ประกันภัยภาคสมัครใจคืออะไร แล้วทำไมควรต้องมี?

ประกันภัยภาคสมัครใจคืออะไร

โดยปกติแล้วผู้ขับขี่รถยนต์ทุกประเภทจะต้องทำประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือที่บริษัทประกันภัยเรียกกันว่า “ประกันภัยภาคบังคับ” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และอนามัยของผู้ประสบภัยจากรถเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางรถเท่านั้น แต่เราสามารถซื้อประกันภัยเพิ่มเติมเพื่อให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายของทรัพย์สินได้ ซึ่งประกันภัยประเภทนี้เรียกว่า “ประกันภัยภาคสมัครใจ” ผู้ขับขี่สามารถทำเพิ่มเติมนอกจาก พ.ร.บ. ปกติได้ เพราะเป็นประกันภัยที่กฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องทำ

ประกันภัยภาคสมัครใจคืออะไร

ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เป็นการทำประกันภัยรถยนต์โดยที่กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่เจ้าของรถยนต์เลือกที่จะทำเอง โดยที่ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจนี้จะมีแผนประกันให้เลือก ทั้งแบบประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองความเสียหาย และการเกิดอุบัติเหตุทุกกรณี และประกันชั้น 2+, 2, 3+ และ 3 ซึ่งจะให้การคุ้มครองที่ลดหลั่นกันลงมา ทำให้มีราคาแตกต่างกันไป นอกจากนั้น ยี่ห้อ รุ่น และอายุของรถยนต์ที่เอาประกันก็ยังมีผลต่อค่างวดประกันด้วยเช่นกัน การมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะช่วยให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ มากกว่าประกันภาคบังคับหรือ พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองค่าเสียหายของรถคู่กรณี รถตนเอง หรือค่ารักษาพยาบาลคู่กรณี และผู้ขับ นอกจากนั้นประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจอาจให้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. บริการรถยกและลากจูง หรือบริการรถทดแทนขณะซ่อมรถที่เกิดอุบัติเหตุด้วย

ประกันภัยภาคสมัครใจคุ้มครองอะไรบ้าง 2

ประกันภาคสมัครใจคุ้มครองอะไรบ้าง?

ประกันรถยนต์จะให้ความคุ้มครองทางการเงินของผู้เอาประกันภัยที่ระบุบนกรมธรรม์ หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดฝันอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้บนท้องถนน โดยทั่วไป ความคุ้มครองพื้นฐานของประกันรถยนต์ คือ คุ้มครองคุณในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ นอกจากนี้ยังอาจคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าประกันตัว และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ทางกฎหมาย ความคุ้มครองการชน หรือการคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก คุ้มครองคุณในกรณีที่เกิดการชน โดยให้ทุนประกันสำหรับการซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่รถของคุณ ความคุ้มครองการชนอาจคุ้มครองคุณในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุโดยไม่มีคู่กรณี เช่น ชนต้นไม้หรือชนอาคาร ประกันรถยนต์ให้ความคุ้มครองทางการเงินทั้งในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากการชนและกรณีอื่น ๆ โดยขึ้นอยู่เงื่อนไขตามหน้ากรมธรรม์ ซึ่งความคุ้มครองนี้อาจรวมถึงรถยนต์ถูกโจรกรรม สภาพอากาศ การก่อกวน ความเสี่ยงต่าง ๆ และภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่น ๆ เป็นต้น

ข้อดีของการทำประกันภัยภาคสมัครใจ 3

ข้อดีของการทำประกันภัยภาคสมัครใจ

  • แบ่งเบาภาระค่าซ่อม 

ทั้งรถผู้เอาประกันและคู่กรณี หนึ่งในประโยชน์ของการประกันภัยภาคสมัครใจก็คือ การช่วยแบ่งเบาภาระค่าซ่อมบำรุงรถคู่กรณี และรถผู้เอาประกันกรณีเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง เนื่องจากค่าซ่อมแซมรถ ค่าอะไหล่ต่าง ๆ มักมีราคาที่สูง ดังนั้นการมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะช่วยให้ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่เพื่อซ่อมรถด้วยตัวเอง จึงหมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถได้ 

  • ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล 

นอกจากจะคุ้มครองความเสียหายต่อรถของผู้เอาประกัน และรถของคู่กรณีแล้ว ประกันภัยรถยนต์บางแผนยังให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในกรณีบาดเจ็บด้วย ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง และคู่กรณี เพราะค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะเมื่อบาดเจ็บหนักนั้น ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงไม่แพ้ค่าซ่อมรถยนต์เลยทีเดียว 

  • มีตัวแทนประกันช่วยเจรจาให้ 

มีเจ้าหน้าที่มาช่วยเคลียร์ให้ เมื่อมีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หากเกิดอุบัติเหตุแบบมีคู่กรณีจะช่วยลดการปะทะระหว่างเจ้าของรถได้ เนื่องจากจะมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันรถยนต์มาช่วยเจรจา ไกล่เกลี่ย และดำเนินการเรื่องความคุ้มครองต่าง ๆ ให้ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีการปะทะด้วยวาจา หรือการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น 

  • รถหายก็ได้รับความคุ้มครอง 

หากเลือกทำประภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้น 1 ซึ่งเป็นแผนที่ให้ความคุ้มครองสูงสุด จะได้รับความคุ้มครองในกรณีที่รถหาย หรือถูกโจรกรรมด้วย โดยวงเงินที่คุ้มครองจะขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือก ซึ่งถือเป็นประโยชน์ของการประกันภัยภาคสมัครใจที่ไม่ควรพลาด 

  • น้ำท่วม ไฟไหม้ 

หากเลือกทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจชั้น 1 รถของผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี อย่างการชนต้นไม้ ต้นไม้หล่นทับ ถอยหลังชนกำแพง รวมถึงกรณีน้ำท่วม ไฟไหม้ และภัยธรรมชาติต่าง ๆ ด้วย ทำให้วางใจในเรื่องค่าใช้จ่ายซ่อมแซมรถได้ 

  • มีบริการให้ความช่วยตลอด 24 ชั่วโมง 

การมีประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ จะช่วยให้คุณสามารถรับความช่วยเหลือ และเรียกใช้บริการบริษัทประกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้วางใจได้ไม่ว่าจะใช้รถใช้ถนนในเวลาใดก็ตาม

เคล็ดลับในการเลือกซื้อประกันภัยภาคสมัครใจ 4

เคล็ดลับในการเลือกซื้อประกันภัยภาคสมัครใจ

การเลือกซื้อประกันภัยรถเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า หรือตรงกับความคุ้มครองที่เราต้องการ เพราะแต่ละบริษัทย่อมมีออฟชั่นหรือราคาเบี้ยประกันที่ต่างกัน ตลอดจนเงื่อนไขในการคุ้มครอง ดังนั้นการจะเลือกซื้อประกันภัยกับบริษัทไหนควรศึกษาเงื่อนไขของกรมธรรม์และความคุ้มครองให้ดี เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ดีที่สุด เคล็ดลับการเลือกซื้อกรมธรรม์มีดังนี้

  • เปรียบเทียบราคาจากบริษัทประกันภัยหลายๆ แห่ง แล้วค่อยตัดสินใจเลือกบริษัทประกันภัยที่ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด
  • ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัย ควรดูชื่อเสียงของบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือ ดูฟีดแบคจากลูกค้า ดูวิธีการและขั้นตอนการเคลม
  • การจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มเติม หมายถึงคุณจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง เพื่อรักษาเบี้ยประกันในราคาต่ำ
  • รักษาประวัติการขับขี่ปลอดภัย ขับขี่รถให้ถูกกฎจราจรหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ เพื่อนำประวัติตรงส่วนนี้ไปขอลดเบี้ยประกันในปีถัดไปได้
  • เลือกซื้อกรมธรรม์แบบแพ็คเกจ เพราะบริษัทประกันภัยบางบริษัทจะมีส่วนลดเพิ่มเติมหากซื้อประกันภัยอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย
  • เลือกเฉพาะความคุ้มครองที่จำเป็น หรือเหมาะสำหรับคุณ พิจารณาเลือกซื้อประกันภัยให้เหมาะกับการขับขี่ของคุณ และหากรถของคุณมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสูง จะส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยลดลง

จะเห็นว่าการมีประกันภาคสมัครใจไว้เพื่อคุ้มครองความเสียหายเพิ่มเติมเป็นเรื่องดีเพราะประกันภัยภาคสมัครใจนั้นให้ความคุ้มครองในส่วนของทรัพย์สินด้วย ถือว่าช่วยลดภาระ ลดความเสียหายต่อตัวผู้เอาประกันภัยไปได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นถ้าหากอยากเลือกทำประกันภัยเพิ่มเติมแนะนำว่าควรเลือกบริษัทประกันภัยที่เชื่อถือได้ และควรดูกรมธรรม์ให้ละเอียดว่าตอบโจทย์ความต้องการของเราหรือไม่ค่ะ

การเคลมประกันภัยทำอย่างไร และรู้จักกับประกันภัยประเภทต่างๆ 

เคลมประกัน copy

ในปัจจุบันอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางจราจรบนท้องถนนนั้นสูงมาก มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกวัน ความเสียหายที่ตามมาขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุนั้นรุนแรงแค่ไหน ดังนั้นการทำ ประกันภัย เอาไว้ ไม่ว่าจะรถเล็ก หรือรถใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะประกันภัยนั้นนอกจากจะคุ้มครองการบาดเจ็บแล้ว ประกันภัยภาคสมัครใจยังให้ความคุ้มครองค่าความเสียหายทรัพย์สินของเราอีกด้วย ดังนั้นทำประกันภัยเอาไว้เป็นดีที่สุด วันนี้เลยจะมาอธิบายขั้นตอนการเคลมประกันภัยนั้นว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยเราจะมาทำความเข้าใจว่าประกันภัยคืออะไร สำคัญอย่างไร และมีขั้นตอนการเคลมอย่างไรบ้าง ไปเริ่มกันเลยค่ะ

เคลมประกัน-2

การเคลมประกันคืออะไร?  

การเคลมประกัน คือ คำร้องขออย่างเป็นทางการที่คุณในฐานะผู้ถือกรมธรรม์ยื่นต่อผู้ให้บริการประกันภัยเพื่อขอค่าชดเชยสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่ครอบคลุมตามกรมธรรม์ของคุณ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือการบาดเจ็บทางร่างกาย การเคลมประกันอาจรวมถึงการเคลมความรับผิด ซึ่งผู้เอาประกันภัยอาจต้องรับผิดชอบต่อการก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น

ทำไมต้องเคลมประกัน?  

การเคลมประกันมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้คุณได้รับการชดเชยทางการเงินจากบริษัทประกัน และคุ้มครองความสูญเสียทางการเงินของคุณหากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่ารักษาพยาบาล หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์  ผู้รับประกันภัยของคุณควรให้ค่าชดเชยที่เหมาะสมและตามระยะเวลาสำหรับทุกค่าใช้จ่ายที่ประกันคุ้มครอง ทั้งค่าซ่อมแซมหรือค่าเสียหาย

เคลมประกัน-1

ประกันภัยรถยนต์แบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 

1. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 (ประกันภัยชั้น 1)

ครอบคลุมความคุ้มครองที่หลากหลายที่สุด รวมถึงความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถยนต์ของตนเอง การชนกันกับรถยนต์คันอื่น การสูญหายหรือถูกขโมย และอุบัติเหตุทางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  

2. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 (ประกันภัยชั้น 2)

คุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความเสียหายจากการถูกขโมย และไฟไหม้ แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ของตนเองจากการชน

3. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 (ประกันภัยชั้น 3)

ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกทั้งชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ของตนเอง  

4. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ (ประกันภัยชั้น 2 บวก)

เป็นประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองจากประกันภัยประเภท 2 โดยรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชน แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการขโมยและไฟไหม้  

5. ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ (ประกันภัยชั้น 3 บวก)

เป็นประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองจากประกันภัยประเภท 3 โดยรวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการชน แต่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดจากการขโมยและไฟไหม้  นอกจากนี้ยังมีประกันภัยประเภทอื่น ๆ ที่เฉพาะเจาะจงเช่น ประกันภัยรถจักรยานยนต์ หรือประกันภัยเฉพาะกิจบางประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อความต้องการเฉพาะเจาะจงของผู้ใช้

เคลมประกัน-3

ขั้นตอนการเคลมประกันภัย

1. แจ้งเหตุ

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์จะต้องเคลมประกันภัย ให้รีบทำการโทรแจ้งบริษัทประกันภัย โดยโทรศัพท์ไปยังหมายเลขติดต่อเคลมประกัน หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัยนั้นๆ ที่เราได้ทำประกันภัยเอาไว้

2. เก็บรวบรวมข้อมูล

บันทึกข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น วันที่ เวลา สถานที่ รวมถึงข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ (ในกรณีของประกันภัยรถยนต์) และถ่ายรูปหรือวีดีโอความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

3. กรอกแบบฟอร์มเคลม

กรอกแบบฟอร์มการเคลมประกันภัยที่บริษัทประกันภัยกำหนด แบบฟอร์มอาจมีการแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ (ในกรณีประกันภัยรถยนต์) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4. ส่งเอกสาร

ส่งแบบฟอร์มและเอกสารทั้งหมดไปยังบริษัทประกันภัย โดยสามารถส่งไปทางไปรษณีย์หรืออีเมลก็ได้ตามที่บริษัทประกันภัยกำหนด

5. ตรวจสอบและประเมินความเสียหาย

เมื่อเราได้ทำการแจ้งบริษัทประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และทำการประเมินมูลค่าความเสียหายยานพาหนะของผู้เอาประกัน

6. การพิจารณาการเคลม

บริษัทประกันภัยจะทำการพิจารณาว่าการเคลมครั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์หรือไม่ หากเป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันภัยก็จะดำเนินการจ่ายค่าเสียหายในขั้นตอนไป

7. การจ่ายค่าชดเชย

หากการเคลมได้รับการอนุมัติ บริษัทประกันภัยจะทำการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย แต่ทั้งนี้หากผู้เสียหายรู้สึกว่าค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยเสนอมาให้นั้นไม่เหมาะสม ผู้เสียหายสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในการยื่นเคลมประกันนั้น บริษัทประกันภัยแต่ละบริษัทอาจมีเงื่อนไขการใช้เอกสารที่แตกต่างกันตามแต่บริษัทประกันภัยนั้นๆ กำหนด หากอยากให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนแนะนำให้สอบถามจากบริษัทประกันภัยที่เราได้ทำประกันภัยเอาไว้ เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการยื่นขอการเคลมประกันภัยค่ะ

รีวิวอาชีพทนายความ การเดินทางของ #ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ

การเติบโตและประสบความสำเร็จในสายอาชีพทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการเปิดสำนักงานทนายความของตัวเองและการได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ สำหรับผมในฐานะทนายศุภสิทธิ์ ศิริ (Supasit Siri) หรือที่หลายคนรู้จักในนาม #ทนายอาร์ม นั้นเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและประสบการณ์ที่หลากหลาย

การเริ่มต้นสู่การเป็นทนายความ  

การสอบใบอนุญาตทนายความเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีความฝันอยากเป็นทนายความ การสอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญคือการเตรียมตัวและความพยายามในการศึกษาหาความรู้ เมื่อผ่านการสอบใบอนุญาตทนายความแล้ว ความท้าทายที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้น

ความสำคัญของการหาคดีและการบริหารสำนักงานทนาย

หลังจากได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความ การหาคดีเข้าสำนักงานทนายเป็นเรื่องที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การมีคดีในมือไม่เพียงแต่จะเป็นแหล่งรายได้หลักที่ช่วยให้สำนักงานสามารถดำเนินกิจการได้ แต่ยังเป็นการสะสมประสบการณ์และสร้างชื่อเสียงให้กับทนายและสำนักงานทนาย

การหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตและการบริหารบุคลากรในสำนักงานทนายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการที่มีงาน แต่ขาดบุคลากรที่มีความสามารถเพียงพอในการดำเนินการจะเป็นปัญหาใหญ่ การตัดสินใจเปิดสำนักงานทนายจึงต้องใช้ความคิดให้รอบคอบ การคิดว่าเปิดสำนักงานเล็ก ๆ แล้วจะพอ อาจทำให้พบกับความยากลำบากในการบริหารงานและตอบสนองความต้องการของลูกความได้

นอกจากนี้การบริหารสำนักงานทนายยังต้องคำนึงถึงการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ระบบการจัดเก็บข้อมูล และการให้บริการลูกความ การทำงานให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดต้องมีการวางแผนที่ดีและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันการหาคดีและการบริหารสำนักงานทนายก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ และมีบุคลากรที่มีคุณภาพในการให้บริการลูกความ การทำงานอย่างรอบคอบและการวางแผนที่ดีจะช่วยให้สำนักงานทนายสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว

ความสำคัญของการรับผิดชอบในการทำคดี

การรับผิดชอบในการทำคดีเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นทนายความที่ดี ความรับผิดชอบนี้ครอบคลุมทั้งด้านจริยธรรม ความเป็นมืออาชีพ และการให้บริการที่มีคุณภาพต่อลูกความ การทำคดีไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขปัญหาในศาล แต่ยังรวมถึงการวางแผนและการจัดการที่ดีในทุกขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย

การรับผิดชอบต่อสังคมและต่อลูกความในการทำคดีเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานในฐานะทนายความหมายถึงการเป็นตัวแทนและผู้ปกป้องสิทธิของลูกความ ความรับผิดชอบนี้ต้องมีการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ในการวางแผนและเตรียมคดี เพื่อให้สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานในศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรับผิดชอบในการทำคดียังหมายถึงการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อลูกความ การแนะนำที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเสียหายและปัญหาที่รุนแรงกว่าเดิม การให้คำปรึกษาและการดำเนินการที่ถูกต้องต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอ

การวางแผนและการจัดการที่ดีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการทำคดี การเตรียมตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล และการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า เป็นสิ่งที่จำเป็นในการให้บริการที่มีคุณภาพต่อลูกความและการรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการทางกฎหมาย

ความรับผิดชอบในการทำคดีจึงเป็นสิ่งที่ทนายความทุกคนต้องให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกความและสังคม

กว่าจะประสบความสำเร็จมาเป็นสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การก่อตั้งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและจัดการอย่างรอบคอบ การมีสำนักงานทนายความของตัวเองหมายถึงการต้องพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และการให้บริการลูกความอย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการบริหารสำนักงานทนายคือการมีคอมพิวเตอร์ประจำสำนักงานและระบบซอฟต์แวร์การเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการทำงานของทนายความในปัจจุบันพึ่งพาเทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ หากระบบเหล่านี้ไม่ดีพอ อาจส่งผลให้การดำเนินงานมีปัญหาและล่าช้าได้

การบริหารจัดการข้อมูลเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญมาก ข้อมูลในคดีความเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการจัดเก็บและป้องกันอย่างดี การใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการและเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหายและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการ

นอกจากนี้ การให้บริการลูกความอย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลายังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ หากเราอยู่นอกสำนักงานและลูกความต้องการขอเอกสารในคดี เราต้องสามารถจัดการและส่งไฟล์คดีนั้นให้ลูกความได้อย่างรวดเร็ว การที่เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกความได้ทันเวลาไม่เพียงแต่สร้างความไว้วางใจให้กับลูกความ แต่ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสำนักงานอีกด้วย

ความสำเร็จของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการให้คำปรึกษาและการทำคดี แต่ยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่ดีในทุกด้าน ทั้งการใช้เทคโนโลยีในการจัดการข้อมูล การบริการลูกความอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกความ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในอาชีพทนายความและคิดจะมีสำนักงานทนายของตัวเอง

การให้คำแนะนำลูกความ

การที่เราจะให้คำแนะนำลูกความเกี่ยวกับการไปศาลเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ถ้าเราแนะนำผิดพลาด เช่น แนะนำว่าไม่ต้องไปศาล แต่คดีนั้นกลับมีปัญหา ลูกความก็จะโทษเรา เพราะฉะนั้นเทคนิคและประสบการณ์ในการจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก การเปิดสำนักงานทนายความของตัวเองจึงจำเป็นที่จะต้องมีประสบการณ์ที่เพียงพอ ต้องพิจารณาได้ว่าตนเองมีความพร้อมมากพอหรือไม่ และควรที่จะเปิดสำนักงานทนายของตัวเองหรือไม่

มีสำนักงานทนายความเป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็สามารถทำได้ถ้ามีความตั้งใจที่มากพอ

การเป็นทนายความและการมีสำนักงานทนายความของตัวเองเป็นการเดินทางที่ท้าทาย แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความภาคภูมิใจ การมีความรู้และประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจและการทำงาน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในอาชีพทนายความและคิดจะมีสำนักงานทนายของตัวเอง

ขอให้ข้อมูลนี้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเป็นทนายความและการเปิดสำนักงานทนายความ หวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากประสบการณ์และคำแนะนำจาก #ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ครับ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้คำปรึกษาและบริการทางกฎหมายในทุกด้าน ด้วยทีมทนายความที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างคุณในทุกสถานการณ์ หากคุณมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เรายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคุณในทุกขั้นตอน 

บริษัทประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

เคยไหมที่เวลาเกิดอุบัติแล้วไม่รู้ต้องทำอะไรก่อน เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ขอบเขตของข้อกฎหมายเพื่อเอาไว้ปกป้องสิทธิที่ตัวเองควรจะได้รับ เพราะส่วนใหญ่เมื่อเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้บาดเจ็บมักจะถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้เซ็นหนังสือประนีประนอมยอมเพื่อลดการจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่ต้องทำคืออย่าเซ็นเอกสารใดๆ ที่บริษัทประกันภัยยื่นมาให้เด็ดขาด เพราะอาจถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก บาดเจ็บทุพพลภาพ หากสะดวกควรหาทนายเอาไว้เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาจะดีที่สุด

อย่างเคสที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายของผู้เสียหายอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะบาดเจ็บจากอุบัติอย่างหนักหนาสาหัสแล้ว ยังถึงขั้นบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยยังพยายามเตะถ่วงบ่ายเบี่ยงค่าเสียหายตามความเหมาะสม ทำให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัยเท่าที่ควร โดยบริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายตกอยู่ในภาวะ “ทุพพลภาพถาวร” จริงหรือ?? ทั้งที่แพทย์ลงความเห็นว่าผู้บาดเจ็บนั้นได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพถาวร เกริ่นมาขนาดนี้แล้วหลายคนคงอยากทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ผู้บาดเจ็บได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง และสิ่งที่หลายคนคงอยากทราบคือบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าเยียวยาเหตุทุพพลภาพถาวรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เราไปเริ่มลำดับเหตุการณ์กันเลยค่ะ

ประสบอุบัติเหตุสาหัสจนทุพพลภาพ บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงจ่าย!!

รถคว่ำ

โดยอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นผู้โดยสารข้างคนขับ กำลังเดินทางกลับจากการไปทำธุระรายงานตัว ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีฝนตกลงมาจนเป็นสาเหตุให้ถนนลื่น ทำให้กระบะที่ผู้บาดเจ็บขับมานั้นเกิดเสียหลักลื่นไถลตกลงไปข้างทาง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยได้รับบาดเจ็บกระดูกบริเวณคอหัก หลังจากรักษาตัวมาได้ระยะหนึ่ง ผู้บาดเจ็บได้ถูกส่งตัวไปรักษาอีกโรงพยาบาลและต้องนอนพักรักษาตัวอีกราวประมาณ 1 เดือน และต่อมาได้ถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อพักรักษาตัวอีกประมาณครึ่งเดือนเศษ ซึ่งเป็นการรักษาที่ยาวนานและทรมานมาก ผู้บาดเจ็บได้รับข่าวร้ายว่าต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยหัวใสยังไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพตามที่ระบุเอาไว้ในประกัน

ใบรับรองแพทย์แจ้งทุพพลภาพถาวร แต่บริษัทประกันภัยไม่เชื่อ!!

กระดูกหัก

หลังจากนั้นผู้บาดเจ็บยังเกิดภาวะติดเชื้อทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ หลังจากต้องนอนป่วยติดเตียงมาเป็นเวลานานเกิดก็ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถเดินเหินใช้ชีวิตได้ตามปกติ แถมยังเกิดเป็นแผลกดทับลึกขนาดใหญ่จนไม่สามารถนอนหงายได้ ต้องคอยนอนตะแคงอยู่ตลอดเวลา และต้องเดินทางไปล้างแผลที่โรงพยาบาลทุกวัน ด้วยภาวะที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตัวเอง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นอะไรที่ทรมานมากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้กลายเป็นผู้ทุพพลภาพภาวร ทำให้ขาดรายได้ในการจุนเจือครอบครัว

บาดเจ็บทุพพลภาพ

จากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายตามที่ระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ แต่บริษัทประกันภัยหัวใสใช้ช่องโหว่ยังไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายที่ระบุตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งบริษัทประกันภัยขอเสนอจ่ายเบื้องต้นแค่ค่าสินไหมเป็นเงิน 60,506 บาท และค่านอนรักษาตัวเป็นเงินเพียงแค่ 2,800 บาท ส่วนในกรณีทุพพลภาพถาวรนั้น บริษัทประกันภัยใช้คำกล่าวอ้างว่าทุพพลภาพนั้นจะต้องไม่สามารถใช้งานอวัยวะในร่างกายเพื่อการทำงานใดๆ ได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบริษัทประกันภัยเชื่อว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจไม่ได้มีภาวะทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ผู้บาดเจ็บรู้สึกได้ถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัทประกันภัย และได้มอบอำนาจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกรณีทุพพลภาพ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เห็นถึงการไร้ความรับผิดชอบต่อผู้บาดเจ็บที่ซื้อประกันภัยเพื่อความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยนั้นกลับไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ภาคบังคับ แถมกลับต้องมาเจอคำพูดบั่นทอนจิตใจกันแบบนี้เมื่อเกิดกรณีอุบัติเหตุ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงต้องดำเนินการทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้บาดเจ็บอย่างถึงที่สุด ป่วยกายก็นับว่าทุกข์ใจแสนสาหัสอยู่แล้ว ยังมาเจอบริษัทประกันภัยพูดแบบนี้น่าเห็นใจผู้บาดเจ็บเสียจริงๆ

มีทนายไว้คอยให้คำปรึกษาหรือสู้คดีจะดีที่สุด

ประกันภัยหัวใส! ผู้บาดเจ็บประสบภัยจนเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่บ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเหตุทุพพลภาพถาวร อ้าง! ต้องใช้การไม่ได้ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า “ทำไมเราควรต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญ” ไว้คอยช่วยเหลือดูแลเมื่อเกิดอุบัติขึ้น อย่างน้อยยังอุ่นใจได้ว่าเราจะไม่ถูกบริษัทประกันภัยเอารัดเอาเปรียบแบบกรณีนี้ หากท่านไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย หรืออยากปรึกษาคดีด้านไหนติดต่อมาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทนายความผู้เชี่ยวชาญไว้คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียเปรียบ อย่ากลัวที่จะ ติดต่อทนาย

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียเปรียบ อย่ากลัวที่จะ ติดต่อทนาย

          ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งแรก ด้วยความที่เป็นครั้งแรก และยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อน หลังเกิดอุบัติเหตุ 90% ก็มักจะทำตัวไม่ถูกอย่างแน่นอนว่าต้องทำอย่างไรต่อไป หรือควรจะเชื่อและทำตามคำบอกของประกันภัยดี ควรขอคำแนะนำจากญาติ จากคนรู้จัก หรือเพื่อน ซึ่งบรรดาคนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับ “ทะแนะ” สักเท่าไร เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้เป็นผู้รู้จริงและพากันให้คำแนะนำกันไปต่าง ๆ นานา ว่าควรทำอย่างนี้สิ อย่างนั้นสิ  ต้องไปแจ้งที่นั่นสิ ติดต่อที่นู่นดูสิ  ฯลฯ คำว่า “ติดต่อทนาย” คงไม่มีในความคิด เพราะกลัวและไม่กล้าที่จะติดต่อทนาย คิดว่าสามารถจัดการเองได้ และทำตามคำแนะนำของผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเรื่องราวคดีความคงจะผ่านไปได้ด้วยดีเช่นคนอื่น จึงไม่คิดที่จะติดต่อทนายเข้ามา

          มีผู้เสียหายหลายท่านที่ได้ติดต่อทนายเข้ามาหลังจากที่ดันหลงผิดไปทำตามคำแนะนำของผู้อื่นมาแล้ว ต่างก็ล้วนมีปัญหาตามมาจากการที่ไปทำตามคำแนะนำของเหล่าทะแนะกันจำนวนมาก แน่นอนว่าหากหลงเชื่อใครคนใดคนหนึ่งไปแล้วเป็นคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจของแต่ละคนก็มีไม่เท่ากัน สุดท้ายแล้วก็เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา และปัญหาเดิมก็ไม่สามารถแก้ให้จบสิ้นไปได้ คดีก็ไม่มีความคืบหน้า เพราะไม่ยอมมาติดต่อทนายตั้งแต่แรกที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วเมื่อพอไปเดินเรื่องเอง ติดต่อหน่วยงานเองจากการไปเชื่อทะแนะผู้รู้ไม่จริง หรือคนอื่น ๆ เมื่อมาคิดได้ว่าต้องติดต่อทนาย คราวนี้ผู้เสียหายก็จะเริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาเสียเวลาไปเยอะพอสมควรแล้ว 

รีบปรึกษาทนายอย่ารอช้า เพื่อป้องกันการถูก “ประกันภัย” เอาเปรียบ

รู้ทันประกันภัย ไม่เสียหาย อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนาย-2

          อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อด้านบนว่าเวลาเกิดอุบัติเหตุครั้งแรก อย่าทำตัวไม่ถูก ที่สำคัญอย่ากลัวที่จะติดต่อทนาย เพราะไม่เช่นนั้นการที่ไปเชื่อผู้อื่นบางทีนอกจากจะไม่ได้ทำให้เรื่องราวผ่านไปได้อย่างสวยงามแล้ว ในภายหลังอาจสร้างปัญหาตามมาอย่างที่คุณไม่คาดคิดก็เป็นได้ วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินกิจการโดยทนายอาร์ม ทนายความมืออาชีพด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ มีเหตุผลดี ๆ มาบอกสำหรับใครที่ยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย หรือสำหรับใครที่เคยเกิดอุบัติเหตุแล้วก็สามารถมาอ่านความรู้ดี ๆ จากเราเพื่อรู้ไว้เป็นความรู้ และเพื่อเตือนใจว่าหากคราวหน้ามีเหตุให้ต้องเกิดอุบัติเหตุก็อย่ารอช้าที่จะติดต่อทนาย

ข้อเสียของการไม่รีบติดต่อทนายหลังเกิดอุบัติเหตุ

  • ถูกประกันภัยเอาเปรียบได้ง่าย

          เกิดอุบัติเหตุครั้งแรกแน่นอนว่าความกลัว ความประหม่า ความไม่มั่นใจ ความทำตัวไม่ถูกมีเกิดอยู่แล้วเป็นธรรมดาและปกติมาก ๆ สำหรับมนุษย์ทั่วไป แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเมื่อใดที่คุณแสดงอาการเหล่านั้นออกไป ไม่ว่าจะความกลัว ความไม่รู้ก็แล้วแต่ จะทำให้คุณเกิดความเชื่อในคำแนะนำของผู้อื่น ๆ ได้ง่าย เมื่อคุณได้เจอเข้ากับบริษัทประกันภัย หากเขาพูดสิ่งใดมา หรือให้คุณทำอะไร คุณก็จะพร้อมที่จะเชื่อ และทำตามโดยไม่ขัดขืน ก็จะยิ่งเข้าทางประกันทันที แล้วหลังจากนั้นความเดือดร้อนก็จะตามมาอย่างที่คุณไม่รู้ตัว หรือเมื่อมารู้ตัวในภายหลังว่าเริ่มมีบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นกับตัวคุณ ถึงตอนนั้นคุณก็จะเริ่มต้องการติดต่อทนายแล้ว

  • เสียเวลา/เสียสุขภาพจิต

          เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้เสียหายที่เคยติดต่อทนายให้ทำคดีความให้ คือเมื่อไปทำตามคนอื่นบอกมาว่าต้องไปติดต่อหน่วยงานที่นั่นที่นี่เอง แล้วทุกอย่างต้องใช้เวลา การที่คุณไปเดินเรื่องเอง ทำอะไรเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ก็ไม่รู้ว่าไปถูกทางหรือไม่ จะตอบโจทย์กับสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่นั้น กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็ยังไม่ทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมได้รับค่าเสียหายอยู่ดี พอคุณมารู้ทีหลังหลังจากติดต่อทนายก็จะเกิดความรู้สึกว่าเสียเวลา ที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า แล้วกว่าจะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก็คงทำให้คุณเสียสุขภาพจิตไปไม่น้อยทางที่ดีต้องติดต่อทนายให้ไวที่สุด

  • อาจมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้อีก

          อย่างที่กล่าวไปใน 2 ข้อแรกนั้น ข้อเสียอีกหนึ่งข้อที่ต้องมีแน่ ๆ หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุแล้วกลัวที่จะติดต่อทนาย ก็คือปัญหาที่ตามมามีแน่นอน 100% แล้ววิธีการแก้ปัญหาก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเกิดปัญหา แล้วแก้ปัญหาไม่ถูกจุดก็ไม่ทำให้คุณได้รับค่าเสียหายได้ไวกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นการขยายระยะเวลาไปอีก และทำให้คุณไม่ได้รับความเป็นธรรมในที่สุด ติดต่อทนายคือตัวเลือกที่ดีที่สุด และอย่าตัดสินใจติดต่อทนายตอนที่ถูกเอาเปรียบไปมากแล้ว ทางออกที่ดีที่สุดคือติดต่อทนายไว้เป็นอันดับแรก

  • เมื่อมาติดต่อทนายภายหลัง เรื่องอาจยากขึ้น

           เมื่อคุณคิดได้ในภายหลังว่าควรติดต่อทนายตั้งแต่แรกที่เกิดอุบัติเหตุ คุณก็เสียเวลาเสียสุขภาพจิตไปมากพอสมควรแล้ว และการที่ไปทำตามคำแนะนำของทะแนะ ไม่ยอมติดต่อทนายก็ยิ่งสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง บางทีอาจะส่งผลให้คดีความไม่จบง่าย ๆ เมื่อมาติดต่อทนายถึงมือทนายก็อาจเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เพราะเรื่องได้มีการดำเนินการไปแล้ว และยิ่งไปทำดำเนินการเองในวิธีที่ไม่ถูกทางก็จะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับทนายในภายหลังด้วย อย่างที่กล่าวไปติดต่อทนายให้ไวเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุ หากติดต่อทนายไวการได้รับความเป็นธรรมหรือค่าเสียหายก็จะไวด้วย อีกทั้งยังไม่ต้องตกเป็นเหยื่อเสียรู้ประกันภัยอีก

          หลังเกิดอุบัติเหตุอย่ากลัวที่จะติดต่อทนา เพื่อป้องกันการถูกประกันภัยเอาเปรียบเกิดอุบัติเหตุครั้งแรกในชีวิต อย่ากลัว และอย่าเพิ่งหลงเชื่อทะแนะผู้รู้ไม่จริง เข้าใจไม่จริง ทางที่ดีหลังเกิดอุบัติเหตุทันทีควรรีบปรึกษา “ทนายความ” ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สามารถใช้วิชาชีพในการให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาให้คุณได้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัยหรือคู่กรณี ที่คุณอาจรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขา อย่าเพิกเฉย หรือเชื่อคำพูด #ทะแนะ มากกว่า #ทนาย ผู้รู้กฎหมาย ติดต่อทนายไวที่สุดเป็นเรื่องที่ควรทำ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!