คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือ? เปิดอีกมุมจากประสบการณ์จริงของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์

หลายคนที่ซื้อประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันภัยรถยนต์ มักคุ้นชื่อ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย รวมถึงดูแลสิทธิของผู้บริโภคที่ทำประกันภัยทุกประเภทแต่คำถามสำคัญคือ

 คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือ?

นี่คืออีกหนึ่งมุมมองจาก ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่อยากเปิดเผยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ตรง เพื่อให้ประชาชนได้คิด วิเคราะห์ และเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ของ คปภ. มากขึ้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

คปภ. คืออะไร? ทำหน้าที่อะไร?

หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า คปภ. คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น

  • ประกันสุขภาพ
  • ประกันชีวิต
  • ประกันภัยรถยนต์
  • ประกันอุบัติเหตุ
  • ประกันทรัพย์สิน
  • รวมถึงประกันภัยทุกประเภท

หน้าที่หลักของ คปภ. คือ

  • ดูแลบริษัทประกันภัย
  • คุ้มครองผู้บริโภค
  • รับเรื่องร้องเรียน
  • ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในบางกรณี

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง หลายคนกลับเริ่มตั้งคำถามว่า “รวดเร็วและเป็นธรรม” อย่างที่โฆษณาไว้จริงหรือไม่

อนุญาโตตุลาการของ คปภ. คืออะไร?

เมื่อประชาชนเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ คปภ. จะพบคำอธิบายเกี่ยวกับ “อนุญาโตตุลาการ” ว่าเป็นกระบวนการที่

  • รวดเร็ว
  • เป็นธรรม
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

คำว่า “รวดเร็วเป็นธรรม” เป็นคำที่หลายคนอ่านแล้วรู้สึกมั่นใจทันที เพราะประชาชนทั่วไปย่อมเข้าใจว่า หากเกิดปัญหากับบริษัทประกันภัย กระบวนการนี้น่าจะช่วยให้ได้รับความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว

แต่ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ กลับตั้งคำถามว่า

“ความรวดเร็วคืออะไร?”

และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ

“ความเป็นธรรม ใครเป็นคนกำหนด?”

แม้แต่ตัวทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์เอง ยังมองว่า คำว่า “เป็นธรรม” เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากในทางปฏิบัติ

เปิดไทม์ไลน์จริงของคดีในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดขึ้น ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้นำเคสจริงจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาเล่าให้ฟัง

ขั้นตอนที่ 1 ยื่นคำเสนอ

  • วันที่ 8 พฤษภาคม 2568
    สำนักงาน คปภ. รับเรื่องคำเสนออนุญาโตตุลาการ

ขั้นตอนที่ 2 นัดพิจารณา

  • วันที่ 17 มิถุนายน 2568
    มีการนัดพิจารณาครั้งแรก

หลายคนอาจถามว่าเร็วไหม?

ในมุมของประชาชนทั่วไป บางคนอาจรู้สึกว่าใช้เวลานานพอสมควรแล้ว

จากนัดแรก สู่การตั้งอนุญาโตตุลาการ ใช้เวลาเป็นเดือน

หลังจากวันที่ 17 มิถุนายน 2568
กลับต้องรอไปถึง

  • วันที่ 18 กรกฎาคม 2568

เพื่อกำหนด “ตัวอนุญาโตตุลาการ” หรือคนกลางที่จะมาชี้ขาดข้อพิพาท

คำถามคือ
เหตุใดเพียงการกำหนดตัวคนกลาง จึงต้องใช้เวลาอีกเกือบ 1 เดือนเต็ม

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากเรียกว่ารวดเร็ว มาตรฐานของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน

นัดชี้ นัดสืบพยาน และการรอคำชี้ขาด

หลังแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการแล้ว
กระบวนการต่อมาคือ “นัดชี้”

ซึ่งเป็นขั้นตอนที่

  • กำหนดประเด็นข้อพิพาท
  • กำหนดว่าผู้บริโภคจะสืบอะไร
  • บริษัทประกันภัยจะโต้แย้งอะไร

จากนั้นจึงเข้าสู่ “นัดสืบพยาน”

แต่กว่าจะถึงขั้นตอนนี้ ต้องรอไปถึง

  • วันที่ 8 ตุลาคม 2568

ลองคำนวณง่าย ๆ จากเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกเมื่อไหร่?

หลังสืบพยานเสร็จในวันที่ 8 ตุลาคม 2568

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกในวันที่

  • 12 กุมภาพันธ์ 2569

ขณะที่สำนักงานคปภ. ได้รับคำชี้ขาดตั้งแต่

  • วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อรวมระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่ยื่นคำเสนอจนได้รับคำชี้ขาด ใช้เวลาหลายเดือน

คำถามจึงกลับมาว่านี่คือ “รวดเร็ว” จริงหรือไม่?

ความเร็วของประชาชน กับความเร็วของหน่วยงาน อาจไม่เหมือนกัน

ในมุมของประชาชนทั่วไป คำว่า “เร็ว” อาจหมายถึง

  • ไม่ต้องรอหลายเดือน
  • ไม่ต้องเสียเวลาเดินเรื่องนาน
  • ได้รับคำตอบไว

แต่ในมุมของกระบวนการทางหน่วยงานหรือระบบอนุญาโตตุลาการ อาจมีมาตรฐานอีกแบบหนึ่ง

ดังนั้น ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์จึงอยากให้ประชาชน

  • วิเคราะห์เอง
  • เปรียบเทียบเอง
  • และพิจารณาเองว่าเร็วหรือไม่

 หน่วยงานบอกว่าประหยัดค่าใช้จ่าย จริงไหม?

อีกหนึ่งคำที่ประชาชนมักเห็น คือคำว่า “ประหยัดค่าใช้จ่าย” แต่จากเคสจริงที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินการ

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ

  • 12,800 บาท

และเพียงแค่เริ่มยื่นเรื่อง ผู้เสนออนุญาโตตุลาการก็ต้องวางค่าธรรมเนียม

  • 10,000 บาท

นั่นหมายความว่า กระบวนการนี้ “ไม่ได้ฟรี” อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ประชาชนควรทำอย่างไร เมื่อมีปัญหากับบริษัทประกันภัย?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตัดสินใจจากคำโฆษณาหรือข้อความสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าจะเป็นคำว่า

  • รวดเร็ว
  • เป็นธรรม
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

เพราะในความเป็นจริง แต่ละคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน

ทำไมควรปรึกษาทนายก่อนเข้าสู่กระบวนการ คปภ.

หลายคนเพิ่งมาปรึกษาทนาย หลังจาก

  • เข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • เสียค่าธรรมเนียมแล้ว
  • เสียเวลาไปแล้วหลายเดือน

ทั้งที่จริงแล้ว การวางแผนตั้งแต่ต้นสำคัญมาก

เพราะทนายจะสามารถ

  • วิเคราะห์ว่าควรเข้าสู่กระบวนการใด
  • ประเมินโอกาสของคดี
  • วางรูปคดี
  • ป้องกันการเสียเปรียบ

โดยเฉพาะคดีประกันภัยที่บริษัทประกันมีทีมกฎหมายดูแลตั้งแต่แรก

คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือไม่ ให้ประชาชนตัดสินเอง

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเจตนาโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการสะท้อนอีกมุมหนึ่งจากประสบการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจกระบวนการของ คปภ. มากขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว คำว่า

  • “รวดเร็ว”
  • “เป็นธรรม”
  • “ประหยัดค่าใช้จ่าย”

อาจมีความหมายแตกต่างกันในมุมของแต่ละคนดังนั้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการใดเกี่ยวกับประกันภัย ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อป้องกันการเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเสียเปรียบในอนาคต ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ คลิก >>ติดต่อเรา<<

คปภ. ช่วยประชาชนจริงไหมกับเรื่องจริงที่ผู้เอาประกันต้องรู้ ทำไมหลายคนเข้าสู่กระบวนการแล้วกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงการทำประกันภัย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายขึ้นมา หน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนก็คือ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย

แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนการร้องเรียนหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ซึ่งหลายครั้งผู้เสียหายกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัวล่าสุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ออกมาเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนต่อ คปภ. ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ทำประกันภัยทุกคน

เมื่อไปร้อง คปภ. แต่กลับถูกบอกว่า “เจ้าหน้าที่ตัดสินไม่ได้”

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจริง คือเมื่อผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันเดินทางไปร้องเรียนต่อ คปภ. เจ้าหน้าที่มักแจ้งว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตัดสินได้”

พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายไปใช้

  • กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
    หรือ
  • กระบวนการทางศาล

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ในความจริงแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดลึกกว่าที่หลายคนคิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่า ประชาชนไม่ควรเชื่อทุกอย่างทันทีโดยไม่วิเคราะห์ เพราะบางเรื่องเจ้าหน้าที่อาจให้ข้อมูลได้ถูกต้อง แต่บางเรื่องก็ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ปัญหาสำคัญคือ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างไรว่า

  • สิ่งไหนควรเชื่อ
  • สิ่งไหนควรตรวจสอบเพิ่มเติม

นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่หลายคนคิดว่าจะช่วยได้

ในสัญญาประกันภัยส่วนใหญ่ มักจะมีข้อความเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายว่า:

ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง สามารถเลือกเข้าสู่ “กระบวนการอนุญาโตตุลาการ” ได้

คำถามสำคัญคือ
เมื่อกฎหมายหรือสัญญาเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายเลือกได้ แล้วเหตุใดเมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง กลับเกิดปัญหาตามมา?

เรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่เจอลูกความเข้ามาปรึกษา พบว่า มีหลายกรณีที่ผู้เสียหายเลือกเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามคำแนะนำของ คปภ.

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว บริษัทประกันภัยกลับยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการว่า

“ขอให้จำหน่ายคดี และให้ไปใช้สิทธิทางศาลแทน”

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ
หากสุดท้ายแล้วต้องกลับไปศาลอยู่ดี

แล้วเหตุใดผู้เสียหายจึงต้อง

  • เสียเวลา
  • เสียค่าใช้จ่าย
  • เสียค่าดำเนินการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

โดยเฉพาะบางกรณี ผู้เสียหายอาจเสียเงินหลักหมื่นบาทไปแล้ว ก่อนจะทราบว่าคดีถูกจำหน่ายออกจากระบบ

คปภ. ควรมีบทบาทอย่างไรกับเรื่องนี้?

คำถามสำคัญที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นคือ หากมีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นกับประชาชนซ้ำ ๆ สำนักงาน คปภ. ควรมีแนวทางรับผิดชอบหรือดูแลอย่างไร

เพราะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • จะได้รับความช่วยเหลือ
  • หรือมีแนวทางที่ชัดเจนในการเรียกร้องสิทธิ

แต่เมื่อความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้เสียหายจำนวนมากจึงรู้สึกเสียเปรียบทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ เพราะไม่รู้กฎหมาย

ปัญหาสำคัญที่สุด คือ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกฎหมาย

จึงไม่เข้าใจว่า

  • กระบวนการใดเหมาะสม
  • ขั้นตอนใดควรทำก่อน
  • บริษัทประกันภัยมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง

และเมื่อไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงง่ายต่อการหลงเชื่อหรือเดินผิดขั้นตอน

นี่คือเหตุผลว่าทำไม หลายคนจึงเสียเปรียบบริษัทประกันภัย แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายได้รับความเสียหายจริง

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายตั้งแต่แรก

สิ่งหนึ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมี

  • ทีมกฎหมาย
  • ทนายความ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี

คอยดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายเดินเรื่องเอง โดยไม่มีทนายความคอยวางแนวทาง โอกาสเสียเปรียบจึงมีสูงมาก

โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับ

  • การปฏิเสธค่าสินไหม
  • การตีความกรมธรรม์
  • การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  • การดำเนินคดีทางศาล

อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เน้นย้ำมาตลอด ผู้เสียหายจำนวนมากมักรอให้คดีมีปัญหาก่อน รอให้ประกันปฏิเสธก่อน รอให้เสียเปรียบก่อน แล้วค่อยปรึกษาทนายความ  แต่ในความจริง การวางแนวทางตั้งแต่ต้นสำคัญมากกว่า  เพราะบางครั้งเพียงแค่

  • การเขียนคำร้อง
  • การเรียงลำดับข้อมูล
  • การเลือกกระบวนการที่เหมาะสม

ก็ส่งผลต่อรูปคดีทั้งหมดแล้ว

รู้ทัน คปภ. และรู้ทันประกันภัย คือเรื่องสำคัญ

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการให้ประชาชน “รู้ทัน” เพราะในโลกของประกันภัย

  • ไม่ใช่ทุกคำแนะนำจะเหมาะกับทุกคน
  • ไม่ใช่ทุกขั้นตอนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายเสมอไป

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยก่อนเสมอ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่เกิดเหตุ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาประกันภัย คือ

“การปรึกษาทนายความทันที”

เพื่อ

  • วางรูปคดีอย่างถูกต้อง
  • วิเคราะห์ข้อกฎหมาย
  • ประเมินแนวทางเรียกร้องค่าเสียหาย
  • ป้องกันการเสียเปรียบในกระบวนการต่าง ๆ

เพราะหากเดินผิดตั้งแต่ต้น สุดท้ายผู้เสียหายอาจต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

อย่าเสียรู้ทั้งประกันภัย และอย่าเสียรู้กระบวนการ

ในยุคปัจจุบัน การทำประกันภัยไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครองเท่านั้น

แต่ผู้เอาประกันต้อง

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • เข้าใจกระบวนการ
  • และรู้ทันกลยุทธ์ทางกฎหมาย

โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ คปภ. กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

หากไม่อยากเสียเปรียบทั้งบริษัทประกันภัย และเสียรู้ในกระบวนการต่าง ๆ
การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้แล้ววันนี้ เพื่อวางแนวทางคดีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

คปภ.ช่วยประชาชนได้จริงไหม? เปิดมุมมองจากคดีจริง พร้อมคำตอบที่ผู้บริโภคต้องรู้

ในยุคที่ประกันภัยกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงผู้ประกอบการ เช่น บริษัทซ่อมรถยนต์ (ลูกความของเรา) หนึ่งในหน่วยงานที่หลายคนคุ้นเคยก็คือ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลบริษัทประกันภัย และช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดข้อพิพาทแต่คำถามสำคัญคือ “คปภ.ช่วยประชาชนได้จริงไหม?” บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณเจาะลึกจาก “เคสจริง” พร้อมวิเคราะห์ในมุมกฎหมาย เพื่อให้คุณเข้าใจบทบาทของ คปภ. อย่างแท้จริง และรู้ว่าควรพึ่งพาใครให้ไม่เสียสิทธิ

คปภ. บทบาทคืออะไร?

คปภ. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย, คุ้มครองสิทธิของผู้เอาประกันภัย, เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จัดให้มี “อนุญาโตตุลาการ” เพื่อระงับข้อพิพาทโดยไม่ต้องขึ้นศาล ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็น “ที่พึ่ง” ของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

เคสจริง: โอนสิทธิเรียกร้อง แต่กลับแพ้ในชั้นอนุญาโตฯ

มีกรณีหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์ โดยบริษัทซ่อมรถได้รับโอนสิทธิจากลูกค้า เพื่อไปเรียกค่าซ่อมจากบริษัทประกันภัย

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการของ คปภ. และอนุญาโตตุลาการ
บริษัทประกันภัยกลับโต้แย้งว่า
“ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวโอนสิทธิเรียกร้อง”

ทั้งที่ในข้อเท็จจริง มีการส่งเอกสารให้ครบถ้วนแล้วในขั้นตอนของ คปภ.

จุดพลิกคดี: ปัญหาที่เจ้าหน้าที่ คปภ.

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ คปภ. ไม่ได้บันทึกเอกสารสำคัญ

ผลคือ อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า “ไม่มีการบอกกล่าว”  ทำให้บริษัทซ่อมรถ (ลูกความ) “แพ้คดี” ในชั้นอนุญาโตฯ

นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าคปภ.ทำหน้าที่เพื่อใครกันแน่?

ศาลยุติธรรมให้ความเป็นธรรม

แม้จะแพ้ในชั้นอนุญาโตตุลาการ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาล ศาลกลับมีคำวินิจฉัย “ตรงข้าม”

โดยอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ว่าหากลูกหนี้ได้รับทราบการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว การโอนย่อมมีผลสมบูรณ์ ศาลจึงเห็นว่ามีการบอกกล่าวจริง การโอนสิทธิมีผลตามกฎหมาย, คำชี้ขาดของอนุญาโตฯ ถูกเพิกถอน สุดท้าย ผู้เสียหายจึงได้รับความเป็นธรรมจาก “ศาล” ไม่ใช่จาก คปภ.

คปภ. ยังน่าเชื่อถืออยู่ไหม?

จากกรณีนี้ ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญว่าคปภ. ไม่ใช่ศาล, อนุญาโตตุลาการอาจพิจารณาพยานหลักฐานผิดพลาดได้, กระบวนการภายในอาจมีข้อบกพร่อง ที่สำคัญคือ
คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ “สามารถถูกเพิกถอนได้” ซึ่งในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ในการทำคดีของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่ามีการเพิกถอนคำชี้ขาดลักษณะนี้ “หลายคดี”

ผู้บริโภคควรทำอย่างไร เมื่อเจอปัญหากับบริษัทประกัน?

หากคุณเป็นผู้เสียหายจากกรณีรถชนและต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัย สิ่งที่ควรระวังคือ

1. อย่าเชื่อเพียงคำพูด

ทุกอย่างต้องมี “เอกสาร” และหลักฐานชัดเจน

2. ตรวจสอบการดำเนินการของ คปภ.

แม้จะยื่นเรื่องผ่าน คปภ. แล้ว ควรติดตามว่ามีการบันทึกเอกสารครบหรือไม่, มีข้อเท็จจริงตกหล่นหรือไม่

3. อย่าพึ่งพาอนุญาโตฯ เพียงอย่างเดียว

แม้จะดูรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป

4. ปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น

นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะทนายสามารถวางรูปคดีได้ถูกต้องตั้งแต่แรก, ป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการ การวางเทคนิคการเดินเรื่องโดยทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย นอกจากจะไม่เป็นการเสียเปรียบบริษัทประกันภัยแล้ว การปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยยังส่งผลให้ผู้เสียหายไม่เสียรู้บริษัทประกันภัยอีกด้วย

โดยเฉพาะในคดีที่มีข้อพิพาทซับซ้อน การพึ่งพา คปภ. อาจทำให้คุณ “เสียสิทธิ” โดยไม่รู้ตัว

อย่าฝากความหวังไว้ที่ คปภ.

คำถามว่า คปภ.ช่วยประชาชนได้จริงไหม
คำตอบคือ “ได้…แต่ไม่  เสมอไป”

เพราะสุดท้ายแล้ว ความถูกต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เทคนิคและการวางรูปเรื่องโดยทนายความที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ

หากคุณกำลังมีปัญหากับบริษัทประกันภัย

ไม่ว่าจะเป็นคดีบาดเจ็บ, ทรัพย์สินเสียหาย อย่าปล่อยให้เรื่องบานปลายด้วยการไปร้อง คปภ. เอง โดยไม่ผ่านการวางรูปเรื่องให้ดีก่อนตั้งแต่แรกสามารถปรึกษาเราได้ตั้งแต่วันนี้ ให้ทนายความวิเคราะห์คดีประกันภัย, วางกลยุทธ์ทางกฎหมาย ดำเนินการทั้งในชั้น คปภ. และศาลอย่างมีกลยุทธ์ เพราะเราเชื่อว่าความยุติธรรม ไม่ควรขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของระบบ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของ คปภ. และบริษัทประกันภัย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!