แชร์ไม่คิด เสี่ยงผิดกฎหมาย! ระวัง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter)

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเผลอกดแชร์ รีทวีต หรือคอมเมนต์โพสต์ต่าง ๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่หลายคนยังคุ้นเคยในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งถือเป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า การกระทำเหล่านี้อาจเข้าข่ายความผิดฐาน หมิ่นประมาท โดยไม่รู้ตัว และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แชร์โพสต์คนอื่น ก็เสี่ยง “หมิ่นประมาท” ได้เหมือนกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทจะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่เป็นผู้เขียนข้อความหรือผู้โพสต์ต้นฉบับเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่แชร์ รีทวีต หรือส่งต่อข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่น ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน

ในทางกฎหมาย หากเนื้อหาที่ถูกแชร์มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรงหรือการรีโพสต์ ก็ถือเป็นการเผยแพร่ข้อความนั้นออกไปสู่สาธารณะ และสามารถเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้ทันที

ยิ่งหากมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแสดงท่าทีเห็นด้วยกับข้อความต้นฉบับ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะถูกมองว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน

แพลตฟอร์ม X กับปัญหาหมิ่นประมาทที่เกิดถี่ขึ้น

แพลตฟอร์ม X มีลักษณะเฉพาะที่เน้นการโพสต์ข้อความสั้น ๆ และการรีโพสต์ (Repost หรือ Retweet) จึงมักเกิดการกระจายของข้อมูลอย่างรวดเร็ว เมื่อมีใครสักคนโพสต์ข้อความกล่าวหาหรือใส่ความบุคคลอื่น และมีผู้รีโพสต์ออกไปอีกจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงยิ่งทวีคูณ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง หากคุณเป็นเพียง “ผู้ช่วยเผยแพร่” ก็สามารถถูกฟ้องได้ และอาจต้องรับผิดในฐานะ “ผู้ร่วมกระทำความผิด” ตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

เสียหายแล้วต้องทำอย่างไร? ทนายแนะอย่ารอให้ขาดอายุความ

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาทบนแพลตฟอร์ม X ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรง หรือการรีโพสต์โดยบุคคลอื่น ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แนะนำว่า อย่ารอช้าในการดำเนินคดี เพราะคดีหมิ่นประมาทมี “อายุความ” ที่จำกัด หากไม่ฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด คุณอาจหมดสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมไปอย่างน่าเสียดาย

ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญา ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่ามีการหมิ่นประมาทและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีที่ต้องการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จะมีอายุความยาวนานกว่า คือ 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการหมิ่นประมาทและผู้กระทำผิดเช่นกัน

ดังนั้น หากคุณมั่นใจว่าตนเองได้รับความเสียหาย ควรรีบรวบรวมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอ โพสต์ ลิงก์ และวันเวลาให้ชัดเจน แล้วติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีโดยเร็ว

หลักฐานคือหัวใจของคดีหมิ่นประมาท

ในยุคดิจิทัล หลักฐานที่สามารถนำมาใช้ในคดีหมิ่นประมาทได้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  • ภาพหน้าจอ (Screenshot) ของข้อความที่ถูกโพสต์หรือแชร์
  • ลิงก์โพสต์ต้นฉบับ และโพสต์รีแชร์
  • วัน เวลา ที่เกิดเหตุการณ์
  • พยานบุคคลที่เห็นโพสต์ หรือได้รับผลกระทบจากโพสต์นั้น
  • ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่ข้อความ (หากสามารถระบุได้)

ทนายอาร์มแนะนำว่า ควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้โดยไม่ต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แชร์อย่างมีสติ ดีกว่าต้องเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะผู้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกคน ควรตระหนักว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ย่อมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การแชร์โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะย้อนกลับ และต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและอาญากรณีคดีหมิ่นประมาทผ่านการรีโพสต์ที่ศาลตัดสินให้มีการชดใช้ค่าเสียหายหลายแสนบาท หรือแม้แต่ต้องโทษจำคุก (แม้จะรอลงอาญา) ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงควรเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้

การหมิ่นประมาทผ่านแพลตฟอร์ม X เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และอาจกระทบต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้เสียหายได้อย่างรุนแรง ทุกการแชร์หรือรีโพสต์จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และหากคุณเป็นผู้ได้รับความเสียหาย อย่ารอให้ขาดอายุความ ติดต่อ ทนายอาร์ม เพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามสิทธิของคุณโดยเร็วที่สุด

บ้านเช่าแบบไหน “เสี่ยงโดนฟ้อง”  เรื่องใกล้ตัวที่เจ้าของบ้านและผู้เช่าต้องรู้

การให้เช่าบ้านหรือคอนโดมิเนียมอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ตกลงราคาแล้วเซ็นสัญญาก็จบ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจให้เช่าหรือแม้แต่การปล่อยบ้านให้คนอื่นอยู่อาศัย “โดยไม่มีสัญญา” หรือ “ไม่รู้ข้อมูลผู้เช่าให้ชัดเจน” อาจทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็น “จำเลยในคดีอาญา” หรือ “คู่พิพาทในคดีแพ่ง” ได้โดยไม่รู้ตัว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีที่เจ้าของบ้านถูกดำเนินคดีเพราะ “บ้านเช่า” ที่ตัวเองปล่อยให้เช่า กลายเป็นแหล่งก่ออาชญากรรม แหล่งซ่อนตัวของผู้ต้องหา หรือแม้แต่ใช้ในการฟอกเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าเป็นชาวต่างชาติ ทำให้คดีมีความซับซ้อนและยากจะควบคุม

ปล่อยเช่าแบบไหน “เสี่ยง” ?

1. ไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571 ว่าด้วยเรื่อง “สัญญาเช่า” การเช่าทรัพย์สินควรมีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อระบุสิทธิ หน้าที่ ระยะเวลา ค่าเช่า เงื่อนไขการเลิกสัญญา และการคืนเงินประกันมัดจำ หากไม่มีเอกสารดังกล่าว เมื่อเกิดข้อพิพาท เช่น ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย หรือเจ้าของไม่คืนมัดจำ ผู้เสียหายอาจฟ้องร้องได้ยาก

มีผู้เช่ารายหนึ่งเช่าคอนโดในกรุงเทพฯ ระยะเวลา 1 ปี วางเงินมัดจำไว้ 2 เดือน รวมกว่า 40,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญา ผู้เช้าย้ายออกโดยแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่เจ้าของห้องปฏิเสธจะคืนเงินมัดจำ โดยอ้างว่าห้องมีรอยขีดข่วน และต้องซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลที่ตามมา:

  • ผู้เช่าฟ้องต่อศาลแพ่ง โดยยื่นหลักฐานภาพถ่ายห้องก่อน-หลังการเช่า
  • ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าความเสียหายเป็น “การสึกหรอตามปกติ” ของการใช้งาน ไม่เข้าข่ายความเสียหายเกินเหตุ
  • ศาลสั่งให้เจ้าของห้องคืนเงินมัดจำทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-540 ผู้ให้เช่าต้องคืนเงินประกันเมื่อสิ้นสุดสัญญา หากไม่มีความเสียหายร้ายแรง แต่ถ้าหากไม่คืนเงินมัดจำโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่า “ผิดสัญญา” ผู้เช่ามีสิทธิฟ้องเรียกร้องได้

2. ไม่ตรวจสอบประวัติผู้เช่า

หลายกรณีพบว่าผู้เช่าชาวต่างชาติใช้เอกสารปลอม หรือเข้ามาในประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่ตั้งรกรากอย่างผิดกฎหมาย หากปล่อยให้เช่าโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายให้ที่พักพิงแก่บุคคลที่อยู่โดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

3. รับเงินสดเท่านั้น ไม่ผ่านบัญชีธนาคาร

การรับเงินสดอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานการโอน อาจเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าของบ้านควรให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าผ่านบัญชีธนาคารเพื่อให้มีหลักฐานในการตรวจสอบย้อนหลังได้

4. ปล่อยเช่าต่อโดยไม่รู้ตัว

บางกรณี ผู้เช่ารายหนึ่งนำบ้านที่เช่าต่อไปปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอีกทอดหนึ่ง เช่น นักท่องเที่ยวรายวัน หรือกลุ่มผิดกฎหมาย หากเกิดเหตุร้ายในบ้านหลังนั้น เจ้าของบ้านจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที

สิทธิของผู้เช่า – ผู้ให้เช่า ตามกฎหมายแพ่ง

ในสัญญาเช่า ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตาม:

  • ผู้เช่ามีหน้าที่รักษาทรัพย์สินที่เช่า ห้ามดัดแปลงทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินในสภาพพร้อมใช้งาน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดต้องคืนเงินประกัน หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
  • หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญา หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

มีคดีหนึ่งผู้เช่าไม่ยอมออกจากบ้านแม้สัญญาสิ้นสุดแล้ว โดยอ้างว่าขอเวลาเพิ่มอีกหนึ่งเดือน เจ้าของบ้านจึงล็อกประตูบ้านและตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้เช่า สุดท้ายเจ้าของต้องจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำเกินขอบเขตของกฎหมาย

ในกรณีเหล่านี้ ทนายจึงความมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาก่อนทำสัญญา ซึ่งจะช่วยตรวจสอบเอกสาร แปลภาษาสำหรับผู้เช่าชาวต่างชาติ และช่วยในกระบวนการฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญา หากเกิดปัญหา เช่น:

  • ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า
  • ผู้เช่าทำบ้านเสียหายและไม่รับผิดชอบ
  • เจ้าของบ้านไม่คืนมัดจำ
  • มีข้อสงสัยเรื่องภาษีหรือธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง

การปล่อยเช่าบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากไม่รอบคอบ อาจกลายเป็นคดีความ หรือเสียเปรียบในทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว การมีสัญญาที่รัดกุม รู้จักผู้เช่าให้ดี และปรึกษาทนายความก่อนทำธุรกรรมสำคัญ จะช่วยให้คุณมีหลักประกันที่มั่นคง และป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่า หรือนายหน้า ที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่า ข้อพิพาท หรือการสื่อสารกับชาวต่างชาติ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณอย่างรอบด้าน

เรามีประสบการณ์ทั้งด้านกฎหมายไทย และการจัดการข้อพิพาทระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า จะได้รับการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคุณอย่างแท้จริง

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

คนจีนฆ่ากันเอง! พร้อมจัดฉากโยนความผิดให้คนไทย

คดีฆาตกรรมระหว่างชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการสร้างหลักฐานเท็จและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น แต่คำถามที่สำคัญกลับเป็นว่า การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศที่มีระบบการตรวจสอบกฎหมายที่เข้มงวดและละเอียดนั้นทำได้ง่ายจริงหรือ? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปติดตามการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่ไม่ปล่อยให้หลักฐานใดๆ หลุดรอด พร้อมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมัท้งคำแนะนำจากทนายในการสู้คดีความของญาติผู้เสียชีวิต

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567, ญาติของ Ms.YAN หญิงชาวจีนวัย 38 ปี ได้แจ้งความกับ สน.บางรัก กทม. ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินทางมาประเทศไทย จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า โทรศัพท์มือถือของ Ms.YAN ถูกใช้ครั้งสุดท้ายที่สวนธารณะใกล้กับ วัดโสธรวราราม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบต่อมา นอกจากนี้ยังพบการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ WeChat Pay ที่ห้าง คาร์ฟูร์ มาเก๊า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

โยนความผิดให้คนไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด? – กฎหมายไทยไม่ได้ปล่อยผ่าน!

ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ซึ่งเป็นชาวจีนได้พยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลท้องถิ่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่ไม่ตรงกับข้อกล่าวหา จึงทำให้การสอบสวนในไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดเผยความจริงในที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ: การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศไทยนั้นมันทำได้ง่ายจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ง่าย อย่างที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยมี กระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งในด้านการเก็บหลักฐานและการสืบสวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการคดีอาญาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ การใช้งานระบบจ่ายเงินออนไลน์ หรือการตรวจสอบพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุกฎหมายไทยมี มาตรการควบคุมและการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ ระบบนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการยืนยันการใช้บริการ WeChat Pay ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตัดข้อสงสัยในประเด็นที่ผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้คนไทยได้อย่างชัดเจน

หลักฐานเป็นตัวแปรสำคัญ! อย่าคิดว่าจะหนีจากคดีได้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอนว่าจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน โดยใช้ กฎหมายอาญาของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการสอบสวน ในกรณีนี้ มาตรา 288 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าคนตายจะได้รับโทษสูงสุดซึ่งอาจเป็นการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ใช้หลักฐานจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการใช้งาน WeChat Pay ในการชี้ชัดข้อเท็จจริง ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยเอง ไม่ใช่การกระทำของคนไทย ดังนั้นผุ้ต้องสงสัยไม่สามารถทำลายหลักฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้จะเป็นหลักฐานอันน้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจับคนร้ายได้อยู่ดี

หากมั่นใจว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน ต้องส่งตัวไปยังจีนไหม ?

ในกรณีที่มีการตรวจสอบและพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังจีนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาศัย สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการทางการทูตในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายไทย และหากมีการขอส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เราจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ทางตำรวจไทยมีนั้นเพียงพอที่จะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสืบตัวหากผู้ต้องสงสัยอยู่ต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องประสานกับประเทศนั้นด้วย 

  • การติดตามเส้นทางรถเช่า – ติดตาม GPS ของรถเช่าผู้ต้องสงสัยที่ไปยังหลายจุด
  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิด – พบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ – พบเลือดและตัวอย่าง DNA ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี
  • การเผาทรัพย์สิน – พบกระเป๋าและทรัพย์สินของผู้สูญหายถูกเผา
  • การสืบสวนต่อเนื่อง – ตำรวจยังคงค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมและสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ

จากคดีนี้เห็นได้ชัดว่า กฎหมายไทยสามารถจัดการกับคดีฆาตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการสืบสวนที่แข็งแกร่ง การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้การเปิดเผยความจริงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ในกรณีที่มีความพยายามในการโยนความผิดให้กับคนไทย คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายและการตรวจสอบในประเทศไทย

ญาติผู้ตายจ้างทนายช่วยเดินเรื่อง – ฟ้อง, สืบ, เรียกร้องความยุติธรรมครบวงจร

ในกรณีนี้ ครอบครัวของ Ms.YAN สามารถจ้างทนายเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมายและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ตายได้อย่างถึงที่สุด โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลทุกขั้นตอนของคดี ทั้งในด้านการสืบสวน การจัดการหลักฐาน และการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการปล่อยปละละเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทนายความสามารถช่วยได้ในหลายด้าน:

  1. การให้คำปรึกษาและการดำเนินคดี – ทนายความสามารถให้คำปรึกษากับครอบครัวผู้ตายในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกหล่นในขั้นตอนต่าง ๆ และการฟ้องร้องจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย
  2. การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม – ทนายความสามารถทำหน้าที่ในการช่วยสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจยังไม่เปิดเผย เช่น การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวนทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยพิสูจน์การกระทำผิดอย่างชัดเจน
  3. การดำเนินการฟ้องร้อง – หากมีการพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ทนายความจะช่วยครอบครัวผู้ตายในการยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลให้ความคุ้มครองและการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญาได้
  4. การเรียกร้องค่าเสียหายจากการฆาตกรรม – ทนายความจะช่วยให้ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด ทั้งในส่วนของค่าเสียหายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และค่าเสียหายจากการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
  5. การส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน – หากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมข้ามชาติและมีการขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน ทนายความจะช่วยครอบครัวในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้ไปยังประเทศจีน


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญบริการคดีอาญาของเราและเราพร้อมรับทำคดีอาญาทุกประเภท โดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการทวงคืนความเป็นธรรมให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟ้องคดีฆาตกรรม การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเรียกร้องค่าสินไหมในทางแพ่ง ทีมทนายของเราสามารถดูแลทุกขั้นตอนให้คุณได้อย่างรอบด้าน

หากคุณหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเช่นนี้ หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเงียบ อย่ารีรอ การนิ่งเฉยอาจทำให้คนผิดลอยนวล และคุณอาจเสียสิทธิ์ที่พึงมี ควรจะรีบปรึกษาทนายเพื่อให้มีคนสู้เคียงข้างคุณและเพื่อสิทธิ์ของตัวคุณเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม คนที่รู้สิทธิ์และใช้สิทธิ์เท่านั้นที่จะได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงเพราะคุณไม่มีคนสู้แทน


อ้างอิงจากเว็บไซต์ :แกะรอย 12 จุด! นศ. สาวชาวจีนหายตัวปริศนา หนุ่มสนิทเผ่นหนีโผล่ฮ่องกง

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

ชาวจีนทำธุรกิจในไทย ทำไมต้องรู้กฎหมายเกี่ยวกับเช็ค?

การประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวจีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าขาย นำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจบริการต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในไทยก็คือ “เช็ค” แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เช็คมีอายุความในการฟ้องร้องเพียง 3 เดือนนับจากวันที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

เช็คคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในธุรกิจไทย?

เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ใช้แทนเงินสดและเป็นการรับรองการชำระเงินในอนาคต โดยบุคคลหนึ่ง (ผู้ออกเช็ค) สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้กับบุคคลหรือบริษัทที่ระบุในเช็ค (ผู้รับเงิน) เช็คจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการทำสัญญาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยและชาวจีน

อย่างไรก็ตาม เช็คก็มีข้อจำกัดที่ผู้ใช้ต้องเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่อง “อายุความของเช็ค” ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยต้องให้ความสำคัญ

อายุความของเช็คในประเทศไทย

ตามกฎหมายไทย เมื่อมีการนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เช่น บัญชีไม่มีเงินเพียงพอ หรือบัญชีถูกปิด ผู้รับเงินสามารถดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกเงินคืนจากผู้ออกเช็คได้ แต่ต้องทำภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

หากปล่อยเวลาล่วงเลยไป สิทธิ์ในการฟ้องร้องตามกฎหมายเช็คจะหมดไป ซึ่งหมายความว่าผู้รับเงินอาจไม่สามารถเรียกเงินคืนได้ หรืออาจต้องใช้ช่องทางทางกฎหมายอื่นที่ยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า

ทำไมชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยต้องรู้เรื่องนี้?

1.ป้องกันความเสียหายทางธุรกิจ
หากชาวจีนที่ประกอบธุรกิจในไทยไม่ได้รับทราบเรื่องอายุความของเช็ค อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียกคืนเงินที่ควรได้รับ และต้องเสียเวลาไปกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน

2.เพิ่มความมั่นใจในการรับชำระเงิน
ผู้ประกอบการชาวจีนสามารถใช้เช็คเป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมและใช้กฎหมายบังคับการชำระเงินได้ หากเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับเช็คอย่างถูกต้อง

3.ลดความเสี่ยงจากการถูกโกง
มีหลายกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับเช็คเด้ง (เช็คที่ไม่สามารถขึ้นเงินได้) หากไม่เข้าใจว่าต้องดำเนินการภายใน 3 เดือน อาจเสียเปรียบและไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้

4.วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรู้จักการใช้เช็คอย่างถูกต้องช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาการรับเงินและการฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย

เมื่อเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ควรทำอย่างไร?

หากผู้ประกอบการชาวจีนได้รับเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ควรดำเนินการดังนี้

1.ติดต่อผู้ออกเช็คทันที
ตรวจสอบสาเหตุของการปฏิเสธการจ่ายเงินและพยายามติดต่อผู้ออกเช็คเพื่อเจรจาให้ชำระเงิน

2.เก็บหลักฐานทั้งหมด
เก็บเช็คที่ถูกปฏิเสธ ใบแจ้งปฏิเสธจากธนาคาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่ต้องดำเนินการทางกฎหมาย

3.แจ้งความดำเนินคดีอาญา
หากพบว่ามีเจตนาโกง เช่น ออกเช็คโดยรู้ว่าบัญชีไม่มีเงินเพียงพอ ผู้รับเช็คสามารถแจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินรองรับ ซึ่งอาจมีโทษจำคุก

4.ยื่นฟ้องคดีแพ่งภายใน 3 เดือน
หากผู้ออกเช็คไม่ยอมชำระเงิน ผู้รับเช็คต้องรีบยื่นฟ้องคดีแพ่งภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หากเลยระยะเวลานี้แล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมายเช็คได้

ข้อแนะนำสำหรับชาวจีนที่ใช้เช็คในการทำธุรกิจในไทย

  • ตรวจสอบสถานะของคู่ค้า ก่อนรับเช็คจากคู่ค้า ควรตรวจสอบข้อมูลทางการเงินและประวัติของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ
  • กำหนดวันขึ้นเงินให้ชัดเจน เมื่อตกลงรับเช็ค ควรกำหนดวันนำไปขึ้นเงินให้แน่ชัด และไม่ควรเก็บเช็คไว้นานเกินไป
  • หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาทนายความ เพื่อให้แน่ใจว่าการรับและใช้เช็คเป็นไปตามกฎหมายและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ตัวอย่างคำสั่งศาลฎีกากรณีเช็คที่ถือว่าเป็นฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับกรณีการใช้เช็คในลักษณะที่ถือว่าเป็นการฉ้อโกงมีหลายคดี หนึ่งในนั้นคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9634/2542 ในคดีนี้ จำเลยได้แสดงตนว่ามีคู่ชายหญิงพร้อมจะแลกเปลี่ยนคู่นอน แต่ต้องสมัครเป็นสมาชิกโดยเสียเงินค่าสมาชิก และนำหลักฐานมาแสดง ต่อมาจำเลยแจ้งว่ามีคู่ที่จะแลกเปลี่ยนคู่นอนด้วย แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่มีคู่ใดปรากฏ การกระทำของจำเลยถือเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

แม้ว่าคดีนี้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้เช็ค แต่หลักการที่ศาลฎีกาวางไว้สามารถนำมาใช้พิจารณากรณีที่มีการออกเช็คโดยมีเจตนาหลอกลวง เช่น การออกเช็คโดยรู้ว่าไม่มีเงินเพียงพอในบัญชีเพื่อชำระหนี้ หรือการออกเช็คโดยไม่มีเจตนาที่จะให้เช็คถูกเรียกเก็บเงินได้จริง การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการฉ้อโกงตามกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เช็คควรตระหนักถึงความรับผิดชอบในการออกเช็ค และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการฉ้อโกง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา มีทนายความที่ปรึกษาสำหรับชาวจีนดีที่สุด

การประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวจีนจำเป็นต้องเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับเช็ค โดยเฉพาะเรื่อง อายุความ 3 เดือนนับจากวันที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน หากเพิกเฉยหรือไม่รู้ข้อกฎหมายนี้ อาจทำให้พลาดโอกาสในการเรียกเงินคืนและก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจ

ดังนั้น ชาวจีนที่ทำธุรกิจในไทยควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อให้สามารถใช้เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย หรือหากไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาเรื่องนี้ หรือเรื่องอื่น ๆ ควรมีทนายความที่ปรึกษาสำหรับชาวจีนดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

“หมิ่นประมาท” เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ปรึกษาทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสื่อสารพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดียกลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป แต่การใช้สิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ก็มักพ่วงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว การหมิ่นประมาทหรือการพูดให้ร้ายในเชิงเสียหายบนโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและผลกระทบให้กับผู้ที่ถูกละเมิดอย่างมาก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เล็งเห็นถึงปัญหานี้และยินดีให้บริการดำเนินคดีในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการหมิ่นประมาทผ่านสื่ออื่น ๆ เรามีทีมทนายความที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในการรับมือกับคดีหมิ่นประมาทในทุกระดับ

การหมิ่นประมาทคืออะไร ?

การหมิ่นประมาท คือ การกล่าวหรือพิมพ์ข้อความที่ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง หรือถูกดูหมิ่นจากสังคม การหมิ่นประมาทสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางคำพูดและการเขียน หรือแม้กระทั่งการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย

ในประเทศไทย กฎหมายได้กำหนดโทษการหมิ่นประมาทไว้ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 326 และมาตรา 328 ซึ่งมีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดในกรณีที่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียในทางชื่อเสียงหรือความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหมิ่นประมาทผ่านสื่อโซเชียลที่สามารถกระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

คดีหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์

เมื่อเกิดการหมิ่นประมาทในโลกออนไลน์ เช่น บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การฟ้องร้องดำเนินคดีอาจดูซับซ้อนมากกว่าการหมิ่นประมาททั่วไป เนื่องจากหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์หรือแชร์ข้อความนั้นอาจสูญหายหรือถูกลบออกไป การเก็บรวบรวมหลักฐานให้ทันการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อความที่ถูกโพสต์ หรือการจัดการกับหลักฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในการนำไปใช้ในศาล ทีมของเรามีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการกับหลักฐานเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการดำเนินคดีหมิ่นประมาท

การดำเนินคดีหมิ่นประมาทนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งหากไม่เข้าใจอาจทำให้การฟ้องร้องไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยทั่วไปแล้วขั้นตอนการดำเนินคดีหมิ่นประมาทประกอบไปด้วย

1. รวบรวมหลักฐาน : การเก็บรวบรวมหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในคดีหมิ่นประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย หลักฐานที่ใช้ได้รวมถึงข้อความ บันทึกการโพสต์ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท

2. การเจรจาและการไกล่เกลี่ย : ในบางกรณี คู่ความอาจต้องการแก้ปัญหาผ่านการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องฟ้องร้อง การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยลดความขัดแย้งและทำให้คู่กรณีสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็ว

3. การฟ้องร้องในชั้นศาล : หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล การฟ้องร้องในชั้นศาลจะเป็นขั้นตอนต่อไป ทีมทนายความของเราจะเป็นผู้ดูแลการยื่นคำฟ้องต่อศาลและดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม

4. การดำเนินคดีในศาล : เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาล ทนายความของเราจะเป็นผู้แทนคุณในการนำเสนอหลักฐาน และต่อสู้คดีในนามของคุณเพื่อให้ศาลตัดสินคดีอย่างยุติธรรม

ทำไมต้องเลือกสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เราเป็นหนึ่งในสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคดีหมิ่นประมาททั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เรามีทีมทนายความที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงในการจัดการคดีหมิ่นประมาทที่มีความซับซ้อน และเรายังมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรวบรวมและจัดการหลักฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในคดีที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหาการถูกหมิ่นประมาทไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียลมีเดียหรือสื่ออื่น ๆ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรวบรวมหลักฐาน การเจรจาไกล่เกลี่ย ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างสูงสุด

อย่าปล่อยให้การหมิ่นประมาทมาทำลายชื่อเสียงและความเป็นอยู่ของคุณ ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาจากทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้บริการดำเนินคดีหมิ่นประมาททุกประเภท รับมือทุกกรณีอย่างมืออาชีพ

คดียักยอกทรัพย์เป็นอย่างไร? แบบไหนถึงเรียกว่าเข้าข่าย “ยักยอกทรัพย์”

คดียักยอกทรัพย์ copy

คดียักยอกทรัพย์ คือคดีความที่โจทก์ทำการฟ้องจำเลยในฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 หลักว่า “ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่หากทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด โดยผู้อื่นส่งมอบให้ หรือเป็นทรัพย์สินหายและผู้กระทำผิดเก็บได้ ผู้กระทำจะต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

คดียักยอกทรัพย์1 copy

องค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์  

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1. ครอบครอง

การครอบครองนี้จะต้องเป็นการครอบครองอย่างแท้จริง โดยที่เจ้าของสละการครอบครองหรือส่งมอบการครอบครองทรัพย์นั้น เช่น การเช่าบ้านหากผู้เช่าบ้านเช่าพร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ ผู้ให้เช่าบอกให้ผู้เช่าช่วยดูแลเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องเช่าด้วย เท่ากับเป็นการมอบหมายให้ผู้เช่าครอบครองเฟอร์นิเจอร์ในบ้านแล้ว หากผู้เช่าเอาเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านไปถือว่าเป็นการยักยอกทรัพย์

แต่ถ้าหากเป็นการแค่ยึดถือเอาไว้ชั่วคราว และเจ้าของไม่ได้ทำการสละการครอบครองทรัพย์นั้น ก็จะไม่ถือว่ายักยอกทรัพย์ แต่จะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์แทน เช่น การฝากของเอาไว้ชั่วคราวอย่างกระเป๋าเงิน เป็นต้น

2. ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

เรื่องเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นไปตามกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทางแพ่ง เช่น ใครซื้อมาคนนั้นก็เป็นเจ้าของ หรือหากเป็นทรัพย์มีทะเบียน ก็ให้ดูว่าทะเบียนของทรัพย์นั้นมีชื่อใครคนนั้นก็เป็นเจ้าของ

3. เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

คือการที่เราแสดงตนเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของเดิม อาจจะโดยการแปลสภาพทรัพย์นั้น ขายทรัพย์นั้นให้คนอื่น หรือเอาไปซ่อนเพื่อจะเก็บไว้ใช้เอง หรืออ้างกับคนอื่นว่าเป็นของตน หรือพูดง่ายก็คือเอาทรัพย์นั้นไปใช้ตามใจเหมือนตัวเองซื้อมาโดยไม่คิดจะคืนเจ้าของ และจะต้องมีเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุจูงใจโดยทุจริต กล่าวคือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องการหาประโยชน์จากสิ่งที่เรามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง

หากองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นครบก็สามารถจ้างทนายฟ้องยักยอกทรัพย์ได้ แต่หากไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจเรื่องของกฎหมายสามารถหาทนายเพื่อปรึกษาก่อนได้ เมื่อเข้าข่ายการยักยอกทรัพย์ให้รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวกับการยักยอก เช่น เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่ถูกยักยอก เอกสารที่แสดงว่ามีการส่งมอบการครอบครองไปสู่ผู้ที่ทำการยักยอก หลักฐานที่แสดงว่าผู้กระทำนั้นเอาทรัพย์ไปเป็นของตน หรือหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถจะรวบรวมมาได้ถ้าหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้อง โดยสามารถนำเอาหลักฐานที่รวบรวมมาได้นำไปปรึกษาทนายก่อนว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นเพียงพอในการดำเนินการฟ้องร้องยักยอกทรัพย์หรือไม่ 

อายุความในการฟ้องร้องคดียักยอกทรัพย์

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ แต่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกยักยอกจะต้องทำการแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลา 3 เดือนนับตั้งแต่รู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้เรื่องผู้กระทำ หากไม่แจ้งความหรือแจ้งความในระยะเวลาดังกล่าวคดีก็จะหมดอายุความ และถึงแม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีความส่วนตัวที่สามารถยอมความกันได้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ผู้ฟ้องทำการถอนฟ้องด้วย

คดียักยอกทรัพย์2 copy

คดียักยอกทรัพย์ต้องฟ้องศาลไหน? ใช้หลักประกันตัวเท่าไหร่?

ตรงนี้จะต้องดูว่าได้กระทำความผิดที่ไหน ตามหลักแล้วจะต้องฟ้องต่อศาลที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ๆ กระทำความผิด แต่ถ้าหากจำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับกุมถูกสอบสวนนอกเขตศาลที่ความผิดเกิดขึ้น สามารถดำเนินการฟ้องในเขตพื้นที่นั้นได้เช่นกัน ส่วนวงเงินในการประกันตัวนั้น หากถูกดำเนินการแจ้งความคดียักยอกทรัพย์วงเงินในการประกันตัวนั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไป ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ใน 3 ของความเสียหายที่ผู้เสียหายแจ้งมา แต่ทั้งนี้เงินประกันในชั้นศาลและชั้นตำรวจไม่เท่ากัน ดังนั้นควรโทรสอบถามเจ้าหน้าที่ศาลที่รับผิดชอบคดีอีกครั้ง จะได้ไม่เกิดปัญหาการประกันตัวไม่ได้

แม้ว่าคดียักยอกทรัพย์จะเป็นคดีที่ยอมความกันได้ถึงอย่างไรก็ควรมีทนายเอาไว้คอยให้คำแนะนำ หรือคอยให้คำปรึกษาไว้จะดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์พร้อมให้บริการในทุกปัญหาในด้านของกฎหมาย หากคุณมีปัญหาต้องการคำปรึกษา หรือคำแนะนำ ติดต่อเรา

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!