เคสอุทาหรณ์! อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่พลิกวิกฤติทันเวลา ทำไม “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ถึงสำคัญ และทำไมต้องรีบปรึกษาทนาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนมักมองข้ามคือ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นค่าสินไหมที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับไม่เคยได้รับเงินส่วนนี้เลย เพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือปล่อยให้เวลาผ่านจนเกือบหมดอายุความ และนี่คือ เคสจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณ A ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน

อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่ยังไม่ได้รับแม้แต่คำตอบเดียวจากประกันภัย

คุณ A ประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว รถพังหนักและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งตามกฎหมายผู้เสียหายควรได้รับ

  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่ารถยก
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย
  • และที่สำคัญที่สุดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

แต่ผ่านไปเกือบ 2 ปี บริษัทประกันภัยกลับ ไม่เคยติดต่อกลับ ไม่เคยแจ้งผลดำเนินการ และไม่เคยจ่ายค่าสินไหมใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะอะไร?

คำตอบคือ…

บริษัทประกันภัยหัวหมอหวังไม่ต้องจ่ายสักบาท!

หากปล่อยให้ ขาดอายุความ บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว วันขาดอายุความตรงกับวันที่ 17 ซึ่งเป็น วันอาทิตย์ หมายความว่าเกือบจะไม่มีวันที่ทำเรื่องได้เลย หากคุณ A ไม่ตัดสินใจรีบหาทนาย ทุกอย่างจะจบสิ้น และไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้อีก

นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้รถจำนวนมากไม่รู้
และนี่คือสิ่งที่บริษัทประกัน “หวัง” ให้เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อบริษัทประกันภัยบอก “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อม”

บริษัทประกันภัยอ้างว่า “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อมในระบบ” แต่จริง ๆ แล้ว นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เอาประกัน แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัยโดยตรงที่ต้องจัดการให้รถของผู้เสียหายกลับมาใช้งานได้ตามปกติ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปัดความรับผิดชอบโดยข้ออ้างเช่นนี้ได้ แต่ก็มีผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้กฎหมาย จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

ออกหนังสือทวงถามภายในวันเดียว บริษัทประกันภัยยอมเสนอจ่ายทุกอย่าง!

ถ้าเป็นทนายคนอื่น อาจแนะนำให้รอ 3–7 วัน หรือบอกให้รอขั้นตอนตามระบบ

แต่การรอในเคสนี้เท่ากับคดีหมดอายุความ เท่ากับคุณ A ไม่ได้เงินสักบาท

ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจลงมือทันที

  • จัดทำหนังสือทวงถาม ส่งถึงบริษัทประกันภัยโดยด่วน
  • ระบุชัดว่า “ให้เสนอจ่ายค่าสินไหมภายในเวลา 15.00 น. ของวันนั้น

ผลลัพธ์ที่หลายคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้”… ก็เกิดขึ้นจริง

บริษัทประกันภัยตอบกลับ และยอมเสนอจ่ายทุกค่าเสียหายที่เรียกไป!

โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมเลย นั่นหมายความว่าจริง ๆ แล้ว “บริษัทประกันภัยสามารถทำได้” แต่เลือกที่จะไม่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี


บริษัทเสนอจ่ายครบทุกส่วน รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

หลังจากได้รับหนังสือทวงถาม บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้แบบ “จัดเต็ม” ครบทุกส่วน ได้แก่

  • ✔ ค่าซ่อมรถ
  • ✔ ค่ารถยก
  • ✔ ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (สิทธิสำคัญที่หลายคนไม่รู้)
  • ✔ ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยอดรวมเป็นเงิน “หลักแสนบาท”

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คดีขาดอายุความ และมีทนายดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิได้รับเพราะคุณไม่สามารถใช้รถได้ เช่น

  • ค่าเช่ารถในระหว่างซ่อม
  • ค่าเดินทางที่ต้องเสียเพิ่ม เช่น รถสาธารณะ
  • ค่าความเสียหายจากการไม่สามารถใช้รถทำงานหรือประกอบอาชีพได้

แม้คุณจะ ไม่ได้เช่ารถจริง ก็สามารถเรียกร้องได้ตามอัตรามาตรฐานที่ศาลใช้คำนวณ

แต่หลายคนไม่ได้รับเงินส่วนนี้เพราะ:

  • ไม่รู้ว่ามีสิทธิ
  • ไม่เคยทวงหรือไม่มีทนายทวงให้
  • ปล่อยให้คดีหมดอายุความ

เคสนี้คือบทเรียนใหญ่ อย่ารอจนเกือบหมดอายุความ

คุณ A ขับรถจากปราจีนบุรีมาหาทนายอาร์มด้วยตัวเอง และถือว่าเป็น “ความโชคดี” เพราะยังทันเวลาเพียง 3 วันก่อนหมดอายุความ

แต่ผู้เสียหายหลายคนไม่มีโอกาสเหมือนคุณ A

เพราะ…

  • คิดว่าประกันจะจัดการให้เอง
  • กลัวการปรึกษาทนาย
  • ไม่รู้ว่าใกล้ครบอายุความ
  • ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถทำอะไรได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะยังไม่ชน”

บริษัทประกันมีทีมทนายครบพร้อมตั้งแต่ Day 1 แต่ประชาชนทั่วไปมัก “ไม่มีที่ปรึกษา” จึงกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนทั่วไปควรทำแบบเดียวกัน คือ

ปรึกษาทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ

เพื่อ:

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • กันไม่ให้โดนปัดตก
  • รู้ว่าเรียกค่าอะไรได้บ้าง
  • และที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ

อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยมีหวัง ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันแรกเกิดอุบัติเหตุ

เคสของคุณ A จบด้วยความสำเร็จ ได้รับค่าชดเชยครบทุกบาททุกสตางค์ แต่สาเหตุที่ทำได้เพราะ “ยังทันเวลา” และตัดสินใจมาพบทนายก่อนหมดอายุความ 3 วันเท่านั้น หากคุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุ หรือรอคำตอบจากประกันมานานแล้ว หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

อย่าปล่อยทิ้งไว้อีกวันเดียว เพราะคดีหมดอายุความเท่ากับไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีเดียวที่จะปกป้องสิทธิ และทำให้คุณได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ อย่างครบถ้วนตามสิทธิที่ควรได้ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

อินฟลูเอนเซอร์ ถูกนำคลิปหรือรูปไปดัดแปลงแปะเว็บพนัน เสียหายหนัก! เข้าใจสิทธิ และวิธีเรียกค่าเสียหายที่ทำได้จริง

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกอย่างถูกแชร์ได้ภายในไม่กี่วินาที “อินฟลูเอนเซอร์” คืออาชีพที่ต้องพึ่งพาภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และเนื้อหาที่สร้างขึ้นเองเป็นหลัก ทว่าช่วงหลังมานี้ ปัญหาการ นำคลิป นำรูปภาพ หรือเนื้อหาต่าง ๆ ของอินฟลูเอนเซอร์ไปดัดแปลง แล้วนำไปลงในช่องอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เกิดขึ้นบ่อยขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะการนำคลิปไป แปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ เว็บหวยออนไลน์ หรือเว็บพนันบอล เพื่อให้คนเข้าใจว่าต้นคลิปสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับเว็บเหล่านั้น ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เลย

ผลที่ตามมาคืออินฟลูเอนเซอร์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งชื่อเสียง ความเชื่อถือ รายได้ และภาพลักษณ์ทางอาชีพ
แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าแบบนี้ฟ้องได้ และสามารถเรียกค่าเสียหายได้ “หลายส่วน” ไม่ใช่แค่ค่าเสียหายด้านลิขสิทธิ์เท่านั้น

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะทำให้คุณเข้าใจสิทธิของตัวเอง โดยเฉพาะ “อินฟลูเอนเซอร์” ทุกคนที่กำลังเจอเหตุการณ์เดียวกันนี้อยู่ ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง และควร “ปรึกษาทนาย” ตั้งแต่เมื่อไร?

อินฟลูเอนเซอร์ถูกนำคลิปหรือรูปไปตัดต่อ ถือว่า “ละเมิดลิขสิทธิ์” ทันที

ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • อินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้า
  • ยูทูบเบอร์
  • ตากล้อง
  • ครีเอเตอร์
  • นักกีฬา นักแสดง ผู้สร้างคอนเทนต์ทุกประเภท

ทุกเนื้อหาที่คุณผลิต เช่น

  • วิดีโอ
  • รูปภาพ
  • เสียง
  • ลายกราฟิก
  • คำพูด หรือสคริปต์

ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (ลิขสิทธิ์) ที่กฎหมายคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องไปจดทะเบียน

ดังนั้น เมื่อมีบุคคลนำคลิปของคุณไป
✔ ตัดต่อ
✔ ดัดแปลง
✔ พากย์ใหม่
✔ ใส่ข้อความใหม่สร้างความเข้าใจผิด
✔ นำไปลงช่องอื่น
✔ แปะลิงก์เว็บพนัน เว็บหวย หรือการพนันทุกรูปแบบ

ทั้งหมดนี้คือ “การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง” และผู้ทำผิดต้องรับผิดชอบ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องลิขสิทธิ์

เมื่อคลิปหรือภาพของคุณถูกนำไปใช้ข้องเกี่ยวกับเว็บพนัน เว็บบอล หรือเว็บหวยออนไลน์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ…

1. ความเสียหายต่อชื่อเสียง (หมิ่นประมาท หรือ เสื่อมเสียต่อสาธารณะ)

เป็นความเสียหายรุนแรงที่สุด เพราะภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์คือ “ตัวตนทางอาชีพ”
ถูกตัดต่อแล้วถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน = หลายคนจะเข้าใจว่า
❌ อินฟลูเอนเซอร์สนับสนุนเว็บพนัน
❌ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
❌ ร่วมโฆษณาผิดกฎหมาย

ตามกฎหมายสามารถเรียกค่าเสียหายด้านชื่อเสียงได้เต็มจำนวน

2. ความเสียหายทางรายได้ (ผลกระทบทางธุรกิจ)

แบรนด์อาจไม่กล้าร่วมงาน/ไม่กล้าจ้างอีก แม้จะเป็นภาพลักษณ์ที่ถูกดัดแปลง
ทำให้เกิดค่าเสียหายที่เรียกว่า “ค่าเสียรายได้ในอนาคต” ซึ่งฟ้องเรียกได้เช่นกัน

3. ความเสียหายต่อการรับรู้ของสาธารณะ (ความเข้าใจผิด)

เนื้อหาที่ถูกตัดต่ออาจทำให้แฟนคลับเข้าใจผิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถืออย่างถาวร

4. ความเสียหายทางจิตใจ

อินฟลูเอนเซอร์หลายคนถูกคอมเมนต์ด่า ถูกเข้าใจผิดจนเครียดหรือเสียสภาพจิตใจ
กฎหมายอนุญาตให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ด้วย

แบบนี้ฟ้องอะไรได้บ้าง? อินฟลูเอนเซอร์ควรรู้

1. ฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์

เพราะผลงานถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

2. ฟ้องละเมิดชื่อเสียง (หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา)

หากทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าคุณสนับสนุนเว็บพนัน

3. ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

เช่น

  • ค่าขาดรายได้
  • ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ
  • ค่าชื่อเสียงเสื่อมเสีย
  • ค่าความเสียหายทางจิตใจ
  • ค่าใช้จ่ายในการแก้ข่าว/กู้ภาพลักษณ์

4. ดำเนินคดีอาญาได้ในบางกรณี

เว็บพนันเป็นความผิดตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว
การนำคลิปไปใช้สนับสนุนเว็บพนันมีความผิดหลายฐาน สามารถให้ทนายดำเนินคดีอาญาร่วมได้

อินฟลูเอนเซอร์หลายคนยอมปล่อยผ่าน เพราะคิดว่า “เรื่องเล็ก”… ทั้งที่จริงคือเรื่องใหญ่

หลายคนไม่อยากยุ่งยาก หรือคิดว่า “แค่คลิปหนึ่งคลิปเอง”
แต่จริง ๆ แล้วผลกระทบสามารถลากยาวได้เป็นปี โดยเฉพาะเมื่อชื่อเสียงเสียไปแล้ว ยากมากที่จะกู้คืน

และต้องไม่ลืมว่า…

👉 เว็บพนันมักอยู่ต่างประเทศ ต้องดำเนินคดีแบบมีทนายเท่านั้นถึงจะทำได้ถูกขั้นตอน
👉 การเก็บหลักฐานออนไลน์ต้องทำอย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นใช้ในศาลไม่ได้
👉 หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจกระทบกับสัญญากับแบรนด์และรายได้หลักของอินฟลูเอนเซอร์

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุ ควร รีบปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีออนไลน์และลิขสิทธิ์ทันที

ปรึกษาทนายความ ทางออกที่สามารถคุ้มครองสิทธิของอินฟลูเอนเซอร์ได้

คดีลิขสิทธิ์เกี่ยวกับโลกออนไลน์มีความซับซ้อนสูง การเก็บหลักฐานผิดวิธีหรือทำเรื่องเองอาจทำให้เสียสิทธิทันทีดังนั้น อินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกนำคลิป/รูปไปตัดต่อดัดแปลงควร


ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านกฎหมายดิจิทัลและลิขสิทธิ์
เพื่อให้ประเมินคดี วางแผน และดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หากคุณกำลังเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ ขออย่าเพิ่งนิ่งเฉย เพราะสิทธิของคุณกำลังถูกละเมิดอย่างชัดเจน

อินฟลูเอนเซอร์มีสิทธิเต็มที่ สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

การนำคลิปหรือภาพของอินฟลูเอนเซอร์ไปดัดแปลงเนื้อหา ลงช่องใหม่ และแปะลิงก์เว็บพนัน
ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ไม่ใช่เรื่องควรทน
และไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน

นี่คือ “การละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง กระทบต่อรายได้โดยตรง”
ซึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ครบทุกส่วนตามกฎหมาย

หากคุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่กำลังเจอเหตุการณ์นี้

สามารถปรึกษาทนายอย่างเป็นทางการได้ทันที เพื่อวางแผนเรียกค่าเสียหายให้ครบทุกประเด็น และฟื้นฟูชื่อเสียงของคุณคืนมาให้เร็วที่สุด

โนตารี คืออะไร? ทำไมเอกสารสำคัญถึงต้องมี “โนตารีพับลิค” รับรองไว้?

ในยุคที่เอกสารทางกฎหมายมีบทบาทสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การยื่นเอกสารราชการบางประเภท คำว่า “โนตารี” (Notary Public) หรือ “โนตารีพับลิค” กลายเป็นสิ่งที่หลายคนต้องรู้จักและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า…
โนตารีคืออะไร? จำเป็นแค่ไหน? แล้วทำไมต้องให้ “ทนายความ” ที่มีคุณสมบัติเป็นโนตารีพับลิคเป็นผู้รับรอง?

วันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะมาอธิบายให้เข้าใจ พร้อมแนะนำบริการโนตารีพับลิคครบวงจร ที่สะดวก รวดเร็ว และถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการเสร็จภายใน 1 วันเท่านั้น

 “โนตารี” คือใคร และมีหน้าที่อะไร?

โนตารี (Notary Public) คือ ทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความให้ทำหน้าที่รับรองเอกสาร หรือการลงลายมือชื่อของบุคคลในเอกสารต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าเอกสารนั้นเป็นของจริง และผู้ลงชื่อมีตัวตนจริง

โนตารีพับลิคในประเทศไทยจะต้องเป็น ทนายความที่ผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากสภาทนายความ ซึ่งเป็นการรับรองตามมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ

หน้าที่หลักของโนตารีพับลิค เช่น

  • รับรองลายมือชื่อในเอกสารทางกฎหมาย
  • รับรองสำเนาเอกสารสำคัญ
  • รับรองคำแปลของเอกสาร
  • รับรองเอกสารสำหรับใช้ในต่างประเทศ (เช่น ใช้ยื่นวีซ่า หรือเอกสารธุรกิจระหว่างประเทศ)
  • รับรองคำให้การหรือหนังสือมอบอำนาจ

เอกสารแบบไหนที่ “ต้อง” ใช้โนตารีพับลิค?

เอกสารบางประเภทจะ ไม่มีผลทางกฎหมายต่างประเทศ หากไม่มีการรับรองจากโนตารีพับลิค เช่น

1.     เอกสารสำหรับใช้ต่างประเทศ

o    หนังสือมอบอำนาจให้บุคคลในต่างประเทศ

o    เอกสารสมัครเรียน หรือเอกสารประกอบการทำงานในต่างประเทศ

o    สัญญาระหว่างประเทศ หรือเอกสารธุรกิจข้ามชาติ

2.     เอกสารที่ต้องใช้ยื่นต่อสถานทูต / สถานกงสุล
เช่น ใบรับรองการทำงาน ใบรับรองความประพฤติ ใบเกิด ใบสมรส ฯลฯ

3.     เอกสารทางธุรกิจและการลงทุน
เช่น ข้อตกลงทางการค้า สัญญาซื้อขายหุ้น หนังสือมอบอำนาจผู้ถือหุ้น หรือเอกสารจดทะเบียนบริษัทต่างประเทศ

4.     เอกสารทางการเงิน
เช่น หนังสือรับรองรายได้ เอกสารแสดงฐานะทางการเงิน เพื่อยื่นประกอบการขอสินเชื่อหรือขอวีซ่า

ทำไมต้องให้ “ทนายความโนตารีพับลิค” เป็นผู้รับรอง?

เพราะในประเทศไทย บุคคลทั่วไปไม่มีสิทธิ์ทำหน้าที่โนตารีได้ มีเพียง ทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาทนายความ เท่านั้นที่สามารถลงนามในฐานะโนตารีพับลิคได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อดีของการให้ทนายความเป็นผู้รับรองเอกสาร ได้แก่

มั่นใจได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย
ทนายความเข้าใจกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง ทำให้การรับรองเอกสารมีความถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกประการ

เพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับสากล
เอกสารที่รับรองโดยโนตารีพับลิคสามารถนำไปใช้ต่างประเทศได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล (Legalization) ต่อ

ลดความเสี่ยงเอกสารปลอม / ลายเซ็นปลอม
เพราะโนตารีจะต้องตรวจสอบตัวตนของผู้ลงนามอย่างเข้มงวดก่อนรับรองเอกสาร

ใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้
หากเกิดข้อพิพาท เอกสารที่ผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิคมีน้ำหนักในทางกฎหมายมากกว่าเอกสารทั่วไป

โนตารีพับลิคกับชีวิตจริง จำเป็นกว่าที่คิด!

ไม่ว่าจะเป็น

  • เจ้าของกิจการที่ต้องทำสัญญากับคู่ค้าต่างประเทศ
  • คนที่กำลังสมัครเรียนหรือขอวีซ่าไปต่างประเทศ
  • หรือแม้แต่คนที่ต้องมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนในต่างประเทศ

เอกสารทั้งหมดนี้ “ต้องมีโนตารีพับลิค” เพื่อรับรองความถูกต้องและตัวตนของผู้ลงนามเสมอ

ดังนั้น อย่าคิดว่า “เอกสารทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีโนตารี” เพราะแม้แต่หนังสือมอบอำนาจธรรมดา หากจะใช้ในต่างประเทศ ก็ต้องผ่านการรับรองโนตารีก่อนเสมอ

บริการโนตารีพับลิคโดย “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ดำเนินการภายใน 1 วันเท่านั้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการ โนตารีพับลิคครบวงจร โดยทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริการของเราโดดเด่นด้วยความ รวดเร็ว ถูกต้อง และสะดวกสูงสุด

·  ดำเนินการภายใน 1 วันเท่านั้น
เอกสารคุณจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมรับรองภายในวันเดียว ไม่ต้องรอหลายวันให้ยุ่งยาก

·  ไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงาน
เพียงส่งเอกสารผ่านช่องทางออนไลน์ ทีมทนายความจะตรวจสอบความถูกต้องและดำเนินการรับรองให้ทันที

·  จัดส่งเอกสารตัวจริงถึงมือคุณ

  • สำหรับพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล — จัดส่งเอกสารฉบับจริงโดย แมสเซ็นเจอร์มืออาชีพ ถึงที่
  • สำหรับ ต่างจังหวัด — จัดส่งแบบด่วนพิเศษ ได้รับไวภายใน 1–2 วันทำการ

·  รับรองเอกสารทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือมอบอำนาจ สัญญา ใบรับรอง หรือคำแปลเอกสาร ทีมทนายความของเราพร้อมดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอน

ทำไมต้องเลือกใช้บริการที่ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

เพราะเราคือสำนักงานกฎหมายที่ให้บริการโดยทีมทนายความมืออาชีพ เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายภายในประเทศและเอกสารระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านโนตารีพับลิค

✔ ทีมทนายได้รับใบอนุญาตโนตารีพับลิคจากสภาทนายความ
✔ ตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดก่อนรับรองทุกฉบับ
✔ ให้คำปรึกษาก่อนและหลังการรับรองเอกสาร
✔ ส่งงานรวดเร็ว เสร็จภายใน 1 วัน
✔ มีบริการจัดส่งเอกสารถึงบ้านทั่วประเทศ

“โนตารีพับลิค” ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องทางเอกสาร แต่คือการยืนยันความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางกฎหมายในทุกการทำธุรกรรม

การมี “โนตารีพับลิค” รับรองเอกสาร ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องทางเอกสาร แต่คือการ ยืนยันความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางกฎหมาย ของคุณในทุกการทำธุรกรรม

หากคุณต้องการความมั่นใจในเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะใช้ในประเทศหรือต่างประเทศ ให้ “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โนตารีพับลิค” ดูแลแทนคุณ

ดำเนินการง่าย ✔
ไม่ต้องเดินทาง ✔
รับรองโดยทนายความมืออาชีพ ✔
พร้อมจัดส่งฉบับจริงถึงบ้านภายใน 1 วัน ✔

เพราะเอกสารของคุณมีคุณค่าให้โนตารีพับลิคจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้รับรองความถูกต้องให้ทุกขั้นตอน

ต้องการใช้บริการโนตารีพับลิคภายใน 1 วัน
📞 ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือทักมาทางช่องทางออนไลน์ได้ทันทีสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบจบในที่เดียว!

อุทาหรณ์ผู้เอาประกันภัย! ขับรถชนคนเจ็บ แต่บริษัท “ประกันภัย” ไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อความเชื่อใจในบริษัทประกันภัยกลายเป็นความเสียหายซ้ำซ้อน

ทนายอาร์มแนะ วิธีเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ในโลกของประกันภัยหลายคนเชื่อว่าการมีกรมธรรม์ไว้คือ “เกราะป้องกัน” ยามเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับพบว่า เมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิจริง ๆ ผู้เอาประกันภัยกลับต้อง “เดินเรื่องเองทุกขั้นตอน” แถมบางครั้งบริษัทประกันภัยยัง “ปัดความรับผิดชอบ” จนผู้เอาประกันต้องรับภาระร่วมกับผู้บาดเจ็บเอง

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์เขาได้ขับรถไปชนคนเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้ตำรวจชี้ว่าเขาเป็นฝ่ายผิด ทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในขั้นตอนของการเคลมตามปกติ แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นเมื่อบริษัทประกันภัย “ไม่ช่วยเหลือ” แม้แต่ในขั้นตอนสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล

บริษัทประกันภัย “ไม่สำรองจ่าย” ทั้งที่มีใบเคลม

ชายผู้เอาประกันภัยเล่าว่า เขามีเอกสารครบถ้วน ทั้งใบเคลมและหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุ แต่บริษัทประกันภัยกลับให้เหตุผลว่า “ต้องให้ผู้เอาประกันและผู้ประสบภัยร่วมกันสำรองจ่ายก่อน” แม้จะมีใบเคลมอยู่ในมือ บริษัทก็ไม่ออกหนังสือรับรองให้โรงพยาบาลนำไปเบิกกับบริษัทได้โดยตรง ผลลัพธ์คือ ทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บต้องร่วมกันควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนเอง ฟังดูอาจแปลก แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ทำประกันทุกคนต้องตระหนักว่า

“การมีประกันภัยไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติในทุกกรณี”

เมื่อผู้เอาประกันภัย “กลายเป็นผู้เสียหายซ้ำซ้อน”

หลังเกิดเหตุ ตำรวจชี้ชัดว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด หมายความว่าเขามีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่า ทั้งผู้เอาประกันและผู้บาดเจ็บต้องร่วมมือกันเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกันภัย แทนที่บริษัทจะเป็นผู้จัดการเรื่องเคลมและชดใช้ตรงตามเงื่อนไข กลับทำให้ผู้เอาประกันกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” ทั้งเสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึก

 “ทนายอาร์ม” แนะนำ : ฟ้องศาลร่วมกันในคดีคุ้มครองผู้บริโภค

ทนายอาร์มแนะนำแนวทางว่า
หากผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บร่วมมือกันฟ้องบริษัทประกันภัยต่อศาล สามารถดำเนินคดีในฐานะ “คดีคุ้มครองผู้บริโภค” ได้ เพราะทั้งคู่ถือเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

สิ่งสำคัญคือ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง

ผู้เอาประกันภัยสามารถเรียกคืนค่าเสียหายทั้งหมดได้ รวมถึงค่าทนายความด้วย

ในบางคดี ศาลมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าทนายความให้ผู้เสียหายด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของศาล

ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทนายจะสามารถดำเนินคดีให้เป็นระบบ ถูกต้องตามขั้นตอน และลดโอกาสเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

ทนายสามารถรับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ได้อย่างถูกกฎหมาย

หลายคนอาจไม่รู้ว่ากฎหมายทนายความไทยอนุญาตให้ทนายเรียกค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากทุนทรัพย์ที่บังคับคดีได้
ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถตกลงกับทนายได้อย่างโปร่งใส เช่น

  • กำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากยอดเงินที่เรียกคืนได้
  • หรือจ่ายค่าทนายแบบเหมาเพื่อให้ดำเนินคดีจนจบ

การพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และทำให้คดีดำเนินไปได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดความขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนในภายหลัง

อย่ารอให้เรื่องผ่านไปนาน ถึงจะหาทนาย

อีกหนึ่งข้อเตือนใจจากทนายอาร์มคือ

“อย่ารอให้เรื่องผ่านไปหลายปีหรืออาการบาดเจ็บหายก่อน ถึงจะเริ่มฟ้อง เพราะเมื่อคุณหายแล้ว คุณอาจหมดสิทธิ์เรียกร้องค่าพิการหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมได้”

ในทางปฏิบัติ มีหลายกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้บาดเจ็บรอจนหายดีแล้วค่อยดำเนินคดี ทำให้ศาลพิจารณาว่า “ไม่มีความเสียหายต่อเนื่อง” ส่งผลให้ได้รับเพียงค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น

ดังนั้น หากเกิดเหตุ ควรปรึกษาทนายความทันทีหลังอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพื่อให้ทนายดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์และเอกสารตั้งแต่แรก

บริษัทประกันภัย “ขายประกัน” ง่าย แต่ตอนเคลมกลับยาก

ในมุมของผู้เอาประกัน หลายคนเลือกทำประกันกับบริษัทที่โฆษณาว่าบริการดี เคลมง่าย
แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกิดเหตุจริง หลายบริษัทกลับมีข้ออ้าง เช่น

  • “งานเยอะ ยังไม่ถึงคิวตรวจสอบ”
  • “ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายนี้ ต้องให้ลูกค้าไปทำเองก่อน”
  • “ต้องรอเอกสารจากโรงพยาบาลก่อนเบิกได้”

สุดท้าย ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นฝ่ายรับภาระมาดำเนินการเอง ทั้งโทรตาม ทั้งยื่นเอกสารซ้ำ ๆ กลายเป็นว่าการขายประกันง่าย แต่การให้บริการหลังการขายกลับยากเย็น

นี่คือเหตุผลที่ ทนายอาร์มย้ำเสมอว่า

“เวลาขายประกันภัย คุณขายความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ แต่เวลาลูกค้าเกิดเหตุ คุณต้องเซอร์วิสลูกค้า ไม่ใช่หาข้ออ้าง”

คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เอาประกันภัยทุกคน

1.เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ครบ – ใบเคลม, ใบแจ้งความ, ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษา

2.แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และขอเลขเคลมเป็นหลักฐาน

3.อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเอกสารยอมความหรือสละสิทธิ์

4.ปรึกษาทนายความทันที หากบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่ได้รับความคืบหน้า

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่า การมี “ประกันภัย” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับการดูแลเสมอไป แต่หากคุณรู้จักใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง และมีทนายความที่ปรึกษา ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น คุณจะไม่เพียงแต่เรียกคืนสิ่งที่เสียไปได้ครบ แต่ยังอาจได้รับความเป็นธรรมมากกว่าที่คิด

เพราะในยุคที่บริษัทต่าง ๆ แข่งกัน “ขายประกัน” อย่าลืมว่า “ผู้เอาประกัน” เองก็ต้องรู้เท่าทันประกันเช่นกัน ปรึกษาทนายความวันนี้ เพื่อที่คุณจะไม่เสียรู้บริษัทประกันภัยอีกต่อไป

เรียกค่าสินไหมบาดเจ็บอย่างไรให้ไม่เสียเปรียบ? ทนายอาร์มเล่ากรณีจริง “ถูกรถชนแขนหัก ควรเรียกค่าสินไหมเท่าไหร่ดี?”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่มักมีคนมาปรึกษาทนายอาร์มอยู่เสมอ คือ “ถูกรถชน แขนหักแบบนี้ เรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บได้เท่าไหร่?” ซึ่งคำถามนี้ฟังดูง่าย แต่คำตอบไม่ตายตัวเลยครับ เพราะการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างมาก ทั้งอายุ เพศ อาชีพ รายได้ และผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในอนาคต อย่างกรณีต่อไปนี้ที่ญาติของผู้เสียหายได้ติดต่อเข้ามาปรึกษาทนายอาร์ม

ตัวอย่างเคสจริง: สาววัย 37 ปี แขนหักต้องดามเหล็กจากอุบัติเหตุรถชน

โดยญาติของผู้เสียหายได้ทักข้อความ Inbox มาปรึกษาทนายอาร์มว่า ผู้หญิง (ตัวคนเจ็บ) อายุ 37 ปี ทำงานเจ้าหน้าที่บัญชี เงินเดือน 28,000 บาท เธอถูกรถชนจนแขนหักต้องใส่เหล็กดามกระดูก และอยากทราบว่า “ควรเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บเท่าไหร่ดี?”

ทนายอาร์มจึงเริ่มต้นจากการถามข้อมูลพื้นฐาน เช่น

“ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเท่าไหร่?”

ญาติผู้เสียหายตอบว่า 340,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร

เมื่อทนายสอบถามต่อไป พบว่าคู่กรณีมีประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองบุคคลภายนอกในวงเงิน 500,000 บาท และบริษัทประกันภัยได้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดไปจำนวน 340,000 บาท และยังเหลือวงเงินอีก 240,000 บาท (รวมความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ 80,000 บาท) ที่สามารถใช้เรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม หากค่าเสียหายรวมเกินกว่าวงเงินคุ้มครอง เช่น เกิน 500,000 บาท ส่วนเกินนี้จะต้องเรียกเอาจากตัวผู้ขับขี่โดยตรง เพราะถือว่าเป็นการกระทำละเมิด

เรียกค่าสินไหมกรณีบาดเจ็บอะไรได้บ้าง?

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุสามารถเรียกค่าเสียหายได้หลายรายการ เช่น

ค่ารักษาพยาบาล – ครอบคลุมทั้งค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่ากายภาพบำบัด

ค่าเสียรายได้ระหว่างพักรักษาตัว – หากต้องหยุดงานหรือขาดรายได้ในช่วงรักษาตัว สามารถเรียกได้ตามจำนวนวันที่หยุดจริง

ค่าทำขวัญ – เป็นค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเจ็บปวดทางกายและใจ

ค่าใช้จ่ายในการดูแลระหว่างบาดเจ็บ – เช่น ค่าพี่เลี้ยงหรือคนดูแลระหว่างรักษา

ค่าเสียหายระยะยาว – หากบาดเจ็บทำให้สูญเสียอวัยวะหรือทำงานไม่ได้เหมือนเดิม

ค่าทำขวัญด้านความสวยงาม – เช่น มีรอยแผลเป็นถาวร

จะเห็นได้ว่าการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บนั้น ไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งหมดหลังอุบัติเหตุ

ทำไมคนงานยกของบางคนเรียกค่าสินไหมได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ?

ทนายอาร์มอธิบายว่า การคำนวณค่าสินไหมบาดเจ็บไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังดู “ผลกระทบต่ออาชีพ” ด้วย เช่น ถ้าเป็นคนงานยกของแล้วแขนหัก ย่อมกระทบต่อการทำงานโดยตรง ทำให้รายได้หายไปทั้งหมดในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าเป็น พนักงานออฟฟิศทั่ว ๆ ไป อาจยังสามารถทำงานเอกสารหรือทำงานจากบ้านได้บางส่วน

ดังนั้น ในบางกรณีคนงานใช้แรงงานอาจเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ เพราะอาชีพของเขาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายโดยตรง

อย่ารอให้หายดีก่อนค่อยเรียกร้อง เพราะ “คุณกำลังเสียเวลาและเสียเปรียบบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว”

อย่างเคสผู้หญิงในกรณีนี้รักษาตัวนานถึง 9 เดือน ก่อนจะติดต่อทนายอาร์ม โดยบริษัทประกันภัยอ้างว่า “ต้องรอให้หายดีก่อน ถึงจะเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้” แต่ในความจริง นี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้ผู้เสียหายเสียเปรียบอย่างมาก เพราะกระบวนการเรียกค่าเสียหายเองก็ใช้เวลาอีกหลายเดือน หากเริ่มดำเนินการหลังหายดีแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าเสียเวลาไปกว่า 1 ปีครึ่งกว่าจะได้เงิน

ทนายอาร์มจึงเตือนว่า “อย่ารอให้หายดีค่อยมาปรึกษา” ควรให้ทนายความดำเนินการตั้งแต่ช่วงเริ่มรักษา เพื่อให้สามารถรวบรวมหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และเอกสารสำคัญได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น

“หากเกิดอุบัติเหตุรถชน สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้หรือไม่?”

อีกประเด็นที่หลายคนมักสับสนคือ “หากเกิดอุบัติเหตุรถชน สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้หรือไม่?”

คำตอบคือ ใช้ได้ครับ กฎหมายพระราชบัญญัติประกันสังคม ไม่มีมาตราใดระบุว่า หากเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ จะต้องใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ. รถยนต์เท่านั้น เพียงแต่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งอาจบอกว่า “ใช้สิทธิ์ไม่ได้” เพราะไม่อยากรับอัตราค่ารักษาของประกันสังคมซึ่งจ่ายน้อยกว่าอัตราปกติ แต่ในทางกฎหมาย คุณสามารถยืนยันสิทธิ์ของคุณได้เต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการรักษา และยังคงสามารถเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บส่วนอื่นจากคู่กรณีได้ตามปกติ

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ?

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม พบว่าผู้เสียหายจำนวนมากมักจะคิดว่า “เดี๋ยวลองเรียกดูเองก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยหาทนาย” ซึ่งนั่นคือจุดที่ทำให้เสียสิทธิ์ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยเจรจาเพื่อลดวงเงินชดเชยให้มากที่สุด หากผู้เสียหายไม่มีความรู้ทางกฎหมายหรือไม่มีทนายคอยวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้น ก็แทบจะไม่มีทาง “รู้ทันบริษัทประกันภัย” ได้เลย

วิธีเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บอย่างไม่เสียเปรียบ

แจ้งเหตุและติดต่อบริษัทประกันภัยทันที พร้อมขอสำเนาตารางกรมธรรม์คู่กรณี เก็บหลักฐานทุกอย่าง เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ ค่ารักษา และภาพถ่ายบาดแผล อย่ารอให้หายดีค่อยเรียกร้อง ควรให้ทนายดำเนินการระหว่างการรักษา ใช้สิทธิ์ประกันสังคมควบคู่ได้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ปรึกษาทนายความ เพื่อให้ทนายวางแนวทางการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้อย่างถูกต้อง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบเพราะความไม่รู้

การเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงิน แต่คือการรักษาสิทธิ์ของคุณในฐานะผู้ได้รับความเสียหาย และอย่าลืมว่า “บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะ…มีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?” ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

ภาพหรือคลิปจาก OnlyFans ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ทำยังไงดี?

ยุคดิจิทัลทุกวันนี้ “OnlyFans” กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไป รวมถึงดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้ที่ต้องการสร้างรายได้จากคอนเทนต์ของตัวเอง สามารถเผยแพร่ “ภาพลักษณ์ส่วนตัว” ได้อย่างอิสระและถูกกฎหมายภายใต้การยินยอมของเจ้าของผลงาน

แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิด ภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ หรือคอนเทนต์จาก OnlyFans ถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำในช่องทางอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น ถูกโพสต์ในเว็บโป๊ เว็บบอร์ดลับ หรือแม้แต่ถูกขายต่อโดยบุคคลที่สาม ซึ่งถือเป็น “การละเมิดสิทธิในภาพและละเมิดกฎหมายคอมพิวเตอร์” อย่างชัดเจน

เข้าใจก่อนว่า “ภาพจาก OnlyFans” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของใคร?

ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์เจ้าของผลงานหรือเจ้าของภาพถ่ายคือผู้มีสิทธิในเนื้อหานั้นโดยสมบูรณ์
แม้คอนเทนต์จะถูกอัปโหลดลง OnlyFans แต่สิทธิในภาพและคลิปยังคงเป็นของผู้สร้าง (Creator) เว้นแต่มีการทำสัญญาโอนสิทธิอย่างชัดเจน

นั่นหมายความว่า หากมีบุคคลอื่นนำภาพจาก OnlyFans ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น

  • ดาวน์โหลดแล้วนำไปโพสต์ต่อในเว็บอื่น
  • ตัดต่อ ทำซ้ำ ดัดแปลง
  • หรือใช้ภาพในเชิงดูหมิ่น เสื่อมเสียชื่อเสียง

ผู้กระทำถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา

กรณีที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับการละเมิดคอนเทนต์ OnlyFans

1. นำภาพหรือคลิปไปเผยแพร่ในเว็บโป๊หรือกลุ่มลับโดยไม่ได้รับอนุญาต
→ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(4) ฐานนำข้อมูลลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

2. ตัดต่อภาพใบหน้ากับร่างกายคนอื่น หรือสร้าง Deepfake เพื่อขายต่อ
→ เข้าข่าย “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” และ “ปลอมแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์”

3. เผยแพร่ภาพเก่าของอดีตคู่รักหรือแฟนเก่าเพื่อประจาน
→ ผิดฐาน “ข่มขู่ กรรโชก และละเมิดสิทธิในภาพส่วนตัว”4.แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของภาพ หรือขายคอนเทนต์ของ Creator คนอื่น
→ ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ และอาจโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

เมื่อภาพจาก OnlyFans ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ต้องทำอย่างไร?

1. อย่าเงียบหรืออย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก
เพราะการละเมิดในโลกออนไลน์ไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ แต่ยังส่งผลต่อรายได้และชื่อเสียงระยะยาว

2. เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ทันที

o ภาพหน้าจอ (screenshot)

o ลิงก์เว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่

o วันเวลา และชื่อบัญชีผู้เผยแพร่
หลักฐานเหล่านี้จะสามารถให้ทนายความดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว

3. ปรึกษาทนายความทันที
เพราะหลายกรณีผู้เสียหายไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน หรือควรดำเนินคดีในช่องทางใด หากรู้ตัวว่าได้รับความเสียหายสามารถปรึกษาทนายความได้ทันที เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

กฎหมายคุ้มครองภาพและคอนเทนต์ส่วนตัว

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าภาพและคลิปส่วนตัวถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
หากมีบุคคลใดนำข้อมูลนี้ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้กระทำอาจมีความผิดตามกฎหมายดังนี้

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326-328
    → ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
  • พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
    → นำข้อมูลลามกหรือข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
  • พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)
    → นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม มีโทษทั้งจำและปรับ

อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนาย เพราะคุณมีสิทธิ์ในภาพของตัวเอง

หลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงหรือผู้สร้างคอนเทนต์ OnlyFans มักลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกตัดสินหรือถูกเปิดเผยชื่อเสียงในสังคม แต่ในความเป็นจริง คุณคือ “ผู้เสียหาย” ที่กฎหมายคุ้มครองเต็มที่

การมีทนายเข้ามาดำเนินการตั้งแต่แรก จะช่วยให้เรื่องไม่บานปลาย และสามารถจัดการทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • การขอคำสั่งศาลเพื่อปิดเว็บหรือบัญชีที่เผยแพร่ภาพ
  • การเรียกค่าเสียหายจากผู้ละเมิด
  • และการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลซ้ำอีก

ภาพจาก OnlyFans คือสิทธิ์ของคุณ ไม่ใช่ของใคร ปรึกษาทนายความทันที 

ทุกภาพ ทุกคลิปที่คุณสร้างขึ้นใน OnlyFans คือ ทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลส่วนบุคคลของคุณโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีใครนำไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ว่าจะเพื่อทำร้ายชื่อเสียง หรือหาผลประโยชน์ส่วนตัว อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบ รีบเก็บหลักฐาน และปรึกษาทนายความทันที เพื่อให้กฎหมายปกป้องสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีเทคโนโลยีและคดีละเมิดสิทธิในโลกออนไลน์ พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับ OnlyFans โทรปรึกษาเบื้องต้น 062-195-1661หรือทักแชตเพื่อขอคำแนะนำได้ทันที  เพราะ “ภาพของคุณ คือสิทธิ์ของคุณ” คลิก >>ติดต่อเรา<<

เมื่อบริษัทประกันภัยพูดว่าอยากได้ “ให้ไปฟ้องเอา” นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง

ประโยคนี้สะท้อนถึง “ช่องว่างของอำนาจ” ระหว่างผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา กับบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่มีทีมทนายและฝ่ายกฎหมายครบเครื่อง

คำถามคือ…

  • ทำไมบริษัทประกันภัยที่มีรายได้ปีละหลายพันล้าน จึงปฏิเสธความรับผิดชอบกับผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาลและยังไม่สามารถเดินได้ปกติ?
  • ทำไมต้องให้ผู้เสียหาย “ไปฟ้องเอาเอง” ทั้งที่รู้ว่าคนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และไม่มีเงินหรือเวลามาฟ้องร้อง?

สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “เครื่องมือทางอำนาจ” ที่บริษัทประกันภัยบางแห่งใช้ เพื่อบีบให้ผู้เสียหายยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ แล้วจบเรื่องไป

ความจริงทางกฎหมาย คือ ผู้เสียหายมีสิทธิมากกว่าที่บริษัทพยายามบอก

ตามหลักกฎหมายมูลละเมิดและกฎหมายประกันภัยผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ครบทุกส่วน ไม่ใช่แค่ค่าหยุดงานเท่านั้น

โดยกฎหมายกำหนดให้คู่กรณีหรือบริษัทประกันภัยต้องชดใช้ในส่วนต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
รวมถึงค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่ากายภาพบำบัด และค่าฟื้นฟูร่างกาย

2.  ค่าขาดรายได้จากการหยุดงาน
ต้องคิดตามรายได้จริง ไม่ใช่เพียง “วันละ 350 บาท” แบบที่บริษัทบางแห่งตั้งขึ้นเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์

3.  ค่าทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ
ศาลสามารถพิจารณาให้ได้ตามสภาพความเสียหาย เช่น ความเจ็บปวด ความพิการ หรือผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

4.  ค่าขาดโอกาสทางอาชีพ
เช่น หากผู้เสียหายมีอาชีพอิสระ แล้วไม่สามารถรับงานได้ในช่วงพักฟื้น

ดังนั้น หากบริษัทประกันภัยบอกว่า “ไม่จ่าย” หรือ “ให้ไปฟ้องเอา” นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่มีสิทธิ แต่เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในทางที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

เหตุใดบริษัทประกันภัยจึงกล้าท้าให้ผู้เสียหายไป “ฟ้องเอา”?

เพราะพวกเขารู้ดีว่า

  • คนทั่วไป “ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย”
  • ไม่รู้ขั้นตอนการฟ้องร้อง
  • คิดว่าทนายความแพง
  • และสุดท้ายเลือก “ยอมรับเงินเท่าที่ให้”

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
บริษัทบางแห่งจึงกล้าพูดได้เต็มปากว่า “อยากได้มากกว่านี้ ไปฟ้องเอา” เพราะมั่นใจว่าเหยื่อส่วนใหญ่จะไม่กล้า

แต่สำหรับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และ ทนายอาร์ม เราเชื่อว่า “ความจริง” และ “สิทธิของประชาชน” ต้องมาก่อนผลประโยชน์ขององค์กร

ประกันภัยที่ดี ควรรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระ

บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแล เยียวยา และจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
ไม่ใช่ใช้ความได้เปรียบทางกฎหมายมาข่มขู่ หรือบอกให้ประชาชนธรรมดา “ไปฟ้องเอาเอง”

เพราะในความเป็นจริง คนที่นอนเจ็บอยู่บ้าน คนที่ยังเดินไม่ได้ คนที่ต้องหยุดงานขาดรายได้
พวกเขาไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะไม่มีทนายอยู่ข้างตัว

ถ้าเจอประกันท้าให้ฟ้องแบบนี้จะทำอย่างไรดี?

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนมักเลือกเชื่อบริษัทประกันภัยที่บอกว่า “รอให้ร่างกายหายดีก่อน” ค่อยว่ากันเรื่องเคลม แต่ในความเป็นจริงนี่คือความเข้าใจผิดที่อาจทำให้คุณเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว เพราะ “อีกฝ่าย” ไม่ว่าจะเป็นคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย เขามีทีมกฎหมายพร้อมตั้งแต่ “รถยังไม่ทันชนด้วยซ้ำ”

บริษัทประกันภัยมีฝ่ายทนายและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีโดยตรง ที่ถูกเตรียมไว้เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท” ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้เสียหาย การเรียกเอกสาร หรือแม้แต่การตีความข้อกฎหมาย ทุกขั้นตอนล้วนมีเป้าหมายเพื่อ “ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้ได้น้อยที่สุด”

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับต้อง “สู้ด้วยมือเปล่า” ทั้งเจ็บตัว เสียงาน และยังขาดความรู้ทางกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น อย่ารอให้แผลหายก่อนถึงค่อยหาทนาย เพราะทุกนาทีหลังเกิดเหตุคือ “โอกาสสำคัญในการปกป้องสิทธิ์ของคุณ”

คุณสามารถมีทนายความอยู่ข้างตัวตั้งแต่วันแรกที่รถชนได้เช่นกัน เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการทั้งด้านเอกสาร การเจรจากับบริษัทประกันภัย และคำนวณมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง  ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทประกันภัยกำหนดอยู่ฝ่ายเดียว

1. อย่าเพิ่งยอมเซ็นยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ
เพราะเมื่อคุณเซ็นรับเงินและลงชื่อในเอกสารยอมความแล้ว จะถือว่าคดี “สิ้นสุดสิทธิ์เรียกร้อง” ทางกฎหมายในอนาคตทันที แม้ภายหลังจะพบว่าความเสียหายมากกว่านั้น คุณก็ไม่สามารถเรียกเพิ่มได้อีก

2. รวบรวมหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วน
เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบหยุดงาน ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานการเดินทาง หรือแม้แต่แชตที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประกันภัย ทุกอย่างล้วนสำคัญ เพราะเอกสารเหล่านี้คือ “หลักฐานยืนยันสิทธิ์” ของคุณในการเรียกร้องค่าเสียหาย

3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
อย่าปล่อยให้ตัวเองต่อรองตามลำพัง เพราะในขณะที่บริษัทมี “ทีมทนายตั้งแต่วันแรก” คุณก็ควรมี “ทนายของคุณเอง” ที่พร้อมดำเนินการเรียกค่าเสียหาย ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อให้คุณได้รับ “ความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เงินเยียวยา”

กรณีที่ผู้เสียหายได้รับคำตอบว่า “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา” เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในระบบประกันภัยของไทย และสะท้อนว่าบางบริษัทอาจลืมไปว่า “ลูกค้า” คือคนที่ไว้วางใจจ่ายเบี้ยให้ทุกปี เพื่อแลกกับ “ความคุ้มครองในวันที่ต้องการที่สุด”

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญเหตุการณ์แบบเดียวกัน อย่ายอมให้คำพูดเหล่านี้ทำให้สิทธิตามกฎหมายของคุณหายไป

บริษัทประกันภัยมีทนายไว้ก่อนเกิดเหตุ ถึงเวลาที่ผู้เสียหายต้องมีทนายไว้เช่นกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถพัง–คนเจ็บ–ชีวิตสะดุด บริษัทประกันภัยอาจเป็นชื่อแรกที่เรานึกถึงในฐานะ “ผู้ช่วยเหลือ” แต่ความจริงที่หลายคนเพิ่งได้รู้ คือ บริษัทประกันภัยไม่ใช่เพื่อนของผู้เสียหาย พวกเขาคือ “คู่สัญญาทางธุรกิจ” ที่มีหน้าที่จำกัดความรับผิดชอบให้ได้น้อยที่สุด และมีทีมทนายพร้อมตั้งแต่วันแรกที่เหตุเกิด

ในทางกลับกัน ผู้ประสบภัยกลับต้องสู้ตามลำพัง ทั้งที่เจ็บกาย เจ็บใจ และไม่รู้ว่ากฎหมายให้สิทธิ์อะไรบ้าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณ ไม่ควรยอมรับตัวเลขชดเชยที่ไม่เป็นธรรม หรือคำพูดกดดันอย่าง “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา”

เพราะ “คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมาย” ที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าทนทุกข์ทรมาน และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และคุณมีสิทธิ์จะมี “ทนาย” เพื่อยืนหยัดต่อสู้บนความยุติธรรมเช่นเดียวกับพวกเขา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมอยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดไปจนถึงการตกลงให้ทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย เราพร้อมเป็น “เสียงของผู้เสียหาย” ที่จะไม่ปล่อยให้คำพูดของบริษัทประกันภัยมากำหนดคุณค่าของชีวิตคุณได้อีกต่อไป รถชนเรียกค่าเสียหาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

จำนำรถแล้วรถหาย ทำยังไงดี? สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้คำปรึกษาและดำเนินการครบวงจร

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน “การจำนำรถ” กลายเป็นทางออกของใครหลายคนในการหมุนเงินระยะสั้น แต่สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนคาดไม่ถึง คือกรณี “จำนำรถแล้วรถหาย” หรือ “จำนำรถแล้วติดต่อเต็นท์ไม่ได้” ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่นำรถไปจำนำกับเต็นท์หรือเอเจนซี่ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง หรือไม่มีที่อยู่แน่นอน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หลายคนอาจตกใจ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน บางคนไม่กล้าแจ้งความ หรือคิดว่าไม่มีสิทธิ์เพราะรถอยู่ในสัญญาจำนำ แต่ในความเป็นจริงเจ้าของรถยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย และสามารถดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ หากมีหลักฐานชัดเจนและดำเนินการถูกต้อง

ทำไม “จำนำรถแล้วรถหาย” ถึงเกิดขึ้นได้?

ส่วนใหญ่เกิดจากการนำรถไปจำนำกับเต็นท์ที่ไม่มีใบอนุญาต หรือกับบุคคลที่รับจำนำในนามส่วนตัว โดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับ เช่น สัญญาจำนำ, ใบรับรถ หรือหลักฐานการรับเงินที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถติดต่อผู้รับจำนำได้ บางรายพบว่ารถถูกนำไปขายต่อหรือปล่อยเช่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

รูปแบบปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่

  • จำนำกับเต็นท์เถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตรับจำนำ
  • นายหน้านำรถไปส่งต่อให้ผู้อื่นอีกทอด
  • ไม่มีเอกสารหรือสัญญาจำนำที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • ผู้รับจำนำขายรถหรือเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนโดยไม่บอกกล่าว

ทั้งหมดนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกงซึ่งเจ้าของรถสามารถดำเนินคดีได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “จำนำรถ”

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747–756
ผู้รับจำนำมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้จำนำอย่างดี หากทำให้ทรัพย์สูญหาย ต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน

และตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
หากผู้รับจำนำนำรถที่รับไว้ไปขายหรือใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่นำรถไปจำนำมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่?

หากผู้ที่นำรถไปจำนำไม่ใช่เจ้าของรถตัวจริง หรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่หากมีการ ขายต่อ โอนกรรมสิทธิ์ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพของรถ โดยมีเจตนาทุจริตและต้องการให้เจ้าของรถเสียประโยชน์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง หรือแม้กระทั่งรับของโจร หากผู้รับจำนำรู้ว่ารถนั้นได้มาโดยมิชอบ

ดังนั้น ในกรณีที่คุณพบว่ารถของคุณถูกนำไปจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกบุคคลอื่นหลอกให้โอนแล้วนำไปจำนำต่อ ควรรีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินสูญหายหรือถูกเปลี่ยนมือเพิ่มเติม

หากติดต่อเต็นท์รถไม่ได้อีกต่อไป ทำอย่างไรได้บ้าง?

หนึ่งในปัญหาที่พบมากที่สุดคือเต็นท์รับจำนำหาย ติดต่อไม่ได้ ปิดร้านหนี หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของรถอย่างมาก

หากเกิดกรณีนี้ขึ้น ให้ดำเนินการดังนี้

1.ตรวจสอบหลักฐานการติดต่อย้อนหลัง
เช่น แชตที่เคยคุยกัน หลักฐานการโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจำนำรถ เพราะหลักฐานเหล่านี้ใช้ยืนยันตัวตนของผู้รับจำนำและใช้เป็นข้อมูลในการแจ้งความ

2.แจ้งความดำเนินคดีทันที
ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และหากมีมูลให้ดำเนินคดีในข้อหายักยอกหรือฉ้อโกงทรัพย์

3.ตรวจสอบสถานะรถกับกรมการขนส่งทางบก
เพื่อดูว่ามีการโอนชื่อ เปลี่ยนเจ้าของ หรือมีการแจ้งสูญหายของทะเบียนหรือไม่

4.ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
ทนายสามารถตรวจสอบเอกสารและให้คำปรึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ เพื่อนำมาสู่การติดตามรถที่หายไปว่าปัจจุบันรถอยู่ที่ไหน

ทำไมควรให้ทนายความดำเนินการตั้งแต่ต้น?

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักพยายามเจรจาเอง แต่หลายครั้งกลับเสียเวลาและสูญเสียโอกาสในการติดตามรถ เพราะไม่รู้ขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้อง

ทนายความ จะสามารถดำเนินการให้คุณได้ในเรื่องต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบสถานะและที่ตั้งของผู้รับจำนำ
  • ร่างหนังสือทวงถามหรือหนังสือแจ้งความอย่างถูกต้อง
  • ประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย
  • ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของรถตามกฎหมาย

หากเกิดปัญหา “จำนำรถแล้วรถหาย” ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อเกิดกรณี “จำนำรถแล้วรถหาย” อย่าปล่อยให้ความเสียหายลุกลามจนเกินควบคุม เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน และความมั่นคงทางการเงินของเจ้าของรถโดยตรง
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจในความเดือดร้อนของผู้เสียหาย และพร้อมให้คำปรึกษา คำแนะนำกรณีจำนำรถหายโดยทนายความมืออาชีพอย่างครบวงจร

ไม่ว่าคุณจะกำลังประสบกับกรณีใดต่อไปนี้

  • จำนำรถกับเต็นท์หรือบุคคลแล้ว ติดต่อไม่ได้
  • รถถูก ขายต่อหรือโอนชื่อโดยไม่ยินยอม
  • หรือพบว่ารถถูก ยักยอกหรือเปลี่ยนมือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการติดตามอย่างเต็มที่ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

กระดูกซี่โครงหัก จะเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีรถชนได้อย่างไร?

ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่  ชม.113/2563

ยุติจำนวนเงิน 29,542 บาท

ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท 50,000 บาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 150,000 บาท

-ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 50,000 บาท

-ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย 45,160 บาท

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 100,000 บาท

-ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 200,000 บาท

ผู้คัดค้าน (บริษัท อ… ประกันภัย จำกัด ) เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ คันหมายเลข

ทะเบียน … สมุทรปราการ ที่นาย อ. เป็นผู้ขับขี่มาในวันเกิดเหตุ และได้ชนกับรถยนต์ที่ผู้

เสนอข้อพิพาทขับขี่มา 1. ค่ารักษาพยาบาลที่มีมาก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท จำนวน 50,000 บาทนั้น สูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บมาก และไม่มีหลักฐานว่าเสียหายตามที่

กล่าวอ้าง 2. ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต จำนวน 150,000 บาท อาการบาดเจ็บของผู้เสนอ

ข้อพิพาทไม่ได้บาดเจ็บมากถึงกับต้องรักษาถึงในอนาคต เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ 3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจำนวน 50,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ 4.ค่าขาดประโยชน์ที่ต้องหยุดงานสองเดือน จำนวน 45,160 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการได้รับเงินเดือน การที่ได้รับบาดเจ็บผู้เสนอข้อพิพาทยังคงได้รับเงินเดือนเช่นเดิม 5.ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต จำนวน 100,000 บาท และ 6. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จำนวน 200,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทร้อง

ประเด็นข้อพิพาท :

1. ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทหรือไม่ เพียงใด

2. ผู้เสนอข้อพิพาทมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันที่ยื่นข้อเสนอข้อพิพาทหรือไม่

คำวินิจฉัยชี้ขาด

– ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท

พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วที่โรงพยาบาล อ. และโรงพยาบาล ศ. และได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลทั้งสองไป โดยจ่ายให้โรงพยาบาล อ. เป็นเงิน 425 บาท และจ่ายให้โรงพยาบาล ศ. เป็นเงิน 4,737 บาท ผู้เสนอข้อพิพาทยืนยันขอเรียกค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาทที่ได้จ่ายให้โรงพยาบาล ศ. จ่ายเป็นเงิน 4,737 บาท โดยไม่ได้ขอค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายให้โรงพยาบาล อ. จำนวน 425 บาท ด้วย แม้ข้อเท็จจริงในคำเสนอข้อพิพาทจะแตกต่างกับคำพยานของผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้ารับการรักษาพยาบาลทั้งสองโรงพยาบาลดังกล่าว และได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงเห็นว่าเป็นความผิดพลาดในการเสนอข้อพิพาท และเพื่อประโยชน์ความยุติธรรม และเห็นว่าไม่ทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จึงรับฟังว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้จ่ายเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลทั้งสองแห่งจริง รวมเป็นจริง 5,162 บาท ผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้อเท็จจริงได้ จึงเห็นว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท จำนวน 5,162 บาท แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

พิจารณาแล้วเห็นว่า ในคำเสนอข้อพิพาทผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่ารักษาอาการเจ็บที่หน้าอก 150,000 บาท กับจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคตที่ปรากฏอยู่ในคำพยานของผู้เสนอข้อพิพาท เรียกร้องเป็นเงิน 21,400 บาท ซึ่งแตกต่างกัน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในแบบบันทึกคำพยาน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงถึงที่มาของค่ารักษาพยาบาลชัดเจนกว่า และเห็นว่าการรักษาด้วยวิธีการแสงเลเซอร์กำลังสูง และ วินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นั้นต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายของผู้ที่จะรักษาก่อนว่าอาการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากสาเหตุใด และควรใช้วิธีดังกล่าวรักษาหรือไม่และมีความจำเป็นต้องใช้การวินิจฉัยอาการบาดเจ็บด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หากแพทย์ได้มีความเห็นให้รักษาได้ หรือจำเป็นต้องวินิจฉัยโรคด้วยวิธีดังกล่าว จึงสามารถไปทำการรักษาตามที่แพทย์แนะนำได้ และก็ได้ ระบุว่าต้องมีการประเมินอาการโดยละเอียด ก่อนเข้าทำการรักษา เพื่อเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการรักษา ดังนั้น เมื่อมีการประเมินอาการแล้วอาจไม่ต้องรักษาด้วยเครื่องมือเลเซอร์กำลังสูงก็ได้ อาจเป็นเพียงรักษาด้วยวิธีการนวดมือ หรือใช้เครื่องมืออย่างอื่น ดังนั้น การที่จะขอค่ารักษาพยาบาลในอนาคตในลักษณะดังกล่าว ต้องมีความเห็นของแพทย์สั่งให้ผู้เสนอข้อพิพาทรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวเสียก่อน จึงสามารถไปรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ประกอบกับผู้เสนอข้อพิพาทได้ให้ถ้อยคำในชั้นพิจารณาได้ความว่า ได้ค้นหาวิธีการรักษาด้วยวิธีดัง กล่าวมาจากอินเตอร์เน็ต ยังไม่ได้ไปทำการรักษาจริง จึงเป็นเพียงความประสงค์ของผู้เสนอข้อพิพาทว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บด้วยวิธีที่ค้นมาจากอินเตอร์เน็ตดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่มีความเห็นของแพทย์ให้ทำการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ จึงสามารถเรียกร้องค่ารักษาในอนาคตในการรักษาด้วยเลเซอร์กำลังสูงและทำการวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคต เพื่อจะนำไปใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีการรักษาทั้งสามวิธีดังกล่าวด้วยข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล ดังกล่าวข้างต้น ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคตให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาล

พิจารณาแล้วเห็นว่าระยะทางที่ผู้เสนอข้อพิพาทใช้เดินทางไปยังสถานที่รักษาโดยประมาณ 35.9 กิโลเมตร และค่าจ้างคนไปรับส่งจากที่พักไปโรงพยาบาล ไปและกลับจำนวน 3 เที่ยว เป็นเงิน 1,800 บาท นั้น เหมาะสมกับข้อเท็จจริงตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้อง และจำนวนครั้งที่ได้ไปทำการรักษาพยาบาล เมื่อผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้ออ้างของผู้เสนอข้อพิพาทข้อนี้ได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสนอข้อพิพาทส่วนค่าขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล ศ. จำนวน 200 บาท เป็นเงินที่ผู้เสนอข้อพิพาทจ่ายเพื่อขอประวัติการรักษาพยาบาลของผู้เสนอข้อพิพาท เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดี และการจ่ายเงินในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาลแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทในส่วนนี้

จึงเห็นว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาลของผู้เสนอข้อพิพาท เป็นเงิน 1,800 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าขอประวัติการรักษาค่ารักษาพยาบาล

-ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย

พิจารณาแล้วว่า ตามคำเสนอข้อพิพาท อ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีเงินเดือนประมาณ 22,580 บาท จากการบาดเจ็บทำให้ต้องลาป่วย ไม่น้อยกว่า 2 เดือน ทำให้ขาดรายได้เป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 45,160 บาท ให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินจำนวน 45,160 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท แต่ปรากฏในคำให้การพยานของผู้เสนอข้อพิพาท กลับอ้างว่าจากอาการบาดเจ็บต้องหยุดงานเป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่ได้รับเงินเดือน จำนวน 22,580 บาท จนเป็นเหตุให้ผู้คัดด้านหลงข้อต่อสู้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทถูกหักเงินเดือน ๒ เดือน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงในแบบบันทึกคำพยาน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานครั้งหลังสุดว่าหยุดงานเพียง 1 เดือน เห็นว่าการประปาส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และอยู่ภายใต้การบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน หลักในการลาป่วยของพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีเงื่อนไขต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสามารถลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งหมายความว่าสามารถลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับเงินเดือนระหว่างวันลา ถ้าได้มีการลาป่วยอีก ภายหลังที่ลาป่วยโดยได้รับเงินเดือนดังกล่าว จึงถูกหักเงินเดือนตามระยะเวลาที่ลา เมื่อผู้เสนอข้อพิพาทได้อ้างว่าต้องลาป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ย่อมจะไม่ถูกหักเงินเดือนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพยานเป็นเอกสารของ กปภ. ว่าได้หักเงินเดือนของผู้เสนอข้อพิพาท จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการหักเงินเดือนของผู้เสนอข้อพิพาทจากการลาป่วยหนึ่งเดือน จึงเห็นได้ว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาดประโยชน์ในการทำมาหาได้ระหว่างการเจ็บป่วย เป็นเงิน 22,580 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

ข้อที่ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพเสริม รับจ้างติดตั้ง ซ่อมล้างและย้ายแอร์ รับเหมาเดินไฟฟ้า ตู้คอนโทรล มอเตอร์ไปร์ มีรายได้เดือนละประมาณ 13,000 บาท เนื่องจากผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการเจ็บปวดที่บริเวณซี่โครง และหน้าอก ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ เป็นเวลา 3 เดือน ไม่สามารถประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้ จึงขอเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากอาชีพเสริม จำนวน 3 เดือน เป็นเงิน 39,000 บาท พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้เรียกร้องให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าสินไหมทดแทนเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ จากการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีประเด็นข้อพิพาทในกรณีนี้เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิ ดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

พิจารณาแล้วเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ผู้เสนอข้อพาทเรียกร้องแยกได้เป็นสองกรณี กรณีแรก เกี่ยวกับการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ กรณีที่สอง เกี่ยวกับการเป็นช่างแอร์ ซึ่งเป็นอาชีพเสริม

กรณีแรก พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าตามระเบียบของการประปาส่วนภูมิภาค ถ้าลาป่วยเกิน 15 วัน จะไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินโบนัสประจำปี จากอุบัติเหตุ ทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องลาป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ไม่มีสิทธิ์ ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน และไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสประจำปี ข้อที่ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าหากลาป่วยเกิน 15 วัน ไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินโบนัสประจำปี ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาค เรื่องของการเลื่อนเงินเดือน ที่มี 2 กรณี คือ 1.) การเลื่อนขั้นตามปกติ 1 ขั้น ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลาป่วยเกิน 15 วัน แล้วไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ดังที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้าง 2.) การเลื่อนขั้นเงินเดือนแบบกรณีพิเศษ (มากกว่า 1 ขั้นแต่ไม่เกิน 2 ขั้น) มีหลักเกณฑ์ระบุไว้ว่า มีวันลารวมกันไม่เกิน 15 วัน (ลากิจ+ลาป่วย+ฯ) หากลาตามเงื่อนไขดังกล่าวเกิน 15 วันจะไม่ได้รับการพิจารณาการขอขึ้นเงินเดือน 2 ขั้น จึงรับฟังได้ว่าเงื่อนไขการลาป่วย 15 วัน ใช้เฉพาะการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในกรณีพิเศษเท่านั้น ส่วนเงินโบนัสประจำปีตามที่ระบุไว้การจ่ายนั้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการประจำปีของ กปภ. ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการลาป่วยเกิน 15 วัน แล้วจะไม่ได้รับเงินโบนัสแต่ประการใด ดังนั้นการจะได้รับโบนัสหรือไม่ประการใด จึงขั้นอยู่กับว่า กปภ. มีกำไรหรือไม่ ส่วนข้อที่อ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาท ลาป่วย 1 เดือน ทำให้ไม่ได้รับเงินตอบแทนพิเศษนั้น เห็นว่า เงินตอบแทนพิเศษกรณีพนักงานเงินเดือนเต็มขั้น ดังนั้นเงินตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นเท่านั้น การจะได้รับหรือไม่ได้รับเงินในกรณีนี้ จึงไม่เกี่ยวกับการลาป่วย 15 วัน ตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทยังมีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ได้รับเงินโบนัสประจำปี และเงินตอบแทนพิเศษตามเงื่อนไข ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่า กปภ. ได้มีคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน ไม่จ่ายเงินโบนัสประจำปี และไม่จ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้ผู้เสนอข้อพิพาทแต่อย่างใด ผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่ได้มีความเสียหายในส่วนนี้ จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าทดแทนในส่วนนี้ได้

กรณีที่สอง พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้างว่าเป็นลูกจ้างของร้าน ท.ไฟฟ้า ผู้เสนอข้อพิพาทมีเพียงภาพถ่ายนามบัตรของร้าน เป็นเอกสารเกี่ยวกับรายได้พิเศษ นอกเหนือจากงานประจำ ไม่ได้นำตัวเจ้าของร้านมาให้ถ้อยคำเป็นพยานยืนยันว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นลูกจ้างและมีเงินเดือนดังกล่าวจริง ประกอบกับเป็นเอกสารที่ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นผู้จัดทำขึ้นมาด้วยตัวเอง เจ้าของร้านผู้เป็นนายจ้างไม่ได้เป็นผู้ทำและรับรองความถูกต้องแต่ประการใด เอกสารของผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่มีน้ำหนักในการที่จะรับฟังว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นลูกจ้างของร้านดังกล่าว และได้รับเงินค่าจ้าง จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีอาชีพเสริมดังที่ล่าวอ้าง จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพาทไม่มีความเสียหายกรณีสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

พิจารณาแล้วเห็นว่าตามใบรับรองแพทย์ แพทย์วินิจฉัยว่าผู้เสนอข้อพิพาท ซี่โครงหักให้ฉีดยาและรับประทานยา ทำแผลต่อเนื่อง 5 วัน และตามใบรับรองแพทย์ แพทย์มีความเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการช้ำบวมที่ไหล่และอกขวา วินิจฉัยว่ากระดูกซี่โครงขวาหัก ให้หยุดพัก 30 วัน จึงเห็นได้ว่าบาดแผลตามร่างกายภายนอก มีเพียงแผลถลอกและฟกช้ำเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีแผลเปิด (น่าจะหมายถึงผิวหนังฉีกขาด) ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น การล้างแผลที่มีลักษณะถลอกหรือฟกช้ำ จึงไม่น่าจะมีอาการเจ็บปวดจนถึงต้องทุกข์ทรมานดังที่กล่าวอ้าง

ส่วนอาการปวดเจ็บที่บริเวณกระดูกซี่โครงขวาที่หัก กระดูกยังไม่ประสานกัน ทำให้เจ็บเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณกระดูกซี่โครง ผู้เสนอข้อพิพาทให้ถ้อยคำแต่เพียงว่าต้องทรมานจากการเจ็บปวดบริเวณซี่โครง ปัจจุบันยังมีอาการเจ็บปวดกระดูกซี่โครงข้างขวาทำให้ไม่สามารถทำงานเป็นเวลานานได้ ต้องกินยาและหยุดพักให้อาการดีขึ้นก่อนจึงจะทำงานต่อได้

พิจารณาแล้วเห็นได้ว่า ผู้เสนอข้อพิพาทยังสามารถทำงานได้แต่จะทำเป็นเวลานานติดต่อกันไม่ได้ เพียงแต่ต้องหยุดพักเสียก่อน หากต้องทำงานเป็นเวลานาน ๆ เพื่อไม่ให้ทำการใดที่จะกระทบต่ออาการบาดเจ็บ ซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทก็ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวดี การที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะทำงานจนมีอาการเจ็บปวดแล้วหยุดพักและกินยาให้อาการดีขึ้นแล้วกลับไปทำงานต่อนั้นจึงเป็นการกระทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บเอง จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะทำงานหนักให้มีอาการเจ็บปวดบริเวณซี่โครงดังที่กล่าวอ้าง ในระหว่างการหยุดพักตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงฟังได้ว่าอาการเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณซี่โครงข้างขวาจะไม่เกิดหากผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ในระหว่างการพักรักษาตัวและอาการเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณกระดูกซี่โครงนั้นก็ไม่ปรากฏว่าทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการทนทุกข์ทรมานอย่างไร ที่บ่งบอกว่ามีอาการเจ็บปวดอย่างมาก หรือสาหัส แต่กลับได้ความว่าผู้เสนอข้อพิพาทไม่ได้หยุดงานตามที่แพทย์สั่ง แต่ไปทำงานปกติ เพียงแต่อาจทำงานหนักไม่ได้ แต่ให้คนอื่นมาช่วยยกของหนักแทน จึงยังรับฟังไม่ได้ชัดเจนว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้รับความทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บบริเวณซี่โครงขวาหัก

ข้ออ้างที่ว่า ผู้เสนอข้อพิพาทมีความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมากจากความกังวลและหวาดละแวงเวลามีอะไรเข้ามาใกล้ตัว จะมากระแทกบริเวณซี่โครงที่หักและมีอาการหวาดระแวงและเสียขวัญเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินชีวิตไม่เป็นปกติไม่มีความผาสุก ส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

จึงเห็นว่าอาการปวดเจ็บของผู้เสนอข้อพิพาทอาจทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ตามปกติเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถรักษาได้ตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการดังกล่าวจะกระทบต่อการดำรงชีพและการใช้ชีวิตของผู้เสนอข้อพิพาทในระยะแรกอยู่บ้าง ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องเจ็บปวดเป็นเวลานานหลายเดือน หรือจนไม่สามารถทำงานได้ตลอดไป ส่วนอาการกังวล หวาดละแวง และเสียขวัญ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ ที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บตามข้อเท็จจริงข้างต้น ดังนั้น ที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ เป็นเงิน 200,000 บาท เห็นว่าสูงเกินสมควร พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้ผู้เสนอข้อพิพาท 20,000 บาท

จึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ดังต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลที่มีมาก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท เป็นเงิน 5,162 บาท

2. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือต้องเสียไปในการรักษาพยาบาล  เป็นเงิน 1,800 บาท

3. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย  เป็นเงิน 22,580 บาท

4. ผู้คัดค้านไม่ต้องจ่ายค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

5. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอให้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

6. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย

7. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอให้จ่ายเงินค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

 รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทตามข้อ 1 ถึงข้อที่ 3 เป็นเงินรวม 29,542 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดนี้ โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ออกใช้ และให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายในกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด

แหล่งที่มา

ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ : ชม.96/2563

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877, 446

อนุญาโตตุลาการ : นายสมชาย ยุววิทยาพาณิช

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

คดีนี้เนื่องด้วยกว่าจะได้สืบพยานและมีคำชี้ขาดผ่านล่วงระยะเวลามานานเกือบปีแล้ว เนื่องด้วยกระบวนการและเหตุผลประกอบอื่น ๆ หลาย ๆ อย่างทำให้ดูเหมือนว่าผู้เสนอข้อพิพาทหายดีเป็นปกติแล้ว ท่านอนุญาโตตุลาการจึงไม่เห็นถึงความทุกข์ทรมานของผู้เสนอข้อพิพาท แต่ความจริงแล้วผู้เสนอข้อพิพาทก็ได้รับความทุกทรมานจริงนับตั้งแต่เกิดเหตุ แม้ท่านอนุญาโตตุลาการจะมีความเห็นส่วนตัวว่าไม่มากแต่ก็ควรกำหนดให้ผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่อนุญาโตตุลาการไม่กำหนดให้เลยนั้น คณะทำงานไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดในส่วนนี้ ในส่วนดอกเบี้ยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยได้กำหนดเงื่อนไขไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าหากบริษัทปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าสินไหมแทนให้แก่ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องหรือยื่นคำเสนอ ศาลหรือต่ออนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ ต้องชดใช้ในดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ซึ่งบริษัทฯ ก็รู้เงื่อนไขตรงส่วนนี้เป็นอย่างดี แต่ก็กลับยังเขียนคำให้การต่อสู้มาเพื่อไม่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย

ปกป้องสิทธิของคุณ เริ่มต้นที่การปรึกษาทนายความ

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุหรือกรณีบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องทั้งข้อกฎหมาย หลักฐาน และการเจรจากับคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย หากดำเนินการผิดพลาดอาจทำให้เสียสิทธิหรือได้รับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้

👉 เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่แนะนำให้ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายของเราพร้อมให้คำปรึกษา ช่วยวางกลยุทธ์ และดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างรอบด้าน คลิก >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!