คลิปหลุดบนเว็บลบได้จริงหรือ? ทนายอาร์มเผยประสบการณ์จริง จากการตามคดีจนเว็บไซต์นำคลิปผู้เสียหายออก

คลิปหลุดเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อผู้เสียหายทั้งในด้านชื่อเสียง จิตใจ การศึกษา การทำงาน และชีวิตส่วนตัวอย่างรุนแรง หลายคนเชื่อว่าเมื่อคลิปถูกเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ตแล้ว จะไม่มีวันลบได้ เพราะมีคำพูดที่ว่า Digital Footprint ไม่มีวันหายไป แต่จากประสบการณ์การทำคดีของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าในหลายกรณี หากมีการวางแผนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และดำเนินการอย่างเป็นระบบ ก็สามารถทำให้เว็บไซต์ที่เผยแพร่คลิปนำคลิปของผู้เสียหายออกจากระบบได้

หนึ่งในคดีที่เป็นที่สนใจของสังคม คือกรณีนักศึกษาที่ถูกอดีตคนรักนำคลิปหลุดไปเผยแพร่บนเว็บไซต์คลิป 18+ และมีการนำไปใช้ในลักษณะที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จนต่อมาสามารถสืบสวนขยายผล นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้ ซึ่งนอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการติดตามให้เว็บไซต์ที่เผยแพร่คลิปนำเนื้อหาออกจากระบบ

คลิปหลุดไม่ได้จบแค่การจับผู้กระทำผิด อาจถูกเผยแพร่ในหลายเว็บไซต์

หลายคนเข้าใจว่าหากตำรวจจับผู้ที่ปล่อยคลิปได้แล้ว เรื่องก็จบ แต่ในความเป็นจริง ความเสียหายบนโลกออนไลน์อาจยังคงอยู่ เพราะคลิปอาจถูกเผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์หลายแห่ง หรือถูกแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ภายหลังการดำเนินการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง สามารถทำให้เว็บไซต์ที่เผยแพร่คลิปหลุดของผู้เสียหายนำคลิปของเด็กอายุ 19ปีออกจากเว็บไซต์ได้สำเร็จ แสดงให้เห็นว่าแม้ Digital Footprint จะเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าลบไม่ได้ แต่ในบางกรณีก็สามารถลดความเสียหายได้ หากมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ในแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ลักษณะของเว็บไซต์ และความร่วมมือของผู้ให้บริการ จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะลบข้อมูลได้ทุกกรณี แต่การดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นมักเพิ่มโอกาสในการลดความเสียหายได้มากกว่าการปล่อยเวลาให้ผ่านไป

ทำไมจึงไม่ควรรีบแจ้งความทันทีโดยไม่มีการวางแผน?

คำแนะนำที่ทนายอาร์มย้ำอยู่เสมอ คือ หากถูกข่มขู่จะปล่อยคลิป หรือพบว่าคลิปถูกเผยแพร่แล้ว ไม่ควรรีบดำเนินการโดยไม่มีการวางแผน

เหตุผลไม่ได้หมายความว่าไม่ควรแจ้งความ แต่หมายถึงควรเตรียมความพร้อมก่อน เช่น

  • เก็บหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน
  • บันทึกลิงก์ เว็บไซต์ วันเวลา และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
  • ประเมินความเสี่ยงว่าการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้กระทำอย่างไร
  • วางแนวทางการดำเนินคดีทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และการขอให้ลบเนื้อหา

การเตรียมการเหล่านี้ช่วยให้การดำเนินคดีมีความรอบคอบ และอาจช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

เมื่อความรักกลายเป็นต้นเหตุของคลิปหลุด

หลายคดีที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบ มีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน คือช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังคบหากัน ต่างฝ่ายต่างไว้ใจและยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือวิดีโอส่วนตัว แต่เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง ความไว้ใจกลับกลายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่

บางรายถูกขู่ให้กลับมาคืนดี

บางรายถูกขู่เรียกเงิน

บางรายถูกนำคลิปไปเผยแพร่เพื่อแก้แค้น

และบางรายถูกนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกหรือการพนันออนไลน์

เหตุการณ์ลักษณะนี้สร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยต้องหยุดเรียน เปลี่ยนที่ทำงาน หรือหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในสังคม เพราะเกรงว่าจะมีผู้พบเห็นคลิปของตน

ผู้ปล่อยคลิปอ้างว่าไม่ได้เป็นคนเผยแพร่ จะพ้นความรับผิดหรือไม่?

ในหลายคดี ผู้ถูกกล่าวหามักอ้างว่า

  • โทรศัพท์หาย
  • นำโทรศัพท์ไปซ่อม
  • ถูกแฮกบัญชี
  • ไม่รู้ว่าใครนำคลิปไปเผยแพร่

ข้ออ้างเหล่านี้เป็นเพียงประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาตามพยานหลักฐานในแต่ละคดี การมีข้ออ้างเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากความรับผิด หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงการกระทำหรือการมีส่วนเกี่ยวข้อง ศาลยังคงสามารถพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้

ป้องกันดีที่สุด คือไม่สร้างคลิปตั้งแต่แรก

แม้กฎหมายจะมีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกัน

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ฝากข้อคิดว่า เวลาที่คนเรารักกัน ความไว้ใจอาจทำให้ยินยอมถ่ายภาพหรือวิดีโอส่วนตัว แต่ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตของความสัมพันธ์ได้ เมื่อความรักเปลี่ยนเป็นความขัดแย้ง ข้อมูลที่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวอาจถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายได้

ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพหรือวิดีโอในลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

หากถูกข่มขู่เรื่องคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?     

หากกำลังเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้ สิ่งสำคัญคืออย่าตื่นตระหนกและอย่ารีบตัดสินใจเพราะความกลัว ควรเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อประเมินแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

การวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี แต่ยังอาจช่วยลดโอกาสที่ความเสียหายจะขยายวงกว้างออกไป

สุดท้ายนี้ กรณีคลิปหลุดไม่ใช่เรื่องน่าอายสำหรับผู้เสียหาย แต่เป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดของผู้ที่นำข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นไปเผยแพร่หรือใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ ควรรีบขอคำปรึกษาทางกฎหมายโดยเร็ว เพื่อวางแผนการเก็บพยานหลักฐาน การดำเนินคดี และแนวทางลดความเสียหายอย่างเหมาะสมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ก้าวแรกสู่เส้นทางนักกฎหมายคุณภาพ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ผู้ผ่านการฝึกปฏิบัติงานวิชาว่าความภาคปฏิบัติ รุ่นที่ 66 แห่งสภาทนายความฯ

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดีแก่ นางสาวชลธิชา แก้วเสน่ห์ใน (น้องมายด์) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ ภาคปฏิบัติ รุ่นที่ 66 แห่งสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเข้าฝึกปฏิบัติงาน ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 และมีกำหนดสิ้นสุดการฝึกอบรมในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางแห่งวิชาชีพกฎหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่การเป็นทนายความในอนาคตอย่างเต็มภาคภูมิ

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการฝึกปฏิบัติงาน น้องมายด์ได้เรียนรู้การทำงานด้านกฎหมายจากสถานการณ์จริง ทั้งการจัดเตรียมเอกสารคดี การศึกษาสำนวน การให้ความช่วยเหลือในการดำเนินงานของทนายความ รวมถึงการเรียนรู้กระบวนการทำงานในสำนักงานกฎหมายอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากตำราเพียงอย่างเดียว การได้ลงมือปฏิบัติจริงทำให้เข้าใจทั้งบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายได้อย่างลึกซึ้ง

ในโอกาสดังกล่าว ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้กล่าวแสดงความยินดีและฝากข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานว่า ประสบการณ์คือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของคนทำงาน การเคยผ่านการทำงานในองค์กรที่แตกต่างกัน จะทำให้สามารถมองเห็นข้อดี จุดเด่น และแนวคิดการบริหารที่หลากหลาย อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเปรียบเทียบและเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาตนเองได้ ต่างจากผู้ที่เคยทำงานเพียงแห่งเดียวซึ่งอาจยังไม่มีโอกาสเห็นภาพที่กว้างของโลกการทำงาน ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ตนเองได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง จึงเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าในระยะยาว

ทนายอาร์มยังได้สะท้อนมุมมองที่สำคัญเกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษานิติศาสตร์และผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความว่า การเลือกมาฝึกงานจริงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนถึงความซื่อสัตย์และความตั้งใจที่จะเรียนรู้วิชาชีพอย่างแท้จริง แม้ในปัจจุบันจะมีผู้ที่เลือกใช้วิธี “ฝากชื่อฝึกงาน” เพื่อให้ผ่านหลักสูตรโดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริงอยู่บ้าง แต่การได้รับเพียงเอกสารรับรองโดยไม่มีประสบการณ์ ย่อมไม่อาจทดแทนความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่เกิดจากการทำงานจริงได้ วิชาชีพทนายความเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพตั้งแต่ก้าวแรกของการเริ่มต้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงขอแสดงความชื่นชมและแสดงความยินดีกับน้องมายด์ ชลธิชา แก้วเสน่ห์ใน ที่เลือกเดินบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และสามารถผ่านการฝึกปฏิบัติงานได้อย่างสมบูรณ์ เชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่ได้รับตลอดระยะเวลาการฝึกงาน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นใจ ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพสำหรับการประกอบวิชาชีพทนายความในอนาคต ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายหรือสภาพแวดล้อมการทำงานในรูปแบบใด ก็จะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและภาคภูมิใจ

ท้ายที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขออวยพรให้น้องมายด์ประสบความสำเร็จในทุกเส้นทางของชีวิตและการทำงาน พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกปฏิบัติงานในครั้งนี้ จะเป็นบันไดขั้นแรกที่ช่วยผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นทนายความที่มีคุณภาพ เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ จริยธรรม และความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและกระบวนการยุติธรรมได้ในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าพบผู้บริหาร “บริษัท จงเทียน โอเวอร์ซีส์ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด” เดินหน้าหารือความร่วมมือด้านที่ปรึกษากฎหมายองค์กร

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการและทนายความประจำสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เดินทางเข้าพบผู้บริหารของบริษัท จงเทียน โอเวอร์ซีส์ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำเชิญของบริษัท ภายหลังจากที่ผู้บริหารให้ความสนใจข้อเสนอการให้บริการที่ปรึกษากฎหมาย และประสงค์หารือรายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตการให้บริการ รวมถึงแนวทางการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการของบริษัท ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับองค์กรธุรกิจระดับนานาชาติ

ในการเดินทางครั้งนี้ ทนายอาร์มได้ร่วมเดินทางพร้อมด้วย นายกฤตภัค ศิริทีพพา ผู้ช่วยทนายความด้านภาษาจีนระดับผู้เชี่ยวชาญ นางสาวอัมพร ใจสดใส ล่ามภาษาจีนจากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางสาวสารินี แซ่เล้า นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากสาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยซีหนาน ประเทศจีน นางสาวปิยลักษณ์ บุญก่อ รักษาการหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร และนางสาวพลอยวรินทร์ ใจอุตม์ ผู้ฝึกประสบการณ์ฝ่ายกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมให้ข้อมูลและสนับสนุนการหารือในด้านกฎหมายและการสื่อสารภาษาจีนอย่างครบถ้วน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยบริษัท จงเทียนฯ ได้ให้การต้อนรับคณะจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่ทั้งสองฝ่ายได้พบปะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ ภายในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งซักถามรายละเอียดในหลายประเด็นที่ยังต้องการความชัดเจน โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้อธิบายข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้บริหารของบริษัทสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรอบคอบ

การเข้าพบในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ภาคธุรกิจต่างชาติให้ความไว้วางใจต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายองค์กร ทั้งในด้านการให้คำปรึกษา การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย และการดำเนินคดีในชั้นศาล โดยจากการหารือและบรรยากาศที่เป็นไปอย่างราบรื่น นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีของความร่วมมือในอนาคต และเป็นอีกก้าวสำคัญของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในการขยายการให้บริการด้านกฎหมายแก่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมืออาชีพและครบวงจร

เปิดประสบการณ์นักศึกษานิติศาสตร์จุฬาฯ กับการฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่นางสาวณัฐณิชา พฤทธิพงศ์กุล น้องเมวี่ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์ด้านกฎหมายกับสำนักงาน โดยตลอดระยะเวลาการฝึกงาน น้องเมวี่ได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานของทนายความอย่างใกล้ชิด ทั้งในสำนักงานและการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจาก.การเรียนในห้องเรียนอย่างสิ้นเชิง ในคอลัมน์นี้จะมาแชร์บทสัมภาษณ์น้องเมวี่จากการที่ได้มาฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กันว่าฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายเป็นอย่างไรบ้าง

เปิดบทสัมภาษณ์น้องเมวี่ นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Q: ทำไมถึงเลือกมาฝึกงานที่สำนักงานกฎหมาย?

A: “จะบอกว่างานทางกฎหมายนี่ค่ะ มันค่อนข้างหลากหลายมาก หลาย ๆ คนอาจจะมีเป้าหมายในการไปทำงานสายราชการนะคะ อย่างไปฝึกงานที่ศาลหรือว่าฝึกงานที่สำนักงานอัยการนะคะ แต่ว่าหนูอยากลองประสบการณ์ที่มันแตกต่างออกไปค่ะ ที่ว่ากระบวนการก่อนที่จะขึ้นศาลเป็นยังไง ต้องมาฝึกกับสำนักงานทนายความค่ะ ถึงจะรู้กระบวนการในชั้นนี้ แล้วถึงจะได้ดำเนินการในศาลถูกค่ะ”

Q: ตอนฝึกงานได้ทำอะไรบ้าง?

A: “ก็ตอนที่ฝึกงานนะคะ หนูได้ทำหลายอย่างเลยค่ะ มีทั้งเริ่มร่างคำฟ้อง เขียนคำร้อง หรือว่าจัดชุดฟ้องนะคะ แล้วก็ได้ทำคำแถลง แบบได้ทำอะไรเยอะมาก ๆ เลยค่ะ ทำให้หนูรู้ว่ากระบวนการก่อนขึ้นศาลมันมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว แล้วก็สิ่งที่ต้องเอาไปใช้งานเยอะมาก ๆ เลยค่ะ”

Q: มาฝึกงานที่นี่ได้ไปที่ไหนบ้าง?

A: “ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ไปนะคะ ที่แรกที่หนูได้ไปเลย คือ ได้ไปกราบพระบรมศพของพระพันปีค่ะ เป็นโอกาสที่ดีมากมากสำหรับหนูเลยค่ะ แล้วหนูก็ไม่คิดว่าตัวหนูเองจะมีโอกาสได้ไปลองอะไรแบบนี้ด้วยค่ะ แล้วก็อีกที่หนึ่งนะคะ มีโอกาสได้ไปดูงานที่รัฐสภาค่ะ ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สำคัญมาก ๆ สำหรับวงการนี้นะคะ เป็นรากฐาน เพราะว่ารัฐสภามีหน้าที่ออกกฎหมายใช่ไหมคะ เราก็ไปดูถึงรากฐานเลย แล้วก็มีโอกาสได้เข้าร่วมดูการประชุมอภิปราย แล้วก็ได้เดินทัวร์รัฐสภาใหม่ด้วยค่ะ มีโอกาสได้ไปโรงพักนะคะได้ไปแจ้งความเนื่องจากว่ามีลูกความมาที่สำนักงานทนายความเป็นคดีที่ค่อนข้างน่าเศร้าประมาณหนึ่งค่ะ เราก็เลยพาผู้เสียหายไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานค่ะ จริง ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนคิดนะคะ ว่าการไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือการไปแจ้งความเป็นกระบวนการที่ทำให้เสียเวลาถูกไหมคะ เพราะว่าหลาย ๆ คนจะไปดำเนินการแจ้งความแต่ละเรื่องทีใช้เวลาเป็นหลักชั่วโมงหรือบางครั้งถึงสิบชั่วโมงเลยก็มี เพราะว่าเจ้าพนักงานต้องสอบปากคำค่ะ แต่ว่าหลังจากได้มาฝึกงานนะคะ ทำให้หนูได้รู้ว่าการที่จะเร่งกระบวนการตรงนี้ให้เร็วขึ้น แล้วเพื่อที่จะทำให้ทั้งเราและทั้งผู้เสียหายไม่เสียเวลาก็คือการเตรียมข้อมูลปริ้นท์เอกสาร แล้วก็ทำคำให้การเบื้องต้น  เพื่อที่จะให้ตำรวจเข้าใจเรื่องราวเบื้องต้นคร่าว ๆ ก่อน แล้วก็จะได้ดำเนินการตรงนี้ได้ไวขึ้น ทำให้หนูได้เรียนรู้ว่าการเตรียมข้อมูลไปก่อนมีความสำคัญมาก ๆ เลยค่ะ นอกจากจะเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นแล้ว ยังจะทำให้ได้เนื้อหาที่ครบถ้วนด้วยค่ะ”

Q: ได้ไปศาลไปคดีอะไร?

A: “ไปศาลไปดูสืบพยานคดีหมิ่นประมาทค่ะ ชอบพอรักใคร่ค่ะ อีกฝ่ายหนึ่งชอบพอรักใคร่  ครั้งนี้จะเป็นฝ่ายชายเป็นโจทก์ฟ้องฝ่ายหญิงเป็นจำเลยค่ะ มีผู้หวังดีนะคะได้มีการส่งคลิปเสียงการสนทนานะคะของฝ่ายหญิงขณะที่กำลังถูกคณะกรรมการสอบสวนอยู่ค่ะ ไปให้ฝ่ายชาย เรื่องนี้ทำให้หนูตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสื่อสารมากขึ้น จากกรณีดังกล่าวนะคะ  การที่ผู้หวังดีได้ส่งคลิปเสียงมา ทำให้เรารู้ว่าเรามีโอกาสที่จะถูกอัดเสียงหรือว่านำเสียงของเราเนี่ยไปแปลงเป็นอย่างอื่นได้ง่าย ๆ เลยค่ะ ดังนั้นก็เพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นค่ะ”

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการทำงานจริง คือการสร้างนักกฎหมายคุณภาพให้กับสังคมในอนาคต เพราะวิชาชีพกฎหมายไม่ได้อาศัยเพียงความรู้ตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยประสบการณ์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้คนในสถานการณ์จริง สำหรับนักศึกษาที่สนใจฝึกประสบการณ์ด้านกฎหมาย และต้องการเรียนรู้การทำงานของทนายความอย่างใกล้ชิด สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อสอบถามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมการฝึกประสบการณ์ได้ผ่านช่องทาง ติดต่อเรา

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประกันภัยบอกให้เขียนข้อเท็จจริงไม่ตรงความจริง ระวังหายนะตามมา

บางคนอาจเคยได้ยินคำว่า “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” จากบริษัทประกันภัยในกรณีที่ขณะเกิดอุบัติเหตุแล้วมีการเป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ไม่เคยรู้ว่าหากให้ข้อมูลผิด หรือถูกแนะนำให้เขียนข้อเท็จจริงไม่ตรงกับความเป็นจริงให้กับบริษัทประกันภัย อาจทำให้เสียสิทธิ์ตามกรมธรรม์ประกันภัย หรือกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายได้

บทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอนำเคสจริงของผู้เสียหายที่เข้ามาปรึกษา เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้บริโภคหรือใช้รถทุกคน เพราะกรณีนี้เรียกได้ว่าผู้เสียหาย “เกือบถูกหลอกจนเสียสิทธิ์” ทั้งที่ความจริงสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้

เคสจริง ผู้เสียหายเกือบเสียสิทธิ์ เพราะเชื่อคำแนะนำของบริษัทประกันภัย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 02.00 น. ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุและต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเวลาประมาณ 03.00 น.

หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้ติดต่อเข้ามาปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ผ่าน LINE Official ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เนื่องจากบริษัทประกันภัยมีการพูดถึงการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง และให้ผู้เสียหายเขียนข้อมูลเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมื่อทนายอาร์มสอบถามข้อเท็จจริง ผู้เสียหายเล่าว่า ตนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสร็จประมาณเที่ยงคืน

แต่เมื่อทนายถามว่า “แล้วในเอกสารเขียนว่าอย่างไร”

คำตอบที่ได้รับกลับทำให้ทนายอาร์มต้องรีบเตือนทันที

ผู้เสียหายบอกว่า เจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยหรือผู้สำรวจภัย แนะนำให้เขียนว่า

  • เริ่มดื่มเวลา 18.00 น.
  • ดื่มเสร็จเวลา 20.00 น.
  • เกิดเหตุเวลา 02.00 น.

ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

คำตอบของทนายอาร์ม คือ “หายนะ”

เมื่อได้ยินข้อมูลดังกล่าว ทนายอาร์มตอบทันทีว่า

“แบบนี้หายนะ”

เหตุผลสำคัญคือ

การให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจส่งผลเสียต่อผู้เสียหายเองในภายหลัง

ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นผู้เสียหายคิดเอง หรือมีผู้แนะนำให้เขียน หากลงลายมือชื่อรับรองเอกสารแล้ว ย่อมถือว่าเป็นข้อมูลที่ตนเองรับรอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ

ต้องเขียนตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

ห้ามเขียนตามที่ใครบอก หากข้อมูลนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คืออะไร?

คำว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นประเด็นที่พบในคดีเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์อยู่บ่อยครั้ง

โดยหลักแล้ว เป็นการนำผลตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่ตรวจ มาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ เช่น

  • เวลาดื่ม
  • เวลาหยุดดื่ม
  • เวลาเกิดเหตุ
  • เวลาตรวจวัด
  • ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ

ทั้งนี้ แต่ละบุคคลมีการดูดซึมและกำจัดแอลกอฮอล์แตกต่างกัน จึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน ดังนั้น ข้อเท็จจริงเรื่องช่วงเวลาการดื่มจึงเป็นข้อมูลสำคัญอย่างยิ่ง หากข้อมูลผิดตั้งแต่ต้น ผลการวิเคราะห์ในภายหลังก็อาจผิดไปทั้งหมด

หากมีคนแนะนำให้เขียนข้อมูลไม่จริง ต้องทำอย่างไร?

ในมุมมองของทนายอาร์ม หากมีเจ้าหน้าที่คนใดแนะนำให้ผู้เสียหายเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้เสียหายควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลในเอกสาร คือผู้ลงลายมือชื่อเอง

ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า

  • อย่าเขียนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
  • อ่านเอกสารทุกฉบับก่อนลงลายมือชื่อ
  • หากสงสัยให้หยุดเซ็นก่อน
  • ปรึกษาทนายความทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุดีที่สุด

ในบางกรณี หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายหลอกลวงให้ผู้เสียหายลงข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่บุคคลอื่น ก็อาจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและสิทธิทางกฎหมายเพิ่มเติมเป็นรายกรณี

เมาแล้วไม่โง่ แต่เกือบเสียสิทธิ์

เคสนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้เสียหายไม่ได้เสียสิทธิ์เพราะดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว

แต่เกือบเสียสิทธิ์ เพราะเชื่อคำแนะนำที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่โชคดีที่ผู้เสียหายรีบเข้ามาปรึกษาทนายอาร์มก่อนที่จะดำเนินการต่อ ทำให้สามารถแก้ไขแนวทางได้ทันเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งรีบลงลายมือชื่อในเอกสารใด ๆ หากยังไม่เข้าใจเนื้อหา

ทำไมควรมีทนายความตั้งแต่วันเกิดเหตุ?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเพิ่งมาปรึกษาทนาย หลังจากลงลายมือชื่อในเอกสารไปแล้ว ซึ่งหลายครั้งการแก้ไขทำได้ยากกว่าการป้องกันตั้งแต่แรก

ทนายอาร์มจึงเน้นย้ำว่า

“เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ปรึกษาทนายความ”

เหตุผลคือ

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย มีที่ปรึกษา และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ

ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องตัดสินใจเพียงลำพัง ภายใต้ความตกใจ กังวล ความเครียด และความไม่รู้กฎหมาย

การมีทนายความตั้งแต่ต้น จึงช่วยให้เข้าใจสิทธิของตนเอง และลดโอกาสเสียเปรียบจากการลงนามในเอกสารหรือให้ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียในภายหลังได้

ข้อแนะนำจากทนายอาร์ม

หากคุณประสบอุบัติเหตุ และมีประเด็นเกี่ยวกับการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง หรือมีเจ้าหน้าที่ขอให้ลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับช่วงเวลาการดื่ม ควรปฏิบัติดังนี้

  • ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง
  • อย่าลงนามในเอกสารที่ไม่เข้าใจ
  • อ่านรายละเอียดทุกฉบับก่อนเซ็น
  • ถ่ายรูปเอกสารทุกแผ่น
  • ปรึกษาทนายความโดยเร็ว หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิหรือผลทางกฎหมาย

กรณีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน แม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิของผู้เอาประกันภัยได้

หากคุณกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถยนต์ การเรียกร้องค่าสินไหมฯ หรือข้อพิพาทกับบริษัทประกันภัย อย่ารอให้ปัญหาบานปลาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แนะนำว่า ควรปรึกษาทนายความตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพื่อวางแนวทางการดำเนินการอย่างรอบคอบและปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะหลายครั้ง การตัดสินใจที่ถูกต้องในชั่วโมงแรก อาจเป็นสิ่งที่กำหนดผลของทั้งคดีในอนาคตได้ ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก >>ติดต่อเรา<<

คลิปหลุด ถูกอดีตแฟนข่มขู่แบล็กเมล อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ! ทนายอาร์มเผยประสบการณ์จริงจากการทำคดี พร้อมแนะวิธีตั้งหลักก่อนสายเกินไป

ในยุคที่โทรศัพท์มือถือสามารถบันทึกทุกช่วงเวลาของชีวิตได้เพียงปลายนิ้ว ปัญหาคลิปหลุด และการถูกแบล็กเมลจากภาพหรือคลิปส่วนตัว กลายเป็นคดีที่พบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงานที่กำลังมีความรัก หลายคนเชื่อใจคนรักจนยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือบันทึกคลิปส่วนตัว แต่เมื่อความสัมพันธ์จบลง สิ่งที่เคยเป็นความทรงจำกลับกลายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่เรียกเงิน หรือบังคับให้กลับไปคืนดี

จากประสบการณ์ในการทำคดีของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่า คดีลักษณะนี้สร้างความเสียหายต่อผู้เสียหายทั้งด้านจิตใจ ชื่อเสียง การเรียน การทำงาน และชีวิตครอบครัวอย่างรุนแรง จึงอยากนำกรณีตัวอย่างมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคน

เมื่อรักกัน ทุกอย่างดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเลิกรา ปัญหาจึงเริ่มต้น

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เล่าว่า หลายคดีเริ่มต้นเหมือนกันแทบทั้งหมด คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายกำลังคบหากัน ต่างฝ่ายต่างไว้ใจและเชื่อใจกัน จึงมีการถ่ายภาพหรือบันทึกคลิปส่วนตัวไว้โดยคิดว่าไม่มีวันเกิดปัญหา

แต่เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง บางคนกลับนำภาพหรือคลิปเหล่านั้นมาใช้เป็นอาวุธในการแบล็กเมล ข่มขู่ เรียกเงิน หรือบังคับให้อีกฝ่ายกลับไปคืนดี ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฐาน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้เสียหายจำนวนมากมักโทษตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว การนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ข่มขู่หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำที่ผู้เผยแพร่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

คดีเด็กวัย 19 ปี จุดเริ่มต้นมาจากบัญชีใน X ก่อนตามจนออกหมายจับ

หนึ่งในคดีที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เข้าไปช่วยเหลือ คือกรณีนักศึกษาหญิงวัย 19 ปี ที่ถูกอดีตแฟนนำคลิปส่วนตัวไปเผยแพร่

จุดเริ่มต้นของคดีเกิดจากการพบคลิปในบัญชีหนึ่งบนแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) ก่อนจะมีการสืบค้นต่อไปยังบัญชี Instagram และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล จนสามารถระบุตัวผู้เกี่ยวข้องได้

จากการรวบรวมพยานหลักฐานและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สุดท้ายคดีดังกล่าวสามารถนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาได้สำเร็จ และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างติดตามผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 2 ราย

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการโพสต์บนโลกออนไลน์สามารถปกปิดตัวตนได้ แต่ในความเป็นจริง หากมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างถูกต้อง ก็สามารถติดตามเส้นทางข้อมูลและดำเนินคดีตามกฎหมายได้

คลิปหลุดไม่ใช่จุดจบของชีวิต

สิ่งที่ทนายอาร์มเป็นห่วงมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการดำเนินคดี แต่คือสภาพจิตใจของผู้เสียหาย

ที่ผ่านมาเคยเกิดข่าวสะเทือนใจหลายกรณี เช่น เยาวชนที่เกิดความเครียดจากการถูกอดีตแฟนข่มขู่ปล่อยภาพลับ จนตัดสินใจทำร้ายตัวเอง

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น

หากคุณกำลังตกเป็นเหยื่อของการข่มขู่ด้วยคลิปหลุด หรือภาพส่วนตัว ขอให้รู้ไว้ว่า คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และยังมีช่องทางตามกฎหมายในการปกป้องสิทธิของตนเอง

การตั้งสติ ขอคำปรึกษาจากทนายความ และวางแผนอย่างถูกต้อง ย่อมดีกว่าการตัดสินใจด้วยความตกใจหรือความกลัว

ทำไมทนายอาร์มจึงแนะนำว่า “อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ”?

หลายคนอาจสงสัยว่า หากถูกข่มขู่ทำไมจึงไม่ควรรีบแจ้งความทันที

ในมุมมองของทนายอาร์ม คำแนะนำนี้ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องแจ้งความ”

แต่หมายถึงอย่ารีบดำเนินการโดยไม่มีการวางแผน

ในหลายคดี ผู้เสียหายรีบแจ้งความทันทีด้วยความตกใจ ทั้งที่ยังไม่ได้รวบรวมหลักฐานดิจิทัลให้ครบถ้วน เช่น

  • ข้อความสนทนา
  • ลิงก์ที่เผยแพร่
  • URL ของเว็บไซต์
  • วันและเวลาที่มีการโพสต์
  • ภาพหน้าจอที่ถูกต้อง
  • หลักฐานการข่มขู่
  • บัญชีผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้อง

หากดำเนินการโดยไม่มีการเตรียมข้อมูล บางครั้งผู้กระทำผิดอาจรู้ตัวเร็ว ลบข้อมูล หรือเร่งปล่อยคลิปออกสู่สาธารณะมากกว่าเดิม ทำให้การติดตามหลักฐานทำได้ยากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การวางแผนร่วมกับทนายความก่อน จึงช่วยให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นระบบ และกำหนดแนวทางดำเนินคดีได้อย่างรอบคอบ

ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสำคัญ

ในคดีที่จังหวัดสกลนคร ทนายอาร์มได้กล่าวขอบคุณพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองสกลนคร ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินคดีเป็นอย่างดี

การทำงานร่วมกันระหว่างผู้เสียหาย ทนายความ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถติดตามผู้กระทำผิด รวบรวมพยานหลักฐาน และนำไปสู่การออกหมายจับได้

คดีเกี่ยวกับคลิปหลุด และแบล็กเมล จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้เสียหายต้องเผชิญเพียงลำพัง หากมีการวางแผนและประสานงานอย่างเหมาะสม โอกาสในการดำเนินคดีก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อุทาหรณ์สำหรับทุกคน อย่าประมาทกับข้อมูลส่วนตัวบนโลกดิจิทัล

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าประมาทกับข้อมูลส่วนตัวบนโลกดิจิทัล แม้จะเป็นคนรักกันในวันนี้ ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

หากหลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพหรือคลิปในลักษณะที่อาจสร้างความเสียหายในอนาคต เพราะเมื่อข้อมูลกลายเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้ว ย่อมมีโอกาสถูกคัดลอก ส่งต่อ หรือเผยแพร่ได้เสมอ

หากถูกข่มขู่ปล่อยคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?

หากคุณกำลังถูกอดีตแฟนหรือบุคคลใดแบล็กเมล ด้วยภาพหรือคลิปหลุด ขอแนะนำให้

  • ตั้งสติ อย่าตกใจจนรีบตัดสินใจแจ้งความ
  • อย่าลบข้อความหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
  • บันทึกข้อมูลการสนทนาและหลักฐานดิจิทัลทั้งหมด
  • หลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยอารมณ์
  • ขอคำปรึกษาจากทนายความเพื่อวางแผนการดำเนินคดีก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากคดีคลิปหลุด และ แบล็กเมล รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังประสบปัญหาลักษณะนี้ สามารถติดต่อเข้ามาปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้ทันทีผ่านช่องทาง ติดต่อเรา เพื่อร่วมกันวางแผนการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ ลดความเสียหาย และปกป้องสิทธิของผู้เสียหายให้มากที่สุด

คปภ. ควรตรวจสอบหรือไม่? เปิดประเด็นข้อความ “ติดต่อบริษัทภายใน 15 วัน” บนใบเคลมผู้บริโภคควรรู้อะไรบ้าง?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือการรอให้พนักงานสำรวจภัยหรือคนเคลมของบริษัทประกันเดินทางมายังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบความเสียหาย และออกเอกสารที่ประชาชนเรียกกันติดปากว่า “ใบเคลม” เพื่อใช้ดำเนินการซ่อมรถหรือเรียกร้องค่าสินไหมฯ ต่อไป เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า ในใบเคลมของบริษัทประกันภัยบางแห่ง มีข้อความระบุว่า

“กรุณาติดต่อบริษัทเพื่อตกลงค่าซ่อมค่าเสียหายภายใน 15 วัน”

พร้อมทั้งมีข้อความเพิ่มเติมว่า

“ข้อสำคัญ บันทึกฉบับนี้ไม่ใช่ใบสั่งซ่อม”

ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง

บทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงขอชวนประชาชนหรือผู้บริโภคทั้งหลายมาวิเคราะห์ในมุมกฎหมายและสิทธิของผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันก่อนเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น

คปภ. มีบทบาทอย่างไรกันแน่ในธุรกิจประกันภัย?

สำนักงานคปภ. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ พนักงานสำรวจภัยของบริษัทประกันภัย จะเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับแจ้งความเสียหายตามขั้นตอนของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสียหาย การพิจารณาความรับผิด และการชดใช้ค่าสินไหม ยังคงต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง เงื่อนไขกรมธรรม์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กรุณาติดต่อบริษัท เพื่อตกลงค่าซ่อมค่าเสียหายภายใน 15 วัน” หมายความว่าอย่างไร?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีประชาชนหรือผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า หากไม่ได้ติดต่อบริษัทภายใน 15 วัน จะหมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทันที

ความเข้าใจลักษณะนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวล หรือรีบดำเนินการโดยไม่ได้ศึกษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน

ในมุมมองของทนายอาร์ม ข้อความดังกล่าวจึงควรสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง และควรแยกให้ชัดระหว่างขั้นตอนภายในของบริษัทกับสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นคนละประเด็นกัน

ใบเคลมคืออะไร?

ใบเคลมหรือเอกสารรับรองความเสียหาย เป็นเอกสารที่บริษัทประกันภัยออกภายหลังการตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

อย่างไรก็ตาม เอกสารแต่ละบริษัทอาจมีรูปแบบและข้อความแตกต่างกัน

ผู้เอาประกันภัยจึงควรอ่านรายละเอียดทุกครั้งก่อนลงลายมือชื่อหรือดำเนินการตามเอกสารที่ได้รับ

หากมีข้อความใดไม่เข้าใจ ควรสอบถามบริษัทประกันภัย หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อน

สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำรถเข้าซ่อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาสิทธิของตนเอง เช่น

  • ขอสำเนาเอกสารทุกฉบับ
  • อ่านข้อความบนใบเคลมอย่างละเอียด
  • สอบถามความหมายของข้อความที่ไม่เข้าใจ
  • เก็บหลักฐานเกี่ยวกับอุบัติเหตุไว้ทั้งหมด
  • ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ของตนเอง

การเข้าใจสิทธิของตนเองตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

ความแตกต่างระหว่างบริษัทประกันภัยและผู้บริโภค คือ การไม่มีทนายความ

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ให้ความเห็นว่า ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภคกับองค์กรธุรกิจ คือองค์กรจำนวนมากมีฝ่ายกฎหมายหรือที่ปรึกษากฎหมายคอยสนับสนุนการดำเนินงานอยู่เสมอ

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์รถชนเป็นครั้งแรก จึงอาจไม่ทราบขั้นตอน สิทธิ หรือผลทางกฎหมายของเอกสารที่ได้รับ

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาข้อมูลหรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม

หากสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ ควรทำอย่างไร?

หากผู้เอาประกันภัยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ

  • ใบเคลม
  • การซ่อมรถ
  • การปฏิเสธความรับผิด
  • การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
  • หรือข้อความที่บริษัทประกันภัยระบุในเอกสาร

ควรสอบถามบริษัทประกันภัยให้ชัดเจนก่อนเป็นลำดับแรก

หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมาย หรือเห็นว่าการดำเนินการอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนเอง การปรึกษาทนายความก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจข้อกฎหมายและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

การทำประกันภัยไม่ใช่เพียงการจ่ายเบี้ยประกัน แต่ยังหมายถึงการเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ข้อความบนใบเคลมที่อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ควรได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และลดความเสี่ยงจากการเสียสิทธิ์เพราะความเข้าใจผิด

หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยไม่ว่าจะเป็นปัญหาใบเคลม การปฏิเสธการซ่อม การเรียกค่าสินไหมทดแทน หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของผู้เอาประกันภัยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางรูปเรื่อง วางแนวทางการดำเนินการเพื่อเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก >>ติดต่อเรา<<

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ส่งต่อประสบการณ์ให้นักศึกษาฝึกงานด้านภาษาจีน

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ นางสาวพัชรพร โพธิ์สาราช น้องเนสเล่ นักศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยได้รับเกียรติจากทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นผู้มอบเกียรติบัตรเพื่อแสดงความชื่นชมและเป็นกำลังใจในการก้าวสู่เส้นทางการทำงานในอนาคต

ตลอดระยะเวลาการฝึกประสบการณ์ น้องเนสเล่ได้ปฏิบัติงานจริงในฝ่ายสื่อสารองค์กร โดยใช้ความรู้ด้านภาษาจีนอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ล่ามภาษาจีน ผู้ช่วยทนายความด้านภาษาจีน การแปลเอกสารทางกฎหมาย แปลบทความสำหรับเว็บไซต์ของสำนักงาน รวมถึงการจัดทำและอัปเดตคอนเทนต์ภาษาจีนลงแพลตฟอร์ม Douyin (โต่วอิน) เพื่อรองรับการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าชาวจีน ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากจากการเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

ในโอกาสดังกล่าว ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้กล่าวถึงแนวคิดในการเปิดรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์ว่า ปัจจุบันชาวจีนเข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บุคลากรที่มีความรู้ด้านภาษาจีนและสามารถประยุกต์ใช้กับงานด้านกฎหมายได้ กลายเป็นกำลังสำคัญขององค์กร การเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้ามาฝึกงาน จึงเป็นการเตรียมบุคลากรคุณภาพให้พร้อมรองรับตลาดแรงงานและภาคธุรกิจที่กำลังเติบโตในอนาคต

ทนายอาร์มยังได้ฝากข้อคิดถึงนักศึกษาทุกคนว่า “การฝึกงาน คือ การได้ทำงานจริง” ซึ่งเป็นโอกาสอันมีค่า เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เนื้องานแล้ว ยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ระบบการทำงานในสำนักงาน การบริหารเวลา การรับผิดชอบต่อหน้าที่ ตลอดจนการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในการทำงานจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมั่นใจ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เชื่อมั่นว่าการลงทุนในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับสังคมและวิชาชีพกฎหมายในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เยือนบริษัท เหย้าเหย้า อินโฟร์ เทค (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ปรึกษากฎหมายคู่ธุรกิจ วางแผนก่อนเกิดปัญหา

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายธนิภัทร มะโนภักดิ์ ตัวแทนจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ บริษัท เหย้าเหย้า อินโฟร์ เทค (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เดินทางเข้าพบผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของบริษัทเพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล พร้อมด้วย นางสาวอัมพร ใจสดใส นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนในการสื่อสารระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้การหารือเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การเข้าพบในครั้งนี้ได้มีการให้คำปรึกษาในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงาน รวมถึงการทบทวนและแก้ไขระเบียบข้อบังคับของบริษัทให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจและกฎหมายแรงงานไทย นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายยังได้ร่วมพูดคุยถึงแนวทางการกำหนดค่าจ้างและการบริหารจัดการพนักงานไลฟ์สด เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทเป็นไปอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทด้านแรงงานในอนาคต

บรรยากาศการทำงานเป็นไปด้วยความอบอุ่นและได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารของบริษัทเป็นอย่างดียิ่ง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับลูกค้าในฐานะที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท ซึ่งให้ความสำคัญกับการวางแผนทางกฎหมายควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่รอให้เกิดข้อพิพาทแล้วจึงค่อยหาทางแก้ไข

บริษัท เหย้าเหย้า อินโฟร์ เทค (ไทยแลนด์) จำกัด ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยเลือกปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนการตัดสินใจในทุกประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน การบริหารบุคลากร หรือการกำหนดนโยบายภายในองค์กร แนวทางดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมาย และเป็นแนวทางที่หลายองค์กรควรนำไปปรับใช้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

คลิปหลุด ถูกข่มขู่แล้วทำไมทนายถึงบอกว่า “อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ”? เปิดเหตุผลหลังดราม่าที่หลายคนเข้าใจผิด

ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้เผยแพร่คลิปให้ความรู้เกี่ยวกับกรณี ผู้เสียหายถูกข่มขู่ปล่อยคลิปหลุด หรือภาพลับที่เคยถ่ายไว้ระหว่างเป็นคนรักกัน โดยภายในคลิป ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้แนะนำว่า

“อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ ให้ปรึกษาทนายก่อน”

อย่างไรก็ตาม หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ ก็เกิดกระแสดราม่าในช่องแสดงความคิดเห็นบน Facebook ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทั้งผู้ที่เข้าใจเจตนาของคลิป และผู้ที่ตั้งคำถามจำนวนมาก เช่น

  • “ฟังจนจบคลิป แต่ก็ไม่ได้อะไร ได้แต่บอกว่าอย่าเพิ่งรีบไปแจ้งความ แต่ไม่บอกสาเหตุว่าทำไม”
  • “คุณได้อะไรจากคลิปนี้บ้าง????”
  • “ไม่แจ้งความแล้วจะให้ทำอะไร ทำไมไม่บอก”

คำถามเหล่านี้สะท้อนว่าหลายคนอาจเข้าใจคำว่า “อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ” คลาดเคลื่อนไปจากเจตนาที่แท้จริง

บทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จึงขออธิบายให้ชัดเจนว่า เหตุใดทนายความจึงแนะนำเช่นนั้น และเหตุใดการวางแผนก่อนดำเนินคดีจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในคดีเกี่ยวกับ คลิปหลุด และการข่มขู่บนโลกออนไลน์

“อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องแจ้งความ”

ประเด็นสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิด คือการตีความคำพูดเพียงบางส่วน

สิ่งที่ทนายอาร์มต้องการสื่อ คือ

ไม่ใช่ไม่ให้แจ้งความ

แต่หมายถึง

ก่อนแจ้งความ ควรประเมินสถานการณ์และรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนเท่าที่ทำได้

เพราะในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปหลุดหรือการแบล็กเมล หลักฐานจำนวนมากอยู่ในรูปแบบดิจิทัล เช่น

  • ข้อความแชต
  • URL
  • โปรไฟล์ผู้ใช้
  • บัญชีโซเชียลมีเดีย
  • วันและเวลาที่โพสต์
  • การโอนเงิน
  • ภาพหน้าจอ
  • ข้อมูลบน Cloud หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ข้อมูลเหล่านี้บางส่วนอาจถูกลบหรือเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมการเก็บหลักฐานจึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด?

ในคดีเกี่ยวกับคลิปหลุดผู้เสียหายจำนวนมากเมื่อเห็นว่าคลิปของตนถูกเผยแพร่ มักเกิดความตกใจและรีบดำเนินการทันที

แต่ในหลายกรณี การรีบดำเนินการโดยยังไม่ได้บันทึกหลักฐาน อาจทำให้เสียข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ผู้โพสต์ลบคลิป
  • บัญชีผู้ใช้ปิดตัว
  • ข้อความถูกลบ
  • ลิงก์ใช้งานไม่ได้
  • พยานหลักฐานดิจิทัลสูญหาย

เมื่อข้อมูลหายไป การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในภายหลังก็อาจทำได้ยากขึ้น

จึงเป็นเหตุผลที่ทนายความมักแนะนำให้ประเมินสถานการณ์และจัดเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบก่อนดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีความละเอียดอ่อน

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ให้ความเห็นว่า การเก็บหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่เพียงการแคปหน้าจอเท่านั้น แต่ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อรักษารายละเอียดที่อาจมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ในคดีบางประเภท การจัดเก็บหลักฐานให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นอาจช่วยให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะสูญหาย

ดราม่าที่เกิดขึ้น สะท้อนปัญหาการสื่อสารบนโลกออนไลน์

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือหลายความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่าผู้ชมบางส่วนอาจรับสารเพียงบางช่วงของคลิป แล้วรีบสรุปความหมาย

ในโลกออนไลน์ ข้อมูลมักถูกบริโภคอย่างรวดเร็ว จึงอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ต้องอาศัยบริบทและรายละเอียด

การรับฟังหรืออ่านข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนแสดงความคิดเห็น จึงช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น

แล้วการปรึกษาทนายต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่?

อีกหนึ่งความคิดเห็นที่พบคือ

“ปรึกษาทนายเสียเงินไหม”

คำตอบคือ การให้บริการของทนายความแต่ละสำนักงานมีรูปแบบและเงื่อนไขแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ต้น อาจช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง วางแผนการดำเนินคดี และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

สำหรับคดีที่เกี่ยวกับคลิปหลุดหรือการข่มขู่เรียกเงิน ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงด้านชื่อเสียง แต่ยังอาจส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และสภาพจิตใจของผู้เสียหายอีกด้วย

หากถูกข่มขู่ปล่อยคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?

หากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

  • ตั้งสติและอย่าตอบโต้ด้วยอารมณ์
  • เก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อความ ภาพหน้าจอ ลิงก์ และข้อมูลการติดต่อ
  • หลีกเลี่ยงการลบข้อความหรือหลักฐานสำคัญ
  • ประเมินแนวทางดำเนินการตามกฎหมายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
  • ดำเนินการแจ้งความหรือใช้สิทธิตามกฎหมายเมื่อมีข้อมูลและหลักฐานครบถ้วนตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี

ประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นหลังการเผยแพร่คลิปของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารเรื่องกฎหมายจำเป็นต้องอธิบายอย่างละเอียด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน

คำว่า “อย่าเพิ่งรีบแจ้งความ” ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่เป็นการเน้นให้ผู้เสียหายเตรียมความพร้อม รวบรวมหลักฐาน และวางแผนการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ ก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยแนวทางที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหาคลิปหลุดถูกข่มขู่เรียกเงิน หรือถูกคุกคามบนโลกออนไลน์ สามารถขอคำปรึกษาจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อประเมินข้อเท็จจริง วางแนวทางการเก็บพยานหลักฐาน และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม ก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ปรึกษาทนายความ >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!