คปภ. ช่วยประชาชนจริงไหมกับเรื่องจริงที่ผู้เอาประกันต้องรู้ ทำไมหลายคนเข้าสู่กระบวนการแล้วกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงการทำประกันภัย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายขึ้นมา หน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนก็คือ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย

แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนการร้องเรียนหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ซึ่งหลายครั้งผู้เสียหายกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัวล่าสุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ออกมาเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนต่อ คปภ. ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ทำประกันภัยทุกคน

เมื่อไปร้อง คปภ. แต่กลับถูกบอกว่า “เจ้าหน้าที่ตัดสินไม่ได้”

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจริง คือเมื่อผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันเดินทางไปร้องเรียนต่อ คปภ. เจ้าหน้าที่มักแจ้งว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตัดสินได้”

พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายไปใช้

  • กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
    หรือ
  • กระบวนการทางศาล

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ในความจริงแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดลึกกว่าที่หลายคนคิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่า ประชาชนไม่ควรเชื่อทุกอย่างทันทีโดยไม่วิเคราะห์ เพราะบางเรื่องเจ้าหน้าที่อาจให้ข้อมูลได้ถูกต้อง แต่บางเรื่องก็ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ปัญหาสำคัญคือ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างไรว่า

  • สิ่งไหนควรเชื่อ
  • สิ่งไหนควรตรวจสอบเพิ่มเติม

นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่หลายคนคิดว่าจะช่วยได้

ในสัญญาประกันภัยส่วนใหญ่ มักจะมีข้อความเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายว่า:

ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง สามารถเลือกเข้าสู่ “กระบวนการอนุญาโตตุลาการ” ได้

คำถามสำคัญคือ
เมื่อกฎหมายหรือสัญญาเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายเลือกได้ แล้วเหตุใดเมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง กลับเกิดปัญหาตามมา?

เรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่เจอลูกความเข้ามาปรึกษา พบว่า มีหลายกรณีที่ผู้เสียหายเลือกเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามคำแนะนำของ คปภ.

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว บริษัทประกันภัยกลับยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการว่า

“ขอให้จำหน่ายคดี และให้ไปใช้สิทธิทางศาลแทน”

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ
หากสุดท้ายแล้วต้องกลับไปศาลอยู่ดี

แล้วเหตุใดผู้เสียหายจึงต้อง

  • เสียเวลา
  • เสียค่าใช้จ่าย
  • เสียค่าดำเนินการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

โดยเฉพาะบางกรณี ผู้เสียหายอาจเสียเงินหลักหมื่นบาทไปแล้ว ก่อนจะทราบว่าคดีถูกจำหน่ายออกจากระบบ

คปภ. ควรมีบทบาทอย่างไรกับเรื่องนี้?

คำถามสำคัญที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นคือ หากมีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นกับประชาชนซ้ำ ๆ สำนักงาน คปภ. ควรมีแนวทางรับผิดชอบหรือดูแลอย่างไร

เพราะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • จะได้รับความช่วยเหลือ
  • หรือมีแนวทางที่ชัดเจนในการเรียกร้องสิทธิ

แต่เมื่อความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้เสียหายจำนวนมากจึงรู้สึกเสียเปรียบทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ เพราะไม่รู้กฎหมาย

ปัญหาสำคัญที่สุด คือ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกฎหมาย

จึงไม่เข้าใจว่า

  • กระบวนการใดเหมาะสม
  • ขั้นตอนใดควรทำก่อน
  • บริษัทประกันภัยมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง

และเมื่อไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงง่ายต่อการหลงเชื่อหรือเดินผิดขั้นตอน

นี่คือเหตุผลว่าทำไม หลายคนจึงเสียเปรียบบริษัทประกันภัย แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายได้รับความเสียหายจริง

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายตั้งแต่แรก

สิ่งหนึ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมี

  • ทีมกฎหมาย
  • ทนายความ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี

คอยดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายเดินเรื่องเอง โดยไม่มีทนายความคอยวางแนวทาง โอกาสเสียเปรียบจึงมีสูงมาก

โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับ

  • การปฏิเสธค่าสินไหม
  • การตีความกรมธรรม์
  • การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  • การดำเนินคดีทางศาล

อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เน้นย้ำมาตลอด ผู้เสียหายจำนวนมากมักรอให้คดีมีปัญหาก่อน รอให้ประกันปฏิเสธก่อน รอให้เสียเปรียบก่อน แล้วค่อยปรึกษาทนายความ  แต่ในความจริง การวางแนวทางตั้งแต่ต้นสำคัญมากกว่า  เพราะบางครั้งเพียงแค่

  • การเขียนคำร้อง
  • การเรียงลำดับข้อมูล
  • การเลือกกระบวนการที่เหมาะสม

ก็ส่งผลต่อรูปคดีทั้งหมดแล้ว

รู้ทัน คปภ. และรู้ทันประกันภัย คือเรื่องสำคัญ

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการให้ประชาชน “รู้ทัน” เพราะในโลกของประกันภัย

  • ไม่ใช่ทุกคำแนะนำจะเหมาะกับทุกคน
  • ไม่ใช่ทุกขั้นตอนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายเสมอไป

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยก่อนเสมอ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่เกิดเหตุ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาประกันภัย คือ

“การปรึกษาทนายความทันที”

เพื่อ

  • วางรูปคดีอย่างถูกต้อง
  • วิเคราะห์ข้อกฎหมาย
  • ประเมินแนวทางเรียกร้องค่าเสียหาย
  • ป้องกันการเสียเปรียบในกระบวนการต่าง ๆ

เพราะหากเดินผิดตั้งแต่ต้น สุดท้ายผู้เสียหายอาจต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

อย่าเสียรู้ทั้งประกันภัย และอย่าเสียรู้กระบวนการ

ในยุคปัจจุบัน การทำประกันภัยไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครองเท่านั้น

แต่ผู้เอาประกันต้อง

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • เข้าใจกระบวนการ
  • และรู้ทันกลยุทธ์ทางกฎหมาย

โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ คปภ. กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

หากไม่อยากเสียเปรียบทั้งบริษัทประกันภัย และเสียรู้ในกระบวนการต่าง ๆ
การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้แล้ววันนี้ เพื่อวางแนวทางคดีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

อนุญาโตตุลาการคืออะไร มาทำความรู้จักกับ “การอนุญาโตตุลาการ” ว่าแตกต่างจากศาลอย่างไร

1 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

การดำเนินการในกระบวนการทางกฎหมายนั้นนอกจากศาลแล้วยังมีกระบวน การอนุญาโตตุลาการ ที่เป็นการระงับข้อพิพาทกันนอกศาลโดยคณะอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดที่คู่กรณีสามารถเลือกคณะผู้ชี้ขาดได้ ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลการนี้นิยมใช้กันในแวดวงของนักธุรกิจเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ก่อนอื่นเรามาเริ่มทำความรู้จักกันค่ะว่า อนุญาโตตุลาการ คืออะไร 

อนุญาโตตุลาการคืออะไร ต่างจากศาลอย่างไร

อนุญาโตตุลาการ (arbitration) เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางแพ่ง โดยคู่กรณีตกลงกันไว้ด้วยการทำเป็นสัญญาเรียกว่า “สัญญาอนุญาโตตุลาการ” (arbitration agreement) มีใจความเป็นการเสนอข้อพิพาทของตนที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ไม่ว่าจะมีการกำหนดตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการไว้ในคราวนั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการจึงเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยการมอบอำนาจให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ส่วนการมอบอำนาจเช่นว่าอาจกระทำกันโดยตกลงกันในสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเลยหรือในสัญญาอื่น ๆ ต่างหาก เช่น สัญญาที่คู่สัญญานั้นตกลงทำขึ้นเพื่อกิจการระหว่างกัน และจะถือว่าข้อสัญญาต่างหากนี้นับเข้าเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการเช่นกัน 

หากกล่าวแบบเข้าใจโดยง่าย “การอนุญาโตตุลาการ” เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยไม่ต้องไปสู่กระบวนการฟ้องร้องกันในชั้นศาล โดยหน่วยงานอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาล แต่จะใช้คณะอนุญาโตตุลาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่มีข้อพิพาทกันอยู่ให้เป็นผู้ดำเนินการชี้ขาดในข้อพิพาทนั้นแทน โดยไม่ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดแทน และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลาการมักใช้ในแวดวงพ่อค้าหรือนักธุรกิจ เป็นต้น เพื่อเอาไว้ระงับข้อพิพาทระหว่างพ่อค้าด้วยกัน ทั้งการค้าในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

การอนุญาโตตุลาการต่างจากศาลตรงที่ขั้นตอนของกระบวนการรวดเร็วและจบเร็วกว่ากระบวนการศาลที่จะต้องมีกระบวนการศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกาซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะจบคดี แต่การอนุญาโตตุลาการนั้นเมื่อมีคำตัดสินชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการนั่นถือว่าเป็นอันจบข้อพิพาทนั้นๆ จะไม่มีการยื่นฟ้องกันต่อในศาลอีก นอกจากนี้ การอนุญาโตตุลาการนั้นจะมีค่าธรรมเนียมแพงกว่าศาลขึ้นอยู่กับเรื่องที่มีการพิพาทกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินการจะสะดวกเลือกกระบวนการแบบไหน

2 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

คณะอนุญาโตตุลาการมาจากไหน

คณะอนุญาโตเป็นคณะที่คู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือเกี่ยวข้องกับคู่กรณี โดยคัดเลือกมาจากบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่มีการพิพาทกันอยู่ ซึ่งที่มาของอนุญาโตตุลาการมีดังนี้

1. คู่กรณีต้องกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้คือ ให้คณะอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย อนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีแต่งตั้งฝ่ายละเท่ากันเป็นจำนวนเลขคี่ 

2. ถ้าคู่กรณีกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการเป็นจำนวน เลขคู่ ให้อนุญาโตตุลาการร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ 

3. ถ้าคู่กรณีไม่สามารถตกลงกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการได้ ให้มีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว

4. ถ้าคู่กรณีไม่อาจร่วมกันตั้งคนกลางเป็นอนุญาโตตุลาการอีกคนหนึ่งได้ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนกลาง

คณะอนุญาโตตุลาการมีกี่ประเภท

1. การอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่คู่พิพาทเลือกที่จะดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเอง  

– ไม่ใช้บริการของสถาบันใด  

– ตกลงจัดทำระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเองด้วย 

– อาจประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการบริการโดยสถาบัน แต่คู่พิพาทต้องมีความรอบรู้ ด้านกระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างดี

2. การอนุญาโตตุลาการโดยสถาบัน (Institutional Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่การดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการทำโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ  

– โดยคู่สัญญาอาจมีการตกลงระบุสถาบันที่จะดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ 

– แต่ละสถาบันมีข้อบังคับและระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่แตกต่างกันออกไป

3 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

สัญญาอนุญาโตตุลาการคืออะไร 

สัญญาอนุญาโตตุลาการ คือสัญญาที่คู่กรณีที่พิพาทกันได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกันไว้ ว่าจะให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทนั้น โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

1. คู่สัญญาอาจกำหนดข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก หรือคู่สัญญาอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกออกมาเป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากสัญญาหลักก็ได้ 

2. คู่กรณีอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันไว้ก่อนที่จะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น หรือตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันภายหลังจากที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นได้ 

3. สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญา หรือคู่สัญญาอาจจะตกลงกันไว้ในแบบอื่น เช่น การโต้ตอบกันทางจดหมาย แฟ็กซ์ เป็นต้น

คู่สัญญาที่จะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นใครได้บ้าง 

คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นจะต้องมีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย  กล่าวคือจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ และต้องมีความสามารถในการทำสัญญาตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับสถานะของคู่สัญญานั้นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเป็นหน่วยงานของทางราชการกับเอกชนก็ได้ หรือคู่สัญญาจะเป็นเอกชนทั้งสองฝ่ายก็ได้ ภายหลังจากที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว หากต่อมาคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นก็ไม่เสียไป ยังคงมีผลใช้บังคับได้อยู่

ข้อพิพาทที่คู่กรณีจะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเกิดจากกรณีใดบ้าง 

1. ข้อพิพาทเกิดจากการที่คู่กรณีทำสัญญากัน เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาว่าจ้างก่อสร้างสัญญาเช่า เป็นต้น และคู่กรณีเกิดมีข้อขัดแย้งระหว่างกันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “สัญญาหลัก” หรือ 

2. ข้อพิพาทเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การ กระทำโดยละเมิดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

4 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

ข้อดีของการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ 

ความรวดเร็ว เนื่องจากการฟ้องคดีต่อศาลนั้นมีขั้นตอนมากและคู่ความยังสามารถอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปได้ทำให้เสียเวลามาก แต่กระบวนการอนุญาโตตุลาการจะสิ้นสุดรวดเร็วและไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก 

อนุญาโตตุลาการมีความสามารถ-เชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาท เนื่องจากโดยปกติผู้ที่เป็นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีเลือกมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่พิพาทเป็นอย่างดี ทำให้เข้าใจเรื่องที่พิพาทและพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ช่วยให้การชี้ขาดข้อพิพาททำได้รวดเร็วและยุติธรรม ต่างกับการดำเนินคดีในศาลที่คู่พิพาทไม่อาจคัดเลือก “ผู้ตัดสิน” (ผู้พิพากษา) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้พิพากษาศาลจะตัดสินตามข้อกฎหมายหรือตามแนวฎีกาที่เคยมีเป็นหลัก บางเรื่องผู้พิพากษาศาลจึงอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาทอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง 

การรักษาชื่อเสียงและความลับ วิธีอนุญาโตตุลาการกระทำเป็นความลับเฉพาะคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการพิจารณา บุคคลภายนอกไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงโดยตรง จึงไม่รู้ว่าคู่กรณีมีข้อพิพาทกันหรือไม่ จึงสามารถช่วยรักษาชื่อเสียงของคู่พิพาทและความลับทางธุรกิจของคู่กรณีได้อย่างตอบโจทย์ ต่างจากหลักการพิจารณาคดีของศาลที่ต้องทำโดยเปิดเผย

จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน มีระบบและกระบวนการในการทำงานต่างกัน หากผู้ที่ไม่รู้เรื่องข้อกฎหมายแล้วตัดสินใจเลือกที่จะไปดำเนินการทางกฎหมายเองถือว่าเป็นเรื่องยากและเสี่ยงต่อการดำเนินขึ้นตอนหรือเลือกวิธีการที่ผิดพลาด กว่าจะมาหาทนายให้แก้ไขก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นการเลือกใช้บริการทนายความในการเดินเรื่องทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะทนายความคือผู้ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจการดำเนินขั้นตอนในทางกฎหมายเป็นอย่างดี ปรึกษาทนาย ดีที่สุดค่ะ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!