สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เปิดประตูสู่รัฐสภา เรียนรู้ประชาธิปไตยจากสถานที่จริง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดยท่านกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน และทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้พาคณะทนายความ พนักงาน และนักศึกษาฝึกประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ รวมจำนวน 12 คน เข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานและเยี่ยมชมรัฐสภา ณ สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการทำงานด้านนิติบัญญัติและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่รัฐสภา พร้อมทั้งได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา แนวคิดการออกแบบ และความสำคัญของสัปปายะสภาสถาน ผ่านการรับชมวิดีทัศน์แนะนำอาคารรัฐสภา ก่อนที่จะได้เยี่ยมชมพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ภายในอาคาร อาทิ พิพิธภัณฑ์รัฐสภา โถงรัฐพิธี และจุดจัดแสดงเครื่องยอดทองคำอันทรงคุณค่า ซึ่งล้วนสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ การเมือง และวัฒนธรรมของชาติไทยได้อย่างงดงาม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือการได้เข้ารับฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจากห้องประชุมจริง ทำให้คณะศึกษาดูงานได้เห็นกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างใกล้ชิด ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนกระบวนการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและผู้ที่กำลังศึกษาในสายวิชาชีพนี้

สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดโลกทัศน์นอกห้องเรียน ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานของสถาบันทางการเมืองระดับประเทศ และได้เห็นภาพการทำงานของกระบวนการประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและสามารถนำไปต่อยอดความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพในอนาคตได้เป็นอย่างดี

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอขอบคุณท่านกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ที่ได้มอบโอกาสอันทรงคุณค่าให้แก่คณะศึกษาดูงานในครั้งนี้ รวมถึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่รัฐสภาทุกท่านที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดียิ่ง การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการศึกษาดูงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคม ภายใต้หลักนิติธรรมและระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงต่อไป

แบล็กเมล 2026 เตือนภัยวัยรุ่น! ถูกหลอกส่งภาพลับ คลิปส่วนตัว ก่อนถูกข่มขู่เรียกเงินไม่รู้จบ

ปี 2026 ปัญหาการแบล็กเมล (Blackmail) ผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นภัยใกล้ตัวที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนที่ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพในรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ถูกหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยคนร้ายใช้วิธีสร้างความน่าเชื่อถือ ตีสนิท พูดคุยจนเกิดความไว้วางใจ ก่อนเสนอผลตอบแทนหรือสิ่งล่อใจต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายส่งภาพหรือคลิปส่วนตัวไปให้

เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว กลับไม่ได้รับสิ่งตอบแทนตามที่ตกลง แต่กลับถูกนำภาพหรือคลิปดังกล่าวมาใช้ข่มขู่เรียกเงินแทน จนผู้เสียหายหลายคนต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก และบางรายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง

กลยุทธ์ใหม่ของมิจฉาชีพ หลอกให้ส่งภาพก่อน แล้วค่อยแบล็กเมล

ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้ใช้วิธีข่มขู่โดยตรงตั้งแต่แรก แต่เลือกใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้เหยื่อยินยอมส่งภาพหรือคลิปด้วยตนเอง

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อ้างว่าจะโอนเงินให้
  • อ้างว่าจะให้ค่าตอบแทนพิเศษ
  • อ้างว่าจะส่งโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ให้ฟรี
  • อ้างว่าจะให้ของขวัญราคาแพง
  • อ้างว่าจะช่วยเหลือทางการเงิน
  • อ้างว่าจะรับเข้าทำงานหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและส่งภาพหรือคลิปส่วนตัวไปแล้ว คนร้ายจะเปลี่ยนพฤติกรรมทันที โดยเริ่มข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน หรือสาธารณชนทราบ หากไม่ยอมโอนเงินตามจำนวนที่เรียกร้อง

นี่คือรูปแบบของการแบล็กเมลที่กำลังพบมากขึ้นในปัจจุบัน

ทำไมวัยรุ่นจึงตกเป็นเป้าหมาย?

วัยรุ่นและเยาวชนมักเป็นกลุ่มที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นประจำ และมีโอกาสพูดคุยกับบุคคลแปลกหน้าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป

นอกจากนี้ คนร้ายยังมักใช้จิตวิทยาในการสร้างความไว้วางใจ เช่น

  • แสดงตัวเป็นคนวัยเดียวกัน
  • ใช้รูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ
  • พูดคุยเป็นเวลานานก่อนเริ่มหลอกลวง
  • สร้างความสัมพันธ์ในลักษณะเพื่อนหรือคนรัก
  • เสนอผลประโยชน์ที่ดูน่าสนใจ

เมื่อผู้เสียหายเชื่อใจแล้ว คนร้ายจึงเริ่มขอภาพหรือคลิปส่วนตัว โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อยอมส่งข้อมูลให้โดยสมัครใจ

ส่งภาพไปเอง จะถือว่าผู้เสียหายมีความผิดหรือไม่?

คำถามนี้เป็นสิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนกังวลมากที่สุด

หลายคนไม่กล้าปรึกษาใคร เพราะคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายส่งภาพหรือคลิปไปเอง จึงอาจไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย

ในความเป็นจริง การที่ผู้เสียหายเคยส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไป ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ข่มขู่หรือเรียกร้องทรัพย์สิน

หากมีการนำภาพหรือคลิปมาใช้เป็นเครื่องมือบังคับ ข่มขู่ หรือเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาตามกฎหมายไทยได้

ดังนั้น ผู้ที่ถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพหรือคลิปส่วนตัว จึงเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในการแบล็กเมล

ยิ่งจ่ายเงิน ยิ่งถูกเรียกเพิ่มจริงหรือไม่?

จากประสบการณ์ของคดีลักษณะนี้ คำตอบคือ “เกิดขึ้นบ่อย”

ผู้เสียหายจำนวนมากคิดว่าการโอนเงินครั้งแรกจะทำให้ปัญหาจบลง แต่ในความเป็นจริง คนร้ายมักเก็บภาพและคลิปไว้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ต่อไป

เมื่อรู้ว่าผู้เสียหายยอมจ่ายเงิน คนร้ายอาจเรียกร้องเพิ่มอีกหลายครั้ง เช่น

  • ขอเงินเพิ่ม
  • ขอให้โอนซ้ำ
  • ขอทรัพย์สินอื่น
  • ขู่ให้ทำตามคำสั่งเพิ่มเติม

ทำให้ผู้เสียหายบางรายสูญเสียเงินจำนวนมากโดยที่ปัญหาไม่เคยจบลง

หากถูกแบล็กเมล ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตื่นตระหนกจนลบหลักฐาน

ผู้เสียหายควรเก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ข้อความสนทนา
  • ภาพหน้าจอการข่มขู่
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • ชื่อบัญชีธนาคาร
  • บัญชีโซเชียลมีเดียของผู้กระทำ
  • วันและเวลาที่มีการติดต่อ

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ควรรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อวางแนวทางป้องกันความเสียหายและดำเนินการอย่างเหมาะสม

อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้คุณเสียหายมากกว่าเดิม

สิ่งที่มิจฉาชีพต้องการมากที่สุดคือ “ความกลัว” ของผู้เสียหาย

เมื่อเหยื่อกลัวว่าจะถูกเปิดเผยข้อมูล กลัวครอบครัวรู้ หรือกลัวสังคมรับทราบ คนร้ายจะใช้ความกลัวนั้นเป็นเครื่องมือเรียกร้องเงินต่อไปเรื่อย ๆ

ในหลายกรณี ผู้เสียหายที่รีบปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น สามารถวางแผนรับมือ เก็บหลักฐาน และดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามแก้ปัญหาเพียงลำพัง

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกแบล็กเมล ถูกข่มขู่ปล่อยภาพลับ คลิปส่วนตัว หรือถูกเรียกร้องเงินจากข้อมูลส่วนตัวที่เคยส่งให้ผู้อื่น อย่าปล่อยให้ความกลัวเป็นอุปสรรคในการปกป้องสิทธิของตนเอง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีแบล็กเมล คดีข่มขู่เรียกเงิน และคดีออนไลน์ เพื่อช่วยวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม ลดความเสียหาย และปกป้องสิทธิของผู้เสียหายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จำไว้ว่า

“ยิ่งกลัว ยิ่งเสียหาย” แต่ยิ่งรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก็ยิ่งมีโอกาสหยุดปัญหาได้เร็วขึ้น

ใบหุ้น คืออะไร? ทำไมหลายบริษัทไม่เคยมีใบหุ้น และอาจเกิดปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว

หากคุณเป็นเจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด ลองหยุดคิดสักครู่ว่า “คุณเคยเห็นใบหุ้นของบริษัทตัวเองหรือไม่”

หลายคนอาจตอบว่าไม่เคยเห็น หรือบางคนอาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อจัดตั้งบริษัทแล้วจะต้องมี “ใบหุ้น” และ “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” ตามกฎหมาย

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าบริษัทจำนวนไม่น้อยที่จัดตั้งมาแล้วหลายปี แต่กลับไม่มีการออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น และไม่มีการจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง

ปัญหานี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในวันที่ธุรกิจยังดำเนินไปตามปกติ แต่เมื่อเกิดข้อพิพาท การขายหุ้น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หรือแม้กระทั่งเมื่อมีหน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบเอกสารสำคัญ บริษัทอาจพบปัญหาทางกฎหมายที่คาดไม่ถึง

ใบหุ้น คืออะไร?

ใบหุ้น คือเอกสารสำคัญที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น เพื่อเป็นหลักฐานแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท

กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อบุคคลเข้าถือหุ้นในบริษัท บริษัทมีหน้าที่ออกใบหุ้นเพื่อรับรองว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นที่กำหนด

ข้อมูลสำคัญที่มักปรากฏในใบหุ้น เช่น

  • ชื่อบริษัท
  • เลขทะเบียนนิติบุคคล
  • ชื่อผู้ถือหุ้น
  • จำนวนหุ้น
  • มูลค่าหุ้น
  • เลขที่ใบหุ้น
  • ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจ

ใบหุ้นจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันสิทธิของผู้ถือหุ้นโดยตรง

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สำคัญไม่แพ้ใบหุ้น

นอกจากใบหุ้นแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้บริษัทต้องมี “สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น”

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารที่ใช้บันทึกรายละเอียดของผู้ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัท รวมถึงจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ และประวัติการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้น

เอกสารดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานภายในของบริษัทที่ใช้ตรวจสอบสถานะของผู้ถือหุ้นในแต่ละช่วงเวลา

ในทางปฏิบัติ หากบริษัทไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น หรือจัดทำไม่ถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการและการพิสูจน์สิทธิในอนาคต

ทำไมหลายบริษัทจึงไม่มีใบหุ้น?

ปัญหาที่พบอยู่บ่อยคือ เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเมื่อได้รับหนังสือรับรองบริษัทหรือเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว ถือว่าการจัดตั้งบริษัทเสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอน

แต่ในความเป็นจริง การจดทะเบียนบริษัทกับการจัดทำเอกสารภายในบริษัทเป็นคนละเรื่องกัน

หลายครั้งเมื่อสอบถามไปยังผู้รับจ้างจัดตั้งบริษัท หรือสำนักงานบัญชี เจ้าของกิจการมักได้รับคำตอบว่า

“ไม่เคยใช้ใบหุ้นหรอกค่ะ”

หรือ

“มี บอจ.5 ก็เพียงพอแล้ว”

ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวอาจทำให้เจ้าของบริษัทเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของเอกสารแต่ละประเภท

บอจ.5 ใช้แทนใบหุ้นได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ได้

บอจ.5 เป็นเพียงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีการยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้หน่วยงานราชการรับทราบข้อมูล

แต่ บอจ.5 ไม่ใช่ใบหุ้น และไม่ใช่เอกสารต้นฉบับที่ใช้รับรองสิทธิความเป็นเจ้าของหุ้นโดยตรง

ดังนั้น หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการถือหุ้น หรือมีการโอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้น การมีเพียง บอจ.5 อาจไม่เพียงพอในการพิสูจน์สิทธิของแต่ละฝ่าย

ขายหุ้นโดยไม่มีใบหุ้น เสี่ยงเกิดปัญหาอย่างไร?

ในทางกฎหมาย การโอนหุ้นในบริษัทจำกัดไม่ได้จบเพียงการทำสัญญาซื้อขายหุ้น

โดยหลักแล้ว ผู้โอนควรส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้รับโอน และบริษัทควรดำเนินการบันทึกการเปลี่ยนแปลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้อง

หากไม่มีใบหุ้นตั้งแต่แรก การพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง อาจกลายเป็นประเด็นข้อพิพาทได้ในอนาคต

โดยเฉพาะในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือทายาทของผู้ถือหุ้น

เมื่อมีหมายเรียกหรือข้อพิพาท เอกสารเหล่านี้จะสำคัญทันที

หลายบริษัทไม่เคยให้ความสำคัญกับใบหุ้นหรือสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น จนกระทั่งเกิดปัญหาทางกฎหมาย

เช่น

  • ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้น
  • การซื้อขายหุ้น
  • การเปลี่ยนแปลงกรรมการ
  • การตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ
  • การดำเนินคดีทางแพ่งหรืออาญา

เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าของบริษัทจึงเริ่มค้นหาเอกสารที่ควรมีตั้งแต่วันแรกของการจัดตั้งบริษัท

แต่บางครั้งก็พบว่าไม่มีการจัดทำไว้เลย

ก่อนจัดตั้งบริษัท ควรมีทนายความที่ปรึกษาหรือไม่?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ การจัดตั้งบริษัทไม่ใช่เพียงการจดทะเบียนให้เสร็จเท่านั้น

แต่ยังต้องมีการวางโครงสร้างทางกฎหมายและจัดทำเอกสารภายในให้ถูกต้องครบถ้วน

การมีทนายความเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้น จะสามารถตรวจสอบว่า

  • มีการออกใบหุ้นครบถ้วนหรือไม่
  • มีการจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือไม่
  • เอกสารภายในบริษัทถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
  • การโอนหุ้นในอนาคตสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยในวันนี้ แต่สามารถป้องกันข้อพิพาทและความเสียหายทางธุรกิจได้อย่างมากในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายบริษัท

หากคุณกำลังจัดตั้งบริษัท ตรวจสอบเอกสารผู้ถือหุ้น หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับใบหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น และการโอนหุ้นในบริษัทจำกัด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและตรวจสอบเอกสารทางกฎหมายของบริษัทอย่างครบวงจร คลิก >>ติดต่อเรา<<

เพราะการมีเอกสารที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ย่อมดีกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาทในภายหลัง และสามารถให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมั่นคงภายใต้กรอบกฎหมายที่ถูกต้อง

แบล็กเมล (Blackmail) คืออะไร? ส่งภาพส่วนตัวไปเอง จะเอาผิดคนข่มขู่เรียกเงินได้หรือไม่?

ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารผ่านโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย ทำธุรกิจ หรือแม้แต่การขอกู้ยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการตกเป็นเหยื่อของการถูก “แบล็กเมล (Blackmail)” หรือการข่มขู่เรียกร้องทรัพย์สินจากข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้ทักเข้ามาปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หลังตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพและคลิปส่วนตัวที่ตนเคยส่งให้กับบุคคลที่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์

กรณีศึกษา : จากการขอกู้เงิน สู่การถูกแบล็กเมล

ผู้เสียหายมีความจำเป็นต้องใช้เงิน จึงติดต่อขอกู้เงินจากบุคคลที่รู้จักผ่านสื่อออนไลน์

ในระหว่างการพูดคุย อีกฝ่ายได้เสนอเงื่อนไขว่าหากต้องการได้รับการอนุมัติเงินกู้ จะต้องส่งภาพส่วนตัวและวิดีโอคอลในลักษณะส่วนตัวเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในการให้กู้ยืม

ด้วยความเชื่อใจและความจำเป็น ผู้เสียหายจึงปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว แต่หลังจากส่งภาพและวิดีโอคอลไปแล้ว กลับไม่ได้รับเงินกู้ตามที่ตกลงกันไว้

เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นอีกฝ่ายกลับนำภาพและคลิปส่วนตัวที่ได้รับไปใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ โดยอ้างว่าหากผู้เสียหายไม่โอนเงินให้ จะนำภาพและคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบ

ด้วยความหวาดกลัวว่าจะได้รับความอับอายและเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ผู้เสียหายจึงยอมโอนเงินให้หลายครั้งตามที่ถูกเรียกร้อง

ส่งภาพไปเอง ถือว่าผู้เสียหายมีความผิดหรือไม่?

เป็นคำถามที่ผู้เสียหายรู้สึกกังวล

เพราะหลายคนเข้าใจว่า หากตนส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปโดยสมัครใจ ย่อมไม่สามารถดำเนินคดีกับอีกฝ่ายได้ หรืออาจกลายเป็นฝ่ายที่มีความผิดเสียเอง

แต่ในความเป็นจริง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือพฤติการณ์ภายหลังของผู้ที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว

หากบุคคลนั้นนำภาพ คลิป หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ เรียกร้องเงิน หรือบังคับให้ผู้เสียหายกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตนเอง การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้เสียหายในกรณีลักษณะนี้คือผู้ที่ถูกหลอกและถูกข่มขู่ ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในการข่มขู่เรียกเงิน

แม้คำว่า “แบล็กเมล (Blackmail)” จะเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป แต่ในทางกฎหมายไทย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ตัวอย่างเช่น

1. ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์

หากมีการข่มขู่ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิของผู้เสียหาย เพื่อให้ยอมมอบเงินหรือทรัพย์สิน

2. ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์

กรณีที่มีการข่มขู่หรือบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากผู้เสียหาย

3. ความผิดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือภาพส่วนตัว

หากมีการนำภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ ส่งต่อ หรือเปิดเผยต่อสาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอม อาจมีประเด็นความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะเคยส่งภาพหรือคลิปไปด้วยความสมัครใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ข่มขู่หรือแสวงหาประโยชน์จากผู้เสียหายได้

หากถูกแบล็กเมล ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าลบหลักฐาน”  ผู้เสียหายควรเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ข้อความสนทนา
  • ภาพหน้าจอการข่มขู่
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • บัญชีธนาคารปลายทาง
  • ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดีย
  • ลิงก์หรือช่องทางติดต่อของผู้กระทำ

หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีและการติดตามตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ ควรรีบปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อวางแนวทางการแจ้งความและรักษาสิทธิของตนเองอย่างเหมาะสม

อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำ

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะจ่ายเงินตามคำข่มขู่เพราะกลัวว่าภาพหรือข้อมูลส่วนตัวจะถูกเผยแพร่

แต่ในหลายกรณี การจ่ายเงินไม่ได้ทำให้ปัญหาสิ้นสุดลง กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดเรียกร้องเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาการถูกแบล็กเมล ถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพหรือคลิปส่วนตัว หรือถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็วที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีแบล็กเมล คดีข่มขู่เรียกเงิน คดีออนไลน์ และการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางวางรูปเรื่องคดีปกป้องสิทธิและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

แรงงาน: ลูกจ้างร้องกรมแรงงาน นายจ้างต้องทำอย่างไร? จำเป็นต้องไปชี้แจงด้วยตัวเองหรือไม่?

แรงงานปัญหาใหญ่ของข้อพิพาทด้านแรงงานถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือองค์กรขนาดใหญ่ เพราะแม้จะบริหารงานอย่างรอบคอบเพียงใด ก็อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้เสมอ

เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น หนึ่งในช่องทางที่ลูกจ้างมักใช้เพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง คือการยื่นคำร้องต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือที่หลายคนเรียกว่า “ร้องกรมแรงงาน”

แต่เมื่อได้รับหนังสือเรียกจากพนักงานตรวจแรงงานแล้ว นายจ้างควรดำเนินการอย่างไร จำเป็นต้องเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ และหากไม่สะดวกเดินทางจะมีทางเลือกอย่างไร บทความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีคำตอบ

เมื่อลูกจ้างร้องกรมแรงงาน เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อมีการยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงและอาจมีหนังสือเรียกให้นายจ้างเข้าชี้แจง หรือส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา

ข้อร้องเรียนที่พบได้บ่อย เช่น

  • ค่าจ้างค้างจ่าย
  • ค่าล่วงเวลา (OT)
  • ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง
  • ค่าชดเชยพิเศษ
  • วันหยุดและวันลา
  • การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
  • สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน

เมื่อได้รับหนังสือเรียก นายจ้างไม่ควรละเลยหรือเพิกเฉย เพราะอาจส่งผลต่อการพิจารณาข้อเท็จจริงและสิทธิของตนเองในภายหลัง

นายจ้างไม่สะดวกเดินทาง สามารถมอบอำนาจให้ทนายความไปแทนได้หรือไม่?

คำตอบคือ “ได้”

ในหลายกรณี นายจ้างสามารถมอบอำนาจให้ทนายความเป็นผู้แทนเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ยื่นเอกสาร หรือดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้

การมีทนายความเข้ามาดูแลตั้งแต่เริ่มต้น มีข้อดีหลายประการ เช่น

  • วิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • รวบรวมพยานหลักฐาน
  • จัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน
  • ลดความเสี่ยงจากการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อคดี

โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อพิพาทมีมูลค่าความเสียหายสูง หรือมีประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ลูกจ้างเรียกร้องเงินมาแล้ว นายจ้างต้องจ่ายตามที่เรียกร้องหรือไม่?

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือเมื่อลูกจ้างยื่นคำร้องและระบุจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้อง หลายคนเข้าใจว่าหากถูกร้องเรียนแล้ว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่ลูกจ้างเรียกร้องทั้งหมด

ในความเป็นจริง การเรียกร้องของลูกจ้างเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างหรือข้อเรียกร้องเบื้องต้นเท่านั้น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาจาก

  • ข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
  • เอกสารหลักฐาน
  • สัญญาจ้างงาน
  • ระเบียบข้อบังคับของบริษัท
  • พยานบุคคลและพยานเอกสาร
  • บทบัญญัติของกฎหมายแรงงาน

ดังนั้น การที่ลูกจ้างเรียกร้องเงินจำนวนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะต้องรับผิดตามจำนวนดังกล่าวเสมอไป หากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างก็มีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ข้อเรียกร้องได้

ทำไมปัญหาแรงงานจึงควรได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้น?

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าหลายองค์กรเริ่มมองหาทนายความเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง หากมีการวางระบบกฎหมายแรงงานที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น

  • การจัดทำสัญญาจ้างที่รัดกุม
  • การจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
  • การกำหนดระเบียบวินัยพนักงาน
  • การบริหารการลาและวันหยุด
  • การจ่ายค่าจ้างและค่าล่วงเวลาอย่างถูกต้อง
  • การวางขั้นตอนการเลิกจ้างให้เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อองค์กรมีระบบที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น โอกาสเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้างก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมทุกองค์กรควรมีที่ปรึกษากฎหมาย?

ในปัจจุบัน กฎหมายแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงและมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากขึ้น การบริหารงานบุคคลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางกฎหมายขององค์กรโดยตรง

การมีที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร จะช่วยให้องค์กรสามารถ

  • ป้องกันปัญหาก่อนเกิดข้อพิพาท
  • ตรวจสอบเอกสารสำคัญทางกฎหมาย
  • ให้คำปรึกษาก่อนตัดสินใจเลิกจ้าง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง
  • วางระบบบริหารงานบุคคลให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคตด้วย

ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดคดีความแล้วอย่างมาก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลปัญหาแรงงานขององค์กรคุณ

หากองค์กรของท่านได้รับหนังสือเรียกจากกรมแรงงาน กำลังเผชิญข้อพิพาทกับลูกจ้าง หรือมีความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้แทนนายจ้างในการเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานภาครัฐ การตรวจสอบเอกสารแรงงาน การจัดทำสัญญาจ้าง การวางระบบทรัพยากรบุคคล หรือการเป็นที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร

เพราะปัญหาแรงงานที่ดีที่สุด คือปัญหาที่ได้รับการป้องกันก่อนที่จะเกิดขึ้น การมีที่

ปรึกษากฎหมายตั้งแต่วันแรก จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ลดความเสี่ยง และพร้อมรับมือกับทุกปัญหาด้านแรงงานในอนาคต ปรึกษากฎหมาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

บรรยายความรู้ นรต. ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 79 วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3-4 และ 6-7

การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางกฎหมายจากภาคปฏิบัติสู่ห้องเรียน ถือเป็นภารกิจสำคัญในการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนในอนาคต

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายศุภสิทธิ์ ศิริ หรือ “ทนายอาร์ม” กรรมการบริษัท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ศิริ จำกัด พร้อมด้วย ทนายนัท นางสาวณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการบริษัท ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 79 จำนวน 280 นาย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โกมินทร์ สิงห์ขาว ผู้บังคับการศูนย์บริการการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และการกำกับดูแลของ พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผู้อำนวยการหลักสูตร

การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมในหลักสูตร ปสส. รุ่นที่ 15 หัวข้อ “วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3-4 และ 6-7” โดยเนื้อหาที่นำมาถ่ายทอดล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ แนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับการคำนวณและนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ตลอดจนกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญาในทางปฏิบัติ

บรรยากาศการบรรยายเป็นไปอย่างเข้มข้นและได้รับความสนใจจากนักเรียนนายร้อยตำรวจเป็นอย่างมาก ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามข้อกฎหมาย และสอบถามประสบการณ์การทำงานจากคดีจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และการเตรียมความพร้อมก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากวิชาชีพกฎหมายสู่สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างยั่งยืน

ที่ดินกับชาวต่างชาติในประเทศไทย จดสิทธิเก็บกินได้หรือไม่? ทางออกทางกฎหมายที่หลายคนยังไม่รู้

ปัญหาสำคัญที่ชาวต่างชาติจำนวนมากพบเมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย คือข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน เนื่องจากกฎหมายไทยโดยหลักแล้วไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้เหมือนคนไทย ส่งผลให้หลายคนกังวลว่า หากต้องการอยู่อาศัย ลงทุน ทำการเกษตร หรือทำธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย จะสามารถมีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ชาวต่างชาติจะไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้โดยตรง แต่กฎหมายไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถช่วยคุ้มครองสิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นั่นคือ “สิทธิเก็บกิน

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเก็บกินในที่ดิน และเหตุผลว่าทำไมชาวต่างชาติจำนวนมากจึงเลือกใช้วิธีนี้ในการวางแผนการอยู่อาศัยและการลงทุนในประเทศไทย

สิทธิเก็บกินในที่ดิน คืออะไร?

สิทธิเก็บกินเป็นทรัพย์สิทธิประเภทหนึ่งตามกฎหมายไทย ที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นได้ รวมถึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น

ง่าย ๆ คือ แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ผู้ได้รับสิทธิเก็บกินสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างเช่น

  • อยู่อาศัยในที่ดิน
  • ทำสวน ทำไร่ หรือทำเกษตรกรรม
  • ประกอบธุรกิจบนที่ดิน
  • ปล่อยเช่าทรัพย์สินและรับค่าเช่า
  • ใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่เกิดขึ้นบนที่ดิน

สิทธิเก็บกินจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยระยะยาว

ชาวต่างชาติกับที่ดินของภรรยาชาวไทย

หลายครอบครัวที่มีคู่สมรสต่างสัญชาติ มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน โดยเฉพาะกรณีที่มีการซื้อที่ดินในประเทศไทย

เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ที่ดินต้องถือกรรมสิทธิ์โดยบุคคลสัญชาติไทย ทำให้หลายกรณีที่ดินจะจดทะเบียนในชื่อของภรรยาชาวไทย

อย่างไรก็ตาม แม้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะอยู่ในชื่อของภรรยา แต่ชาวต่างชาติยังสามารถจดทะเบียนสิทธิเก็บกินไว้กับที่ดินดังกล่าวได้

เมื่อจดทะเบียนสิทธิเก็บกินอย่างถูกต้องแล้ว ชาวต่างชาติจะมีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินตามที่กฎหมายรับรอง แม้ตนจะไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ตาม

สิทธิเก็บกินช่วยคุ้มครองชาวต่างชาติอย่างไร

ประโยชน์สำคัญของการจดสิทธิเก็บกิน คือการสร้างความมั่นคงในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน

ตัวอย่างเช่น

หากชาวต่างชาติอาศัยอยู่บนที่ดินของคู่สมรสชาวไทย และได้จดทะเบียนสิทธิเก็บกินไว้แล้ว แม้ในอนาคตจะเกิดปัญหาความสัมพันธ์หรือมีการเลิกรากัน สิทธิในการใช้ประโยชน์จากที่ดินยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่สามารถยกเลิกสิทธิเก็บกินได้ตามอำเภอใจ และไม่สามารถขับไล่ผู้ทรงสิทธิเก็บกินออกจากที่ดินได้ หากสิทธิดังกล่าวยังคงมีผลบังคับตามกฎหมาย

นอกจากนี้ หากมีความประสงค์จะขายที่ดิน ผู้ซื้อรายใหม่ก็จะต้องรับภาระสิทธิเก็บกินที่จดทะเบียนไว้อยู่แล้วด้วย ส่งผลให้การจำหน่ายที่ดินอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ทรงสิทธิ

สิทธิเก็บกินอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปแล้วสิทธิเก็บกินสามารถกำหนดระยะเวลาได้ตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจกำหนดให้มีผลตลอดอายุของผู้ได้รับสิทธิ

ในกรณีที่จดทะเบียนสิทธิเก็บกินตลอดชีวิต สิทธิดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต

ด้วยเหตุนี้ ชาวต่างชาติจำนวนมากจึงเลือกใช้การจดสิทธิเก็บกินเป็นเครื่องมือในการวางแผนการอยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทย

ก่อนจดสิทธิเก็บกิน ควรปรึกษาทนายความหรือไม่?

แม้ว่าการจดสิทธิเก็บกินจะเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง แต่รายละเอียดของสัญญา เงื่อนไข และการจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างยิ่ง

หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจเกิดข้อพิพาทในอนาคตได้ เช่น

  • ข้อพิพาทระหว่างคู่สมรส
  • ปัญหาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
  • ปัญหาการขายทรัพย์สิน
  • ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับขอบเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

การได้รับคำแนะนำจากทนายความตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การวางโครงสร้างสิทธิในที่ดินเป็นไปอย่างถูกต้องและสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของทุกฝ่ายได้อย่างเหมาะสม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องสิทธิในที่ดินและสิทธิเก็บกิน

หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการอยู่อาศัยในประเทศไทย หรือเป็นคู่สมรสชาวไทยที่ต้องการวางแผนการถือครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การจดสิทธิเก็บกินอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณ

อย่างไรก็ตามแต่ละกรณีมีรายละเอียดทางกฎหมายที่แตกต่างกัน การวางแผนที่ไม่รอบคอบอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรามีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายที่ดิน สิทธิเก็บกิน สิทธิอาศัย และการวางโครงสร้างทรัพย์สินสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ

หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดสิทธิเก็บกินในที่ดิน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันทีผ่านหน้า “ติดต่อเรา” เพื่อรับคำปรึกษาและแนวทางที่เหมาะสมกับกรณีของคุณโดยเฉพาะ

นักสืบ คืออะไร? ทำไมปัจจุบันทั้งบุคคลและองค์กรจึงนิยมใช้บริการนักสืบมากขึ้น

นักสืบ คือ ผู้ที่มีหน้าที่ค้นหา ตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริงตามวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ธุรกิจ หรือคดีความ การเข้าถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หลายครั้งการคาดเดาหรือรับฟังข้อมูลจากเพียงฝ่ายเดียวอาจนำไปสู่ความเสียหายทั้งทางกฎหมายและทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ “นักสืบ” จึงกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในการค้นหาความจริงและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการนักสืบและการสืบค้นข้อเท็จจริงในหลากหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นความถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว และการดำเนินงานภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ

มีบทบาทสำคัญอย่างไรในปัจจุบัน

ในอดีต หลายคนอาจเข้าใจว่านักสืบมีหน้าที่เพียงติดตามบุคคลเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันนักสืบมีบทบาทครอบคลุมทั้งด้านบุคคล ครอบครัว ธุรกิจ และกฎหมาย

เหตุผลที่ผู้คนเลือกใช้บริการนักสืบ

  • ต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินคดี
  • ต้องการข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ
  • ต้องการติดตามทรัพย์สินหรือบุคคล
  • ต้องการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคู่ค้า
  • ต้องการค้นหาหลักฐานในกรณีข้อพิพาท

การมีข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

บริการนักสืบของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ รับสืบทุกเรื่องที่ต้องการให้สืบ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการสืบสวนและตรวจสอบข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการค้นหาข้อเท็จจริงอย่างมืออาชีพ

บริการสืบค้นที่ได้รับความนิยม

  • สืบคดีครอบครัวและความสัมพันธ์
  • สืบหาข้อเท็จจริงในคดีความ
  • ติดตามลูกหนี้และตรวจสอบทรัพย์สิน
  • ตรวจสอบประวัติบุคคล
  • ตรวจสอบพฤติกรรมพนักงาน
  • สืบสวนการทุจริตภายในองค์กร
  • ตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าและคู่สัญญา
  • สืบค้นข้อมูลเพื่อใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องธุรกิจ ทีมงานพร้อมดำเนินการสืบค้นข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของลูกค้าอย่างรอบคอบและเป็นความลับ

นักสืบคดีครอบครัวและความสัมพันธ์

หนึ่งในบริการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การสืบสวนคดีครอบครัวและความสัมพันธ์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ต้องการข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย

กรณีที่มักใช้บริการนักสืบคดีครอบครัว

  • ตรวจสอบพฤติกรรมคู่สมรส
  • รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในคดีหย่า
  • ตรวจสอบการดูแลบุตร
  • สืบหาข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในครอบครัว

การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องช่วยให้สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงความสงสัยหรือการคาดเดา

นักสืบสำหรับธุรกิจและองค์กร

ปัจจุบันภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น การตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจทางธุรกิจจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น

ตัวอย่างงานสืบสวนทางธุรกิจ

  • ตรวจสอบประวัติผู้สมัครงานระดับบริหาร
  • ตรวจสอบการทุจริตภายในองค์กร
  • ตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงทางธุรกิจ
  • ตรวจสอบทรัพย์สินและสถานะทางการเงิน
  • สืบค้นข้อมูลคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

ข้อมูลที่ถูกต้องสามารถช่วยลดความเสียหายทางธุรกิจ และเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินงานขององค์กร

เหตุใดจึงควรเลือกนักสืบที่ทำงานร่วมกับสำนักงานกฎหมาย?

ข้อได้เปรียบสำคัญของการใช้บริการนักสืบผ่านสำนักงานกฎหมาย คือ การได้รับคำแนะนำทั้งในด้านข้อเท็จจริงและด้านกฎหมายควบคู่กัน

ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ

  • การสืบสวนที่คำนึงถึงการนำข้อมูลไปใช้ทางกฎหมาย
  • การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงโดยผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย
  • การรักษาความลับของลูกค้า
  • การรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการต่อไป

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงสามารถช่วยลูกค้าได้ตั้งแต่การค้นหาข้อเท็จจริง ไปจนถึงการวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการนักสืบ (FAQ)

นักสืบสามารถสืบเรื่องอะไรได้บ้าง?

สามารถสืบค้นข้อเท็จจริงได้หลากหลาย เช่น คดีครอบครัว ความสัมพันธ์ ทรัพย์สิน ลูกหนี้ ธุรกิจ พนักงาน และการตรวจสอบข้อมูลบุคคล

การจ้างนักสืบถูกกฎหมายหรือไม่

การใช้บริการนักสืบสามารถดำเนินการได้ หากเป็นการสืบค้นข้อมูลและรวบรวมข้อเท็จจริงภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ข้อมูลที่นักสืบรวบรวมสามารถนำไปใช้ในคดีได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลและวิธีการได้มาของพยานหลักฐาน โดยควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกอบ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รับสืบเรื่องใดบ้าง?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการรับสืบทุกเรื่องที่ต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ทรัพย์สิน ลูกหนี้ ธุรกิจ พนักงาน หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีและการตัดสินใจทางกฎหมาย

หากคุณกำลังมองหานักสืบมืออาชีพที่สามารถช่วยค้นหาความจริงและตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นระบบ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการสืบสวนภายใต้หลักความถูกต้อง ความเป็นส่วนตัว และการดำเนินงานตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจในทุกเรื่องสำคัญของชีวิตและธุรกิจ บริการนักสืบมืออาชีพโดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คลิก >>ติดต่อเรา<< 

ซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยมีสิทธิ์จัดอะไหล่เองหรือไม่? สิ่งที่เจ้าของรถควรรู้ก่อนยินยอมซ่อม

เมื่อเกิดอุบัติเหตุและต้องนำรถเข้าซ่อม หลายคนมักเข้าใจว่าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยคือการนำรถกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่ามีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเหมาซ่อม การจัดหาอะไหล่ หรือการเปิดเผยรายการซ่อมที่แท้จริง

คำถามสำคัญคือ บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์กำหนดวิธีการซ่อมรถแทนเจ้าของรถได้หรือไม่ และเจ้าของรถควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนรับรถกลับมาใช้งาน ในบทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จะมาตีแผ่อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ผู้บริโภคได้ฉุกคิดไปพร้อม ๆ กัน

การซ่อมรถตามสัญญาประกันภัย กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

ในความเป็นจริง สัญญาประกันภัยรถยนต์มีหน้าที่ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขความคุ้มครอง แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดโดยตรงว่าบริษัทประกันภัยจะต้องเป็นผู้จัดหาอะไหล่เอง หรือเป็นผู้ดำเนินการซ่อมรถเองทั้งหมด

โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยมักมีเครือข่ายอู่ซ่อมรถหรือศูนย์บริการที่ร่วมงานกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถยังคงเป็นผู้มีสิทธิได้รับการซ่อมแซมที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพรถเดิมก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ทำไมเจ้าของรถควรขอดูรายการซ่อมรถทุกครั้ง?

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากมองข้ามคือ “รายการซ่อมรถ” หรือ Repair Estimate

รายการซ่อมเปรียบเสมือนใบสั่งการรักษาของแพทย์ เพราะจะแสดงรายละเอียดว่า

  • เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใด
  • ซ่อมชิ้นส่วนใด
  • ใช้อะไหล่ประเภทใด
  • มีค่าแรงและค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

การขอดูรายการซ่อมอย่างละเอียดจะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจสอบได้ว่ารถได้รับการซ่อมตามมาตรฐานหรือไม่ และสามารถเปรียบเทียบกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้

หากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการซ่อมอย่างชัดเจน ผู้บริโภคอาจไม่ทราบเลยว่ามีการเปลี่ยนอะไหล่ประเภทใดให้กับรถของตน

อะไหล่แท้ อะไหล่เทียบ และอะไหล่เทียม แตกต่างกันอย่างไร?

ประเด็นที่พบข้อถกเถียงอยู่เสมอในการซ่อมรถคือเรื่องของประเภทอะไหล่ มีรายละเอียด ดังนี้

1. อะไหล่แท้ (Genuine Parts)

เป็นอะไหล่ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์หรือได้รับการรับรองจากผู้ผลิตโดยตรง มีมาตรฐานตรงตามสเปกรถจากโรงงาน

2. อะไหล่เทียบ (Aftermarket Parts)

เป็นอะไหล่ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายอื่นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ แต่สามารถใช้งานทดแทนได้ โดยอาจมีคุณภาพแตกต่างกันไปตามมาตรฐานของผู้ผลิตแต่ละราย

3. อะไหล่เทียม (Counterfeit Parts)

เป็นอะไหล่ที่ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า หรือผลิตเลียนแบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานรถยนต์

เจ้าของรถจึงควรสอบถามให้ชัดเจนว่าในการซ่อมรถครั้งนั้นมีการใช้อะไหล่ประเภทใด และมีการระบุไว้ในรายการซ่อมหรือไม่

รถก่อนชนเป็นอะไหล่แท้ แล้วควรได้รับการซ่อมแบบใด?

หลักการสำคัญของการประกันภัยคือการชดใช้ความเสียหายเพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สภาพเดิมใกล้เคียงที่สุดก่อนเกิดเหตุ

ดังนั้น หากรถยนต์ก่อนเกิดอุบัติเหตุใช้อะไหล่แท้จากโรงงาน การเลือกใช้อะไหล่ประเภทอื่นในการซ่อมควรได้รับการแจ้งและได้รับความยินยอมจากเจ้าของรถอย่างชัดเจน

ผู้บริโภคมีสิทธิสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอะไหล่ที่ใช้ และมีสิทธิขอเอกสารประกอบการซ่อมเพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังได้

เมื่อพบปัญหาหลังการซ่อมรถ ควรทำอย่างไร?

หากเจ้าของรถพบปัญหาหลังรับรถกลับมา เช่น

  • งานซ่อมไม่เรียบร้อย
  • สีรถไม่ตรง
  • อะไหล่มีปัญหา
  • รถมีอาการผิดปกติหลังซ่อม

ควรรีบแจ้งอู่ซ่อม ศูนย์บริการ หรือบริษัทประกันภัยทันที พร้อมเก็บหลักฐานภาพถ่าย เอกสารซ่อม และใบรับรถไว้ให้ครบถ้วน

ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล หรือปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาสิทธิทางกฎหมายเพิ่มเติม

การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุไม่ใช่เพียงแค่การนำรถเข้าศูนย์หรืออู่แล้วรอรับรถกลับเท่านั้น แต่เจ้าของรถควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรายละเอียดการซ่อมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องรายการซ่อมและประเภทของอะไหล่ที่นำมาใช้

การขอเอกสารการซ่อม ตรวจสอบรายละเอียดอะไหล่ และติดตามคุณภาพงานซ่อมอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและมั่นใจได้ว่ารถยนต์ได้รับการซ่อมแซมอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานที่ควรได้รับ

หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถ การเคลมประกันภัย หรือสิทธิของผู้เอาประกันภัย การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตั้งแต่ต้น อาจช่วยป้องกันปัญหาและรักษาสิทธิของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากพบปัญหาการซ่อมรถ อย่าปล่อยให้สิทธิของคุณถูกมองข้าม ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกดีที่สุด

ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับรายการซ่อมที่ไม่ชัดเจน การใช้อะไหล่ที่ไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า งานซ่อมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยและอู่ซ่อมรถ

สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคไม่ควรรอให้ปัญหาบานปลายหรือปล่อยให้ตนเองเสียเปรียบ เพราะหลายกรณีหากมีการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และเงื่อนไขกรมธรรม์ตั้งแต่ต้น อาจสามารถป้องกันความเสียหายหรือรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยและอุบัติเหตุรถยนต์ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบว่าหลายคดีสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากเจ้าของรถได้รับคำแนะนำทางกฎหมายที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ

ดังนั้น หากท่านกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการซ่อมรถ การเคลมประกันภัย การปฏิเสธความรับผิด หรือข้อพิพาทกับอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางในการปกป้องสิทธิของท่านได้ทันที

ที่สำคัญ หลังเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยปรึกษาทนายความ เพราะการวางแนวทางการดำเนินเรื่องตั้งแต่วันแรก การเก็บพยานหลักฐาน การตรวจสอบเอกสาร และการประสานงานกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้อง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของท่านได้ดีที่สุดในระยะยาว

“รถชนเพียงครั้งเดียว อาจมีผลต่อสิทธิของคุณไปอีกหลายปี การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว”

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ศิริ จำกัด หรือสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โดยได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 17.00 น. นับเป็นเกียรติอันสูงสุดและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่คณะผู้บริหารและบุคลากรของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

พิธีดังกล่าวดำเนินไปด้วยความสมพระเกียรติและเปี่ยมด้วยความสงบสำรวม โดยมีพระสงฆ์จำนวน 10 รูป จากวัดสำคัญหลายแห่งเข้าร่วมประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร วัดสีหไกรสร วัดพรหมวงศาราม กรุงเทพมหานคร วัดรางจระเข้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดสามัคคีบรรพต จังหวัดชลบุรี วัดนครอินทร์ และวัดสพานสูง จังหวัดนนทบุรี โดยได้ประกอบพิธีสวดมาติกา สดับปกรณ์ และอนุโมทนา ตามแบบแผนแห่งพระพุทธศาสนาอย่างครบถ้วนและสมพระเกียรติ

ในการนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการบริษัท พร้อมด้วยคณะบุคลากรขององค์กรจำนวน 24 คน ได้เข้าร่วมพิธีด้วยความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ อีกทั้งได้รับเกียรติจากนาวาอากาศเอกสุภาวิต ธรรมสิทธิรุจน์ และร้อยตำรวจเอกณัชพล แสงสี เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะในพิธีสำคัญครั้งนี้ด้วย

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยความศรัทธา ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนต่างพร้อมใจกันน้อมถวายความเคารพและร่วมประกอบกุศลกรรมด้วยจิตอันเป็นกุศล สะท้อนถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด

โอกาสอันสำคัญยิ่งในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และจะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำอันทรงคุณค่าที่คณะผู้บริหารและบุคลากรทุกคนจะน้อมเก็บรักษาไว้ในความทรงจำ พร้อมยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม และดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติสืบไป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!