อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต กับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน: กรณีศึกษาและบทเรียนที่คนมีประกันไม่ควรมองข้าม 

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยที่เราจะไม่คาดคิด และความเสียหายที่ตามมาอาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ภายในไม่กี่วินาที เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งที่ผู้เอาประกันและครอบครัวต้องเผชิญ ไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวด แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถาโถม รายได้ที่หายไป การเปลี่ยนแปลงในการประกอบอาชีพ และภาระดูแลคนในครอบครัวที่ยังดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยทุกคน คือ การเข้าใจสิทธิของตนเอง และการใช้สิทธิในเรียกร้องให้ถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการใน หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงไม่ใช่แค่คดีตัวอย่าง แต่เป็น “คู่มือจริง” ที่ทำให้เห็นภาพว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้เสียหายต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสิทธิขอตนเองได้ 

กรณีศึกษา: อุบัติเหตุวินมอเตอร์ไซค์ สูญเสียนิ้ว เสียรายได้ สูญโอกาส 

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายเป็นผู้ขับจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งอาชีพนี้ต้องพึ่งพาร่างกายแข็งแรงเต็มร้อย หลังอุบัติเหตุรุนแรง เขา >>สูญเสียนิ้ว<< นางซ้ายถึงสองข้อ ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง หยุดงานนานหลายเดือน รายได้ที่เคยเลี้ยงครอบครัวก็ขาดหายทันที เมื่อฟื้นตัว ผู้เสียหายพยายามเรียกร้องค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัยตามกรมธรรม์ที่ทำไว้ แต่กลับพบอุปสรรค ทางบริษัทประกันภัยกลับอ้างว่าผู้เสียหายได้ยอมความในคดีอาญาแล้ว! ทำให้ไม่สารถเรียกร้องค่าสินไหมบางส่วนคืนได้ ซึ่งหากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยอาจยอมรับข้อเสนอของบริษัทประกันโดยไม่รู้เลยว่าตนเองได้เสียสิทธิ์บางส่วนไปแล้ว และไม่ทราบด้วยว่ามีทางแก้หรือแนวทางเรียกร้องสิทธิ์คืนได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลคดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราได้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ไม่สูญเสียไปโดยไม่รู้ตัว และผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนที่สุดตามที่ควรจะเป็น 

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ: พิสูจน์ตามจริง! ไม่ใช่แค่ตามคำกล่าวอ้างจากบริษัทประกันภัย 

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรียกร้องสิทธิ์ตามสิ่งที่พึงได้อย่างไร และอนุญาโตตุลาการพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารประกอบทั้งหมด โดยใช้เหตุผลและเงื่อนไขตามกรมธรรม์อย่างไร 

อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดดังนี้: 

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นข้อพิพาท ใบเสร็จจริงจากโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมยอดได้ 79,097 บาท บริษัทประกันต้องรับผิดชดใช้เต็มจำนวน 

-ค่าสูญเสียอวัยวะ การสูญเสียนิ้วนางซ้ายสองข้อ มีวงเงินประกันตามเงื่อนไขสูงสุด 200,000 บาท ถึงแม้จะเรียกร้องมากกว่า ก็ไม่สามารถได้เกินกว่านี้ 

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ผู้เสียหายอ้างต้องต่อนิ้วเทียม ทำกายภาพ และฝังเข็มเพิ่ม แต่เมื่อไม่มีใบสั่งแพทย์หรือเอกสารยืนยัน อนุญาโตตุลาการจึงไม่กำหนดให้ชำระ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเดินทางจัดการเอกสาร สรุปรวม 4,250 บาท ซึ่งเห็นว่าสมเหตุสมผล ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน จากที่เคยหารายได้วันละ 1,000 บาท เมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์จริง เห็นสมควรให้เฉลี่ย 750 บาทต่อวัน พักงาน 7 เดือน เป็นเงิน 157,500 บาท

– ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต เพราะการสูญเสียนิ้วทำให้งานขับวินที่ต้องใช้มือเต็มที่ย่อมกระทบ จึงกำหนด 200,000 บาท 

-ค่าเสียหายทางจิตใจ ความเจ็บปวด รอยแผลเป็น และผลกระทบทางจิตใจ กำหนด 300,000 บาท ค่าทวงถามและค่าทนายความ ตามกฎหมาย ไม่อาจเรียกได้ จึงไม่กำหนด 

เมื่อรวมแล้ว บริษัทประกันต้องจ่ายเพิ่มอีก 306,997 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี 

ทำไมจึงควรมี “หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย” ?

หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีทั่วไป แต่ถูกรวบรวมจากคดีที่เกิดขึ้นจริง และมีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับ ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการรู้สิทธิของตนเองชัดเจน ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารความเสี่ยงกับคู่ค้า นักศึกษากฎหมายที่อยากเข้าใจมุมปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่บทเรียนในตำรา ในชีวิตจริง ข้อพิพาทประกันภัยไม่ได้จบที่กรมธรรม์หรือใบเคลม แต่มีรายละเอียดในชั้นข้อเท็จจริง หลักฐาน และการตีความตามแนวคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการซึ่งกลายเป็นแนวทางสำคัญที่ใช้ในวงการประกันภัย สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าใช้จ่ายทางอ้อม หลายคนคิดว่าอุบัติเหตุจบที่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าซ่อมรถ แต่ในคดีจริงๆ มักมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเอกสารทางการแพทย์ ค่าเสียเวลาในการจัดการเรื่องคดี หรือแม้กระทั่งค่าดูแลผู้ป่วยในระหว่างพักฟื้น หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็อาจไม่ได้รับชดเชย 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์: ที่พึ่งสำหรับคนที่ต้องการได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง

เมื่อเกิดคดีความ ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยมักพยายามเรียกร้องสิทธิ์ด้วยตนเอง แต่กลับสูญเสียสิทธิ์ไป บางส่วนเพราะขาดพยานหลักฐานที่เพียงพอ หรือดำเนินการผิดขั้นตอนตามกฎหมาย อีกทั้งยังอาจเผชิญกลวิธีทางกฎหมายจากบริษัทประกันภัยที่มุ่งจำกัดหรือหลีกเลี่ยงความรับผิด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง วางแผนจัดเตรียมพยานหลักฐาน และดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องศาลหรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ถูกต้องรัดกุม เพื่อให้สิทธิของผู้เอาประกันได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วนที่สุด เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น ความรู้ที่ถูกต้องและการมีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เสียหายใช้สิทธิ์ของตนได้เต็มที่ หลักฐานครบถ้วน วางแผนเป็นระบบ ย่อมดีกว่าลองผิดลองถูก หรือปล่อยให้บริษัทประกันตีความเพียงฝ่ายเดียว หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับประกันภัย อย่าลังเลที่จะปรึกษาทีมกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา<< เพื่อวางแผนคดีและเรียกร้องสิทธิ์ตามที่ควรได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อุบัติเหตุรถชน แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก เรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างไร? รู้สิทธิ์ก่อนถูกประกันเอาเปรียบ

อุบัติเหตุรถชน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ก็ล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ขี่รถจักรยานยนต์ที่มักได้รับบาดเจ็บรุนแรง เพราะไม่มีโครงสร้างรถช่วยป้องกันความเสียหายต่อร่างกายโดยตรง หลายกรณีผู้บาดเจ็บต้องเผชิญกับกระดูกหัก  แขนหัก ขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดกระดูกให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามเดิม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการพักฟื้นมีราคาสูง

แม้หลายคนจะคิดว่า ประกันภัยรถยนต์ ของคู่กรณีจะดูแลทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง มักพบว่าความคุ้มครองของประกันภัยมักไม่ครอบคลุมค่าเสียหายจริงทั้งหมด หลายครั้งประกันเสนอจ่ายเพียงบางส่วน ทำให้ผู้บาดเจ็บเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เรื่องจริงที่เกิดขึ้น : โดนรถชนจนแขนหัก ขาหัก ใส่เหล็กประกันปัดความรับผิด แต่ได้เงินชดเชยเพิ่มหลังมีทนาย

หนึ่งในคดีตัวอย่างที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เคยดูแล ผู้เสียหาย ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านตามปกติ แต่ถูกคู่กรณีขับรถยนต์ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจนเกิดอุบัติเหตุอย่างแรง ส่งผลให้ผู้เสียหายกระดูกแขนและขาหักหลายจุด ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กและนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 2 เดือน หลังจากออกจากโรงพยาบาลยังต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติในทันที

ในช่วงแรกบริษัทประกันภัยของคู่กรณีชดเชยเพียงค่าเสียหาย ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยอ้าง วงเงินจำกัดตามประกันภาคสมัครใจและ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมกันแล้วไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ผู้เสียหายพยายามเจรจาด้วยตนเองแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายจึงตัดสินใจมาปรึกษาทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทีมทนายตรวจสอบเอกสาร รวบรวมหลักฐานทางการแพทย์ ใบรับรองแพทย์ รายการค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และจัดทำคำฟ้องเพื่อเรียก ค่าสินไหมทดแทน เพิ่มเติม กระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้คู่กรณีและบริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ตามที่เรียกร้อง เป็นเงินกว่า 560,998 บาท ซึ่งถือว่าผู้บาดเจ็บได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย

ผู้บาดเจ็บมีสิทธิ์อะไรบ้าง? อย่ารับเงินก้อนเดียวแล้วจบ!

หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าได้รับเงินจากประกันภัยแล้ว เรื่องจะจบได้เลย แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าความเสียหายจริงมากกว่าวงเงินคุ้มครอง ประกันหรือคู่กรณียังมีหน้าที่ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติม  ผู้บาดเจ็บจึงมีสิทธิ์เรียกค่าสินไหมทดแทนได้หลายส่วน ได้แก่

✔️ ค่ารักษาพยาบาลตามจริง ไม่ใช่แค่ตอนเกิดเหตุ แต่รวมถึงค่ากายภาพบำบัดและค่าผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคตด้วย
✔️ ค่าขาดรายได้ หากผู้บาดเจ็บต้องหยุดงานนาน รายได้หายไปก็สามารถเรียกคืนได้
✔️ ค่าเสียหายทางกายและจิตใจ เช่น ความพิการ การสูญเสียความสามารถในการทำงาน หรือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
✔️ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่าเลี้ยงดูผู้ป่วยระหว่างพักฟื้น

หลักฐานสำคัญ อย่าให้ขาด

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียกค่าสินไหมทดแทนใน คดีประกันภัย คือ หลักฐาน ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานให้ละเอียดที่สุด เช่น

 ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล, ฟิล์มเอกซเรย์, ผลการตรวจจากแพทย์
ภาพถ่ายรอยแผล ความเสียหาย หรือภาพในที่เกิดเหตุ
เอกสารแสดงรายได้เดิม เพื่อพิสูจน์ค่าขาดรายได้
หลักฐานการติดต่อกับบริษัทประกันหรือคู่กรณี

เมื่อมีหลักฐานพร้อม จะช่วยให้ทนายความสามารถจัดทำคำร้องหรือฟ้องร้องได้มีน้ำหนักมากขึ้น มีโอกาสชนะคดีและได้รับเงินตามที่ควรได้จริง

ทำไมควรปรึกษาทนาย?

ในคดีลักษณะนี้ หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล หลายครั้งผู้บาดเจ็บจะตกลงยอมรับยอดที่บริษัทประกันเสนอเพียงเพราะคิดว่า “คงได้เท่านี้” แต่ในความจริง การเรียกค่าสินไหมทดแทนต้องใช้ความเข้าใจกฎหมายและกลยุทธ์การเจรจา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญด้าน คดีประกันภัย และคดีละเมิดโดยเฉพาะ เราสามารถวางแผน รวบรวมหลักฐาน เจรจา หรือแม้แต่ฟ้องคดีในศาลเพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามสิทธิ์จริง ไม่ถูกเอาเปรียบหรือจ่ายน้อยเกินไป

อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายได้ทันที

หลายครั้งผู้ประสบเหตุยอมแพ้เพราะกลัวความยุ่งยาก กลัวมีค่าใช้จ่ายสูง หรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่เชื่อเถอะว่า หากท่านเจอกรณีแบบนี้หรือกำลังถูกเอาเปรียบ เช่น  แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก  จนสูญเสียรายได้และต้องมีค่ารักษายาวนาน การเรียกค่าสินไหมทดแทนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะแบ่งเบาภาระทางการเงินและคืนความเป็นธรรมให้กับชีวิตได้มากกว่าที่คิด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจหลักฐาน เจรจาประนีประนอม ไปจนถึงดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้ท่านได้รับสิทธิ์ที่พึงมีตามกฎหมาย

หากท่านหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือเพียงเพราะขาดข้อมูล
☎️ >> ติดต่อ << สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที เรายินดีดูแลทุกกรณี

ขาหักใส่เหล็กเพราะอุบัติเหตุรถชน ประกันปฏิเสธความรับผิดแบบนี้ควรทำอย่างไร?

อุบัติเหตุรถชน หลายคนคิดว่าถ้ามีประกันแล้ว จะได้รับเงินชดเชยแน่นอนโดยไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้น ขาหักจนต้องใส่เหล็ก  ค่ารักษาพยาบาลหลักแสน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย บริษัทประกันกลับพยายามหาวิธี ปฏิเสธหรือจ่ายน้อยที่สุด ให้ได้ทุกทาง

ในคดีนี้ ผู้เสียหายยังเป็นเยาวชน ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก และมีค่ารักษาต่อเนื่องในอนาคต แต่สิ่งที่ครอบครัวเจอ คือการตอบโต้อย่างดุเดือดจากบริษัทประกัน แม้จะมีเอกสารครบ ทั้งใบเกิด ทะเบียนสมรสของบิดา ซึ่งยืนยันความสัมพันธ์ตามกฎหมายชัดเจน แต่บริษัทประกันยังอ้างว่า ไม่รับรองว่าเป็นบิดาของผู้เสียหายจริง ทั้งที่เอกสารทางราชการก็มีอยู่ต่อหน้า! บิดาของผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องเรียกร้องสิทธิแทนบุตรได้?? แล้วในกรณีเช่นนี้ ควรต้องดำเนินการอย่างไร? วันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากทุกท่านค่ะ”

ประกันมีวิธีปัดความรับผิดยังไง? ดูเคสนี้!

หลายคนไม่เคยรู้ว่า บริษัทประกันสามารถหาช่องโต้แย้งได้แทบทุกเรื่อง ตัวอย่างในคดีนี้

  • อ้างว่าเอกสารรับรองความสัมพันธ์ไม่ครบถ้วน ทั้งที่มีใบเกิด ใบสมรสของบิดาชัดเจน
  • โต้ว่า ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง แม้ผู้เสียหายจะต้องรักษาตัวซ้ำ ๆ และมีค่าใช้จ่ายผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคต
  • อ้างว่าการเรียกร้องค่าสินไหมไม่ชัดเจน ใครผิด ใครถูกยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งที่มีหลักฐานตำรวจกับคำรับสารภาพของคู่กรณีครบถ้วน

จะเห็นได้ว่า บริษัทประกันพยายามทุกวิธีเพื่อ ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย หรือปัดความรับผิดไปให้ได้มากที่สุด

เคสนี้เราสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

แม้จะเจอข้อโต้แย้งมากมาย ทีมกฎหมายของเราดำเนินการเตรียมพยาน หลักฐาน และจัดการกระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการจนสามารถเรียกเงินชดเชยมาได้เต็มที่ตามสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท รวมถึงค่าผ่าตัดใหญ่ ค่าห้อง ค่าดูแลทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง
  • ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต สำหรับการผ่าตัดเอาเหล็กออกและการทำกายภาพต่อเนื่อง
  • ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหากินรายได้ระหว่างเจ็บป่วย
  • ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 
  • ค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เสียหายได้รับสิ่งที่ควรได้ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยไม่ต้องเสียเปรียบหรือยอมแพ้ให้บริษัทประกัน

นี่คือสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า ถ้าไม่มีทีมกฎหมายที่เข้าใจเรื่องคดีประกันภัยจริง โอกาสที่จะได้เงินครบตามสิทธิ์ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

หลายคนมักคิดว่ามี คปภ. ก็ช่วยได้ ไม่ต้องมีทนาย จริงหรือ?

หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) คอยช่วยเหลือ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีทนายความหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายมาดูแลให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

แต่ในความเป็นจริง มีหลายเคสที่เจ้าของเรื่องมั่นใจว่าจะ เดินเรื่องเอง ผ่านหน่วยงานรัฐ สุดท้ายกลับไม่ได้รับเงินค่าสินไหมหรือได้เพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มค่าความเจ็บปวดและความเสียหายที่เกิดขึ้น

👉 ในคดีนี้เอง

จะเห็นได้ชัดว่าทางบริษัทประกันมี ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย เตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนเรื่องจะเกิดแล้ว มีวิธีการตอบโต้ครบทุกด้าน แต่คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่มีหลักฐานพร้อม ไม่มีประสบการณ์สู้กับทีมกฎหมายของบริษัทประกัน โอกาสพลาดสิทธิ์มีสูงมาก

เห็นไหมคะว่า บริษัทประกันมีวิธี เลี่ยงความรับผิด ได้สารพัด ถ้าเราไม่มีคนที่เข้าใจเกมกฎหมายและรู้เท่าทัน วิธีปัดความรับผิด โอกาสจะเสียเปรียบมีมากกว่าได้เปรียบแน่นอน

ทำไมต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือทีมกฎหมายที่ เชี่ยวชาญเรื่องคดีประกันภัย และการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุรถชน โดยเฉพาะ เราเข้าใจทั้งข้อกฎหมาย หลักฐาน และวิธีเจรจากับบริษัทประกันอย่างรอบด้าน

สิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง คือ ประสบการณ์และความรอบคอบ ที่จะทำให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ เราเน้นการวางแผนหลักฐาน การเตรียมการทุกขั้นตอน และการต่อสู้เพื่อให้คุณได้สิทธิ์ตามกฎหมายเต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะเจอประกันใช้วิธีไหนมาปฏิเสธก็ตาม

หากวันนี้คุณหรือคนรอบข้างเจอปัญหาแบบเดียวกัน ขาหักใส่เหล็ก เพราะอุบัติเหตุรถชน
ประกันปฏิเสธ จ่ายน้อย หรือไม่ยอมจ่าย

อย่าเดินเรื่องเองเพียงลำพังจนเสียสิทธิ์หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่จำเป็น ให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้ตามกฎหมายอย่างแท้จริง>>ติดต่อเรา<< เรายินดีบริการอย่างมืออาชีพ ✅

รถชนบาดเจ็บสาหัสดามเหล็ก เรียกค่าเสียหายจากประกันได้อย่างไร? เข้าใจสิทธิและขั้นตอนอย่างละเอียด

อุบัติเหตุรถชนที่ทำให้ ขาหักดามเหล็ก จัดเป็นการ บาดเจ็บสาหัส ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างมาก ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าดำรงชีพระหว่างพักฟื้น ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง และการสูญเสียรายได้ในอนาคต ผู้ประสบเหตุหลายคนยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์เรียก ค่าสินไหมทดแทน จากบริษัทประกันภัยได้ตามกฎหมาย และอาจได้มากกว่าที่คิด หากเตรียมหลักฐานและมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคอยดูแลอย่างรัดกุม

กรณีจริง! ขาหักดามเหล็ก ได้ค่าสินไหมกว่า 9 แสนบาท

อ้างอิงจากคดีจริงที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกพุ่งชนจนกระดูกขาหัก ต้องดามเหล็กและพักรักษาตัวนานกว่า 71 วัน เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากและยังต้อง ผ่าตัดเอาเหล็กออก ในอนาคต

ทางสำนักงานยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยได้สำเร็จ โดยมีรายละเอียดดังนี้

✅ ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำร้อง 11,127 บาท
✅ ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตและค่าผ่าตัดเอาเหล็กออก รวมกว่า 190,826 บาท
✅ ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ระหว่างรักษา 60,000 บาท
✅ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหากินช่วงพักฟื้น 300,000 บาท
✅ ค่าสูญเสียความสามารถในการทำงานในอนาคต 150,000 บาท
✅ ค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเจ็บปวดทางจิตใจ 500,000 บาท

รวมแล้ว ศาลและอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้ผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมรวม 900,826 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 15% ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

กฎหมายรองรับสิทธิ์ขาหักดามเหล็ก เรียกได้จริง

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438, 446 และ 887 ผู้เสียหายจากการ บาดเจ็บสาหัส มีสิทธิ์เรียก

  • ค่ารักษาพยาบาล (ทั้งก่อนและหลัง)
  • ค่าขาดรายได้
  • ค่าสูญเสียความสามารถในการทำงาน
  • ค่าสินไหมเพื่อความเจ็บปวดและเสียหายทางใจ

ทั้งนี้ ศาลหรืออนุญาโตตุลาการจะพิจารณาจากพยาน หลักฐานใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ ค่าเดินทาง เอกสารรายได้เดิมและค่าใช้จ่ายในอนาคต จึงสำคัญมากที่ผู้เสียหายต้องเตรียมข้อมูลและมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจัดการ

ทำไม ขาหักดามเหล็ก เรียกค่าสินไหมได้สูง?

1️⃣ ค่าผ่าตัดเอาเหล็กออก ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงถึงหลักแสนบาท เพราะรวมค่าห้องผ่าตัด ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายาเวชภัณฑ์ อุปกรณ์พิเศษ และค่ากายภาพฟื้นฟู

2️⃣ การฟื้นฟูร่างกายหลังดามเหล็ก ใช้เวลานาน ต้องล้างแผลหลายครั้ง รับยาบำรุง รับการตรวจติดตามผล รวมถึงค่าเดินทางและเวลาที่สูญเสียไป

3️⃣ ค่าขาดรายได้และสูญเสียโอกาสในอนาคต หากผู้บาดเจ็บประกอบอาชีพที่ใช้แรงงาน เช่น ขับรถบรรทุก รับงานก่อสร้าง รายได้อาจหยุดชะงักทันทีหลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งตามกฎหมายสามารถเรียกคืนได้

กรณีบริษัทประกันต่อสู้ ต้องทำอย่างไร?

บ่อยครั้งบริษัทประกันจะอ้างข้อจำกัดวงเงินคุ้มครองตาม พ.ร.บ. และกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หรือโต้แย้งว่าผู้เสียหายเรียกร้องเกินจริง เช่น ค่าทนายหรือค่าใช้จ่ายไม่มีหลักฐาน

กรณีนี้ผู้เสียหายต้องมี พยานหลักฐานชัดเจน เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน ใบประเมินค่าผ่าตัด หลักฐานรายได้เดิม หรือหลักฐานรายจ่ายเดินทางที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการรับฟังได้เต็มที่

Checklist เอกสารสำคัญเรียกค่าสินไหม ขาหักดามเหล็ก

✔️ ใบรับรองแพทย์ ระบุชัดว่า กระดูกหักต้องดามเหล็ก
✔️ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเดินทาง
✔️ หลักฐานรายได้ เช่น สัญญาจ้าง ใบรับเงิน หรือสลิปเงินเดือน
✔️ รายงานอุบัติเหตุ / บันทึกประจำวันตำรวจ
✔️ ใบประเมินค่าผ่าตัดเอาเหล็กออกจากโรงพยาบาล

ทำไมต้องมีทนาย?

คดีขาหักดามเหล็ก มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด หากไม่มีทนาย ผู้เสียหายอาจเรียกได้ไม่ครบ เพราะอาจตกหล่นส่วนสำคัญ เช่น ค่ารักษาในอนาคต ค่ากายภาพ ค่าเดินทาง หรือหลักฐานรายได้จริง

ทนายจะดำเนินการดังนี้
✅ ประเมินสิทธิ์และวงเงินตามจริง
✅ รวบรวมหลักฐานให้ครบ
✅ เจรจากับบริษัทประกัน
✅ ดำเนินคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือศาลจนได้รับเงินตามสิทธิ์

❓ Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รับเงินค่าสินไหม?
A: ระยะเวลาในการดำเนินการขึ้นอยู่กับความพร้อมของพยานหลักฐานและความเชี่ยวชาญของทนายความ หากมีการเตรียมเอกสารครบถ้วนและมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

Q: หากบริษัทประกันยืนยันจะจ่ายค่าสินไหมน้อยกว่าที่ควรได้รับ ควรทำอย่างไร?
A: แนะนำให้ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เพื่อประเมินสิทธิ์ตามกฎหมายและดำเนินการเรียกร้องส่วนต่างให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

สรุป: รถชน ขาหักดามเหล็ก อย่าปล่อยสิทธิ์หลุดมือ

ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวประสบเหตุ บาดเจ็บสาหัส ขาหักดามเหล็ก อย่าปล่อยให้สิทธิ์เรียกค่าสินไหมหลุดมือเด็ดขาด! เตรียมหลักฐานให้รอบด้าน และให้ทนายผู้เชี่ยวชาญดูแล จะทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมและเงินชดเชยเต็มที่

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลสิทธิ์ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถชน หรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การรวบรวมเอกสาร การเจรจาต่อรอง หรือการดำเนินคดีในชั้นศาลและอนุญาโตตุลาการ

ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษา

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เรายินดีให้คำปรึกษาอย่างละเอียด เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม

ไปศาล = ได้รับความยุติธรรมจริงหรือ? เปิดความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอชวนคุณเปิดมุมมองเรื่อง “ความยุติธรรม” ที่ไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด

ในสังคมไทย ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง หรือมีการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหาย ผู้คนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฟ้องเลย!” หรือ “ไปศาลสิ!” เพราะเชื่อว่าการไปศาลคือคำตอบสุดท้ายของการเรียกร้องความยุติธรรม และเมื่อไปถึงศาล คนที่ถูกกระทำหรือคนที่บาดเจ็บจะต้องได้รับชัยชนะเสมอ

แต่ในความจริง ระบบกฎหมายไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานของความรู้สึก ไม่ได้ตัดสินว่าใครเจ็บกว่า ใครจนกว่า หรือใครทุกข์มากกว่า เพราะ “ไปศาล” ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับ “ความยุติธรรม” เสมอไป

ความยุติธรรมในมุมของกฎหมาย vs ความรู้สึกของผู้เสียหาย

คำว่า “ความยุติธรรม” ในสายตาประชาชนทั่วไป มักแปลว่า “ผู้ถูกกระทำต้องได้รับการช่วยเหลือ” หรือ “ผู้ที่บาดเจ็บต้องได้ชดเชย” ซึ่งเป็นมุมมองที่เข้าใจได้ และมีเหตุผลในเชิงมนุษยธรรม แต่สำหรับระบบกฎหมาย ความยุติธรรมคือ “การวินิจฉัยตามพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมาย” ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสียหายมากเพียงใด หากไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ไม่มีความชัดเจนในข้อเท็จจริง ศาลก็ไม่สามารถตัดสินให้คุณชนะได้ดังนั้น การ “ไปศาล” ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ที่ผู้เสียหายคาดหวังเสมอ
ในหลายกรณี ผู้ที่เจ็บปวดที่สุดกลับแพ้คดี ในขณะที่ผู้มีความพร้อมด้านเอกสาร หลักฐาน หรือทนายความที่เชี่ยวชาญ กลับชนะคดี แม้สังคมจะมองว่าเขาเป็นฝ่ายผิด

ทนายความ = ผู้ชี้ทางสู่ความยุติธรรม

หลายคนอาจคิดว่า การจ้างทนายเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริง ทนายคือผู้รู้ช่องทาง รู้กฎหมาย และรู้วิธีการทำให้ “ความยุติธรรม” ปรากฏเป็นรูปธรรมได้จริง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มักได้รับคำปรึกษาจากผู้เสียหายที่เดินเรื่องเองไม่ได้ หรือเคยไปศาลมาแล้วแต่ไม่ได้รับการเยียวยา ทนายของเราจะช่วยตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไม่ว่าจะเป็น

  • วิเคราะห์คดี
  • ตรวจสอบหลักฐาน
  • เตรียมเอกสาร
  • วางแนวทางการต่อสู้
  • เป็นตัวแทนดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้คุณไม่ต้องต่อสู้อย่างเดียวดาย

“ไปศาล” อย่างมีแผน จึงจะเข้าถึง “ความยุติธรรม” ได้จริง

หากคุณต้องไปศาล แต่ไม่มีแผน ไม่มีทีม ไม่มีความรู้ สิ่งที่คุณเจออาจไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือความสับสน ความล่าช้า และความเสียเปรียบ

แต่หากคุณมีทนายที่เข้าใจคดี และวางแผนดำเนินการอย่างมืออาชีพ แม้คดีจะยาก ก็มีโอกาสสูงที่จะชนะ หรือได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดภายใต้ข้อเท็จจริง

ความยุติธรรมไม่ได้มาเอง แต่ต้องมีคนช่วยพาไปถึง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เชื่อว่า “ความยุติธรรมไม่ควรสงวนไว้สำหรับคนที่มีเงินหรือเส้นสายเท่านั้น”
เราจึงยินดีให้คำปรึกษาแก่ประชาชนทั่วไป ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุ
  • ถูกละเมิดสิทธิ
  • ถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง
  • ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม
  • หรือกำลังจะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการศาล

เรายินดีให้คำปรึกษาทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงมนุษย์ เพื่อให้คุณไม่ต้องเผชิญความไม่ยุติธรรมเพียงลำพัง

ในคดีประกันภัยไปศาลอาจไม่ง่าย แต่หากไปอย่างรู้เท่าทัน กฎหมายก็จะอยู่ข้างคุณ

การเดินเรื่องคดีประกันภัยด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมักมีทีมกฎหมายหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายคอยดูแลตั้งแต่ก่อนเรื่องจะเกิดเสียอีก แล้วผู้เสียหายล่ะ? จะมีความมั่นใจจากตรงไหนว่า ตนเองจะสามารถเดินเรื่องทุกขั้นตอนจนได้รับความยุติธรรมตามที่ควรได้รับ? ความจริงคือ ระบบนี้ไม่ออกแบบมาเพื่อคนที่ไม่มีประสบการณ์ การมี “ทนายความเฉพาะทางด้านคดีประกันภัย” จึงเป็นกุญแจสำคัญ และ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือสำนักงานที่เติบโตจากการต่อสู้ในคดีประกันภัยอย่างต่อเนื่อง มีประสบการณ์นับไม่ถ้วนในการเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัยทุกรูปแบบ เรารู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกัน และสามารถนำพาผู้เสียหายไปสู่การเรียกร้องสิทธิได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้เสียหายควรรีบปรึกษาทนายทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ เพราะการเดินถูกทางตั้งแต่ “สเต็ปที่ 1” จะช่วยให้ก้าวต่อไปใน “สเต็ป 2 3 4” เป็นไปอย่างมั่นคง ดีกว่าการลองผิดลองถูกแล้วเสียเวลา เสียสิทธิ และอาจเสียโอกาสไปตลอดชีวิต

  • “ไปศาล” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากไม่มีการเตรียมพร้อม
  • “ความยุติธรรม” ต้องอาศัยหลักฐาน กฎหมาย และคนที่เข้าใจกระบวนการ
  • ทนายความคือผู้นำทางให้คุณเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์
เรายินดีรับฟัง วางแผน และพาคุณเดินหน้าสู่ “ความยุติธรรม” ที่แท้จริง

ใครผิด ใครจ่าย? รู้สิทธิ์เรียกค่าสินไหมจากคดีประกันภัย

รู้หรือไม่? อุบัติเหตุจากรถชน ไม่ใช่แค่เรื่องของรถพังหรือการเจ็บตัวชั่วคราวเท่านั้น

 แต่คุณอาจมีสิทธิ์เรียก ค่าสินไหมทดแทน หลักแสนบาท หากรู้จักใช้สิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีศึกษาที่เรานำเสนอในวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์แล้วถูกรถยนต์เลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน จนได้รับ”บาดเจ็บสาหัส

 ท้ายที่สุด ผู้เสียหายสามารถ”เรียกร้องค่าสินไหม”จากบริษัทประกันภัยได้ถึง 564,828.25 บาท จากคดีที่เข้าสู่กระบวนการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ

เหตุการณ์จริง: ถูกรถเลี้ยวตัดหน้าจนบาดเจ็บหนัก

ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์ตามปกติ จู่ๆ มีรถยนต์ขับสวนมาแล้วเลี้ยวขวาตัดหน้าอย่างกระทันหัน เกิดการชนกันอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เสียหายกระดูกหักหลายจุด ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 17 วัน   หลังจากนั้นยังต้องพักฟื้นต่ออีกกว่า 2 เดือน กว่าร่างกายจะเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

แม้รถยนต์คันก่อเหตุจะทำประกันภัยไว้กับบริษัทเอกชน และผู้ขับขี่จะยอมรับว่าเป็นฝ่ายประมาท แต่ทางบริษัทประกันยังคงโต้แย้งความรับผิดชอบ และไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมตามที่ผู้เสียหายร้องขอ ทำให้ต้องเข้าสู่การวินิจฉัยโดยอนุญาโตตุลาการ

ผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 และ 444 ผู้เสียหายจากคดีอุบัติเหตุมีสิทธิ์เรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน ได้หลายรายการ ได้แก่:

·ค่ารักษาพยาบาล ทั้งในอดีตและในอนาคต

·ค่าจ้างพยาบาล และค่าเดินทางของผู้ดูแล

·ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย เช่น รายได้จากอาชีพเสริม

·ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวด การสูญเสียการใช้ชีวิตตามปกติ

สิทธิ์เหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวช่วยให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง

ผลคำชี้ขาด: บริษัทประกันต้องจ่ายตามสิทธิ์ผู้เสียหาย

อนุญาโตตุลาการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด และเห็นว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นฝ่ายประมาทอย่างชัดเจน จึงมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยต้องจ่าย ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้เสียหาย

ดังนี้:

·ค่ารักษาพยาบาล: 11,228.25 บาท

·ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต: 100,000 บาท

·ค่าจ้างพยาบาลและค่าเดินทาง: 20,000 บาท

·ค่าขาดประโยชน์จากอาชีพเสริม: 33,600 บาท

·ค่าสินไหมเพื่อความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ: 400,000 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น: 564,828.25 บาท

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

แม้ผู้ขับขี่รถของบริษัทประกันภัยจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้รู้กฎหมาย และยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แต่บริษัทประกันก็ยังต่อสู้ทุกทางเพื่อปฏิเสธความรับผิด นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่าอย่าชะล่าใจแม้ข้อเท็จจริงจะดูชัดเจนแค่ไหนก็ตาม บริษัทประกันภัยมักพยายามโต้แย้งเพื่อลดหรือเลี่ยงการจ่ายเงินเสมอ อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณี ค่าจ้างบุคคลอื่นให้ดูแลระหว่างเจ็บป่วย แม้ผู้เสียหายจะมีบัตรประชาชนของผู้รับจ้างมายืนยัน ก็ยังไม่เพียงพอ หากไม่ได้ให้ผู้รับจ้างมาเบิกความยืนยันด้วยตนเอง การสืบพยานที่ไม่ครบถ้วน อาจทำให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการไม่รับฟังและปฏิเสธรายการค่าเสียหายนั้นทันที

อย่าชะล่าใจ! สิทธิ์เรียกค่าสินไหมมีมากกว่าที่คุณคิด

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า หากมีสิทธิ์รักษาฟรีจากรัฐ เช่น ข้าราชการหรือประกันสังคม จะไม่สามารถเรียกเงินจากคู่กรณีหรือบริษัทประกันได้อีก ความจริงคือสิทธิ์เหล่านี้ไม่ตัดกัน! คุณยังมีสิทธิเรียก ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้, และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทางร่างกายและจิตใจ ได้เพิ่มเติม หากคุณมีหลักฐานและสามารถอธิบายเหตุผลประกอบได้อย่างถูกต้อง

ทำไมคุณควรมีทนายในคดีประกันภัย?

การมี ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย จะช่วยให้คุณไม่เสียสิทธิ์ เพราะทนายจะดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่:

·ประเมินรายการค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิ์เรียก

·รวบรวมและจัดเรียงพยานหลักฐานให้พร้อม

·ต่อรองกับบริษัทประกันภัย

·ยื่นฟ้องต่อศาลหรืออนุญาโตตุลาการอย่างมืออาชีพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – ผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยตัวจริง

เราพร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอนของคดี   ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ รวบรวมหลักฐาน หรือการเรียกร้องค่าสินไหมให้ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสียหายจากคดีรถชน คดีประกันภัย หรือคดีละเมิดอื่นใด วงศกรณ์ คือทีมทนายที่คุณวางใจได้ ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าลืมว่า  คุณมีสิทธิ์เรียก ค่ารักษาพยาบาล, ค่าขาดรายได้, และ ค่าสินไหมทดแทน ต่าง ๆ เพียงเตรียมหลักฐานให้พร้อม และใช้สิทธิให้เต็มที่ตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลคุณในทุกคดีอุบัติเหตุและคดีประกันภัยให้คุณมั่นใจว่า ได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่ตกหล่น ไม่เสียเปรียบ

หากคุณต้องการให้ทีมทนายความของเราช่วยประเมินคดี รวบรวมเอกสาร หรือดำเนินเรื่องการเรียกค่าสินไหม
สามารถ”ติดต่อเรา”ได้ทันที เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง เริ่มต้นจากการรู้สิทธิของตัวเอง และใช้มันให้ถูกทาง

รถชนฟันหัก เรียกค่าเสียหายจากประกันได้ไหม?

อุบัติเหตุรถชนไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีกด้วย หนึ่งในอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยและสร้างความเจ็บปวดไม่น้อยก็คือ ฟันหักหรือฟันโยกจากแรงกระแทก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการรักษาทันที แล้วกรณีแบบนี้ เราจะสามารถ รถชนเรียกค่าเสียหาย รถชนฟันหักฟ้องประกัน จากบริษัทประกันภัยได้หรือไม่?

คำตอบคือ ได้ แต่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประกันภัยรถยนต์ที่เราทำไว้เป็นประเภทใด มีความคุ้มครองเกี่ยวกับอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือไม่ และมีเอกสารประกอบเพียงพอในการเรียกร้องหรือเปล่า

ประกันภัยรถยนต์ประเภทใดครอบคลุมอุบัติเหตุฟันหัก?

การจะเรียกค่ารักษาฟันจากประกันภัยรถยนต์ได้ ต้องพิจารณาประเภทของประกันที่ผู้ขับขี่ทำไว้ก่อน ดังนี้

1. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+)

  • ประกันภัย ชั้น 1 โดยทั่วไปจะครอบคลุมทั้งตัวรถและบุคคล รวมถึง ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ เช่น ฟันหัก หรือบาดเจ็บจากการชน
  • ส่วนประกัน ชั้น 2+ และ 3+ อาจมีความคุ้มครองในบางกรณี แต่ต้องตรวจสอบ เงื่อนไขกรมธรรม์ ว่าครอบคลุมถึงอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือไม่
  • ในบางกรณี ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้อง ค่าทำฟัน / ค่ารักษาฟันหัก ได้จากความคุ้มครอง อุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ที่แนบท้ายกรมธรรม์

2. ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

  • พ.ร.บ. ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับจะคุ้มครองเบื้องต้นในกรณีที่มีการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยจะชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้ไม่เกิน 30,000 บาท ต่อคน และหากฟันหักเป็นส่วนหนึ่งของการบาดเจ็บ ก็สามารถเบิกค่ารักษาได้จากตรงนี้

หากมี ใบรับรองแพทย์ และ ใบเสร็จรับเงินจากคลินิกทันตกรรมหรือโรงพยาบาล ก็สามารถยื่นเบิกค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน

เอกสารที่ต้องใช้ในการเรียกร้องค่ารักษาฟันหัก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนและได้รับบาดเจ็บ ฟันหัก หรือได้รับความเสียหายทางช่องปาก ผู้ประสบเหตุควรเก็บรวบรวมเอกสารต่าง ๆ ให้ครบถ้วนเพื่อใช้เรียกร้องสิทธิ์จากบริษัทประกันภัย ได้แก่

1.สำเนากรมธรรม์ประกันภัย

2.ใบรับรองแพทย์ / ทันตแพทย์ ระบุอาการบาดเจ็บ เช่น ฟันหัก ฟันโยก จำเป็นต้องทำครอบฟันหรือใส่รากเทียม

3.ใบเสร็จรับเงิน ค่าใช้จ่ายในการรักษาทางทันตกรรม

4.รายงานอุบัติเหตุ / สำเนาบันทึกประจำวัน จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

5.ภาพถ่ายบาดแผล หรือภาพหลังการรักษา (ถ้ามี)

6.สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน

ข้อควรรู้ก่อนเรียกค่าทำฟันจากประกัน

  • บริษัทประกันบางแห่งอาจตีความว่า ค่าทำฟันเป็นค่าใช้จ่ายด้านความงาม หากไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บจริง จึงควรมีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนว่าฟันหักจากแรงกระแทก
  • หากใช้สิทธิเบิกจาก พ.ร.บ. แล้ว ยังสามารถเรียกส่วนเกินจากประกันชั้น 1 หรือประกัน PA ได้เพิ่มเติม
  • หากเป็นผู้โดยสาร ก็สามารถเรียกจาก ประกันของรถที่เป็นฝ่ายผิด ได้โดยตรง

หากประกันปฏิเสธจ่าย ควรทำอย่างไร?

หากคุณมั่นใจว่าการฟันหักเกิดจากอุบัติเหตุรถชนจริง แต่บริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่ารักษา หรือจ่ายไม่ครบตามจริง สามารถดำเนินการได้ดังนี้

1.ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ประกัน พร้อมแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองแพทย์ ฉบับละเอียด

2.ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

3.ปรึกษาทนายความ เพื่อดำเนินคดีฟ้องร้องในกรณีที่เกิดความเสียหายรุนแรง หรือบริษัทจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ตัวอย่างของการมีทนายความเรียกค่าเสียหายให้

อ้างอิงจากหนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย บาดเจ็บ บาดเจ็บพิสดาร เล่ม1 เรียบเรียงโดย ศุภสิทธิ์ ศิริ (ทนายอาม) พิมพ์ครั้งที่ 1 / 2564

ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่  217/2561

ยุติจำนวนเงิน  379,310 บาท

ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน  ดังนี้

-ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 300,000 บาท

-ไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ในระหว่างบาดเจ็บสาหัส 200,000 บาท

-ถ้าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 200,000 บาท

-ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เป็นเงิน 400,000 บาท

ผู้คัดค้าน  (บริษัท อ…ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ) คัดค้านว่า

ค่าเสียหายทั้งหมดที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องมาสูงเกินไม่มีหลักฐานสนับสนุน และผู้คัดค้านมีทุนประกันภัยภาคสมัครใจจำนวน 500,000 บาท จึงต้องรับผิดเกินกว่านี้ ขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาท

ประเด็นข้อพิพาท  : ค่าเสียหายมีเพียงใด และผู้คัดค้านต้องรับผิดในวงเงินเพียงใด

คำวินิจฉัยชี้ขาด

-ค่ารักษาพยาบาล

ตามประเด็นข้อพิพาท  พิเคราะห์แล้ว ประเด็นที่ว่า “ ค่าเสียหายมีเพียงใด” นั้น ผู้เสนอข้อพิพาทเสียค่ารักษาพยาบาลระหว่างนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 4 วัน รวมเป็นเงิน 39,270 บาท ซึ่งข้อนี้ได้ความจากผู้เสนอข้อพิพาทให้การเองว่าบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้เต็มตามจำนวนประกันภัย เป็นเงิน 80,000 บาทแล้ว ดังนี้ ผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากผู้คัดค้านได้อีก

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บสา  ใบหน้าเสียโฉม ฟันหักสี่ซี่ เหงือกมีอาการติดเชื้อ ต้องทำการรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป คิดค่ารักษาเป็นเงิน 179,000 บาท เห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาบาดแผลตามใบหน้า รักษาเหงือกและฟันให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ต้องใช้ ค่าใช้จ่ายเป็นค่ารักษา เป็นเงินจำนวนสูงแน่นอน แต่ที่เรียกร้องมาเป็นเงิน 179,000 บาท ก็เป็นเพียงการคำนวณราคาว่าน่าจะเป็นราคาดังนี้เท่านั้น เห็นว่าเป็นการคำนวณราคาสูงไป เห็นควรกำหนดราคาค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 100,000 บาท

-ค่าขาดประโยชน์ในการทำมามาหาได้ระหว่างบาดเจ็บ

ผู้เสนอข้อพิพาท มีบาดแผลบนใบหน้าเป็นผลสด น้ำเหลืองซึม หน้าตึงแสบแผล จึงไปทำงานตามปกติไม่ได้ คิดเป็นค่าเสียหายเดือนละ 29,310 บาท จึงให้ตามคำขอ

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

ผู้เสนอข้อพิพาทมีรายได้เสริมพิเศษหลังเลิกงานด้วยการเปิดร้านขายของชำ การต้องพักรักษาตัวทำให้ต้องปิดร้านขายของชำ จึงขาดรายได้ไป ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 180,000 บาท เห็นว่า การบาดเจ็บสาหัสของผู้เสนอข้อพิพาทเป็นเหตุให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องปิดร้านขายของชำ จึงขาดรายได้ส่วนนี้ไปจริง แต่เรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ มาเป็นเงิน 180,000 บาท สูงเกิน เห็นควรกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท

-ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

ผู้เสนอข้อผิดพลาดได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเฉพาะแผลบนใบหน้า และปากกระทบถึงฟันหัก เป็นอาการแสนสาหัสที่ผู้เสนอข้อผิดพลาดได้รับเป็นการกระทบจิตใจ และความรู้สึกมากจริง แต่ที่เรียกร้องมาเป็นเงิน 400,000 บาท ยังสูงเกินไป เห็นควร กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 150,000 บาท

รวมเป็นเงินค่าเสียหายที่กำหนดให้ทั้งสิ้นจำนวน  379,310 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

วินิจฉัยคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน  379,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด ค่าป่วยการตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นในชั้นดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ให้ฝ่ายผู้เสนอข้อพิพาทและผู้คัดค้านชำระตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

แหล่งที่มา

ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ : 460/2560

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877, 446

อนุญาโตตุลาการ  : นายขวัญชัย ปิ่นรอด

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

ในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต  อันเป็นค่ารักษารากฟันนั้น ผู้เสนอข้อพิพาทจำเป็นต้องรักษาพยาบาลจริง เพียงแต่ว่าผู้เสนอข้อพิพาทยังไม่ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้เสนอข้อพิพาทและคณะทำงานต้องเรียนแจ้งตามตรงว่าส่วนใหญ่แล้ว ผู้เสนอข้อผิดพลาดไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปรักษา เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวแล้ว ยังต้องหยุดงานไปรักษาตัวทำให้ไม่มีรายได้ ไหนจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวันของตัวผู้เสนอข้อพิพาทเองอีก จึงทำให้ไม่อาจนำค่ารักษาพยาบาลที่แน่นอนมาแสดงต่ออนุญาตต่อตุลาการได้ ดังนั้น ผู้แทนผู้เสนอข้อพิพาทหรือท่านผู้อ่านจึงมีความจำเป็นต้องหาพยานหลักฐานใดๆ มาแสดงต่ออนุญาโตตุลาการให้ทราบให้แน่ชัดว่ามีค่ารักษาพยาบาลประมาณเท่าใดจากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนั้นสะท้อนความจริงให้เห็นว่า แม้การเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยจะดูเหมือนเป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับต้องใช้ความรู้ด้านกฎหมายเพื่อยืนยันสิทธิของผู้เอาประกัน หากคุณ รถชนฟันหัก แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมในการชดเชย หรืออยากให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เสียสิทธิ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียเปรียบประกันภัย

ไม่ว่าจะเป็นการร่างหนังสือเรียกร้อง แจ้งความ ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือดำเนินคดีฟ้องร้อง ทนายความจะสามารถให้คุณ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ได้ และที่สำคัญเลยคือจะไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัยหากคุณหรือคนใกล้ตัว รถชนฟันหัก จำไว้ว่าสามารถเรียกร้องค่ารักษาได้ทั้งจาก พ.ร.บ. และประกันภัยภาคสมัครใจ เพียงเตรียมเอกสารให้ครบ และอย่าลืมใช้สิทธิให้เต็มที่ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หากมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่าลังเลที่จะ ปรึกษาทนาย เพื่อให้คุณได้รับสิ่งที่ควรได้รับ

พินัยกรรมเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมต้องให้ทนายเขียน?

“พินัยกรรม” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่ยังแข็งแรง มีชีวิตมั่นคง หรือไม่มีทรัพย์สินมากมาย แต่ความจริงแล้ว “พินัยกรรม” ไม่ใช่เรื่องของคนใกล้ตาย หรือเฉพาะเศรษฐีเท่านั้น ทุกคนที่มีทรัพย์สิน หรือห่วงใยคนข้างหลัง ควรให้ความสำคัญกับการจัดทำพินัยกรรม เพราะไม่เช่นนั้น เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทรัพย์สินที่คุณหามาทั้งชีวิต อาจกลายเป็นต้นตอของความขัดแย้งในครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วคำถามคือ…การเขียนพินัยกรรมต้องจ้างทนายไหม? คำตอบคือ “ควร” อย่างยิ่ง เพราะพินัยกรรมที่ไม่มีทนายร่าง อาจนำมาซึ่งปัญหาทางกฎหมายมากกว่าที่คิด

พินัยกรรมคืออะไร?

พินัยกรรม (Will) คือเอกสารที่ผู้เขียนแสดงเจตนาล่วงหน้าว่า เมื่อเขาถึงแก่ความตายแล้ว ต้องการให้ใครได้รับทรัพย์สินอะไรบ้าง หรือมีความประสงค์ให้ดำเนินการเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น ให้นำเงินไปบริจาค แต่งตั้งผู้จัดการมรดก หรือกำหนดผู้ดูแลบุตรในกรณีที่ยังเป็นผู้เยาว์

พินัยกรรมมีหลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • พินัยกรรมแบบธรรมดา (เขียนเองและลงลายมือชื่อ)
  • พินัยกรรมแบบเขียนต่อหน้าพยาน
  • พินัยกรรมแบบบันทึกคำสั่งต่อเจ้าพนักงาน
  • พินัยกรรมแบบลับ
  • พินัยกรรมแบบทำในภาวะพิเศษ (ในเรือ ในระหว่างสงคราม เป็นต้น)

ปัญหาที่พบบ่อยจากพินัยกรรมที่ร่างเอง

แม้ใคร ๆ ก็สามารถเขียนพินัยกรรมเองได้ แต่เมื่อไม่ได้ใช้ทนายความช่วยร่างหรือให้คำปรึกษา ก็มักเกิดข้อผิดพลาดที่ทำให้พินัยกรรมนั้น “เป็นโมฆะ” หรือถูกโต้แย้งในศาล ได้ง่าย เช่น

1.เขียนไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย
เช่น ไม่มีพยานกำกับในกรณีที่ต้องมีพยาน ไม่ลงวันที่ หรือไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วน

2.ข้อความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน
เช่น ระบุว่า “ให้บ้านหลังนี้แก่ลูกชาย” แต่ไม่ได้ระบุชื่อลูกชายคนไหน ซึ่งหากมีหลายคน จะกลายเป็นข้อพิพาท

3.ละเมิดสิทธิของทายาทโดยธรรม
พินัยกรรมไม่สามารถตัดสิทธิทายาทโดยธรรมได้ทั้งหมด หากไม่ได้ทำตามขั้นตอนหรือระบุเหตุผลอย่างชัดเจน

4.มีผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในการร่างพินัยกรรม
กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์เป็นผู้ร่างหรือเป็นพยานในการทำพินัยกรรม

5.พินัยกรรมหลายฉบับขัดแย้งกัน
หากทำพินัยกรรมหลายฉบับโดยไม่มีการยกเลิกฉบับเก่า อาจนำไปสู่การตีความขัดแย้งและฟ้องร้องกันในอนาคต

ทำไมจึงควรให้ทนายความร่างพินัยกรรม?

1. เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย

ทนายความมีความรู้ด้านกฎหมายและเข้าใจรูปแบบของพินัยกรรมที่มีผลบังคับใช้ได้จริง ทำให้เอกสารที่ร่างขึ้นสมบูรณ์ ครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องในภายหลัง

2. เพื่อให้เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมได้รับการเคารพ

หลายครั้งที่ผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนาชัดเจน แต่การถ่ายทอดด้วยภาษากฎหมายไม่แม่นยำ ส่งผลให้ตีความผิดพลาด ทนายจะช่วยแปลเจตนาของคุณให้กลายเป็นถ้อยคำที่ชัดเจนและเป็นทางการ

3. เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในครอบครัว

พินัยกรรมที่เขียนดีและมีทนายรับรอง จะช่วยลดความขัดแย้งของญาติพี่น้อง เพราะเห็นได้ชัดว่าผู้ตายมีเจตนาอย่างไร และกระบวนการทำพินัยกรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง

4. เพื่อจัดการทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ

ทนายความจะช่วยให้คุณมองภาพรวมของทรัพย์สิน แนะนำแนวทางแบ่งปันที่เหมาะสม รวมถึงวางแผนภาษีมรดกหากมีทรัพย์สินมูลค่าสูง

5. เพื่อวางแผนมรดกอย่างรอบด้าน

ทนายสามารถให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก การคุ้มครองบุตรผู้เยาว์ หรือการจัดสรรทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

พินัยกรรมไม่ใช่แค่เอกสาร — แต่คือการ “วางอนาคต” ให้คนข้างหลัง

ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ พินัยกรรมอาจดูเป็นเอกสารธรรมดา แต่ในวันที่เราไม่อยู่ มันคือหลักฐานสุดท้ายที่มีพลังสูงสุดในการกำหนดชะตากรรมของทรัพย์สิน และความสงบสุขของครอบครัว

หากพินัยกรรมมีปัญหา ไม่ว่าจะจากข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือจากการใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้คนที่คุณรักต้องตกอยู่ในความเครียด ฟ้องร้อง หรือแม้แต่ความแตกแยกกันเอง

“พินัยกรรม” เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่กระดาษหนึ่งแผ่น แต่คือการวางแผนชีวิตหลังความตาย เพื่อให้คนที่คุณรักได้รับในสิ่งที่คุณตั้งใจไว้จริง ๆ

ดังนั้น หากคุณมีทรัพย์สิน มีครอบครัว หรือมีความห่วงใยใครสักคน อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายความเพื่อร่างพินัยกรรมที่ถูกต้องและชัดเจน เพราะมันคือหลักประกันสุดท้ายที่คุณสามารถมอบให้กับคนข้างหลังได้

ทำพินัยกรรมอย่างถูกกฎหมาย ปรึกษาทนายความมืออาชีพได้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ LINE: @Wongsakorn
เพื่อความสบายใจของคุณ และอนาคตที่มั่นคงของครอบครัว

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเมาขับ : ศาลฎีกาตีตกสูตรคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประกันภัยไม่มีสิทธิ์ปัดรับผิด

คำพิพากษาศาลฎีกา ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 คดีความระหว่าง นาย ก (โจทก์) และบริษัท ABC ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและเอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย กับจำเลย มีความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลา 23.00 น. โจทก์ขับรถยันต์ดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและประตูเหล็กร้าน A ได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายด้วย โจทก์แจ้งเหตุแก่จำเลยเพื่อนำเอารถยนต์ของโจทก์ไปจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยปฏิเสธอ้างเหตุว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซ่อมรถ 209,820 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถได้นับแต่วันพ้นกำหนด 15 วัน และค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าจะเลยจะซ่อมรถยนต์ขอฃโจทก์จนแล้วเสร็จ ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีที่จำเลยอิดเอื้อนผิดสัญญาเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 120,000 บาท ค่ายกลาก 12,500 บาท รวมเป็นเงิน 283,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนับถัดจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าโจทก์จะซ่อมรถเสร็จ และหรือให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมให้เสร็จและใช้งานได้ดีดังเดิมหรือชดใช้ค่าซ่อมรถ 209,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 283,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย จากโจทก์ ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. โจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดกับเวลาที่เกิดเหตุจริงมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะจะมีอัตราเฉลี่ยลดลง 0.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อนาที คิดเป็น 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลมารวมกับผลเป่าตรงที่มีแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเกินกว่าที่กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ จึงเป็นการผิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์และค่าเสียหายในอนาคต ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา ได้แก่ ค่าซ่อมรถยนต์และค่ายกลากนั้นสูงเกินความจริง ค่าเสียหายในเชิงลงโทษไม่ใช่ความเสียหายที่มีอยู่จริง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วต้องไม่เกิน 250,000 บาท อัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามกฎหมายไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 202,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 178,400 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย โดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลา 16.30 น. กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. ร้อยตำรวจเอก ข พนักงานนสอบสวนสถานีตำรวจเชียงของ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนบ้านได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ฤให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ 400 บาท  ต่อมาจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 แจ้งผลพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ หลังเกิดเหตุโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมแซมเองแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 669/2563 กับคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดว่า การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดหลังการดื่มครั้งสุดท้ายลดลงประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ และโจทก์นำสืบหักล้างแก้ไขหลักการดังกล่าวได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำอธิบายคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่แนบท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาประกันภัยจะต้องปฏิบัติตาม นั้น เห็นว่า ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งในหมวดเงื่อนไขทั่วไป การตีความกรมธรรม์ประกันภัยว่า “ข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้” ดังนั้น คู่มือตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัย โดยสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ระบุว่า ข้อ 9 การยกเว้นการใช้อื่น ๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง… ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาที่ตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยากรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นต้นไป ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดหรือตรวจวัดเวลาใด หากผลที่ได้เมื่อเทียบค่าออกมาแล้วปรากฏว่า ผู้ขับขี่นั้นในขณะเกิดเหตุมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลทั่วไปหรือเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือโดยบุคคลที่มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราวหรือโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถหรืออยู่ระหว่างพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถก็จะเข้าข้อยกเว้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 กับคู่มือการตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่ปัญหาว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ในขณะเมาสุราโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือไม่นั้น จำเลยมีภาระการพิสูจน์ เมื่อทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าพนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที และจำเลยมีนาย ค รองผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมทดแทน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการเจรจาทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทย์สภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมงเป็นต้น คดีนี้พนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ตามหลักการทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ดังกล่าวข้างต้นคิดคำนวณเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ลดลงจำนวน 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลดังกล่าวมารวมกับผลโดยวิธีเป่าตรงแล้ว ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ และมีข้อมูลทางวิชาการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุขที่สนับสนุนสอดคล้องกับวิธีการคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ตามข้อมูลทางวิชาการ และผลจากการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดว่า ภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลการวิจัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตามที่ระบุไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยเป็นการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นการทั่วไป หาใช่การคำนวณที่จะนำมาใช้กับโจทก์เป็นการเฉพาะไม่ และในข้อนี้โจทก์มีนายแพทย์ ง เป็นพยานเบิกความว่า ปริมาณอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารมีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย อาหารบางประเภททำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายช้าลง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง เพศและขนาดของร่างกายก็มีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์ หลังจากร่างกายดูดซึมมีการดูซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ณ ปัจจุบัน 2 ครั้ง เปรียบเทียบกัน การที่มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เพียงครั้งเดียวย่อมเป็นการยากที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปได้ และทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบค่า และไม่สามารถทราบได้ว่า ขณะนั้นมีการดูดซึมผ่านระดับสูงสุดมาแล้วหรือไม่ นายแพทย์ ง เป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งคำเบิกความของนายแพทย์ ง เจือสมกับข้อมูลทางวิชาการที่ระบุว่า ถ้าหากกระเพาะอาหารว่าง แอลกอฮอล์จะดูดซึมหมดภายใน 30 นาที หลังการดื่ม แต่ถ้าเพศและน้ำหนักของร่างกายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดทำให้คำเบิกความของนายแพทย์ ง มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีสภาพร่างกายหรือมีภาวะอื่นที่ทำให้ร่างกายของโจทก์มีการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายตามปกติ และระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์ภายหลังการดื่มจะลดลงตามค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หรือไม่อย่างไร พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ฝในขณะเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้จำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า ตามนสภาพความเสียหายของรถยนต์ความเสียหายไม่เกิน 85,431 บาท ตามสำเนาใบประเมินราคา จำเลยอ้างเหตุปฏิเสธความรับผิดว่า ขณะโจทก์ขับรถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามหลักการในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยมิได้จงใจเพื่อหน่วงเวลาให้เนิ่นช้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ ค่ายกลากรถ 8,000 บาท สูงเกินควร สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์โจทก์ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย 60 รายการ ค่าซ่อมเป็นเงิน 209,820 บาท ตามสำเนาในเสนอราคา ส่วนจำเลยนำสืบว่า รถยนต์โจทก์เสียหายไม่เกิน 85,431 บาท โดยโจทก์และจำเลยมาได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าอะไหล่และอุปกรณ์ตามสำเนาใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคาได้รับความเสียหายเพียงใด และจำต้องเปลี่ยนใหม่หรือไม่เพียงใด เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์โจทก์ ตามสำเนาภาพถ่าย ประกอบสำเนาสใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายสำหรับรถยนต์โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องใช้รถยนต์เป็นพาหนะเดินทางจากบ้านพักไปที่ทำงาน ไปตรวจที่ทำการเกษตรและใช้ทำธุระส่วนตัว ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเงินวันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นเงิน 30,400 บาท กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ซ่อมรถยนต์แล้วเสร็จเป็นเงิน 24,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่ายกรถนั้น โจทก์นำสืบว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์โจทก์ไม่สามารถขับได้ ต้องเสียค่ายกรถจากที่เกิดเหตุไม่สถานีตำรวจภูธรเชียงของ เสียค่ายกรถ 2,500 บาท และเสียค่ายกรถจากสถานีตำรวจภูธรเชียงของไปอู่ช่าง จ 10,000 บาท ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่ายกรถสูงเกินสมควรอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่ายกรถเป็นเงิน 8,000 บาท เหมาะสมแล้วเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราใด จำเลยฎีกาว่า การเรียกดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรามธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 ความรับผิดของบริษัทเมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกำหนดว่า เมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทและหากบริษัทปฏิเสธความรับผิดไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจนเป็นเหตุใหผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล หากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัด ดังนี้เมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาล และศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่รับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นานๆทีจะได้เห็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : ชี้!บริษัทประกันภัยต้องรับผิด คำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังไม่ใช่เหตุอันควรปฏิเสธความรับผิด

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2567 คดีความระหว่าง นาวสาว A (โจทก์) และบริษัท 1234 ประกันภัย (จำเลย)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ไว้กับจำเลย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าว โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถยนต์ของโจทก์ไปดำเนินการจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B ได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้วในขณะเกิดเหตุนาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเข้าข้อยกเว้นตามสัญญา จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประกันภัย ไม่ได้สอบเทียบวัดเครื่องมือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และผลคำนวณดัชนีมวลกายของนาย B ไม่เร่งรัดจัดซ่อมโดยทดรองจ่ายค่าซ่อมแล้วค่อยมาเรียกเงินคืน แต่ประวิงเวลาการชำระหนี้โดยปราศจากหลักฐานตามสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 110,624 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 รวมเป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นค่าเสียหายในอนาคตนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารถยนต์ของโจทก์จะซ่อมเสร็จ (วันที่ 30 มกราคม 2566) อีกวันละ 800 บาทกับขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่เกินสองเท่าแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

        จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์ของโจทก์ จำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์เรียกร้อง เนื่องจากพบว่าคดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตาก จ.ตาก ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยการเป่าลมหายใจในเวลา 02.17 น. (หลังเกิดเหตุแล้ว 37 นาที) ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ตามที่เงื่อนไขกรมธรรม์กหนดไว้ จึงไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายต่อรถคันที่เอาประกันภัยได้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปยังโจทก์และชี้แจงเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงาน คปภ. จึงไม่อาจรับผิดชำระค่าซ่อม 97,455 บาท ให้แก้โจทก์ และค่าซ่อมดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบค่าซ่อมที่แท้จริง โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์ได้เนื่องจากเหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเนื่องจากจำเลยประกิจการภายใต้การกำกับและควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เมื่อคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุเหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิด จำเลยจึงไม่ได้กระทำเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด หากจำเลยต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้อง

        ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์จะชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

        โจกท์และจำเลยอุทธรณ์

        ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคู่ที่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจของโจทก์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ตามสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถยนต์ของโจทก์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายวันเดียวกัน เวลา 02.17 น. มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ วัดค่าได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานาย B ว่า ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและเปรียบเทียบปรับนาย B เป็นเงิน 400 บาท โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ แต่จำเลยปฏิเสธชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ อ้างข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เกิดเหตุในช่วงเวลา 01.40 น. แต่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ ในช่วงเวลา 02.17 น. ได้ค่า 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งทำนองว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์กระทำภายหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลา 37 นาที ดังนั้นที่ถูกต้องตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 9 การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 หน้า 108 ถึง 118 จะคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของนาย B ได้ 57.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนดความรับผิดชอบของจำเลยตามกรมธรรม์ เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างพยานหลักฐานทางการพิสูจน์มาสนับสนุนพยานของฝ่ายตน โดยโจทก์มีนาย C อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุขและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์โรงพยาบาล DEFG เป็นพยานเบิกความประกอบแผนภาพกราฟในสำเนาบทความพิเศษ และนางสาว N ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความและนำสืบเอกสารสนับสนุนโดยอ้างอิงบทความพิเศษของจุฬาลงกรณ์เวชสาร “การพิสูจน์ว่าเมา” ที่ระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งจะส่งผลต่อการคิดคำนวณตามสูตรการหาค่าจริงของแอลกอฮอล์ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนักตัว น้ำหนักรวมของกระดูกและกล้ามเนื้อ มวลน้ำในร่างกาย การได้รับการรักษาบางอย่าง หรือแม้แต่ระยะเวลาการดื่มและสภาพกระเพาะอาหาร ส่วนจำเลยก็อ้างตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 หน้าที่ 116 ประกอบสำเนาเอกสารการนำความรู้ “นิติเวชศาสตร์” มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณา ที่ระบุว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถทำได้หลายวิธีและสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้จะตรวจวัดภายหลังเกิดเหตุตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภาและผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา เรื่องการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมีหลักเกณฑ์ว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงหลังจากดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็จะเห็นว่าตามข้ออ้างทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เป็นการอ้างหลักการในเชิงทฤษฎีและตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเพียงการประเมินความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ว่าในช่วงภายหลังเกิดเหตุระดับปริมาณแอลกอฮอล์อาจลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่สามารถชี้ชัดตามผลทางนิติวิทยาศาสตร์เหมือนเช่นการตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA) กล่าวคือคงเป็นเรื่องการคาดการณ์โดยวิธีประเมินจากค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดแอลกอฮอล์จากร่างกายของบุคคลทั่ว ๆ ไปเท่านั้น โดยเฉพาะที่สำคัญค่าวัดที่ได้มา 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น ก็ได้มาจากการวัดโดยวิธีการเป่ามิใช่อาศัยจากการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ก็อาจทำให้การวัดค่าเฉลี่ยที่มีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วยแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุนาย B มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยงที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แต่อย่างใด การที่มีการตรวจแอลกอฮอล์นาย B ภายหลังเกิดเหตุเพียง 37 นาที โดยอาศัยหลักเกณฑ์ของบุคคลทั่วไปที่จะนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าหากมีการวัดปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น จึงไม่น่าจะเป็นธรรมกับโจทก์ผู้บริโภคและต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุนาย B จะมีค่าปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมรถของโจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถใช่หรือไม่ เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดชัดเจนว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง “ความเสียหายจากการขาดการใช้รถ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร” ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้อ้างทำนองว่า สืบเนื่องมาจากที่จำเลยมีการออกบัตรติดต่อซ่อมรถยนต์ให้ โจทก์จึงนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ไปซ่อมกับอู่ของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถด้วยก็ตาม ก็เห็นว่า ตามข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ต้องซ่อมในตัวรถยนต์เท่านั้น เพราะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำไปซ่อมที่อู่ใดก็ตาม โจทก์ก็ไม่สามารถใช้รถได้ในระหว่างการซ่อม ข้ออ้างดังกล่าวจึงมิได้เกี่ยวข้องในเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ตามที่กล่าวถึงเท่านั้น ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เว้นแต่จะปรากฏว่า การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากการที่บริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร เมื่อปรากฏว่าหลักเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ในข้อ 15 (12) “ในกรณีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยการซ่อม…บริษัทไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่การตกลงเป็นที่ยุติและบริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน…” ซึ่งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะเหตุนาย B ,ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยการซ่อมแซมแล้วไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ประกอบกับตามข้อ 15 (7) ก็ระบุว่า “บริษัทใดจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยหรือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่มีความชัดเจนที่กำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน…” เมื่อจำเลยนำสืบว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดก็เนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่มีการระบุให้ใช้ผลการวิจัยของแพทยสภาและรายงานวิจัยของสถาบันนิติเวช ดังนั้นการที่จำเลยอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดจึงไม่ใช่เป็นไปโดยจงใจหรือฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยเช่นนี้จึงไม่เข้าลักษณะของการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถตามข้อสัญญาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

        คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษและโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นมุ่งที่จะพิจารณาผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยมีเจตนาที่จะเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับปผิดชอบในฐานะมีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์มานั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยไม่สามารถนำความน่าจะเป้นทางหลักทฤษฎีมากำหนดหลักเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ชี้ชัดได้ว่า นาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในกรมธรรม์ประกันได้ไม่ โดยเฉพาะหากพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับขี่รถที่จะไปก่อให้เกิดเหตุอันตรายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งฝ่ายโจทก์พึงคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญมากกว่าและต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าที่จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบ การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ดังกล่างจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่เข้าลักษณะผู้ประกอบธุรกิจมุงกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคด้วยความประมาทเลิกเล่ออย่างร้ายแรงหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีวิชาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดเนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 การปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบตามกรมธรรม์ ข้อ 5 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกรมธรรม์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

        พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยนละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับในขณะฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมขอให้เป็นพับ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!