ค่าเสื่อมราคารถ คือสิทธิที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ หลังรถชนคุณเรียกร้องได้มากกว่าที่คิด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึงคือค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เช่น ค่าเช่ารถระหว่างซ่อม หรือค่าเสียเวลาในการเดินทาง แต่มีอีกหนึ่งสิทธิสำคัญที่เจ้าของรถมักมองข้าม นั่นคือ ค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย และในหลายกรณีมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท

ค่าเสื่อมราคารถ คือ ค่าส่วนต่างของมูลค่ารถที่ลดลงหลังจากเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ในทางตลาด “รถที่เคยชน” ย่อมมีราคาขายต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากซื้อรถที่มีประวัติชนในราคาเท่ากับรถสภาพเดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมกฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถเพิ่มเติมจากค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้

ค่าเสื่อมราคารถ คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

ค่าเสื่อมราคารถ หมายถึง ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่รถยนต์มีมูลค่าลดลงหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าจะซ่อมจนกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วก็ตาม เพราะในทางปฏิบัติ รถที่ผ่านการชนย่อมถูกมองว่ามีความเสี่ยง มีประวัติ และมีโอกาสเกิดปัญหาในอนาคต

ตัวอย่างเช่น รถใหม่ราคา 1,200,000 บาท หากไม่เคยชน อาจขายต่อได้ในราคาดี แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีการซ่อมแซม ต่อให้ซ่อมดีเพียงใด มูลค่าตลาดอาจลดลงเหลือเพียง 1,000,000 บาท ส่วนต่าง 200,000 บาทนี้เองคือ “ค่าเสื่อมราคารถ” ที่สามารถเรียกร้องจากฝ่ายผู้ก่อเหตุได้

ปัญหาที่ผู้เสียหายมักเจอในการเรียกค่าเสื่อมราคารถ

ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนถูกปฏิเสธจากบริษัทประกันภัย หรือได้รับคำตอบว่า “ไม่มีในกรมธรรม์” หรือ “กฎหมายไม่รองรับ” ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าตนไม่มีสิทธิเรียกร้อง

ปัญหาหลักคือ

  • ไม่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคารถ
  • ไม่รู้วิธีคำนวณและพิสูจน์ความเสียหาย
  • ไม่รู้ขั้นตอนทางกฎหมาย
  • ไม่มีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางกลยุทธ์ในการเรียกร้อง

ผลคือหลายคนยอมรับเพียงค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ โดยเสียโอกาสเรียกค่าเสื่อมราคารถไปอย่างน่าเสียดาย

จะเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้มาก ต้องใช้ “เทคนิคทางกฎหมาย”

การเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้จำนวนมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชค แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคการเดินเรื่องของทนายความ ตั้งแต่ต้นคดี ไม่ว่าจะเป็น

1. การรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

2. การประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

3. การวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม

4. การเลือกวิธีดำเนินคดีให้ได้ผลเร็วและคุ้มค่า

5. การไม่เสียเวลาเจรจาในจุดที่ไม่มีประโยชน์

ในหลายกรณี การเดินหน้าฟ้องคดีโดยตรงกลับเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แทนที่จะเสียเวลาติดต่อบริษัทประกันภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ได้ข้อสรุป

ตัวอย่างคดีจริง เรียกค่าเสื่อมราคารถได้หลักแสน

ในคดีหนึ่งที่ทนายอาร์มเป็นผู้ดำเนินการ จุดเริ่มต้นคือผู้เสียหายเข้ามาปรึกษาทนายตั้งแต่แรก พร้อมเล่าเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน ทนายจึงรวบรวมข้อมูลและจัดทำสำนวนคดีอย่างเป็นระบบ

เทคนิคสำคัญของคดีนี้คือ ไม่เสียเวลาเจรจากับบริษัทประกันภัย แต่เลือกเดินหน้าฟ้องคดีทันที เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประโยชน์และทำให้คดีล่าช้า

ผลลัพธ์คือ

  • ได้ค่าเสื่อมราคารถจำนวน 100,000 บาท
  • ได้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถประมาณ 99,000 บาท
  • รถใช้เวลาซ่อมถึง 142 วัน

จะเห็นได้ว่า ค่าเสื่อมราคารถที่ได้รับสูงกว่าค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเสียอีก นี่คือภาพชัดเจนว่าหากมีการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ถูกต้อง ผู้เสียหายสามารถได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

รถชน อย่ารอให้เสียโอกาส ควรปรึกษาทนายตั้งแต่แรก

หลายคนรอจนคดีผ่านไปนานแล้วจึงคิดจะเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งอาจทำให้หลักฐานสูญหาย หรือเสียเปรียบในทางคดี การปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้

  • ไม่พลาดสิทธิในการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ
  • วางแผนคดีอย่างรอบคอบ
  • เพิ่มโอกาสได้รับเงินชดเชยในจำนวนสูง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกเอาเปรียบจากคู่กรณีหรือบริษัทประกัน

อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ความไม่รู้กฎหมายทำให้เสียสิทธิของตนเอง

ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ อย่ารอให้เสียโอกาส ปรึกษาทนายได้ทันทีหลังรถชน

เมื่อรถชน ผู้เสียหายไม่ได้มีสิทธิเรียกร้องเพียงค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเท่านั้น แต่ยังสามารถเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงจากการที่รถมีราคาลดลงในตลาด

การจะเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้มากหรือได้น้อย ขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญของทนายความ หากดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ย่อมเพิ่มโอกาสได้รับค่าเสียหายอย่างเต็มที่และเป็นธรรม

หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้โอกาสในการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ หลุดลอยไป
การปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางทางกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อให้คุณได้รับค่าเสียหายอย่างเหมาะสม ทั้งค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถอย่างเต็มสิทธิ

-รถชน อย่ารอให้เสียโอกาส
ปรึกษาทนายวันนี้ เพื่อเรียกค่าเสื่อมราคารถอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – เคียงข้างคุณทุกปัญหาทางกฎหมาย

เตือนภัยผู้บริโภคคดีรถชน! เมื่อบริษัทประกันภัยหัวหมอยิ่งกว่าที่คิด ปฏิเสธจัดซ่อมรถ อ้างผู้เสียหาย “จัดฉากชน”

ในยุคที่จำนวนคดีรถชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบริษัทประกันภัยจะเข้ามาดูแล ซ่อมแซม และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายเคสที่บริษัทประกันภัยใช้ “กลยุทธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะปฏิเสธการซ่อม อ้างว่าเอกสารไม่ครบ หรือตีความว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเอง

หนึ่งในนั้นคือเคสของ “คุณป้า” รายหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้ผู้บริโภคทุกคนต้องรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองในคดีรถชน

เมื่อประกันภัยนิ่งเฉย 2 เดือนเต็ม รถเสียหายแต่ไม่ยอมจัดซ่อม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คุณป้าถูกรถคู่กรณีชนจนรถได้รับความเสียหายหนัก แต่แทนที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะนำรถไปจัดซ่อมตามหน้าที่ กลับ “นิ่งเฉย” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการประเมินความเสียหาย และไม่มีการนำรถเข้าซ่อมแม้แต่น้อย

คุณป้าซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ไป “ร้องเรียน คปภ.” แต่เป็นที่รู้กันว่า คปภ. มักทำงานในลักษณะสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยการร้องเรียนอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

โชคดีที่คุณป้ายังไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก่อน

ทนายเข้าดูแลคดีรถชนทันที ส่งหนังสือให้บริษัทประกันภัยจัดซ่อมโดยเร่งด่วน

เมื่อทนายอาร์มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเคสนี้มีความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกเบี่ยงประเด็นหรือปัดความรับผิดชอบอย่างไม่ถูกต้อง ทนายจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องทันที โดยจัดทำหนังสือถึงบริษัทประกันภัยเพื่อให้

  • นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม
  • คืนสภาพรถให้เหมือนก่อนเกิดเหตุ
  • ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในเนื้อหาของหนังสือ “ไม่ได้มีการเรียกค่าซ่อมใด ๆ จากบริษัทประกันภัย” แต่เป็นการให้บริษัทนำรถไปซ่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตามกรมธรรม์

จากปฏิเสธการซ่อม กลับกลายเป็นบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ขอใบเสนอราคา ค่าซ่อม ค่าแรง ค่าอะไหล่เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

หลังจากบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมาย บริษัทตอบกลับมาในลักษณะที่เปลี่ยนท่าทีทันที โดยขอให้คุณป้าส่ง:

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม
  • รายละเอียดอู่ซ่อม
  • ค่าแรง
  • ค่าอะไหล่

เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่แท้จริงแล้ว…

นี่คือกลยุทธ์ขั้นต่อไปของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่พยายามโยนภาระให้ผู้เสียหายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ทำไมทนายจึงแนะนำว่า “ไม่ควรทำใบเสนอราคา”?

ทนายอาร์มให้ความเห็นว่า การทำใบเสนอราคาค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายถูกบริษัทกล่าวหาว่า:

  • ทำใบเสนอราคา “ปลอม”
  • ระบุอะไหล่ไม่ตรงรุ่น
  • ใส่ราคาอะไหล่สูงเกินจริง
  • บวกรายการเกินความจำเป็น

และอาจถูกบริษัทประกันภัยดำเนินคดีเพิ่ม โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายพยายามเอาเปรียบบริษัท

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่เคยรู้มาก่อน”

แท้จริงแล้ว… การหาอู่ซ่อมและทำใบเสนอราคา “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย”

ตามกฎหมายและหลักการจัดการคดีรถชน คือ

  • บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดซ่อมทั้งหมด
  • บริษัทต้องหาอู่ซ่อม
  • บริษัทต้องประเมินราคา
  • บริษัทต้องรับผิดชอบในการคืนสภาพรถ

ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำใบเสนอราคาแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยพยายามโยนภาระกลับมาให้ผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการทำผิดขั้นตอนและเป็นการบิดเบือนหน้าที่อย่างชัดเจน

บริษัทประกันภัยกลัวอะไร? กลัวซ่อมไม่จบ? กลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ…

  • หรือบริษัทกลัวว่าถ้าซ่อมแล้วต้องรับประกันงานซ่อม?
  • หรือกลัวว่าซ่อมไม่จบและต้องรับผิดชอบเพิ่ม?
  • หรือกลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ผู้เสียหายในระหว่างที่รถเข้าซ่อม?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้เสียหายไม่ควรถูกผลักภาระเหล่านี้

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ ผู้บริโภคต้องมีทนาย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายรอปฏิเสธคุณตั้งแต่ก่อนรถจะชน

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ:

บริษัทประกันภัยมีทีมทนายรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีรถชน

บริษัทมีเวลา พร้อมข้อมูล พร้อมกฎหมาย และพร้อมกลยุทธ์ในการลดความรับผิดชอบ
แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีความรู้ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีคดีรถชน ผู้บริโภคควรมีทนายเพื่อ:

  • ปกป้องสิทธิ
  • ป้องกันการถูกเอาเปรียบ
  • ทำให้บริษัทประกันภัยต้องทำตามหน้าที่
  • ลดความเสี่ยงที่จะถูกโยนภาระกลับมา

อย่าให้ประกันภัยเล่นกลกับสิทธิของคุณ

เคสของคุณป้าเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจ

  • ปฏิเสธการซ่อมรถ
  • กล่าวหาผู้เสียหายว่าจัดฉาก
  • ขอเอกสารที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค
  • พยายามบิดเบือนขั้นตอนเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงิน

ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชน, บริษัทประกันภัยไม่ยอมซ่อมรถ หรือกำลังถูกปัดความรับผิดชอบ

👉 ปรึกษาทนายอาร์ม – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันแรก หรือโทร 062-195-1661

บริษัทประกันภัยนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย

ในหลายปีที่ผ่านมา มีคดีจำนวนไม่น้อยที่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ด้วยเหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุมีแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522

แต่สิ่งที่สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้บริโภคคือ การที่บางบริษัทประกันภัย นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยไม่ได้อ้างอิงค่าที่ตรวจได้จริงในขณะเกิดเหตุ หากแต่ใช้ “คู่มือตีความภายใน” มาคำนวณย้อนกลับว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่จะลดลงเฉลี่ย 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วจึงตีความว่า ขณะเกิดเหตุผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในทางกฎหมายและความยุติธรรมของระบบประกันภัยว่า “บริษัทประกันภัยมีสิทธินับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเองหรือไม่?”

กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ขณะเกิดเหตุเท่านั้นที่สำคัญ

ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 43(2) ระบุชัดเจนว่า

“หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย”

นั่นหมายความว่า การพิจารณาว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์หรือไม่ ต้องดูจาก ผลตรวจจริง “ขณะเกิดเหตุ” หรือใกล้เคียงกับเวลานั้นมากที่สุด
ไม่ใช่การคำนวณย้อนหลัง หรือสมมุติค่าแอลกอฮอล์จากสูตรเฉลี่ยตามคู่มือภายในของบริษัทประกันภัย

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัย “ตีความเอง” ว่าสามารถนับผลย้อนหลังได้ จึงเป็นการ ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประกันภัย และเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดรองรับ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง “เชื่อถือไม่ได้”

ในคดีหนึ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่น่าสนใจมาก
ศาลได้วินิจฉัยว่า การที่บริษัทประกันภัยนำเพียง “คู่มือตีความกรมธรรม์” มาอ้างว่า แอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เอาประกันจะลดลง 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แล้วคำนวณย้อนหลังเพื่ออ้างว่าผู้เอาประกันมีปริมาณเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น

เป็นพยานหลักฐานที่ “มีน้ำหนักน้อย” และ “เชื่อถือไม่ได้”

ศาลเห็นว่า การคำนวณย้อนหลังลักษณะนี้เป็นการตีความฝ่ายเดียวของบริษัทประกันภัย และส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค

ศาลจึงวางหลักสำคัญไว้ว่า

“เมื่อบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้เอาประกันมีแอลกอฮอล์เกินเกณฑ์ ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางมากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้การคำนวณภายในฝ่ายเดียว”

กล่าวคือ หากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือผลตรวจจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลาที่เกิดเหตุ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความคุ้มครองได้

ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด คปภ. กลับไม่ลงโทษบริษัทประกันภัย

แม้จะมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วางหลักไว้ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ
เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมด้วยเหตุผลเรื่องแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แล้วผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

หลายกรณีกลับพบว่า คำสั่งของ คปภ. เองก็ยังยึดแนวทางเดียวกับบริษัทประกันภัย โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

ทนายอาร์มได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เมื่อศาลพิพากษาชัดว่าบริษัทประกันภัยทำผิด แต่ทำไม คปภ. ถึงไม่ลงโทษบริษัทเหล่านั้น?”

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในระบบกำกับดูแล ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากถูกเอาเปรียบซ้ำซ้อน ทั้งจากบริษัทประกันภัย และจากหน่วยงานที่ควรคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร หากถูกปฏิเสธเพราะประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง?

อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ

หากบริษัทประกันภัยอ้างว่าผู้ขับขี่ “มีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดขณะขับขี่” แล้วปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน ควรรีบปรึกษาทนายความทันที เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อสู้ด้วยตัวเอง

หลายคนเข้าใจผิดว่า “แค่เราอธิบายความจริง เขาก็น่าจะเข้าใจ” หรือ “เรามีผลตรวจจากโรงพยาบาลอยู่แล้ว ก็น่าจะพอ” แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและทนายความอยู่เบื้องหลัง พวกเขารู้ช่องว่างของสัญญา รู้แนวทางตีความในชั้นศาล และรู้แม้กระทั่งว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่กล้า” ฟ้อง

หากคุณไม่มีทนายความที่เข้าใจระบบประกันภัยคอยวางรูปเรื่องตั้งแต่ต้น ไม่มีทางเลยที่คุณจะรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่มีทางที่จะไม่ถูกเอาเปรียบ

เพราะ ทุกถ้อยคำในสัญญา หรือ ทุกจุดเล็ก ๆ ในรายงานผลแอลกอฮอล์ สามารถถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดได้ทั้งสิ้น
บริษัทประกันภัยอาจใช้ถ้อยคำคลุมเครือในสัญญา เช่น “หากมีแอลกอฮอล์ในเลือด” โดยไม่ระบุชัดว่า “ต้องวัด ณ เวลาที่เกิดเหตุ” ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทนำมาใช้ตีความย้อนเวลาเองได้

หากไม่มีทนายความมาเดินเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้บริโภคมักจะ “ตกหลุม” ทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว  จนสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดกฎหมายจริง

ไม่สนับสนุนให้ขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน

ทนายอาร์มยืนยันว่า

“เราไม่สนับสนุนให้ใครขับรถขณะมีแอลกอฮอล์ แต่เราก็ไม่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนเช่นกัน”

การตีความผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนอกจากจะขัดต่อสัญญาประกันภัยแล้ว ยังเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานที่ผิด” ให้กับระบบคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะจะเปิดช่องให้บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธค่าสินไหมโดยอ้างเหตุผลใดก็ได้

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความคุ้มครองเพราะข้ออ้างเรื่อง “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง”
อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยเอาเปรียบ รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภคและประกันภัยเพื่อให้กฎหมายคุ้มครองสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะมีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?

หากถูกบริษัทประกันภัยอ้างว่า “มีแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” แล้วปฏิเสธค่าสินไหม อย่ารอให้เสียเวลาไปกับการไปเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายบริษัทจะใช้ข้อกฎหมายตีความให้คุณเสียเปรียบอยู่ดี รีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย
เพื่อให้ทนาย “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น เพราะเพียงแค่ก้าวแรกที่ผิดพลาด คุณอาจเสียสิทธิ์ทั้งหมดที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย

การนับผล “แอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่หลักฐานที่กฎหมายยอมรับ บริษัทประกันภัยไม่มีสิทธิคำนวณย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ที่พึงได้ เพราะกฎหมายอยู่ข้างผู้บริโภคที่ถูกต้องเสมอและ “การมีทนายอยู่ข้างคุณ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกของสัญญาและการปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรม หากถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คลิก >>>ติดต่อเรา<<< หรือโทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียหายมักเผชิญความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาความเสียหายให้เร็วที่สุด แต่ในหลายกรณีบริษัทประกันภัยกลับมีกลยุทธ์เลี่ยงความรับผิดชอบ โดยมักใช้คำพูดที่ฟังดูดีว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” ซึ่งในความจริงแล้วอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน

กลยุทธ์ของประกันภัย: “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลายคนอาจคิดว่าการฟังคำแนะนำนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะผู้เสียหายก็ต้องการพักฟื้นร่างกายให้หายดีอยู่แล้ว แต่ในทางกฎหมาย การรอจนหายดีก่อนจึงไปเรียกร้อง กลับเป็นการ ทำให้หลักฐานความบาดเจ็บเลือนหายตามกาลเวลา และเมื่อถึงขั้นตอนพิจารณาคดี บริษัทประกันมักย้อนกลับมาอ้างว่า

  • ผู้เสียหายรักษาหายแล้ว
  • ไม่มีความเสียหายที่ต่อเนื่อง
  • ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมตามที่ร้องขอ

ดังนั้น คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เสียหายเสียเปรียบ ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน

กรณีศึกษา: เมื่อพ่อสั่งตรงจากไต้หวัน “ต้องทนายที่นี่เท่านั้น”

หนึ่งในเคสจริงที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายโดยสารรถตู้ซึ่งชนท้ายรถบรรทุกอ้อย ได้รับบาดเจ็บและพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากบริษัทประกัน แต่กลับถูกปัดด้วยคำพูดเดิมว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

ในช่วงแรกเจ้าของรถยังรับปากว่าจะช่วยประสานงาน แต่ไม่นานก็เปลี่ยนท่าที ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องจัดการเอง จนผู้เสียหายรู้สึกกังวลใจอย่างหนัก

โชคดีที่พ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ไต้หวัน และเป็นผู้ติดตามคลิป YouTube ของทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่แล้ว จึงย้ำกับลูกสาวว่า “ถ้าเจอคำพูดนี้ ต้องติดต่อทนายอาร์มเท่านั้น” นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจหาที่ปรึกษากฎหมายอย่างมืออาชีพ

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายความ?

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ไม่ใช่แค่การยื่นเอกสาร แต่คือการต่อสู้กับบริษัทประกันที่มีทนายมืออาชีพคอยวางแผนรับมืออยู่แล้ว หากผู้เสียหายไม่มีทนายความ การเจรจาหรือการดำเนินคดีมักเต็มไปด้วยความเสียเปรียบ

สิ่งที่ทนายความสามารถทำได้ ได้แก่

  • ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายในอนาคต
  • จัดทำเอกสารและหลักฐานทางการแพทย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ดำเนินคดีในชั้นศาลอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันการถูกบริษัทประกันบิดพลิ้วหรือประวิงเวลา

ทนายอาร์มมักย้ำเสมอว่า บริษัทประกันมีทีมกฎหมายตั้งแต่รถยังไม่ทันชน แต่ผู้เสียหายกลับไม่มีใครช่วย หากยังหลงเชื่อคำแนะนำผิด ๆ จาก “ทะแนะ” หรือคนรอบข้างที่ไม่รู้กฎหมาย ยิ่งทำให้เสียเปรียบมากขึ้น

ผลเสียของการ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

ผู้เสียหายหลายรายที่รอจนหายดีก่อนกลับมาพบว่า

  • ประกันใช้การหายดีมาเป็นข้อต่อสู้ในศาล
  • ค่าเสียหายที่ควรได้กลับถูกลดหรือไม่จ่ายเลย
  • เวลาที่เสียไปทำให้ขาดหลักฐานสำคัญ เช่น ใบรับรองแพทย์ ภาพถ่ายบาดแผล หรือเอกสารค่าใช้จ่าย

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายเสียโอกาสเรียกร้องสิทธิอย่างเต็มจำนวน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในปัจจุบันและอนาคตได้

จะเป็นไรอย่างไรเมื่อคนข้างบ้านอยากเป็น “ทนาย” แต่แนะนำผิดๆ

ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยมักได้รับคำแนะนำจาก “คนรู้ดี” รอบตัว หรือที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า ทะแนะ ซึ่งมักให้ข้อมูลผิด ๆ จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและเสียสิทธิไปโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น มีผู้เสียหายเล่าว่าคนข้างบ้านบอกว่า

“ถ้าเราไปเรียกค่าเสียหายแล้ว เราจะเรียกอะไรอีกไม่ได้”

คำพูดนี้ฟังดูเหมือนจริง แต่ในทางกฎหมาย ไม่ถูกต้องเลย เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตได้ และหากไปถึงศาล ศาลยังสงวนสิทธิให้ผู้เสียหายสามารถเรียกเพิ่มได้อีกด้วย จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมและการชดใช้ที่รวดเร็วที่สุด

บริษัทประกันมี “ทนาย” แต่ผู้เสียหายกลับมีแค่ “ทะแนะ”

สิ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมักมีทีมทนายความมืออาชีพตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย เมื่อหลงเชื่อทะแนะที่แนะนำผิด ๆ จึงทำให้เสียเปรียบและถูกประกันภัยเอาเปรียบได้ง่าย

ตัวอย่างที่พบบ่อย คือ ประกันภัยชอบบอกผู้เสียหายว่า

“ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องค่าเสียหาย”

พอผู้เสียหายทำตามจริงและรักษาตัวจนหายดีแล้ว เมื่อไปถึงศาล ประกันกลับใช้เป็นข้อโต้แย้งว่า

“ตอนนี้คุณก็หายดีแล้ว จะมาเรียกค่าเสียหายเพิ่มอีกไม่ได้”

นี่คือตัวอย่างกลยุทธ์ที่บริษัทประกันใช้เพื่อประวิงเวลา และลดจำนวนเงินค่าสินไหมที่ควรจ่าย

หลงเชื่อทะแนะ สุดท้ายก็ต้องพึ่ง “ทนาย” ตัวจริง

การเป็นทนายความไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ต้องผ่านการเรียนและการสอบจนมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ต่างจากทะแนะที่แค่มี “ความเข้าใจผิด ๆ” ก็สามารถสวมบทผู้รู้ไปให้คำแนะนำได้แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องใหญ่ ๆ อย่าง การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน หากผู้เสียหายเชื่อคำพูดเหล่านี้โดยไม่ตรวจสอบ ย่อมทำให้เสียสิทธิและเสียเปรียบทางคดี

บทเรียนที่ควรจำ

  • อย่าเชื่อคำแนะนำจากคนข้างบ้านหรือคนรู้ดีที่ไม่ใช่ทนาย
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ควรรีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ทันที
  • อย่าปล่อยให้ประกันประวิงเวลา หรือใช้คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” มาเป็นเครื่องมือเอาเปรียบ

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้เสียหายต้องเข้าใจว่าประกันภัยมักมีทีมทนายคอยปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ขณะที่ผู้เสียหายเองควรมีทนายความมืออาชีพคอยเดินเรื่องเพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากกลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรม และเพื่อให้ได้รับสิทธิและค่าชดเชยอย่างครบถ้วน

อย่าปล่อยให้คำพูดของประกันทำให้คุณเสียสิทธิ ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันที่รถชน

กรณีถูกรถชน ไม่ว่าคุณจะบาดเจ็บมากหรือน้อย อย่ารอจนกว่าจะหายดีแล้วค่อยเรียกร้อง เพราะนั่นอาจทำให้คุณเสียเปรียบในทางคดีและเสียสิทธิใน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ทันทีที่เกิดเหตุ ควรเก็บหลักฐาน ติดต่อทนาย และดำเนินการเรียกร้องตามสิทธิของผู้เสียหาย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน แล้วต้องเจอคำพูด “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จากบริษัทประกัน อย่าหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความมืออาชีพทันที ทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดย ทนายอาร์ม พร้อมให้คำปรึกษาและสู้เคียงข้างคุณ เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ตามที่ควรได้รับ

โดนหลอกอีกแล้ว!!! บริษัทประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันหลังเจอประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความเข้าดำเนินคดี จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเดินเรื่องหาทางออกให้ดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 

อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ปรึกษาทนายเพื่อปกป้องสิทธิของคุณ

เมื่อบริษัทประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน” อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นความหวังดี เพราะแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อประวิงเวลาและลดภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของพวกเขา การหลงเชื่ออาจทำให้คุณเสียสิทธิ เสียเวลา หรือแม้กระทั่งหมดโอกาสในการเรียกร้องสิ่งที่ควรได้รับ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเล่ห์เหลี่ยมบริษัทประกันภัย รีบปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้จะสามารถปกป้องสิทธิ และให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริงได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย อย่าเสียรู้ เมื่อเกิดเหตุรีบติดต่อหาทนาย

ความรู้ดี ๆ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์วันนี้พามาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย ไม่ให้ผู้เสียหายเสียรู้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบติดต่อทนายทันทีไม่ต้องคิดนาน เพราะคุณจะไม่มีทางเสียประโยชน์จากการตัดสินใจหาทนายหลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่เกิดก็มีเรื่องให้ต้องติดต่อทนาย เพราะเมื่อไรที่มันเกิดขึ้นแล้วมักจะต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือร้ายแรงไปถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงเกิดการเสียหายต่อทรัพย์สิน ผลกระทบต่อกระบวนการทำงาน และหรืออาจส่งผลเสียไปถึงสิ่งแวดล้อม หรือสาธารณชนได้อีกด้วย และอุบัติเหตุที่มักส่งผลเสียสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากที่สุดก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น อุบัติเหตุทางรถทุกชนิดนั่นเอง ไม่ว่าจะรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ต่างก็ได้สร้างบาดแผล หรือบทเรียนชั้นดีให้กับผู้ประสบภัยได้มากถึงขั้นติดต่อทนาย เพราะจะมีตัวละครสำคัญอย่าง “ประกันภัย” เข้ามามีบทบาทด้วย และทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุและมีประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่วายที่จะมีเรื่องให้ต้องติดต่อทนายกันหลายท่าน  หลังจากได้ตกเป็นผู้มีสถานะผู้เสียหายที่เรียกว่า “ผู้ประสบภัยจากรถ”

ทำไมบริษัทประกันภัยชอบสร้างบทเรียนให้ผู้ประสบภัย ?

หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางยานพาหนะผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายก็มักจะอุ่นใจว่าเรานั้นมีประกันภัยรถอยู่ แต่ภายหลังต้องติดต่อทนาย ตอนที่ทำประกันภัยก็ได้ถูกบริษัทสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าเมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุเขาจะอยู่เคียงข้าง จนวันหนึ่งคุณเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส หรือทรัพย์สินเสียหายขึ้นมา หลังจากนั้นประกันภัยจะเปลี่ยนจากญาติมิตรเป็นอื่นทันที

จากประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  มีผู้เสียหายหลายท่านได้ติดต่อทนาย ให้ดำเนินคดีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยมากกว่า 1,000 เคสในระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ วันนี้จึงอยากพาทุกท่านมาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตของบริษัทประกันภัยกัน เพื่อไม่ให้ใครเสียรู้ในวันที่ได้สถานะว่าผู้เสียหายในวันเกิดอุบัติเหตุกัน

ลิสต์มุกยอดฮิตเล่ห์เหลี่ยมประกันภัย

  • รักษาตัวให้หายดีก่อน

         มุกเด็ดอันดับหนึ่งของบริษัทประกันภัยที่คนต้องติดต่อทนายกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ฟังดูแล้วก็เหมือนว่าเขาดูเป็นห่วงเป็นใยเราดี เพราะเขาอาจจะเห็นว่าเราบาดเจ็บสาหัส ถึงให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน  แต่ความจริงแล้วคำนี้หวังดีประสงค์สิ่งใดกันแน่ มีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีให้ เพราะได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นห่วงเป็นใยจากคำนี้

  •  ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม

         หากคุณถูกบริษัทประกันภัยแจ้งคำนี้กับคุณเมื่อไร นั่นหมายถึงต้องติดต่อทนาย เพราะเขากำลังหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้ จำทริคง่าย ๆ ว่า ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม เท่ากับ การประวิงเวลาการจ่าย บางเคสผู้เสียหายบาดเจ็บหนัก ให้เอกสารที่มีไปจนหมด แต่ก็ยังไม่วายต้องหอบหิ้วร่างกายอันบาดเจ็บเดินทางไปขอเอกสารบ่อย ๆ เสียเวลาร่วมหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด จึงติดต่อทนายให้เข้าดำเนินการเพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานไม่มีทีท่าว่าจะได้รับค่าเสียหายใด ๆ เลย

  • นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

         ทุกครั้งที่ติดต่อทนายก็มักมีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ  เมื่อผู้ขับขี่เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์มีปริมาณไม่เกิน 50 Mg.% ก็เท่ากับว่าไม่ได้ #เมาแล้วขับ แต่ประกันภัย #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มักเอาเวลาที่เป่ากับเวลาที่ขณะเกิดเหตุไม่ตรงกัน มาคำนวณเป็นชั่วโมงนับย้อนหลัง อ้างว่า 1 ชั่วโมงเท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 15 Mg.% แล้วบอกว่า “เกิน 50 MG.% แต่ไม่ยอมนับผลเป่าจริงขณะเกิดเหตุ ต่อให้คุณไม่ได้เมาแล้วขับ ก็กลับกลายว่าเมาขับจนได้ ต้องติดต่อทนายด่วน

  • ท่านยังรักษาไม่สิ้นสุด

         คำนี้ไม่ต่างอะไรกับให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน  หนึ่งในผู้เสียหายของเราคนหนึ่งก็เคยถูกบริษัทประกันภัยแจ้งผลมาว่า “เนื่องจากยังรักษาไม่สิ้นสุด” ทั้งที่บาดเจ็บสาหัส มีหลักฐานการรักษา และยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง พอเจอคำนี้ไปผู้เสียหายถึงขั้นรีบติดต่อทนาย เจอประโยคนี้เมื่อไรต้องปรึกษาทนายอาร์มทันที

  • ไม่มีบัตรคนพิการ

        กรณีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุตกเป็นบุคคลทุพพลภาพ แค่รู้ว่าต้องตกเป็นผู้พิการก็ใจเสียมากพออยู่แล้ว บริษัทประกันภัยยังมาปฏิเสธการจ่ายด้วยคำนี้อีก โดยให้เหตุผลว่า ไม่ถือว่าพิการ แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครอยากตกเป็นผู้พิการ แม้ว่าจะยังไม่มีบัตร แต่มีใบรับรองความพิการจากหมอ ก็ถือว่าพิการแล้ว กับคนพิการยังจะเอาเปรียบอีกหรือ เจอแบบนี้ต้องติดต่อทนาย

  • เผื่อจะกลับมาเดินได้

          มุกนี้ประกันภัยไปทางเก่งกว่าหมอ หากเจอคำนี้ติดต่อทนายเลย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะมันก็ชัดเจนว่าเขาจงใจประวิงเวลาการจ่ายไปเรื่อย อีกทั้งให้คำนึงว่าหากคุณต้องตกเป็นผู้พิการจริง ประโยคที่บอกว่า “เผื่อจะกลับมาเดินได้ ให้รักษาตัวไปก่อน” หมายถึงว่าเขาตั้งใจจะไม่จ่ายในส่วนของค่าความพิการหรือไม่  ให้คิดดี ๆ ว่าเขาหวังดีจริง หรือมีนัยแอบแฝงติดต่อทนาย

  • ยังไม่ได้รับเรื่อง/ยังไม่ทราบเรื่อง

        อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ติดต่อทนาย มักนำมาอ้างต่อผู้เสียหายว่า “ยังไม่ได้รับเรื่อง” “ไม่ทราบเรื่อง” ฯลฯ ประโยคทำนองนี้ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังจะถูกประวิงเวลาการจ่ายแน่นอน ถ้าหากเสียรู้ไป เผลอ ๆ ถูกประวิงเวลาร่วมปี หรือไม่ก็ถูกเสนอจ่ายน้อยกว่าความเสียหาย หรืออาการบาดเจ็บที่แท้จริง เจอแบบนี้อย่าไปยอมรีบติดต่อทนายดำเนินการ

ผู้เสียหายไหวตัวทัน รีบติดต่อหาทนายทันที

  กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหนึ่งในผู้เสียหายที่ติดต่อทนายให้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมให้อย่างทันท่วงที เมื่อเกิดความรู้สึกว่าตนนั้นกำลังจะถูกบริษัทประกันภัยเล่นแง่หัวหมอใส่คิดจะเอาเปรียบ โดยผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสกระดูกขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แต่ดันถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพียง 80,000 บาท เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ค่ารักษาตัวหลายแสน ยังไม่พอเท่านั้นประกันภัยยังมีความเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายบอกให้รอ รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วมาเรียกทีหลังก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายบาดเจ็บหนักและยังต้องพักฟื้นอีกนาน พอได้ฟังแบบนี้ ผู้เสียหายเอะใจและไหวตัว ติดต่อทนาย โทรสายตรงหา #ทนายอาร์ม ทันทีหลังจากนั้น

 นี่เป็นเพียงลิสต์คร่าว ๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายกลยุทธ์จากบริษัทประกันภัยที่พร้อมจะเอาเปรียบ ติดต่อทนาย เพื่อเดินเรื่องให้คุณ เพื่อไม่ต้องรอให้ประกันภัยงัดมุกไหนมาอ้างก็สามารถติดต่อทนายได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ อย่าไปยอมเสียรู้ เพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะหวังดี แท้ที่จริงแอบแฝงบางอย่างไว้

คดีรถชน: หน้าที่ของผู้ขับรถต่อผู้บาดเจ็บ อย่าปล่อยให้ตัวเองติดคุกเพราะเชื่อบริษัทประกันภัย

เมื่อเกิด คดีรถชน สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึงคือ “ประกันภัยรถยนต์จะช่วยจัดการทุกอย่างให้” เพราะเราได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไว้แล้ว แต่ในความเป็นจริง ผู้ขับรถหรือเจ้าของรถยังคงมี “หน้าที่ตามกฎหมาย” ที่ต้องปฏิบัติ หากเพิกเฉยหรือทำผิดพลาดเพราะเชื่อฟังบริษัทประกันภัยโดยไม่เข้าใจ อาจไม่เพียงแต่เสียเปรียบผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญา จนถึงขั้น ติดคุกเพราะบริษัทประกันภัยของตัวเอง

บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำไมผู้ขับรถควร ดูแลผู้บาดเจ็บ ไม่ใช่ไปโต้เถียงหรือบอกว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” พร้อมแนวทางที่ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาตามมา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในคดีรถชน

หลายครั้งที่ผู้ขับรถเมื่อชนผู้อื่นแล้ว เลือกที่จะ

  • เชื่อฟังพนักงานของบริษัทประกันภัยทุกอย่าง
  • ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยบอกว่า “ไปฟ้องบริษัทประกันเอาเอง”
  • มองว่าหน้าที่ในการชดใช้เป็นเรื่องของประกันภัย ไม่ใช่ของตน

ความคิดเหล่านี้อันตรายมาก เพราะตามกฎหมาย ผู้ขับรถและเจ้าของรถยังคงเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหลัก ไม่ว่าคุณจะมีประกันหรือไม่ การปล่อยปละละเลยผู้บาดเจ็บ หรือแสดงท่าทีท้าทาย อาจทำให้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้น เช่น ความผิดฐาน ละเว้นการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หรือแม้กระทั่ง ความผิดอาญาจากการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต

หน้าที่ของผู้ขับรถและเจ้าของรถ

เมื่อเกิดคดีรถชน สิ่งที่กฎหมายและสังคมคาดหวังจากผู้ขับรถมีดังนี้:

ต้องหยุดรถและให้การช่วยเหลือ

หากชนผู้อื่นแล้วหลบหนี ไม่เพียงแต่เสียหายต่อภาพลักษณ์ แต่ยังเป็นความผิดอาญาที่อาจถูกจำคุกได้

แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพื่อให้มีการบันทึกเหตุการณ์และดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

แม้ว่าบริษัทประกันภัยจะเข้ามาจัดการค่าใช้จ่ายทีหลัง แต่การช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของผู้ขับรถโดยตรง

ร่วมมือกับผู้บาดเจ็บในการเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกัน

ประเด็นนี้มักถูกมองข้าม หลายคนเชื่อว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัย แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่ของเราคือ ยืนยันสิทธิของผู้บาดเจ็บ เพื่อให้บริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ใช่ทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้บาดเจ็บ

อันตรายจากการเชื่อฟังบริษัทประกันภัยโดยไม่เข้าใจ

บริษัทประกันภัยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของตนเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องผู้ขับรถเสมอไป หากผู้ขับรถทำตามคำแนะนำของพนักงานบริษัทโดยไม่พิจารณา อาจทำให้ตนเองต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เช่น

  • ปฏิเสธการชดใช้ให้ผู้บาดเจ็บ → ผู้เสียหายฟ้องร้อง ทั้งคนขับและบริษัทประกัน แต่ภาระคดีตกที่คนขับ
  • ไม่ยอมร่วมมือกับผู้บาดเจ็บ → ศาลมองว่าเป็นการขัดขวางสิทธิของผู้เสียหาย คนขับอาจถูกลงโทษหนักขึ้น
  • คิดว่าประกันจะช่วยปกป้องทุกอย่าง → สุดท้ายบริษัทประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครองหากคุณผิดเงื่อนไขกรมธรรม์

ทำไมต้องร่วมมือกับผู้บาดเจ็บ?

การร่วมมือกับผู้บาดเจ็บไม่ใช่การ “ยอมเสียเปรียบ” แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และยังมีประโยชน์หลายด้าน เช่น:

1. ลดโอกาสถูกฟ้องคดีอาญา – ศาลจะมองว่าคุณมีเจตนาดีและไม่หลบเลี่ยงความรับผิด

2. ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายจริง – เมื่อผู้บาดเจ็บยืนยันสิทธิ และคุณให้การสนับสนุน บริษัทประกันไม่มีข้ออ้างในการปฏิเสธ

3. สร้างความเชื่อมั่นในสังคม – การดูแลผู้บาดเจ็บแสดงถึงความรับผิดชอบ และช่วยลดความตึงเครียดของคู่กรณี

4. ลดภาระทางการเงินในระยะยาว – การแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ดีกว่าปล่อยให้บานปลายจนต้องเสียเงินและเวลาไปกับการขึ้นศาล

ตัวอย่างความผิดพลาดที่อาจทำให้ติดคุก

  • ขับรถชนแล้วบอกผู้บาดเจ็บว่า “ถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา” → ศาลมองว่าเป็นการท้าทายและไม่รับผิดชอบ
  • เชื่อคำแนะนำของบริษัทประกันที่ให้ปฏิเสธทุกอย่าง → บริษัทประกันอาจปฏิเสธคุ้มครอง ทำให้คนขับกลายเป็นผู้รับผิดเต็มจำนวน
  • ไม่ยอมพาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล → อาจถูกฟ้องข้อหาละเว้นการช่วยเหลือ ซึ่งมีโทษจำคุก

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดคดีรถชน

1. หยุดรถและช่วยเหลือทันที

2. โทรแจ้งตำรวจและประกันภัย เพื่อให้มีบันทึกเหตุการณ์

3. พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยไม่ลังเลเรื่องค่าใช้จ่าย

4. เก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายที่เกิดเหตุ รายชื่อพยาน

5. ร่วมมือกับผู้บาดเจ็บในการเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกัน

6. ปรึกษาทนายความ เพื่อป้องกันไม่ให้การกระทำใด ๆ ของคุณถูกตีความผิดพลาด

รถชน สามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม

คดีรถชน ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเสรีภาพของผู้ขับรถเอง การทำตามคำแนะนำของบริษัทประกันโดยไม่เข้าใจ อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องโทษอาญาได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมหน้าที่ของผู้ขับรถ ต้องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ร่วมมือกับผู้เสียหายในการเรียกร้องสิทธิ และใช้บริษัทประกันในฐานะ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “เจ้านาย”

หากคุณไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและปกป้องสิทธิของตัวเองตั้งแต่แรก

👉 หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับคดีรถชนและกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องหรือติดคุก
แนะนำให้ปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย พร้อมให้คำแนะนำ ดูแลคดี และปกป้องสิทธิของคุณอย่างรอบด้าน

เมื่อ “แอลกอฮอล์” กลายเป็นประเด็นในคดีประกันภัย : กรณีศึกษาและกลยุทธ์การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในโลกของ คดีประกันภัย หลายครั้งที่ผู้เอาประกันหรือลูกค้าต้องเผชิญกับเทคนิคทางกฎหมายและกลยุทธ์การตีความจากบริษัทประกันภัย ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้เอาประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ แอลกอฮอล์ ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนึ่งในกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ เรื่องราวของลูกความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยที่ใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อหาช่องทางปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้ในความเป็นจริงผู้เอาประกันจะไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ตาม

กรณีตัวอย่าง : อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดและประเด็นการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

ลูกความรายนี้ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถของการทางพิเศษในขณะขับรถกลับจากที่ทำงาน หลังเกิดเหตุได้ติดต่อบริษัทประกันภัยทันที แต่ทางบริษัทกลับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่เคลมไม่สามารถขึ้นมาบนทางด่วนได้ ต้องนัดหมายให้ผู้เสียหายลงมาพบที่ด้านล่าง ซึ่งทำให้เสียเวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาถึง กลับยืนยันให้ผู้เสียหายไปตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ แม้ว่าผู้เสียหายจะแจ้งแล้วว่าไม่ได้ดื่มจนเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็ตาม ผลการตรวจพบว่ามีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายกำหนด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตั้งข้อหาเพียง “ขับรถโดยประมาท” เท่านั้น

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ หลังจากผู้เสียหายได้รับใบเคลมแล้วเกือบหนึ่งเดือน บริษัทประกันภัยกลับแจ้งปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างประเด็น แอลกอฮอล์ และยังให้ผู้เสียหายชดใช้ค่าเสียหายแทนส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปให้คู่กรณีอีกด้วย

ประเด็นทางกฎหมาย : แอลกอฮอล์กับคดีประกันภัย

ตามกฎหมายจราจรทางบก กำหนดว่าผู้ขับขี่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ต้องมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กรณีนี้ผู้เสียหายมีค่าเพียง 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันกลับใช้ประเด็นนี้เป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทฯ พยายามใช้วิธี “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ การนำเวลาที่ผู้เสียหายเสียไปก่อนตรวจวัด (เกือบ 1 ชั่วโมง) มาคำนวณย้อนกลับว่าจริง ๆ แล้วตอนเกิดเหตุอาจมีค่าเกินที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าผลตรวจจริงในเวลาที่วัดจะไม่เกินก็ตาม

กลยุทธ์นี้กลายเป็นช่องทางให้บริษัทประกันใช้เพื่อเอาเปรียบลูกค้าในหลายกรณี ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมและอาจเข้าข่ายเป็นการเลี่ยงความรับผิดโดยไม่สุจริต

ตีแผ่กลยุทธ์การ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”ของบริษัทประกันภัย

วิธีการนี้คือ การอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์ว่าร่างกายใช้เวลาในการสลายแอลกอฮอล์เฉลี่ยชั่วโมงละ 10–15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากผู้เสียหายมีค่า 39 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในเวลาตรวจ อาจถูกตีความว่าตอนเกิดเหตุจริงมีค่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และถือว่าผิดกฎหมาย

แม้ในความจริง การคำนวณเช่นนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว เพศ ช่วงเวลาที่ดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภค และระยะการเผาผลาญของร่างกาย แต่บริษัทประกันภัยกลับใช้วิธี นับย้อนหลัง โดยไม่สนใจความเป็นจริง เพื่อหาข้ออ้างในการไม่ชดใช้ค่าสินไหมให้ผู้เสียหาย

ผลกระทบต่อผู้บริโภค

ในมุมของผู้เสียหาย ถือว่าเสียเปรียบอย่างมาก เพราะในวันเกิดเหตุได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ทั้งแจ้งเหตุ ติดต่อบริษัทประกันภัย และยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่กลับต้องรอเกือบ 1 เดือนเพื่อมาทราบว่าบริษัทปฏิเสธการซ่อมรถ

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • รถไม่ได้รับการซ่อมตามสัญญา
  • ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่บริษัทไปจ่ายให้คู่กรณี
  • เสียเวลาและโอกาสจากการรอคำตอบเกือบเดือน
  • เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจในบริษัทประกันภัย

นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน หากไม่มีความรู้หรือไม่มี ทนายความ คอยให้คำปรึกษา

บทเรียนสำคัญจากคดีประกันภัยกรณีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

1.อย่าชะล่าใจ – แม้คิดว่าตนเองไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่บริษัทประกันอาจใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาตีความในทางเสียเปรียบ

2.ควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัดเจน – เงื่อนไขบางข้อเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์อาจถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธค่าสินไหม

3.ไม่ควรต่อสู้เพียงลำพัง – คดีประกันภัยที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์มักซับซ้อนและเต็มไปด้วยเทคนิคการตีความ ควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ

4.เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน – ตั้งแต่การแจ้งเหตุ การติดต่อบริษัท การตรวจวัดแอลกอฮอล์ ควรมีเอกสารหรือพยานยืนยันเพื่อใช้ต่อสู้หากเกิดข้อพิพาท

ปกป้องสิทธิด้วยความรู้และปรึกษาทนายคดีประกันภัย

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า คดีประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ไม่ได้จบลงแค่ผลตรวจวัดในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีกลยุทธ์ซ่อนอยู่ เช่น การ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ที่ทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม

ดังนั้น ผู้เอาประกันทุกคนควรตระหนักว่า การมี ทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลตั้งแต่แรก จะช่วยให้การต่อสู้กับบริษัทประกันเป็นไปอย่างมั่นใจและมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น

เพราะในโลกของคดีประกันภัย “ความรู้ทางกฎหมาย” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และ “ทนายความ” คือผู้ที่จะทำให้ผู้บริโภคไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมการเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยที่กำลังใช้กลยุทธ์นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาเอาเปรียบ อย่ารอช้า >>ติดต่อเรา<< เพื่อปรึกษาทนายความทันที

อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต กับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน: กรณีศึกษาและบทเรียนที่คนมีประกันไม่ควรมองข้าม 

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยที่เราจะไม่คาดคิด และความเสียหายที่ตามมาอาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ภายในไม่กี่วินาที เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งที่ผู้เอาประกันและครอบครัวต้องเผชิญ ไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวด แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถาโถม รายได้ที่หายไป การเปลี่ยนแปลงในการประกอบอาชีพ และภาระดูแลคนในครอบครัวที่ยังดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยทุกคน คือ การเข้าใจสิทธิของตนเอง และการใช้สิทธิในเรียกร้องให้ถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการใน หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงไม่ใช่แค่คดีตัวอย่าง แต่เป็น “คู่มือจริง” ที่ทำให้เห็นภาพว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้เสียหายต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสิทธิขอตนเองได้ 

กรณีศึกษา: อุบัติเหตุวินมอเตอร์ไซค์ สูญเสียนิ้ว เสียรายได้ สูญโอกาส 

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายเป็นผู้ขับจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งอาชีพนี้ต้องพึ่งพาร่างกายแข็งแรงเต็มร้อย หลังอุบัติเหตุรุนแรง เขา >>สูญเสียนิ้ว<< นางซ้ายถึงสองข้อ ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง หยุดงานนานหลายเดือน รายได้ที่เคยเลี้ยงครอบครัวก็ขาดหายทันที เมื่อฟื้นตัว ผู้เสียหายพยายามเรียกร้องค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัยตามกรมธรรม์ที่ทำไว้ แต่กลับพบอุปสรรค ทางบริษัทประกันภัยกลับอ้างว่าผู้เสียหายได้ยอมความในคดีอาญาแล้ว! ทำให้ไม่สารถเรียกร้องค่าสินไหมบางส่วนคืนได้ ซึ่งหากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยอาจยอมรับข้อเสนอของบริษัทประกันโดยไม่รู้เลยว่าตนเองได้เสียสิทธิ์บางส่วนไปแล้ว และไม่ทราบด้วยว่ามีทางแก้หรือแนวทางเรียกร้องสิทธิ์คืนได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลคดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราได้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ไม่สูญเสียไปโดยไม่รู้ตัว และผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนที่สุดตามที่ควรจะเป็น 

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ: พิสูจน์ตามจริง! ไม่ใช่แค่ตามคำกล่าวอ้างจากบริษัทประกันภัย 

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรียกร้องสิทธิ์ตามสิ่งที่พึงได้อย่างไร และอนุญาโตตุลาการพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารประกอบทั้งหมด โดยใช้เหตุผลและเงื่อนไขตามกรมธรรม์อย่างไร 

อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดดังนี้: 

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นข้อพิพาท ใบเสร็จจริงจากโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมยอดได้ 79,097 บาท บริษัทประกันต้องรับผิดชดใช้เต็มจำนวน 

-ค่าสูญเสียอวัยวะ การสูญเสียนิ้วนางซ้ายสองข้อ มีวงเงินประกันตามเงื่อนไขสูงสุด 200,000 บาท ถึงแม้จะเรียกร้องมากกว่า ก็ไม่สามารถได้เกินกว่านี้ 

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ผู้เสียหายอ้างต้องต่อนิ้วเทียม ทำกายภาพ และฝังเข็มเพิ่ม แต่เมื่อไม่มีใบสั่งแพทย์หรือเอกสารยืนยัน อนุญาโตตุลาการจึงไม่กำหนดให้ชำระ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเดินทางจัดการเอกสาร สรุปรวม 4,250 บาท ซึ่งเห็นว่าสมเหตุสมผล ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน จากที่เคยหารายได้วันละ 1,000 บาท เมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์จริง เห็นสมควรให้เฉลี่ย 750 บาทต่อวัน พักงาน 7 เดือน เป็นเงิน 157,500 บาท

– ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต เพราะการสูญเสียนิ้วทำให้งานขับวินที่ต้องใช้มือเต็มที่ย่อมกระทบ จึงกำหนด 200,000 บาท 

-ค่าเสียหายทางจิตใจ ความเจ็บปวด รอยแผลเป็น และผลกระทบทางจิตใจ กำหนด 300,000 บาท ค่าทวงถามและค่าทนายความ ตามกฎหมาย ไม่อาจเรียกได้ จึงไม่กำหนด 

เมื่อรวมแล้ว บริษัทประกันต้องจ่ายเพิ่มอีก 306,997 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี 

ทำไมจึงควรมี “หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย” ?

หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีทั่วไป แต่ถูกรวบรวมจากคดีที่เกิดขึ้นจริง และมีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับ ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการรู้สิทธิของตนเองชัดเจน ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารความเสี่ยงกับคู่ค้า นักศึกษากฎหมายที่อยากเข้าใจมุมปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่บทเรียนในตำรา ในชีวิตจริง ข้อพิพาทประกันภัยไม่ได้จบที่กรมธรรม์หรือใบเคลม แต่มีรายละเอียดในชั้นข้อเท็จจริง หลักฐาน และการตีความตามแนวคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการซึ่งกลายเป็นแนวทางสำคัญที่ใช้ในวงการประกันภัย สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าใช้จ่ายทางอ้อม หลายคนคิดว่าอุบัติเหตุจบที่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าซ่อมรถ แต่ในคดีจริงๆ มักมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเอกสารทางการแพทย์ ค่าเสียเวลาในการจัดการเรื่องคดี หรือแม้กระทั่งค่าดูแลผู้ป่วยในระหว่างพักฟื้น หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็อาจไม่ได้รับชดเชย 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์: ที่พึ่งสำหรับคนที่ต้องการได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง

เมื่อเกิดคดีความ ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยมักพยายามเรียกร้องสิทธิ์ด้วยตนเอง แต่กลับสูญเสียสิทธิ์ไป บางส่วนเพราะขาดพยานหลักฐานที่เพียงพอ หรือดำเนินการผิดขั้นตอนตามกฎหมาย อีกทั้งยังอาจเผชิญกลวิธีทางกฎหมายจากบริษัทประกันภัยที่มุ่งจำกัดหรือหลีกเลี่ยงความรับผิด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง วางแผนจัดเตรียมพยานหลักฐาน และดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องศาลหรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ถูกต้องรัดกุม เพื่อให้สิทธิของผู้เอาประกันได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วนที่สุด เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น ความรู้ที่ถูกต้องและการมีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เสียหายใช้สิทธิ์ของตนได้เต็มที่ หลักฐานครบถ้วน วางแผนเป็นระบบ ย่อมดีกว่าลองผิดลองถูก หรือปล่อยให้บริษัทประกันตีความเพียงฝ่ายเดียว หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับประกันภัย อย่าลังเลที่จะปรึกษาทีมกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา<< เพื่อวางแผนคดีและเรียกร้องสิทธิ์ตามที่ควรได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อบริษัทประกันใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมฯ ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องให้?

หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยจำนวนมากนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย คือการอ้าง ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะขับขี่จริง ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยมานักต่อนักแล้ว

ณ จุดนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายหลายคนอาจเกิดความสับสนว่า หากตรวจวัดผลแอลกอฮอล์แล้วไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมบริษัทประกันภัยถึงปฏิเสธความรับผิดต่อผู้เสียหาย? และเหตุใดจึงต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เข้าดำเนินการให้ดีกว่าไปเดินเรื่องเอง บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจพร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ชมกัน

กรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

เคสนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากอุบัติเหตุอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องกังวล หากแต่การถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังจากบริษัทประกันภัยนั้นสามารถกลายเป็นภาระใหญ่ที่ตามมาได้ โดยผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย แต่ไม่ได้ดื่มเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดขณะเกิดเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผ่านการเป่าลมหายใจ และผลตรวจยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในขณะขับขี่

บริษัทประกันภัย “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างของเวลา?

แม้ผลตรวจจะไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดอย่างที่กล่าวไป ซึ่งในเงื่อนไขกรมธรรม์หรือกฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่า “ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด” หากอยู่ในปริมาณขอบเขตที่กำหนด แต่บริษัทประกันภัยกลับยืนยันปฏิเสธความรับผิดและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ บริษัทฯ อ้างว่าขณะเกิดเหตุผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้ และยึดหลักการคำนวณโดยไม่แม้แต่จะคำนึงถึงการอ้างอิงหลักการทางการแพทย์ หรือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ มาประเมินย้อนหลัง จึงถือว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ และไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจให้ทนายความเข้ามา “เปลี่ยนเกม”

เมื่อผู้เสียหายถูกปฏิเสธสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นตัวแทนดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย โดยเราเริ่มจากการส่งหนังสือทวงถาม (Notice) ไปยังบริษัทประกันภัย แต่ก็ยังคงได้รับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ด้วยเหตุผลเดิมที่ไร้หลักการทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้

เราจึงยกระดับกระบวนการ โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบจาก คปภ. กลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะหน่วยงานระบุว่า “ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อพิพาท” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ศาลจึงคือที่พึ่งสุดท้าย และชัยชนะของความถูกต้อง

หลังจากหน่วยงานที่หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ก็กลับไร้ความสามารถต่อผู้เสียหายในกระบวนการไกล่เกลี่ย เราจึงนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทันที เมื่อถึงขั้นตอนการสืบพยาน ศาลได้รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จนท้ายที่สุดมีคำพิพากษาว่า บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยระบุว่า การคำนวณ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่บริษัทอ้างอิงนั้น ไม่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

ทำไมเทคนิค “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ถึงเป็นกับดัก?

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เทคนิคการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งนำมาใช้กันเป็น “ระบบ” และจากประสบการณ์ของทีมทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพบว่าบริษัทประกันภัยแทบทุกแห่งในตลาด ต่างเคยใช้เทคนิคนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดกันมานักต่อนัก

แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่รองรับ แต่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือไม่ได้มีทนายความที่รู้ทันเทคนิคการเอาเปรียบของบริษัทประกันภัยก็มักจะ “ยอมจำนน” และสูญเสียสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเสียรู้บริษัทประกันภัยนั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย บริษัทไหนใช้เทคนิคนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทใดกันแน่ที่ใช้วิธีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม? คำตอบที่เราสามารถยืนยันได้คือ บริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดมีการใช้เทคนิคนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายผู้เสียหายไม่มีทนายความที่รู้ทันกลยุทธ์นี้มาดำเนินเรื่อง เพราะถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเอง แม้จะเป็นการผลักภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันก็ตาม

กรณีนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อไม่มีทนายความเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยอาจหมดทางเลือก และถูกลากไปจนยอมให้บริษัทประกันเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและคำตอบเองโดยไม่มีการถ่วงดุลเลย

รู้เท่าทันประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อไม่เสียเปรียบ

หากผู้เสียหายในกรณีนี้ ไม่มีทนายความคอยเดินเรื่องหรือต่อสู้ทางกฎหมายอย่างรู้ทันประกันภัย ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในทางที่เป็นธรรม แม้จะมีความจริงอยู่ฝ่ายตนก็ตาม ดังนั้น การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อ “คุ้มครองสิทธิ” ที่คุณควรได้รับด้วย อย่ายอมให้กลยุทธ์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีความรู้หรือขาดทนายความในการให้ความรู้และเดินเรื่องให้

ปรึกษาทนายความทันที หากคุณตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยในการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วที่สำคัญเลยคือการทำประกันภัยรถยนต์ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของความสบายใจ แต่ควรมาพร้อมกับการ รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะกรณีการอ้าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกรณีคล้ายกัน หรือกำลังเผชิญการถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอช้าในการปรึกษาทนายความ เพราะทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัยโดยตรง พร้อมให้บริการทางกฎหมายให้คุณได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ควรได้ หากต้องการปรึกษาคดีเกี่ยวกับการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คลิก ติดต่อเรา เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!