กฎหมายแรงงาน เรื่องเล็กที่นายจ้างมองข้าม อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว

กฎหมายแรงงานกับปัญหาแรงงานในโลกของการทำธุรกิจ ปัญหาที่เจ้าของกิจการจำนวนมากหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องของ “ลูกจ้าง” และ “แรงงาน” เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ หากมีการจ้างพนักงานเมื่อใด เรื่องของกฎหมายแรงงาน จะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที

ปัญหาสำคัญคือ นายจ้างหลายคนไม่ได้ตั้งใจทำผิดกฎหมาย แต่กลับ “เผลอ” ทำผิดโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากขาดความเข้าใจในข้อกฎหมาย หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่แรก

ล่าสุดทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้ออกมาตีแผ่อีกหนึ่งเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมการทำงานไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่นายจ้างควรรู้ เพราะหลายกรณีเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากทำอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้ว่ากำลังเสี่ยงผิดกฎหมายแรงงานอยู่

ประเด็นที่ 1 ให้ออกจากงานทันที นายจ้างต้องรู้อะไรบ้าง?

หนึ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คือกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้าง “ออกจากงานทันที” นายจ้างหลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร จะถือว่าไม่ได้เป็นลูกจ้าง หรือไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริง ตามหลักกฎหมายแรงงาน “ลูกจ้าง” จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการตกลงจ้างงาน

นั่นหมายความว่า แม้ไม่มีสัญญาจ้างเป็นเอกสาร แต่หากมีการตกลงให้ทำงานและมีการจ่ายค่าจ้าง ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแล้ว

ดังนั้น หากนายจ้างสั่งให้ออกจากงานทันที  โดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย
นายจ้างอาจต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าเสียหายอื่น ๆ ตามกฎหมายแรงงาน

การเลิกจ้าง ไม่ใช่แค่บอกให้ออกแล้วจบ

หลายบริษัทมองว่าหากไม่พอใจลูกจ้าง ก็สามารถให้หยุดงานได้ทันที แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่อง “เหตุแห่งการเลิกจ้าง” หากนายจ้างไม่มีหลักฐานชัดเจน หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรงจริง สุดท้ายแล้ว นายจ้างอาจกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบในคดีแรงงานได้

แล้วถ้านายจ้างอยากให้ลูกจ้างออกทันที ทำได้ไหม?

ในทางปฏิบัติ หากนายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างออกจากงานทันที  สิ่งสำคัญคือการดำเนินการให้ถูกต้องตามระบบ

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า นายจ้างสามารถบันทึกข้อมูลในระบบประกันสังคมได้ว่า

  • ลูกจ้างสิ้นสุดการทำงาน
  • พร้อมระบุเหตุผลของการออกจากงาน

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในระบบประกันสังคม และในอนาคต ลูกจ้างเองก็อาจกลับมานึกถึงเหตุการณ์หรือประวัติการทำงานเหล่านี้ได้เช่นกัน นี่จึงเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงาน

ประเด็นที่ 2 ลูกจ้างรายวัน นายจ้างไม่แจ้งประกันสังคม ผิดกฎหมายหรือไม่?

อีกหนึ่งกรณีจริงที่มีผู้มาปรึกษาทนายอาร์ม คือ บริษัทมีพนักงานเพียง 5 คน  และจ้างแบบ “รายวัน” นายจ้างจึงเข้าใจว่า  ไม่จำเป็นต้องแจ้งเข้าระบบประกันสังคม แต่ในความจริง ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะตามหลักของ กฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคม เมื่อลูกจ้างเริ่มทำงานวันแรก นายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการแจ้งเข้าระบบประกันสังคมทันที

เพิ่งเปิดบริษัท หรือเพิ่งจดทะเบียน ก็อ้างไม่ได้

นายจ้างหลายคนมักอ้างว่า

  • เพิ่งเริ่มธุรกิจ
  • เพิ่งจดทะเบียนบริษัท
  • ยังเป็นกิจการเล็ก

แต่ในทางกฎหมาย เหตุผลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะทันทีที่มีสถานะ “นายจ้าง”
และมีการจ้าง “ลูกจ้าง” หน้าที่ตามกฎหมายก็เกิดขึ้นทันทีเช่นกัน

ปัญหาแรงงาน มักเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ

กฎหมายแรงงานในสิ่งที่น่ากังวลคือ คดีแรงงานจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่

แต่เริ่มจาก “เรื่องเล็ก ๆ” ที่นายจ้างมองข้าม เช่น

  • ไม่ทำเอกสารให้ครบ
  • ไม่แจ้งประกันสังคม
  • จ่ายค่าจ้างผิด
  • เลิกจ้างโดยไม่เข้าใจกฎหมาย
  • ออกระเบียบผิดวิธี

เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสม สุดท้ายอาจกลายเป็นคดีแรงงานที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจของนายจ้างอย่างมากได้

หากมีทนายความที่ปรึกษา ปัญหาอาจไม่เกิดเลย

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ธุรกิจยุคใหม่ควรมี “ทนายความที่ปรึกษา” เพราะหน้าที่ของทนาย ไม่ใช่แค่รอแก้คดี แต่คือการเข้ามา “วางระบบ” โดยเฉพาะด้านกฎหมายแรงงาน

เช่น

  • ตรวจสอบสัญญาจ้าง
  • วางระเบียบบริษัท ..
  • ตรวจสอบระบบประกันสังคม
  • ให้คำปรึกษาก่อนเลิกจ้าง
  • วางแนวทางบริหารแรงงานอย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

การมีที่ปรึกษาที่ดี ทำให้นายจ้างแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

ในวันที่เกิดปัญหาจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “หลักฐาน” และ “ระบบ” หากบริษัทมีการจัดการที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อบังคับ ระบบประกันสังคม การบันทึกข้อมูล นายจ้างจะสามารถรับมือกับปัญหาแรงงานได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

กฎหมายแรงงาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของกิจการจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับยอดขาย กำไร การตลาด แต่กลับละเลยเรื่องกฎหมายแรงงาน ทั้งที่ในความจริง นี่คือหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดขององค์กรเพราะตราบใดที่คุณมีลูกจ้าง คุณก็หนีเรื่องแรงงานไม่พ้น

เรื่องเล็กวันนี้ อาจกลายเป็นคดีใหญ่ในวันหน้า

จากกรณีตัวอย่างที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ นำมาตีแผ่ จะเห็นได้ว่า หลายเรื่องเป็นเพียง “จุดเล็ก ๆ” ที่นายจ้างมองข้าม แต่ในมุมของกฎหมายแรงงานเรื่องเล็กเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เสมอ

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ การมีทนายความที่ปรึกษาเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ต้น

ทนายคดีแรงงาน : โดนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรียก ต้องชี้แจงยังไง? เรื่องกฎหมายแรงงานที่นายจ้างควรรู้ก่อนสายเกินไป

ทนายคดีแรงงานต้องเข้า…เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตปัญหาหลัก ๆ กับปัญหาที่นายจ้างต้องเจอ สิ่งที่ตามมาควบคู่กันเสมอคือ “ปัญหาทางกฎหมาย” โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่เจ้าของธุรกิจ นายจ้าง และผู้บริหารทุกคนต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจหลายคนมักเข้าใจผิดว่า

“ถ้าโดนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรียกค่อยหาทนายก็ได้”

แต่ในความจริง แนวคิดแบบนี้อาจทำให้นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะหลักการสำคัญของกฎหมายแรงงาน ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่คือต้องมีทนายความที่ปรึกษาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนายจ้าง การเปิดบริษัท ๆ หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่เรื่องรายได้หรือกำไร แต่ต้องยอมรับความจริงว่า “ปัญหา” จะตามมาแน่นอน และหนึ่งในปัญหาที่หลีกไม่พ้นคือเรื่องแรงงานนั่นเอง

โดนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรียก คืออะไร?

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของนายจ้าง เช่น

-การจ่ายค่าจ้าง

-การจ่ายค่าล่วงเวลา

-การเลิกจ้าง

-การจ่ายค่าชดเชย

-การจัดสวัสดิการ

-การทำสัญญาจ้าง

หากมีลูกจ้างร้องเรียน หรือมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ นายจ้างอาจถูกเรียกให้ไป “ชี้แจงข้อเท็จจริง” และตรงนี้เองที่เจ้าของธุรกิจหรือนายจ้างหลายคนเริ่มตกใจ

อย่ารอให้โดนเรียกก่อนแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมาก เจ้าของธุรกิจจำนวนมากมักทำแบบนี้

-มีปัญหากับลูกจ้างก็ปล่อยไว้

-ลูกจ้างร้องเรียนก็ยังไม่ทำอะไร

-สำนักงานแรงงานเรียกก็ค่อยหาทนาย

ซึ่งบอกตรง ๆ ว่า “ช้าไปแล้ว” เพราะในคดีแรงงาน กฎหมายแรงงาน การเตรียมข้อมูล การวางข้อเท็จจริง และการจัดเอกสาร มีผลต่อรูปคดีอย่างมาก หากคุณไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น เรียกได้ว่าโอกาสเสียเปรียบมีสูงมาก

ชี้แจงกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังไง?

หลักสำคัญที่สุดในการชี้แจงคือ

1. ใช้ข้อเท็จจริง

เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริง
ไม่ใช่ความรู้สึกของนายจ้าง

2. เตรียมเอกสารให้ครบ

เช่น

-สัญญาจ้าง

-ระเบียบบริษัท

-ใบเตือน

-บันทึกเวลาทำงาน

-หลักฐานการจ่ายเงิน

3. อย่าชี้แจงโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

นี่คือจุดสำคัญที่สุด เพราะคำพูดบางคำ อาจกลายเป็นหลักฐานย้อนกลับมาทำร้ายบริษัทได้

ดังนั้น การมีทนายคดีแรงงานร่วมวางแนวทางตั้งแต่ต้น จึงสำคัญมาก

ปัญหาหลักของธุรกิจที่แก้ยังไงก็ไม่หมด

ความจริงของโลกธุรกิจคือ ไม่มีธุรกิจไหนไม่มีปัญหา

และปัญหาที่พบบ่อย มีอย่างน้อย 5 เรื่องหลัก ยกตัวอย่าง ดังนี้

1. ปัญหากฎหมายแรงงาน

นี่คือปัญหาอันดับต้น ๆ

เช่น

-ลูกจ้างฟ้อง/ร้องเรียน

-เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

-ค่าชดเชย

-ค่าทำงานล่วงเวลา (OT)

-ปัญหาวันลา/มาสาย

เรื่องกฎหมายแรงงานคือสิ่งที่นายจ้างต้องเจอแน่นอน

2. ปัญหาสัญญา

ธุรกิจทุกอย่างเกี่ยวข้องกับสัญญา

เช่น

-สัญญาจ้าง

-สัญญาเช่า

-สัญญาซื้อขาย

-สัญญาหุ้นส่วน

หากร่างผิดหรือไม่ถูกต้อง ปัญหาจะตามมาแน่นอน

3. ปัญหาคู่ค้า

การค้าระหว่างบริษัทกับคู่ค้า มักมีข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน การส่งมอบสินค้า การผิดสัญญา ต้องมีทนายความร่างเอกสารหรือสัญญา หรือตรวจสอบดูแลตั้งแต่ต้น

4. ปัญหาธุรกิจระหว่างประเทศ

หากธุรกิจของคุณต้องมีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้น เช่น

-กฎหมายต่างประเทศ

-การบังคับใช้สัญญา

-ภาษี

-ข้อพิพาทระหว่างประเทศ

5. ปัญหาการบริหารภายใน

เช่น

-หุ้นส่วนมีปัญหา

-การแบ่งผลประโยชน์

-การตัดสินใจไม่ตรงกัน

สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนมีมิติทางกฎหมาย ที่อาจต้องหารือหรือแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ในอนาคต

เปิดบริษัท = ต้องยอมรับว่าจะมีปัญหาตามมา

นี่คือความจริงที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ การเปิดบริษัท ไม่ได้มีแค่เรื่องขายของหรือทำกำไร แต่มีภาระทางกฎหมายตามมาเสมอ โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน เพราะตราบใดที่คุณมีลูกจ้าง คุณหนีกฎหมายแรงงานไม่พ้น

ยิ่งมีลูกจ้างเยอะ ยิ่งมีปัญหาเยอะ

ปัญหาลูกจ้างไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะแต่ละคนแตกต่างกัน

เช่น

-มาสาย

-ขาดงาน

-ขัดคำสั่ง

-ลาออกกะทันหัน

-ฟ้องร้อง/ร้องเรียน

ยิ่งมีจำนวนแรงงานมากความซับซ้อนของปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น

ทนายคดีแรงงาน คือเกราะป้องกันธุรกิจ ปรึกษาเราได้แล้ววันนี้

หลายคนมองว่าทนายคดีแรงงานมีไว้แก้ปัญหา แต่ความจริงคือ ทนายมีไว้ “ป้องกัน” ปัญหา

สิ่งที่ทนายสามารถดำเนินการให้นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจได้ เช่น

✔ ตรวจสอบระบบแรงงาน
✔ วางระเบียบบริษัท
✔ ตรวจสัญญาจ้าง
✔ ให้คำปรึกษาก่อนเลิกจ้าง
✔ วางแผนก่อนถูกตรวจแรงงาน

ทั้งหมดนี้สามารถลดความเสี่ยงให้กับนายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจได้อย่างมหาศาล

มุมมองจากทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ คนที่ผ่านมาทั้งบทบาทของ “ลูกจ้าง” และ “นายจ้าง”

ในมุมของ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้ที่เป็นทั้งทนายความ เจ้าของกิจการ อดีตลูกจ้าง ปัจจุบันเป็นนายจ้าง  ต้องบอกตรง ๆ ว่า แม้จะเข้าใจกฎหมายดี ก็ยังหนีปัญหากฎหมายแรงงานไม่พ้น เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นได้ทุกองค์กร แต่สิ่งสำคัญคือ สามารถ “ผ่านไปได้” โดยไม่เสียเปรียบลูกจ้าง หากมีการวางแผนที่ถูกต้อง

ปัญหาแรงงานไม่มีวันหมด แต่จัดการได้

นี่คือข้อเท็จจริง ปัญหาแรงงานหรือกฎหมายแรงงานเป็นปัญหาที่ไม่มีวันหมด แต่สามารถบริหารจัดการได้

ด้วยการวางระบบบริษัทที่ดีตั้งแต่แรก เอกสารที่จัดทำอย่างถูกต้องและครบถ้วน และทนายความที่ปรึกษาที่ดี

อย่ารอให้โดนเรียก แล้วค่อยหาทนาย

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร นายจ้าง ฝ่ายบุคคล  และกำลังมีลูกจ้างในองค์กร

อย่ารอให้เกิดปัญหา
อย่ารอให้โดนร้องเรียน
อย่ารอให้สำนักงานแรงงานเรียก

เพราะเมื่อถึงวันนั้น คุณอาจเสียเปรียบไปแล้ว

ทางที่ดีที่สุดคือมีทนายคดีแรงงานหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานตั้งแต่แรก หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงานหรืออยากวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นสามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้แล้ววันนี้ คลิก >>ติดต่อเรา<<

เพราะธุรกิจที่มั่นคง ต้องเริ่มจากรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแรงเสมอ

กฎหมายแรงงานกับผลประโยชน์ทับซ้อน ทำไมทนายความที่ปรึกษาบริษัท ไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้าง และเหตุใดนายจ้างต้องมีทนายความที่ปรึกษา?

กฎหมายแรงงานในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การบริหารองค์กรไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขาย การเงิน หรือการตลาดเท่านั้น แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารและเจ้าของบริษัทต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ กฎหมายแรงงาน

เพราะปัญหาด้านแรงงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญญาจ้าง การเลิกจ้าง การจ่ายค่าชดเชย การออกระเบียบบริษัท หรือข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

และสิ่งที่หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น คือการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ

ทำไมทนายความที่รับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทแล้ว จึงไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้างด้วย?

และที่สำคัญยิ่งกว่าทำไมนายจ้างหรือเจ้าของบริษัทควรมีทนายความที่ปรึกษาตั้งแต่แรก?

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกประเด็นสำคัญในเรื่องกฎหมายแรงงานที่ผู้บริหารทุกคนควรรู้

กฎหมายแรงงาน คือเรื่องของ “ผลประโยชน์สองฝ่าย”

โดยธรรมชาติของกฎหมายแรงงาน เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่าง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” โดยทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่น

-สิทธิในการจ้างงาน

-สิทธิในการเลิกจ้าง

-ค่าชดเชย

-ค่าจ้าง

-สวัสดิการ

-วินัยแรงงาน

เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายมักอยู่คนละฝั่งเสมอ

ทำไมทนายความที่ปรึกษาบริษัท ไม่ควรรับปรึกษาฝั่งลูกจ้าง?

ในทางวิชาชีพทนายความ มีหลักสำคัญข้อหนึ่งคือ การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน

นี่คือหลักจริยธรรมสำคัญของวิชาชีพทนายความ

หากรับทั้งสองฝ่าย จะเกิดอะไรขึ้น?

ลองนึกภาพว่า

-ทนายเป็นที่ปรึกษาให้บริษัท A แต่กลับไปรับให้คำปรึกษากับลูกจ้างของบริษัท A

แบบนี้จะเกิดปัญหาทันที เช่น  ข้อมูลภายในของบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับคดี อาจเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เสี่ยงต่อการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพ

ความน่าเชื่อถือของทนาย เริ่มต้นจากความชัดเจนในบทบาท

สำหรับทนายความที่รับเป็นที่ปรึกษาบริษัทบทบาทสำคัญคือการปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร

ดังนั้น หากรับงานฝั่งลูกจ้างในองค์กรเดียวกัน ย่อมทำให้บทบาทไม่ชัดเจน และอาจกระทบต่อความไว้วางใจของบริษัท

ทำไมบริษัทควรมีทนายความที่ปรึกษา?

ผู้บริหารหลายคนมักคิดว่า “ถ้ามีปัญหา ค่อยหาทนาย” แต่ในความเป็นจริง แนวคิดนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องกฎหมายแรงงานหรือเรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อน

ทนายความที่ปรึกษา มีไว้ “ป้องกันปัญหา”

นี่คือหัวใจสำคัญ การมีทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่เพื่อรอแก้คดีแต่คือการวางระบบเพื่อ “ไม่ให้เกิดคดี”

ตัวอย่างเรื่องที่นายจ้างมักพลาด

-ออกระเบียบบริษัทไม่ถูกต้อง

-ทำสัญญาจ้างไม่รัดกุม

-ออกใบเตือนไม่ถูกวิธี

-เลิกจ้างผิดขั้นตอน

-คำนวณค่าชดเชยผิด

ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของข้อพิพาททางกฎหมายแรงงาน

กฎหมายแรงงานซับซ้อนกว่าที่คิด

หลายบริษัทใช้ฝ่ายบุคคลจัดการเรื่องแรงงานเองทั้งหมด ซึ่งแม้ HR จะมีประสบการณ์
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจกฎหมายทั้งหมดเพราะกฎหมายแรงงานมีรายละเอียดเฉพาะทาง เช่น

-การตีความความผิดร้ายแรง

-เงื่อนไขการเลิกจ้าง

-สิทธิของลูกจ้างตามกฎหมาย

-แนวคำพิพากษาศาลแรงงาน

สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ประโยชน์ของการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

1. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

การมีทนายความตรวจสอบทุกขั้นตอน
ช่วยลดความเสี่ยงการถูกฟ้องร้อง

2. วางระบบแรงงานให้ถูกต้อง

เช่น สัญญาจ้าง, ระเบียบข้อบังคับ, การลงโทษทางวินัย

3. ให้คำปรึกษาได้ทันทีเมื่อมีปัญหา

ไม่ต้องรอหาทนายใหม่ทุกครั้งมีที่ปรึกษาประจำพร้อมให้คำแนะนำทันที

4. ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การป้องกันปัญหาต้นทุนต่ำกว่าการแก้คดีเสมอ

ผู้บริหารยุคใหม่ ต้องคิดเรื่องกฎหมายแรงงานตั้งแต่ต้น

เมื่อปัญหาลูกจ้างเกิดขึ้นทุกวัน การมีทนายคือทางออก

ความจริง  คือ ลูกจ้างลาออกทุกวัน, ลูกจ้างฟ้องทุกวัน, ปัญหาวินัยเกิดทุกวัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่การไม่มีคนดูแลด้านกฎหมายแรงงานต่างหากที่อันตราย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้างและบริษัท

ปัจจุบันสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลบริษัทในฐานะที่ปรึกษากฎหมายอยู่หลายแห่ง
และมีประสบการณ์ตรงในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน  ด้วยหลักวิชาชีพที่ชัดเจน
เมื่อรับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทแล้วจะไม่รับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้างของบริษัทนั้น เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และรักษามาตรฐานวิชาชีพอย่างเคร่งครัด  นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงความจริงจังในการดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าองค์กร

หากคุณเป็นนายจ้าง อย่ารอให้มีคดีแล้วค่อยหาทนาย

การมีทนายความที่ปรึกษา คือการสร้างเกราะป้องกันให้ธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายแรงงาน
ที่มีรายละเอียดและความเสี่ยงสูง หากคุณเป็นเจ้าของบริษัท, ผู้บริหาร, นายจ้าง, ฝ่ายบุคคล และต้องการลดความเสี่ยงด้านแรงงาน การมีทนายความที่ปรึกษาคือคำตอบ

กฎหมายแรงงาน คือเรื่องที่ผู้บริหารต้องวางแผน ไม่ใช่แก้ปัญหา

อย่ารอให้ลูกจ้างฟ้อง
อย่ารอให้มีคดี
อย่ารอให้บริษัทเสียหาย

เพราะในเรื่องกฎหมายแรงงาน การป้องกันสำคัญกว่าการแก้ไขเสมอ และการมีทนายความที่ปรึกษา คือเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารยุคใหม่

หากคุณต้องการวางระบบแรงงานให้ถูกต้อง
ลดความเสี่ยง และบริหารองค์กรอย่างมั่นคงสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ คลิก >>ติดต่อเรา

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!