหลายคนคงอยากทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ผู้บาดเจ็บได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง และสิ่งที่หลายคนคงอยากทราบคือบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเยียวยาเหตุทุพพลภาพถาวรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เราไปเริ่มลำดับเหตุการณ์กันเลยค่ะ

ประสบอุบัติเหตุสาหัสจนทุพพลภาพ บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงจ่าย!!

รถคว่ำ

โดยอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารข้างคนขับ กำลังเดินทางกลับจากการไปทำธุระรายงานตัว ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีฝนตกลงมาจนเป็นสาเหตุให้ถนนลื่น ทำให้กระบะที่ผู้บาดเจ็บขับมานั้นเกิดเสียหลักลื่นไถลตกลงไปข้างทาง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยได้รับบาดเจ็บกระดูกบริเวณคอหัก หลังจากรักษาตัวมาได้ระยะหนึ่ง ผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปรักษาอีกโรงพยาบาลและต้องนอนพักรักษาตัวอีกราวประมาณ 1 เดือน และต่อมาได้ถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อพักรักษาตัวอีกประมาณครึ่งเดือนเศษ ซึ่งเป็นการรักษาที่ยาวนานและทรมานมาก ผู้บาดเจ็บได้รับข่าวร้ายว่าต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยหัวใสยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพตามที่ระบุเอาไว้ในประกัน

ใบรับรองแพทย์แจ้งทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยไม่เชื่อ!!

กระดูกหัก

หลังจากนั้นผู้บาดเจ็บยังเกิดภาวะติดเชื้อทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ หลังจากต้องนอนป่วยติดเตียงมาเป็นเวลานานเกิดก็ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถเดินเหินใช้ชีวิตได้ตามปกติ แถมยังเกิดเป็นแผลกดทับลึกขนาดใหญ่จนไม่สามารถนอนหงายได้ ต้องคอยนอนตะแคงอยู่ตลอดเวลา และต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน ด้วยภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตัวเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นอะไรที่ทรมานมากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพภาวร ทำให้ขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว

บาดเจ็บทุพพลภาพ

จากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่บริษัทประกันภัยหัวใสใช้ช่องโหว่ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายที่ระบุตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งบริษัทประกันภัยขอเสนอจ่ายเบื้องต้นแค่ค่าสินไหมเป็นเงิน 60,506 บาท และค่านอนรักษาตัวเป็นเงินเพียงแค่ 2,800 บาท ส่วนในกรณีทุพพลภาพถาวรนั้น บริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าทุพพลภาพนั้นจะต้องไม่สามารถใช้งานอวัยวะในร่างกายเพื่อการทำงานใดๆ ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบริษัทประกันภัยเชื่อว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจไม่ได้มีภาวะทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ผู้บาดเจ็บรู้สึกได้ถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัทประกันภัย และได้มอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกรณีทุพพลภาพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงการไร้ความรับผิดชอบต่อผู้บาดเจ็บที่ซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยนั้นกลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ภาคบังคับ แถมกลับต้องมาเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจกันแบบนี้เมื่อเกิดกรณีอุบัติเหตุ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงต้องดำเนินการทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บอย่างถึงที่สุด ป่วยกายก็นับว่าทุกข์ใจแสนสาหัสอยู่แล้ว ยังมาเจอบริษัทประกันภัยพูดแบบนี้น่าเห็นใจผู้บาดเจ็บเสียจริงๆ

มีทนายไว้คอยให้คำปรึกษาหรือสู้คดีจะดีที่สุด

ประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราควรต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญ” ไว้คอยช่วยเหลือดูแลเมื่อเกิดอุบัติขึ้น อย่างน้อยยังอุ่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกบริษัทประกันภัยเอารัดเอาเปรียบแบบกรณีนี้ หากท่านไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย หรืออยากปรึกษาคดีด้านไหนติดต่อมาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญไว้คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ

ประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหากเจอแบบนี้ปรึกษาทนายด่วน

ประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหากเจอแบบนี้ปรึกษาทนายด่วน

          หลายเคสที่เข้ามาปรึกษาทนาย ส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายที่ได้รับผลมาจากการกระทำของบริษัทประกันภัยทั้งนั้น โดยเรื่องที่ผู้เสียหายมักจะเข้ามาปรึกษาทนาย เห็นทีว่าจะไม่พ้นเรื่องที่ถูกบริษัทประกันภัยใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบผู้เสียหาย หรือประชาชน จนทำให้ผู้เสียหายหลายท่านรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ทำให้เสียความรู้สึก และที่มากไปกว่านั้นคือเสียเวลาที่จะดำเนินหน้าที่การงาน  เพราะทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับในหลายคน ไม่มีผู้เสียหายคนไหนที่ได้รับความรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างง่ายดายเลย หรือแม้แต่บางคนกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้รับความเดือดร้อนมากกว่าเดิมอีก จนทำให้เกิดคำถามว่า “นี่หรือบริษัทประกันภัยที่เราเลือกทำประกันภัยด้วย” ถึงขั้นทนไม่ไหวต้องนำเรื่องมาปรึกษาทนายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คำปรึกษา และช่วยเหลือผู้ที่ถูกเอาเปรียบตกทุกข์ได้ยากอย่างผู้เสียหายที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบควรปรึกษาทนาย

กรณีตัวอย่าง ผู้เสียหายถูกประกันภัยเอาเปรียบ ปัดจ่าย ปัดรับผิดชอบทุกอย่าง

          กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ดำเนินคดีความโดยทนายอาร์ม ได้เข้ามาปรึกษาทนายอย่างเดือดเนื้อร้อนใจ เนื่องด้วยถูกบริษัทประกันภัยจงใจเอาเปรียบ และไม่ใยดีต่อความเดือดร้อนของผู้เสียหายแม้แต่น้อย

          เคสนี้ผู้เสียหายรีบปรึกษาทนาย ชื่อคดีคุณประสิทธิ์  อินทร์วงค์ ทางสำนักงานฯ ต้องขอขอบพระคุณที่คุณประสิทธิ์ฯ ยินดีที่จะให้สำนักงานฯ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างให้กับผู้เสียหายคนอื่น ๆ ที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รวมไปถึงผู้ติดตามคนอื่น ๆ เพื่อที่จะได้ทราบรายละเอียดไว้รู้เท่าทันประกันภัย โดยเรื่องราวของผู้เสียหายก่อนนำเรื่องมาปรึกษาทนาย มีอยู่ว่า ผู้เสียหายได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทแห่งหนึ่ง และวันหนึ่งผู้เสียหายได้เกิดอุบัติเหตุขับรถเฉี่ยวชนกับเสาไฟจราจร และเหล็กประตูร้านค้าได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมาบริษัทได้ปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหาย  โดยเจ้าหน้าที่ประกันภัยอ้างกับผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีผลแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เสียหายแล้วว่ามีเพียง 38 Mg.% เท่านั้น แต่เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ และได้รับความเสียหาย และถูกประกันภัยปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อน รถเสียหาย และไม่มีรถใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ หากใครเจอแบบนี้ต้องปรึกษาทนายด่วน

เป่าได้เพียง 38 Mg.% ไม่เกินกฎหมายกำหนดยังถูกปฏิเสธจ่าย

          ก่อนดำเนินเรื่องปรึกษาทนาย คุณประสิทธิ์ฯ ผู้เสียหายได้เป่าวัดแอลกอฮอล์ และค่าที่ได้เพียง 38 Mg.% เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ประกันภัยเลือกปฏิเสธที่จะไม่จ่ายค่าเสียหาย โดยปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

          โดยในเอกสารได้แจ้งว่า “ซึ่งในวันผู้เสียหายขับรถยนต์เกิดเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือกด้วยวิธีเป่าตรง และมีรายงานผลการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ อัลโคลมิเตอร์ รุ่น AXV XL วันที่ 2-5-2565 เวลา 03.46 น. ลำดับเครื่องตรวจวันที่ 1345 หมายเลขเครื่องวัด 11221 ค่าที่วัดได้มีจำนวน 38 Mg.% ระยะเวลาผ่านไปจากขณะเกิดเหตุจริง จำนวน 286 นาที อันตราค่าเฉลี่ยลดลง 0.25 Mg.%ต่อนาที (ตามสถาบันการแพทย์) คิดเป็นจำนวน 71.50 Mg.% เมื่อนำผลรวมกันกับผลเป่าตรงที่มีเอกสารแสดงไว้แล้วทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่ผู้เสียหายขับรถยนต์ เกิดเหตุเวลา 23.00 น. ท่านมีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นจำนวน 109.50 Mg.%”

นำเรื่องเข้าปรึกษาทนายหลังรู้ตัวว่าถูกประกันภัยเอาเปรียบ

           หลังจากผู้เสียหายทราบว่ากำลังถูกประกันภัยเอาเปรียบจึงไม่รอช้ารีบปรึกษาทนายทันทีก่อนที่อะไรจะสายไป สุดท้ายหลังเกิดเป็นคดีความหลังปรึกษาทนายที่ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินคดีให้ ผลปรากฏว่า ศาลตัดสินให้บริษัทประกันจ่ายค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย 200,000 กว่าบาทให้กับผู้เสียหายท่านนี้  หากในวันนั้นผู้เสียหายไม่ได้ปรึกษาทนายและให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้คงไม่รู้เลยว่าตนเองจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต เพราะเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำเท่านั้น คงไม่รู้วิธีการดำเนินเรื่องเพื่อทวงความยุติธรรมให้ตนเอง อีกทั้งผู้เสียหายท่านนี้ยังมองว่าประกันภัยเอาเปรียบประชาชนแบบตน ทำให้ต้องมาปรึกษาทนายต่อสู้คดีเอง

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียหาย อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนาย

ทนายอาร์มขอแนะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรีบปรึกษาทนายดีที่สุด

  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรปรึกษาทนาย เพื่อไม่ถูกประกันภัยเอาเปรียบ

 

  • ไม่ควรเซ็นเอกสารอะไรให้ประกันภัยไปแล้วค่อยมาปรึกษาทนาย เนื่องจากมาเมื่อมาแก้ไขอะไรในภายหลังจะเป็นเรื่องยาก เพราะดันเซ็นให้ประกันไปแล้ว

 

  • ปรึกษาทนายมีแต่ประโยชน์ เพราะทนายไม่ได้เอาเปรียบบริษัทประกันภัย มีแต่ประกันภัยที่จ้องจะเอาเปรียบชาวบ้าน

 

  • เมื่อเกิดเหตุอย่าเสียรู้เขียนตามคำประกันบอก ถ้าการเขียนข้อความไปแล้วเป็นไปตามความข้อเท็จจริงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าถูกประกันภัยหลอกให้เขียนตามว่า มีการดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ หลังจากนั้นไม่นานคุณจะถูกบริษัทปฏิเสธการจ่ายทันที ทางที่ดีควรปรึกษาทนาย

          จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น ก็เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับทุกท่านเพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อเสียรู้ให้กับบริษัทประกันภัย ทางที่ดีเมื่อเกดอุบัติเหตุไม่ว่าจะเล็ก หรือใหญ่ควรปรึกษาทนายไว้ก่อนดีที่สุด เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งที่ประกันภัยแจ้งมานั้นควรเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และดีที่สุดควรปรึกษาทนายกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ดำเนินโดยทนายอาร์ม ทนายความมากความสามารถผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์อันดับหนึ่ง

“ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

ค่าขาดประโยชน์ จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

       หลายท่านที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ ค่าขาดประโยชน์ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั่นเอง สำหรับเรื่องค่าขาดประโยชน์นี้ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจหรือช่องยูทูปของสำนักงานของเราก็ได้นำเสนอให้เห็นบ่อย ๆ

กันสำหรับเคสคดีค่าขาดประโยชน์ เพราะมีผู้เสียหายหลายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยที่มักทำพิษให้ผู้เสียหายเหมือนเช่นเคย มีผู้เสียหายหลายท่านได้เข้ามาปรึกษาทนายอาร์มกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวนมาก โดยแต่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่คิดเลยว่าประกันภัยจะหัวแพทย์ได้ขนาดนี้

ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาดำเนินคดีให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเป็นธรรม หรือแทบจะไม่มีวี่แววเลยที่ประกันภัยจะยอมจ่ายให้ จึงต้องโร่ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ดังเช่นทนายอาร์ม

          อย่างที่กล่าวไปว่าหลายท่านที่ติดตามสำนักงานทนายของเราคงคุ้นเคยและเคยได้เห็นเคสตัวอย่างในเรื่องของค่าขาดประโยชน์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อเลยว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร จำเป็นต้องเรียกหรือไม่ วันนี้สำนักงานของเรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกัน พร้อมนำเคสตัวอย่างมานำเสนอให้ชมกันเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่าคดีค่าขาดประโยชน์นี้ผู้เสียหายแต่ละท่านเจอมาอย่างไร และเจอประกันภัยเอาเปรียบรูปแบบไหนบ้าง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร ?

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์นี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ โดยตามหลักผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ บริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีฝ่ายผิดนั่นเอง แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกัน เจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กับตัวคู่กรณีได้โดยตรง

เคสตัวอย่าง : รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

          เคสนี้รถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์เกิดเหตุเมื่อช่วงต้นปีของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เสียหายยับขนาดนี้ดันเจอประกันภัยนิ่งใส่ให้รถหรูจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน ทั้งที่ควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ เดือดร้อนไม่มีรถใช้งานด้วยความรอนานประกันไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้า จนมาเจอ #ทนายอาร์ม จากคลิปใน Youtube รีบตรงเข้าปรึกษาเรียกร้องค่าขาดประโยชน์และตัดสินใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยที่ #สำนักงานกฎหมายวงกรณ์ ทันที หลังจากทนายอาร์มเดินเรื่อง บริษัทประกันยังอ้างว่าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน อีกทั้งเสียหายหนักต้องใช้เวลาซ่อมนาน เมื่อเจอแบบนี้ก็ต้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ผู้เสียหายอย่างสมเหตุสมผล

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

          มาต่อกันที่เคสนี้เป็นรถเบนซ์โดนชนหน้ายุบ แต่บริษัทประกันเสนอจ่ายเพียง 24,000 เท่านั้นจนเกิดคำถามว่าน่าเกลียดไปไหม ? สำหรับกรณีแบบนี้เมื่อรถจอดอยู่ดี ๆ ก็โดนชนจนเสียหายยับ ประกันคู่กรณีออกหลักฐานรับผิดชอบความเสียหายให้ไป #เรียกร้องเอาค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเอง จากที่เคยมีรถใช้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไม่มีรถใช้ซะอย่างนั้น ให้ประกันจัดหารถเช่าก็แล้ว ให้จัดหาศูนย์เบนซ์ที่ซ่อมให้เร็วกว่า 30 วันก็แล้ว บริษัทประกันตัวดีก็ทำเพิกเฉย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์ #ค่าเสื่อม ของรถเบนซ์เพียง 24,000 เท่านั้น เหมาะสมแล้วหรือที่ต้องมาเสียเวลา #ทรัพย์สินเสียหาย ไม่มีรถใช้ต้องเช่ารถขับ แถมประกันยังมาทำแบบนี้อีกเอาเปรียบกันเกินไปไหม

          จากกรณีดังกล่าวนี้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง บริษัทประกันเสนอจ่ายน้อยจริงทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เอาเปรียบกันอย่างชัดเจนขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าประกันจงใจเอาเปรียบผู้บริโภค

เคสตัวอย่าง : อู่ประเมินคืนซาก ประกันบอกมีอู่ซ่อม 200,000

          มาต่อกันที่เคสตัวอย่างที่สามรถยนต์พังยับขนาดนี้ ทั้งที่เป็นอู่ในเครือของประกันภัยประเมินให้ “คืนซาก” แต่ประกันดันบอก มีอู่ที่อื่นซ่อมได้ พร้อมจ่ายให้ 200,000 บาทเท่านั้น พอจริงหรือ ? เหมาะสมจริงหรือ ? ที่จะจ่ายแค่ 200,000 บาท รถพังยับขนาดนี้ ซ่อมแล้วจะเหมือนเดิมใช่ไหม ผู้เสียหายทนไม่ไหว โร่ปรึกษาทนายเรียกร้องค่าขาดประโยชน์พร้อมดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยตัวแสบอย่างเต็มที่ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

มีประกันอย่าเพิ่งชะล่าใจ ระหว่างรออะไหล่ อย่าลืมเรียกค่าขาดประโยชน์

          ไม่ว่าจะรถแพงรถหรูหรือรถไมแพงเมื่อเข้าอู่ซ่อมแล้วต้องรออะไหล่นาน มีประกันภัย แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ห้ามลืมเด็ดขาดว่าสามารถเรียก “ค่าขาดประโยชน์” ได้ #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่จำเป็นต้องรอให้ซ่อมเสร็จ สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันภัยได้เลย ไม่ว่ารถต้องใช้เวลาซ่อมหรือรออะไหล่นาน หรือไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด บริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่ผู้เอาประกันภัย

          พบบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยง เพิกเฉย ติดต่อยาก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด! มิเช่นนั้นอาจถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ ปรึกษาทนายความผู้มีความเชี่ยวชาญใช้แนวทางด้านกฎหมายในการเรียกร้องสิทธิค่าขาดประโยชน์และดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย ต้องทนายอาร์มแห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยมือหนึ่ง 

“ค่าขาดประโยชน์” จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

ค่าขาดประโยชน์ จากการใช้รถ รีบปรึกษาทนาย เรียกร้องได้เลย ไม่ต้องรอซ่อมเสร็จ

หลายท่านที่ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับ ค่าขาดประโยชน์ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั่นเอง สำหรับเรื่องค่าขาดประโยชน์นี้ทั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจหรือช่องยูทูปของสำนักงานของเราก็ได้นำเสนอให้เห็นบ่อย ๆ กันสำหรับเคสคดีค่าขาดประโยชน์ เพราะมีผู้เสียหายหลายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยที่มักทำพิษให้ผู้เสียหายเหมือนเช่นเคย มีผู้เสียหายหลายท่านได้เข้ามาปรึกษาทนายอาร์มกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวนมาก โดยแต่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าไม่คิดเลยว่าประกันภัยจะหัวแพทย์ได้ขนาดนี้ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาดำเนินคดีให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าหากอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้รับความเป็นธรรม หรือแทบจะไม่มีวี่แววเลยที่ประกันภัยจะยอมจ่ายให้ จึงต้องโร่ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ดังเช่นทนายอาร์ม

          อย่างที่กล่าวไปว่าหลายท่านที่ติดตามสำนักงานทนายของเราคงคุ้นเคยและเคยได้เห็นเคสตัวอย่างในเรื่องของค่าขาดประโยชน์กันมาบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อเลยว่ายังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร จำเป็นต้องเรียกหรือไม่ วันนี้สำนักงานของเรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกัน พร้อมนำเคสตัวอย่างมานำเสนอให้ชมกันเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่าคดีค่าขาดประโยชน์นี้ผู้เสียหายแต่ละท่านเจอมาอย่างไร และเจอประกันภัยเอาเปรียบรูปแบบไหนบ้าง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร ?

          ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าสินไหมทดแทนหรือที่เรียกว่าเงินชดเชยที่เจ้าของรถฝ่ายถูกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากคู่กรณีได้ ค่าขาดประโยชน์นี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าเช่ารถระหว่างที่รถจัดซ่อมอยู่ที่อู่ โดยตามหลักผู้ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าขาดประโยชน์จากการที่ทำให้เจ้าของรถฝ่ายถูกไม่มีรถใช้ก็คือ บริษัทประกันภัยของรถคู่กรณีฝ่ายผิดนั่นเอง แต่ถ้ารถของคู่กรณีไม่มีประกัน เจ้าของรถฝ่ายถูกก็สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กับตัวคู่กรณีได้โดยตรง

เคสตัวอย่าง : รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

รถหรูจอดเฝ้าอู่ ประกันนิ่งไม่ประเมินค่าซ่อม

          เคสนี้รถยนต์หรูยี่ห้อเบนซ์เกิดเหตุเมื่อช่วงต้นปีของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เสียหายยับขนาดนี้ดันเจอประกันภัยนิ่งใส่ให้รถหรูจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน ทั้งที่ควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ เดือดร้อนไม่มีรถใช้งานด้วยความรอนานประกันไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้า จนมาเจอ #ทนายอาร์ม จากคลิปใน Youtube รีบตรงเข้าปรึกษาเรียกร้องค่าขาดประโยชน์และตัดสินใจดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยที่ #สำนักงานกฎหมายวงกรณ์ ทันที หลังจากทนายอาร์มเดินเรื่อง บริษัทประกันยังอ้างว่าเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน อีกทั้งเสียหายหนักต้องใช้เวลาซ่อมนาน เมื่อเจอแบบนี้ก็ต้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ผู้เสียหายอย่างสมเหตุสมผล

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

เคสตัวอย่าง : เบนซ์หน้ายุบ จอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนชนประกันจ่าย 24,000

          มาต่อกันที่เคสนี้เป็นรถเบนซ์โดนชนหน้ายุบ แต่บริษัทประกันเสนอจ่ายเพียง 24,000 เท่านั้นจนเกิดคำถามว่าน่าเกลียดไปไหม ? สำหรับกรณีแบบนี้เมื่อรถจอดอยู่ดี ๆ ก็โดนชนจนเสียหายยับ ประกันคู่กรณีออกหลักฐานรับผิดชอบความเสียหายให้ไป #เรียกร้องเอาค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนเอง จากที่เคยมีรถใช้ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นคนไม่มีรถใช้ซะอย่างนั้น ให้ประกันจัดหารถเช่าก็แล้ว ให้จัดหาศูนย์เบนซ์ที่ซ่อมให้เร็วกว่า 30 วันก็แล้ว บริษัทประกันตัวดีก็ทำเพิกเฉย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์ #ค่าเสื่อม ของรถเบนซ์เพียง 24,000 เท่านั้น เหมาะสมแล้วหรือที่ต้องมาเสียเวลา #ทรัพย์สินเสียหาย ไม่มีรถใช้ต้องเช่ารถขับ แถมประกันยังมาทำแบบนี้อีกเอาเปรียบกันเกินไปไหม

          จากกรณีดังกล่าวนี้ เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริง บริษัทประกันเสนอจ่ายน้อยจริงทำเอาผู้เสียหายเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เอาเปรียบกันอย่างชัดเจนขนาดนี้ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้อย่างไรว่าประกันจงใจเอาเปรียบผู้บริโภค

เคสตัวอย่าง : อู่ประเมินคืนซาก ประกันบอกมีอู่ซ่อม 200,000

          มาต่อกันที่เคสตัวอย่างที่สามรถยนต์พังยับขนาดนี้ ทั้งที่เป็นอู่ในเครือของประกันภัยประเมินให้ “คืนซาก” แต่ประกันดันบอก มีอู่ที่อื่นซ่อมได้ พร้อมจ่ายให้ 200,000 บาทเท่านั้น พอจริงหรือ ? เหมาะสมจริงหรือ ? ที่จะจ่ายแค่ 200,000 บาท รถพังยับขนาดนี้ ซ่อมแล้วจะเหมือนเดิมใช่ไหม ผู้เสียหายทนไม่ไหว โร่ปรึกษาทนายเรียกร้องค่าขาดประโยชน์พร้อมดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัยตัวแสบอย่างเต็มที่ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

มีประกันอย่าเพิ่งชะล่าใจ ระหว่างรออะไหล่ อย่าลืมเรียกค่าขาดประโยชน์

          ไม่ว่าจะรถแพงรถหรูหรือรถไมแพงเมื่อเข้าอู่ซ่อมแล้วต้องรออะไหล่นาน มีประกันภัย แต่ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ห้ามลืมเด็ดขาดว่าสามารถเรียก “ค่าขาดประโยชน์” ได้ #ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่จำเป็นต้องรอให้ซ่อมเสร็จ สามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันภัยได้เลย ไม่ว่ารถต้องใช้เวลาซ่อมหรือรออะไหล่นาน หรือไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด บริษัทมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่ผู้เอาประกันภัย

          พบบริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยง เพิกเฉย ติดต่อยาก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด! มิเช่นนั้นอาจถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ ปรึกษาทนายความผู้มีความเชี่ยวชาญใช้แนวทางด้านกฎหมายในการเรียกร้องสิทธิค่าขาดประโยชน์และดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย ต้องทนายอาร์มแห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สำนักงานทนายความที่ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยมือหนึ่ง 

ประกันภัยรถยนต์ทำไมต้องมี มีแล้วดีอย่างไร by โปรเด็ดประกันภัย

ประกันภัยรถยนต์ทำไมต้องมี มีแล้วดีอย่างไร by โปรเด็ดประกันภัย

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านก็ไม่สามารถห้าม หรือควบคุมอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะขับขี่กันอย่างระมัดระวังและมีสติแล้ว แต่อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น เราไม่ชนเขา เขาก็ชนเรา หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ไม่คาดคิดบนท้องถนน ประกันวินาศภัยหรือประกันภัยรถยนต์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคุณได้ดีในเวลาที่คุณเกิดอุบัติเหตุ แน่นอนว่าจะเป็นสิ่งแรกที่คุณนึกถึงอย่างแน่นอน สำหรับใครที่กำลังมองว่าประกันภัยรถยนต์นั้นไม่สำคัญ ต้องห้ามพลาดความรู้ดี ๆ ความสำคัญ และประโยชน์ของประกันภัยรถยนต์กัน

ประกันภัยรถยนต์คืออะไร ?

        การประกันภัย หมายถึง การบริหารความเสี่ยงภัยวิธีหนึ่ง ซึ่งจะโอนความเสี่ยภัยของเจ้าของรถหรือผู้เอาประกันภัยไปสู่บริษัทประกันภัย เมื่อใดที่เกิดความเสียหายต่อตัวรถขึ้น บริษัทประกันภัยก็จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้รับความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยนั่นเอง โดยที่เจ้าของรถหรือผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัยตามจำนวนและระยะเวลาที่ได้ตกลงกันตามสัญญา เป็นการวางแผนป้องกันความเสี่ยงในอนาคตอย่างหนึ่ง

       ประกันภัยรถยนต์  คือ ข้อตกลงร่วมกันระหว่างบริษัทประกันภัยรถยนต์กับบุคคลหรือผู้บริโภค เมื่อหลังจากเซ็นสัญญาทำประกันแล้ว บริษัทประกันภัยรถยนต์จะต้องให้ความคุ้มครองต่อรถยนต์จากการสูญหาย หรือ ความเสียหายจากกรณีที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยการทำประกันภัยรถยนต์นั้นก็เพื่อที่จะคุ้มครองความเสียหายหรือสูญเสียอันเกิดจากการใช้รถ อาทิ รถบุบสลาย หรือสูญหาย นอกจากนี้ความเสียหายหรือความสูญเสียที่ก่อให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ของบุคคลภายนอก รวมทั้งบุคคลที่โดยสารอยู่ในรถยนต์นั้นด้วย

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท ?

       ประกันภัยรถยนต์ในไทยมีด้วยกันทั้งหมด 5 ประเภท ตามกฎหมายรถทุกคันจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. เมื่อต่อทะเบียนรถ แต่พ.ร.บ. นั้นคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาพยาบาลคนเจ็บเท่านั้น เจ้าของรถจึงควรต้องทำประกันภัยรถยนต์ชั้นอื่น ๆ เพิ่มไว้ด้วย เพื่อคุ้มครองรถและทรัพย์สินเพิ่มทั้งของเราและของคู่กรณีด้วย โดยประกันชั้นต่าง ๆ ที่เลือกได้ทำเพิ่มได้มีดังนี้

ประกันภัยชั้น 1

       ประกันชั้น 1 นี้จะคุ้มครองทุกอย่าง ซื้อไว้รับรองว่าอุ่นใจแน่นอน

ประกันภัยชั้น 2+

       ประกันชั้นนี้จะซ่อมทั้งรถเราและรถของคู่กรณี  (ในกรณีรถชนรถเท่านั้น) นอกจากนั้นการคุ้มครองอื่น ๆ จะเหมือนกับประกันชั้น 1

ประกันภัยชั้น 3+

       ประกันชั้น 3+ นี้จะซ่อมทั้งรถเราและรถของคู่กรณี  (ในกรณีรถชนรถเท่านั้น) แต่ไม่มีการคุ้มครองในส่วนรถสูญหาย ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ

ประกันภัยชั้น 3

       ประกันชั้นนี้เคลมรถของคู่กรณีเท่านั้น แต่จะเคลมรถเราไม่ได้ และไม่มีการคุ้มครองในส่วนรถสูญหาย ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ

ถ้าเกิดอุบัติเหตุรถชนรถขึ้นมา เมื่อรถเราไปชนเข้ากับรถคนอื่นประกันภัยแต่ละชั้นจะคุ้มครองดังนี้

       ประกันภัยรถยนต์สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เป็นสิ่งที่จะมีแต่ประโยชน์และข้อดในวันที่คุณเกิดปัญหาเกิดอุบัติเหตุประกันภัยจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณจะนึกถึง วันนี้จึงพามาแนะนำประกันภัยว่าควระทำแบบไหน ชั้นไหนดีถึงจะตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด

พ.ร.บ. = จะคุ้มครองเพียงค่ารักษาพยาบาลคนเจ็บเท่านั้น

ประกันภัยชั้น 1 = คุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี

ประกันภัยชั้น 2+ = คุ้มครองเพราะครอบคลุมรถชนรถ สามารถเคลมได้ทั้งรถเราและรถคู่กรณี

ประกันภัยชั้น 3+ = คุ้มครองเพราะครอบคลุมรถชนรถ สามารถเคลมได้ทั้งรถเราและรถคู่กรณี

ประกันภัยชั้น 3 = เนื่องจากเราไปชนเขาเท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายผิด จะเคลมรถเราไม่ได้ แต่จะสามารถเคลมรถคู่กรณีได้เท่านั้น

        และถ้ากรณีที่รถเราโดนชน เราเป็นฝ่ายถูก บริษัทประกันจะคุยกับคู่กรณีให้เอง โดยประกันทุกชั้นคู่กรณีเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายให้ หากรถเราถูกชนแล้วหนี ไม่ว่าประกันชั้นไหนก็ตามหากเรามีหลักฐานชัดเจนสามารถแจ้งทะเบียนรถของคู่กรณีได้ให้แจ้งความและโทรแจ้งประกันเพื่อดำเนินการรับใบเคลมและรับความคุ้มครองได้ทันที

 ประกันภัยรถยนต์สำคัญอย่างไร จำเป็นต้องทำหรือไม่ ?

        หากหลายท่านยังมองภาพไม่ออกว่าประกันภัยรถยนต์สำคัญมากน้อยแค่ไหน วันนี้พาทุกท่านมาทำความเข้าใจกันว่าหากรถของเราตกอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ประกันภัยสำคัญหรือไม่ และประกันชั้นไหนคุ้มครองสถานการณ์ไหนบ้าง

 -หากรถของเราไปชนอย่างอื่นที่ไม่ใช่รถ ประกันจะคุ้มครองเพียงประกันชั้น 1 เท่านั้น

-หากรถเจอน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ ถ้ามีประกันชั้น 1 หรือ 2+ ประกันจะคุ้มครอง

-ในกรณีที่รถสูญหาย มีเพียงประกันชั้น 1 และ 2+ เท่านั้นที่คุ้มครอง

-ในกรณีที่รถไฟไหม้ มีเพียงประกันชั้น 1  และ 2+ เท่านั้นที่คุ้มครองเช่นกัน

เรียกได้ว่าแต่ละสถานการณ์มีสิทธิ์และอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาก็ว่าได้ ดังนั้น ถ้าหากใครกำลังคิดว่าประกันภัยรถยนต์ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ให้ลองนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถของคุณดู และเมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ คุณจะทำอย่างไรต่อไปหากไม่มีประกันภัย อย่าปล่อยให้รถไม่มีประกันและควรทำประกันเพิ่มเพื่อตัวคุณและคนรอบข้าง สิ่งดี ๆ ที่ตัวคุณเลือกได้เองกับประกันภัยโปรโมชั่นดี ๆ ต้องที่ >>>โปรเด็ดประกันภัย เท่านั้น

5   ข้อดีของประกันภัยรถยนต์ สิ่งดี ๆ ที่ตัวคุณเลือกเองได้

  1. อุ่นใจทั้งเราและคู่กรณี

หากวันหนึ่งคุณเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดบนท้องถนนขึ้นมา อย่างน้อยถ้าเรามีประกันภัยก็สามารถอุ่นใจได้ว่าประกันจะช่วยเราแน่นอน เช่น ค่าซ่อมทั้งเราและคู่กรณี โดยที่เราไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนอีกด้วย

  1. อุ่นใจอีกขั้นไม่ต้องสำรองค่ารักษาพยาบาลเอง

หากเกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นเราหรือคู่กรณีก็ตาม ประกันภัยจะช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลให้ตามวงเงิน เรียกได้ว่าสามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากและอุ่นใจแน่นอนหากมีประกันไว้

  1. ประกันภัยพร้อมเคียงข้างช่วยเหลือ 24 ชม.

หากเกิดอุบัติเหตุสามารถขอความช่วยเหลือประกันได้ตลอด 24 ชม. พร้อมเคียงข้างคุณในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเวลาไหน จังหวัดใด ก็ครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อไปดูแลและช่วยเหลือคุณ

  1. คุ้มครองอย่างครอบคลุม สบายใจได้

ไม่ว่าจะกรณีใด ทั้งรถหาย เกิดเหตุไฟไฟม้ รวมไปถึงน้ำท่วม หากมีประกันภัยก็อุ่นใจได้ทันที เพราะจะได้รับเงินชดเชยตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายของทรัพย์สินเท่านั้น

  1. รอรถซ่อมก็มีรถให้ใช้ ไม่ต้องลำบาก

หากเกิดอุบัติเหตุแล้วรถเข้าอู่ซ่อมอยู่ หลังจากนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าคุณจะไม่มีรถใช้ หากมีประกันภัยรถยนต์ ระหว่างรอรถซ่อมคุณก็จะมีรถใช้ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องรถแน่นอน หรือถ้าหากไม่ต้องการรถใช้ระหว่างรอซ่อมก็สามารถเลือกเป็นค่าเดินทาง หรือไม่ก็ค่าน้ำมันชดเชยได้อีกด้วย สะดวกและสบายสุด ๆ เพียงแค่มีประกันภัย

        ประกันภัยรถยนต์สิ่งดี ๆ ที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อทำไว้แล้วไม่เสียเปล่าอย่างแน่นอน เพราะคุณจะได้รับประโยชน์อย่างที่คุณไม่คาดคิดว่าจะได้ ทั้งอุ่นใจ ปลอดภัย สะดวกสบาย สบายใจทั้งตัวคุณและคู่กรณี เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่าชะล่าใจ ขับรถเก่งแค่ไหนก็สามารถเกิดอุบัติเหตุได้ ทำไว้ดีกว่าแก้ไขในวันที่สายไป ประกันภัยรถยนต์ราคาดีกับโปรโมชั่นโดน ๆ ต้องที่ โปรเด็ดประกันภัย

สำนักงานประกันวินาศภัย ศุภสิทธิ์ ศิริ

ทะแนะข้างบ้านบอก #รักษาตัวให้หายดีก่อน พ่อสั่ง!!! ต้องทนายที่นี่

ผู้เสียหายเจอประกันภัยงัดมุกเด็ด #รักษาตัวให้หายดีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เคสแรกที่ประกันภัยงัดกลยุทธ์นี้ใส่ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องทุกข์ใจกับคำนี้ของประกันภัย ได้ยินคำนี้เมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน ให้รีบปรึกษาทนาย หรือมีทนายไว้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างกรณีต่อไปนี้เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหาย และประกันภัยเอาแต่พูดว่าให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” เจอแบบนี้ผู้เสียหายคิดหนัก จนต้องโร่ติดต่อสายตรงหาทนายอาร์ม

ผู้เสียหายเจอประกันภัยงัดมุกเด็ด #รักษาตัวให้หายดีก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่เคสแรกที่ประกันภัยงัดกลยุทธ์นี้ใส่ เพราะมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องทุกข์ใจกับคำนี้ของประกันภัย ได้ยินคำนี้เมื่อไร รักษาตัวให้หายดีก่อน ให้รีบปรึกษาทนาย หรือมีทนายไว้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างกรณีต่อไปนี้เมื่อไม่สามารถตกลงค่าเสียหาย และประกันภัยเอาแต่พูดว่าให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” เจอแบบนี้ผู้เสียหายคิดหนัก จนต้องโร่ติดต่อสายตรงหาทนายอาร์ม

https://www.youtube.com/watch?v=Sqv8Z-gBGEs

เจอประกันบอก #รักษาตัวให้หายดีก่อน จนพ่อสั่ง!!! ต้องทนายที่นี่เท่านั้น

         เคสนี้ผู้เสียหายเป็นผู้โดยสาร รถที่โดยสารมาเกิดอุบัติเหตุไปชนกับรถขนอ้อย เรื่องราวเกิดขึ้นที่จังหวัดในแถบภาคอีสานตอนล่าง โดยผู้เสียหายท่านนี้ได้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาก่อนแล้ว แต่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจมากกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ของบริษัทประกันภัย จึงได้รีบโทรมาเล่าปรึกษาทนายอาร์ม

         โดยเรื่องมีอยู่ว่า ผู้เสียหายท่านนี้โดยสารมาในรถตู้ และรถตู้ได้ชนท้ายกับรถขนอ้อย ผู้เสียหายก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้เจ้าของรถก็ติดต่อมาดีในทิศทางที่ว่าจะช่วยผู้เสียหายดำเนินการเรียกค่าสินไหมให้ ปลอบใจผู้เสียหายตลอดไม่ต้องกลัว หรือไม่ต้องกังวลใด ๆ  ต่าง ๆ นานา แต่ภายหลังกลับคำต่อผู้เสียหาย กลายเป็นหนังคนละม้วนว่า “หากผู้เสียหายอยากได้เท่าไรให้ไปจัดการเอง” ต่อมาเรื่องถึงหูพ่อของผู้เสียหาย โดยพ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ไต้หวัน และบังเอิญว่าพ่อของผู้เสียหายได้ติดตามและได้ดู YOUTUBE ของทนายอาร์มมา จึงได้แนะนำบอกลูกสาว (ผู้เสียหาย) ว่าต้องทนายที่นี่เท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน

ทนายอาร์มกับคดีประกันภัยที่ดังไกลถึงไต้หวัน

         อย่างที่กล่าวไปพ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ต่างแดนในประเทศไต้หวัน เป็นแฟนคลับที่ติดตาม และรับชมดูทนายอาร์มจากใน YouTube บ่อย ๆ ไม่คิดว่าว่าวันหนึ่งเรื่องจะมาเกิดกับลูกสาวตนเอง จึงส่งลิงก์ YouTube ต่าง ๆ ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เกี่ยวกับรักษาตัวให้หายดีก่อน มาให้ลูกสาวดู และเน้นย้ำลูกสาวว่า “ต้องคนนี้นะ ทนายคนนี้เท่านั้น”

ทำไมต้องทนายที่นี่ ?

         หากย้อนไปดูคลิปเก่า ๆ จะเห็นว่าสำนักงานฯ เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับประกันภัยหัวหมอมากมาย เกี่ยวกับพฤติการณ์ของประกันที่จ้องจะเอาเปรียบประชาชน กับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อน และยังมีหลายคลิปเกี่ยวกับเรื่องให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน และคดีนี้ก็เช่นเดียวกัน ประกันบอกผู้เสียหายว่าไปรักษาตัวให้หายดีก่อน เนื่องจากตกลงค่าเสียหายกันไม่ได้ในชั้นโรงพัก ประกันบอกให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน และเมื่อเรื่องไปถึงชั้นศาล ประกันก็กลับมาพูดว่า “ก็คุณรักษาตัวหายดีแล้ว”

         ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในขั้นตอนของการขึ้นศาลก่อนว่า กว่าจะได้ขึ้นศาลก็ใช้เวลาพอสมควรแล้ว และตัวผู้เสียหายเองก็รักษาตัวให้หายดีก่อนรักษาตัวจนหายดีตามคำประกันบอก หากเรารอรักษาตัวให้หายดีก่อนค่อยไปขึ้นศาล อาการบาดเจ็บก็หายดีตามเวลาเห็นได้อย่างชัดเจน ก็จะทดเวลาไปอีก ตรงนี้จึงทำให้ผู้เสียหายเสียเปรียบทางรูปคดีกับคำว่ารักษาตัวให้หายดีก่อนของประกัน

เป็นไรอย่างไรเมื่อคนข้างบ้านอยากเป็นท(แนะ)นาย

         นอกจากนี้ก็ยังมีผู้เสียหายโทรมาปรึกษาทนายบอกกับทนายอาร์มว่า คนข้างบ้านบอกมาว่า “ถ้าเราไปเรียกค่าเสียหายแล้ว เราจะเรียกอะไรอีกไม่ได้นะ” ใครเจอแบบนี้ก็หลงเชื่อแบบผิด ๆ ไปหมด  ในทางกฎหมายกำหนดให้เราเรียกในอนาคต นอกจากนั้นแล้ว ถ้าไปถึงศาล ศาลยังสงวนสิทธิให้เรียกในอนาคตได้อีกด้วย คือ กฎหมายมุ่งเน้นที่จะให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ที่รวดเร็ว แต่เรากลับไม่รู้ทันประกัน ทนายอาร์มขอย้ำมองอีกมุมว่า  บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่รถยังไม่ชน แต่ผู้เสียหายเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา หรือคนทั่วไป แม้แต่ทนายยังไม่มี มีแต่ทะแนะที่ชอบแนะนำให้เข้าใจไปอย่างผิด ๆ จนผู้เสียหายเกิดความเดือดร้อนตามมา

หลงเชื่อทะแนะ สุดท้ายโทรหา “ทนาย”

         ทนายความ อาชีพที่ไม่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่าย ๆ เพราะกว่าจะเป็นทนายความที่สามารถให้คำปรึกษา หรือดำเนินคดีความได้ ต้องผ่านอะไรมามากมายเลยทีเดียว แต่ก็ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใด มักมีผู้รู้ที่รู้ดี รู้ทุกอย่างไปมากกว่าทนายความมืออาชีพ หรือที่เรียกว่า #ทะแนะ อาชีพหนึ่งที่ใครก็เป็นได้ ขอเพียงแค่มีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ก็สามารถเป็น ทะแนะ ได้แล้ว อย่างเรื่องอุบัติเหตุ การเรียกร้องค่าสินไหม ค่าเสียหายต่าง ๆ หรือเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับชีวิตของคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาข้อมูลที่ผิด ๆ มาแนะนำให้กับผู้เสียหายเลย เพราะเพียงแค่เกิดอุบัติเหตุผู้เสียหายก็ใจเสีย และมีความกังวลมากพออยู่แล้ว ยิ่งทะแนะสรรหาข้อมูลแบบผิด ๆ มาแนะนำกับผู้เสียหายอีก คราวนี้ก็เกิดความเชื่อ และเมื่อหลงเชื่อไปก็มีแต่ความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้น หากใครเจอทะแนะ ควรรีบปรึกษาทนายตัวจริงจะดีกว่า

รู้ทันประกันภัย ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน

ผลของการรักษาตัวให้หายดีก่อน สุดท้ายประกันไม่จ่าย

        หลงเชื่อคำประกันภัยที่บอกว่า #รักษาตัวให้หายดีก่อน พอรักษาตัวหายดีแล้ว ประกันกลับนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล บอกว่าเราเดินได้หายเป็นปกติแล้ว แบบนี้จงใจหลอกลวง และคิดจะเอาเปรียบแต่แรกเลยใช่หรือไม่ผู้เสียหายทุกท่านต้องลองคิดกันดู เกิดอุบัติเหตุเมื่อไร อย่ารอช้า อย่าเพิกเฉย หรือเชื่อคำพูด #ทะแนะ มากกว่า #ทนาย ผู้รู้กฎหมาย รีบปรึกษาทนายความเพื่อป้องกันการถูกประกันภัยเอาเปรียบ ประวิงเวลา บิดพลิ้วการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือค่าขาดประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายควรได้รับ ให้มองในมุมนี้เสมอว่าผู้เสียหายเป็นผู้บริโภครักษาตัวให้หายดีก่อน ทำไมต้องรอ รอแล้วได้อะไร รอแล้วประกันก็ไม่จ่าย ต้องปรึกษาทนายด่วน

         ทนายอาร์มขอย้ำ อย่าฟังทะแนะข้างบ้าน หรือหลงเชื่อคำประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์บอกรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยไปเรียกค่าเสียหาย คำนี้สร้างบทเรียนราคาแพงให้ผู้เสียหายมานักต่อนักแล้ว อย่างกรณีตัวอย่างที่เล่าไปข้างต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์อย่า หลงเชื่อประกัน จนคุณพ่อต้องสั่งทางไกลให้ปรึกษาทนายที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เท่านั้น

เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

เป่าผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

 เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮออล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย คดีเมาแล้วขับทนายอาร์มช่วยคุณได้

4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

           คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

คดีเมาแล้วขับ

คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลเม็ดเด็ดจากบริษัทประกันภัย

คดีเมาแล้วขับ กลเม็ดเด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

           ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกัรนภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

           หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!