อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต กับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน: กรณีศึกษาและบทเรียนที่คนมีประกันไม่ควรมองข้าม 

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยที่เราจะไม่คาดคิด และความเสียหายที่ตามมาอาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ภายในไม่กี่วินาที เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งที่ผู้เอาประกันและครอบครัวต้องเผชิญ ไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวด แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถาโถม รายได้ที่หายไป การเปลี่ยนแปลงในการประกอบอาชีพ และภาระดูแลคนในครอบครัวที่ยังดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยทุกคน คือ การเข้าใจสิทธิของตนเอง และการใช้สิทธิในเรียกร้องให้ถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการใน หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงไม่ใช่แค่คดีตัวอย่าง แต่เป็น “คู่มือจริง” ที่ทำให้เห็นภาพว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้เสียหายต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสิทธิขอตนเองได้ 

กรณีศึกษา: อุบัติเหตุวินมอเตอร์ไซค์ สูญเสียนิ้ว เสียรายได้ สูญโอกาส 

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายเป็นผู้ขับจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งอาชีพนี้ต้องพึ่งพาร่างกายแข็งแรงเต็มร้อย หลังอุบัติเหตุรุนแรง เขา >>สูญเสียนิ้ว<< นางซ้ายถึงสองข้อ ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง หยุดงานนานหลายเดือน รายได้ที่เคยเลี้ยงครอบครัวก็ขาดหายทันที เมื่อฟื้นตัว ผู้เสียหายพยายามเรียกร้องค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัยตามกรมธรรม์ที่ทำไว้ แต่กลับพบอุปสรรค ทางบริษัทประกันภัยกลับอ้างว่าผู้เสียหายได้ยอมความในคดีอาญาแล้ว! ทำให้ไม่สารถเรียกร้องค่าสินไหมบางส่วนคืนได้ ซึ่งหากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยอาจยอมรับข้อเสนอของบริษัทประกันโดยไม่รู้เลยว่าตนเองได้เสียสิทธิ์บางส่วนไปแล้ว และไม่ทราบด้วยว่ามีทางแก้หรือแนวทางเรียกร้องสิทธิ์คืนได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลคดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราได้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ไม่สูญเสียไปโดยไม่รู้ตัว และผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนที่สุดตามที่ควรจะเป็น 

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ: พิสูจน์ตามจริง! ไม่ใช่แค่ตามคำกล่าวอ้างจากบริษัทประกันภัย 

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรียกร้องสิทธิ์ตามสิ่งที่พึงได้อย่างไร และอนุญาโตตุลาการพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารประกอบทั้งหมด โดยใช้เหตุผลและเงื่อนไขตามกรมธรรม์อย่างไร 

อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดดังนี้: 

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นข้อพิพาท ใบเสร็จจริงจากโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมยอดได้ 79,097 บาท บริษัทประกันต้องรับผิดชดใช้เต็มจำนวน 

-ค่าสูญเสียอวัยวะ การสูญเสียนิ้วนางซ้ายสองข้อ มีวงเงินประกันตามเงื่อนไขสูงสุด 200,000 บาท ถึงแม้จะเรียกร้องมากกว่า ก็ไม่สามารถได้เกินกว่านี้ 

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ผู้เสียหายอ้างต้องต่อนิ้วเทียม ทำกายภาพ และฝังเข็มเพิ่ม แต่เมื่อไม่มีใบสั่งแพทย์หรือเอกสารยืนยัน อนุญาโตตุลาการจึงไม่กำหนดให้ชำระ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเดินทางจัดการเอกสาร สรุปรวม 4,250 บาท ซึ่งเห็นว่าสมเหตุสมผล ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน จากที่เคยหารายได้วันละ 1,000 บาท เมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์จริง เห็นสมควรให้เฉลี่ย 750 บาทต่อวัน พักงาน 7 เดือน เป็นเงิน 157,500 บาท

– ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต เพราะการสูญเสียนิ้วทำให้งานขับวินที่ต้องใช้มือเต็มที่ย่อมกระทบ จึงกำหนด 200,000 บาท 

-ค่าเสียหายทางจิตใจ ความเจ็บปวด รอยแผลเป็น และผลกระทบทางจิตใจ กำหนด 300,000 บาท ค่าทวงถามและค่าทนายความ ตามกฎหมาย ไม่อาจเรียกได้ จึงไม่กำหนด 

เมื่อรวมแล้ว บริษัทประกันต้องจ่ายเพิ่มอีก 306,997 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี 

ทำไมจึงควรมี “หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย” ?

หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีทั่วไป แต่ถูกรวบรวมจากคดีที่เกิดขึ้นจริง และมีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับ ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการรู้สิทธิของตนเองชัดเจน ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารความเสี่ยงกับคู่ค้า นักศึกษากฎหมายที่อยากเข้าใจมุมปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่บทเรียนในตำรา ในชีวิตจริง ข้อพิพาทประกันภัยไม่ได้จบที่กรมธรรม์หรือใบเคลม แต่มีรายละเอียดในชั้นข้อเท็จจริง หลักฐาน และการตีความตามแนวคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการซึ่งกลายเป็นแนวทางสำคัญที่ใช้ในวงการประกันภัย สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าใช้จ่ายทางอ้อม หลายคนคิดว่าอุบัติเหตุจบที่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าซ่อมรถ แต่ในคดีจริงๆ มักมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเอกสารทางการแพทย์ ค่าเสียเวลาในการจัดการเรื่องคดี หรือแม้กระทั่งค่าดูแลผู้ป่วยในระหว่างพักฟื้น หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็อาจไม่ได้รับชดเชย 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์: ที่พึ่งสำหรับคนที่ต้องการได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง

เมื่อเกิดคดีความ ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยมักพยายามเรียกร้องสิทธิ์ด้วยตนเอง แต่กลับสูญเสียสิทธิ์ไป บางส่วนเพราะขาดพยานหลักฐานที่เพียงพอ หรือดำเนินการผิดขั้นตอนตามกฎหมาย อีกทั้งยังอาจเผชิญกลวิธีทางกฎหมายจากบริษัทประกันภัยที่มุ่งจำกัดหรือหลีกเลี่ยงความรับผิด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง วางแผนจัดเตรียมพยานหลักฐาน และดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องศาลหรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ถูกต้องรัดกุม เพื่อให้สิทธิของผู้เอาประกันได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วนที่สุด เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น ความรู้ที่ถูกต้องและการมีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เสียหายใช้สิทธิ์ของตนได้เต็มที่ หลักฐานครบถ้วน วางแผนเป็นระบบ ย่อมดีกว่าลองผิดลองถูก หรือปล่อยให้บริษัทประกันตีความเพียงฝ่ายเดียว หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับประกันภัย อย่าลังเลที่จะปรึกษาทีมกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา<< เพื่อวางแผนคดีและเรียกร้องสิทธิ์ตามที่ควรได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน แทนค่านิ้วที่ถูกตัด!

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา หากว่าเราประมาทก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติจนได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถ้าหากเราขับขี่อย่างระมัดระวังแล้ว แต่บุคคลอื่นกลับไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากพอ ขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติแก่บุคคลอื่น นั่นเป็นการหยิบยื่นความเดือดร้อนไปให้แก่บุคคลอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียหายที่ต้องมาเดือนร้อนจากการกระทำของเราด้วย เฉกเช่นกับผู้บาดเจ็บท่านนี้ที่ประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้อื่น จนต้องถูกตัดนิ้วต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพไปอย่างถาวร เรื่องราวของผู้เสียหายจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้ในบทความนี้จากเรา 

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ก่อ!

โดยอุบัติเหตุไม่คาดฝันนี้ เริ่มจากผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างดีแล้ว แต่ได้ถูกรถยนต์ซึ่งขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังมาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ทำให้รถของผู้บาดเจ็บเสียหลักล้มลงตัวกระเด็นไปอยู่บริเวณใต้ท้องรถของคู่กรณี จนได้รับบาดเจ็บหนักหลายแห่ง แต่ที่หนักที่สุดคือต้องถูกตัดนิ้ว! กลายเป็นผู้ทุพพลภาพ! ซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของคู่กรณีผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่าเป็นความผิดของตนเองจริง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง! จากความประมาทของผู้อื่น

จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วก้อยข้างซ้าย กระดูกนิ้วหายไปบางส่วนลึกเข้าข้อนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้าง แพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายทิ้งไป ทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บยังมีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณข้อมือซ้าย ฟันล่างโยก รวมทั้งมีบาดแผลถลอกขนาดใหญ่และลึกอีกหลายแห่ง และผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำการล้างแผลและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

ผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพก็เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนในให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมากแล้ว ผู้บาดเจ็บยังต้องสูญเสียรายได้จากการพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท เพราะผู้บาดเจ็บเป็นคนขยัน นอกจากอาชีพประจำทำแซนวิสขายแล้ว ผู้บาดเจ็บยังทำอาชีพเสริมมีรายได้อีกกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้ตรงนี้ไป และยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะยังสามารถกลับมาทำแบบเดิมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ค่าเสียหายหลักแสนก็แทนนิ้วที่หายไปไม่ได้

แต่กระถึงกระนั้น บริษัทประกันภัยของคู่กรณียังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก โดยพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียนิ้วมือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไปมาก บริษัทประกันภัยของคู่กรณีเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าสูญเสียรายได้ ค่าอนามัย ค่าทุกขเวทนาให้แก่ผู้บาดเจ็บ รวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และเสนอค่าสินไหมทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันภัยของคู่กรณีนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคบังคับ) เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งบริษัทประกันภัยเองยังพยายามประวิงเวลาไม่ยอมแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีเลย

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย เพราะตนเองต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ตัวเองต้องเป็นผู้ประสบเหตุ จึงทำการติดต่อให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการฟ้องร้องคดีบาดเจ็บมาแล้วหลายคดี เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ทีมงานกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มองเห็นแล้วว่าคดีนี้ผู้บาดเจ็บยังได้รับค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทีมทนายจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับค่าเยียวยาอย่างเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับนิ้วที่ต้องถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรงไม่อาจกลับคืนมาได้ และยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร

ในปัจจุบันนี้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักพยายามเล่นแง่กับผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตัวเองจนลืมเรื่องความมีมนุษยธรรมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยุติธรรมต่อผู้เสียหาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีประกันภัย เพราะเรามีทีมทนายที่แข็งแกร่งพร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เสียหาย หากท่านกำลังประสบปัญหาถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ทุพพลภาพ”จากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน แทนค่านิ้วที่ถูกตัด!

ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา หากว่าเราประมาทก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติจนได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถ้าหากเราขับขี่อย่างระมัดระวังแล้ว แต่บุคคลอื่นกลับไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากพอ ขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติแก่บุคคลอื่น นั่นเป็นการหยิบยื่นความเดือดร้อนไปให้แก่บุคคลอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียหายที่ต้องมาเดือนร้อนจากการกระทำของเราด้วย เฉกเช่นกับผู้บาดเจ็บท่านนี้ที่ประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้อื่น จนต้องถูกตัดนิ้วต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ ทุพพลภาพ ไปอย่างถาวร เรื่องราวของผู้เสียหายจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันเลยค่ะ 

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ”

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ก่อ!

โดยอุบัติเหตุไม่คาดฝันนี้ที่ต้องทำให้ผู้บาดเจ็บกลายเป็นบุคคลทุพพลภาพ เริ่มจากผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างดีแล้ว แต่ได้ถูกรถยนต์ซึ่งขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังมาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ทำให้รถของผู้บาดเจ็บเสียหลักล้มลงตัวกระเด็นไปอยู่บริเวณใต้ท้องรถของคู่กรณี จนได้รับบาดเจ็บหนักหลายแห่ง แต่ที่หนักที่สุดคือต้องถูกตัดนิ้ว! กลายเป็นผู้ทุพพลภาพไปอย่างถาวร ซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของคู่กรณีผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่าเป็นความผิดของตนเองจริง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง! จากความประมาทของผู้อื่น

จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วก้อยข้างซ้าย กระดูกนิ้วหายไปบางส่วนลึกเข้าข้อนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้าง แพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายทิ้งไป ทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บยังมีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณข้อมือซ้าย ฟันล่างโยก รวมทั้งมีบาดแผลถลอกขนาดใหญ่และลึกอีกหลายแห่ง และผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำการล้างแผลและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

ผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ก็เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนในให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมากแล้ว ผู้บาดเจ็บยังต้องสูญเสียรายได้จากการพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท เพราะผู้บาดเจ็บเป็นคนขยัน นอกจากอาชีพประจำทำแซนวิสขายแล้ว ผู้บาดเจ็บยังทำอาชีพเสริมมีรายได้อีกกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้ตรงนี้ไป และยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะยังสามารถกลับมาทำแบบเดิมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ค่าเสียหายหลักแสนก็แทนนิ้วที่หายไปไม่ได้

แต่กระถึงกระนั้น บริษัทประกันภัยของคู่กรณียังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก โดยพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียนิ้วมือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไปมาก บริษัทประกันภัยของคู่กรณีเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าสูญเสียรายได้ ค่าอนามัย ค่าทุขเวทนาให้แก่ผู้บาดเจ็บ รวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และเสนอค่าสินไหมทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันภัยของคู่กรณีนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคบังคับ) เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งบริษัทประกันภัยเองยังพยายามประวิงเวลาไม่ยอมแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีเลย

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย เพราะตนเองต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ตัวเองต้องเป็นผู้ประสบเหตุ จึงทำการติดต่อให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการฟ้องร้องคดีบาดเจ็บมาแล้วหลายคดี เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ทีมงานกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มองเห็นแล้วว่าคดีนี้ผู้บาดเจ็บยังได้รับค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทีมทนายจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับค่าเยียวยาอย่างเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับนิ้วที่ต้องถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรงไม่อาจกลับคืนมาได้ และยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร

ในปัจจุบันนี้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักพยายามเล่นแง่กับผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตัวเองจนลืมเรื่องความมีมนุษยธรรมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยุติธรรมต่อผู้เสียหาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีประกันภัย เพราะเรามีทีมทนายที่แข็งแกร่งพร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เสียหาย หากท่านกำลังประสบปัญหาถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย ติดต่อเรา

บริษัทประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

เคยไหมที่เวลาเกิดอุบัติแล้วไม่รู้ต้องทำอะไรก่อน เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ขอบเขตของข้อกฎหมายเพื่อเอาไว้ปกป้องสิทธิที่ตัวเองควรจะได้รับ เพราะส่วนใหญ่เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้เซ็นหนังสือประนีประนอมยอมเพื่อลดการจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ต้องทำคืออย่าเซ็นเอกสารใดๆ ที่บริษัทประกันภัยยื่นมาให้เด็ดขาด เพราะอาจถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก บาดเจ็บทุพพลภาพ หากสะดวกควรหาทนายเอาไว้เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาจะดีที่สุด

อย่างเคสที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายของผู้เสียหายอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะบาดเจ็บจากอุบัติอย่างหนักหนาสาหัสแล้ว ยังถึงขั้นบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยยังพยายามเตะถ่วงบ่ายเบี่ยงค่าเสียหายตามความเหมาะสม ทำให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยเท่าที่ควร โดยบริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะ “ทุพพลภาพถาวร” จริงหรือ?? ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร เกริ่นมาขนาดนี้แล้วหลายคนคงอยากทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ผู้บาดเจ็บได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง และสิ่งที่หลายคนคงอยากทราบคือบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเยียวยาเหตุทุพพลภาพถาวรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เราไปเริ่มลำดับเหตุการณ์กันเลยค่ะ

ประสบอุบัติเหตุสาหัสจนทุพพลภาพ บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงจ่าย!!

รถคว่ำ

โดยอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารข้างคนขับ กำลังเดินทางกลับจากการไปทำธุระรายงานตัว ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีฝนตกลงมาจนเป็นสาเหตุให้ถนนลื่น ทำให้กระบะที่ผู้บาดเจ็บขับมานั้นเกิดเสียหลักลื่นไถลตกลงไปข้างทาง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยได้รับบาดเจ็บกระดูกบริเวณคอหัก หลังจากรักษาตัวมาได้ระยะหนึ่ง ผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปรักษาอีกโรงพยาบาลและต้องนอนพักรักษาตัวอีกราวประมาณ 1 เดือน และต่อมาได้ถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อพักรักษาตัวอีกประมาณครึ่งเดือนเศษ ซึ่งเป็นการรักษาที่ยาวนานและทรมานมาก ผู้บาดเจ็บได้รับข่าวร้ายว่าต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยหัวใสยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพตามที่ระบุเอาไว้ในประกัน

ใบรับรองแพทย์แจ้งทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยไม่เชื่อ!!

กระดูกหัก

หลังจากนั้นผู้บาดเจ็บยังเกิดภาวะติดเชื้อทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ หลังจากต้องนอนป่วยติดเตียงมาเป็นเวลานานเกิดก็ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถเดินเหินใช้ชีวิตได้ตามปกติ แถมยังเกิดเป็นแผลกดทับลึกขนาดใหญ่จนไม่สามารถนอนหงายได้ ต้องคอยนอนตะแคงอยู่ตลอดเวลา และต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน ด้วยภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตัวเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นอะไรที่ทรมานมากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพภาวร ทำให้ขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว

บาดเจ็บทุพพลภาพ

จากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่บริษัทประกันภัยหัวใสใช้ช่องโหว่ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายที่ระบุตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งบริษัทประกันภัยขอเสนอจ่ายเบื้องต้นแค่ค่าสินไหมเป็นเงิน 60,506 บาท และค่านอนรักษาตัวเป็นเงินเพียงแค่ 2,800 บาท ส่วนในกรณีทุพพลภาพถาวรนั้น บริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าทุพพลภาพนั้นจะต้องไม่สามารถใช้งานอวัยวะในร่างกายเพื่อการทำงานใดๆ ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบริษัทประกันภัยเชื่อว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจไม่ได้มีภาวะทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ผู้บาดเจ็บรู้สึกได้ถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัทประกันภัย และได้มอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกรณีทุพพลภาพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงการไร้ความรับผิดชอบต่อผู้บาดเจ็บที่ซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยนั้นกลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ภาคบังคับ แถมกลับต้องมาเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจกันแบบนี้เมื่อเกิดกรณีอุบัติเหตุ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงต้องดำเนินการทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บอย่างถึงที่สุด ป่วยกายก็นับว่าทุกข์ใจแสนสาหัสอยู่แล้ว ยังมาเจอบริษัทประกันภัยพูดแบบนี้น่าเห็นใจผู้บาดเจ็บเสียจริงๆ

มีทนายไว้คอยให้คำปรึกษาหรือสู้คดีจะดีที่สุด

ประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราควรต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญ” ไว้คอยช่วยเหลือดูแลเมื่อเกิดอุบัติขึ้น อย่างน้อยยังอุ่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกบริษัทประกันภัยเอารัดเอาเปรียบแบบกรณีนี้ หากท่านไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย หรืออยากปรึกษาคดีด้านไหนติดต่อมาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญไว้คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!