เตือนภัยมิจฉาชีพ 2026 แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเครือข่ายมือถือ หลอกเหยื่อให้แจ้งความ ก่อนโอนสายหาตำรวจปลอม

มิจฉาชีพปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้ใช้เพียงการอ้างว่าเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนในอดีต แต่เริ่มวางแผนเป็นขั้นตอน มีการสร้างเรื่องราวให้สมจริง ใช้ศัพท์ราชการ และหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองกำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา
ล่าสุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับพนักงานของสำนักงานเอง ซึ่งเกือบตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากไม่สังเกตความผิดปกติและตั้งสติไว้ก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่อยากนำมาแบ่งปัน เพื่อให้ประชาชนรู้ทันกลโกงรูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปี 2026

จุดเริ่มต้นของการหลอกลวง 

มิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหาพนักงานของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ
ผู้โทรแจ้งว่ามีหมายเลขโทรศัพท์ที่เปิดใช้งานในจังหวัดแห่งหนึ่ง และมีผู้ร้องเรียนหลายร้อยรายว่าเบอร์ดังกล่าวส่งข้อความ SMS พร้อมลิงก์เกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ จึงต้องการตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของหมายเลขดังกล่าวหรือไม่ พนักงานของเราปฏิเสธทันทีว่าไม่เคยเปิดหมายเลขดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ใช่ข้อมูลของตนเอง

มิจฉาชีพเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือ

หลังจากนั้น ผู้โทรเริ่มสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น หมายเลขโทรศัพท์อีกเบอร์ที่เคยใช้งาน และพูดเลขบัตรประชาชนบางส่วนเพื่อตรวจสอบตัวตน
ในช่วงแรก มิจฉาชีพพูดข้อมูลไม่ตรงกับความจริง แต่ไม่นานก็กลับมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้อง และพูดซ้ำหลายครั้งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
จากนั้นแจ้งว่า หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวถูกเปิดที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด พร้อมระบุวันเปิดใช้งาน และแนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่นั้น เมื่อพนักงานแจ้งว่าไม่สะดวกเดินทาง มิจฉาชีพจึงเสนอว่าจะช่วยประสานงานให้ทั้งหมด

กลลวงสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ขั้นตอนต่อมาคือสิ่งที่หลายคนอาจหลงเชื่อ มิจฉาชีพอ้างว่าจะช่วยติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสอนวิธีแจ้งความ พร้อมบอกว่าหลังแจ้งความแล้ว ต้องขอเอกสารหลายรายการ เช่น บันทึกประจำวันหรือหลักฐานต่าง ๆ เพื่อส่งให้ผู้ให้บริการเครือข่ายดำเนินการ ระหว่างการพูดคุย สายโทรศัพท์มีปัญหาติด ๆ ขัด ๆ หลายครั้ง ทางมิจฉาชีพจึงอ้างว่าขอเวลาตรวจสอบสัญญาณมือถือเครือข่าย แล้วเดี๋ยวจะติดต่อกลับไปอีกรอบ 
ต่อมาไม่นานก็มีอีกสายโทรเข้ามา อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายมือถือ พร้อมพูดข้อมูลเดิมซ้ำไปมา เพื่อให้ผู้เสียหายรู้สึกว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหลายหน่วยงานจริง

โอนสายไปหาตำรวจปลอม
หลังจากสร้างความเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง มิจฉาชีพจึงโอนสายไปยังบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจปลอมสอบถามว่าจะมาแจ้งความเรื่องอะไร และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่พนักงานของสำนักงานเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเปลี่ยนให้เพื่อนร่วมงานอีกคนเข้ามาพูดคุยแทน เมื่อเพื่อนร่วมงานสอบถามกลับ เช่น ชื่อตำรวจ หรือรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับถูกตำรวจปลอมถามย้อนว่า

  • “เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า”
  • “จะมาหลอกเอาข้อมูลเจ้าหน้าที่ใช่ไหม”
  • “ว่างมากเหรอ”

เมื่อเห็นว่าถูกจับพิรุธได้ มิจฉาชีพจึงยุติการสนทนา และให้วางสาย หลังจากพนักงานแจ้งว่าจะเดินทางไปพบตำรวจด้วยตนเอง

ทำไมมิจฉาชีพถึงใช้วิธีนี้?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันไม่ได้รีบหลอกให้โอนเงินทันที แต่จะใช้วิธีสร้างความกลัวก่อน

เช่น

  • อ้างว่ามีคดีอาญา
  • อ้างว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก
  • อ้างว่ามีการเปิดเบอร์โทรศัพท์ในชื่อของเหยื่อ
  • ใช้ศัพท์ราชการจำนวนมาก
  • พูดวนซ้ำหลายรอบจนผู้เสียหายสับสน
  • อ้างว่าจะช่วยประสานงานทุกอย่าง

เมื่อเหยื่อเริ่มเชื่อใจ จึงค่อยเข้าสู่ขั้นตอนที่ต้องการข้อมูลส่วนบุคคลหรือชักจูงให้ดำเนินการตามคำสั่ง ผู้สูงอายุ เยาวชน หรือผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการแจ้งความ อาจตกเป็นเหยื่อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

หากได้รับสายโทรเข้าลักษณะนี้ ควรทำอย่างไร?

หากมีผู้โทรอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ และพยายามสร้างความกดดัน ควรตั้งสติและดำเนินการดังนี้

  • อย่ารีบให้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้โทรรู้ข้อมูลบางส่วนของเรา
  • อย่าดำเนินการตามคำสั่งผ่านโทรศัพท์ทันที
  • หากสงสัย ให้ตัดสายแล้วติดต่อหน่วยงานนั้นผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง
  • หากผู้โทรอ้างว่าจะโอนสายไปยังตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหน่วยงานราชการโดยทั่วไปมีขั้นตอนการติดต่อของตนเอง

หากตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ควรรีบปรึกษาทนายความ

หากคุณเผลอให้ข้อมูลส่วนบุคคล โอนเงิน หรือได้รับความเสียหายจากมิจฉาชีพ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปให้รีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางดำเนินการทางกฎหมายวางรูปคดีทันที

เพราะการวางรูปคดีตั้งแต่ต้น มีส่วนสำคัญต่อการรวบรวมพยานหลักฐาน การติดตามเส้นทางการเงิน และการดำเนินคดีในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาคดีมิจฉาชีพออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปัจจุบันมิจฉาชีพ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการพัฒนาวิธีการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งแม้แต่คนที่ระมัดระวังก็อาจถูกหลอกได้
หากคุณหรือคนในครอบครัวได้รับสายที่น่าสงสัย ถูกหลอกให้โอนเงิน ถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือกำลังไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร สามารถปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อร่วมวางแผนและเลือกแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสมก่อนความเสียหายจะลุกลาม

อาภาพร นครสวรรค์ เตือนภัย AI ปลอมหน้าโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ อย่าปล่อยให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องสงสัย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันคือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรือจำลองเสียงของบุคคล แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการสร้างคลิปปลอมเพื่อโฆษณาเว็บพนันออนไลน์จนทำให้บุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยตกเป็นผู้เสียหาย

หนึ่งในผู้เสียหายที่ออกมาเตือนภัยสังคมและได้มีการแถลงข่าวเป็นคดีความอย่างชัดเจน คือคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ศิลปินนักร้องชื่อดังของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการนำเทคโนโลยี AI มาปลอมหน้า ปลอมเสียง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว เพื่อสร้างคลิปโฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้าเล่นเว็บพนันออนไลน์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แม้แต่น้อย

“เอาความสามารถตรงนี้ไปทำสิ่งดี ๆ ประเทศคงจะดีขึ้นเยอะ”

ประโยคหนึ่งที่คุณฮาย อาภาพร กล่าวไว้ในวันแถลงข่าวที่ตนเองถูกนำภาพและเสียงไปสร้างเป็นคลิปปลอม

คำพูดสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่าเสียดายที่เทคโนโลยีซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม กลับถูกนำมาใช้หลอกลวงประชาชนและสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

จากการตรวจสอบพบว่า คลิปปลอมดังกล่าวมีความสมจริงเป็นอย่างมาก ทั้งใบหน้า น้ำเสียง และท่าทาง จนหลายคนเชื่อว่าเป็นตัวจริง บางคลิปมีความเหมือนถึงประมาณ 80% ทำให้ผู้ชมจำนวนมากหลงเชื่อว่าคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เป็นผู้เชิญชวนให้เล่นเว็บพนันออนไลน์

จุดเริ่มต้นของคดี AI ปลอมตัวตน

ในวันแถลงข่าวคุณฮาย อาภาพร เปิดเผยว่า เริ่มพบคลิปปลอมที่นำภาพของตนไปใช้ตั้งแต่ปี 2568

ในช่วงแรก มีแฟนคลับหลายคนส่งคลิปมาให้ดู เมื่อพบว่ามีการนำภาพ เสียง และบุคลิกของตนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณฮายจึงตัดสินใจรีบปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทันที เพื่อวางแนวทางดำเนินคดี

ตลอดระยะเวลาประมาณ 6–7 เดือนที่ผ่านมา มีการรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามข้อมูล และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องสิทธิของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

จากผู้เสียหาย เกือบกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีซะเอง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของคดีลักษณะนี้ ไม่ใช่เพียงการถูกนำภาพไปใช้เท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเจ้าของภาพเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

คุณฮาย อาภาพร เล่าว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าตนเองเป็นผู้โฆษณาเว็บพนันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เคยรับงานในลักษณะดังกล่าว และไม่เคยเชิญชวนให้ประชาชนเล่นการพนันออนไลน์เลย ความเข้าใจผิดเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานานหลายสิบปี

เว็บพนันออนไลน์เคยติดต่อคุณฮายโดยตรง ทุกกรณีถูกส่งต่อให้ทนายอาร์มทันที

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณฮายเปิดเผยว่า เคยมีกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์พยายามติดต่อเข้ามาพูดคุยด้วยตนเอง

แต่คุณฮายเลือกที่จะไม่เจรจา ไม่ต่อรอง และไม่ดำเนินการใด ๆ ด้วยตนเอง

ทุกกรณีถูกส่งต่อให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการสื่อสารที่อาจถูกนำไปตีความผิด และทำให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม

มิจฉาชีพใช้ทุกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด

จากข้อมูลที่ได้รับระหว่างการดำเนินคดี พบว่าผู้กระทำผิดมักมีการแบ่งหน้าที่กันเป็นขบวนการ

ในบางกรณี มีการใช้บัญชีม้าซึ่งเปิดในชื่อบุคคลอื่น หรือใช้เยาวชนเป็นผู้เปิดบัญชี ทำให้การติดตามตัวผู้กระทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามสร้างเรื่องราวเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้เสียหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่เบื้องหลังกลับเป็นการดำเนินการของเครือข่ายที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการทางกฎหมายจึงจำเป็นต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานและการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ

หากไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น ผู้เสียหายอาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ให้ความเห็นว่า

สิ่งสำคัญของคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการรีบเข้าแจ้งความ แต่คือการวางแผนการดำเนินคดีตั้งแต่ต้น

ในหลายกรณี หากผู้เสียหายดำเนินการโดยไม่มีการเตรียมตัว อาจทำให้เสียโอกาสในการรวบรวมพยานหลักฐาน หรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของคดี

กรณีของคุณฮาย อาภาพร ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ผู้เสียหายอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกสังคมเข้าใจผิด หรือในบางกรณีอาจต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

หากถูก AI ปลอมภาพหรือถูกนำไปโฆษณาเว็บพนัน อย่ารอให้ปัญหาบานปลาย ปรึกษาทนายความทันที

ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่มีความสมจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนทั่วไป ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักธุรกิจ หรือบุคคลสาธารณะ ล้วนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้

หากพบว่ารูปภาพ เสียง หรือคลิปของตนถูกนำไปใช้โฆษณาเว็บพนันออนไลน์ หรือถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ควรรีบเก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ วันที่และเวลาที่พบข้อมูล รวมถึงหลีกเลี่ยงการติดต่อผู้กระทำผิดโดยตรง ก่อนขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

กรณีของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า การตกเป็นเหยื่อของ AI ปลอมตัวตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และความเสียหายไม่ได้มีเพียงด้านชื่อเสียง แต่ยังอาจส่งผลต่อการประกอบอาชีพ ความน่าเชื่อถือ และสิทธิทางกฎหมายของผู้เสียหาย

หากคุณเป็นศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักธุรกิจ หรือประชาชนทั่วไป ที่กำลังถูกนำภาพ เสียง หรือคลิปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกแอบอ้างเพื่อโฆษณาเว็บพนันออนไลน์อย่าเพิ่งรีบดำเนินการเพียงลำพัง

การได้รับคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยวางแผนการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน และปกป้องสิทธิของคุณได้อย่างเหมาะสม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการด้านกฎหมายเกี่ยวกับคดี AI ปลอมตัวตน คดีถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ สุดทน AI ปลอมใบหน้าโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ ทนายอาร์มร่วมแถลงข่าว พร้อมย้ำ “วางแผนคดีก่อนแจ้งความ” สำคัญที่สุด

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในฐานะทนายความที่ปรึกษาของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ศิลปินนักร้องชื่อดังของประเทศไทย ได้เดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (สอท.2) เพื่อร่วมแถลงข่าวคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน กรณีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปลอมใบหน้าและเสียงของคุณฮายไปใช้โฆษณาเว็บพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าศิลปินมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าว

ตำรวจไซเบอร์โดยพล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., มอบหมายให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ได้แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ KFC888 ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีเงินหมุนเวียนมากกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี พร้อมตรวจพบพฤติการณ์นำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างภาพและเสียงเลียนแบบคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เพื่อผลิตสื่อโฆษณาชักชวนประชาชนให้เข้าเล่นพนันออนไลน์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยให้ความยินยอมและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าวแต่อย่างใด สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่ผิด

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ยังพบว่ามีบริษัทผู้ให้บริการระบบรับชำระเงิน (Payment Gateway) แห่งหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 2 จุด พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเอกสารสำคัญจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังมีการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อติดตามและยึดทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิดตามกฎหมาย

จากเหตุการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ได้ฝากข้อคิดถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการแอบอ้างหรือถูกนำภาพ เสียง หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในโลกออนไลน์ว่า “อย่ากลัวที่จะเข้าแจ้งความ อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ เพราะไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากรู้ตัวว่าถูกนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ควรรีบดำเนินการทันที” ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิของตนเอง และการไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลจนสร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่นเพิ่มเติม

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ การดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงการรวบรวมหลักฐานหรือการเข้าแจ้งความเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การวางแผนคดีและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอาจส่งผลต่อแนวทางของคดี การติดตามตัวผู้กระทำผิด และการรวบรวมพยานหลักฐานในภายหลัง หากมีการวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดีและลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบว่า ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยรีบเข้าแจ้งความทันทีโดยยังไม่ได้จัดเตรียมพยานหลักฐานหรือวางแนวทางดำเนินคดีอย่างรอบคอบ ทำให้ในบางกรณีอาจพลาดโอกาสในการเก็บข้อมูลสำคัญหรือดำเนินการบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ดังนั้น การได้รับคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอใช้โอกาสนี้เตือนภัยไปยังศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ นักศึกษา เน็ตไอดอล ตลอดจนประชาชนทั่วไปว่า ปัจจุบันการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงใบหน้า เสียง หรือภาพเคลื่อนไหวของบุคคล เพื่อโฆษณาสินค้า หลอกลวง หรือโปรโมทเว็บพนันออนไลน์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าตนเองถูกแอบอ้าง หรือถูกนำภาพ เสียง หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ควรรีบเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็ว เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอขอบคุณ คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ที่ไว้วางใจให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ทำหน้าที่เป็นทนายความที่ปรึกษาในคดีสำคัญครั้งนี้ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการให้คำปรึกษาและดำเนินคดีด้านอาชญากรรมออนไลน์ คดีถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คดี AI ปลอมแปลงข้อมูล และคดีที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างตัวตน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายอย่างเต็มความสามารถ ทั้งนี้ หากท่านกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน ควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแผนและวางรูปคดีก่อนดำเนินการแจ้งความ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เสียหายตามกระบวนการยุติธรรม

ก้าวใหม่แห่งความสำเร็จ เปิดอาคารสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ อาคาร C สู่การเติบโตอย่างมั่นคง

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความภาคภูมิใจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีประกอบพิธีทำบุญรับอาคารสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ อาคาร C ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเติบโตและการพัฒนาองค์กร ภายใต้การนำของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ การขยายอาคารสำนักงานในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จขององค์กร แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านกฎหมาย เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรและความไว้วางใจจากลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พิธีทำบุญในครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์จำนวน 5 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เดินทางมาเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ บุคลากร และผู้ที่เข้ามาติดต่อสำนักงานในอนาคต เสียงสวดพระพุทธมนต์ที่ดังกังวานไปทั่วอาคาร สร้างบรรยากาศแห่งความสงบ อบอวลด้วยศรัทธาและความเป็นมงคล นับเป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามของอาคารหลังใหม่แห่งนี้

นอกจากนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง จังหวัดพิษณุโลก เดินทางมาร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตภายในพิธี พร้อมประกอบพิธีเจิมประตูทางเข้าสำนักงานและเจิมป้ายอาคาร เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมความเจริญรุ่งเรือง และความร่มเย็นแก่ผู้บริหาร บุคลากร และผู้ที่เข้ามาใช้บริการ การได้รับเมตตาจากพระอาจารย์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความหมายอันดีที่สร้างขวัญและกำลังใจให้กับทุกคนในองค์กร

พิธีอันเป็นมงคลครั้งนี้ดำเนินรายการโดยนาวาอากาศเอกสุภาวิต ธรรมสิทธิรุจน์ อนุศาสนาจารย์ ผู้ทำหน้าที่ควบคุมลำดับพิธีอย่างเรียบร้อยและสมบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ความศรัทธา และความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร ทีมงาน และผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมพิธี ทุกช่วงเวลาของงานเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความหวังที่จะก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จในบทต่อไปของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

อีกหนึ่งภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน คือในระหว่างประกอบพิธีได้มีสายฝนโปรยปรายลงมา ซึ่งตามความเชื่อของคนไทยถือเป็นนิมิตหมายอันเป็นมงคล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความร่มเย็น และความเจริญรุ่งเรือง หลายคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สายฝนในวันแห่งการเริ่มต้นนี้ เปรียบเสมือนพรอันประเสริฐที่ธรรมชาติมอบให้กับองค์กร เพื่อเป็นสัญญาณแห่งการเติบโตและความสำเร็จในอนาคต

ความสำเร็จของอาคาร C ไม่ได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่ทำงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความตั้งใจในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการให้บริการทางกฎหมายอย่างมีมาตรฐาน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและภาคธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักนิติธรรมต่อไป

ชาวจีนอยากมีบ้านในไทย ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย? รู้ก่อนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัย ลงทุน หรือใช้ชีวิตหลังเกษียณในประเทศไทย เนื่องจากมีค่าครองชีพที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภคที่ดี อาหารการกินที่หลากหลาย และการเดินทางที่สะดวก

แต่อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ชาวจีนจำนวนมากสงสัยคือ

“ชาวจีนสามารถซื้อบ้านหรือถือครองที่ดินในประเทศไทยได้หรือไม่?”

คำตอบคือ สามารถมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์บางประเภทได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างถูกต้อง

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะอธิบายแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับชาวจีนที่ต้องการมีบ้านหรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ชาวจีนซื้อที่ดินในประเทศไทยได้หรือไม่?

ตามกฎหมายไทย โดยหลักแล้วชาวต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยตรง เหมือนบุคคลสัญชาติไทย

ดังนั้น การซื้อที่ดินแล้วจดทะเบียนเป็นชื่อของชาวจีนโดยตรงจึงไม่สามารถดำเนินการได้ในกรณีทั่วไป

ในอดีตมีผู้พยายามใช้วิธีถือครองผ่านบุคคลอื่นหรือโครงสร้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งทางแพ่ง อาญา และความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ต้องการลงทุนหรืออยู่อาศัยในประเทศไทยจึงควรเลือกแนวทางที่กฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

ชาวจีนสามารถซื้อคอนโดมิเนียมได้

วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับชาวจีนที่ต้องการมีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย คือการซื้อห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม

กฎหมายไทยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น สัดส่วนการถือครองของชาวต่างชาติในโครงการนั้นต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด

ข้อดีคือ

  • สามารถถือกรรมสิทธิ์ได้โดยตรง
  • สามารถขายต่อได้
  • สามารถปล่อยเช่าได้
  • มีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่าการใช้โครงสร้างที่มีความเสี่ยง

จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มชาวจีนที่ต้องการอยู่อาศัยหรือซื้อเพื่อการลงทุน

ชาวจีนอยากมีบ้านพร้อมที่ดิน ทำอย่างไรได้บ้าง?

แม้ชาวจีนจะไม่สามารถถือครองที่ดินโดยตรงได้ แต่กฎหมายไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยให้ชาวต่างชาติสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น

สิทธิเก็บกิน (Usufruct)

สิทธิเก็บกินเป็นสิทธิที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ผู้ได้รับสิทธิมีสิทธิครอบครอง ใช้ประโยชน์ และได้รับผลประโยชน์จากที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้น

เช่น

  • อยู่อาศัยในบ้าน
  • ทำสวน
  • ประกอบธุรกิจตามที่กฎหมายอนุญาต
  • ปล่อยเช่าและรับค่าเช่า

สิทธิดังกล่าวสามารถช่วยให้ชาวจีนใช้ประโยชน์จากที่ดินในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม

สิทธิการเช่าระยะยาว

อีกแนวทางหนึ่งคือการทำสัญญาเช่าระยะยาวตามกฎหมาย

การเช่าที่ดินหรือบ้านในระยะยาวสามารถช่วยให้ชาวต่างชาติอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม การจัดทำสัญญาควรได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

กรณีมีคู่สมรสเป็นคนไทย

ชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่สมรสกับคนไทยมักมีคำถามว่า

“หากภรรยาหรือสามีเป็นคนไทย จะซื้อบ้านหรือที่ดินได้หรือไม่”

โดยหลักแล้ว คู่สมรสสัญชาติไทยสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การวางโครงสร้างสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น

  • การแบ่งทรัพย์สิน
  • การโอนกรรมสิทธิ์
  • การหย่าร้าง
  • การรับมรดก

หลายกรณีสามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมาย เช่น สิทธิเก็บกิน หรือสิทธิอื่น ๆ ที่กฎหมายรับรอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ทั้งสองฝ่าย

อย่าหลงเชื่อวิธีถือครองที่ดินที่ผิดกฎหมาย

ปัจจุบันมีการโฆษณาหรือให้คำแนะนำผ่านสื่อออนไลน์จำนวนมากเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ

บางวิธีอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง หรืออาจเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย

ก่อนตัดสินใจลงทุน ชาวจีนควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ก่อนทุกครั้ง

การวางโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ย่อมปลอดภัยกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาชาวจีนที่ต้องการมีบ้านในประเทศไทย

หากคุณเป็นชาวจีนหรือชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อบ้าน ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เช่าระยะยาว จดสิทธิเก็บกิน หรือวางโครงสร้างการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร

เพราะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ดี ไม่ใช่เพียงการได้มาซึ่งทรัพย์สิน แต่ต้องเป็นการถือครองและใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยในระยะยาว

หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อบ้าน การจดสิทธิเก็บกิน การเช่าระยะยาว หรือการวางโครงสร้างการถือครองอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวจีน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เปิดประตูสู่รัฐสภา เรียนรู้ประชาธิปไตยจากสถานที่จริง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดยท่านกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน และทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้พาคณะทนายความ พนักงาน และนักศึกษาฝึกประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ รวมจำนวน 12 คน เข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานและเยี่ยมชมรัฐสภา ณ สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการทำงานด้านนิติบัญญัติและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่รัฐสภา พร้อมทั้งได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา แนวคิดการออกแบบ และความสำคัญของสัปปายะสภาสถาน ผ่านการรับชมวิดีทัศน์แนะนำอาคารรัฐสภา ก่อนที่จะได้เยี่ยมชมพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ภายในอาคาร อาทิ พิพิธภัณฑ์รัฐสภา โถงรัฐพิธี และจุดจัดแสดงเครื่องยอดทองคำอันทรงคุณค่า ซึ่งล้วนสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของชาติไทยได้อย่างงดงาม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือการได้เข้ารับฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจากห้องประชุมจริง ทำให้คณะศึกษาดูงานได้เห็นกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างใกล้ชิด ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนกระบวนการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและผู้ที่กำลังศึกษาในสายวิชาชีพนี้

สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดโลกทัศน์นอกห้องเรียน ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานของสถาบันทางการเมืองระดับประเทศ และได้เห็นภาพการทำงานของกระบวนการประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและสามารถนำไปต่อยอดความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพในอนาคตได้เป็นอย่างดี

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอขอบคุณท่านกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ที่ได้มอบโอกาสอันทรงคุณค่าให้แก่คณะศึกษาดูงานในครั้งนี้ รวมถึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่รัฐสภาทุกท่านที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดียิ่ง การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการศึกษาดูงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคม ภายใต้หลักนิติธรรมและระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงต่อไป

แบล็กเมล 2026 เตือนภัยวัยรุ่น! ถูกหลอกส่งภาพลับ คลิปส่วนตัว ก่อนถูกข่มขู่เรียกเงินไม่รู้จบ

ปี 2026 ปัญหาการแบล็กเมล (Blackmail) ผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นภัยใกล้ตัวที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนที่ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพในรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ถูกหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยคนร้ายใช้วิธีสร้างความน่าเชื่อถือ ตีสนิท พูดคุยจนเกิดความไว้วางใจ ก่อนเสนอผลตอบแทนหรือสิ่งล่อใจต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายส่งภาพหรือคลิปส่วนตัวไปให้

เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว กลับไม่ได้รับสิ่งตอบแทนตามที่ตกลง แต่กลับถูกนำภาพหรือคลิปดังกล่าวมาใช้ข่มขู่เรียกเงินแทน จนผู้เสียหายหลายคนต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก และบางรายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง

กลยุทธ์ใหม่ของมิจฉาชีพ หลอกให้ส่งภาพก่อน แล้วค่อยแบล็กเมล

ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้ใช้วิธีข่มขู่โดยตรงตั้งแต่แรก แต่เลือกใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้เหยื่อยินยอมส่งภาพหรือคลิปด้วยตนเอง

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อ้างว่าจะโอนเงินให้
  • อ้างว่าจะให้ค่าตอบแทนพิเศษ
  • อ้างว่าจะส่งโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ให้ฟรี
  • อ้างว่าจะให้ของขวัญราคาแพง
  • อ้างว่าจะช่วยเหลือทางการเงิน
  • อ้างว่าจะรับเข้าทำงานหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและส่งภาพหรือคลิปส่วนตัวไปแล้ว คนร้ายจะเปลี่ยนพฤติกรรมทันที โดยเริ่มข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน หรือสาธารณชนทราบ หากไม่ยอมโอนเงินตามจำนวนที่เรียกร้อง

นี่คือรูปแบบของการแบล็กเมลที่กำลังพบมากขึ้นในปัจจุบัน

ทำไมวัยรุ่นจึงตกเป็นเป้าหมาย?

วัยรุ่นและเยาวชนมักเป็นกลุ่มที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นประจำ และมีโอกาสพูดคุยกับบุคคลแปลกหน้าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป

นอกจากนี้ คนร้ายยังมักใช้จิตวิทยาในการสร้างความไว้วางใจ เช่น

  • แสดงตัวเป็นคนวัยเดียวกัน
  • ใช้รูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ
  • พูดคุยเป็นเวลานานก่อนเริ่มหลอกลวง
  • สร้างความสัมพันธ์ในลักษณะเพื่อนหรือคนรัก
  • เสนอผลประโยชน์ที่ดูน่าสนใจ

เมื่อผู้เสียหายเชื่อใจแล้ว คนร้ายจึงเริ่มขอภาพหรือคลิปส่วนตัว โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อยอมส่งข้อมูลให้โดยสมัครใจ

ส่งภาพไปเอง จะถือว่าผู้เสียหายมีความผิดหรือไม่?

คำถามนี้เป็นสิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนกังวลมากที่สุด

หลายคนไม่กล้าปรึกษาใคร เพราะคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายส่งภาพหรือคลิปไปเอง จึงอาจไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย

ในความเป็นจริง การที่ผู้เสียหายเคยส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไป ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ข่มขู่หรือเรียกร้องทรัพย์สิน

หากมีการนำภาพหรือคลิปมาใช้เป็นเครื่องมือบังคับ ข่มขู่ หรือเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาตามกฎหมายไทยได้

ดังนั้น ผู้ที่ถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพหรือคลิปส่วนตัว จึงเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในการแบล็กเมล

ยิ่งจ่ายเงิน ยิ่งถูกเรียกเพิ่มจริงหรือไม่?

จากประสบการณ์ของคดีลักษณะนี้ คำตอบคือ “เกิดขึ้นบ่อย”

ผู้เสียหายจำนวนมากคิดว่าการโอนเงินครั้งแรกจะทำให้ปัญหาจบลง แต่ในความเป็นจริง คนร้ายมักเก็บภาพและคลิปไว้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ต่อไป

เมื่อรู้ว่าผู้เสียหายยอมจ่ายเงิน คนร้ายอาจเรียกร้องเพิ่มอีกหลายครั้ง เช่น

  • ขอเงินเพิ่ม
  • ขอให้โอนซ้ำ
  • ขอทรัพย์สินอื่น
  • ขู่ให้ทำตามคำสั่งเพิ่มเติม

ทำให้ผู้เสียหายบางรายสูญเสียเงินจำนวนมากโดยที่ปัญหาไม่เคยจบลง

หากถูกแบล็กเมล ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตื่นตระหนกจนลบหลักฐาน

ผู้เสียหายควรเก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ข้อความสนทนา
  • ภาพหน้าจอการข่มขู่
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • ชื่อบัญชีธนาคาร
  • บัญชีโซเชียลมีเดียของผู้กระทำ
  • วันและเวลาที่มีการติดต่อ

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ควรรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อวางแนวทางป้องกันความเสียหายและดำเนินการอย่างเหมาะสม

อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้คุณเสียหายมากกว่าเดิม

สิ่งที่มิจฉาชีพต้องการมากที่สุดคือ “ความกลัว” ของผู้เสียหาย

เมื่อเหยื่อกลัวว่าจะถูกเปิดเผยข้อมูล กลัวครอบครัวรู้ หรือกลัวสังคมรับทราบ คนร้ายจะใช้ความกลัวนั้นเป็นเครื่องมือเรียกร้องเงินต่อไปเรื่อย ๆ

ในหลายกรณี ผู้เสียหายที่รีบปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น สามารถวางแผนรับมือ เก็บหลักฐาน และดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามแก้ปัญหาเพียงลำพัง

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกแบล็กเมล ถูกข่มขู่ปล่อยภาพลับ คลิปส่วนตัว หรือถูกเรียกร้องเงินจากข้อมูลส่วนตัวที่เคยส่งให้ผู้อื่น อย่าปล่อยให้ความกลัวเป็นอุปสรรคในการปกป้องสิทธิของตนเอง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีแบล็กเมล คดีข่มขู่เรียกเงิน และคดีออนไลน์ เพื่อช่วยวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม ลดความเสียหาย และปกป้องสิทธิของผู้เสียหายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จำไว้ว่า

“ยิ่งกลัว ยิ่งเสียหาย” แต่ยิ่งรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก็ยิ่งมีโอกาสหยุดปัญหาได้เร็วขึ้น

ใบหุ้น คืออะไร? ทำไมหลายบริษัทไม่เคยมีใบหุ้น และอาจเกิดปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว

หากคุณเป็นเจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด ลองหยุดคิดสักครู่ว่า “คุณเคยเห็นใบหุ้นของบริษัทตัวเองหรือไม่”

หลายคนอาจตอบว่าไม่เคยเห็น หรือบางคนอาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อจัดตั้งบริษัทแล้วจะต้องมี “ใบหุ้น” และ “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” ตามกฎหมาย

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าบริษัทจำนวนไม่น้อยที่จัดตั้งมาแล้วหลายปี แต่กลับไม่มีการออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น และไม่มีการจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง

ปัญหานี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในวันที่ธุรกิจยังดำเนินไปตามปกติ แต่เมื่อเกิดข้อพิพาท การขายหุ้น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หรือแม้กระทั่งเมื่อมีหน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบเอกสารสำคัญ บริษัทอาจพบปัญหาทางกฎหมายที่คาดไม่ถึง

ใบหุ้น คืออะไร?

ใบหุ้น คือเอกสารสำคัญที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น เพื่อเป็นหลักฐานแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท

กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อบุคคลเข้าถือหุ้นในบริษัท บริษัทมีหน้าที่ออกใบหุ้นเพื่อรับรองว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นที่กำหนด

ข้อมูลสำคัญที่มักปรากฏในใบหุ้น เช่น

  • ชื่อบริษัท
  • เลขทะเบียนนิติบุคคล
  • ชื่อผู้ถือหุ้น
  • จำนวนหุ้น
  • มูลค่าหุ้น
  • เลขที่ใบหุ้น
  • ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจ

ใบหุ้นจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยตรง

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สำคัญไม่แพ้ใบหุ้น

นอกจากใบหุ้นแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้บริษัทต้องมี “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น”

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารที่ใช้บันทึกรายละเอียดของผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัท รวมถึงจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ และประวัติการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้น

เอกสารดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานภายในของบริษัทที่ใช้ตรวจสอบสถานะของผู้ถือหุ้นในแต่ละช่วงเวลา

ในทางปฏิบัติ หากบริษัทไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น หรือจัดทำไม่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการและการพิสูจน์สิทธิในอนาคต

ทำไมหลายบริษัทจึงไม่มีใบหุ้น?

ปัญหาที่พบอยู่บ่อยคือ เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเมื่อได้รับหนังสือรับรองบริษัทหรือเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว ถือว่าการจัดตั้งบริษัทเสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอน

แต่ในความเป็นจริง การจดทะเบียนบริษัทกับการจัดทำเอกสารภายในบริษัทเป็นคนละเรื่องกัน

หลายครั้งเมื่อสอบถามไปยังผู้รับจ้างจัดตั้งบริษัท หรือสำนักงานบัญชี เจ้าของกิจการมักได้รับคำตอบว่า

“ไม่เคยใช้ใบหุ้นหรอกค่ะ”

หรือ

“มี บอจ.5 ก็เพียงพอแล้ว”

ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวอาจทำให้เจ้าของบริษัทเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของเอกสารแต่ละประเภท

บอจ.5 ใช้แทนใบหุ้นได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ได้

บอจ.5 เป็นเพียงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีการยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้หน่วยงานราชการรับทราบข้อมูล

แต่ บอจ.5 ไม่ใช่ใบหุ้น และไม่ใช่เอกสารต้นฉบับที่ใช้รับรองสิทธิความเป็นเจ้าของหุ้นโดยตรง

ดังนั้น หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการถือหุ้น หรือมีการโอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้น การมีเพียง บอจ.5 อาจไม่เพียงพอในการพิสูจน์สิทธิของแต่ละฝ่าย

ขายหุ้นโดยไม่มีใบหุ้น เสี่ยงเกิดปัญหาอย่างไร?

ในทางกฎหมาย การโอนหุ้นในบริษัทจำกัดไม่ได้จบเพียงการทำสัญญาซื้อขายหุ้น

โดยหลักแล้ว ผู้โอนควรส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้รับโอน และบริษัทควรดำเนินการบันทึกการเปลี่ยนแปลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง

หากไม่มีใบหุ้นตั้งแต่แรก การพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง อาจกลายเป็นประเด็นข้อพิพาทได้ในอนาคต

โดยเฉพาะในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือทายาทของผู้ถือหุ้น

เมื่อมีหมายเรียกหรือข้อพิพาท เอกสารเหล่านี้จะสำคัญทันที

หลายบริษัทไม่เคยให้ความสำคัญกับใบหุ้นหรือสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น จนกระทั่งเกิดปัญหาทางกฎหมาย

เช่น

  • ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้น
  • การซื้อขายหุ้น
  • การเปลี่ยนแปลงกรรมการ
  • การตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ
  • การดำเนินคดีทางแพ่งหรืออาญา

เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าของบริษัทจึงเริ่มค้นหาเอกสารที่ควรมีตั้งแต่วันแรกของการจัดตั้งบริษัท

แต่บางครั้งก็พบว่าไม่มีการจัดทำไว้เลย

ก่อนจัดตั้งบริษัท ควรมีทนายความที่ปรึกษาหรือไม่?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ การจัดตั้งบริษัทไม่ใช่เพียงการจดทะเบียนให้เสร็จเท่านั้น

แต่ยังต้องมีการวางโครงสร้างทางกฎหมายและจัดทำเอกสารภายในให้ถูกต้องครบถ้วน

การมีทนายความเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้น จะสามารถตรวจสอบว่า

  • มีการออกใบหุ้นครบถ้วนหรือไม่
  • มีการจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือไม่
  • เอกสารภายในบริษัทถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
  • การโอนหุ้นในอนาคตสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยในวันนี้ แต่สามารถป้องกันข้อพิพาทและความเสียหายทางธุรกิจได้อย่างมากในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายบริษัท

หากคุณกำลังจัดตั้งบริษัท ตรวจสอบเอกสารผู้ถือหุ้น หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับใบหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น และการโอนหุ้นในบริษัทจำกัด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและตรวจสอบเอกสารทางกฎหมายของบริษัทอย่างครบวงจร คลิก >>ติดต่อเรา<<

เพราะการมีเอกสารที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ย่อมดีกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาทในภายหลัง และสามารถให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมั่นคงภายใต้กรอบกฎหมายที่ถูกต้อง

แบล็กเมล (Blackmail) คืออะไร? ส่งภาพส่วนตัวไปเอง จะเอาผิดคนข่มขู่เรียกเงินได้หรือไม่?

ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารผ่านโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย ทำธุรกิจ หรือแม้แต่การขอกู้ยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการตกเป็นเหยื่อของการถูก “แบล็กเมล (Blackmail)” หรือการข่มขู่เรียกร้องทรัพย์สินจากข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้ทักเข้ามาปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หลังตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพและคลิปส่วนตัวที่ตนเคยส่งให้กับบุคคลที่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์

กรณีศึกษา : จากการขอกู้เงิน สู่การถูกแบล็กเมล

ผู้เสียหายมีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงติดต่อขอกู้เงินจากบุคคลที่รู้จักผ่านสื่อออนไลน์

ในระหว่างการพูดคุย อีกฝ่ายได้เสนอเงื่อนไขว่าหากต้องการได้รับการอนุมัติเงินกู้ จะต้องส่งภาพส่วนตัวและวิดีโอคอลในลักษณะส่วนตัวเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในการให้กู้ยืม

ด้วยความเชื่อใจและความจำเป็น ผู้เสียหายจึงปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว แต่หลังจากส่งภาพและวิดีโอคอลไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลงกันไว้

เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นอีกฝ่ายกลับนำภาพและคลิปส่วนตัวที่ได้รับไปใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ โดยอ้างว่าหากผู้เสียหายไม่โอนเงินให้ จะนำภาพและคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบ

ด้วยความหวาดกลัวว่าจะได้รับความอับอายและเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ผู้เสียหายจึงยอมโอนเงินให้หลายครั้งตามที่ถูกเรียกร้อง

ส่งภาพไปเอง ถือว่าผู้เสียหายมีความผิดหรือไม่?

เป็นคำถามที่ผู้เสียหายรู้สึกกังวล

เพราะหลายคนเข้าใจว่า หากตนส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปโดยสมัครใจ ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีกับอีกฝ่ายได้ หรืออาจกลายเป็นฝ่ายที่มีความผิดเสียเอง

แต่ในความเป็นจริง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือพฤติการณ์ภายหลังของผู้ที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว

หากบุคคลนั้นนำภาพ คลิป หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ เรียกร้องเงิน หรือบังคับให้ผู้เสียหายกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตนเอง การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้เสียหายในกรณีลักษณะนี้คือผู้ที่ถูกหลอกและถูกข่มขู่ ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในการข่มขู่เรียกเงิน

แม้คำว่า “แบล็กเมล (Blackmail)” จะเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป แต่ในทางกฎหมายไทย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ตัวอย่างเช่น

1. ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

หากมีการข่มขู่ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิของผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมมอบเงินหรือทรัพย์สิน

2. ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์

กรณีที่มีการข่มขู่หรือบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากผู้เสียหาย

3. ความผิดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือภาพส่วนตัว

หากมีการนำภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ ส่งต่อ หรือเปิดเผยต่อสาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอม อาจมีประเด็นความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะเคยส่งภาพหรือคลิปไปด้วยความสมัครใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ข่มขู่หรือแสวงหาประโยชน์จากผู้เสียหายได้

หากถูกแบล็กเมล ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าลบหลักฐาน”  ผู้เสียหายควรเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ข้อความสนทนา
  • ภาพหน้าจอการข่มขู่
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • บัญชีธนาคารปลายทาง
  • ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดีย
  • ลิงก์หรือช่องทางติดต่อของผู้กระทำ

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีและการติดตามตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ ควรรีบปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อวางแนวทางการแจ้งความและรักษาสิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม

อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะจ่ายเงินตามคำข่มขู่เพราะกลัวว่าภาพหรือข้อมูลส่วนตัวจะถูกเผยแพร่

แต่ในหลายกรณี การจ่ายเงินไม่ได้ทำให้ปัญหาสิ้นสุดลง กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดเรียกร้องเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาการถูกแบล็กเมล ถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพหรือคลิปส่วนตัว หรือถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็วที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีแบล็กเมล คดีข่มขู่เรียกเงิน คดีออนไลน์ และการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางวางรูปเรื่องคดีปกป้องสิทธิและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

แรงงาน: ลูกจ้างร้องกรมแรงงาน นายจ้างต้องทำอย่างไร? จำเป็นต้องไปชี้แจงด้วยตัวเองหรือไม่?

แรงงานปัญหาใหญ่ของข้อพิพาทด้านแรงงานถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือองค์กรขนาดใหญ่ เพราะแม้จะบริหารงานอย่างรอบคอบเพียงใด ก็อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้เสมอ

เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น หนึ่งในช่องทางที่ลูกจ้างมักใช้เพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง คือการยื่นคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือที่หลายคนเรียกว่า “ร้องกรมแรงงาน”

แต่เมื่อได้รับหนังสือเรียกจากพนักงานตรวจแรงงานแล้ว นายจ้างควรดำเนินการอย่างไร จำเป็นต้องเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ และหากไม่สะดวกเดินทางจะมีทางเลือกอย่างไร บทความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีคำตอบ

เมื่อลูกจ้างร้องกรมแรงงาน เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อมีการยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและอาจมีหนังสือเรียกให้นายจ้างเข้าชี้แจง หรือส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา

ข้อร้องเรียนที่พบได้บ่อย เช่น

  • ค่าจ้างค้างจ่าย
  • ค่าล่วงเวลา (OT)
  • ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง
  • ค่าชดเชยพิเศษ
  • วันหยุดและวันลา
  • การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
  • สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

เมื่อได้รับหนังสือเรียก นายจ้างไม่ควรละเลยหรือเพิกเฉย เพราะอาจส่งผลต่อการพิจารณาข้อเท็จจริงและสิทธิของตนเองในภายหลัง

นายจ้างไม่สะดวกเดินทาง สามารถมอบอำนาจให้ทนายความไปแทนได้หรือไม่?

คำตอบคือ “ได้”

ในหลายกรณี นายจ้างสามารถมอบอำนาจให้ทนายความเป็นผู้แทนเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ยื่นเอกสาร หรือดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้

การมีทนายความเข้ามาดูแลตั้งแต่เริ่มต้น มีข้อดีหลายประการ เช่น

  • วิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • รวบรวมพยานหลักฐาน
  • จัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน
  • ลดความเสี่ยงจากการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อคดี

โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อพิพาทมีมูลค่าความเสียหายสูง หรือมีประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ลูกจ้างเรียกร้องเงินมาแล้ว นายจ้างต้องจ่ายตามที่เรียกร้องหรือไม่?

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือเมื่อลูกจ้างยื่นคำร้องและระบุจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้อง หลายคนเข้าใจว่าหากถูกร้องเรียนแล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่ลูกจ้างเรียกร้องทั้งหมด

ในความเป็นจริง การเรียกร้องของลูกจ้างเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างหรือข้อเรียกร้องเบื้องต้นเท่านั้น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจาก

  • ข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
  • เอกสารหลักฐาน
  • สัญญาจ้างงาน
  • ระเบียบข้อบังคับของบริษัท
  • พยานบุคคลและพยานเอกสาร
  • บทบัญญัติของกฎหมายแรงงาน

ดังนั้น การที่ลูกจ้างเรียกร้องเงินจำนวนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องรับผิดตามจำนวนดังกล่าวเสมอไป หากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างก็มีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ข้อเรียกร้องได้

ทำไมปัญหาแรงงานจึงควรได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้น?

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าหลายองค์กรเริ่มมองหาทนายความเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง หากมีการวางระบบกฎหมายแรงงานที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น

  • การจัดทำสัญญาจ้างที่รัดกุม
  • การจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
  • การกำหนดระเบียบวินัยพนักงาน
  • การบริหารการลาและวันหยุด
  • การจ่ายค่าจ้างและค่าล่วงเวลาอย่างถูกต้อง
  • การวางขั้นตอนการเลิกจ้างให้เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อองค์กรมีระบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น โอกาสเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้างก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมทุกองค์กรควรมีที่ปรึกษากฎหมาย?

ในปัจจุบัน กฎหมายแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงและมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากขึ้น การบริหารงานบุคคลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางกฎหมายขององค์กรโดยตรง

การมีที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร จะช่วยให้องค์กรสามารถ

  • ป้องกันปัญหาก่อนเกิดข้อพิพาท
  • ตรวจสอบเอกสารสำคัญทางกฎหมาย
  • ให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจเลิกจ้าง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง
  • วางระบบบริหารงานบุคคลให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคตด้วย

ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดคดีความแล้วอย่างมาก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลปัญหาแรงงานขององค์กรคุณ

หากองค์กรของท่านได้รับหนังสือเรียกจากกรมแรงงาน กำลังเผชิญข้อพิพาทกับลูกจ้าง หรือมีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้แทนนายจ้างในการเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานภาครัฐ การตรวจสอบเอกสารแรงงาน การจัดทำสัญญาจ้าง การวางระบบทรัพยากรบุคคล หรือการเป็นที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร

เพราะปัญหาแรงงานที่ดีที่สุด คือปัญหาที่ได้รับการป้องกันก่อนที่จะเกิดขึ้น การมีที่

ปรึกษากฎหมายตั้งแต่วันแรก จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ลดความเสี่ยง และพร้อมรับมือกับทุกปัญหาด้านแรงงานในอนาคต ปรึกษากฎหมาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!