ก้าวแรกสู่โลกการทำงานจริง เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาฝึกงานรุ่นใหม่สู่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ให้การต้อนรับนักศึกษาฝึกงานรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมีการนิเทศและปฐมนิเทศนักศึกษาที่เข้าร่วมฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับองค์กร นำโดย ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการบริษัท และทนายนัท ณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการบริษัท ร่วมด้วยนายธนิภัทร มะโนภักดิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล และนางสาวปิยลักษณ์ บุญก่อ รักษาการหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร

ในปีนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาจีน และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ ที่ให้ความสนใจเข้ามาฝึกประสบการณ์การทำงานจริงกับองค์กร โดยน้อง ๆ จะได้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานในสภาพแวดล้อมจริง ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ผู้บริหารและทีมงานทุกฝ่ายได้ร่วมพูดคุย แนะนำแนวทางการทำงาน รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้แก่นักศึกษา เพื่อให้น้อง ๆ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานได้อย่างมั่นใจ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาการและด้านการใช้ชีวิต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เชื่อมั่นว่า การฝึกงานไม่ได้เป็นเพียงการเก็บชั่วโมงหรือการปฏิบัติตามหลักสูตรการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้โลกแห่งการทำงานจริง ได้เห็นกระบวนการทำงานขององค์กร ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติงาน และได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านสถานการณ์จริงที่ไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน

ท้ายที่สุดนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้อง ๆ ทุกคนจะได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ เทคนิคการทำงาน ตลอดจนบทเรียนการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า เพื่อนำไปต่อยอดสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพของสังคมและก้าวสู่ความสำเร็จในสายอาชีพของตนเองในอนาคต

“กฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องรู้” สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์บรรยายกฎหมายแรงงานบริษัท เว่ยหลัน ออพติคอล (ประเทศไทย) จำกัด

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับเกียรติจากบริษัท เว่ยหลัน ออพติคอล (ประเทศไทย) จำกัด ให้เข้าบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับ “กฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องรู้” เพื่อสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายแรงงานไทยให้แก่ผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัท

การบรรยายในครั้งนี้นำทีมโดย ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ หัวหน้าสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมด้วย นายกิตติธัช ลิมตศิริ ผู้ช่วยทนายความด้านภาษาจีน และนายธนิภัทร มะโนภักดิ์ ผู้ช่วยทนายความและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ทั้งในระดับผู้บริหารและพนักงานของบริษัท

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ทางบริษัท เว่ยหลัน ออพติคอล (ประเทศไทย) จำกัด ให้การต้อนรับทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นอย่างดี พร้อมเปิดโอกาสให้มีการสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานไทยอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตอบแทน วันลา วันหยุด สิทธิของลูกจ้าง หน้าที่ของนายจ้าง รวมถึงประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงาน

การตอบข้อซักถามในครั้งนี้เป็นไปอย่างจริงจังและตรงประเด็น โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ทางบริษัทเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เพราะเราเข้าใจดีว่า “กฎหมายแรงงาน” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนสูง อีกทั้งยังเป็นปัญหาที่แทบทุกองค์กรต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือองค์กรระดับนานาชาติ

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ มองว่า ปัญหาเกี่ยวกับแรงงานหรือลูกจ้างเป็นสิ่งที่ “ไม่มีวันหมด” ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องทำงานร่วมกับคน เพราะแต่ละบุคคลมีความคิด ความเข้าใจ และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมบริษัทควรมี “ทนายความที่ปรึกษา” หรือ “ที่ปรึกษากฎหมาย” คอยดูแลตั้งแต่ต้น ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนกลายเป็นคดีแรงงานหรือถูกร้องเรียนต่อกรมแรงงาน

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่เข้าใจปัญหาด้านกฎหมายแรงงานอย่างลึกซึ้ง เพราะเคยผ่านทั้งบทบาท “ลูกจ้าง” มาก่อน และปัจจุบันก็มีสถานะเป็นทั้ง “ทนายความ” และ “ผู้บริหารองค์กร” จึงเข้าใจทั้งมุมของนายจ้างและลูกจ้างเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเคยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับแรงงานจริงในโลกธุรกิจ แต่สามารถบริหารจัดการและผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ มาได้อย่างเหมาะสม โดยไม่เสียเปรียบทางกฎหมายและไม่เกิดภาพลักษณ์เสียหายต่อองค์กร

นอกจากนี้ ทนายอาร์มยังมองว่า ปัจจุบันยังมีอีกหลายบริษัทที่อาจ “ทำผิดกฎหมายแรงงานโดยไม่รู้ตัว” อาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือขาดผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอยให้คำแนะนำ ทำให้หลายองค์กรเผชิญปัญหาเมื่อลูกจ้างร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในภายหลัง

เพราะฉะนั้น การมีที่ปรึกษากฎหมายหรือทีมทนายความด้านกฎหมายแรงงาน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการแก้ปัญหาเมื่อเกิดคดีเท่านั้น แต่คือการ “ป้องกันปัญหา” ก่อนจะเกิดขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับองค์กรในยุคปัจจุบัน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานแก่บริษัทและองค์กรทุกประเภท รวมถึงเปิดรับการบรรยาย อบรม หรือจัดคอร์สให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานสำหรับผู้บริหาร ฝ่ายบุคคล และพนักงานในองค์กร

เพราะเราเชื่อว่า “ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน” คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการลดความขัดแย้งภายในองค์กร และช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากองค์กรหรือบริษัทใดสนใจรับคำปรึกษา หรือสนใจติดต่อคอร์สบรรยายด้านกฎหมายแรงงาน สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที >>ติดต่อเรา<<

อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน กลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ เพราะในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายไทยย่อมให้ความคุ้มครองลูกจ้างมากกว่านายจ้างเสมอ

นักสืบ คืออะไร? 2026 ทำไมปัจจุบันทั้งบุคคลทั่วไปและเจ้าของธุรกิจจึงต้องใช้บริการนักสืบ

นักสืบในยุคปัจจุบันกับปัญหาต่าง ๆ รอบตัวมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ปัญหาธุรกิจ ปัญหาการเงิน หรือแม้แต่ปัญหาความสัมพันธ์ หลายครั้งการใช้เพียง “ความรู้สึก” หรือ “การคาดเดา” ไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริการด้านนักสืบจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในสังคมไทย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นอีกหนึ่งสำนักงานที่มีบริการด้านนักสืบและรับสืบข้อมูลในหลากหลายกรณี โดยเน้นการทำงานอย่างเป็นระบบ รอบคอบ และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างเหมาะสม

นักสืบ มีหน้าที่อะไร?

หลายคนอาจเข้าใจว่านักสืบมีหน้าที่เพียงสะกดรอยตามบุคคลเท่านั้น แต่ในความจริง งานด้านนักสืบมีรายละเอียดมากกว่านั้นมาก

หน้าที่หลักของนักสืบ คือ

  • สืบหาข้อเท็จจริง
  • ตรวจสอบข้อมูล
  • ติดตามพฤติกรรม
  • รวบรวมพยานหลักฐาน
  • วิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีหรือข้อพิพาท

เพื่อทำให้ลูกค้าทราบข้อเท็จจริงที่แท้จริง และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจหรือดำเนินการทางกฎหมายต่อไปได้

บริการนักสืบของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ รับสืบอะไรบ้าง?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีบริการรับสืบข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ ตามความต้องการของลูกค้า โดยเน้นการดำเนินการอย่างมืออาชีพและรักษาความลับอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างงานที่รับสืบ เช่น

นักสืบคดีครอบครัวและความสัมพันธ์

ปัญหาครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหลายครั้งผู้เสียหายไม่สามารถหาความจริงได้ด้วยตัวเอง

บริการด้านนักสืบในลักษณะนี้ เช่น

  • สืบพฤติกรรมคู่สมรส
  • ตรวจสอบความสัมพันธ์
  • สืบชู้สาว
  • ติดตามบุคคล
  • ตรวจสอบพฤติกรรมที่น่าสงสัย

เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจดำเนินการในอนาคต

นักสืบด้านธุรกิจและบริษัท

ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มใช้บริการนักสืบมากขึ้น เพราะปัญหาภายในองค์กรมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม

เช่น

  • พนักงานทุจริต
  • การนำข้อมูลบริษัทไปเปิดเผย
  • การค้าขายแข่งกับนายจ้าง
  • หุ้นส่วนปกปิดข้อมูล
  • ตรวจสอบประวัติคู่ค้า
  • สืบข้อมูลการลงทุน

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะหากปล่อยไว้ อาจสร้างความเสียหายต่อองค์กรในระยะยาว

นักสืบเพื่อติดตามทรัพย์สินและลูกหนี้

ในบางกรณี ลูกหนี้มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ หรือซ่อนทรัพย์สิน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีบริการนักสืบเพื่อติดตามข้อมูล เช่น

  • ตรวจสอบทรัพย์สิน
  • ตามหารถหาย
  • สืบข้อมูลที่อยู่
  • ติดตามพฤติกรรมการหลบหนี
  • ตรวจสอบการโอนทรัพย์สิน

เพื่อช่วยให้เจ้าหนี้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ทำไมต้องใช้บริการนักสืบควบคู่กับสำนักงานกฎหมาย?

ข้อได้เปรียบสำคัญของการใช้บริการนักสืบผ่านสำนักงานกฎหมาย คือการทำงานร่วมกันระหว่าง

  • ทีมกฎหมาย
  • ทนายความ
  • และทีมสืบสวน

เพราะข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ได้จากการสืบ บางครั้งต้องนำไปใช้ใน

– คดีแพ่ง

– คดีอาญา

–  คดีแรงงาน

–  คดีครอบครัว

–  หรือคดีธุรกิจ

ดังนั้น การสืบโดยมีทนายความที่ดำเนินการวิเคราะห์ตั้งแต่ต้น จะสามารถให้การสืบมีทิศทางและสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทางกฎหมายได้

นักสืบ ทำงานถูกกฎหมายหรือไม่?

นักสืบถูกกฎหมายไหม? อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือ การใช้บริการนักสืบผิดกฎหมายหรือไม่

ในความเป็นจริง งานด้านนักสืบสามารถทำได้ หากดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นเกินสมควร

แต่บริการนักสืบของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราให้ความสำคัญกับ

  • ความถูกต้องตามกฎหมาย
  • การรักษาความลับของลูกค้า
  • และจริยธรรมในการทำงาน

เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด

นักสืบ สำคัญอย่างไรในยุค2026?

ในยุคที่ข้อมูลสามารถปกปิดหรือบิดเบือนได้ง่าย การมีข้อเท็จจริงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

หลายครั้งที่ผู้คน

  • เสียเปรียบในธุรกิจ
  • ถูกหลอกลวง
  • ถูกปกปิดความจริง
  • หรือไม่สามารถหาหลักฐานได้ด้วยตัวเอง

การใช้บริการนักสืบจึงสามารถลดความเสี่ยงและช่วยให้ตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากขึ้น

ก่อนดำเนินคดี ควรมีข้อมูลที่ชัดเจนก่อนเสมอ

หลายคนรีบฟ้องร้องหรือดำเนินคดี โดยที่ยังไม่มีข้อมูลมากพอ

สุดท้ายอาจเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย หรือเสียเปรียบในคดีได้

ดังนั้น ก่อนดำเนินการใด ๆ การสืบข้อมูลและรวบรวมข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการด้านนักสืบครบวงจร

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีบริการด้านนักสืบสำหรับทั้งบุคคลทั่วไปและภาคธุรกิจ โดยเน้น

  • ความละเอียดรอบคอบ
  • การรักษาความลับ
  • การทำงานอย่างมืออาชีพ
  • และการวิเคราะห์ร่วมกับทีมกฎหมาย

ไม่ว่าจะเป็น

  • เรื่องครอบครัว
  • เรื่องธุรกิจ
  • เรื่องลูกหนี้
  • หรือเรื่องที่ต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง

สามารถปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้โดยตรง

นักสืบ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ปัจจุบันบริการด้านนักสืบไม่ได้มีไว้เฉพาะคดีใหญ่หรือเรื่องซับซ้อนเท่านั้น แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาความจริงและปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

เพราะในหลายสถานการณ์
“ความจริง” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

และการมีทีมนักสืบที่ทำงานร่วมกับทีมกฎหมายอย่างมืออาชีพ อาจช่วยให้คุณ

  • ลดความเสี่ยง
  • ป้องกันความเสียหาย
  • และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในทุกสถานการณ์

บริการนักสืบมืออาชีพโดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คลิก >>ติดต่อเรา<<

คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือ? เปิดอีกมุมจากประสบการณ์จริงของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์

หลายคนที่ซื้อประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันภัยรถยนต์ มักคุ้นชื่อ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย รวมถึงดูแลสิทธิของผู้บริโภคที่ทำประกันภัยทุกประเภทแต่คำถามสำคัญคือ

 คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือ?

นี่คืออีกหนึ่งมุมมองจาก ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่อยากเปิดเผยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ตรง เพื่อให้ประชาชนได้คิด วิเคราะห์ และเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ของ คปภ. มากขึ้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

คปภ. คืออะไร? ทำหน้าที่อะไร?

หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่า คปภ. คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น

  • ประกันสุขภาพ
  • ประกันชีวิต
  • ประกันภัยรถยนต์
  • ประกันอุบัติเหตุ
  • ประกันทรัพย์สิน
  • รวมถึงประกันภัยทุกประเภท

หน้าที่หลักของ คปภ. คือ

  • ดูแลบริษัทประกันภัย
  • คุ้มครองผู้บริโภค
  • รับเรื่องร้องเรียน
  • ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในบางกรณี

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง หลายคนกลับเริ่มตั้งคำถามว่า “รวดเร็วและเป็นธรรม” อย่างที่โฆษณาไว้จริงหรือไม่

อนุญาโตตุลาการของ คปภ. คืออะไร?

เมื่อประชาชนเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ คปภ. จะพบคำอธิบายเกี่ยวกับ “อนุญาโตตุลาการ” ว่าเป็นกระบวนการที่

  • รวดเร็ว
  • เป็นธรรม
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

คำว่า “รวดเร็วเป็นธรรม” เป็นคำที่หลายคนอ่านแล้วรู้สึกมั่นใจทันที เพราะประชาชนทั่วไปย่อมเข้าใจว่า หากเกิดปัญหากับบริษัทประกันภัย กระบวนการนี้น่าจะช่วยให้ได้รับความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว

แต่ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ กลับตั้งคำถามว่า

“ความรวดเร็วคืออะไร?”

และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ

“ความเป็นธรรม ใครเป็นคนกำหนด?”

แม้แต่ตัวทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์เอง ยังมองว่า คำว่า “เป็นธรรม” เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากในทางปฏิบัติ

เปิดไทม์ไลน์จริงของคดีในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดขึ้น ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้นำเคสจริงจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มาเล่าให้ฟัง

ขั้นตอนที่ 1 ยื่นคำเสนอ

  • วันที่ 8 พฤษภาคม 2568
    สำนักงาน คปภ. รับเรื่องคำเสนออนุญาโตตุลาการ

ขั้นตอนที่ 2 นัดพิจารณา

  • วันที่ 17 มิถุนายน 2568
    มีการนัดพิจารณาครั้งแรก

หลายคนอาจถามว่าเร็วไหม?

ในมุมของประชาชนทั่วไป บางคนอาจรู้สึกว่าใช้เวลานานพอสมควรแล้ว

จากนัดแรก สู่การตั้งอนุญาโตตุลาการ ใช้เวลาเป็นเดือน

หลังจากวันที่ 17 มิถุนายน 2568
กลับต้องรอไปถึง

  • วันที่ 18 กรกฎาคม 2568

เพื่อกำหนด “ตัวอนุญาโตตุลาการ” หรือคนกลางที่จะมาชี้ขาดข้อพิพาท

คำถามคือ
เหตุใดเพียงการกำหนดตัวคนกลาง จึงต้องใช้เวลาอีกเกือบ 1 เดือนเต็ม

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า หากเรียกว่ารวดเร็ว มาตรฐานของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน

นัดชี้ นัดสืบพยาน และการรอคำชี้ขาด

หลังแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการแล้ว
กระบวนการต่อมาคือ “นัดชี้”

ซึ่งเป็นขั้นตอนที่

  • กำหนดประเด็นข้อพิพาท
  • กำหนดว่าผู้บริโภคจะสืบอะไร
  • บริษัทประกันภัยจะโต้แย้งอะไร

จากนั้นจึงเข้าสู่ “นัดสืบพยาน”

แต่กว่าจะถึงขั้นตอนนี้ ต้องรอไปถึง

  • วันที่ 8 ตุลาคม 2568

ลองคำนวณง่าย ๆ จากเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกเมื่อไหร่?

หลังสืบพยานเสร็จในวันที่ 8 ตุลาคม 2568

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกในวันที่

  • 12 กุมภาพันธ์ 2569

ขณะที่สำนักงานคปภ. ได้รับคำชี้ขาดตั้งแต่

  • วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อรวมระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่ยื่นคำเสนอจนได้รับคำชี้ขาด ใช้เวลาหลายเดือน

คำถามจึงกลับมาว่านี่คือ “รวดเร็ว” จริงหรือไม่?

ความเร็วของประชาชน กับความเร็วของหน่วยงาน อาจไม่เหมือนกัน

ในมุมของประชาชนทั่วไป คำว่า “เร็ว” อาจหมายถึง

  • ไม่ต้องรอหลายเดือน
  • ไม่ต้องเสียเวลาเดินเรื่องนาน
  • ได้รับคำตอบไว

แต่ในมุมของกระบวนการทางหน่วยงานหรือระบบอนุญาโตตุลาการ อาจมีมาตรฐานอีกแบบหนึ่ง

ดังนั้น ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์จึงอยากให้ประชาชน

  • วิเคราะห์เอง
  • เปรียบเทียบเอง
  • และพิจารณาเองว่าเร็วหรือไม่

 หน่วยงานบอกว่าประหยัดค่าใช้จ่าย จริงไหม?

อีกหนึ่งคำที่ประชาชนมักเห็น คือคำว่า “ประหยัดค่าใช้จ่าย” แต่จากเคสจริงที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดำเนินการ

ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ

  • 12,800 บาท

และเพียงแค่เริ่มยื่นเรื่อง ผู้เสนออนุญาโตตุลาการก็ต้องวางค่าธรรมเนียม

  • 10,000 บาท

นั่นหมายความว่า กระบวนการนี้ “ไม่ได้ฟรี” อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ประชาชนควรทำอย่างไร เมื่อมีปัญหากับบริษัทประกันภัย?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตัดสินใจจากคำโฆษณาหรือข้อความสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าจะเป็นคำว่า

  • รวดเร็ว
  • เป็นธรรม
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

เพราะในความเป็นจริง แต่ละคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน

ทำไมควรปรึกษาทนายก่อนเข้าสู่กระบวนการ คปภ.

หลายคนเพิ่งมาปรึกษาทนาย หลังจาก

  • เข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • เสียค่าธรรมเนียมแล้ว
  • เสียเวลาไปแล้วหลายเดือน

ทั้งที่จริงแล้ว การวางแผนตั้งแต่ต้นสำคัญมาก

เพราะทนายจะสามารถ

  • วิเคราะห์ว่าควรเข้าสู่กระบวนการใด
  • ประเมินโอกาสของคดี
  • วางรูปคดี
  • ป้องกันการเสียเปรียบ

โดยเฉพาะคดีประกันภัยที่บริษัทประกันมีทีมกฎหมายดูแลตั้งแต่แรก

คปภ. รวดเร็วเป็นธรรม จริงหรือไม่ ให้ประชาชนตัดสินเอง

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเจตนาโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการสะท้อนอีกมุมหนึ่งจากประสบการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจกระบวนการของ คปภ. มากขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว คำว่า

  • “รวดเร็ว”
  • “เป็นธรรม”
  • “ประหยัดค่าใช้จ่าย”

อาจมีความหมายแตกต่างกันในมุมของแต่ละคนดังนั้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการใดเกี่ยวกับประกันภัย ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์โดยตรง เพื่อป้องกันการเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเสียเปรียบในอนาคต ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ คลิก >>ติดต่อเรา<<

คปภ. ช่วยประชาชนจริงไหมกับเรื่องจริงที่ผู้เอาประกันต้องรู้ ทำไมหลายคนเข้าสู่กระบวนการแล้วกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงการทำประกันภัย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายขึ้นมา หน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนก็คือ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย

แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนการร้องเรียนหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ซึ่งหลายครั้งผู้เสียหายกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัวล่าสุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ออกมาเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนต่อ คปภ. ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ทำประกันภัยทุกคน

เมื่อไปร้อง คปภ. แต่กลับถูกบอกว่า “เจ้าหน้าที่ตัดสินไม่ได้”

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจริง คือเมื่อผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันเดินทางไปร้องเรียนต่อ คปภ. เจ้าหน้าที่มักแจ้งว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตัดสินได้”

พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายไปใช้

  • กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
    หรือ
  • กระบวนการทางศาล

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ในความจริงแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดลึกกว่าที่หลายคนคิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่า ประชาชนไม่ควรเชื่อทุกอย่างทันทีโดยไม่วิเคราะห์ เพราะบางเรื่องเจ้าหน้าที่อาจให้ข้อมูลได้ถูกต้อง แต่บางเรื่องก็ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ปัญหาสำคัญคือ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างไรว่า

  • สิ่งไหนควรเชื่อ
  • สิ่งไหนควรตรวจสอบเพิ่มเติม

นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่หลายคนคิดว่าจะช่วยได้

ในสัญญาประกันภัยส่วนใหญ่ มักจะมีข้อความเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายว่า:

ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง สามารถเลือกเข้าสู่ “กระบวนการอนุญาโตตุลาการ” ได้

คำถามสำคัญคือ
เมื่อกฎหมายหรือสัญญาเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายเลือกได้ แล้วเหตุใดเมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง กลับเกิดปัญหาตามมา?

เรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่เจอลูกความเข้ามาปรึกษา พบว่า มีหลายกรณีที่ผู้เสียหายเลือกเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามคำแนะนำของ คปภ.

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว บริษัทประกันภัยกลับยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการว่า

“ขอให้จำหน่ายคดี และให้ไปใช้สิทธิทางศาลแทน”

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ
หากสุดท้ายแล้วต้องกลับไปศาลอยู่ดี

แล้วเหตุใดผู้เสียหายจึงต้อง

  • เสียเวลา
  • เสียค่าใช้จ่าย
  • เสียค่าดำเนินการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

โดยเฉพาะบางกรณี ผู้เสียหายอาจเสียเงินหลักหมื่นบาทไปแล้ว ก่อนจะทราบว่าคดีถูกจำหน่ายออกจากระบบ

คปภ. ควรมีบทบาทอย่างไรกับเรื่องนี้?

คำถามสำคัญที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นคือ หากมีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นกับประชาชนซ้ำ ๆ สำนักงาน คปภ. ควรมีแนวทางรับผิดชอบหรือดูแลอย่างไร

เพราะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • จะได้รับความช่วยเหลือ
  • หรือมีแนวทางที่ชัดเจนในการเรียกร้องสิทธิ

แต่เมื่อความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้เสียหายจำนวนมากจึงรู้สึกเสียเปรียบทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ เพราะไม่รู้กฎหมาย

ปัญหาสำคัญที่สุด คือ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกฎหมาย

จึงไม่เข้าใจว่า

  • กระบวนการใดเหมาะสม
  • ขั้นตอนใดควรทำก่อน
  • บริษัทประกันภัยมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง

และเมื่อไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงง่ายต่อการหลงเชื่อหรือเดินผิดขั้นตอน

นี่คือเหตุผลว่าทำไม หลายคนจึงเสียเปรียบบริษัทประกันภัย แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายได้รับความเสียหายจริง

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายตั้งแต่แรก

สิ่งหนึ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมี

  • ทีมกฎหมาย
  • ทนายความ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี

คอยดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายเดินเรื่องเอง โดยไม่มีทนายความคอยวางแนวทาง โอกาสเสียเปรียบจึงมีสูงมาก

โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับ

  • การปฏิเสธค่าสินไหม
  • การตีความกรมธรรม์
  • การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  • การดำเนินคดีทางศาล

อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เน้นย้ำมาตลอด ผู้เสียหายจำนวนมากมักรอให้คดีมีปัญหาก่อน รอให้ประกันปฏิเสธก่อน รอให้เสียเปรียบก่อน แล้วค่อยปรึกษาทนายความ  แต่ในความจริง การวางแนวทางตั้งแต่ต้นสำคัญมากกว่า  เพราะบางครั้งเพียงแค่

  • การเขียนคำร้อง
  • การเรียงลำดับข้อมูล
  • การเลือกกระบวนการที่เหมาะสม

ก็ส่งผลต่อรูปคดีทั้งหมดแล้ว

รู้ทัน คปภ. และรู้ทันประกันภัย คือเรื่องสำคัญ

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการให้ประชาชน “รู้ทัน” เพราะในโลกของประกันภัย

  • ไม่ใช่ทุกคำแนะนำจะเหมาะกับทุกคน
  • ไม่ใช่ทุกขั้นตอนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายเสมอไป

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยก่อนเสมอ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่เกิดเหตุ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาประกันภัย คือ

“การปรึกษาทนายความทันที”

เพื่อ

  • วางรูปคดีอย่างถูกต้อง
  • วิเคราะห์ข้อกฎหมาย
  • ประเมินแนวทางเรียกร้องค่าเสียหาย
  • ป้องกันการเสียเปรียบในกระบวนการต่าง ๆ

เพราะหากเดินผิดตั้งแต่ต้น สุดท้ายผู้เสียหายอาจต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

อย่าเสียรู้ทั้งประกันภัย และอย่าเสียรู้กระบวนการ

ในยุคปัจจุบัน การทำประกันภัยไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครองเท่านั้น

แต่ผู้เอาประกันต้อง

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • เข้าใจกระบวนการ
  • และรู้ทันกลยุทธ์ทางกฎหมาย

โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ คปภ. กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

หากไม่อยากเสียเปรียบทั้งบริษัทประกันภัย และเสียรู้ในกระบวนการต่าง ๆ
การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้แล้ววันนี้ เพื่อวางแนวทางคดีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

กฎหมายแรงงาน เรื่องเล็กที่นายจ้างมองข้าม อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว

กฎหมายแรงงานกับปัญหาแรงงานในโลกของการทำธุรกิจ ปัญหาที่เจ้าของกิจการจำนวนมากหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องของ “ลูกจ้าง” และ “แรงงาน” เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ หากมีการจ้างพนักงานเมื่อใด เรื่องของกฎหมายแรงงาน จะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที

ปัญหาสำคัญคือ นายจ้างหลายคนไม่ได้ตั้งใจทำผิดกฎหมาย แต่กลับ “เผลอ” ทำผิดโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากขาดความเข้าใจในข้อกฎหมาย หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่แรก

ล่าสุดทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้ออกมาตีแผ่อีกหนึ่งเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมการทำงานไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่นายจ้างควรรู้ เพราะหลายกรณีเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากทำอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้ว่ากำลังเสี่ยงผิดกฎหมายแรงงานอยู่

ประเด็นที่ 1 ให้ออกจากงานทันที นายจ้างต้องรู้อะไรบ้าง?

หนึ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คือกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้าง “ออกจากงานทันที” นายจ้างหลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร จะถือว่าไม่ได้เป็นลูกจ้าง หรือไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริง ตามหลักกฎหมายแรงงาน “ลูกจ้าง” จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการตกลงจ้างงาน

นั่นหมายความว่า แม้ไม่มีสัญญาจ้างเป็นเอกสาร แต่หากมีการตกลงให้ทำงานและมีการจ่ายค่าจ้าง ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแล้ว

ดังนั้น หากนายจ้างสั่งให้ออกจากงานทันที  โดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย
นายจ้างอาจต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าเสียหายอื่น ๆ ตามกฎหมายแรงงาน

การเลิกจ้าง ไม่ใช่แค่บอกให้ออกแล้วจบ

หลายบริษัทมองว่าหากไม่พอใจลูกจ้าง ก็สามารถให้หยุดงานได้ทันที แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่อง “เหตุแห่งการเลิกจ้าง” หากนายจ้างไม่มีหลักฐานชัดเจน หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรงจริง สุดท้ายแล้ว นายจ้างอาจกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบในคดีแรงงานได้

แล้วถ้านายจ้างอยากให้ลูกจ้างออกทันที ทำได้ไหม?

ในทางปฏิบัติ หากนายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างออกจากงานทันที  สิ่งสำคัญคือการดำเนินการให้ถูกต้องตามระบบ

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า นายจ้างสามารถบันทึกข้อมูลในระบบประกันสังคมได้ว่า

  • ลูกจ้างสิ้นสุดการทำงาน
  • พร้อมระบุเหตุผลของการออกจากงาน

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในระบบประกันสังคม และในอนาคต ลูกจ้างเองก็อาจกลับมานึกถึงเหตุการณ์หรือประวัติการทำงานเหล่านี้ได้เช่นกัน นี่จึงเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงาน

ประเด็นที่ 2 ลูกจ้างรายวัน นายจ้างไม่แจ้งประกันสังคม ผิดกฎหมายหรือไม่?

อีกหนึ่งกรณีจริงที่มีผู้มาปรึกษาทนายอาร์ม คือ บริษัทมีพนักงานเพียง 5 คน  และจ้างแบบ “รายวัน” นายจ้างจึงเข้าใจว่า  ไม่จำเป็นต้องแจ้งเข้าระบบประกันสังคม แต่ในความจริง ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะตามหลักของ กฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคม เมื่อลูกจ้างเริ่มทำงานวันแรก นายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการแจ้งเข้าระบบประกันสังคมทันที

เพิ่งเปิดบริษัท หรือเพิ่งจดทะเบียน ก็อ้างไม่ได้

นายจ้างหลายคนมักอ้างว่า

  • เพิ่งเริ่มธุรกิจ
  • เพิ่งจดทะเบียนบริษัท
  • ยังเป็นกิจการเล็ก

แต่ในทางกฎหมาย เหตุผลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะทันทีที่มีสถานะ “นายจ้าง”
และมีการจ้าง “ลูกจ้าง” หน้าที่ตามกฎหมายก็เกิดขึ้นทันทีเช่นกัน

ปัญหาแรงงาน มักเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ

กฎหมายแรงงานในสิ่งที่น่ากังวลคือ คดีแรงงานจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่

แต่เริ่มจาก “เรื่องเล็ก ๆ” ที่นายจ้างมองข้าม เช่น

  • ไม่ทำเอกสารให้ครบ
  • ไม่แจ้งประกันสังคม
  • จ่ายค่าจ้างผิด
  • เลิกจ้างโดยไม่เข้าใจกฎหมาย
  • ออกระเบียบผิดวิธี

เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสม สุดท้ายอาจกลายเป็นคดีแรงงานที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจของนายจ้างอย่างมากได้

หากมีทนายความที่ปรึกษา ปัญหาอาจไม่เกิดเลย

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ธุรกิจยุคใหม่ควรมี “ทนายความที่ปรึกษา” เพราะหน้าที่ของทนาย ไม่ใช่แค่รอแก้คดี แต่คือการเข้ามา “วางระบบ” โดยเฉพาะด้านกฎหมายแรงงาน

เช่น

  • ตรวจสอบสัญญาจ้าง
  • วางระเบียบบริษัท ..
  • ตรวจสอบระบบประกันสังคม
  • ให้คำปรึกษาก่อนเลิกจ้าง
  • วางแนวทางบริหารแรงงานอย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

การมีที่ปรึกษาที่ดี ทำให้นายจ้างแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

ในวันที่เกิดปัญหาจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “หลักฐาน” และ “ระบบ” หากบริษัทมีการจัดการที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อบังคับ ระบบประกันสังคม การบันทึกข้อมูล นายจ้างจะสามารถรับมือกับปัญหาแรงงานได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

กฎหมายแรงงาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของกิจการจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับยอดขาย กำไร การตลาด แต่กลับละเลยเรื่องกฎหมายแรงงาน ทั้งที่ในความจริง นี่คือหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดขององค์กรเพราะตราบใดที่คุณมีลูกจ้าง คุณก็หนีเรื่องแรงงานไม่พ้น

เรื่องเล็กวันนี้ อาจกลายเป็นคดีใหญ่ในวันหน้า

จากกรณีตัวอย่างที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ นำมาตีแผ่ จะเห็นได้ว่า หลายเรื่องเป็นเพียง “จุดเล็ก ๆ” ที่นายจ้างมองข้าม แต่ในมุมของกฎหมายแรงงานเรื่องเล็กเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เสมอ

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ การมีทนายความที่ปรึกษาเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ต้น

ทำธุรกิจแล้วถูกมองว่า “สีเทา” ทั้งที่จริงอาจไม่ผิด? เพราะไม่มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรก

ปัจจุบันในยุคที่การทำธุรกิจมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจจำนวนมากพยายามมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อสร้างรายได้และขยายกิจการของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน นักธุรกิจหลายคนกลับต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน นั่นคือการถูกมองว่า “ทำธุรกิจสีเทา” ทั้งที่ในความเป็นจริง ธุรกิจนั้นอาจไม่ได้ผิดกฎหมายเลย

สิ่งที่น่าสนใจคือ บางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวธุรกิจ แต่เกิดจาก “วิธีดำเนินธุรกิจ” ที่ผิดพลาด เพราะขาดความรู้ด้านกฎหมาย และไม่มีที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลตั้งแต่เริ่มต้น

ที่ปรึกษากฎหมายหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น แต่ในความจริงแล้ว ไม่ว่าธุรกิจเล็กหรือใหญ่ หากไม่มีคนตรวจสอบเรื่องกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ธุรกิจที่ถูกต้องก็อาจกลายเป็นปัญหาได้โดยไม่รู้ตัว

ธุรกิจสีเทา คืออะไร?

ธุรกิจสีเทา คำว่า “ธุรกิจสีเทา” ในมุมมองของสังคม มักหมายถึงธุรกิจที่อยู่กึ่งกลางระหว่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย หรือธุรกิจที่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งคำว่า “สีเทา” ถูกใช้กับธุรกิจที่ไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง ทำเอกสารไม่ครบ ไม่เข้าใจกฎระเบียบ ดำเนินกิจการผิดขั้นตอน ทั้งที่ตัวธุรกิจอาจไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมายเลย จึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจและต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น

บางธุรกิจไม่ได้สีเทา แต่แค่ “ทำผิดวิธี”

หลายคนเปิดกิจการด้วยความตั้งใจมาอย่างดี เช่น ทำร้านอาหาร ทำธุรกิจออนไลน์ เปิดบริษัทนำเข้า-ส่งออก ทำธุรกิจร่วมกับชาวต่างชาติ ทำแพลตฟอร์มออนไลน์ ฯลฯ แต่ปัญหาคือ “ไม่ได้ศึกษากฎหมาย หรือไม่มีที่ปรึกษากฎหมายคอยให้คำแนะนำ สุดท้ายจึงเกิดปัญหาตามมา เช่น ใช้โครงสร้างบริษัทผิด ไม่มีใบอนุญาต ทำสัญญาไม่ถูกต้อง ใช้คนต่างชาติทำงานผิดประเภท  ไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานหรือภาษี เมื่อเกิดปัญหา หน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบ สังคมก็เริ่มมองว่าธุรกิจนั้นเป็น “สีเทา” ทั้งที่จริงแล้ว อาจเป็นเพียง “ธุรกิจที่ไม่มีคนแนะนำทางกฎหมาย” ให้ไปในทางที่ถูกก็เท่านั้น

หลายคนคิดว่าตัวเองทำธุรกิจสีเทา ทั้งที่จริงอาจไม่ผิด

ธุรกิจสีเทาในวงการคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจจำนวนมากเข้าใจผิดว่าธุรกิจของตัวเอง “สุ่มเสี่ยง” หรือ “ผิดกฎหมาย” เพียงเพราะความไม่รู้ว่ากฎหมายเปิดช่องให้ทำได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น

-การถือหุ้นของต่างชาติ

-การทำธุรกิจร่วมทุน

-การขอใบอนุญาตเฉพาะประเภท

-การจ้างแรงงานต่างชาติ

-การทำสัญญาระหว่างประเทศ

หลายเรื่องสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้ประกอบการไม่รู้วิธี จึงใช้วิธีผิด ๆ หรือฟังข้อมูลจากคนรอบตัวแทน สุดท้ายเรื่องที่ “ถูกต้องได้” กลับกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปโดยไม่ตั้งใจ

ปัญหาใหญ่ของนักธุรกิจไทย คือไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการจำนวนมากให้ความสำคัญกับการตลาด ยอดขาย การลงทุน การขยายกิจการ แต่กลับมองข้ามเรื่อง “กฎหมาย” ทั้งที่ในความจริง กฎหมายเกี่ยวข้องกับทุกขั้นตอนของธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการตั้งบริษัท การทำสัญญา การจ้างพนักงาน การเสียภาษี การร่วมทุน การค้าระหว่างประเทศ หากไม่มีที่ปรึกษากฎหมายคอยดูแลโอกาสเกิดปัญหาย่อมสูงมาก

ที่ปรึกษากฎหมาย มีหน้าที่มากกว่าการแก้คดี

หลายคนเข้าใจผิดว่า ทนายหรือที่ปรึกษากฎหมายมีไว้ตอนมีคดีเท่านั้น แต่ในโลกธุรกิจจริง หน้าที่สำคัญที่สุดของที่ปรึกษากฎหมาย คือ “ป้องกันปัญหาก่อนเกิด” เพราะเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ต้นทุนในการแก้ไขมักสูงกว่าการป้องกันหลายเท่า

และคนที่จะสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด คือ ที่ปรึกษากฎหมาย

อย่ารอให้โดนตรวจสอบก่อน แล้วค่อยหาทนาย

นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมาก เพราะหลายคนทำธุรกิจไปก่อน พอเกิดปัญหาค่อยหาทนาย เช่น โดนร้องเรียน โดนตรวจสอบ โดนฟ้อง โดนหน่วยงานรัฐเรียก เมื่อถึงจุดนั้น บางครั้งสายเกินไปแล้ว เพราะรูปคดีหรือข้อเท็จจริงบางอย่างถูกสร้างขึ้นไปแล้วตั้งแต่ต้น

ธุรกิจยุคใหม่ ต้องมีที่ปรึกษากฎหมายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

บริษัทที่เติบโตอย่างมั่นคง มักมีจุดร่วมสำคัญ คือ มีทีมกฎหมายหรือที่ปรึกษากฎหมายดูแลตั้งแต่ต้น เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ ธุรกิจต่างชาติ ธุรกิจแพลตฟอร์ม ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล หากไม่มีคนวางระบบกฎหมาย ธุรกิจอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

ที่ปรึกษากฎหมายที่ดี ต้องเข้าใจธุรกิจจริง

การเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่ดี ไม่ใช่แค่รู้ตัวบทกฎหมาย

แต่ต้องเข้าใจโลกธุรกิจด้วย เพราะบางครั้ง นักธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่คำว่า “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้” แต่ต้องการคนที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทำยังไงให้ถูกกฎหมาย ทำยังไงให้ปลอดภัย ทำยังไงให้ลดความเสี่ยง นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ กับการดูแลธุรกิจอย่างมืออาชีพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและกฎหมายอย่างครบวงจร

ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งบริษัท การร่างสัญญา การตรวจสอบสัญญา การวางโครงสร้างธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ ปัญหาแรงงาน การลงทุนของต่างชาติ โดยเน้นการ “ป้องกันปัญหา” มากกว่ารอแก้ปัญหาภายหลัง เพราะเราเชื่อว่าธุรกิจที่ดี ต้องเติบโตบนพื้นฐานของความถูกต้องทางกฎหมาย

บางครั้งธุรกิจของคุณไม่ได้สีเทา แค่ไม่มีคนแนะนำที่ถูกต้อง

หลายธุรกิจไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่กลายเป็น “ดูเหมือนผิด” เพราะขาดความรู้และไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินว่าธุรกิจของคุณ “ทำไม่ได้” หรือ “เสี่ยง”

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนเสมอ

เพราะบางเรื่องที่คุณคิดว่า “สีเทา” อาจเป็นเพียงเรื่องที่ “ยังไม่ได้วางระบบให้ถูกต้อง” เท่านั้น

และในโลกของธุรกิจการมีที่ปรึกษากฎหมายที่ดี อาจเป็นสิ่งที่สามารถปกป้องธุรกิจของคุณได้มากกว่าที่คิด สอบถามแพ็คเกจที่ปรึกษากฎหมายคลิก >>ติดต่อเรา<<

นักศึกษาฝึกงาน “เปิดประสบการณ์จริงสู่โลกการทำงาน” ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ไว้วางใจสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาจีน เป็นอย่างสูง ที่ได้ให้ความไว้วางใจและขอความอนุเคราะห์ส่งนักศึกษาเข้ามาฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับทางสำนักงาน เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และสัมผัสการทำงานจริงในสายงานกฎหมายและการประสานงานด้านภาษาจีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงานอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

การฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการจริง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ และความสามารถในการประยุกต์ใช้วิชาการที่ได้ศึกษามาในห้องเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ทักษะด้านภาษา การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับองค์กรระดับมืออาชีพ เป็นสิ่งที่ตลาดแรงงานให้ความสำคัญอย่างมาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง ทั้งในด้านการทำงาน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการพัฒนาทักษะการทำงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังเชื่อมั่นว่า การเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เข้ามาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จะช่วยสร้างมุมมองใหม่ ๆ และเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาในการเตรียมตัวสู่เส้นทางอาชีพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นการสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างสถาบันการศึกษากับภาควิชาชีพ เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้พร้อมก้าวสู่สังคมการทำงานอย่างมั่นคงและมีคุณภาพต่อไป

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ รับมอบเหรียญพระราหูทรงครุฑ จากอาจารย์ลักษณ์ โหราธิบดี มงคลวัตถุแห่งศรัทธาและพลังบารมี เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้รับมอบมงคลวัตถุอันทรงคุณค่า “เหรียญพระราหูทรงครุฑ รุ่นปาฏิหาริย์ดวงชะตา” จากอาจารย์ลักษณ์ โหราธิบดี โดยตรง นับเป็นอีกหนึ่งวัตถุมงคลที่เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งความเชื่อในศาสตร์แห่งดวงดาวและพุทธคุณตามคติความศรัทธา ซึ่งมงคลวัตถุดังกล่าวเป็นของแท้ ของจริง ที่ได้รับการการันตีโดยตรงจากอาจารย์ลักษณ์ โหราธิบดี ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ชื่อดังของประเทศไทย

เหรียญพระราหูทรงครุฑ รุ่นปาฏิหาริย์ดวงชะตา ถือเป็นมงคลวัตถุที่ได้รับความสนใจจากสายมูเตลูและผู้มีความศรัทธาเป็นจำนวนมาก ด้วยความเชื่อที่ว่า “พระราหู” เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง พลิกชะตาชีวิต และเสริมพลังด้านโชคลาภ ขณะที่ “ครุฑ” เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บารมี และการปกป้องคุ้มครอง เมื่อนำทั้งสองพลังมารวมกัน จึงกลายเป็นวัตถุมงคลที่เปี่ยมไปด้วยนัยยะด้านการเสริมดวง เสริมบารมี และความมั่นคงในชีวิตและหน้าที่การงาน เปลี่ยนดวงชะตาจากร้ายกลายเป็นดี เสริมโชคลาภเกิดปาฏิหาร์ย์ดวงชะตา

ความพิเศษของมงคลวัตถุรุ่นนี้ ยังอยู่ที่การจัดสร้างตามฤกษ์ดวงดาวที่เหมาะสม พร้อมผ่านพิธีบวงสรวงและปลุกเสกอย่างเข้มขลัง โดยอาจารย์ลักษณ์ โหราธิบดี ด้วยขั้นตอนพิธีกรรมที่ละเอียดตามตำรับความเชื่อโบราณ จึงยิ่งเสริมให้เหรียญพระราหูทรงครุฑ รุ่นปาฏิหาริย์ดวงชะตา ดังกล่าวได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้ศรัทธาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่สนใจมงคลวัตถุ “เหรียญพระราหูทรงครุฑ รุ่นปาฏิหาริย์ดวงชะตา” ที่ผ่านพิธีอันเข้มขลังและจัดสร้างภายใต้ฤกษ์ดวงดาวอันเป็นมงคล สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิก ติดต่อเรา หรือผ่าน Line Official ID: @324hsadw เพื่อสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรง (เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจัดส่งฟรีมีของพร้อมส่ง)

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เข้าร่วมพิธีไหว้ครูประจำปี 2569 พระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง ท่ามกลางศิษยานุศิษย์นับพัน

เมื่อวันที่ 02 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศแห่งความศรัทธาได้อบอวลทั่วบริเวณวัดทับยายเชียง จังหวัดพิษณุโลก ในงานพิธีไหว้ครูประจำปี 2569 ของพระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง จ.พิษณุโลก พระเกจิชื่อดังที่ได้รับความเคารพนับถือจากลูกศิษย์ทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีศิษยานุศิษย์เดินทางมาร่วมพิธีจากหลากหลายจังหวัดอย่างเนืองแน่น รวมผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความศรัทธาและความผูกพันที่ลูกศิษย์มีต่อพระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง อย่างแท้จริง

ในโอกาสสำคัญดังกล่าวทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้เดินทางเข้าร่วมพิธีไหว้ครูประจำปีในฐานะลูกศิษย์ผู้ศรัทธาในพระอาจารย์ขวัญมาอย่างยาวนาน โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ให้ความเคารพนับถือพระอาจารย์ขวัญด้วยความศรัทธาอย่างแน่วแน่ และมักเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของทางวัดอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับครูบาอาจารย์ในสายศรัทธานี้ จึงไม่ใช่เพียงการเคารพตามประเพณี แต่ยังสะท้อนถึงความผูกพันทางจิตใจที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญภายในพิธี คือการที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในประธานจุดเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา ท่ามกลางบรรยากาศอันเข้มขลังและเปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาของเหล่าศิษยานุศิษย์ แม้ผู้คนภายในงานจะหนาแน่นเป็นจำนวนมาก แต่ตลอดพิธีกลับเต็มไปด้วยความสงบ ความเคารพ และความพร้อมเพรียงของผู้ที่เดินทางมาร่วมงานจากทั่วทุกสารทิศ จนกลายเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความประทับใจของพิธีไหว้ครูประจำปีในครั้งนี้

พิธีไหว้ครูของพระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง ในทุก ๆ ปี ไม่เพียงเป็นพิธีกรรมตามความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของผู้มีจิตศรัทธาที่เดินทางมาร่วมแสดงความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ และร่วมสืบสานประเพณีอันงดงามของไทยให้คงอยู่ต่อไป ท่ามกลางความศรัทธาที่หลอมรวมผู้คนจากหลากหลายพื้นที่เข้าไว้ด้วยกันอย่างอบอุ่นและเปี่ยมพลังแห่งความเชื่อมั่นทางจิตใจ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!