คำว่า “บาดเจ็บสาหัส” ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งเป็นอย่างไร บริษัทประกันภัยจ่ายค่าเสียหายส่วนไหนให้บ้าง

1 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

ถ้าหากกล่าวถึงในกรณี “บาดเจ็บสาหัส” แล้ว ในทางกฎหมายนั้นมีข้อกฎหมายรองรับทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง เพราะในทางอาญานั้นเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด ส่วนในทางแพ่งนั้นเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำความผิดนั่นเอง ดังนั้นเราจะมากล่าวถึงการบาดเจ็บสาหัสในทางกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งกันค่ะ

2 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

บาดเจ็บสาหัสในกฎหมายอาญา

หากกล่าวกันในทางอาญานั้นมีไว้เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดให้ได้รับโทษฐานทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ อัตราของโทษขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุนั้น ๆ โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560) โดยตามแนวฎีกา “บาดเจ็บสาหัส” นั้นจะต้องรักษาตัวไม่น้อยกว่า 20 วัน เพราะถือว่าเป็นอันตรายสาหัส ตัวอย่างเช่น กระโหลกศีรษะร้าว ปวดศีรษะในระยะเวลา 1 เดือน นั่งขายของปกติไม่ได้เกิน 20 วันเป็นทุขเวทนา ถือว่าเป็นการเจ็บป่วยด้วยอาการทุขเวทนาเกินกว่า 20 วันเป็นอันตรายสาหัส ซึ่งความผิดฐานทำให้บาดเจ็บนั้นจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบภายนอก และ องค์ประกอบภายใน

ซึ่งองค์ประกอบภายนอกมีดังนี้ 1.กระทำการโดยประการใด ๆ 2. เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

ส่วนองค์ประกอบภายในคือ การกระทำความผิดตามมาตรานี้ มีลักษณะเช่นเดียวกับการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 291 แต่ต่างกันตรงที่ผลของกระทำ ในมาตรานี้เอาผิดถ้ากระทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญาได้แก่ ตาบอด หูหนวก เสียอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น 

ฎีกา 491/2507 รถยนต์โดยสารสองคันแล่นตามหลังกันมา คันหนึ่งขอทางจะแซงขึ้นหน้า อีกคันหนึ่งไม่ยอมกลับเร่งความเร็วเพื่อแกล้งรถยนต์คันที่ขอทาง รถยนต์ทั้งสองคันจึงได้แล่นแข่งกันมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดในถนนซึ่งแคบและเป็นทางโค้ง เป็นการเสี่ยงอันตราย รถยนต์คันขอทางเฉี่ยวกับรถบรรทุกคันหนึ่ง ซึ่งจอดแอบข้างทางและเซไปปะทะกับรถยนต์คันที่แข่งกันมานั้นตกถนนพลิกคว่ำ คนโดยสารได้รับอันตรายสาหัส ต้องถือว่าคนขับรถยนต์โดยสารของทั้งสองคันนั้นกระทำโดยประมาท

การขับรถโดยประมาทมีโทษตามกฎหมาย ดังนี้คือ

1. ชนกันธรรมดา ไม่มีคนบาดเจ็บหรือคนตาย ผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท ตามพระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (4) และมาตรา 157

2. ชนกันบาดเจ็บนิดหน่อย ผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390

3. ชนกันจนคู่กรณีบาดเจ็บสาหัส พิการ สูญเสียอวัยวะ หรือต้องรักษาตัวเกิน 20 วัน ผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

4. ชนกันจนคู่กรณีถึงแก่ความตาย ผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น  ถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

3 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

บาดเจ็บสาหัสในกฎหมายแพ่ง

นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ผู้กระทำความผิดยังต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าเสียหายแก่ผู้บาดเจ็บทางแพ่งด้วย เช่นความเสียหายต่อร่างกาย ต่อบุคคลอื่น ตลอดจนทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งตามมาตรา 240 “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ทั้งนี้ การจะเข้าข่าย “ประมาท” ต้องมิใช่ “เจตนา” ขับรถชนคู่กรณี (ข้อมูลจาก: พระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (4) และมาตรา 157 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มาตรา 300 และมาตรา 390)

4 บาดเจ็บสาหัส ในกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง

ค่าเสียหายที่สามารถเบิกได้จาก พ.ร.บ. รถยนต์ (ภาคบังคับ) 

พ.ร.บ. รถยนต์นับเป็นประกันภัยภาคบังคับที่รถยนต์ทุกคันต้องทำเอาไว้ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนและต้องเบิกค่าชดเชย สามารถเบิกค่าชดเชยจาก พ.ร.บ. รถยนต์ได้ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งค่าชดเชยของ พ.ร.บ. รถยนต์นั้นจะคุ้มครองเฉพาะคน ก็คือในกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเท่านั้น สามารถเบิกค่าชดเชยได้ดังนี้ 

สำหรับค่าเสียหายเบื้องต้น จะได้รับทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล พ.ร.บ. จะจ่ายให้ตามจริง โดยจ่ายให้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท หากต่อมาพิการหรือทุพพลภาพ จะจ่ายเพิ่มเติมโดยรวมแล้วไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน – ในกรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพถาวรทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อคน 

– ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิต หากเสียชีวิตทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายค่าทำศพเป็นจำนวน 35,000 บาทต่อคน 

– แต่หากเสียชีวิตภายหลังจะจ่ายให้แบบเหมารวมกับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน 

สำหรับค่าเสียหายส่วนเกินที่สามารถเบิกได้จาก พ.ร.บ. รถยนต์ หลังจากพิสูจน์ความผิดแล้ว โดยบริษัทประกันของฝ่ายที่กระทำผิดจะชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัยหรือทายาท ดังนี้ 

– ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บ จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เกิน 80,000 บาท 

– ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ได้แก่ หูหนวก เป็นใบ้ เสียความสามารถในการพูด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ มือ แขน ขา เท้า ตา หนึ่งอย่างหรือหนึ่งข้าง จะจ่ายชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท 

– ในกรณีสูญเสียอวัยวะ ได้แก่ มือ แขน เท้า ขา ตา ตั้งแต่สองอย่างหรือสองข้างขึ้นไป หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จะมีการจ่ายชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 

– ในกรณีทุพพลภาพถาวร จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท กรณีเสียชีวิต จะมีการจ่ายเงินชดเชยรวมกับค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีเสียชีวิตภายหลัง) สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท 

– นอกจากนี้จะมีการจ่ายเงินชดเชยเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) โดยจ่ายชดเชยให้วันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 20 วัน 

ค่าเสียหายที่สามารถเบิกได้จากประกันภัยรถยนต์ (ภาคสมัครใจ) 

หากผู้บาดเจ็บ หรือคู่กรณีได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมเอาไว้ในส่วนนี้ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยชั้น 1, ชั้น 2, ชั้น 3 หรือประกันภัยประเภท 1, ประเภท 2, ประเภท 3 นั้น ในกรมธรรม์ประกันภัยของแต่ละบริษัทจะให้ความคุ้มครองในรายละเอียดหลักเหมือนกัน แต่ในเรื่องของจำนวนวงเงินอาจต่างกัน ซึ่งค่าชดเชยที่สามารถเบิกได้ในกรณีรถชนนั้น มีดังนี้ 

– ค่ารักษาพยาบาล ในส่วนที่เกินจากวงเงินของ พ.ร.บ. รถยนต์ จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บ จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าชดเชยจากสินทรัพย์ที่เสียหรือสูญหายเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

– ค่าชดเชยความเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นขณะรักษาตัว เช่น ค่าขาดโอกาสในการเดินทางหรือการทำงาน ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าชดเชยรายได้ ค่าขาดประโยชน์ระหว่างซ่อม จะสามารถมาเบิกจ่ายเพิ่มเติมได้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

สำหรับประกันประเภท 1 หรือประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 นั้น นอกจากค่าชดเชยข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังสามารถเบิกค่าชดเชยเนื่องจากอุบัติเหตุรถชนได้เพิ่มเติม ดังนี้ 

– ค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในกรณีที่ถูกควบคุมตัวจากความผิด 

– ค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์คันที่เอาประกัน ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม 

ในส่วนของรายละเอียดเพิ่มเติมและวงเงินคุ้มครองนั้น สามารถเช็กได้กับกรมธรรม์ประกันภัยที่คุณทำเอาไว้ว่าได้รับความคุ้มครองในวงเงินเท่าไร และจะได้ค่าชดเชยแต่ละส่วนเท่าไรถ้าหากเกิดอุบัติเหตุรถชน ซึ่งค่าชดเชยดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับจำนวนเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไปว่าได้รับวงเงินที่เท่าไร

จะเห็นได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยนั้นมีเนื้อหาที่ค่อนข้างละเอียด ซึ่งคนทั่วไปน้อยมากที่จะสามารถเข้าใจเนื้อหาของกรมธรรม์ได้อย่างเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อเกิดปัญหาการเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมธรรม์จึงควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในเนื้อหาของสัญญากรมธรรม์ หรือข้อกฎหมายอย่างทนายความดีกว่า นอกจากทนายความจะอำนวยความสะดวกในด้านการดำเนินการในทุกขั้นตอนแล้ว ยังช่วยเรียกร้องค่าเสียหายที่เราควรจะได้รับอย่างเหมาะสมให้อีกด้วย ปรึกษาทนาย

อนุญาโตตุลาการคืออะไร มาทำความรู้จักกับ “การอนุญาโตตุลาการ” ว่าแตกต่างจากศาลอย่างไร

1 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

การดำเนินการในกระบวนการทางกฎหมายนั้นนอกจากศาลแล้วยังมีกระบวน การอนุญาโตตุลาการ ที่เป็นการระงับข้อพิพาทกันนอกศาลโดยคณะอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดที่คู่กรณีสามารถเลือกคณะผู้ชี้ขาดได้ ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลการนี้นิยมใช้กันในแวดวงของนักธุรกิจเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ก่อนอื่นเรามาเริ่มทำความรู้จักกันค่ะว่า อนุญาโตตุลาการ คืออะไร 

อนุญาโตตุลาการคืออะไร ต่างจากศาลอย่างไร

อนุญาโตตุลาการ (arbitration) เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางแพ่ง โดยคู่กรณีตกลงกันไว้ด้วยการทำเป็นสัญญาเรียกว่า “สัญญาอนุญาโตตุลาการ” (arbitration agreement) มีใจความเป็นการเสนอข้อพิพาทของตนที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ไม่ว่าจะมีการกำหนดตัวผู้เป็นอนุญาโตตุลาการไว้ในคราวนั้นด้วยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการจึงเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยการมอบอำนาจให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ส่วนการมอบอำนาจเช่นว่าอาจกระทำกันโดยตกลงกันในสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเลยหรือในสัญญาอื่น ๆ ต่างหาก เช่น สัญญาที่คู่สัญญานั้นตกลงทำขึ้นเพื่อกิจการระหว่างกัน และจะถือว่าข้อสัญญาต่างหากนี้นับเข้าเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการเช่นกัน 

หากกล่าวแบบเข้าใจโดยง่าย “การอนุญาโตตุลาการ” เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยไม่ต้องไปสู่กระบวนการฟ้องร้องกันในชั้นศาล โดยหน่วยงานอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาล แต่จะใช้คณะอนุญาโตตุลาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่มีข้อพิพาทกันอยู่ให้เป็นผู้ดำเนินการชี้ขาดในข้อพิพาทนั้นแทน โดยไม่ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดแทน และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายก็จะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลาการมักใช้ในแวดวงพ่อค้าหรือนักธุรกิจ เป็นต้น เพื่อเอาไว้ระงับข้อพิพาทระหว่างพ่อค้าด้วยกัน ทั้งการค้าในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

การอนุญาโตตุลาการต่างจากศาลตรงที่ขั้นตอนของกระบวนการรวดเร็วและจบเร็วกว่ากระบวนการศาลที่จะต้องมีกระบวนการศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และศาลฎีกาซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะจบคดี แต่การอนุญาโตตุลาการนั้นเมื่อมีคำตัดสินชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการนั่นถือว่าเป็นอันจบข้อพิพาทนั้นๆ จะไม่มีการยื่นฟ้องกันต่อในศาลอีก นอกจากนี้ การอนุญาโตตุลาการนั้นจะมีค่าธรรมเนียมแพงกว่าศาลขึ้นอยู่กับเรื่องที่มีการพิพาทกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินการจะสะดวกเลือกกระบวนการแบบไหน

2 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

คณะอนุญาโตตุลาการมาจากไหน

คณะอนุญาโตเป็นคณะที่คู่กรณีแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี ซึ่งบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือเกี่ยวข้องกับคู่กรณี โดยคัดเลือกมาจากบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่มีการพิพาทกันอยู่ ซึ่งที่มาของอนุญาโตตุลาการมีดังนี้

1. คู่กรณีต้องกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้คือ ให้คณะอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วย อนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีแต่งตั้งฝ่ายละเท่ากันเป็นจำนวนเลขคี่ 

2. ถ้าคู่กรณีกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการเป็นจำนวน เลขคู่ ให้อนุญาโตตุลาการร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกคนหนึ่งเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ 

3. ถ้าคู่กรณีไม่สามารถตกลงกำหนดจำนวนอนุญาโตตุลาการได้ ให้มีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว

4. ถ้าคู่กรณีไม่อาจร่วมกันตั้งคนกลางเป็นอนุญาโตตุลาการอีกคนหนึ่งได้ คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนกลาง

คณะอนุญาโตตุลาการมีกี่ประเภท

1. การอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่คู่พิพาทเลือกที่จะดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเอง  

– ไม่ใช้บริการของสถาบันใด  

– ตกลงจัดทำระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการกันเองด้วย 

– อาจประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการบริการโดยสถาบัน แต่คู่พิพาทต้องมีความรอบรู้ ด้านกระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างดี

2. การอนุญาโตตุลาการโดยสถาบัน (Institutional Arbitration)

– เกิดขึ้นในกรณีที่การดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการทำโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ  

– โดยคู่สัญญาอาจมีการตกลงระบุสถาบันที่จะดำเนินการและบริหารจัดการกระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้ในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ 

– แต่ละสถาบันมีข้อบังคับและระเบียบกฎเกณฑ์สำหรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่แตกต่างกันออกไป

3 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

สัญญาอนุญาโตตุลาการคืออะไร 

สัญญาอนุญาโตตุลาการ คือสัญญาที่คู่กรณีที่พิพาทกันได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงกันไว้ ว่าจะให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทนั้น โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการมีลักษณะดังต่อไปนี้ 

1. คู่สัญญาอาจกำหนดข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก หรือคู่สัญญาอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแยกออกมาเป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากสัญญาหลักก็ได้ 

2. คู่กรณีอาจตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันไว้ก่อนที่จะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น หรือตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการกันภายหลังจากที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นได้ 

3. สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญา หรือคู่สัญญาอาจจะตกลงกันไว้ในแบบอื่น เช่น การโต้ตอบกันทางจดหมาย แฟ็กซ์ เป็นต้น

คู่สัญญาที่จะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นใครได้บ้าง 

คู่สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นจะต้องมีสภาพเป็นบุคคลตามกฎหมาย  กล่าวคือจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ และต้องมีความสามารถในการทำสัญญาตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับสถานะของคู่สัญญานั้นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเป็นหน่วยงานของทางราชการกับเอกชนก็ได้ หรือคู่สัญญาจะเป็นเอกชนทั้งสองฝ่ายก็ได้ ภายหลังจากที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว หากต่อมาคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นก็ไม่เสียไป ยังคงมีผลใช้บังคับได้อยู่

ข้อพิพาทที่คู่กรณีจะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเกิดจากกรณีใดบ้าง 

1. ข้อพิพาทเกิดจากการที่คู่กรณีทำสัญญากัน เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาว่าจ้างก่อสร้างสัญญาเช่า เป็นต้น และคู่กรณีเกิดมีข้อขัดแย้งระหว่างกันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเรียกว่า “สัญญาหลัก” หรือ 

2. ข้อพิพาทเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การ กระทำโดยละเมิดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

4 อนุญาโตตุลาการคืออะไร

ข้อดีของการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ 

ความรวดเร็ว เนื่องจากการฟ้องคดีต่อศาลนั้นมีขั้นตอนมากและคู่ความยังสามารถอุทธรณ์ ฎีกาต่อไปได้ทำให้เสียเวลามาก แต่กระบวนการอนุญาโตตุลาการจะสิ้นสุดรวดเร็วและไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก 

อนุญาโตตุลาการมีความสามารถ-เชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาท เนื่องจากโดยปกติผู้ที่เป็นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุญาโตตุลาการที่คู่กรณีเลือกมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่พิพาทเป็นอย่างดี ทำให้เข้าใจเรื่องที่พิพาทและพยานหลักฐานต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ช่วยให้การชี้ขาดข้อพิพาททำได้รวดเร็วและยุติธรรม ต่างกับการดำเนินคดีในศาลที่คู่พิพาทไม่อาจคัดเลือก “ผู้ตัดสิน” (ผู้พิพากษา) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้พิพากษาศาลจะตัดสินตามข้อกฎหมายหรือตามแนวฎีกาที่เคยมีเป็นหลัก บางเรื่องผู้พิพากษาศาลจึงอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นข้อพิพาทอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง 

การรักษาชื่อเสียงและความลับ วิธีอนุญาโตตุลาการกระทำเป็นความลับเฉพาะคู่กรณีและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการพิจารณา บุคคลภายนอกไม่มีโอกาสรู้ข้อเท็จจริงโดยตรง จึงไม่รู้ว่าคู่กรณีมีข้อพิพาทกันหรือไม่ จึงสามารถช่วยรักษาชื่อเสียงของคู่พิพาทและความลับทางธุรกิจของคู่กรณีได้อย่างตอบโจทย์ ต่างจากหลักการพิจารณาคดีของศาลที่ต้องทำโดยเปิดเผย

จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน มีระบบและกระบวนการในการทำงานต่างกัน หากผู้ที่ไม่รู้เรื่องข้อกฎหมายแล้วตัดสินใจเลือกที่จะไปดำเนินการทางกฎหมายเองถือว่าเป็นเรื่องยากและเสี่ยงต่อการดำเนินขึ้นตอนหรือเลือกวิธีการที่ผิดพลาด กว่าจะมาหาทนายให้แก้ไขก็สายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นการเลือกใช้บริการทนายความในการเดินเรื่องทางกฎหมายเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะทนายความคือผู้ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจการดำเนินขั้นตอนในทางกฎหมายเป็นอย่างดี ปรึกษาทนาย ดีที่สุดค่ะ

รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก! แขนหักดามเหล็ก! ประกันภัยปัดจ่ายค่าเสียหายตามอาการบาดเจ็บจริง 

1 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

เวลาเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งนั้น ผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบด้วยการจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมถึงค่าเสียหายทั้งทางร่างกายและทรัพย์สินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ โดยการยกข้ออ้างต่างๆ นานาขึ้นมา เช่น ขอเอกสารเพิ่มเติมที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเอกสารอะไรเพราะไม่มีการแจ้งบอก หรือข้ออ้างขอใบเสร็จค่านั่นค่านี่ เพื่อประวิงเวลาในการจ่ายค่าเสียหาย หรือจะเป็นมุกพูดจาหว่านล้อมให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ อย่างเช่น ไปรักษาตัวให้ดีก่อน เอารถไปซ่อมก่อนค่อยว่ากัน เพื่อเป็นลูกเล่นในการชดใช้ค่าเสียหายในจำนวนที่ต่ำลง ซึ่งถือว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างที่สุด 

ผู้เสียหายจึงควรมีทนายไว้ตั้งแต่เกิดเรื่องเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด อย่างเช่นกรณีอุบัติในเคสนี้บริษัทประกันขอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหายมองว่าไม่เหมาะสมกับอาการบาดเจ็บของตนเอง ผู้เสียหายจึงเลือกให้ทนายความเป็นผู้เดินเรื่องให้ เพียงแค่มีทนายความเป็นผู้ออกหน้าดำเนินการให้เท่านั้นบริษัทประกันภัยก็รีบยื่นข้อเสนอขอใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่เต็มตามจำนวนวงเงินก็ตาม เรื่องราวของผู้เสียหายเคสนี้ซึ่งพอมีทนายปุ๊ป! บริษัทประกันภัยก็จ่ายปั๊บ! เป็นอย่างไรมาติดตามกันเลยค่ะ

2 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

ถูกรถบรรทุกพ่วงถอยมาชนจนบาดเจ็บกระดูกหักหลายจุด

โดยเคสนี้อุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ในขณะที่ผู้เสียหายกำลังทำงานอยู่ในบริเวณลานจอดรถตู้คอนเทนนเนอร์ขนส่งสินค้า ขณะที่ผู้เสียหายอยู่บริเวณหลังรถนั้นได้มีรถบรรทุกพ่วงขนส่งสินค้ากำลังถอยไม่ทันได้ดูอย่างระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถบรรทุกพ่วงนั้นได้ถอยไปชนผู้เสียหายที่กำลังเดินอยู่บริเวณท้ายรถจนได้รับบาดเจ็บกระดูกซี่โครงหักจำนวน 4 ซี่ และแขนขวาหักต้องทำการผ่าตัดดามเหล็ก หลังได้รับอุบัติเหตุผู้เสียหายต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทันทีเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งอุบัติเหตุในครั้งนี้พนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วงเป็นเหตุให้ผู้เสียหายบาดเจ็บ และผู้เสียหายเองยอมรับว่าตนเองเป็นฝ่ายประมาท

3 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

ซี่โครงหัก 4 ซี่ แขนหักดามเหล็ก! แพทย์ลงความเห็นพัก 3 เดือน

หลังจากประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้ ผู้เสียหายต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเบื้องต้นเป็นเวลา 5 วัน ด้วยอาการบาดเจ็บกระดูกแขนขวาหักต้องผ่าตัดใส่เหล็กดามเพื่อยึดกระดูกที่แตกให้สมานตัวกัน และต้องผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคต นอกจากแขนขวาที่หักแล้ว ยังมีกระดูกซี่โครงขวาหักอีก 4 ซี่ ซึ่งยังต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ และแพทย์ลงความเห็นว่าให้พักรักษาตัวเป็นเวลากว่า 3 เดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ต้องหยุดพักรักษาตัวอยู่เป็นเวลานาน จากอาการบาดเจ็บเนื่องด้วยกระดูกหักทั้งบริเวณซี่โครงและแขนขวา ทำให้ส่งผลกระทบต่องานประจำที่ทำอยู่ โดยผู้เสียหายนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ มีรายได้รวมเบี้ยเลี้ยงอยู่ที่ 40,000 บาท และนอกจากนี้ ผู้เสียหายยังประกอบอาชีพเสริมรับจ้างซ่อมรถเพื่อหารายได้เสริมอีกทาง หลังจากประสบอุบัติผู้เสียหายต้องหยุดพักรักษาตัวหลังออกจากโรงพยาบาลเป็นเวลากว่า 3 เดือน ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เสียหายต้องสูญเสียรายได้จากปกติแล้วสามารถหารายได้จากการซ่อมรถ

4 รถบรรทุกพ่วงถอยชน ซี่โครงหัก!

ประกันเสนอจ่ายน้อยเกินไป มีทนายไว้คอยเรียกร้องสิทธิ์ให้ดีที่สุด

ด้วยจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายนั้น บริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น โดยบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอขอจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 220,000 บาท ซึ่งทางผู้เสียหายเองและครอบครัวรู้สึกว่ายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น เพราะกระดูกหักหลายจุดอย่างไรเสียร่างกายที่ต้องได้รับบาดเจ็บนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม ผู้เสียหายและครอบครัวจึงคิดว่าจำเป็นที่จะต้องให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายที่เหมาะสมมากกว่านี้ให้แก่ตนเอง ในที่สุดผู้เสียหายและครอบครัวจึงตัดสินใจให้ ทนายความเดินเรื่องให้ ซึ่งเมื่อทีมทนายจาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนเพียงเท่านั้น บริษัทประกันจึงยินยอมเพิ่มจำนวนเงินให้อีกเกือบเท่าตัวตั้งแต่เรื่องยังอยู่แค่ในชั้น คปภ. ทำนองเดียวกับกรณีที่ทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เคยเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกัยภัยให้แก่ผู้เสียหายชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บ กระดูกหัก เช่นกัน จนได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยมากกว่าหนึ่งล้านบาท!

เห็นหรือไม่คะว่า ถึงอย่างไรเสียควรมีทนายความเอาไว้เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์ที่เราสมควรจะได้รับ ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในยุคสมัยนี้บริษัทประกันภัยหลายเจ้ามักเลือกที่จะฉกฉวยผลประโยชน์จากความไม่รู้เท่าทันของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยหลงกลเชื่อคำพูดบริษัทประกันภัยจนต้องเสียผลประโยชน์ที่ตนเองสมควรจะได้รับอย่างถูกต้องไปค่ะ หากท่านใดที่กำลังมีปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย หรือต้องการใช้บริการด้านกฎหมายไม่ว่าเรื่องใด ติดต่อเรา

ทนายความสำคัญอย่างไร ปรึกษาทนายฟรี กับ ทนายเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน?

Cover ปรึกษาทนายฟรี -1

อาชีพทนายความถือว่ามีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในสังคม เนื่องจากหน้าที่ของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่บุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ ทนายความจึงจะต้องสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความจากสภาทนายความเสียก่อน จึงจะสามารถประกอบอาชีพทนายความได้ ซึ่งทนายความเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายมีหน้าที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา และดำเนินการทางกฎหมายให้กับบุคคลหรือองค์กรณ์ โดยหลักอาชีพทนายความมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

 1. ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย

ทนายความมีหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำบุคคลหรือองค์กร เกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายเกิดขึ้น เพื่อให้ดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ทำให้บุคคลหรือองค์กรเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย

2. ปกป้องสิทธิในศาล

เป็นตัวแทนของลูกความในขั้นตอนกระบวนการทางศาล มีหน้าที่ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของลูกความ เพราะทนายความเป็นผู้มีความรู้และทักษะในด้านการจัดการรวบรวมหลักฐาน การสืบพยาน และการโต้แย้งในศาล เพราะกระบวนการการดำเนินการในศาลนั้นมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านกฎหมายอย่างทนายจึงจะสามารถดำเนินการขั้นตอนแหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

3. การเจรจาและการต่อรอง

ทนายความมีหน้าที่ช่วยลูกค้าในการเจรจาและต่อรองข้อตกลงต่าง ๆ ที่เป็นเอกสารที่มีผลทางด้านกฎหมาย หรือข้อตกลงภายในสัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้าจากสัญญาหรือข้อตกลงให้ได้มากที่สุด อาทิเช่น ข้อตกลงทางธุรกิจ ข้อตกลงการหย่าร้าง หรือข้อตกลงทางการค้า เป็นต้น

4. การร่างเอกสารทางกฎหมาย

เนื่องจากทนายความเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของข้อกฎหมาย ทนายความจึงสามารถช่วยจัดทำและตรวจสอบเอกสารสำคัญๆ ต่าง เช่น สัญญา พินัยกรรม หรือข้อตกลงทางกฎหมายต่าง ๆ เพื่อความครอบคลุมในด้านของข้อกฎหมายให้ไม่มีความคลุมเครือ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามกฎหมายและปกป้องสิทธิของลูกค้าอย่างเต็มที่ 

5. การแก้ไขปัญหาทางกฎหมาย

เมื่อมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งทางกฎหมายเกิดขึ้น หรือลูกค้าอาจมีปัญหาในด้านของกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทนายความมีหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำทางเลือกและหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสมและถูกต้องในทางกฎหมาย เพื่อยุติหรือระงับปัญหาข้อพิพาท ข้อขัดแย้งเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

6. การรักษาความยุติธรรม

เมื่อทนายความเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของกฎหมายแล้ว ดังนั้นอาชีพทนายความจึงเป็นอาชีพที่เข้าใจข้อกฎหมายต่างๆ มากกว่าบุคคลทั่วไป ทนายความจึงมีบทบาทในการรักษาความยุติธรรมในสังคม ช่วยให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกคน

Cover ปรึกษาทนายฟรี 2

ทนายเพื่อประชาชนฟรีคืออะไร? ปรึกษาทนายฟรีได้ที่ไหนบ้าง?

ทนายเพื่อประชาชนฟรี คือทนายความที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “ทนายอาสาคลายทุกข์” ที่จะต้องติดต่อผ่านสภาทนายความ โดยทนายอาสานั้นจะนั่งเวรให้คำปรึกษาประจำอยู่ที่สภาทนายความ หรือศาล ตามที่สภาทนายความได้มอบหมาย เพื่อให้บริการคอยให้คำปรึกษาในเรื่องของข้อกฎหมายฟรีแก่ประชาชนผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความ และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งจะมีเกณฑ์การพิจารณาเป็นรายบุคคลไป โดยสามารถขอเข้ารับคำปรึกษาได้ดังนี้

1. สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ 

อย่างที่เราอธิบายไปข้างต้นกรณีทนายอาสาคลายทุกข์ เป็นทนายความที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายฟรี โดยคุณจะต้องติดต่อผ่านสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ทางสภาทนายความพิจารณาว่าคุณเข้าเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการได้รับบริการทนายเพื่อประชาชนฟรีคือ ต้องเป็นคนยากไร้ ไม่มีเงินจ้างทนาย และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันสภาทนายความได้เปิดช่องทางใหม่ให้ประชาชนได้ปรึกษาปัญหากฎหมายฟรีผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ช่วงเวลา 8:30-16:30 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

2. สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา 

เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) จัดให้มีทนายอาสาคอยให้คำปรึกษาทุกวันในเวลาราชการ 8:30-16:30 น. โดยสามารถมาขอรับคำปรึกษาด้วยตนเองที่อาคารอาคารของเนติบัณฑิตยสภาชั้น 1 หรือติดต่อทางโทรศัพท์ 02-887-6801-7 ต่อ 104, 108, 109 หรือ 02-887-6811

3. ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย 

เพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน ศูนย์ดำรงธรรมได้จัดตั้งขึ้นในศาลากลางจังหวัดของทุกจังหวัด หรือสามารถติดต่อผ่านสายด่วน 1567 โทรฟรีได้ตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ดำรงธรรมเป็นหน่วยงานที่คอยรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากประชาชน อีกทั้งยังให้บริการประชาชนในด้านอื่น ๆ เป็นบริการที่ให้บริการทางกฎหมายเบ็ดเสร็จภายในหน่วยงานเดียว

Cover ปรึกษาทนายฟรี 3

ปรึกษาทนายฟรี กับ ทนายเอกชน แบบไหนดีกว่ากัน?

การเลือกใช้บริการทนายความเพื่อให้คำปรึกษาในด้านของกฎหมายนั้นสามารถเลือกได้ตามความสะดวก หรือตามกำลังความสามารถของตนเอง หากท่านงบน้อยก็สามารถขอคำปรึกษาหรือใช้บริการกับทนายอาสาที่คอยให้คำปรึกษาฟรีได้ที่ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย แต่หากท่านใดมีกำลังทรัพย์พอที่จะว่าจ้างทนายความเอกชน ท่านก็สามารถเลือกใช้บริการสำนักงานกฎหมายเอกชนที่ท่านวางใจ หรือเชื่อถือได้ ซึ่งหากเลือกใช้บริการทนายความจากบริษัทเอกชนท่านจะได้การให้บริการอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน เพราะหากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีเคสจำนวนมากทำให้บางครั้งอาจไม่สามารถทำงานให้ท่านได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร การเลือกใช้บริการทนายความจากเอกชนอาจมีข้อดีในเรื่องของการทำงานให้ได้อย่างเต็มที่มากกว่า

Cover ปรึกษาทนายฟรี 4

ทำไมควรเลือกใช้บริการ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”

ความสะดวกสบาย บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา ให้บริการและดำเนินการให้คุณในทุกขั้นตอนโดยที่คุณไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเดินเรื่องเองทุกอย่าง ที่นี่เรามีทีมทนายความมากด้วยประสบการณ์คอยให้บริการคุณไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เราพร้อมบริการทั่วราชอาณาจักร

เดินเรื่องรวดเร็วว่องไว ทีมทนายของเราดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วว่องไว ตั้งแต่คุณให้ความไว้วางใจเลือกเข้ามาปรึกษา ขอให้คุณมั่นใจได้เลยว่าเราจะคอยอัพเดทขั้นตอนการทำงานให้ทราบอย่างสม่ำเสมอ

ชัดเจน จริงใจ และตรงไปตรงมา ที่นี่เราให้คำปรึกษาอย่างชัดเจนจริงใจและตรงไปตรงมาเสมอ เพื่อให้คุณรู้สึกมั่นใจได้ว่าำนักงานของเรานั้นเต็มไปด้วยทนายความที่มากประสบการณ์ และมีเทคนิควิธีการเฉพาะตัวในการทำคดีที่แตกต่างกันด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน 

ไปศาลแค่ครั้งเดียว เมื่อเลือกใช้บริการกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คุณไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเสียเวลาในการเดินทางไปขึ้นศาลหลาย ๆ ครั้ง เพราะที่นี่คุณมีหน้าที่ไปศาลเพียงแค่ครั้งเดียว นอกจากนั้นกระบวนการอื่น ๆ ทีมทนายความของเราจะเป็นผู้ดูแลและดำเนินการให้ทุกอย่าง คุณรอแค่เพียงเวลาไปศาลเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐที่คอยให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายให้ฟรี แต่อย่างไรเสีย ทนายความอาสาก็อาจไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่หรือครอบคลุม บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องใช้บริการทนายความเอกชนซึ่งให้บริการได้อย่างเต็มกำลังมากกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายบางส่วนก็ยังถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน หากท่านไหนที่กำลังมีปัญหาหรืออยากปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายด้านใด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีพร้อมให้บริการด้วยทนายความมืออาชีพที่มากไปด้วยประสบการณ์ เราจะดำเนินการให้ท่านทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพที่สุด ติดต่อเรา

พ.ร.บ. จ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างไร หากประสบภัยจากรถจนนิ้วขาด

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนที่ประมาทแต่ก็อาจมีบุคคลอื่นที่ไม่ระวังขับขี่มาชนเราได้ และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบางครั้งบริษัทประกันตัวดีมักหาเหตุผลบ่ายเบี่ยงในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยการยกเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นมาอ้างเพื่อปัดการจ่ายค่าเสียหายนั้น หรือเพื่อให้จ่ายน้อยลง ซึ่งความจริงแล้ว พ.ร.บ. นั้นคุ้มครองการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ และการสูญเสียอวัยวะ หรือที่เรียกว่า “ทุพพลภาพ” รวมถึงกรณีการเสียชีวิต แต่วันนี้จะขอมาพูดถึงกรณี “ทุพพลภาพ” ว่ามีลักษณะอย่างไร

โดยทุพพลภาพ คือการสูญเสียอวัยะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะ หรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง จนถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานได้เหมือนปกติได้ ในทางประกันภัยมีด้วยกัน 4 รูปแบบดังนี้

1. ทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง

เป็นอาการทุพพลภาพที่หนักที่สุด คือต้องเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยอย่างหนัก จนสูญเสียอวัยวะ หรือร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่จะประกอบอาชีพเดิม รวมถึงประกอบอาชีพอื่นได้ตลอดไป เช่น เกิดอุบัติเหตุรถชนจนสูญเสียมือเท้าทั้งสองข้าง, สูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิง, เป็นอัมพาตต้องนอนติดเตียงไปตลอด สมองได้รับความกระทบกระเทือนไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอีกต่อไป

2. ทุพพลภาพอย่างถาวรบางส่วน

เป็นการทุพพลภาพที่ร่างกายไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดไป แต่ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้ เช่น การสูญเสียแขนหนึ่งข้างจนไม่สามารถประกอบอาชีพขับรถได้เหมือนเดิม แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นทำอาชีพอื่นทดแทนได้

3. ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง

คืออาการทุพพลภาพจนสามารถประกอบอาชีพเดิมหรืออาชีพอื่นได้อย่างสิ้นเชิงในระยะเวลาชั่วคราว เมื่อได้รับการรักษาจนสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้ เช่น การได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าเฝือกทั้งตัวจนไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้เป็นระยะเวลา 3 เดือนเป็นต้น

4. ทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน

คือการทุพพลภาพจนเป็นอุปสรรคกระทบต่อการทำงานประจำ แต่เมื่อทำการรักษาแล้วสามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติ เช่น อุบัติเหตุรถล้มขาหักจนต้องเข้าเฝือก ไม่สามารถไปทำงานตามปกติได้ แต่ยังสามารถหารายได้อยู่ที่บ้านได้เป็นต้น

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด 2

กรณีนิ้วขาดจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่าไหร่

กรณีที่ประสบอุบัติเหตุทางจราจรแล้วเป็นฝ่ายถูก หากนิ้วขาดเกิน 1 ข้อขึ้นไปไม่ว่าจะนิ้วเดียวหรือหลายนิ้ว บริษัทที่รับประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท/คน แต่หากสูญเสียนิ้วไม่เกิน 1 ข้อสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 80,000 บาท โดยต้องเตรียมเอกสาร คือ 1.ใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าได้ถูกตัดนิ้ว 2.ฟิล์มเอ็กซเรย์ 3.บัตรประชาชน

Cover พ.ร.บ. ค่าสินไหมนิ้วขาด 3

คำว่าทุพพลภาพอยู่ในประกันประเภทไหนบ้าง?

1. ประกันอุบัติเหตุ มักปรากฎคำว่าทุพพลภาพในรูปแบบแผนประกันภัยนั่นคือ

  • ประกันอุบัติเหตุแบบ อ.บ.1 ที่จะให้คุ้มครองทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง, ทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง, และทุพพลภาพชั่วคราวบางส่วน
  • ประกันอุบัติเหตุแบบ อ.บ.2 จะให้ความคุ้มครองเพิ่มจาก อบ. 1 ในส่วนของการทุพพลภาพถาวรบางส่วน อย่างการสูญเสียนิ้ว การสูญเสียการรับฟัง เป็นต้น

2. พ.ร.บ. รถยนต์/พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ จะปรากฎเงื่อนไขทุพพลภาพในรูปแบบของเงินชดเชยเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่

  • เงินชดเชยเบื้องต้น(ไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด) เมื่อทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง เป็นจำนวนเงิน 35,000 บาท
  • เงินชดเชยส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เมื่อทุพพลภาพอย่างถาวรสิ้นเชิง เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท
  • เงินชดเชยส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เมื่อทุพพลภาพถาวรบางส่วน  เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท

3. ประกันการเดินทาง จะปรากฏคำว่าทุพพลภาพอยู่ในเงื่อนไขของเงินชดเชย เมื่อผู้ทำประกันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขณะเดินทาง โดยส่วนมากประกันเดินทางมักจะคุ้มครองกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงตามวงเงินที่ระบุไว้ ซึ่งผู้ทำประกันต้องอ่านรายละเอียดให้ดีก่อนทำประกัน

4. ประกันทุพพลภาพ บางบริษัทฯ ได้ออกแผนประกันทุพพลภาพมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันภัยตกเป็นบุคคลทุพพลภาพจากสาเหตุต่าง ๆ 

เห็นไหมคะว่า พ.ร.บ ประกันภัยรถนั้น นอกจากจะคุ้มครองต่อการบาดเจ็บแล้วยังคุ้มครองกรณีที่ต้องสูญเสียอวัยวะด้วย ซึ่งเราควรจะต้องศึกษาและทราบข้อมูลเหล่านี้เอาไว้เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองไม่ให้ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ หรือหากเกิดประสบอุบัติเหตุแนะนำให้มีทนายความเอาไว้ดีกว่า เพราะทนายความผู้เชี่ยวชาญจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายให้เราได้มากกว่าที่เราจะต้องไปดำเนินการด้วยตัวเอง ปรึกษาทนาย

กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ เพิ่มโทษหนักลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำ!

Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่-1

ในช่วงเทศกาลของทุกปีมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการ เมาแล้วขับ จำนวนเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ จากสถิติในปี 2566 ช่วง 7 วันอันตรายมียอดอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับจำนวน 8,575 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.69 ซึ่งจังหวัดที่มีคดีขับรถในขณะเมาสุราสูงสุดคือ กรุงเทพมหานครฯ จำนวน 530 คดี (ข้อมูลจากสำนักงานคุมประพฤติ) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจึงมีการกำหนดอัตราโทษเมาแล้วขับโดยเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับจึงมีการปรับบทลงโทษกฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ปี 2567 ซึ่งมีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนเล็กน้อยในเนื้อหาบทลงโทษ

Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ 2

โทษเมาแล้วขับปี 2567 เพิ่มโทษหนักกว่าเดิม

โดยกฎหมายฉบับเดิมนั้นหากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมาสุรา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ศาลยังมีอำนาจสามารถสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ได้ 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่ปี 2567 นั้นโทษของเมาแล้วขับจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีดังนี้

เมาแล้วขับครั้งแรก – โทษปรับ 10,000 – 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่อย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่

เมาแล้วขับครั้งที่ 2 (กระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่กระทำความผิดครั้งแรก) – โทษปรับ 50,000 – 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้งานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรืออาจถูกยกเลิกใบขับขี่

Cover กฎหมายเมาแล้วขับฉบับใหม่ 3

โทษของเมาแล้วขับกรณีเกิดอุบัติเหตุ


หากในกรณีที่ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ได้ทำการขับขี่ยานพาหนะแล้วเกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือถึงขั้นเสียชีวิต จะมีการแบ่งโทษออกไปตามแต่ความรุนแรงของอุบัติที่เกิด โดยแบ่งโทษออกเป็น 3 ระดับดังนี้

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บ มีโทษปรับ 20,000-100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 1 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีบาดเจ็บสาหัส มีโทษปรับ 40,000-120,000 บาท จำคุกไม่เกิน 2-6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกสั่งพักการใช้ใชงานใบขับขี่ขั้นต่ำ 2 ปี หรือถูกยกเลิกใบขับขี่

– เมาแล้วขับทำให้คู่กรณีเสียชีวิต มีโทษปรับ 60,000-200,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกยกเลิกใบขับขี่ทันที

ความผิดฐานเมาแล้วขับจนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส 

ในกรณีเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติทำให้คู่กรณีเกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือต้องสูญเสียอวัยวะ ประมวลกฎหมายอาญาได้มีกำหนดขั้นต้นไว้ทั้งหมด 8 ประการ เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นอันตรายสาหัส 

– หูหนวก ตาบอด ลิ้นขาดหรือเสียปราสาทรับกลิ่น 

– เสียอวัยวะการสืบพันธุ์หรือเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ 

– เสียขา แขน เท้า มือ หรือนิ้ว รวมถึงการเสียอวัยวะอื่น ๆ 

– หน้าเสียโฉม ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน 

– กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนทำให้แท้งลูก 

– ส่งผลให้คู่กรณีเกิดโรคทางจิตจนไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ 

– ทุพพลภาพ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรังที่อาจเป็นได้ตลอดชีวิต (จากแพทย์วินิจฉัย)

– ทุพพลภาพ หรือทนทุกข์ทรมานเกิน 20 วัน หรือทำกิจกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิน 20 วัน

เมาแล้วขับประกันคุ้มครองหรือไม่?

สำหรับประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ หากเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุหากพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ บริษัทประกันจะไม่จ่ายสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย แต่จะทำการจ่ายให้กับคู่กรณีแทน แล้วภายหลังจากนั้นบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนกับผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับอีกด้วย ส่วนประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ถึงแม้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ก็จะยังให้ความคุ้มครองทั้งตัวผู้เมาแล้วขับ และคู่กรณี โดยจะให้ความคุ้มครองในส่วนของค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง

แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกินที่กฎหมายระบุ แม้อุบัติเหตุนั้นจะไม่ได้สร้างความเสียหายหรือความบาดเจ็บให้ผู้ใด แต่ก็ถูกบริษัทประกันภัยหัวใสเล่นแง่ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เพื่อบ่ายเบี่ยงปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด ติดต่อเรา

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ทำประกันภัยรถยนต์แบบนี้ดีหรือไม่?

ค่าเสียหายส่วนแรก 1

ค่าเสียหายส่วนแรก คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเพิ่มให้บริษัทประกันภัยตามที่ คปภ. กำหนด เพื่อป้องกันกรณีแจ้งเคลมรถโดยไม่มีอุบัติเกิดขึ้นจริง หรือเกิดจากการที่ผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาท สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess และ ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกทั้งสองประเภทนี้จะมีความแตกต่างกัน

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

คือค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ ใช้กับเฉพาะประกันภัยชั้น 1 เป็นค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อต้องการเอารถเข้าซ่อมในศูนย์ หรืออู่ โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เหตุการณ์ ในกรณีผู้เอาประกันแจ้งอุบัติเหตุรถชนไม่ทราบคู่กรณี, ไม่สามารถแจ้งรายละเอียดของคู่กรณีได้, ประมาทเอง หรือมีสาเหตุที่ไม่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น

– รอยขูดขีด รอยของแข็งกระเด็นใส่ ที่ไม่มีที่มา รอยที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือรถคว่ำ 

– รถเสียหายจากการชนวัตถุ สิ่งของ แต่ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ ไม่รู้วัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความเสียหาย 

– ขับรถตกท่อ ตกขอบถนนแล้วเกิดความเสียหาย ในขณะเดียวกันแม้ไม่มีคู่กรณีที่เป็นรถยนต์ แต่ถ้าหากสามารถระบุได้ว่า รถเสียหายจากอะไร มีข้อมูลลักษณะการเกิดเหตุ วันเวลา มีสถานที่ชัดเจน เช่น รั้ว ต้นไม้ สัตว์ ก้อนหิน หรือ ความเสียหายที่ทำให้ตัวรถ บุบ แตก ร้าว กรณีแบบนี้เจ้าของรถที่ทำประกันไว้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible

คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันยินยอมจ่ายให้กับบริษัทประกันด้วยความสมัครใจ ในกรณีเกิดอุบัติเหตุและต้องการเคลมรถ โดยที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดและทั้งแบบมีคู่กรณีตามข้อตกลงในกรมธรรม์ โดยค่าเสียหายแบบ Deductible นี้จะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท แต่หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูกก็จะไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible เลย และค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible นี้สามารถนำไปลดเบี้ยประกันได้ด้วย เราสามารถเลือกให้มีค่า Deductible ในกรมธรรม์หรือไม่ก็ได้ ถ้าหากเรามีความมั่นใจในการขับขี่ของเราว่าจะไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็สามารถกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกไว้สูงหน่อยก็ได้ เพราะมีผลทำให้ค่าเบี้ยประกันรถ ราคาถูกลงไปตามนั้นด้วย ในขณะที่โอกาสในการที่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนี้ก็ไม่มาก เพราะเราเป็นคนขับรถตามกฎระเบียบและไม่ประมาท ดังนั้นค่าเสียหายส่วนแรก Deductible เหมาะสำหรับเจ้าของรถที่มั่นใจในความสามารถและการขับขี่ของตัวเอง หรือมั่นใจว่าจะตนเองจะสามารถขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท

การซื้อประกันภัยรถยนต์แบบค่าเสียหายส่วนแรกดีอย่างไร

ข้อดีของการซื้อประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกคือ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเบี้ยประกันต่อปีให้จ่ายได้ถูกลง เช่น เจ้าของรถที่มีความชำนาญ ขับรถมานานแล้วไม่เคยมีอุบัติเหตุใดๆ ประวัติดีมาตลอด ก็อาจเหมาะกับการเลือกประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพื่อจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนั้นเองและลดเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายต่อปีลง ยกตัวอย่างเช่น ซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ซึ่งเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายคือ 14,800 บาท หากเลือกแผนประกันที่มีค่าเสียหายส่วนแรก โดยเลือกเป็นคนจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง 3000 บาท ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอาจลดลงเหลือ 11,800 บาทต่อปี หรือเลือกจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง 5000 บาท ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายอาจลดลงเหลือ 9,800 บาทต่อปี แบบนี้เป็นต้น

ทั้งนี้นอกเหนือจากเรื่องของส่วนลดเบี้ยประกันแล้ว นิสัยการใช้รถ ทักษะการขับรถ และเส้นทางเดินทางก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ หากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หลายคนก็มักเลือกจ่ายรวมกับเบี้ยประกันไปเลยโดยการซื้อประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกเพราะคุ้มกว่าการต้องมาคอยจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเองในทุกๆ ครั้ง ตัวอย่างเช่น 

• เป็นมือใหม่หัดขับ ยังขับรถไม่คล่อง เคยมีเหตุเฉี่ยวชน 

• เส้นทางที่ขับมักเป็นเส้นที่ใช้ความเร็วสูง เกิดอุบัติเหตุบ่อย 

• ขับรถกลางคืนประจำ ขับรถข้ามจังหวัดถี่ๆ 

• ใช้รถประจำ ขับรถทุกวัน มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุสูง

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ในแต่ละประเภท ควรคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้รถเป็นหลักว่าอยากได้การคุ้มครองแบบไหน หรือว่าจะเลือกประกันภัยที่เหมาะกับการขับขี่ของเรา แต่ทั้งนี้อย่าลืมดูกรมธรรม์ให้ดีนะคะว่ามีเงื่อนไขอย่างไร ทางที่ดีควรเลือกบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!