ที่ดิน มีชื่ออยู่ในโฉนด ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของที่ดินเสมอไป รู้ทันประเด็นสิทธิในที่ดิน

ที่ดินเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ และขั้นตอนทางกฎหมายหลายด้าน การที่บุคคลใดมีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดิน จึงไม่ควรรีบด่วนสรุปเพียงจากชื่อบนเอกสารว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินโดยสมบูรณ์ในทุกกรณี เพราะในทางกฎหมายยังอาจมีข้อเท็จจริงและนิติสัมพันธ์อื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาประกอบกัน บทความนี้เขียนโดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อชวนให้ประชาชนทำความเข้าใจว่าเรื่องที่ดินไม่ควรพิจารณาจากเอกสารเพียงหน้าเดียว แต่ต้องตรวจสอบที่มาของสิทธิ การได้มา การครอบครอง และข้อจำกัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เล่าจากประสบการณ์การเดินทางไปประเทศฮ่องกงเพื่อพบปะและประชุมกับพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสำนักงานกฎหมายไทยและจีนว่า การทำงานด้านกฎหมายระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในกฎหมายและความเข้าใจบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง ที่ดิน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีรายละเอียดทางกฎหมายค่อนข้างมาก หลายครั้งสังคมอาจมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากภาพที่เห็นหรือข้อมูลที่ปรากฏในข่าว แต่ในมุมของนักกฎหมาย สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพราะชื่อที่ปรากฏในโฉนดหรือเอกสารสิทธิไม่ได้หมายความว่าเราสามารถสรุปข้อพิพาททั้งหมดได้ทันที

โอนที่ดิน มีเงื่อนไขทางกฎหมายมากกว่าที่คิด

อีกประเด็นที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ยกเป็นตัวอย่าง คือ การถวายที่ดินให้วัด ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อเจ้าของที่ดินมีเจตนาจะบริจาคหรือถวายที่ดินให้วัดแล้ว ก็สามารถเดินทางไปสำนักงานที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้วัดได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติอาจมีขั้นตอนและเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากกว่าที่ประชาชนทั่วไปคาดคิด โดยเฉพาะที่ดินที่จะถวายให้วัดหรือเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลทางศาสนา อาจต้องดำเนินการตามกระบวนการและได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เจ้าของที่ดินยินยอม” แล้วจะสามารถดำเนินการโอนได้ทันที ทนายอาร์ม
ศุภสิทธิ์ฯ จึงเล่าจากประสบการณ์ของตนเองว่า แม้มีเจตนาถวายที่ดินให้แก่วัด แต่กระบวนการโอนก็ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและอาจใช้เวลา

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องที่ดินไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การโอน การให้ การบริจาค การถวายให้วัด หรือการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ล้วนต้องพิจารณารายละเอียดเป็นรายกรณี ไม่ควรใช้ความเข้าใจทั่วไปมาตัดสินว่าการดำเนินการสามารถทำได้ทันทีหรือไม่ เพราะเอกสารแต่ละประเภทมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน และบางกรณีอาจมีข้อจำกัดเกี่ยวกับผู้รับโอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ดังนั้น หากกำลังจะทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่มีมูลค่าสูงหรือมีบุคคลหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง การตรวจสอบเอกสารและข้อกฎหมายก่อนดำเนินการจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

มีปัญหากฎหมาย ปรึกษาทนายก่อนเป็นอันดับแรก

ท้ายที่สุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า “มีปัญหากฎหมาย ปรึกษาทนายก่อนเป็นอันดับแรก” เพราะการปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีคดีหรือจะต้องขึ้นศาลเสมอไป แต่เป็นการตรวจสอบสิทธิและวางแนวทางให้ถูกต้องก่อนตัดสินใจดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินซึ่งหากดำเนินการผิดขั้นตอน อาจทำให้ต้องเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และอาจเกิดข้อพิพาทตามมาได้ การรู้กฎหมายและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้การจัดการทรัพย์สินของเราเป็นไปอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ การโอน หรือปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนดำเนินการได้ทันที

พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ไว้วางใจแต่งตั้ง ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ได้เดินทางมายังสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อพูดคุยและหารือเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายและคดีความที่เกี่ยวข้อง โดยในโอกาสนี้ ท่านได้ให้เกียรติแต่งตั้งนายศุภสิทธิ์ ศิริ หรือทนายอาร์ม เป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ เพื่อให้คำปรึกษาและดำเนินการทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีของท่าน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งเป็นอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ฯ ให้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ การได้รับความไว้วางใจจากบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสายงาน ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงาน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทีมงานมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการให้บริการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบพระคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้แก่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความอย่างเต็มความสามารถ โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ รับผิดชอบ และยึดมั่นในหลักวิชาชีพ เพื่อให้การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการต่อไป

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ มอบกรอบผ้ายันต์หลวงพ่อเงินให้ “อาภาพร นครสวรรค์” พร้อมพูดคุยความคืบหน้าคดี AI ปลอมภาพและเสียง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ทนายความที่ปรึกษาของ คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ นักร้องสาวชื่อดังระดับประเทศ ได้เดินทางไปมอบกรอบผ้ายันต์หลวงพ่อเงินให้คุณฮาย อาภาพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดย้อนหลัง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมทั้งได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานและประเด็นทางกฎหมายที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ในโอกาสดังกล่าว ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้พูดคุยกับคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ถึงความคืบหน้าของคดีที่ได้ดำเนินการในฐานะทนายความที่ปรึกษา ภายหลังพบว่าภาพ เสียง และหรือคลิปวิดีโอของคุณฮาย อาภาพร ถูกนำไปตัดต่อ ดัดแปลง หรือแก้ไขด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณาและโปรโมตเว็บไซต์พนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีดังกล่าวนอกจากจะเป็นการนำภาพและเสียงไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของคุณฮายอาภาพรในฐานะศิลปินเป็นอย่างมาก

กรณีการนำเทคโนโลยี AI มาปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ แล้วนำไปใช้ประกอบเนื้อหาโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าศิลปินมีส่วนเกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนเว็บไซต์ดังกล่าว ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด สำหรับบุคคลสาธารณะที่มีชื่อเสียง การถูกนำภาพ เสียง หรืออัตลักษณ์ไปใช้ในลักษณะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างมาก

ทั้งนี้ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ยังคงดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ อย่างต่อเนื่อง ภายหลังเรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจและเป็นข่าวในวงกว้าง โดยคดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรับมือกับปัญหาการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้สร้างหรือดัดแปลงภาพและเสียงของบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นประเด็นทางกฎหมายที่มีความสำคัญและใกล้ตัวมากขึ้นในยุคดิจิทัล

ท้ายที่สุดนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ และทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดย้อนหลังแก่คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางที่ตั้งใจ มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต ขอให้มีพลังและรอยยิ้มที่สดใสในการสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ เพื่อมอบความสุขให้กับแฟนเพลงและประชาชนต่อไป และขอให้ทุกเรื่องที่กำลังดำเนินการผ่านพ้นไปด้วยดีอย่างราบรื่น พร้อมก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงและมีความสุขตลอดปี

คลิปหลุดถูกแบล็กเมลต้องทำอย่างไร? เมื่อความรักกลายเป็นเครื่องมือข่มขู่

ในช่วงเวลาที่คนสองคนกำลังรักกัน การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอส่วนตัวอาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หลายคนไม่เคยคิดว่าสิ่งที่บันทึกไว้จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต เพราะต่างเชื่อว่าความสัมพันธ์จะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น

แต่ในโลกความเป็นจริง ความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อวันหนึ่งเกิดการเลิกรา ความขัดแย้ง หรือความโกรธแค้น ภาพและคลิปส่วนตัวกลับกลายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ จนนำไปสู่ปัญหาคลิปหลุด และการแบล็กเมล ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งด้านชื่อเสียง การงาน สภาพจิตใจ และทรัพย์สินของผู้เสียหาย

จากประสบการณ์คดีจริง พบผู้เสียหายถูกข่มขู่เรียกเงินจำนวนมาก

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เปิดเผยว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการถูกอดีตแฟนหรืออดีตคนรักข่มขู่ว่าจะปล่อยคลิป 18+ หรือภาพส่วนตัว หากไม่ยอมโอนเงินให้

จากประสบการณ์ในการรับว่าความ พบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน โดยรูปแบบการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกัน คือข่มขู่เพื่อเรียกเงิน หรือบังคับให้กลับไปคืนดี

หลายคดีเรียกเงินตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท และมีจำนวนไม่น้อยที่แม้ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินแล้ว การข่มขู่ก็ยังไม่ยุติ กลับถูกเรียกเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ทำไมการแบล็กเมลจึงเกิดขึ้นบ่อย?

ผู้กระทำผิดมักเชื่อว่าผู้เสียหายจะไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว เพราะกลัวเสียชื่อเสียง กลัวครอบครัวรู้ หรือกลัวผลกระทบต่อการเรียนและการทำงาน

ความกลัวจึงกลายเป็นช่องทางที่ทำให้คนร้ายใช้กดดันเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายต้องตั้งสติ และไม่ปล่อยให้ความกลัวเป็นผู้ตัดสินใจแทนเหตุผล

เมื่อถูกข่มขู่ปล่อยคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?

สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติ

จากนั้นควรเก็บข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อความสนทนา บัญชีผู้ใช้งาน ช่องทางติดต่อ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการข่มขู่ โดยการเก็บข้อมูลควรทำอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีภายหลัง

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ให้ความเห็นว่า แต่ละคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง และสามารถวางแผนการดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้อย่างเหมาะสมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

อย่าคิดว่า “คลิปหลุดแล้ว ชีวิตจบ”

ผู้เสียหายจำนวนมากรู้สึกหมดหวังเมื่อพบว่าภาพหรือคลิปส่วนตัวถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่สื่อส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจมีผลทางกฎหมาย และผู้เสียหายยังสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อดำเนินการปกป้องสิทธิของตน รวมถึงดำเนินการให้มีการระงับหรือลบเนื้อหาจากบางแพลตฟอร์มตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือไม่สร้างความเสี่ยงตั้งแต่แรก

แม้ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตของความสัมพันธ์ได้ แต่การหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพหรือวิดีโอที่มีความอ่อนไหว ถือเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

เมื่อข้อมูลถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล ย่อมมีโอกาสถูกคัดลอก ส่งต่อ หรือเข้าถึงโดยบุคคลอื่นได้เสมอ

การป้องกันตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าการต้องแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว

ปรึกษาทนายก่อนแจ้งความ เพราะมีการวางแผนดีย่อมนำหนึ่งก้าวเสมอ

ปัญหาคลิปหลุด และการแบล็กเมลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

หากกำลังตกเป็นผู้เสียหาย อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ควรรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อวางแผนและวางรูปเรื่อง และดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

เปิดโอกาสให้เรียนรู้ข้ามสายงาน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มอบเกียรติบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการบริษัท และทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ นางสาวพรพรรณ พงษ์ญวน (น้องซีม่อน) นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับสำนักงาน โดยทนายอาร์มมีแนวคิดที่ชัดเจนว่า การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง ไม่ควรจำกัดเฉพาะผู้ที่เรียนด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาวิชาได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพราะช่วงวัยของนักศึกษาถือเป็นช่วงเวลาที่พร้อมเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ และสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องซีม่อนได้เริ่มต้นจากการปฏิบัติงานด้านกราฟิกและการตัดต่อวิดีโอ ภายใต้ฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ แต่ด้วยความตั้งใจ ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จึงเล็งเห็นศักยภาพของน้อง และมอบโอกาสให้ทดลองปฏิบัติงานด้านการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความเข้าใจในกระบวนการทำงาน และการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ ผลปรากฏว่าน้องสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี และได้รับคำชื่นชมจากผู้ร่วมงานในทีม จนหลายคนรู้สึกเสียดายเมื่อถึงเวลาที่น้องต้องสิ้นสุดการฝึกประสบการณ์

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า “การทำงานในสำนักงานกฎหมาย ไม่ได้จำเป็นว่าทุกคนจะต้องจบกฎหมาย” หากมีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบ และพร้อมเรียนรู้ ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ การฝึกงานจึงไม่ใช่เพียงการเข้ามาปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ค้นหาความสามารถของตนเอง ได้ลองทำงานหลากหลายรูปแบบที่อาจไม่มีโอกาสได้สัมผัสในห้องเรียน หรือแม้แต่ในการทำงานจริงหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

ฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เองก็รู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จของน้องซีม่อนเป็นอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลาการฝึกงาน น้องได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้สิ่งใหม่ และการทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานกับทีมเก็บพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างจากสายการเรียนโดยตรง แต่น้องก็สามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ร่วมงานหลายฝ่าย สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพของคนไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสาขาวิชาที่เรียน แต่อยู่ที่ทัศนคติ ความพร้อมในการพัฒนา และความกล้าที่จะก้าวออกจากพื้นที่เดิมของตนเอง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแสดงความยินดีกับน้องซีม่อนในโอกาสสำเร็จการฝึกประสบการณ์ครั้งนี้ และขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางของชีวิตการทำงาน เชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถ ความมุ่งมั่น และการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ น้องจะสามารถก้าวสู่การเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างแน่นอน พร้อมหวังว่าประสบการณ์จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญ ที่ช่วยต่อยอดทั้งความรู้ ทักษะ และความมั่นใจให้กับน้องในทุกก้าวของการเติบโตในสายอาชีพต่อไป

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มอบเกียรติบัตรแก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์ด้านภาษาจีน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการบริษัทและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ นางสาวอัมพร ใจสดใส (น้องพอล) นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งความสำเร็จของน้องพอลที่เลือกเส้นทางการฝึกงานอันแตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่น โดยนำความรู้ด้านภาษาจีนมาประยุกต์ใช้ในงานกฎหมาย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและหาโอกาสได้ไม่ง่าย

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องพอลได้เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างแท้จริง จากเดิมที่การฝึกงานด้านภาษาจีนมักอยู่ในองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารภาษา แต่การได้เข้ามาฝึกงานในสำนักงานกฎหมาย ทำให้น้องมีโอกาสสัมผัสการทำงานในกระบวนการยุติธรรม ได้ติดตามการดำเนินคดี และมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนในศาล เพื่อแปลการสื่อสารระหว่างคู่ความกับกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่มีนักศึกษาเพียงไม่กี่คนจะได้รับ เพราะแม้แต่บุคคลทั่วไปก็แทบไม่มีโอกาสได้เข้าไปเห็นการว่าความจริงภายในห้องพิจารณาคดีของศาล

นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านล่ามแล้ว น้องพอลยังได้รับมอบหมายงานที่หลากหลาย ทั้งการแปลเอกสารทางกฎหมายจากฝ่ายกฎหมาย การแปลบทความและเนื้อหาประชาสัมพันธ์ของสำนักงานเป็น 3 ภาษาเพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์ การแปลใบเสนอราคาและเอกสารธุรกิจเป็นภาษาจีน ตลอดจนการสื่อสารและประสานงานกับลูกความชาวจีนร่วมกับทีมงานของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้น้องได้พัฒนาทักษะทั้งด้านภาษา การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการประยุกต์ใช้ภาษาจีนในบริบทของกฎหมายและธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพและผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถออกสู่สังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลาการฝึกงาน น้องพอลได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความตั้งใจเรียนรู้ และความสามารถในการปรับตัวกับการทำงานในสายวิชาชีพกฎหมายได้เป็นอย่างดี จนได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติงานในหลายภารกิจที่มีความสำคัญ

ในโอกาสที่การฝึกประสบการณ์ได้เสร็จสิ้นลง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแสดงความยินดีกับน้องพอล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนที่ได้รับจากการฝึกงานครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดทั้งการศึกษาในชั้นปีที่ 4 และการทำงานในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านภาษา การทำงานในองค์กร ความเข้าใจในกฎระเบียบและวัฒนธรรมการทำงาน ตลอดจนประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม ขอให้น้องพอลประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางที่เลือกเดิน และขอให้ความตั้งใจและความมุ่งมั่นในวันนี้ นำพาไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

คลิปหลุดบนเว็บลบได้จริงหรือ? ทนายอาร์มเผยประสบการณ์จริง จากการตามคดีจนเว็บไซต์นำคลิปผู้เสียหายออก

คลิปหลุดเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อผู้เสียหายทั้งในด้านชื่อเสียง จิตใจ การศึกษา การทำงาน และชีวิตส่วนตัวอย่างรุนแรง หลายคนเชื่อว่าเมื่อคลิปถูกเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตแล้ว จะไม่มีวันลบได้ เพราะมีคำพูดที่ว่า Digital Footprint ไม่มีวันหายไป แต่จากประสบการณ์การทำคดีของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าในหลายกรณี หากมีการวางแผนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และดำเนินการอย่างเป็นระบบ ก็สามารถทำให้เว็บไซต์ที่เผยแพร่คลิปนำคลิปของผู้เสียหายออกจากระบบได้

หนึ่งในคดีที่เป็นที่สนใจของสังคม คือกรณีนักศึกษาที่ถูกอดีตคนรักนำคลิปหลุดไปเผยแพร่บนเว็บไซต์คลิป 18+ และมีการนำไปใช้ในลักษณะที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จนต่อมาสามารถสืบสวนขยายผล นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้ ซึ่งนอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการติดตามให้เว็บไซต์ที่เผยแพร่คลิปนำเนื้อหาออกจากระบบ

คลิปหลุดไม่ได้จบแค่การจับผู้กระทำผิด อาจถูกเผยแพร่ในหลายเว็บไซต์

หลายคนเข้าใจว่าหากตำรวจจับผู้ที่ปล่อยคลิปได้แล้ว เรื่องก็จบ แต่ในความเป็นจริง ความเสียหายบนโลกออนไลน์อาจยังคงอยู่ เพราะคลิปอาจถูกเผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์หลายแห่ง หรือถูกแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ภายหลังการดำเนินการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง สามารถทำให้เว็บไซต์ที่เผยแพร่คลิปหลุดของผู้เสียหายนำคลิปของเด็กอายุ 19ปีออกจากเว็บไซต์ได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าแม้ Digital Footprint จะเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าลบไม่ได้ แต่ในบางกรณีก็สามารถลดความเสียหายได้ หากมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ในแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ลักษณะของเว็บไซต์ และความร่วมมือของผู้ให้บริการ จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะลบข้อมูลได้ทุกกรณี แต่การดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นมักเพิ่มโอกาสในการลดความเสียหายได้มากกว่าการปล่อยเวลาให้ผ่านไป

ทำไมจึงไม่ควรรีบแจ้งความทันทีโดยไม่มีการวางแผน?

คำแนะนำที่ทนายอาร์มย้ำอยู่เสมอ คือ หากถูกข่มขู่จะปล่อยคลิป หรือพบว่าคลิปถูกเผยแพร่แล้ว ไม่ควรรีบดำเนินการโดยไม่มีการวางแผน

เหตุผลไม่ได้หมายความว่าไม่ควรแจ้งความ แต่หมายถึงควรเตรียมความพร้อมก่อน เช่น

  • เก็บหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน
  • บันทึกลิงก์ เว็บไซต์ วันเวลา และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
  • ประเมินความเสี่ยงว่าการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้กระทำอย่างไร
  • วางแนวทางการดำเนินคดีทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และการขอให้ลบเนื้อหา

การเตรียมการเหล่านี้ช่วยให้การดำเนินคดีมีความรอบคอบ และอาจช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

เมื่อความรักกลายเป็นต้นเหตุของคลิปหลุด

หลายคดีที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบ มีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน คือช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังคบหากัน ต่างฝ่ายต่างไว้ใจและยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือวิดีโอส่วนตัว แต่เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง ความไว้ใจกลับกลายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่

บางรายถูกขู่ให้กลับมาคืนดี

บางรายถูกขู่เรียกเงิน

บางรายถูกนำคลิปไปเผยแพร่เพื่อแก้แค้น

และบางรายถูกนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกหรือการพนันออนไลน์

เหตุการณ์ลักษณะนี้สร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยต้องหยุดเรียน เปลี่ยนที่ทำงาน หรือหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในสังคม เพราะเกรงว่าจะมีผู้พบเห็นคลิปของตน

ผู้ปล่อยคลิปอ้างว่าไม่ได้เป็นคนเผยแพร่ จะพ้นความรับผิดหรือไม่?

ในหลายคดี ผู้ถูกกล่าวหามักอ้างว่า

  • โทรศัพท์หาย
  • นำโทรศัพท์ไปซ่อม
  • ถูกแฮกบัญชี
  • ไม่รู้ว่าใครนำคลิปไปเผยแพร่

ข้ออ้างเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาตามพยานหลักฐานในแต่ละคดี การมีข้ออ้างเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากความรับผิด หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงการกระทำหรือการมีส่วนเกี่ยวข้อง ศาลยังคงสามารถพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้

ป้องกันดีที่สุด คือไม่สร้างคลิปตั้งแต่แรก

แม้กฎหมายจะมีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกัน

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ฝากข้อคิดว่า เวลาที่คนเรารักกัน ความไว้ใจอาจทำให้ยินยอมถ่ายภาพหรือวิดีโอส่วนตัว แต่ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตของความสัมพันธ์ได้ เมื่อความรักเปลี่ยนเป็นความขัดแย้ง ข้อมูลที่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวอาจถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายได้

ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพหรือวิดีโอในลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

หากถูกข่มขู่เรื่องคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?     

หากกำลังเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคืออย่าตื่นตระหนกและอย่ารีบตัดสินใจเพราะความกลัว ควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อประเมินแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

การวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี แต่ยังอาจช่วยลดโอกาสที่ความเสียหายจะขยายวงกว้างออกไป

สุดท้ายนี้ กรณีคลิปหลุดไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับผู้เสียหาย แต่เป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดของผู้ที่นำข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นไปเผยแพร่หรือใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ ควรรีบขอคำปรึกษาทางกฎหมายโดยเร็ว เพื่อวางแผนการเก็บพยานหลักฐาน การดำเนินคดี และแนวทางลดความเสียหายอย่างเหมาะสมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ก้าวแรกสู่เส้นทางนักกฎหมายคุณภาพ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ผู้ผ่านการฝึกปฏิบัติงานวิชาว่าความภาคปฏิบัติ รุ่นที่ 66 แห่งสภาทนายความฯ

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ นางสาวชลธิชา แก้วเสน่ห์ใน (น้องมายด์) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ ภาคปฏิบัติ รุ่นที่ 66 แห่งสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเข้าฝึกปฏิบัติงาน ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 และมีกำหนดสิ้นสุดการฝึกอบรมในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางแห่งวิชาชีพกฎหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่การเป็นทนายความในอนาคตอย่างเต็มภาคภูมิ

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการฝึกปฏิบัติงาน น้องมายด์ได้เรียนรู้การทำงานด้านกฎหมายจากสถานการณ์จริง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารคดี การศึกษาสำนวน การให้ความช่วยเหลือในการดำเนินงานของทนายความ รวมถึงการเรียนรู้กระบวนการทำงานในสำนักงานกฎหมายอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากตำราเพียงอย่างเดียว การได้ลงมือปฏิบัติจริงทำให้เข้าใจทั้งบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายได้อย่างลึกซึ้ง

ในโอกาสดังกล่าว ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้กล่าวแสดงความยินดีและฝากข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานว่า ประสบการณ์คือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของคนทำงาน การเคยผ่านการทำงานในองค์กรที่แตกต่างกัน จะทำให้สามารถมองเห็นข้อดี จุดเด่น และแนวคิดการบริหารที่หลากหลาย อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเปรียบเทียบและเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาตนเองได้ ต่างจากผู้ที่เคยทำงานเพียงแห่งเดียวซึ่งอาจยังไม่มีโอกาสเห็นภาพที่กว้างของโลกการทำงาน ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ตนเองได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง จึงเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าในระยะยาว

ทนายอาร์มยังได้สะท้อนมุมมองที่สำคัญเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษานิติศาสตร์และผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความว่า การเลือกมาฝึกงานจริงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนถึงความซื่อสัตย์และความตั้งใจที่จะเรียนรู้วิชาชีพอย่างแท้จริง แม้ในปัจจุบันจะมีผู้ที่เลือกใช้วิธี “ฝากชื่อฝึกงาน” เพื่อให้ผ่านหลักสูตรโดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริงอยู่บ้าง แต่การได้รับเพียงเอกสารรับรองโดยไม่มีประสบการณ์ ย่อมไม่อาจทดแทนความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่เกิดจากการทำงานจริงได้ วิชาชีพทนายความเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพตั้งแต่ก้าวแรกของการเริ่มต้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงขอแสดงความชื่นชมและแสดงความยินดีกับน้องมายด์ ชลธิชา แก้วเสน่ห์ใน ที่เลือกเดินบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และสามารถผ่านการฝึกปฏิบัติงานได้อย่างสมบูรณ์ เชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่ได้รับตลอดระยะเวลาการฝึกงาน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นใจ ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพสำหรับการประกอบวิชาชีพทนายความในอนาคต ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายหรือสภาพแวดล้อมการทำงานในรูปแบบใด ก็จะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและภาคภูมิใจ

ท้ายที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขออวยพรให้น้องมายด์ประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางของชีวิตและการทำงาน พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกปฏิบัติงานในครั้งนี้ จะเป็นบันไดขั้นแรกที่ช่วยผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นทนายความที่มีคุณภาพ เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ จริยธรรม และความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและกระบวนการยุติธรรมได้ในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าพบผู้บริหาร “บริษัท จงเทียน โอเวอร์ซีส์ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด” เดินหน้าหารือความร่วมมือด้านที่ปรึกษากฎหมายองค์กร

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เดินทางเข้าพบผู้บริหารของบริษัท จงเทียน โอเวอร์ซีส์ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำเชิญของบริษัท ภายหลังจากที่ผู้บริหารให้ความสนใจข้อเสนอการให้บริการที่ปรึกษากฎหมาย และประสงค์หารือรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตการให้บริการ รวมถึงแนวทางการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการของบริษัท ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับองค์กรธุรกิจระดับนานาชาติ

ในการเดินทางครั้งนี้ ทนายอาร์มได้ร่วมเดินทางพร้อมด้วย นายกฤตภัค ศิริทีพพา ผู้ช่วยทนายความด้านภาษาจีนระดับผู้เชี่ยวชาญ นางสาวอัมพร ใจสดใส ล่ามภาษาจีนจากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวสารินี แซ่เล้า นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากสาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยซีหนาน ประเทศจีน นางสาวปิยลักษณ์ บุญก่อ รักษาการหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร และนางสาวพลอยวรินทร์ ใจอุตม์ ผู้ฝึกประสบการณ์ฝ่ายกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมให้ข้อมูลและสนับสนุนการหารือในด้านกฎหมายและการสื่อสารภาษาจีนอย่างครบถ้วน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยบริษัท จงเทียนฯ ได้ให้การต้อนรับคณะจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่ทั้งสองฝ่ายได้พบปะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ภายในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งซักถามรายละเอียดในหลายประเด็นที่ยังต้องการความชัดเจน โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้อธิบายข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้บริหารของบริษัทสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรอบคอบ

การเข้าพบในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ภาคธุรกิจต่างชาติให้ความไว้วางใจต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายองค์กร ทั้งในด้านการให้คำปรึกษา การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย และการดำเนินคดีในชั้นศาล โดยจากการหารือและบรรยากาศที่เป็นไปอย่างราบรื่น นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีของความร่วมมือในอนาคต และเป็นอีกก้าวสำคัญของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในการขยายการให้บริการด้านกฎหมายแก่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมืออาชีพและครบวงจร

เปิดประสบการณ์นักศึกษานิติศาสตร์จุฬาฯ กับการฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่นางสาวณัฐณิชา พฤทธิพงศ์กุล น้องเมวี่ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์ด้านกฎหมายกับสำนักงาน โดยตลอดระยะเวลาการฝึกงาน น้องเมวี่ได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานของทนายความอย่างใกล้ชิด ทั้งในสำนักงานและการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจาก.การเรียนในห้องเรียนอย่างสิ้นเชิง ในคอลัมน์นี้จะมาแชร์บทสัมภาษณ์น้องเมวี่จากการที่ได้มาฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กันว่าฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายเป็นอย่างไรบ้าง

เปิดบทสัมภาษณ์น้องเมวี่ นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Q: ทำไมถึงเลือกมาฝึกงานที่สำนักงานกฎหมาย?

A: “จะบอกว่างานทางกฎหมายนี่ค่ะ มันค่อนข้างหลากหลายมาก หลาย ๆ คนอาจจะมีเป้าหมายในการไปทำงานสายราชการนะคะ อย่างไปฝึกงานที่ศาลหรือว่าฝึกงานที่สำนักงานอัยการนะคะ แต่ว่าหนูอยากลองประสบการณ์ที่มันแตกต่างออกไปค่ะ ที่ว่ากระบวนการก่อนที่จะขึ้นศาลเป็นยังไง ต้องมาฝึกกับสำนักงานทนายความค่ะ ถึงจะรู้กระบวนการในชั้นนี้ แล้วถึงจะได้ดำเนินการในศาลถูกค่ะ”

Q: ตอนฝึกงานได้ทำอะไรบ้าง?

A: “ก็ตอนที่ฝึกงานนะคะ หนูได้ทำหลายอย่างเลยค่ะ มีทั้งเริ่มร่างคำฟ้อง เขียนคำร้อง หรือว่าจัดชุดฟ้องนะคะ แล้วก็ได้ทำคำแถลง แบบได้ทำอะไรเยอะมาก ๆ เลยค่ะ ทำให้หนูรู้ว่ากระบวนการก่อนขึ้นศาลมันมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว แล้วก็สิ่งที่ต้องเอาไปใช้งานเยอะมาก ๆ เลยค่ะ”

Q: มาฝึกงานที่นี่ได้ไปที่ไหนบ้าง?

A: “ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ไปนะคะ ที่แรกที่หนูได้ไปเลย คือ ได้ไปกราบพระบรมศพของพระพันปีค่ะ เป็นโอกาสที่ดีมากมากสำหรับหนูเลยค่ะ แล้วหนูก็ไม่คิดว่าตัวหนูเองจะมีโอกาสได้ไปลองอะไรแบบนี้ด้วยค่ะ แล้วก็อีกที่หนึ่งนะคะ มีโอกาสได้ไปดูงานที่รัฐสภาค่ะ ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สำคัญมาก ๆ สำหรับวงการนี้นะคะ เป็นรากฐาน เพราะว่ารัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมายใช่ไหมคะ เราก็ไปดูถึงรากฐานเลย แล้วก็มีโอกาสได้เข้าร่วมดูการประชุมอภิปราย แล้วก็ได้เดินทัวร์รัฐสภาใหม่ด้วยค่ะ มีโอกาสได้ไปโรงพักนะคะได้ไปแจ้งความเนื่องจากว่ามีลูกความมาที่สำนักงานทนายความเป็นคดีที่ค่อนข้างน่าเศร้าประมาณหนึ่งค่ะ เราก็เลยพาผู้เสียหายไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานค่ะ จริง ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนคิดนะคะ ว่าการไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือการไปแจ้งความเป็นกระบวนการที่ทำให้เสียเวลาถูกไหมคะ เพราะว่าหลาย ๆ คนจะไปดำเนินการแจ้งความแต่ละเรื่องทีใช้เวลาเป็นหลักชั่วโมงหรือบางครั้งถึงสิบชั่วโมงเลยก็มี เพราะว่าเจ้าพนักงานต้องสอบปากคำค่ะ แต่ว่าหลังจากได้มาฝึกงานนะคะ ทำให้หนูได้รู้ว่าการที่จะเร่งกระบวนการตรงนี้ให้เร็วขึ้น แล้วเพื่อที่จะทำให้ทั้งเราและทั้งผู้เสียหายไม่เสียเวลาก็คือการเตรียมข้อมูลปริ้นท์เอกสาร แล้วก็ทำคำให้การเบื้องต้น  เพื่อที่จะให้ตำรวจเข้าใจเรื่องราวเบื้องต้นคร่าว ๆ ก่อน แล้วก็จะได้ดำเนินการตรงนี้ได้ไวขึ้น ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่าการเตรียมข้อมูลไปก่อนมีความสำคัญมาก ๆ เลยค่ะ นอกจากจะเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นแล้ว ยังจะทำให้ได้เนื้อหาที่ครบถ้วนด้วยค่ะ”

Q: ได้ไปศาลไปคดีอะไร?

A: “ไปศาลไปดูสืบพยานคดีหมิ่นประมาทค่ะ ชอบพอรักใคร่ค่ะ อีกฝ่ายหนึ่งชอบพอรักใคร่  ครั้งนี้จะเป็นฝ่ายชายเป็นโจทก์ฟ้องฝ่ายหญิงเป็นจำเลยค่ะ มีผู้หวังดีนะคะได้มีการส่งคลิปเสียงการสนทนานะคะของฝ่ายหญิงขณะที่กำลังถูกคณะกรรมการสอบสวนอยู่ค่ะ ไปให้ฝ่ายชาย เรื่องนี้ทำให้หนูตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสื่อสารมากขึ้น จากกรณีดังกล่าวนะคะ  การที่ผู้หวังดีได้ส่งคลิปเสียงมา ทำให้เรารู้ว่าเรามีโอกาสที่จะถูกอัดเสียงหรือว่านำเสียงของเราเนี่ยไปแปลงเป็นอย่างอื่นได้ง่าย ๆ เลยค่ะ ดังนั้นก็เพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นค่ะ”

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง คือการสร้างนักกฎหมายคุณภาพให้กับสังคมในอนาคต เพราะวิชาชีพกฎหมายไม่ได้อาศัยเพียงความรู้ตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยประสบการณ์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้คนในสถานการณ์จริง สำหรับนักศึกษาที่สนใจฝึกประสบการณ์ด้านกฎหมาย และต้องการเรียนรู้การทำงานของทนายความอย่างใกล้ชิด สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อสอบถามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมการฝึกประสบการณ์ได้ผ่านช่องทาง “ติดต่อเรา“

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!