#ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องเซ็นยินยอมรออะไหล่จริงหรือ? เปิดเคสจริงจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมข้อควรรู้ก่อนเสียสิทธิ์ให้บริษัทประกันภัย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน สิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการนำรถเข้าซ่อมให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยจำนวนไม่น้อยมักมองข้าม คือ สิทธิในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชย หากไม่สามารถใช้รถได้ระหว่างการซ่อม

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การทำคดีของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ผู้ที่อยู่ในวงการประกันภัยมาอย่างยาวนาน พบว่าหลายกรณีที่รถชนต้องจัดซ่อมรถนาน ๆ บริษัทประกันภัยมักมีการนำเอกสารมาให้ผู้บริโภคเซ็นยินยอมที่จะจัดซ่อมนาน โดยผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทราบว่าการลงลายมือชื่อหรือการเซ็นเอกสารดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนเองในภายหลังได้ บทความทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จึงอยากมีตีแผ่และแชร์เรื่องราวที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากเคสจริงของสำนักงานฯ ให้ได้ทราบกันเป็นอุทาหรณ์ก่อนจะเสียรู้บริษัทประกันภัย

เคสจริง บริษัทประกันภัยโทรให้ลูกความเซ็นยินยอมรออะไหล่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการ

ระหว่างดำเนินการได้มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันภัยโทรศัพท์ติดต่อมายังทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ โดยแจ้งว่าลูกความจำเป็นต้องลงนามเซ็นชื่อในเอกสาร “ยินยอมรออะไหล่” และยินยอมให้การซ่อมล่าช้า

ทนายอาร์มจึงสอบถามกลับทันทีว่า

“หากลูกความไม่เซ็นเอกสารฉบับนี้ บริษัทจะซ่อมรถหรือไม่”

คำตอบที่ได้รับคือ

“ซ่อมครับ”

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ทนายอาร์มจึงถามต่อว่า

“ถ้าสุดท้ายก็ซ่อมรถอยู่แล้ว แล้วทำไมจึงต้องเซ็นยินยอม”

คำตอบที่ได้รับคือ

“เพื่อให้ลูกค้ารับทราบ”

แต่คำถามสำคัญคือ การให้ “รับทราบ” เพียงอย่างเดียวจริงหรือ หรือเอกสารดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในภายหลังด้วยกันแน่

ทำไมการเซ็นเอกสารจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ?

ในทางปฏิบัติแล้วเอกสารแต่ละฉบับมีรายละเอียดแตกต่างกันไป หากมีข้อความเกี่ยวกับการยินยอมให้การซ่อมล่าช้า หรือยอมรับการรออะไหล่นาน ผู้บริโภคควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนลงนามเซ็นชื่อ เพราะเอกสารดังกล่าวอาจถูกนำมาอ้างอิงภายหลังได้ ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ดังนั้น ก่อนลงนามในเอกสารใด ๆ ผู้เสียหายควรทำความเข้าใจเนื้อหาให้ชัดเจน และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาทนายความก่อนเสมอทุกครั้งที่ต้องมีการเซ็นเอกสาร

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของรถไม่สามารถใช้รถของตนได้ระหว่างที่รถเข้าซ่อมจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความรับผิดของอีกฝ่าย

ตัวอย่างเช่น

  • รถใช้เดินทางไปทำงาน
  • รถใช้รับส่งบุตรหลาน
  • รถใช้ประกอบธุรกิจ
  • รถใช้รับลูกค้า
  • รถใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท

เมื่อรถไม่สามารถใช้งานได้ เจ้าของรถย่อมได้รับผลกระทบ และกฎหมายเปิดโอกาสให้เรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ทำไมหลายคนจึงเสียสิทธิโดยไม่รู้ตัว?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยมุ่งสนใจเพียงการนำรถเข้าซ่อมให้เสร็จโดยเร็ว แต่ระหว่างดำเนินการกลับมีเอกสารหลายฉบับให้ลงนามหลายคนคิดว่า

  • เซ็นไปก่อน
  • เจ้าหน้าที่บอกให้เซ็น
  • คงไม่มีอะไร

แต่เมื่อถึงเวลาจะเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กลับพบว่ามีประเด็นข้อโต้แย้งเกิดขึ้นจากเอกสารที่เคยลงลายมือชื่อไว้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ่านเอกสารก่อนลงนามจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อสำคัญควรรู้ บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่แรก

ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ การดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันภัย มีการวางระบบ ขั้นตอน และมีที่ปรึกษากฎหมายคอยให้คำแนะนำอยู่แล้ว

ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์รถชนเป็นครั้งแรก จึงอาจไม่ทราบสิทธิหรือผลทางกฎหมายของเอกสารแต่ละฉบับ

การขอคำปรึกษาจากทนายความจึงไม่ใช่การสร้างปัญหา แต่เป็นการช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง และสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

หากรถชน ควรปรึกษาทนายตั้งแต่วันแรก

หลายคนมักรอจนเกิดปัญหากับบริษัทประกันภัยแล้วจึงค่อยหาทนาย

แต่จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หากได้รับคำปรึกษาตั้งแต่วันแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ จะสามารถวางแนวทางการดำเนินเรื่องได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเก็บพยานหลักฐาน
  • การติดต่อบริษัทประกันภัย
  • การตรวจสอบเอกสารก่อนลงนาม
  • การติดตามการซ่อมรถ
  • การรักษาสิทธิในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
  • การประเมินความเสียหายตามกฎหมาย

การวางแผนตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิที่ผู้เสียหายควรได้รับ

อุบัติเหตุรถชนไม่ได้จบเพียงการนำรถเข้าซ่อมก็จบ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิหลายประการที่ผู้เสียหายควรได้รับ โดยเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคาของตัวรถ ซึ่งหลายคนอาจเสียสิทธิ์ไปเพราะลงนามในเอกสารโดยไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย

หากคุณกำลังประสบปัญหาลักษณะนี้กับบริษัทประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการให้เซ็นเอกสาร การรออะไหล่ การซ่อมล่าช้า หรือการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ การเรียกค่าเสียหายในส่วนค่าเสื่อมราคา อย่าเพิ่งรีบลงนามในเอกสารโดยไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางรูปเรื่องวางแนวทางดำเนินการตั้งแต่วันแรกหลังรถชน เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิของตนเองและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไข เพราะการวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ย่อมสามารถลดโอกาสในการเสียสิทธิที่ผู้บริโภคควรได้รับ ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก ติดต่อเรา

ก้าวสู่ความร่วมมือระดับองค์กร สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เยือนบริษัท จงเทียน โอเวอร์ซีส์ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) เสริมศักยภาพบริการกฎหมายเพื่อภาคธุรกิจ

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เข้าพบและนำเสนอข้อมูลการให้บริการด้านกฎหมายแก่ บริษัท จงเทียน โอเวอร์ซีส์ เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจด้านงานก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท โดยมีพนักงานกว่า 800–1,000 คน การเข้าพบในครั้งนี้นำทีมโดยนายกฤตภัค ศิริทีพพา ผู้ช่วยทนายความด้านภาษาจีนระดับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยนางสาวอัมพร ใจสดใส ล่ามภาษาจีนจากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนางสาวสารินี แซ่เล้า นักศึกษาฝึกประสบการณ์จากสาขาวิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยซีหนาน ประเทศจีน

ในการนำเสนอครั้งนี้ ตัวแทนสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับบริการที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัทไม่ว่าจะเป็นขอบเขตการให้คำปรึกษา อัตราค่าบริการรายเดือน เงื่อนไขการให้บริการ ตลอดจนการสนับสนุนด้านกฎหมายสำหรับภาคธุรกิจ ทั้งการจัดทำและตรวจสอบสัญญา การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน รวมถึงการดำเนินคดีและว่าความในศาล ซึ่งในกรณีของบริษัทดังกล่าว คดีที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นคดีแพ่ง

บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ผู้บริหารและตัวแทนของบริษัทให้ความสนใจในบริการของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นอย่างมาก มีการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในหลายประเด็น ทั้งด้านการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย การดูแลข้อพิพาทขององค์กร และแนวทางการให้คำปรึกษาเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการมีที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัทในยุคปัจจุบัน

การเข้าพบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในการขยายความร่วมมือกับภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนและบริษัทสัญชาติจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย จากการประเมินเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่ดีในการร่วมงานกันในฐานะที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัทซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านกฎหมาย พร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของลูกค้าให้เติบโตอย่างมั่นคงภายใต้กรอบของกฎหมายไทยและมาตรฐานสากล

จากกรณีข่าวดังที่นอนสีชมพู หมอนโดเรม่อน คลิปหลุดบนโลกออนไลน์ เปิดมุมมองจากทนายอาร์ม ทำไมควรปรึกษาทนายความอันดับแรก?

จากกรณีข่าว “ที่นอนสีชมพู หมอนโดเรม่อน” ที่ได้รับความสนใจในสังคมเกี่ยวกับการเผยแพร่คลิปและภาพส่วนตัวของบุคคลผ่านสื่อออนไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น สิทธิของผู้เสียหายเป็นอย่างไร และผู้ที่นำคลิปหรือภาพของผู้อื่นไปเผยแพร่จะมีความรับผิดทางกฎหมายหรือไม่

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกอารมณ์ออกจากข้อกฎหมาย เพราะหลายครั้งเหตุการณ์เกิดจากความโกรธ ความเสียใจ หรือความขัดแย้งในความสัมพันธ์ แต่เมื่อมีการนำคลิปหรือภาพส่วนตัวของอีกฝ่ายไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ผลทางกฎหมายอาจร้ายแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด

การเผยแพร่คลิปหลุด ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

ในทางกฎหมายแล้วเมื่อภาพหรือคลิปถูกอัปโหลดเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใดก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวมีโอกาสถูกคัดลอก ส่งต่อ ทำซ้ำ และหรือเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว แม้ผู้โพสต์จะลบภายหลัง แต่ความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

กรณีในลักษณะนี้การกระทำอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความผิดทางคอมพิวเตอร์ ความผิดเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและรายละเอียดของแต่ละกรณี

ความโกรธไม่ใช่เหตุยกเว้นความรับผิด

หลายคนคิดว่าเมื่อถูกนอกใจ ถูกหลอก หรือได้รับความเสียใจด้วยอารมณ์ที่โกรธจึงอัดคลิป หรือถ่ายภาพนิ่ง และนำข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายมาเปิดเผยเพื่อประจานได้ด้วยอารมณ์ แต่ในทางกฎหมายความรู้สึกหรืออารมณ์โกรธหรือผิดหวังไม่ได้เป็นเหตุที่ทำให้การกระทำดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือได้รับการยกเว้น หรือนำมาอ้างว่าทำไปเพราะอารมณ์โกรธ หรืออารมณ์ชั่ววูบได้

การตัดสินใจเพียงชั่ววูบอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดี และอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหากการกระทำนั้นสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ความเป็นส่วนตัว หรือการดำเนินชีวิตของอีกฝ่ายด้วย

ทำไมควรมีทนายความตั้งแต่เริ่มมีปัญหา?

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หลายคดีสามารถลดความเสียหายได้โดยที่เราเป็นฝ่ายถูกนอกใจก็จริง แต่ก็จะสามารถถือไพ่เหนือกว่าได้ง่าย ๆ  หากก่อนจะทำสิ่งใดลงไป ได้รับคำแนะนำทางกฎหมายจากทนายความก่อนตัดสินใจทำสิ่งใดลงไปนั่นเอง

เพราะในความเป็นจริงทนายความไม่ได้มีบทบาทไว้เพียงเพื่อว่าความในศาล แต่ยังรวมถึงการให้คำปรึกษา ประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย วางแนวทางการเก็บพยานหลักฐาน และช่วยหาทางออกที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ได้ด้วย

หลายครั้งหลายกรณีเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นภายในครอบครัว ความสัมพันธ์ หรือธุรกิจก็ตามแต่ การได้รับคำปรึกษาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น สามารถป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายจนกลายเป็นคดีความได้

หากเป็นผู้เสียหายควรทำอย่างไร?

สำหรับผู้เสียหายหากพบว่าคลิปหรือภาพส่วนตัวของตนถูกเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ควรรีบเก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ วันที่และเวลาที่พบข้อมูล รวมถึงข้อความสนทนาที่เกี่ยวข้อง

หลังจากนั้นควรขอคำปรึกษาจากทนายความเพื่อประเมินแนวทางดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการประสานขอให้ลบข้อมูล การดำเนินคดี หรือการเรียกค่าเสียหายตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายป้องกันได้ หากเริ่มต้นอย่างถูกต้อง

ปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปและการละเมิดความเป็นส่วนตัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการใช้งานสื่อออนไลน์ การตัดสินใจโดยใช้อารมณ์เพียงชั่วคราวอาจสร้างผลกระทบที่ยาวนานทั้งต่อผู้เผยแพร่และผู้เสียหาย

หากคุณกำลังเผชิญข้อพิพาทเกี่ยวกับคลิป ภาพส่วนตัว หรือการเผยแพร่ข้อมูลบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้เสียหายหรือผู้ที่ไม่แน่ใจว่าการกระทำของตนอาจมีผลทางกฎหมายหรือไม่ การปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้เข้าใจสิทธิ หน้าที่ และแนวทางดำเนินการที่เหมาะสม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับคดีออนไลน์ คดีละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และข้อพิพาทที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางที่รอบคอบและปกป้องสิทธิของผู้รับคำปรึกษาตามกฎหมาย

คลิปหลุดจากคนรักเก่า ทำอย่างไรได้บ้าง? ทนายอาร์มเปิดต้นตอของเรื่องจากกรณีข่าวดัง ตร.ไซเบอร์ บุกรวบช่างภาพรับถ่ายนักศึกษา ปล่อยคลิปหลุดอดีตแฟน

คลิปหลุดยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับผู้เสียหายในยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป เพราะเมื่อภาพหรือคลิปส่วนตัวถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักไม่ได้จบเพียงแค่บนโลกออนไลน์ แต่ส่งผลต่อการเรียน การทำงาน ชื่อเสียง และสภาพจิตใจของผู้เสียหายในระยะยาวอีกด้วย

จากกรณีข่าวที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลลามกผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้แถลงผลการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นั้น ทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจปัญหาเรื่องคลิปหลุดและการนำภาพหรือคลิปส่วนตัวไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกครั้ง

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เผยจุดเริ่มต้นของปัญหาคลิปหลุด

หลังจากมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือจากทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เนื่องจากถูกอดีตคนรักนำคลิปวิดีโอส่วนตัวไปเผยแพร่และจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม ทนายอาร์มจึงเริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมข้อมูล ก่อนที่เรื่องราวจะขยายผลจนกลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ

คดีที่เป็นข่าวนี้เกิดจากต้นทางคือมีน้องคนหนึ่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยพะเยาแล้วถูกแฟนเก่าอดีตคนรักอัดคลิปวิดีโอเวลามีอะไรกับสาว ๆ แล้วก็เอาไปขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชื่อว่า X หรือที่รู้จักกันในแอพทวิตเตอร์ พอไปขายเสร็จ ณ ตอนนั้นทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ก็สงสัยว่าทวิตเตอร์นี้เป็นของใคร ก็เลยไปตามต่อ ตามไปตามมาเราก็เลยไปเจอน้องคนนึงที่ก็โดนเหมือนกัน ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ก็วางแผนจับกุมกันกับท่านรองผู้บัญชาการตำรวจ สอท. หรือท่านพล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ ส่วนคดีลักษณะแบบนี้เรื่องของค่าเสียหายเป็นเรื่องสังคม มันก็คือการละเมิด ละเมิดก็คือการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้สามารถเรียกค่าเสียหายได้จำนวนมากจากประสบการณ์ที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ทำคดีมา

จากประสบการณ์ของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่า คดีคลิปหลุดจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากการถูกแฮกข้อมูลหรือการถูกโจรกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ แต่เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคนสองคน

หลายกรณีเกิดจากความรัก ความไว้วางใจ หรือความเชื่อใจในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่ยังรักกัน จนมีการบันทึกภาพหรือคลิปส่วนตัวไว้ร่วมกัน โดยในขณะนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์จะสิ้นสุดลงหรือมีปัญหาตามมา หรือข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวอาจกลายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ กลั่นแกล้ง หรือสร้างความเสียหายให้กับอีกฝ่ายร้อนรนได้

คลิปหลุดไม่ใช่แค่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องสิทธิทางกฎหมาย

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากมีคลิปหลุดออกไปแล้ว ผู้เสียหายควรยอมรับชะตากรรม หรือปล่อยให้เรื่องเงียบไปเอง แต่ในความเป็นจริง การเผยแพร่ภาพหรือคลิปส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายประการ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีด้วย

นอกจากประเด็นทางกฎหมายอาญาแล้ว ผู้เสียหายยังอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง หน้าที่การงาน การศึกษา หรือสภาพจิตใจของผู้เสียหาย

จากประสบการณ์ในการทำคดีของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าความเสียหายในคดีลักษณะนี้อาจมีมูลค่าสูง เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลและชื่อเสียงของผู้เสียหายโดยตรง

ทำไมผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าออกมาดำเนินคดี?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้เสียหายจำนวนมากเลือกที่จะเงียบ เพราะกลัวสังคมตัดสิน กลัวครอบครัวรับไม่ได้ หรือกลัวว่าการดำเนินคดีจะทำให้เรื่องยิ่งถูกเผยแพร่มากขึ้น
ในความเป็นจริง ผู้เสียหายจำนวนมากไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่กลับตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
ยิ่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปนาน พยานหลักฐานบางอย่างอาจสูญหาย หรือผู้กระทำอาจมีโอกาสเผยแพร่ข้อมูลต่อไปยังช่องทางอื่นเพิ่มเติม ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างขึ้น
ดังนั้น การรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

หากตกเป็นเหยื่อคลิปหลุด ควรทำอย่างไร?

เมื่อพบว่าภาพหรือคลิปส่วนตัวถูกเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต สิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติ และรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่างพยานหลักฐานที่ควรเก็บรักษา ได้แก่

  • ภาพหน้าจอของโพสต์หรือเว็บไซต์
  • ลิงก์ URL ที่เผยแพร่ข้อมูล
  • ข้อความสนทนาที่เกี่ยวข้อง
  • หลักฐานการข่มขู่หรือเรียกร้องผลประโยชน์
  • รายชื่อพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง

การมีพยานหลักฐานจะช่วยให้การดำเนินการตามกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และรีบปรึกษาทนายความให้เร็วที่สุด เพราะทนายความสามารถวางรูปเรื่องในการดำเนินคดีได้อย่างรัดกุมและรอบคอบก่อนดำเนินการไปแจ้งความ

ในยุคดิจิทัล ข้อมูลส่วนตัวมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด

ปัจจุบันภาพและคลิปต่าง ๆ ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่ยังถูกจัดเก็บบนระบบคลาวด์ แอปพลิเคชันส่งข้อความ หรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ต่าง ๆ

นั่นหมายความว่า เมื่อข้อมูลถูกบันทึกในรูปแบบดิจิทัลแล้ว โอกาสที่ข้อมูลจะถูกคัดลอก ส่งต่อ หรือเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตก็มีเพิ่มมากขึ้น

แม้จะเป็นคนรัก คนสนิท หรือบุคคลที่ไว้ใจมากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง ก็ไม่มีใครสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแน่นอนว่าจะไม่มีปัญหาตามมา

ดังนั้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการระมัดระวังในการสร้างหรือจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวที่มีความอ่อนไหวตั้งแต่แรก

ปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ เพื่อปกป้องสิทธิอย่างรอบคอบ

ในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปหลุดรายละเอียดข้อเท็จจริงของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน บางกรณีเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว บางกรณีมีการข่มขู่เรียกเงิน หรือบางกรณีอาจมีความเชื่อมโยงกับการนำข้อมูลไปใช้แสวงหาประโยชน์ในรูปแบบอื่น

การขอคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง รู้แนวทางการเก็บพยานหลักฐาน และสามารถวางแผนการดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างเหมาะสม

หากใครกำลังประสบปัญหาคลิปหลุดถูกนำภาพหรือคลิปส่วนตัวไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือกำลังถูกข่มขู่จากข้อมูลส่วนตัวของตนเอง สามารถปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ เพื่อร่วมวางแนวทางการดำเนินการและปกป้องสิทธิของคุณตามกฎหมายได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะยิ่งได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องเร็วเท่าไร โอกาสในการลดความเสียหายและรักษาสิทธิของตนเองก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ตำรวจไซเบอร์ บุกรวบช่างภาพรับถ่ายนักศึกษา ปล่อยคลิปหลุดอดีตแฟนแปะลิงก์เว็บพนัน ทนายอาร์มเตือน รักกันอย่าถ่ายคลิปดีที่สุด

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ นำโดย พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยผู้บังคับการและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ทั้ง บก.สอท.3 บก.ปอท. และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (TICAC) ได้ร่วมกันปฏิบัติการตามหมายค้นของศาลจังหวัดสกลนคร เข้าตรวจค้นห้องพักแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามก และการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งคดียังคงอยู่ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพและจัดเก็บข้อมูลหลายรายการ อาทิ กล้องถ่ายภาพ การ์ดบันทึกข้อมูล คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แฟลชไดรฟ์ และโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำไปตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยตำรวจเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างขยายผลเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นหรือผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดอื่นตามกฎหมาย หากพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

คดีดังกล่าวว่าเริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียหายหลายรายเข้าขอความช่วยเหลือ หลังถูกข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพหรือคลิปส่วนตัว หรือถูกนำภาพไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม บางรายยังพบว่าภาพของตนถูกนำไปใช้ประกอบการโฆษณาบนเว็บไซต์พนันออนไลน์ ส่งผลให้ได้รับความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียง การศึกษา การทำงาน และสภาพจิตใจ จนไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ

ในคดีนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดี โดยให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ร่วมวางแผนการรวบรวมพยานหลักฐาน และประสานการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรัดกุมที่สุด ทนายอาร์มเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากนักศึกษาหลายรายในพื้นที่ภาคเหนือที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ หลังถูกข่มขู่ด้วยภาพลับและคลิปส่วนตัว ก่อนที่การสืบหาข้อเท็จจริงจะเชื่อมโยงไปสู่คดีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

จากประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้เสียหาย ทนายอาร์มกล่าวว่า ปัจจุบันอาชญากรรมในลักษณะนี้ไม่ได้จบเพียงการปล่อยคลิปหลุดแต่ในหลายกรณีกลับถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแบล็กเมลหรือแสวงหาประโยชน์ทางการค้า เช่น การนำภาพไปใช้โปรโมตเว็บไซต์ผิดกฎหมายหรือใช้ข่มขู่เรียกทรัพย์ ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวว่าจะถูกสังคมมองในแง่ลบ ทั้งที่แท้จริงแล้วผู้เสียหายควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังพบว่า ปัจจุบันมีผู้เสียหายที่ประสบปัญหาในลักษณะนี้ติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง หลายคนถูกข่มขู่จากอดีตคนรัก บางคนถูกนำภาพส่วนตัวไปเผยแพร่ในกลุ่มออนไลน์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียกเงินและสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด ทนายอาร์มจึงฝากข้อคิดว่า แม้ในช่วงเวลาที่คนรักกัน การถ่ายภาพหรือคลิปส่วนตัวอาจเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบดิจิทัลแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมหากความสัมพันธ์สิ้นสุดลง

อีกประเด็นสำคัญที่หลายคนมักเข้าใจผิด คือการคิดว่าเมื่อเกิดคลิปหลุดแล้วปล่อยให้เรื่องเงียบไปจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริง ภาพหรือคลิปเหล่านั้นอาจถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มอื่น ถูกนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ หรือเชื่อมโยงกับการกระทำผิดรูปแบบอื่นได้ ผู้เสียหายจึงไม่ควรปล่อยปละละเลย แต่ควรรีบเก็บหลักฐานทั้งหมด และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลามมากกว่าเดิม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกข่มขู่ด้วยภาพลับ การถูกแบล็กเมลการถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการถูกละเมิดสิทธิบนโลกออนไลน์ หากประชาชนพบว่าตนเองกำลังตกเป็นผู้เสียหาย ไม่ควรเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แต่ควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อร่วมวางแผน วางแนวทาง และกำหนดขั้นตอนการดำเนินคดีอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการวางรูปคดีที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

เตือนภัยมิจฉาชีพ 2026 แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเครือข่ายมือถือ หลอกเหยื่อให้แจ้งความ ก่อนโอนสายหาตำรวจปลอม

มิจฉาชีพปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้ใช้เพียงการอ้างว่าเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนในอดีต แต่เริ่มวางแผนเป็นขั้นตอน มีการสร้างเรื่องราวให้สมจริง ใช้ศัพท์ราชการ และหลอกให้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองกำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา
ล่าสุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับพนักงานของสำนักงานเอง ซึ่งเกือบตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากไม่สังเกตความผิดปกติและตั้งสติไว้ก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่อยากนำมาแบ่งปัน เพื่อให้ประชาชนรู้ทันกลโกงรูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปี 2026

จุดเริ่มต้นของการหลอกลวง 

มิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหาพนักงานของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ
ผู้โทรแจ้งว่ามีหมายเลขโทรศัพท์ที่เปิดใช้งานในจังหวัดแห่งหนึ่ง และมีผู้ร้องเรียนหลายร้อยรายว่าเบอร์ดังกล่าวส่งข้อความ SMS พร้อมลิงก์เกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ จึงต้องการตรวจสอบว่าเป็นเจ้าของหมายเลขดังกล่าวหรือไม่ พนักงานของเราปฏิเสธทันทีว่าไม่เคยเปิดหมายเลขดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ใช่ข้อมูลของตนเอง

มิจฉาชีพเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือ

หลังจากนั้น ผู้โทรเริ่มสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น หมายเลขโทรศัพท์อีกเบอร์ที่เคยใช้งาน และพูดเลขบัตรประชาชนบางส่วนเพื่อตรวจสอบตัวตน
ในช่วงแรก มิจฉาชีพพูดข้อมูลไม่ตรงกับความจริง แต่ไม่นานก็กลับมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้อง และพูดซ้ำหลายครั้งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
จากนั้นแจ้งว่า หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวถูกเปิดที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด พร้อมระบุวันเปิดใช้งาน และแนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่นั้น เมื่อพนักงานแจ้งว่าไม่สะดวกเดินทาง มิจฉาชีพจึงเสนอว่าจะช่วยประสานงานให้ทั้งหมด

กลลวงสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ขั้นตอนต่อมาคือสิ่งที่หลายคนอาจหลงเชื่อ มิจฉาชีพอ้างว่าจะช่วยติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสอนวิธีแจ้งความ พร้อมบอกว่าหลังแจ้งความแล้ว ต้องขอเอกสารหลายรายการ เช่น บันทึกประจำวันหรือหลักฐานต่าง ๆ เพื่อส่งให้ผู้ให้บริการเครือข่ายดำเนินการ ระหว่างการพูดคุย สายโทรศัพท์มีปัญหาติด ๆ ขัด ๆ หลายครั้ง ทางมิจฉาชีพจึงอ้างว่าขอเวลาตรวจสอบสัญญาณมือถือเครือข่าย แล้วเดี๋ยวจะติดต่อกลับไปอีกรอบ 
ต่อมาไม่นานก็มีอีกสายโทรเข้ามา อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายมือถือ พร้อมพูดข้อมูลเดิมซ้ำไปมา เพื่อให้ผู้เสียหายรู้สึกว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหลายหน่วยงานจริง

โอนสายไปหาตำรวจปลอม
หลังจากสร้างความเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง มิจฉาชีพจึงโอนสายไปยังบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจปลอมสอบถามว่าจะมาแจ้งความเรื่องอะไร และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่พนักงานของสำนักงานเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเปลี่ยนให้เพื่อนร่วมงานอีกคนเข้ามาพูดคุยแทน เมื่อเพื่อนร่วมงานสอบถามกลับ เช่น ชื่อตำรวจ หรือรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับถูกตำรวจปลอมถามย้อนว่า

  • “เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า”
  • “จะมาหลอกเอาข้อมูลเจ้าหน้าที่ใช่ไหม”
  • “ว่างมากเหรอ”

เมื่อเห็นว่าถูกจับพิรุธได้ มิจฉาชีพจึงยุติการสนทนา และให้วางสาย หลังจากพนักงานแจ้งว่าจะเดินทางไปพบตำรวจด้วยตนเอง

ทำไมมิจฉาชีพถึงใช้วิธีนี้?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันไม่ได้รีบหลอกให้โอนเงินทันที แต่จะใช้วิธีสร้างความกลัวก่อน

เช่น

  • อ้างว่ามีคดีอาญา
  • อ้างว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก
  • อ้างว่ามีการเปิดเบอร์โทรศัพท์ในชื่อของเหยื่อ
  • ใช้ศัพท์ราชการจำนวนมาก
  • พูดวนซ้ำหลายรอบจนผู้เสียหายสับสน
  • อ้างว่าจะช่วยประสานงานทุกอย่าง

เมื่อเหยื่อเริ่มเชื่อใจ จึงค่อยเข้าสู่ขั้นตอนที่ต้องการข้อมูลส่วนบุคคลหรือชักจูงให้ดำเนินการตามคำสั่ง ผู้สูงอายุ เยาวชน หรือผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการแจ้งความ อาจตกเป็นเหยื่อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

หากได้รับสายโทรเข้าลักษณะนี้ ควรทำอย่างไร?

หากมีผู้โทรอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ และพยายามสร้างความกดดัน ควรตั้งสติและดำเนินการดังนี้

  • อย่ารีบให้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้โทรรู้ข้อมูลบางส่วนของเรา
  • อย่าดำเนินการตามคำสั่งผ่านโทรศัพท์ทันที
  • หากสงสัย ให้ตัดสายแล้วติดต่อหน่วยงานนั้นผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง
  • หากผู้โทรอ้างว่าจะโอนสายไปยังตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหน่วยงานราชการโดยทั่วไปมีขั้นตอนการติดต่อของตนเอง

หากตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ควรรีบปรึกษาทนายความ

หากคุณเผลอให้ข้อมูลส่วนบุคคล โอนเงิน หรือได้รับความเสียหายจากมิจฉาชีพ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปให้รีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางดำเนินการทางกฎหมายวางรูปคดีทันที

เพราะการวางรูปคดีตั้งแต่ต้น มีส่วนสำคัญต่อการรวบรวมพยานหลักฐาน การติดตามเส้นทางการเงิน และการดำเนินคดีในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาคดีมิจฉาชีพออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปัจจุบันมิจฉาชีพ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการพัฒนาวิธีการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งแม้แต่คนที่ระมัดระวังก็อาจถูกหลอกได้
หากคุณหรือคนในครอบครัวได้รับสายที่น่าสงสัย ถูกหลอกให้โอนเงิน ถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือกำลังไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร สามารถปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อร่วมวางแผนและเลือกแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสมก่อนความเสียหายจะลุกลาม

อาภาพร นครสวรรค์ เตือนภัย AI ปลอมหน้าโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ อย่าปล่อยให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องสงสัย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันคือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรือจำลองเสียงของบุคคล แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการสร้างคลิปปลอมเพื่อโฆษณาเว็บพนันออนไลน์จนทำให้บุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยตกเป็นผู้เสียหาย

หนึ่งในผู้เสียหายที่ออกมาเตือนภัยสังคมและได้มีการแถลงข่าวเป็นคดีความอย่างชัดเจน คือคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ศิลปินนักร้องชื่อดังของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการนำเทคโนโลยี AI มาปลอมหน้า ปลอมเสียง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว เพื่อสร้างคลิปโฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้าเล่นเว็บพนันออนไลน์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แม้แต่น้อย

“เอาความสามารถตรงนี้ไปทำสิ่งดี ๆ ประเทศคงจะดีขึ้นเยอะ”

ประโยคหนึ่งที่คุณฮาย อาภาพร กล่าวไว้ในวันแถลงข่าวที่ตนเองถูกนำภาพและเสียงไปสร้างเป็นคลิปปลอม

คำพูดสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่าเสียดายที่เทคโนโลยีซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม กลับถูกนำมาใช้หลอกลวงประชาชนและสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

จากการตรวจสอบพบว่า คลิปปลอมดังกล่าวมีความสมจริงเป็นอย่างมาก ทั้งใบหน้า น้ำเสียง และท่าทาง จนหลายคนเชื่อว่าเป็นตัวจริง บางคลิปมีความเหมือนถึงประมาณ 80% ทำให้ผู้ชมจำนวนมากหลงเชื่อว่าคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เป็นผู้เชิญชวนให้เล่นเว็บพนันออนไลน์

จุดเริ่มต้นของคดี AI ปลอมตัวตน

ในวันแถลงข่าวคุณฮาย อาภาพร เปิดเผยว่า เริ่มพบคลิปปลอมที่นำภาพของตนไปใช้ตั้งแต่ปี 2568

ในช่วงแรก มีแฟนคลับหลายคนส่งคลิปมาให้ดู เมื่อพบว่ามีการนำภาพ เสียง และบุคลิกของตนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณฮายจึงตัดสินใจรีบปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทันที เพื่อวางแนวทางดำเนินคดี

ตลอดระยะเวลาประมาณ 6–7 เดือนที่ผ่านมา มีการรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามข้อมูล และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องสิทธิของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

จากผู้เสียหาย เกือบกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีซะเอง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของคดีลักษณะนี้ ไม่ใช่เพียงการถูกนำภาพไปใช้เท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเจ้าของภาพเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

คุณฮาย อาภาพร เล่าว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าตนเองเป็นผู้โฆษณาเว็บพนันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เคยรับงานในลักษณะดังกล่าว และไม่เคยเชิญชวนให้ประชาชนเล่นการพนันออนไลน์เลย ความเข้าใจผิดเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานานหลายสิบปี

เว็บพนันออนไลน์เคยติดต่อคุณฮายโดยตรง ทุกกรณีถูกส่งต่อให้ทนายอาร์มทันที

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณฮายเปิดเผยว่า เคยมีกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์พยายามติดต่อเข้ามาพูดคุยด้วยตนเอง

แต่คุณฮายเลือกที่จะไม่เจรจา ไม่ต่อรอง และไม่ดำเนินการใด ๆ ด้วยตนเอง

ทุกกรณีถูกส่งต่อให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการสื่อสารที่อาจถูกนำไปตีความผิด และทำให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม

มิจฉาชีพใช้ทุกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด

จากข้อมูลที่ได้รับระหว่างการดำเนินคดี พบว่าผู้กระทำผิดมักมีการแบ่งหน้าที่กันเป็นขบวนการ

ในบางกรณี มีการใช้บัญชีม้าซึ่งเปิดในชื่อบุคคลอื่น หรือใช้เยาวชนเป็นผู้เปิดบัญชี ทำให้การติดตามตัวผู้กระทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามสร้างเรื่องราวเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้เสียหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่เบื้องหลังกลับเป็นการดำเนินการของเครือข่ายที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการทางกฎหมายจึงจำเป็นต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานและการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ

หากไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น ผู้เสียหายอาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ให้ความเห็นว่า

สิ่งสำคัญของคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการรีบเข้าแจ้งความ แต่คือการวางแผนการดำเนินคดีตั้งแต่ต้น

ในหลายกรณี หากผู้เสียหายดำเนินการโดยไม่มีการเตรียมตัว อาจทำให้เสียโอกาสในการรวบรวมพยานหลักฐาน หรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของคดี

กรณีของคุณฮาย อาภาพร ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ผู้เสียหายอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกสังคมเข้าใจผิด หรือในบางกรณีอาจต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

หากถูก AI ปลอมภาพหรือถูกนำไปโฆษณาเว็บพนัน อย่ารอให้ปัญหาบานปลาย ปรึกษาทนายความทันที

ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่มีความสมจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนทั่วไป ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักธุรกิจ หรือบุคคลสาธารณะ ล้วนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้

หากพบว่ารูปภาพ เสียง หรือคลิปของตนถูกนำไปใช้โฆษณาเว็บพนันออนไลน์ หรือถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ควรรีบเก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ วันที่และเวลาที่พบข้อมูล รวมถึงหลีกเลี่ยงการติดต่อผู้กระทำผิดโดยตรง ก่อนขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

กรณีของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า การตกเป็นเหยื่อของ AI ปลอมตัวตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และความเสียหายไม่ได้มีเพียงด้านชื่อเสียง แต่ยังอาจส่งผลต่อการประกอบอาชีพ ความน่าเชื่อถือ และสิทธิทางกฎหมายของผู้เสียหาย

หากคุณเป็นศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักธุรกิจ หรือประชาชนทั่วไป ที่กำลังถูกนำภาพ เสียง หรือคลิปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกแอบอ้างเพื่อโฆษณาเว็บพนันออนไลน์อย่าเพิ่งรีบดำเนินการเพียงลำพัง

การได้รับคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยวางแผนการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน และปกป้องสิทธิของคุณได้อย่างเหมาะสม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการด้านกฎหมายเกี่ยวกับคดี AI ปลอมตัวตน คดีถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ สุดทน AI ปลอมใบหน้าโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ ทนายอาร์มร่วมแถลงข่าว พร้อมย้ำ “วางแผนคดีก่อนแจ้งความ” สำคัญที่สุด

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในฐานะทนายความที่ปรึกษาของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ศิลปินนักร้องชื่อดังของประเทศไทย ได้เดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (สอท.2) เพื่อร่วมแถลงข่าวคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน กรณีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปลอมใบหน้าและเสียงของคุณฮายไปใช้โฆษณาเว็บพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าศิลปินมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าว

ตำรวจไซเบอร์โดยพล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., มอบหมายให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ได้แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ KFC888 ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีเงินหมุนเวียนมากกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี พร้อมตรวจพบพฤติการณ์นำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างภาพและเสียงเลียนแบบคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เพื่อผลิตสื่อโฆษณาชักชวนประชาชนให้เข้าเล่นพนันออนไลน์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยให้ความยินยอมและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าวแต่อย่างใด สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทางที่ผิด

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ยังพบว่ามีบริษัทผู้ให้บริการระบบรับชำระเงิน (Payment Gateway) แห่งหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 2 จุด พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเอกสารสำคัญจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังมีการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อติดตามและยึดทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิดตามกฎหมาย

จากเหตุการดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ได้ฝากข้อคิดถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการแอบอ้างหรือถูกนำภาพ เสียง หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในโลกออนไลน์ว่า “อย่ากลัวที่จะเข้าแจ้งความ อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ เพราะไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากรู้ตัวว่าถูกนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ควรรีบดำเนินการทันที” ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิของตนเอง และการไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลจนสร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่นเพิ่มเติม

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ การดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงการรวบรวมหลักฐานหรือการเข้าแจ้งความเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การวางแผนคดีและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอาจส่งผลต่อแนวทางของคดี การติดตามตัวผู้กระทำผิด และการรวบรวมพยานหลักฐานในภายหลัง หากมีการวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดีและลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้เสียหาย

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบว่า ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยรีบเข้าแจ้งความทันทีโดยยังไม่ได้จัดเตรียมพยานหลักฐานหรือวางแนวทางดำเนินคดีอย่างรอบคอบ ทำให้ในบางกรณีอาจพลาดโอกาสในการเก็บข้อมูลสำคัญหรือดำเนินการบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ดังนั้น การได้รับคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรัดกุมมากยิ่งขึ้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอใช้โอกาสนี้เตือนภัยไปยังศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ นักศึกษา เน็ตไอดอล ตลอดจนประชาชนทั่วไปว่า ปัจจุบันการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงใบหน้า เสียง หรือภาพเคลื่อนไหวของบุคคล เพื่อโฆษณาสินค้า หลอกลวง หรือโปรโมทเว็บพนันออนไลน์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าตนเองถูกแอบอ้าง หรือถูกนำภาพ เสียง หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ควรรีบเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็ว เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอขอบคุณ คุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ที่ไว้วางใจให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ทำหน้าที่เป็นทนายความที่ปรึกษาในคดีสำคัญครั้งนี้ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการให้คำปรึกษาและดำเนินคดีด้านอาชญากรรมออนไลน์ คดีถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คดี AI ปลอมแปลงข้อมูล และคดีที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างตัวตน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายอย่างเต็มความสามารถ ทั้งนี้ หากท่านกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน ควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแผนและวางรูปคดีก่อนดำเนินการแจ้งความ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เสียหายตามกระบวนการยุติธรรม

ก้าวใหม่แห่งความสำเร็จ เปิดอาคารสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ อาคาร C สู่การเติบโตอย่างมั่นคง

วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งวันแห่งความภาคภูมิใจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีประกอบพิธีทำบุญรับอาคารสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ อาคาร C ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเติบโตและการพัฒนาองค์กร ภายใต้การนำของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ การขยายอาคารสำนักงานในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จขององค์กร แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านกฎหมาย เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรและความไว้วางใจจากลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พิธีทำบุญในครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากพระสงฆ์จำนวน 5 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เดินทางมาเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ บุคลากร และผู้ที่เข้ามาติดต่อสำนักงานในอนาคต เสียงสวดพระพุทธมนต์ที่ดังกังวานไปทั่วอาคาร สร้างบรรยากาศแห่งความสงบ อบอวลด้วยศรัทธาและความเป็นมงคล นับเป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามของอาคารหลังใหม่แห่งนี้

นอกจากนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง จังหวัดพิษณุโลก เดินทางมาร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตภายในพิธี พร้อมประกอบพิธีเจิมประตูทางเข้าสำนักงานและเจิมป้ายอาคาร เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมความเจริญรุ่งเรือง และความร่มเย็นแก่ผู้บริหาร บุคลากร และผู้ที่เข้ามาใช้บริการ การได้รับเมตตาจากพระอาจารย์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความหมายอันดีที่สร้างขวัญและกำลังใจให้กับทุกคนในองค์กร

พิธีอันเป็นมงคลครั้งนี้ดำเนินรายการโดยนาวาอากาศเอกสุภาวิต ธรรมสิทธิรุจน์ อนุศาสนาจารย์ ผู้ทำหน้าที่ควบคุมลำดับพิธีอย่างเรียบร้อยและสมบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ความศรัทธา และความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร ทีมงาน และผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมพิธี ทุกช่วงเวลาของงานเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความหวังที่จะก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จในบทต่อไปของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

อีกหนึ่งภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน คือในระหว่างประกอบพิธีได้มีสายฝนโปรยปรายลงมา ซึ่งตามความเชื่อของคนไทยถือเป็นนิมิตหมายอันเป็นมงคล สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความร่มเย็น และความเจริญรุ่งเรือง หลายคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สายฝนในวันแห่งการเริ่มต้นนี้ เปรียบเสมือนพรอันประเสริฐที่ธรรมชาติมอบให้กับองค์กร เพื่อเป็นสัญญาณแห่งการเติบโตและความสำเร็จในอนาคต

ความสำเร็จของอาคาร C ไม่ได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่ทำงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความตั้งใจในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการให้บริการทางกฎหมายอย่างมีมาตรฐาน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและภาคธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักนิติธรรมต่อไป

ชาวจีนอยากมีบ้านในไทย ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย? รู้ก่อนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัย ลงทุน หรือใช้ชีวิตหลังเกษียณในประเทศไทย เนื่องจากมีค่าครองชีพที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภคที่ดี อาหารการกินที่หลากหลาย และการเดินทางที่สะดวก

แต่อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ชาวจีนจำนวนมากสงสัยคือ

“ชาวจีนสามารถซื้อบ้านหรือถือครองที่ดินในประเทศไทยได้หรือไม่?”

คำตอบคือ สามารถมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์บางประเภทได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายไทยอย่างถูกต้อง

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะอธิบายแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับชาวจีนที่ต้องการมีบ้านหรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ชาวจีนซื้อที่ดินในประเทศไทยได้หรือไม่?

ตามกฎหมายไทย โดยหลักแล้วชาวต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยตรง เหมือนบุคคลสัญชาติไทย

ดังนั้น การซื้อที่ดินแล้วจดทะเบียนเป็นชื่อของชาวจีนโดยตรงจึงไม่สามารถดำเนินการได้ในกรณีทั่วไป

ในอดีตมีผู้พยายามใช้วิธีถือครองผ่านบุคคลอื่นหรือโครงสร้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งทางแพ่ง อาญา และความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ต้องการลงทุนหรืออยู่อาศัยในประเทศไทยจึงควรเลือกแนวทางที่กฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

ชาวจีนสามารถซื้อคอนโดมิเนียมได้

วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับชาวจีนที่ต้องการมีอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย คือการซื้อห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม

กฎหมายไทยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น สัดส่วนการถือครองของชาวต่างชาติในโครงการนั้นต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด

ข้อดีคือ

  • สามารถถือกรรมสิทธิ์ได้โดยตรง
  • สามารถขายต่อได้
  • สามารถปล่อยเช่าได้
  • มีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่าการใช้โครงสร้างที่มีความเสี่ยง

จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มชาวจีนที่ต้องการอยู่อาศัยหรือซื้อเพื่อการลงทุน

ชาวจีนอยากมีบ้านพร้อมที่ดิน ทำอย่างไรได้บ้าง?

แม้ชาวจีนจะไม่สามารถถือครองที่ดินโดยตรงได้ แต่กฎหมายไทยยังมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยให้ชาวต่างชาติสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น

สิทธิเก็บกิน (Usufruct)

สิทธิเก็บกินเป็นสิทธิที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำให้ผู้ได้รับสิทธิมีสิทธิครอบครอง ใช้ประโยชน์ และได้รับผลประโยชน์จากที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้น

เช่น

  • อยู่อาศัยในบ้าน
  • ทำสวน
  • ประกอบธุรกิจตามที่กฎหมายอนุญาต
  • ปล่อยเช่าและรับค่าเช่า

สิทธิดังกล่าวสามารถช่วยให้ชาวจีนใช้ประโยชน์จากที่ดินในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม

สิทธิการเช่าระยะยาว

อีกแนวทางหนึ่งคือการทำสัญญาเช่าระยะยาวตามกฎหมาย

การเช่าที่ดินหรือบ้านในระยะยาวสามารถช่วยให้ชาวต่างชาติอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม การจัดทำสัญญาควรได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

กรณีมีคู่สมรสเป็นคนไทย

ชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่สมรสกับคนไทยมักมีคำถามว่า

“หากภรรยาหรือสามีเป็นคนไทย จะซื้อบ้านหรือที่ดินได้หรือไม่”

โดยหลักแล้ว คู่สมรสสัญชาติไทยสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การวางโครงสร้างสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น

  • การแบ่งทรัพย์สิน
  • การโอนกรรมสิทธิ์
  • การหย่าร้าง
  • การรับมรดก

หลายกรณีสามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมาย เช่น สิทธิเก็บกิน หรือสิทธิอื่น ๆ ที่กฎหมายรับรอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ทั้งสองฝ่าย

อย่าหลงเชื่อวิธีถือครองที่ดินที่ผิดกฎหมาย

ปัจจุบันมีการโฆษณาหรือให้คำแนะนำผ่านสื่อออนไลน์จำนวนมากเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ

บางวิธีอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง หรืออาจเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย

ก่อนตัดสินใจลงทุน ชาวจีนควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ก่อนทุกครั้ง

การวางโครงสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ย่อมปลอดภัยกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาชาวจีนที่ต้องการมีบ้านในประเทศไทย

หากคุณเป็นชาวจีนหรือชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อบ้าน ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เช่าระยะยาว จดสิทธิเก็บกิน หรือวางโครงสร้างการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร

เพราะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ดี ไม่ใช่เพียงการได้มาซึ่งทรัพย์สิน แต่ต้องเป็นการถือครองและใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยในระยะยาว

หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อบ้าน การจดสิทธิเก็บกิน การเช่าระยะยาว หรือการวางโครงสร้างการถือครองอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวจีน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!