รถชนประกันจ่ายไม่จบ! เมื่อไหร่ที่ต้องพึ่ง “ทนาย” เรียกค่าขาดประโยชน์?

กรณีที่ รถชน แล้วบริษัทประกันดึงเช็ง จ่ายน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างเหตุผลสารพัด การมี
“ทนายความ” เข้ามาช่วยจัดการจะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ประสบภัยที่รอความเมตตา” เป็น “ผู้เสียหายที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย” ทันที

การเกิดเหตุ รถชน จนรถพังต้องเข้าอู่เป็นเดือน ๆ นอกจากจะเสียสุขภาพจิตแล้ว ยังเสียโอกาสในการทำมาหากิน หลายคนเลือกที่จะยอมรับเงินเยียวยาเพียงน้อยนิดจากบริษัทประกันเพราะไม่อยากยุ่งยาก แต่รู้หรือไม่ว่า หากคุณมีหลักฐานชัดเจนและความเสียหายสูง การ “สู้คดี” โดยมีทนายความดูแลอาจคุ้มค่ากว่าที่คุณคิด


ทำไมต้องใช้ทนาย? ในเมื่อมี คปภ.

แม้ คปภ. จะเป็นที่พึ่งหลัก แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันไม่ได้ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะในกรณีที่มูลค่าความเสียหายสูง เช่น รถหรู รถที่ใช้ประกอบธุรกิจ หรือรถรับจ้างที่มีรายได้ต่อวัน บริษัทประกันมักใช้เหตุผลทางกฎหมายหรือข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย

การมีทนายความเข้ามาช่วย จะทำให้คุณได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน เช่น

  • การรวบรวมพยานหลักฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    ไม่ใช่เพียงใบเสร็จค่าใช้จ่ายทั่วไป แต่รวมถึงหลักฐานรายได้ รายการเดินบัญชี หรือหลักฐานการประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ”
  • การวิเคราะห์ข้อกฎหมายและประเมินค่าเสียหาย
    ทนายสามารถประเมินได้ว่าคุณควรได้รับเท่าไร ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทประกันเป็นฝ่ายกำหนดตัวเลขเพียงฝ่ายเดียว
  • การร่างคำฟ้องและดำเนินคดี
    หากต้องเข้าสู่กระบวนการศาล การมีทนายจะช่วยให้คดีมีน้ำหนัก และเพิ่มโอกาสได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

สัญญาณที่บอกว่า “คุณควรจ้างทนายได้แล้ว”

หากคุณเจอสถานการณ์เหล่านี้หลังจากเกิดเหตุ รถชน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

  • ประกันจ่ายต่ำกว่า 500 บาท/วัน
    ซึ่งโดยหลักทั่วไปถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน และอาจไม่สะท้อนความเสียหายจริง
  • ตัดจำนวนวันซ่อมโดยไม่เป็นธรรม
    เช่น รถซ่อมจริง 45 วัน แต่ประกันจ่ายเพียง 10 วัน โดยอ้าง “มาตรฐานบริษัท”
  • ปฏิเสธการจ่ายทั้งที่คุณเป็นฝ่ายถูก
    อ้างว่าคุณมีส่วนประมาท ทั้งที่เอกสารระบุชัดว่าไม่ผิด
  • มีความเสียหายทางรายได้จำนวนมาก
    เช่น รถใช้ส่งของ รถรับจ้าง หรือรถบริษัท ที่สร้างรายได้หลัก

หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง การปรึกษาทนายทันทีจะช่วยลดความเสียหายระยะยาว


ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกอะไรได้บ้าง?

หนึ่งในประเด็นสำคัญของคดีรถชนคือ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ว่าสามารถเรียกร้องได้มากกว่าที่คิด เช่น

  • ค่าเช่ารถระหว่างซ่อม
  • ค่าขาดรายได้ (กรณีใช้รถทำมาหากิน)
  • ค่าเสียเวลาในการดำเนินการต่าง ๆ
  • ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น
  • ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ

ยิ่งคุณมีหลักฐานชัดเจน เช่น รายได้ต่อวัน สัญญาจ้าง หรือประวัติการใช้งานรถ โอกาสในการเรียกร้องก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย


ทำไมหลายคน “เสียสิทธิ์” โดยไม่รู้ตัว?

สาเหตุหลักที่ผู้เสียหายจำนวนมากได้รับเงินไม่เต็มสิทธิ์ มักเกิดจาก:

  • ไม่รู้สิทธิของตนเองตามกฎหมาย
  • ไม่มีหลักฐานที่ครบถ้วน
  • เชื่อข้อมูลจากบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว
  • ไม่กล้าดำเนินคดีเพราะคิดว่ายุ่งยาก

ในความเป็นจริงแล้ว การมีทนายช่วยตั้งแต่ต้น สามารถลดความยุ่งยากและเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินชดเชยที่เหมาะสมได้อย่างมาก


ข้อคิดสำคัญ

“ความยุติธรรมไม่มีไว้สำหรับคนที่นิ่งเฉย”

หากคุณถูกเอาเปรียบจากกรณี รถชน หรือประกันจ่ายไม่เป็นธรรม การลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ของตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุด และการมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอยู่เคียงข้าง จะช่วยให้คุณไม่เสียเปรียบในทุกขั้นตอน


ปรึกษาทนายคดีรถชนติดต่อเรา

หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการวางแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจทำให้คุณสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างครบถ้วน และไม่เสียสิทธิที่ควรได้รับ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

ปรึกษาทนาย คลิก >> https://www.wongsakornsirilawfirm.com/

หรือ
📱 แอดไลน์ / ☎️ โทร 062 195 1661

อุทาหรณ์ผู้เอาประกันภัย! ขับรถชนคนเจ็บ แต่บริษัท “ประกันภัย” ไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อความเชื่อใจในบริษัทประกันภัยกลายเป็นความเสียหายซ้ำซ้อน

ทนายอาร์มแนะ วิธีเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ในโลกของประกันภัยหลายคนเชื่อว่าการมีกรมธรรม์ไว้คือ “เกราะป้องกัน” ยามเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับพบว่า เมื่อถึงเวลาต้องใช้สิทธิจริง ๆ ผู้เอาประกันภัยกลับต้อง “เดินเรื่องเองทุกขั้นตอน” แถมบางครั้งบริษัทประกันภัยยัง “ปัดความรับผิดชอบ” จนผู้เอาประกันต้องรับภาระร่วมกับผู้บาดเจ็บเอง

เรื่องจริงนี้เกิดขึ้นกับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์เขาได้ขับรถไปชนคนเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เหตุการณ์นี้ตำรวจชี้ว่าเขาเป็นฝ่ายผิด ทุกอย่างดูเหมือนจะอยู่ในขั้นตอนของการเคลมตามปกติ แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นเมื่อบริษัทประกันภัย “ไม่ช่วยเหลือ” แม้แต่ในขั้นตอนสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล

บริษัทประกันภัย “ไม่สำรองจ่าย” ทั้งที่มีใบเคลม

ชายผู้เอาประกันภัยเล่าว่า เขามีเอกสารครบถ้วน ทั้งใบเคลมและหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุ แต่บริษัทประกันภัยกลับให้เหตุผลว่า “ต้องให้ผู้เอาประกันและผู้ประสบภัยร่วมกันสำรองจ่ายก่อน” แม้จะมีใบเคลมอยู่ในมือ บริษัทก็ไม่ออกหนังสือรับรองให้โรงพยาบาลนำไปเบิกกับบริษัทได้โดยตรง ผลลัพธ์คือ ทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บต้องร่วมกันควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนเอง ฟังดูอาจแปลก แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง และเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่ทำประกันทุกคนต้องตระหนักว่า

“การมีประกันภัยไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติในทุกกรณี”

เมื่อผู้เอาประกันภัย “กลายเป็นผู้เสียหายซ้ำซ้อน”

หลังเกิดเหตุ ตำรวจชี้ชัดว่า ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด หมายความว่าเขามีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่คู่กรณีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นว่า ทั้งผู้เอาประกันและผู้บาดเจ็บต้องร่วมมือกันเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกันภัย แทนที่บริษัทจะเป็นผู้จัดการเรื่องเคลมและชดใช้ตรงตามเงื่อนไข กลับทำให้ผู้เอาประกันกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” ทั้งเสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึก

 “ทนายอาร์ม” แนะนำ : ฟ้องศาลร่วมกันในคดีคุ้มครองผู้บริโภค

ทนายอาร์มแนะนำแนวทางว่า
หากผู้เอาประกันภัยและผู้บาดเจ็บร่วมมือกันฟ้องบริษัทประกันภัยต่อศาล สามารถดำเนินคดีในฐานะ “คดีคุ้มครองผู้บริโภค” ได้ เพราะทั้งคู่ถือเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม

สิ่งสำคัญคือ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริง

ผู้เอาประกันภัยสามารถเรียกคืนค่าเสียหายทั้งหมดได้ รวมถึงค่าทนายความด้วย

ในบางคดี ศาลมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าทนายความให้ผู้เสียหายด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่ได้รับอนุมัติ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของศาล

ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทนายจะสามารถดำเนินคดีให้เป็นระบบ ถูกต้องตามขั้นตอน และลดโอกาสเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

ทนายสามารถรับค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ได้อย่างถูกกฎหมาย

หลายคนอาจไม่รู้ว่ากฎหมายทนายความไทยอนุญาตให้ทนายเรียกค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากทุนทรัพย์ที่บังคับคดีได้
ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยสามารถตกลงกับทนายได้อย่างโปร่งใส เช่น

  • กำหนดเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากยอดเงินที่เรียกคืนได้
  • หรือจ่ายค่าทนายแบบเหมาเพื่อให้ดำเนินคดีจนจบ

การพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน และทำให้คดีดำเนินไปได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดความขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนในภายหลัง

อย่ารอให้เรื่องผ่านไปนาน ถึงจะหาทนาย

อีกหนึ่งข้อเตือนใจจากทนายอาร์มคือ

“อย่ารอให้เรื่องผ่านไปหลายปีหรืออาการบาดเจ็บหายก่อน ถึงจะเริ่มฟ้อง เพราะเมื่อคุณหายแล้ว คุณอาจหมดสิทธิ์เรียกร้องค่าพิการหรือค่าเสียหายเพิ่มเติมได้”

ในทางปฏิบัติ มีหลายกรณีที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้บาดเจ็บรอจนหายดีแล้วค่อยดำเนินคดี ทำให้ศาลพิจารณาว่า “ไม่มีความเสียหายต่อเนื่อง” ส่งผลให้ได้รับเพียงค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น

ดังนั้น หากเกิดเหตุ ควรปรึกษาทนายความทันทีหลังอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพื่อให้ทนายดำเนินการตรวจสอบสิทธิ์และเอกสารตั้งแต่แรก

บริษัทประกันภัย “ขายประกัน” ง่าย แต่ตอนเคลมกลับยาก

ในมุมของผู้เอาประกัน หลายคนเลือกทำประกันกับบริษัทที่โฆษณาว่าบริการดี เคลมง่าย
แต่ในความเป็นจริง เมื่อเกิดเหตุจริง หลายบริษัทกลับมีข้ออ้าง เช่น

  • “งานเยอะ ยังไม่ถึงคิวตรวจสอบ”
  • “ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายนี้ ต้องให้ลูกค้าไปทำเองก่อน”
  • “ต้องรอเอกสารจากโรงพยาบาลก่อนเบิกได้”

สุดท้าย ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นฝ่ายรับภาระมาดำเนินการเอง ทั้งโทรตาม ทั้งยื่นเอกสารซ้ำ ๆ กลายเป็นว่าการขายประกันง่าย แต่การให้บริการหลังการขายกลับยากเย็น

นี่คือเหตุผลที่ ทนายอาร์มย้ำเสมอว่า

“เวลาขายประกันภัย คุณขายความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ แต่เวลาลูกค้าเกิดเหตุ คุณต้องเซอร์วิสลูกค้า ไม่ใช่หาข้ออ้าง”

คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เอาประกันภัยทุกคน

1.เก็บหลักฐานทุกอย่างให้ครบ – ใบเคลม, ใบแจ้งความ, ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษา

2.แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีหลังเกิดเหตุ และขอเลขเคลมเป็นหลักฐาน

3.อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ โดยไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเอกสารยอมความหรือสละสิทธิ์

4.ปรึกษาทนายความทันที หากบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่ได้รับความคืบหน้า

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนว่า การมี “ประกันภัย” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับการดูแลเสมอไป แต่หากคุณรู้จักใช้สิทธิ์อย่างถูกต้อง และมีทนายความที่ปรึกษา ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น คุณจะไม่เพียงแต่เรียกคืนสิ่งที่เสียไปได้ครบ แต่ยังอาจได้รับความเป็นธรรมมากกว่าที่คิด

เพราะในยุคที่บริษัทต่าง ๆ แข่งกัน “ขายประกัน” อย่าลืมว่า “ผู้เอาประกัน” เองก็ต้องรู้เท่าทันประกันเช่นกัน ปรึกษาทนายความวันนี้ เพื่อที่คุณจะไม่เสียรู้บริษัทประกันภัยอีกต่อไป

เรียกค่าสินไหมบาดเจ็บอย่างไรให้ไม่เสียเปรียบ? ทนายอาร์มเล่ากรณีจริง “ถูกรถชนแขนหัก ควรเรียกค่าสินไหมเท่าไหร่ดี?”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่มักมีคนมาปรึกษาทนายอาร์มอยู่เสมอ คือ “ถูกรถชน แขนหักแบบนี้ เรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บได้เท่าไหร่?” ซึ่งคำถามนี้ฟังดูง่าย แต่คำตอบไม่ตายตัวเลยครับ เพราะการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างมาก ทั้งอายุ เพศ อาชีพ รายได้ และผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในอนาคต อย่างกรณีต่อไปนี้ที่ญาติของผู้เสียหายได้ติดต่อเข้ามาปรึกษาทนายอาร์ม

ตัวอย่างเคสจริง: สาววัย 37 ปี แขนหักต้องดามเหล็กจากอุบัติเหตุรถชน

โดยญาติของผู้เสียหายได้ทักข้อความ Inbox มาปรึกษาทนายอาร์มว่า ผู้หญิง (ตัวคนเจ็บ) อายุ 37 ปี ทำงานเจ้าหน้าที่บัญชี เงินเดือน 28,000 บาท เธอถูกรถชนจนแขนหักต้องใส่เหล็กดามกระดูก และอยากทราบว่า “ควรเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีบาดเจ็บเท่าไหร่ดี?”

ทนายอาร์มจึงเริ่มต้นจากการถามข้อมูลพื้นฐาน เช่น

“ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเท่าไหร่?”

ญาติผู้เสียหายตอบว่า 340,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร

เมื่อทนายสอบถามต่อไป พบว่าคู่กรณีมีประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองบุคคลภายนอกในวงเงิน 500,000 บาท และบริษัทประกันภัยได้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดไปจำนวน 340,000 บาท และยังเหลือวงเงินอีก 240,000 บาท (รวมความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ 80,000 บาท) ที่สามารถใช้เรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม หากค่าเสียหายรวมเกินกว่าวงเงินคุ้มครอง เช่น เกิน 500,000 บาท ส่วนเกินนี้จะต้องเรียกเอาจากตัวผู้ขับขี่โดยตรง เพราะถือว่าเป็นการกระทำละเมิด

เรียกค่าสินไหมกรณีบาดเจ็บอะไรได้บ้าง?

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุสามารถเรียกค่าเสียหายได้หลายรายการ เช่น

ค่ารักษาพยาบาล – ครอบคลุมทั้งค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่ากายภาพบำบัด

ค่าเสียรายได้ระหว่างพักรักษาตัว – หากต้องหยุดงานหรือขาดรายได้ในช่วงรักษาตัว สามารถเรียกได้ตามจำนวนวันที่หยุดจริง

ค่าทำขวัญ – เป็นค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเจ็บปวดทางกายและใจ

ค่าใช้จ่ายในการดูแลระหว่างบาดเจ็บ – เช่น ค่าพี่เลี้ยงหรือคนดูแลระหว่างรักษา

ค่าเสียหายระยะยาว – หากบาดเจ็บทำให้สูญเสียอวัยวะหรือทำงานไม่ได้เหมือนเดิม

ค่าทำขวัญด้านความสวยงาม – เช่น มีรอยแผลเป็นถาวร

จะเห็นได้ว่าการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บนั้น ไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งหมดหลังอุบัติเหตุ

ทำไมคนงานยกของบางคนเรียกค่าสินไหมได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ?

ทนายอาร์มอธิบายว่า การคำนวณค่าสินไหมบาดเจ็บไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังดู “ผลกระทบต่ออาชีพ” ด้วย เช่น ถ้าเป็นคนงานยกของแล้วแขนหัก ย่อมกระทบต่อการทำงานโดยตรง ทำให้รายได้หายไปทั้งหมดในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าเป็น พนักงานออฟฟิศทั่ว ๆ ไป อาจยังสามารถทำงานเอกสารหรือทำงานจากบ้านได้บางส่วน

ดังนั้น ในบางกรณีคนงานใช้แรงงานอาจเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้มากกว่าพนักงานออฟฟิศ เพราะอาชีพของเขาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายโดยตรง

อย่ารอให้หายดีก่อนค่อยเรียกร้อง เพราะ “คุณกำลังเสียเวลาและเสียเปรียบบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว”

อย่างเคสผู้หญิงในกรณีนี้รักษาตัวนานถึง 9 เดือน ก่อนจะติดต่อทนายอาร์ม โดยบริษัทประกันภัยอ้างว่า “ต้องรอให้หายดีก่อน ถึงจะเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้” แต่ในความจริง นี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้ผู้เสียหายเสียเปรียบอย่างมาก เพราะกระบวนการเรียกค่าเสียหายเองก็ใช้เวลาอีกหลายเดือน หากเริ่มดำเนินการหลังหายดีแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าเสียเวลาไปกว่า 1 ปีครึ่งกว่าจะได้เงิน

ทนายอาร์มจึงเตือนว่า “อย่ารอให้หายดีค่อยมาปรึกษา” ควรให้ทนายความดำเนินการตั้งแต่ช่วงเริ่มรักษา เพื่อให้สามารถรวบรวมหลักฐาน ใบรับรองแพทย์ และเอกสารสำคัญได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น

“หากเกิดอุบัติเหตุรถชน สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้หรือไม่?”

อีกประเด็นที่หลายคนมักสับสนคือ “หากเกิดอุบัติเหตุรถชน สามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้หรือไม่?”

คำตอบคือ ใช้ได้ครับ กฎหมายพระราชบัญญัติประกันสังคม ไม่มีมาตราใดระบุว่า หากเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ จะต้องใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ. รถยนต์เท่านั้น เพียงแต่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งอาจบอกว่า “ใช้สิทธิ์ไม่ได้” เพราะไม่อยากรับอัตราค่ารักษาของประกันสังคมซึ่งจ่ายน้อยกว่าอัตราปกติ แต่ในทางกฎหมาย คุณสามารถยืนยันสิทธิ์ของคุณได้เต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการรักษา และยังคงสามารถเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บส่วนอื่นจากคู่กรณีได้ตามปกติ

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ?

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม พบว่าผู้เสียหายจำนวนมากมักจะคิดว่า “เดี๋ยวลองเรียกดูเองก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยหาทนาย” ซึ่งนั่นคือจุดที่ทำให้เสียสิทธิ์ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายและเจ้าหน้าที่มืออาชีพคอยเจรจาเพื่อลดวงเงินชดเชยให้มากที่สุด หากผู้เสียหายไม่มีความรู้ทางกฎหมายหรือไม่มีทนายคอยวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้น ก็แทบจะไม่มีทาง “รู้ทันบริษัทประกันภัย” ได้เลย

วิธีเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บอย่างไม่เสียเปรียบ

แจ้งเหตุและติดต่อบริษัทประกันภัยทันที พร้อมขอสำเนาตารางกรมธรรม์คู่กรณี เก็บหลักฐานทุกอย่าง เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ ค่ารักษา และภาพถ่ายบาดแผล อย่ารอให้หายดีค่อยเรียกร้อง ควรให้ทนายดำเนินการระหว่างการรักษา ใช้สิทธิ์ประกันสังคมควบคู่ได้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ปรึกษาทนายความ เพื่อให้ทนายวางแนวทางการเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บได้อย่างถูกต้อง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบเพราะความไม่รู้

การเรียกค่าสินไหมบาดเจ็บไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงิน แต่คือการรักษาสิทธิ์ของคุณในฐานะผู้ได้รับความเสียหาย และอย่าลืมว่า “บริษัทประกันภัยมีทนายอยู่ข้างเขาเสมอ แล้วคุณล่ะ…มีทนายอยู่ข้างคุณหรือยัง?” ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

เมื่อบริษัทประกันภัยพูดว่าอยากได้ “ให้ไปฟ้องเอา” นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง

ประโยคนี้สะท้อนถึง “ช่องว่างของอำนาจ” ระหว่างผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา กับบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่มีทีมทนายและฝ่ายกฎหมายครบเครื่อง

คำถามคือ…

  • ทำไมบริษัทประกันภัยที่มีรายได้ปีละหลายพันล้าน จึงปฏิเสธความรับผิดชอบกับผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาลและยังไม่สามารถเดินได้ปกติ?
  • ทำไมต้องให้ผู้เสียหาย “ไปฟ้องเอาเอง” ทั้งที่รู้ว่าคนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย และไม่มีเงินหรือเวลามาฟ้องร้อง?

สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “เครื่องมือทางอำนาจ” ที่บริษัทประกันภัยบางแห่งใช้ เพื่อบีบให้ผู้เสียหายยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ แล้วจบเรื่องไป

ความจริงทางกฎหมาย คือ ผู้เสียหายมีสิทธิมากกว่าที่บริษัทพยายามบอก

ตามหลักกฎหมายมูลละเมิดและกฎหมายประกันภัยผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ครบทุกส่วน ไม่ใช่แค่ค่าหยุดงานเท่านั้น

โดยกฎหมายกำหนดให้คู่กรณีหรือบริษัทประกันภัยต้องชดใช้ในส่วนต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
รวมถึงค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่ากายภาพบำบัด และค่าฟื้นฟูร่างกาย

2.  ค่าขาดรายได้จากการหยุดงาน
ต้องคิดตามรายได้จริง ไม่ใช่เพียง “วันละ 350 บาท” แบบที่บริษัทบางแห่งตั้งขึ้นเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์

3.  ค่าทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ
ศาลสามารถพิจารณาให้ได้ตามสภาพความเสียหาย เช่น ความเจ็บปวด ความพิการ หรือผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

4.  ค่าขาดโอกาสทางอาชีพ
เช่น หากผู้เสียหายมีอาชีพอิสระ แล้วไม่สามารถรับงานได้ในช่วงพักฟื้น

ดังนั้น หากบริษัทประกันภัยบอกว่า “ไม่จ่าย” หรือ “ให้ไปฟ้องเอา” นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายไม่มีสิทธิ แต่เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบในทางที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

เหตุใดบริษัทประกันภัยจึงกล้าท้าให้ผู้เสียหายไป “ฟ้องเอา”?

เพราะพวกเขารู้ดีว่า

  • คนทั่วไป “ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย”
  • ไม่รู้ขั้นตอนการฟ้องร้อง
  • คิดว่าทนายความแพง
  • และสุดท้ายเลือก “ยอมรับเงินเท่าที่ให้”

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
บริษัทบางแห่งจึงกล้าพูดได้เต็มปากว่า “อยากได้มากกว่านี้ ไปฟ้องเอา” เพราะมั่นใจว่าเหยื่อส่วนใหญ่จะไม่กล้า

แต่สำหรับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และ ทนายอาร์ม เราเชื่อว่า “ความจริง” และ “สิทธิของประชาชน” ต้องมาก่อนผลประโยชน์ขององค์กร

ประกันภัยที่ดี ควรรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระ

บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดูแล เยียวยา และจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
ไม่ใช่ใช้ความได้เปรียบทางกฎหมายมาข่มขู่ หรือบอกให้ประชาชนธรรมดา “ไปฟ้องเอาเอง”

เพราะในความเป็นจริง คนที่นอนเจ็บอยู่บ้าน คนที่ยังเดินไม่ได้ คนที่ต้องหยุดงานขาดรายได้
พวกเขาไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะไม่มีทนายอยู่ข้างตัว

ถ้าเจอประกันท้าให้ฟ้องแบบนี้จะทำอย่างไรดี?

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนมักเลือกเชื่อบริษัทประกันภัยที่บอกว่า “รอให้ร่างกายหายดีก่อน” ค่อยว่ากันเรื่องเคลม แต่ในความเป็นจริงนี่คือความเข้าใจผิดที่อาจทำให้คุณเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว เพราะ “อีกฝ่าย” ไม่ว่าจะเป็นคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย เขามีทีมกฎหมายพร้อมตั้งแต่ “รถยังไม่ทันชนด้วยซ้ำ”

บริษัทประกันภัยมีฝ่ายทนายและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีโดยตรง ที่ถูกเตรียมไว้เพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท” ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้เสียหาย การเรียกเอกสาร หรือแม้แต่การตีความข้อกฎหมาย ทุกขั้นตอนล้วนมีเป้าหมายเพื่อ “ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้ได้น้อยที่สุด”

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับต้อง “สู้ด้วยมือเปล่า” ทั้งเจ็บตัว เสียงาน และยังขาดความรู้ทางกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น อย่ารอให้แผลหายก่อนถึงค่อยหาทนาย เพราะทุกนาทีหลังเกิดเหตุคือ “โอกาสสำคัญในการปกป้องสิทธิ์ของคุณ”

คุณสามารถมีทนายความอยู่ข้างตัวตั้งแต่วันแรกที่รถชนได้เช่นกัน เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการทั้งด้านเอกสาร การเจรจากับบริษัทประกันภัย และคำนวณมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง  ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทประกันภัยกำหนดอยู่ฝ่ายเดียว

1. อย่าเพิ่งยอมเซ็นยอมรับเงินชดเชยน้อย ๆ
เพราะเมื่อคุณเซ็นรับเงินและลงชื่อในเอกสารยอมความแล้ว จะถือว่าคดี “สิ้นสุดสิทธิ์เรียกร้อง” ทางกฎหมายในอนาคตทันที แม้ภายหลังจะพบว่าความเสียหายมากกว่านั้น คุณก็ไม่สามารถเรียกเพิ่มได้อีก

2. รวบรวมหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วน
เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบหยุดงาน ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานการเดินทาง หรือแม้แต่แชตที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประกันภัย ทุกอย่างล้วนสำคัญ เพราะเอกสารเหล่านี้คือ “หลักฐานยืนยันสิทธิ์” ของคุณในการเรียกร้องค่าเสียหาย

3. ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
อย่าปล่อยให้ตัวเองต่อรองตามลำพัง เพราะในขณะที่บริษัทมี “ทีมทนายตั้งแต่วันแรก” คุณก็ควรมี “ทนายของคุณเอง” ที่พร้อมดำเนินการเรียกค่าเสียหาย ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อให้คุณได้รับ “ความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เงินเยียวยา”

กรณีที่ผู้เสียหายได้รับคำตอบว่า “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา” เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในระบบประกันภัยของไทย และสะท้อนว่าบางบริษัทอาจลืมไปว่า “ลูกค้า” คือคนที่ไว้วางใจจ่ายเบี้ยให้ทุกปี เพื่อแลกกับ “ความคุ้มครองในวันที่ต้องการที่สุด”

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญเหตุการณ์แบบเดียวกัน อย่ายอมให้คำพูดเหล่านี้ทำให้สิทธิตามกฎหมายของคุณหายไป

บริษัทประกันภัยมีทนายไว้ก่อนเกิดเหตุ ถึงเวลาที่ผู้เสียหายต้องมีทนายไว้เช่นกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถพัง–คนเจ็บ–ชีวิตสะดุด บริษัทประกันภัยอาจเป็นชื่อแรกที่เรานึกถึงในฐานะ “ผู้ช่วยเหลือ” แต่ความจริงที่หลายคนเพิ่งได้รู้ คือ บริษัทประกันภัยไม่ใช่เพื่อนของผู้เสียหาย พวกเขาคือ “คู่สัญญาทางธุรกิจ” ที่มีหน้าที่จำกัดความรับผิดชอบให้ได้น้อยที่สุด และมีทีมทนายพร้อมตั้งแต่วันแรกที่เหตุเกิด

ในทางกลับกัน ผู้ประสบภัยกลับต้องสู้ตามลำพัง ทั้งที่เจ็บกาย เจ็บใจ และไม่รู้ว่ากฎหมายให้สิทธิ์อะไรบ้าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณ ไม่ควรยอมรับตัวเลขชดเชยที่ไม่เป็นธรรม หรือคำพูดกดดันอย่าง “อยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องเอา”

เพราะ “คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมาย” ที่จะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าทนทุกข์ทรมาน และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และคุณมีสิทธิ์จะมี “ทนาย” เพื่อยืนหยัดต่อสู้บนความยุติธรรมเช่นเดียวกับพวกเขา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมอยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดไปจนถึงการตกลงให้ทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย เราพร้อมเป็น “เสียงของผู้เสียหาย” ที่จะไม่ปล่อยให้คำพูดของบริษัทประกันภัยมากำหนดคุณค่าของชีวิตคุณได้อีกต่อไป รถชนเรียกค่าเสียหาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

เคสตัวอย่างเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน : พอมีทนายจ่ายง่าย ไม่ต้องรอให้ “หายดีก่อน”

อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้ว สิ่งที่ผู้เสียหายทุกคนควรได้รับคือ สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สิน ทว่าในความเป็นจริง หลายครั้งบริษัทประกันภัยกลับพยายามเลี่ยงหรือชะลอความรับผิดชอบ โดยใช้คำพูดที่ทำให้ผู้เสียหายลังเล เช่น “รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมายื่นเรื่อง” ทั้งที่ตามกฎหมาย ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้ทันทีตั้งแต่วันเกิดเหตุ

บทความนี้จะพาไปดูเคสของ นาย A ผู้บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถชน ที่ตัดสินใจไม่หลงเชื่อคำพูดของบริษัทประกัน แต่เลือกปรึกษาทนายความและเดินหน้าดำเนินการทันที ผลลัพธ์คือได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว ต่างจากผู้ที่รอให้ “หายดีก่อน” อย่างสิ้นเชิง

เคสจริงที่สะท้อนปัญหา: รอไปก็เสียสิทธิ

นาย A ประสบอุบัติเหตุรถชนจนบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตอนแรกเมื่อครอบครัวติดต่อไปยังบริษัทประกัน กลับได้รับคำแนะนำว่า

“ให้รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้”

หากเป็นผู้เสียหายทั่วไปที่ไม่รู้สิทธิ อาจจะเชื่อตามคำแนะนำนี้ แล้วเลือกที่จะรอ แต่โชคดีที่นาย A ตัดสินใจไม่รอ เขาและครอบครัวเลือกปรึกษาทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ดำเนินเรื่องเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนทันที แม้ยังรักษาตัวไม่หาย

ผลลัพธ์ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหลังจากสำนักงานของเราส่งหนังสือทวงถาม (โนติส) ไปยังบริษัทประกัน ไม่ถึง 1 เดือน บริษัทรีบติดต่อกลับมาขอชำระค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว

ทำไมบริษัทประกันไม่จ่ายตั้งแต่แรก ทั้งที่ก็จ่ายได้?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ทำไมบริษัทประกันไม่จ่ายตั้งแต่แรก ทั้งที่ก็จ่ายได้?”

คำตอบง่าย ๆ คือ การที่ผู้เสียหายไม่รู้สิทธิ หรือไม่มีทนายเป็นที่ปรึกษา ย่อมทำให้บริษัทประกันมีโอกาส ยืดเวลา เลี่ยงความรับผิดชอบ หรือจ่ายน้อยกว่าที่ควรจะจ่าย ได้ง่ายมาก

การพูดว่า “รอให้หายดีก่อน” ดูเผิน ๆ อาจฟังเหมือนเป็นคำแนะนำด้วยความห่วงใย แต่ความจริงแล้วนี่คือ กลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ผู้เสียหายรักษาหายดีแล้ว บริษัทมักใช้เหตุผลว่า

  • “ในเมื่อแผลหายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายมาก”
  • “เดินได้เป็นปกติแล้ว จะเรียกร้องค่าเสียหายสูง ๆ ทำไม”

ผลก็คือ ผู้เสียหายถูกตีมูลค่าความเสียหายให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ได้เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่วันแรกของอุบัติเหตุ

ดังนั้น การรอจนรักษาหายจึงไม่ใช่ข้อดี แต่เป็นการเสียเปรียบในคดีและเสียสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ ทั้งที่ความเสียหายสามารถประเมินและเรียกร้องได้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ

สิทธิของผู้เสียหาย: เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้ทันที

ตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนสามารถ เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาล (ทั้งปัจจุบันและอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น)
  • ค่าเสียรายได้ ระหว่างที่ต้องหยุดงาน
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายหรือจิตใจ
  • ค่าเสียหายเชิงจิตใจ สำหรับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน
  • ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าของเสียหายอื่น ๆ

ที่สำคัญ หากคดีถึงศาล ศาลยังสามารถ “สงวนสิทธิ” ให้ผู้เสียหายเรียกร้องในอนาคตเพิ่มเติมได้อีก เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเสียหายที่อาจปรากฏภายหลัง

ทำไมต้องมีทนายเดินเรื่องให้?

สิ่งที่เคสของนาย A สะท้อนอย่างชัดเจนคือ การมีทนายทำให้บริษัทประกันไม่กล้าเพิกเฉย เพราะทนายความรู้ช่องทาง รู้สิทธิ และรู้ทันเทคนิคทางกฎหมายของบริษัทประกันภัยเพื่อให้บริษัทรีบจ่ายตามความเสียหายจริง

ในขณะที่ผู้เสียหายทั่วไปอาจไปยื่นเรื่องเอง และต้องเจอกับคำตอบแบบเดิม ๆ เช่น

  • “เอกสารยังไม่ครบ”
  • “รอรักษาตัวให้หายก่อน”
  • “บริษัทจะพิจารณาให้อีกที”

ซึ่งทำให้เสียเวลาและเสียสิทธิอย่างมหาศาล

อย่าปล่อยให้คำพูดของประกันทำให้คุณเสียสิทธิ

เคสของนาย A แสดงให้เห็นชัดว่า การมีทนายเข้ามาเดินเรื่องให้ตั้งแต่ต้น ทำให้ เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้อย่างรวดเร็วและเต็มจำนวน โดยไม่ต้องทนรอคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จากบริษัทประกัน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าปล่อยให้สิทธิหลุดลอยไปเพียงเพราะคำพูดของประกัน ควรรีบเก็บหลักฐาน ติดต่อทนายความ และดำเนินการเรียกร้องทันที เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและชดเชยความเสียหายอย่างแท้จริง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมยืนเคียงข้างคุณทุกคดี

✍️ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดย ทนายอาร์ม และทีมงานมืออาชีพ พร้อมยืนเคียงข้างคุณทุกคดี เพื่อให้คุณได้รับสิทธิและค่าสินไหมทดแทนที่ควรได้รับอย่างเต็มที่

โดนหลอกอีกแล้ว!!! บริษัทประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันหลังเจอประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความเข้าดำเนินคดี จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเดินเรื่องหาทางออกให้ดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 

อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ปรึกษาทนายเพื่อปกป้องสิทธิของคุณ

เมื่อบริษัทประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน” อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นความหวังดี เพราะแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อประวิงเวลาและลดภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของพวกเขา การหลงเชื่ออาจทำให้คุณเสียสิทธิ เสียเวลา หรือแม้กระทั่งหมดโอกาสในการเรียกร้องสิ่งที่ควรได้รับ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเล่ห์เหลี่ยมบริษัทประกันภัย รีบปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้จะสามารถปกป้องสิทธิ และให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริงได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย อย่าเสียรู้ เมื่อเกิดเหตุรีบติดต่อหาทนาย

ความรู้ดี ๆ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์วันนี้พามาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย ไม่ให้ผู้เสียหายเสียรู้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบติดต่อทนายทันทีไม่ต้องคิดนาน เพราะคุณจะไม่มีทางเสียประโยชน์จากการตัดสินใจหาทนายหลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่เกิดก็มีเรื่องให้ต้องติดต่อทนาย เพราะเมื่อไรที่มันเกิดขึ้นแล้วมักจะต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือร้ายแรงไปถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงเกิดการเสียหายต่อทรัพย์สิน ผลกระทบต่อกระบวนการทำงาน และหรืออาจส่งผลเสียไปถึงสิ่งแวดล้อม หรือสาธารณชนได้อีกด้วย และอุบัติเหตุที่มักส่งผลเสียสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากที่สุดก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น อุบัติเหตุทางรถทุกชนิดนั่นเอง ไม่ว่าจะรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ต่างก็ได้สร้างบาดแผล หรือบทเรียนชั้นดีให้กับผู้ประสบภัยได้มากถึงขั้นติดต่อทนาย เพราะจะมีตัวละครสำคัญอย่าง “ประกันภัย” เข้ามามีบทบาทด้วย และทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุและมีประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่วายที่จะมีเรื่องให้ต้องติดต่อทนายกันหลายท่าน  หลังจากได้ตกเป็นผู้มีสถานะผู้เสียหายที่เรียกว่า “ผู้ประสบภัยจากรถ”

ทำไมบริษัทประกันภัยชอบสร้างบทเรียนให้ผู้ประสบภัย ?

หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางยานพาหนะผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายก็มักจะอุ่นใจว่าเรานั้นมีประกันภัยรถอยู่ แต่ภายหลังต้องติดต่อทนาย ตอนที่ทำประกันภัยก็ได้ถูกบริษัทสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าเมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุเขาจะอยู่เคียงข้าง จนวันหนึ่งคุณเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส หรือทรัพย์สินเสียหายขึ้นมา หลังจากนั้นประกันภัยจะเปลี่ยนจากญาติมิตรเป็นอื่นทันที

จากประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  มีผู้เสียหายหลายท่านได้ติดต่อทนาย ให้ดำเนินคดีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยมากกว่า 1,000 เคสในระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ วันนี้จึงอยากพาทุกท่านมาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตของบริษัทประกันภัยกัน เพื่อไม่ให้ใครเสียรู้ในวันที่ได้สถานะว่าผู้เสียหายในวันเกิดอุบัติเหตุกัน

ลิสต์มุกยอดฮิตเล่ห์เหลี่ยมประกันภัย

  • รักษาตัวให้หายดีก่อน

         มุกเด็ดอันดับหนึ่งของบริษัทประกันภัยที่คนต้องติดต่อทนายกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ฟังดูแล้วก็เหมือนว่าเขาดูเป็นห่วงเป็นใยเราดี เพราะเขาอาจจะเห็นว่าเราบาดเจ็บสาหัส ถึงให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน  แต่ความจริงแล้วคำนี้หวังดีประสงค์สิ่งใดกันแน่ มีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีให้ เพราะได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นห่วงเป็นใยจากคำนี้

  •  ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม

         หากคุณถูกบริษัทประกันภัยแจ้งคำนี้กับคุณเมื่อไร นั่นหมายถึงต้องติดต่อทนาย เพราะเขากำลังหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้ จำทริคง่าย ๆ ว่า ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม เท่ากับ การประวิงเวลาการจ่าย บางเคสผู้เสียหายบาดเจ็บหนัก ให้เอกสารที่มีไปจนหมด แต่ก็ยังไม่วายต้องหอบหิ้วร่างกายอันบาดเจ็บเดินทางไปขอเอกสารบ่อย ๆ เสียเวลาร่วมหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด จึงติดต่อทนายให้เข้าดำเนินการเพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานไม่มีทีท่าว่าจะได้รับค่าเสียหายใด ๆ เลย

  • นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

         ทุกครั้งที่ติดต่อทนายก็มักมีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ  เมื่อผู้ขับขี่เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์มีปริมาณไม่เกิน 50 Mg.% ก็เท่ากับว่าไม่ได้ #เมาแล้วขับ แต่ประกันภัย #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มักเอาเวลาที่เป่ากับเวลาที่ขณะเกิดเหตุไม่ตรงกัน มาคำนวณเป็นชั่วโมงนับย้อนหลัง อ้างว่า 1 ชั่วโมงเท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 15 Mg.% แล้วบอกว่า “เกิน 50 MG.% แต่ไม่ยอมนับผลเป่าจริงขณะเกิดเหตุ ต่อให้คุณไม่ได้เมาแล้วขับ ก็กลับกลายว่าเมาขับจนได้ ต้องติดต่อทนายด่วน

  • ท่านยังรักษาไม่สิ้นสุด

         คำนี้ไม่ต่างอะไรกับให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน  หนึ่งในผู้เสียหายของเราคนหนึ่งก็เคยถูกบริษัทประกันภัยแจ้งผลมาว่า “เนื่องจากยังรักษาไม่สิ้นสุด” ทั้งที่บาดเจ็บสาหัส มีหลักฐานการรักษา และยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง พอเจอคำนี้ไปผู้เสียหายถึงขั้นรีบติดต่อทนาย เจอประโยคนี้เมื่อไรต้องปรึกษาทนายอาร์มทันที

  • ไม่มีบัตรคนพิการ

        กรณีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุตกเป็นบุคคลทุพพลภาพ แค่รู้ว่าต้องตกเป็นผู้พิการก็ใจเสียมากพออยู่แล้ว บริษัทประกันภัยยังมาปฏิเสธการจ่ายด้วยคำนี้อีก โดยให้เหตุผลว่า ไม่ถือว่าพิการ แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครอยากตกเป็นผู้พิการ แม้ว่าจะยังไม่มีบัตร แต่มีใบรับรองความพิการจากหมอ ก็ถือว่าพิการแล้ว กับคนพิการยังจะเอาเปรียบอีกหรือ เจอแบบนี้ต้องติดต่อทนาย

  • เผื่อจะกลับมาเดินได้

          มุกนี้ประกันภัยไปทางเก่งกว่าหมอ หากเจอคำนี้ติดต่อทนายเลย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะมันก็ชัดเจนว่าเขาจงใจประวิงเวลาการจ่ายไปเรื่อย อีกทั้งให้คำนึงว่าหากคุณต้องตกเป็นผู้พิการจริง ประโยคที่บอกว่า “เผื่อจะกลับมาเดินได้ ให้รักษาตัวไปก่อน” หมายถึงว่าเขาตั้งใจจะไม่จ่ายในส่วนของค่าความพิการหรือไม่  ให้คิดดี ๆ ว่าเขาหวังดีจริง หรือมีนัยแอบแฝงติดต่อทนาย

  • ยังไม่ได้รับเรื่อง/ยังไม่ทราบเรื่อง

        อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ติดต่อทนาย มักนำมาอ้างต่อผู้เสียหายว่า “ยังไม่ได้รับเรื่อง” “ไม่ทราบเรื่อง” ฯลฯ ประโยคทำนองนี้ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังจะถูกประวิงเวลาการจ่ายแน่นอน ถ้าหากเสียรู้ไป เผลอ ๆ ถูกประวิงเวลาร่วมปี หรือไม่ก็ถูกเสนอจ่ายน้อยกว่าความเสียหาย หรืออาการบาดเจ็บที่แท้จริง เจอแบบนี้อย่าไปยอมรีบติดต่อทนายดำเนินการ

ผู้เสียหายไหวตัวทัน รีบติดต่อหาทนายทันที

  กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหนึ่งในผู้เสียหายที่ติดต่อทนายให้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมให้อย่างทันท่วงที เมื่อเกิดความรู้สึกว่าตนนั้นกำลังจะถูกบริษัทประกันภัยเล่นแง่หัวหมอใส่คิดจะเอาเปรียบ โดยผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสกระดูกขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แต่ดันถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพียง 80,000 บาท เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ค่ารักษาตัวหลายแสน ยังไม่พอเท่านั้นประกันภัยยังมีความเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายบอกให้รอ รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วมาเรียกทีหลังก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายบาดเจ็บหนักและยังต้องพักฟื้นอีกนาน พอได้ฟังแบบนี้ ผู้เสียหายเอะใจและไหวตัว ติดต่อทนาย โทรสายตรงหา #ทนายอาร์ม ทันทีหลังจากนั้น

 นี่เป็นเพียงลิสต์คร่าว ๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายกลยุทธ์จากบริษัทประกันภัยที่พร้อมจะเอาเปรียบ ติดต่อทนาย เพื่อเดินเรื่องให้คุณ เพื่อไม่ต้องรอให้ประกันภัยงัดมุกไหนมาอ้างก็สามารถติดต่อทนายได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ อย่าไปยอมเสียรู้ เพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะหวังดี แท้ที่จริงแอบแฝงบางอย่างไว้

ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน แทนค่านิ้วที่ถูกตัด!

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา หากว่าเราประมาทก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติจนได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถ้าหากเราขับขี่อย่างระมัดระวังแล้ว แต่บุคคลอื่นกลับไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากพอ ขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติแก่บุคคลอื่น นั่นเป็นการหยิบยื่นความเดือดร้อนไปให้แก่บุคคลอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียหายที่ต้องมาเดือนร้อนจากการกระทำของเราด้วย เฉกเช่นกับผู้บาดเจ็บท่านนี้ที่ประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้อื่น จนต้องถูกตัดนิ้วต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพไปอย่างถาวร เรื่องราวของผู้เสียหายจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้ในบทความนี้จากเรา 

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ก่อ!

โดยอุบัติเหตุไม่คาดฝันนี้ เริ่มจากผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างดีแล้ว แต่ได้ถูกรถยนต์ซึ่งขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังมาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ทำให้รถของผู้บาดเจ็บเสียหลักล้มลงตัวกระเด็นไปอยู่บริเวณใต้ท้องรถของคู่กรณี จนได้รับบาดเจ็บหนักหลายแห่ง แต่ที่หนักที่สุดคือต้องถูกตัดนิ้ว! กลายเป็นผู้ทุพพลภาพ! ซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของคู่กรณีผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่าเป็นความผิดของตนเองจริง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง! จากความประมาทของผู้อื่น

จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วก้อยข้างซ้าย กระดูกนิ้วหายไปบางส่วนลึกเข้าข้อนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้าง แพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายทิ้งไป ทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บยังมีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณข้อมือซ้าย ฟันล่างโยก รวมทั้งมีบาดแผลถลอกขนาดใหญ่และลึกอีกหลายแห่ง และผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำการล้างแผลและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

ผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพก็เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนในให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมากแล้ว ผู้บาดเจ็บยังต้องสูญเสียรายได้จากการพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท เพราะผู้บาดเจ็บเป็นคนขยัน นอกจากอาชีพประจำทำแซนวิสขายแล้ว ผู้บาดเจ็บยังทำอาชีพเสริมมีรายได้อีกกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้ตรงนี้ไป และยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะยังสามารถกลับมาทำแบบเดิมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ค่าเสียหายหลักแสนก็แทนนิ้วที่หายไปไม่ได้

แต่กระถึงกระนั้น บริษัทประกันภัยของคู่กรณียังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก โดยพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียนิ้วมือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไปมาก บริษัทประกันภัยของคู่กรณีเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าสูญเสียรายได้ ค่าอนามัย ค่าทุกขเวทนาให้แก่ผู้บาดเจ็บ รวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และเสนอค่าสินไหมทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันภัยของคู่กรณีนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคบังคับ) เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งบริษัทประกันภัยเองยังพยายามประวิงเวลาไม่ยอมแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีเลย

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย เพราะตนเองต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ตัวเองต้องเป็นผู้ประสบเหตุ จึงทำการติดต่อให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการฟ้องร้องคดีบาดเจ็บมาแล้วหลายคดี เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ทีมงานกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มองเห็นแล้วว่าคดีนี้ผู้บาดเจ็บยังได้รับค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทีมทนายจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับค่าเยียวยาอย่างเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับนิ้วที่ต้องถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรงไม่อาจกลับคืนมาได้ และยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร

ในปัจจุบันนี้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักพยายามเล่นแง่กับผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตัวเองจนลืมเรื่องความมีมนุษยธรรมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยุติธรรมต่อผู้เสียหาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีประกันภัย เพราะเรามีทีมทนายที่แข็งแกร่งพร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เสียหาย หากท่านกำลังประสบปัญหาถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย คลิก >>ติดต่อเรา<<

อุบัติเหตุรถชน แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก เรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างไร? รู้สิทธิ์ก่อนถูกประกันเอาเปรียบ

อุบัติเหตุรถชน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ก็ล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ขี่รถจักรยานยนต์ที่มักได้รับบาดเจ็บรุนแรง เพราะไม่มีโครงสร้างรถช่วยป้องกันความเสียหายต่อร่างกายโดยตรง หลายกรณีผู้บาดเจ็บต้องเผชิญกับกระดูกหัก  แขนหัก ขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดกระดูกให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามเดิม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการพักฟื้นมีราคาสูง

แม้หลายคนจะคิดว่า ประกันภัยรถยนต์ ของคู่กรณีจะดูแลทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง มักพบว่าความคุ้มครองของประกันภัยมักไม่ครอบคลุมค่าเสียหายจริงทั้งหมด หลายครั้งประกันเสนอจ่ายเพียงบางส่วน ทำให้ผู้บาดเจ็บเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เรื่องจริงที่เกิดขึ้น : โดนรถชนจนแขนหัก ขาหัก ใส่เหล็กประกันปัดความรับผิด แต่ได้เงินชดเชยเพิ่มหลังมีทนาย

หนึ่งในคดีตัวอย่างที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เคยดูแล ผู้เสียหาย ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านตามปกติ แต่ถูกคู่กรณีขับรถยนต์ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจนเกิดอุบัติเหตุอย่างแรง ส่งผลให้ผู้เสียหายกระดูกแขนและขาหักหลายจุด ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กและนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 2 เดือน หลังจากออกจากโรงพยาบาลยังต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติในทันที

ในช่วงแรกบริษัทประกันภัยของคู่กรณีชดเชยเพียงค่าเสียหาย ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยอ้าง วงเงินจำกัดตามประกันภาคสมัครใจและ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมกันแล้วไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ผู้เสียหายพยายามเจรจาด้วยตนเองแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายจึงตัดสินใจมาปรึกษาทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทีมทนายตรวจสอบเอกสาร รวบรวมหลักฐานทางการแพทย์ ใบรับรองแพทย์ รายการค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และจัดทำคำฟ้องเพื่อเรียก ค่าสินไหมทดแทน เพิ่มเติม กระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้คู่กรณีและบริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ตามที่เรียกร้อง เป็นเงินกว่า 560,998 บาท ซึ่งถือว่าผู้บาดเจ็บได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย

ผู้บาดเจ็บมีสิทธิ์อะไรบ้าง? อย่ารับเงินก้อนเดียวแล้วจบ!

หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าได้รับเงินจากประกันภัยแล้ว เรื่องจะจบได้เลย แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าความเสียหายจริงมากกว่าวงเงินคุ้มครอง ประกันหรือคู่กรณียังมีหน้าที่ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติม  ผู้บาดเจ็บจึงมีสิทธิ์เรียกค่าสินไหมทดแทนได้หลายส่วน ได้แก่

✔️ ค่ารักษาพยาบาลตามจริง ไม่ใช่แค่ตอนเกิดเหตุ แต่รวมถึงค่ากายภาพบำบัดและค่าผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคตด้วย
✔️ ค่าขาดรายได้ หากผู้บาดเจ็บต้องหยุดงานนาน รายได้หายไปก็สามารถเรียกคืนได้
✔️ ค่าเสียหายทางกายและจิตใจ เช่น ความพิการ การสูญเสียความสามารถในการทำงาน หรือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
✔️ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่าเลี้ยงดูผู้ป่วยระหว่างพักฟื้น

หลักฐานสำคัญ อย่าให้ขาด

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียกค่าสินไหมทดแทนใน คดีประกันภัย คือ หลักฐาน ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานให้ละเอียดที่สุด เช่น

 ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล, ฟิล์มเอกซเรย์, ผลการตรวจจากแพทย์
ภาพถ่ายรอยแผล ความเสียหาย หรือภาพในที่เกิดเหตุ
เอกสารแสดงรายได้เดิม เพื่อพิสูจน์ค่าขาดรายได้
หลักฐานการติดต่อกับบริษัทประกันหรือคู่กรณี

เมื่อมีหลักฐานพร้อม จะช่วยให้ทนายความสามารถจัดทำคำร้องหรือฟ้องร้องได้มีน้ำหนักมากขึ้น มีโอกาสชนะคดีและได้รับเงินตามที่ควรได้จริง

ทำไมควรปรึกษาทนาย?

ในคดีลักษณะนี้ หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล หลายครั้งผู้บาดเจ็บจะตกลงยอมรับยอดที่บริษัทประกันเสนอเพียงเพราะคิดว่า “คงได้เท่านี้” แต่ในความจริง การเรียกค่าสินไหมทดแทนต้องใช้ความเข้าใจกฎหมายและกลยุทธ์การเจรจา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญด้าน คดีประกันภัย และคดีละเมิดโดยเฉพาะ เราสามารถวางแผน รวบรวมหลักฐาน เจรจา หรือแม้แต่ฟ้องคดีในศาลเพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามสิทธิ์จริง ไม่ถูกเอาเปรียบหรือจ่ายน้อยเกินไป

อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายได้ทันที

หลายครั้งผู้ประสบเหตุยอมแพ้เพราะกลัวความยุ่งยาก กลัวมีค่าใช้จ่ายสูง หรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่เชื่อเถอะว่า หากท่านเจอกรณีแบบนี้หรือกำลังถูกเอาเปรียบ เช่น  แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก  จนสูญเสียรายได้และต้องมีค่ารักษายาวนาน การเรียกค่าสินไหมทดแทนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะแบ่งเบาภาระทางการเงินและคืนความเป็นธรรมให้กับชีวิตได้มากกว่าที่คิด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจหลักฐาน เจรจาประนีประนอม ไปจนถึงดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้ท่านได้รับสิทธิ์ที่พึงมีตามกฎหมาย

หากท่านหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือเพียงเพราะขาดข้อมูล
☎️ >> ติดต่อ << สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที เรายินดีดูแลทุกกรณี

ขาหักใส่เหล็กเพราะอุบัติเหตุรถชน ประกันปฏิเสธความรับผิดแบบนี้ควรทำอย่างไร?

อุบัติเหตุรถชน หลายคนคิดว่าถ้ามีประกันแล้ว จะได้รับเงินชดเชยแน่นอนโดยไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้น ขาหักจนต้องใส่เหล็ก  ค่ารักษาพยาบาลหลักแสน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย บริษัทประกันกลับพยายามหาวิธี ปฏิเสธหรือจ่ายน้อยที่สุด ให้ได้ทุกทาง

ในคดีนี้ ผู้เสียหายยังเป็นเยาวชน ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก และมีค่ารักษาต่อเนื่องในอนาคต แต่สิ่งที่ครอบครัวเจอ คือการตอบโต้อย่างดุเดือดจากบริษัทประกัน แม้จะมีเอกสารครบ ทั้งใบเกิด ทะเบียนสมรสของบิดา ซึ่งยืนยันความสัมพันธ์ตามกฎหมายชัดเจน แต่บริษัทประกันยังอ้างว่า ไม่รับรองว่าเป็นบิดาของผู้เสียหายจริง ทั้งที่เอกสารทางราชการก็มีอยู่ต่อหน้า! บิดาของผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องเรียกร้องสิทธิแทนบุตรได้?? แล้วในกรณีเช่นนี้ ควรต้องดำเนินการอย่างไร? วันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากทุกท่านค่ะ”

ประกันมีวิธีปัดความรับผิดยังไง? ดูเคสนี้!

หลายคนไม่เคยรู้ว่า บริษัทประกันสามารถหาช่องโต้แย้งได้แทบทุกเรื่อง ตัวอย่างในคดีนี้

  • อ้างว่าเอกสารรับรองความสัมพันธ์ไม่ครบถ้วน ทั้งที่มีใบเกิด ใบสมรสของบิดาชัดเจน
  • โต้ว่า ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง แม้ผู้เสียหายจะต้องรักษาตัวซ้ำ ๆ และมีค่าใช้จ่ายผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคต
  • อ้างว่าการเรียกร้องค่าสินไหมไม่ชัดเจน ใครผิด ใครถูกยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งที่มีหลักฐานตำรวจกับคำรับสารภาพของคู่กรณีครบถ้วน

จะเห็นได้ว่า บริษัทประกันพยายามทุกวิธีเพื่อ ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย หรือปัดความรับผิดไปให้ได้มากที่สุด

เคสนี้เราสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

แม้จะเจอข้อโต้แย้งมากมาย ทีมกฎหมายของเราดำเนินการเตรียมพยาน หลักฐาน และจัดการกระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการจนสามารถเรียกเงินชดเชยมาได้เต็มที่ตามสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท รวมถึงค่าผ่าตัดใหญ่ ค่าห้อง ค่าดูแลทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง
  • ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต สำหรับการผ่าตัดเอาเหล็กออกและการทำกายภาพต่อเนื่อง
  • ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหากินรายได้ระหว่างเจ็บป่วย
  • ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 
  • ค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เสียหายได้รับสิ่งที่ควรได้ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยไม่ต้องเสียเปรียบหรือยอมแพ้ให้บริษัทประกัน

นี่คือสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า ถ้าไม่มีทีมกฎหมายที่เข้าใจเรื่องคดีประกันภัยจริง โอกาสที่จะได้เงินครบตามสิทธิ์ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

หลายคนมักคิดว่ามี คปภ. ก็ช่วยได้ ไม่ต้องมีทนาย จริงหรือ?

หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) คอยช่วยเหลือ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีทนายความหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายมาดูแลให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

แต่ในความเป็นจริง มีหลายเคสที่เจ้าของเรื่องมั่นใจว่าจะ เดินเรื่องเอง ผ่านหน่วยงานรัฐ สุดท้ายกลับไม่ได้รับเงินค่าสินไหมหรือได้เพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มค่าความเจ็บปวดและความเสียหายที่เกิดขึ้น

👉 ในคดีนี้เอง

จะเห็นได้ชัดว่าทางบริษัทประกันมี ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย เตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนเรื่องจะเกิดแล้ว มีวิธีการตอบโต้ครบทุกด้าน แต่คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่มีหลักฐานพร้อม ไม่มีประสบการณ์สู้กับทีมกฎหมายของบริษัทประกัน โอกาสพลาดสิทธิ์มีสูงมาก

เห็นไหมคะว่า บริษัทประกันมีวิธี เลี่ยงความรับผิด ได้สารพัด ถ้าเราไม่มีคนที่เข้าใจเกมกฎหมายและรู้เท่าทัน วิธีปัดความรับผิด โอกาสจะเสียเปรียบมีมากกว่าได้เปรียบแน่นอน

ทำไมต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือทีมกฎหมายที่ เชี่ยวชาญเรื่องคดีประกันภัย และการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุรถชน โดยเฉพาะ เราเข้าใจทั้งข้อกฎหมาย หลักฐาน และวิธีเจรจากับบริษัทประกันอย่างรอบด้าน

สิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง คือ ประสบการณ์และความรอบคอบ ที่จะทำให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ เราเน้นการวางแผนหลักฐาน การเตรียมการทุกขั้นตอน และการต่อสู้เพื่อให้คุณได้สิทธิ์ตามกฎหมายเต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะเจอประกันใช้วิธีไหนมาปฏิเสธก็ตาม

หากวันนี้คุณหรือคนรอบข้างเจอปัญหาแบบเดียวกัน ขาหักใส่เหล็ก เพราะอุบัติเหตุรถชน
ประกันปฏิเสธ จ่ายน้อย หรือไม่ยอมจ่าย

อย่าเดินเรื่องเองเพียงลำพังจนเสียสิทธิ์หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่จำเป็น ให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้ตามกฎหมายอย่างแท้จริง>>ติดต่อเรา<< เรายินดีบริการอย่างมืออาชีพ ✅

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!