คนจีนรับคนไทยเป็นบุตรบุญธรรม เจาะลึกสิทธิรับมรดก และข้อกฎหมายข้ามชาติที่หลายคนไม่รู้!

ในยุคโลกไร้พรมแดน ความสัมพันธ์ข้ามชาติกลายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การทำธุรกิจ หรือแม้แต่ “การรับบุตรบุญธรรม” แต่เมื่อคนจีนต้องการรับ “คนไทย” เป็นบุตรบุญธรรม คำถามใหญ่ก็เกิดขึ้นว่า สามารถทำได้หรือไม่? และหากผู้รับเป็นบิดาหรือมารดาบุญธรรมเสียชีวิต บุตรบุญธรรมชาวไทยจะมีสิทธิในมรดกหรือเปล่า? วันนี้สำนักงานวงศกรณ์มีคำตอบ และจะพาไปเจาะลึกกฎหมายทั้งไทยและจีน พร้อมบทวิเคราะห์จากทนายความด้านครอบครัวโดยเฉพาะ

🔹 1. คนจีนสามารถรับคนไทยเป็นบุตรบุญธรรมได้หรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถทำได้” แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมายที่เข้มงวดและซับซ้อน เนื่องจากเป็นกรณีข้ามชาติ ต้องมีกระบวนการที่รองรับจากทั้งฝ่ายไทยและจีน

▶️ ฝั่งประเทศไทย

ตาม พระราชบัญญัติการรับบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19–1598/41
การรับบุตรบุญธรรมต้องยื่นผ่าน กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  • ผู้ขอรับต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้ถูกขอรับอย่างน้อย 15 ปี
  • ต้องแสดงหลักฐานด้านรายได้ ความสามารถในการเลี้ยงดู
  • กรณีชาวต่างชาติ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติอย่างละเอียด
  • ต้องมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอย่างเป็นทางการที่สำนักงานเขต หรืออำเภอ

▶️ ฝั่งประเทศจีน

ภายใต้ Adoption Law of the People’s Republic of China (1991, revised 1998)
การรับบุตรบุญธรรมในจีนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ต่อไปนี้:

  • ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี
  • ต้องไม่มีบุตรของตนเอง หรือหากมีแล้ว ต้องแสดงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมยังต้องการรับ
  • ต้องลงทะเบียนรับรองกับ หน่วยงาน Civil Affairs Bureau ของท้องถิ่น
  • สำหรับการรับคนต่างชาติเป็นบุตรบุญธรรม อาจต้องได้รับการอนุมัติระดับกระทรวง หรือผ่านสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

🔹 2. บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกหรือไม่?

หากการรับบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมายในทั้งสองประเทศ บุตรบุญธรรมย่อมมี สิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับบุตรโดยสายเลือด ทั้งในแง่ของทรัพย์สินที่อยู่ในไทยหรือในจีน

▶️ กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง:

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627

“บุตรบุญธรรมเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับชั้นเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมาย”

▶️ กฎหมายจีนที่เกี่ยวข้อง:

Civil Code of the PRC, Book VI – Inheritance Law (2021)

“บุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนถูกต้อง มีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับบุตรแท้”อย่างไรก็ตาม สิทธิในการรับมรดกอาจ ขึ้นอยู่กับการรับรองความถูกต้องของการจดทะเบียนในแต่ละประเทศ หากมีปัญหาเรื่องการรับรองเอกสาร หรือบุตรบุญธรรมไม่ได้จดทะเบียนตามขั้นตอนครบถ้วน อาจทำให้ถูกตัดสิทธิ

🔹 3. ความท้าทายของการรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ

แม้ในทางกฎหมายจะสามารถดำเนินการได้ แต่ในทางปฏิบัติ การรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ เต็มไปด้วยอุปสรรค เช่น:

  • ความแตกต่างของกฎหมายทั้งสองประเทศ
  • ภาษาเอกสารและคำแปลที่ต้องได้รับการรับรอง
  • กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติที่ยาวนานและเข้มงวด
  • ความยุ่งยากในการจดทะเบียนข้ามประเทศ รวมถึงความเสี่ยงเรื่องไม่รับรองเอกสารซึ่งกันและกัน

กรณีแบบนี้ หากไม่มีทนายที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมรดก อาจทำให้การรับบุตรบุญธรรม “ตกหล่นทางกฎหมาย” และไม่มีผลบังคับจริง

🔹 4. อย่ามองข้ามบทบาททนาย! ทนายช่วยให้เรื่องยาก กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด

การรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกรณีที่มีบุคคลสองสัญชาติอย่าง “คนจีนกับคนไทย” เกี่ยวข้องกับ กฎหมายสองประเทศ ระบบราชการหลายชั้น และเอกสารทางกฎหมายข้ามภาษา ทนายความที่เชี่ยวชาญจึงมีบทบาทสำคัญมากในทุกขั้นตอน

✅ บทบาทของทนายความ:

  • ให้คำแนะนำทางกฎหมายทั้งสองฝั่ง (ไทย-จีน)
  • ดำเนินการแปลเอกสาร รับรองเอกสาร และติดต่อหน่วยงานรัฐ
  • ช่วยตรวจสอบการจดทะเบียนให้สมบูรณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิในอนาคต
  • เป็นตัวกลางประสานกับกรมกิจการเด็กฯ, กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูต
  • หากมีการเสียชีวิตของผู้รับบุตร ทนายสามารถดำเนินคดีแบ่งมรดกในศาลให้ได้

การรับบุตรบุญธรรมข้ามชาติไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความรู้ทางกฎหมายและความร่วมมือจากหลายฝ่าย หากดำเนินการอย่างถูกต้อง บุตรบุญธรรม แม้ต่างสัญชาติ ก็สามารถมีสิทธิในครอบครัวและมรดกได้เช่นเดียวกับบุตรแท้ ในคดีที่ซับซ้อนแบบนี้ บางคนอาจคิดว่าทำเองได้ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าพลาดขั้นตอนแม้แต่ขั้นเดียว สิทธิของบุตรบุญธรรมอาจหายไปตลอดชีวิต 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญในคดีแนวครอบครัวและมรดกเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค   เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา << 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : หลักเกณฑ์การรับบุตรบุญธรรม – Closelawyer

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

ซื้อประกันภัย เท่ากับ ซื้อทนายความ อย่าลืมกันเมื่อเกิดปัญหา

ในยุคที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ทุกวัน การมี “ประกันภัย” ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดภาระและความวิตกกังวลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน หลายคนเข้าใจว่าการซื้อประกันภัยคือการโอนภาระทางการเงินไปยังบริษัทประกัน แต่แท้จริงแล้ว หากมองให้ลึกกว่านั้น การซื้อประกันภัยกับทนายที่มี ทนายความคอยเป็นที่ปรึกษาด้วย ก็เปรียบได้กับการซื้อความอุ่นใจในเรื่องคดีความไว้ล่วงหน้า

การซื้อประกันภัยเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอในสถานการณ์ที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น เช่น บริษัทประกันไม่ยอมจ่ายเงิน หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขในกรมธรรม์ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม “การซื้อประกันภัย” ที่มาพร้อม “ทนายความ” จึงสำคัญกว่าที่คิด

ทำไมการมีทนายความไว้ปรึกษายามเดือดร้อนจึงสำคัญ?

การมีทนายความเป็นที่ปรึกษาทันทีเมื่อทำ “ประกันภัย” จะช่วยสร้างความมั่นใจได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยวิ่งหาทนายความ เพราะบางครั้งการขาดการวางแผนทางกฎหมายที่ดี อาจทำให้เราเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ทนายความที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญคดีความในด้านประกันภัยจะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับคุณ ดังนี้

  • เมื่อคุณรู้สึกสงสัยว่ากรมธรรม์มีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม ทนายความสามารถตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ ว่ามีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม หรือมีช่องโหว่อะไรบ้างให้กับคุณได้
  • ให้คำแนะนำพร้อมคำปรึกษาในเบื้องต้นได้ว่าหากเกิดเหตุขึ้น ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุทนายความจะเป็นตัวแทนในการดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทประกัน
  • ติดตามคดีความและเรียกเงินชดเชยที่ควรได้รับอย่างครบถ้วน

ทำไมเกิดอุบัติเหตุ ต้องมีทนายความทันที?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บริษัทประกันบางแห่งอาจมีการตีความเงื่อนไขต่างจากที่เราคาดหวังไว้ บางกรณีอาจมีการปฏิเสธความรับผิด หรือจ่ายเงินชดเชยไม่ครบตามสัญญา นี่เองที่ทำให้บทบาทของทนายความมีความสำคัญอย่างมากการมีทนายความที่เข้าใจสัญญาประกันภัยอยู่เคียงข้าง ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าสิทธิของเราจะไม่ถูกละเมิด และสามารถดำเนินการเรียกร้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ย ร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือดำเนินคดีในชั้นศาล รวมไปถึงขั้นตอนอื่นๆด้วย

ซื้อประกันภัยกับทนายความ ดีกว่าอย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่าซื้อ “ประกันภัย” จากที่ไหนก็เหมือนกัน แต่หากเลือกซื้อประกันภัยที่มี “ทนายความ” คอยดูแลจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากความคุ้มครองตามกรมธรรม์แล้ว เรายังได้รับการสนับสนุนทางกฎหมายแบบครบวงจร

ตัวอย่างเช่น หากเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธจ่ายสินไหม การล่าช้าในการดำเนินการ หรือการตีความเงื่อนไขที่ไม่ตรงกัน ทนายความจะสามารถให้คำปรึกษาและหรือให้บริการได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปหาทนายใหม่ในช่วงที่สถานการณ์คับขัน

การมีที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวตั้งแต่แรกยังช่วยลดโอกาสการเสียสิทธิ เพราะทนายจะคอยเตือนในเรื่องสำคัญ เช่น ระยะเวลาแจ้งเหตุ ระยะเวลาการร้องเรียน และเงื่อนไขพิเศษที่อาจมีผลกระทบต่อการรับเงินชดเชย

อย่าลืมกันเมื่อถึงเวลาต้องการความช่วยเหลือ

การซื้อ “ประกันภัย” ก็เหมือนการวางรากฐานการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน แต่การมี ทนายความที่พร้อมดูแล คอยให้คำปรึกษา และต่อสู้เพื่อสิทธิของเรายามจำเป็น ถือเป็นการเสริมเกราะป้องกันที่แข็งแรงยิ่งขึ้น

อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยนึกถึงทนายความ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์อาจบานปลายจนแก้ไขยาก การมีทนายประจำตัวตั้งแต่วันที่ซื้อประกันกับทนายถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และสร้างความสบายใจได้ตลอดเส้นทาง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการครบวงจร

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องการให้คำปรึกษาด้าน “ประกันภัย” และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้อง ด้วยทีมงาน ทนายความมืออาชีพ ที่พร้อมดูแลลูกความตั้งแต่วันแรกที่ซื้อประกันไปจนถึงการต่อสู้ในชั้นศาลหากจำเป็น

เรามุ่งมั่นเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ในวันที่เกิดปัญหา คุณจะไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง เพราะเราจะอยู่เคียงข้างคุณทุกขั้นตอน

ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยรถยนต์ ประกันคอนโด ประกันชีวิต หรือประกันภัยอื่น ๆ ทีมทนายของเราพร้อมวิเคราะห์สัญญา ให้คำแนะนำ และดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อสิทธิของคุณ

อย่าลืมว่า “การซื้อประกันภัย เท่ากับการซื้อทนายความ” ไปพร้อมกัน ถ้าเลือกอย่างรอบคอบ เลือกบริษัทที่มีทนายความที่เข้าใจในประกันภัยจริง ๆ ชีวิตคุณจะปลอดภัยทั้งในด้านการเงินและด้านกฎหมาย

เมื่อไม่ลืมกัน เมื่อไรที่มีปัญหาเกิดขึ้น คุณก็สามารถปรึกษาเราได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อพิพาท สินไหม หรือการดำเนินคดี เราพร้อมให้คำปรึกษาและหรือคำแนะนำให้คุณได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

หากสนใจปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยและบริการด้านกฎหมาย สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทุกวัน เราพร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพ

รับงานออแกไนซ์แล้วเบี้ยวไม่จ่ายเงิน เข้าข่าย “ฉ้อโกง” หรือไม่?

ในยุคที่การจ้างงานอิสระและงานอีเวนต์เฟื่องฟู ธุรกิจประเภท “ออแกไนซ์” กลายเป็นอีกหนึ่งภาคบริการที่มีการจ้างงานอย่างแพร่หลาย ทั้งจัดงานแต่ง งานเปิดตัวสินค้า หรืองานสัมมนาต่าง ๆ แต่เมื่อรับงานแล้ว “เบี้ยวไม่จ่ายเงิน” ปัญหาเช่นนี้กลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับเจ้าหนี้และผู้ให้บริการ บางรายอาจคิดว่าเป็นแค่ “คดีแพ่ง” ฟ้องไปก็ไม่ได้เงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเจตนาเบี้ยวมีความชัดเจน ก็อาจเข้าข่ายความผิด “ฉ้อโกง” ได้เลย

รับงานออแกไนซ์แล้วไม่จ่าย มีความผิดหรือไม่?

ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างจ้างออแกไนซ์ให้ดำเนินงานตามที่ตกลง และออแกไนซ์ก็ทำงานเสร็จเรียบร้อยตามข้อตกลง แต่ผู้ว่าจ้างกลับไม่ยอมจ่ายเงิน หรือเลื่อนการจ่ายเรื่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คำถามคือ แบบนี้จะถือเป็น “ความผิดฉ้อโกง” ได้หรือไม่?

คำตอบคือ “อาจเป็นได้” หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ว่าจ้างมีเจตนาโกงตั้งแต่ต้น เช่น

  • มีพฤติการณ์ว่าจ้างโดยไม่เคยคิดจะจ่ายเงิน
  • ใช้เอกสารปลอม
  • สัญญาที่ทำขึ้นมีข้อพิรุธ
  • เมื่อถูกทวงถาม กลับมีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หรือหายตัวไปเลย

กรณีลักษณะนี้สามารถแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา “ฉ้อโกง” ได้ ซึ่งต่างจากกรณีที่ผู้ว่าจ้างมีเจตนาจะจ่ายเงิน แต่ภายหลังเกิดปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถจ่ายได้ แบบนั้นจะเป็น “หนี้ตามสัญญา” หรือ “คดีแพ่ง” เท่านั้น

คดีฉ้อโกงมีโทษอย่างไร?

หากเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้กระทำจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และหากมีการฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น หรือใช้เอกสารปลอม โทษจะหนักขึ้นตามมาตรา 342 เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ดังนั้น การดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงจึงเป็น “เครื่องมือกดดัน” ให้ลูกหนี้รู้สึกถึงผลร้ายทางกฎหมาย ซึ่งต่างจากคดีแพ่งที่มักใช้เวลานาน และไม่มีโทษจำคุกในเบื้องต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเจ้าหนี้หรือไม่?

หลายคนสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราคือ “เจ้าหนี้” ที่สามารถฟ้องร้องได้? คำตอบคือ ให้พิจารณาจากหลักฐานดังต่อไปนี้:

1.สัญญาจ้างหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
หากมีเอกสารแสดงเจตนาจ้างงานจากลูกค้า เช่น ใบเสนอราคา สัญญาจ้าง หรือแม้แต่แชตข้อความ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้

2.หลักฐานการทำงานจริง
เช่น รูปถ่ายหน้างาน รายการค่าใช้จ่าย ใบเสร็จที่ออกให้ หรือการยืนยันจากพนักงานที่เกี่ยวข้อง

3.การทวงถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เช่น อีเมล แชต หรือหนังสือทวงถาม จะช่วยแสดงให้เห็นว่าเราได้เรียกร้องแล้วแต่ลูกหนี้ยังเพิกเฉย

หากมีเอกสารข้างต้นครบถ้วน ก็สามารถยืนยันสถานะ “เจ้าหนี้” และมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ถ้าไม่เข้าข่ายฉ้อโกง จะทำอย่างไร?

ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีพฤติกรรมฉ้อโกงชัดเจน เช่น ยอมรับว่าค้างจ่ายแต่ขอผัดผ่อน หรือแสดงให้เห็นว่ามีปัญหาทางการเงินจริงๆ แบบนี้จะเป็น “หนี้แพ่ง” ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน ดังนี้:

1.ส่งหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ

2.หากยังไม่จ่ายภายในกำหนด สามารถยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง

3.หากชนะคดีแล้วลูกหนี้ยังไม่จ่าย สามารถยื่นคำร้องขอบังคับคดี เช่น อายัดบัญชีเงินฝาก หรือยึดทรัพย์สินได้

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีแพ่งอาจใช้เวลานานและต้องมีค่าใช้จ่ายบางส่วน การปรึกษา ทนายความที่ปรึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณวางแผนได้ถูกต้อง

ปรึกษาทนายความที่ปรึกษา วางกลยุทธ์ทางกฎหมายได้ดีกว่า

ในกรณีแบบนี้ การมี ที่ปรึกษากฎหมาย อย่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์และเลือกแนวทางที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะการจะฟ้องเป็น “คดีฉ้อโกง” ต้องอาศัยการวางแผนอย่างละเอียด มีการรวบรวมพยานหลักฐานให้พร้อมและมั่นคง เพื่อให้ตำรวจหรืออัยการพิจารณารับฟ้อง

หากเลือกเดินสายแพ่ง ก็ต้องวิเคราะห์ว่ามูลหนี้มีความชัดเจนเพียงใด โอกาสชนะคดีสูงแค่ไหน และมีทรัพย์สินใดที่สามารถยึดได้หรือไม่ การมีทนายผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินทุกอย่างตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น

ทำไมต้องเลือกสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการด้าน ทนายความที่ปรึกษา และ ที่ปรึกษากฎหมาย ครบวงจร เราเชี่ยวชาญในการรับมือกับคดีฉ้อโกง คดีแพ่ง และข้อพิพาทเชิงธุรกิจ โดยเน้นการวางแผนก่อนฟ้องจริงทุกครั้ง เพื่อให้ลูกความมีทางเลือก และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ให้บริการออแกไนซ์ที่โดนเบี้ยวค่าจ้าง หรือเจ้าของธุรกิจที่ถูกโกงจากการทำสัญญา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมช่วยเหลือทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น ไปจนถึงการดำเนินคดีถึงที่สุด

การรับงานออแกไนซ์แล้วไม่จ่ายเงิน อาจไม่ใช่แค่ปัญหาธุรกิจธรรมดา แต่อาจเข้าข่าย “ฉ้อโกง” ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าคดีแพ่งทั่วไป หากคุณพบว่าโดนโกง ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเงียบไป ควรรีบปรึกษา ทนายความที่ปรึกษา หรือ ที่ปรึกษากฎหมาย มืออาชีพ เพื่อหาทางออกทางกฎหมายที่เหมาะสม และเรียกร้องสิทธิของคุณให้กลับคืนมาอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

เลือก “ทนายความที่ปรึกษา” อย่างไรให้มั่นใจ? เหตุผลที่ชาวต่างชาติไว้วางใจสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคที่การดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตในต่างแดนเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางกฎหมาย การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่ไว้ใจได้และมีความรู้ความเข้าใจในระบบกฎหมายของประเทศนั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความไว้วางใจเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานของเราได้รับเกียรติจากชาวต่างชาติรายหนึ่ง
ซึ่งได้เดินทางเข้ามาขอคำปรึกษาทางกฎหมายทันทีที่ทราบว่าตนประสบปัญหาทางกฎหมายในประเทศไทย โดยไม่ได้ติดต่อสำนักงานกฎหมายอื่นใดมาก่อนเลย สิ่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของเราในฐานะ “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่มีความเป็นมืออาชีพ และพร้อมดูแลทุกปัญหาของลูกความอย่างเต็มที่

ทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่คือคนที่วางแผนป้องกันปัญหาให้คุณ

หลายคนมักเข้าใจว่า ทนายความมีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการด้านกฎหมายในเวลาถูกฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีในชั้นศาลเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว “ทนายความที่ปรึกษา” มีบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะเราคือผู้ให้บริการทางกฎหมายเพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมาย วางแผนรับมือกับความเสี่ยง และสร้างแนวทางการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม

ในกรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาเรานั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถบานปลายและสร้างความเสียหายอย่างมากได้ หากเขาไม่รีบเข้ามาขอคำแนะนำตั้งแต่ต้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราพยายามสื่อสารกับผู้คนอยู่เสมอว่า “การปรึกษาทนายความเร็วเท่าไหร่ ยิ่งสามารถทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการแก้ไขปัญหาเร็วมากขึ้นเท่านั้น”

ทำไมต้องเลือกที่ปรึกษากฎหมายจาก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

1.ประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง ทนายของเรามีประสบการณ์ทั้งในคดีแพ่ง อาญา ธุรกิจ ครอบครัว ไปจนถึงคดีระหว่างประเทศ เราเข้าใจในบริบททั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ

2.ให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา เราให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่

3.การสื่อสารเข้าใจง่าย โดยเฉพาะในเคสของชาวต่างชาติ เรามีทีมงานที่สามารถสื่อสารได้หลากหลายภาษา พร้อมอธิบายข้อกฎหมายที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย4.ความไว้วางใจจากลูกความ กรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาโดยตรงกับเราโดยไม่ผ่านคนแนะนำ หรือไม่ติดต่อที่อื่นก่อน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สำนักงานกฎหมายของเราได้รับอย่างแท้จริง

ที่ปรึกษากฎหมาย จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหา

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ บุคคลธรรมดา หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือพำนักในประเทศไทย การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ส่วนตัวคือการลงทุนในความมั่นคงทางชีวิตและธุรกิจ

  • อยากเซ็นสัญญาเช่าคอนโด หรือซื้อขายทรัพย์สิน? ทนายความสามารถตรวจสอบเงื่อนไขให้คุณไม่เสียเปรียบ
  • ทำธุรกิจในไทย ไม่แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างถูกต้องไหม? ปรึกษาทนายก่อนจะดีกว่าแก้ไขภายหลัง
  • ถูกฟ้องร้อง หรือมีปัญหาข้อพิพาท? ยิ่งมีทนายที่รู้จักคุณอยู่แล้ว ยิ่งแก้ไขได้เร็วและตรงจุด

ความมั่นใจ เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่ถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่เพียงให้คำแนะนำทางกฎหมายเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะเป็น “ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย” ที่คุณวางใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ หากคุณมองหา ทนายความที่ปรึกษา ที่พร้อมเคียงข้างคุณในทุกก้าวของชีวิตและธุรกิจ — เรายินดีต้อนรับเสมอ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายที่คุณวางใจได้

ในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่เข้าใจคุณ รู้กฎหมาย และพร้อมให้บริการด้านกฎหมายทันทีเมื่อเกิดปัญหา คือสิ่งสำคัญไม่แพ้การมีแพทย์ประจำตัว

หากคุณกำลังมองหา “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่พร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจและมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคดีความ ธุรกิจ หรือปัญหาส่วนตัว ติดต่อเราวันนี้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมลูกค้าหลายรายถึงไว้วางใจเราโดยไม่ลังเล

บัตรประชาชนหาย = เสี่ยงโดนปลอมตัว!

ในยุคที่การทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้บัตรประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยืนยันตัวตนในหลายช่องทาง ตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคาร การสมัครแอปกู้เงิน ไปจนถึงการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ แต่คุณเคยรู้หรือไม่ว่า หากบัตรประชาชนของคุณหาย อาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพสวมรอย นำข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไปก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การขโมยตัวตน” (identity theft) ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทางกฎหมายและชื่อเสียงได้มากกว่าที่คิด

เคสจริง : บัตรหาย กลายเป็นหนี้ก้อนโต

หลายคนอาจมองว่าการทำบัตรประชาชนหายเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความจริงกลับมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่พบว่าตนเองถูกนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดบัญชีม้า หรือสมัครแอปเงินกู้โดยไม่รู้ตัว เช่น กรณีของนักศึกษาในกรุงเทพฯ รายหนึ่ง ที่บัตรประชาชนหายระหว่างเดินทางกลับหอพัก ไม่ถึง 1 เดือนถัดมา กลับได้รับเอกสารทวงหนี้จากบริษัทปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ยอดเงินกว่า 50,000 บาท

จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำภาพบัตรประชาชนของเธอไปใช้สมัครแอปพลิเคชันกู้เงินหลายแห่ง โดยมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี deepfake เปลี่ยนหน้าคนในคลิปยืนยันตัวตนให้คล้ายกับผู้เสียหาย ทำให้บริษัทอนุมัติเงินกู้โดยไม่รู้ว่าเป็นการปลอมตัว และเมื่อถึงเวลาทวงหนี้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือเจ้าของชื่อในบัตร

อะไรคือการขโมยตัวตน (Identity Theft)?

การขโมยตัวตนคือการที่บุคคลอื่นนำข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด หรือแม้แต่รูปถ่าย ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเพื่อกู้เงิน เปิดบัญชีธนาคาร สมัครบริการ หรือแม้แต่กระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ โดยผลกระทบจะตกอยู่กับเจ้าของตัวจริง

ช่องโหว่ของสังคมไร้เงินสด

การที่หลายบริการหันไปสู่รูปแบบออนไลน์ แม้จะเพิ่มความสะดวก แต่ก็มีช่องโหว่ในกระบวนการยืนยันตัวตน โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เพียงภาพบัตรประชาชนและวิดีโอถ่ายตนเอง หรือบางกรณีใช้เพียงสำเนาเอกสารเท่านั้น จึงกลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพใช้เอกสารที่เก็บจากสื่อสังคมออนไลน์หรือได้จากบัตรที่หายไป มาก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น

กฎหมายเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร

กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ระบุว่า: “ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิอันออกโดยเจ้าพนักงาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท” หากปลอมแล้วนำไปใช้จนเกิดความเสียหาย อาจเพิ่มโทษตามมาตรา 268 เรื่องการใช้เอกสารปลอม และหากมีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อหลอกลวงหรือฉ้อโกง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 ด้วย

หากบัตรประชาชนหาย ควรทำอย่างไร?

  1. แจ้งความทันที ที่สถานีตำรวจ เพื่อมีหลักฐานยืนยันว่าเอกสารถูกขโมยหรือสูญหาย
  2. ขอออกบัตรใหม่ ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ พร้อมแสดงใบแจ้งความ
  3. แจ้งธนาคารและบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากกังวลว่าจะมีการนำบัตรไปเปิดบัญชีหรือใช้ในทางไม่ชอบ
  4. ตรวจสอบเครดิตบูโร เพื่อดูว่ามีหนี้สินที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นหรือไม่
  5. ลงบันทึกในระบบออนไลน์ ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ปปง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เปิดช่องทางสำหรับแจ้งเหตุในลักษณะนี้

การที่บุคคลหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการขโมยตัวตน อาจต้องเผชิญทั้งคดีแพ่ง (เช่น การถูกฟ้องร้องชำระหนี้) และคดีอาญา (เช่น การถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีม้า หรือฟอกเงิน) ในสถานการณ์เช่นนี้ บทบาทของทนายความ มีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสืบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมถึงการเจรจากับบริษัทคู่กรณีหรือสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยดำเนินการฟ้องกลับในกรณีที่มิจฉาชีพสามารถระบุตัวตนได้ เช่น กรณีที่มีหลักฐานการใช้เอกสารปลอม หรือการโอนเงินผ่านบัญชีที่ระบุชัดเจนถึงผู้กระทำผิด

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

แม้เราจะไม่สามารถควบคุมทุกความเสี่ยงได้ แต่การระมัดระวังไม่เปิดเผยบัตรประชาชนในสื่อออนไลน์ หลีกเลี่ยงการส่งสำเนาเอกสารให้บุคคลแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น และหมั่นตรวจสอบประวัติทางการเงินของตนเองอยู่เสมอ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยตัวตนได้มาก

จำไว้ว่า ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณมีมูลค่ามหาศาล และอาจถูกใช้โดยมิชอบได้ในชั่วพริบตา การมีทนายความที่เข้าใจกฎหมาย และพร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิตามกฎหมายของคุณจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน 

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

ธุรกิจจีนเลี่ยงภาษี! ระวังโดนดำเนิคดีตามกฎหมายไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของธุรกิจจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้ภาษาจีนแทนภาษาไทยในป้ายร้านค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่น่าวิตกเกี่ยวกับ พฤติกรรมเลี่ยงภาษีของกลุ่มทุนจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาษีของประเทศ

มีรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในระดับจังหวัด ระบุว่า พบธุรกิจที่มีลักษณะ “นอมินีไทย” หรือมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงในนาม ขณะที่การบริหารและเงินทุนทั้งหมดมาจากกลุ่มชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจบางแห่งรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เลย ขณะที่รับลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนที่จ่ายเงินสดหรือผ่านแอปพลิเคชันของจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า “พฤติกรรมลักษณะนี้อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย”

 ในวันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปพบกับผลกระทบและโทษทางกฎหมายในการเลี่ยงภาษีของนายทุนจีนกันว่าทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมศุลกากร ได้เริ่มจับตาธุรกรรมที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และเตรียมปรับมาตรการตรวจสอบนอมินี รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานทางการเงินในการตรวจสอบกระแสเงินจากต่างประเทศ

รูปแบบการเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนในไทย

1.1 การใช้ “นอมินีไทย” ถือหุ้นแทน

ธุรกิจจีนบางแห่งในไทยใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นในนาม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจบางประเภทต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยไม่น้อยกว่า 51% ​

1.2 การหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บางธุรกิจจีนรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ​

1.3 การรับชำระเงินผ่านระบบของจีน

ธุรกิจจีนบางแห่งรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของจีน เช่น Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินของไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

2.1 การสูญเสียรายได้จากภาษี

การเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ​

2.2 การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ธุรกิจจีนที่เลี่ยงภาษีสามารถลดต้นทุนและขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน​

2.3 การทำลายกลไกตลาด

การเลี่ยงภาษีทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำ​

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีของชาวต่างชาติในไทย

6.1 พระราชบัญญัติภาษีอากร (ประมวลรัษฎากร)

หากพบว่าธุรกิจใด (ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ) จงใจเลี่ยงภาษี เช่น ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ออกใบกำกับภาษี:

  • มาตรา 90/4 (พ.ร.บ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
    ผู้ใดไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และเมื่อแจ้งให้จดแล้วยังไม่จด จะถูกสั่งปิดกิจการหรือเพิกถอนทะเบียนการค้า
  • มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
    ผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • มาตรา 90/7 (เจตนาหลีกเลี่ยงหรือออกใบกำกับภาษีเท็จ)
    มีโทษปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีที่เลี่ยง และเพิ่มเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน

6.2 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำคนไทยมาเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนในกิจการที่ห้ามต่างด้าวทำ มีความผิดตามกฎหมายนี้

  • มาตรา 36
    หากพบว่ามีการใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • บทลงโทษเพิ่มเติม

    ศาลสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิการประกอบธุรกิจ และให้ชาวต่างชาติผู้นั้นพ้นจากประเทศไทย (ถูกเนรเทศ) ได้

6.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ในบางกรณี หากมีการใช้ระบบโอนเงินผ่านแอปต่างชาติ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay เพื่อซุกซ่อนรายได้ หรือไม่ผ่านระบบการเงินไทย และเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐ อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

  • มาตรา 3 และ 5
    รายได้จากการเลี่ยงภาษี หากนำไปใช้โดยไม่ผ่านระบบถูกกฎหมาย อาจถูกตีความว่าเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

6.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

กรณีชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาทำงานผิดประเภท

  • มาตรา 37 และ 75

    หากฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่า เช่น ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อทำงาน มีโทษปรับ และอาจถูกเพิกถอนวีซ่า พร้อมเนรเทศ

ไม่อยากปิดธุรกิจ ปรึกษาทนายความ เพื่อจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง

แม้หลายกรณีของธุรกิจจีนในไทยจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เลี่ยงภาษี” หรือ “ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย” แต่ในทางปฏิบัติ บางส่วนอาจเกิดจาก “ความไม่เข้าใจกฎหมายไทย” หรือการแปลความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจต่างชาติเอง

“การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ประโยชน์ของการมีทนายหรือที่ปรึกษากฎหมาย

  • ตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนบริษัท

    ทนายสามารถตรวจสอบว่าสัดส่วนผู้ถือหุ้น การจัดตั้งบริษัท และวัตถุประสงค์การดำเนินงานนั้น เป็นไปตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
  • ให้คำปรึกษาด้านภาษีและเอกสารบัญชี

    ทนายร่วมกับผู้สอบบัญชีสามารถช่วยวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรได้ถูกต้อง และป้องกันการโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง
  • แนะนำระบบการรับเงินอย่างถูกกฎหมาย

    ในกรณีใช้แอปพลิเคชันการเงินของจีน เช่น Alipay หรือ WeChat Pay ทนายสามารถให้คำปรึกษาในการผูกระบบให้ถูกกฎหมายไทย เพื่อให้ข้อมูลการเงินสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐ
  • ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าอย่างถูกต้อง

    หลายรายใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาประกอบธุรกิจ ทนายสามารถช่วยดำเนินการขอ Non-B หรือ Smart Visa รวมถึง Work Permit ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

  • ช่วยไกล่เกลี่ยหากเกิดคดีความ

    หากมีการตรวจสอบย้อนหลัง หรือถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีหรือมีนอมินี ทนายสามารถเข้าเจรจา แก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดีในชั้นศาลได้

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติ

  • ควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนเริ่มธุรกิจในไทย
  • ไม่ควรใช้ชื่อบุคคลอื่นหรือคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีการบริหารจริง
  • วางแผนภาษีร่วมกับทนายและนักบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ
  • หากถูกตรวจสอบ ควรให้ทนายเป็นผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการให้คำปรึกษาล้วนประสบผลสำเร็จ และบริษัทต่างๆ ล้วนให้คำตอบรับเป็นที่น่าพอใจ  ผู้ประกอบการหรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณี👉 >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : มาตรา 38_64 | กรมสรรพากร – The Revenue Department (rd.go.th)

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

แชร์ไม่คิด เสี่ยงผิดกฎหมาย! ระวัง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter)

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเผลอกดแชร์ รีทวีต หรือคอมเมนต์โพสต์ต่าง ๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่หลายคนยังคุ้นเคยในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งถือเป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า การกระทำเหล่านี้อาจเข้าข่ายความผิดฐาน หมิ่นประมาท โดยไม่รู้ตัว และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แชร์โพสต์คนอื่น ก็เสี่ยง “หมิ่นประมาท” ได้เหมือนกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทจะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่เป็นผู้เขียนข้อความหรือผู้โพสต์ต้นฉบับเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่แชร์ รีทวีต หรือส่งต่อข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่น ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน

ในทางกฎหมาย หากเนื้อหาที่ถูกแชร์มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรงหรือการรีโพสต์ ก็ถือเป็นการเผยแพร่ข้อความนั้นออกไปสู่สาธารณะ และสามารถเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้ทันที

ยิ่งหากมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแสดงท่าทีเห็นด้วยกับข้อความต้นฉบับ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะถูกมองว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน

แพลตฟอร์ม X กับปัญหาหมิ่นประมาทที่เกิดถี่ขึ้น

แพลตฟอร์ม X มีลักษณะเฉพาะที่เน้นการโพสต์ข้อความสั้น ๆ และการรีโพสต์ (Repost หรือ Retweet) จึงมักเกิดการกระจายของข้อมูลอย่างรวดเร็ว เมื่อมีใครสักคนโพสต์ข้อความกล่าวหาหรือใส่ความบุคคลอื่น และมีผู้รีโพสต์ออกไปอีกจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงยิ่งทวีคูณ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง หากคุณเป็นเพียง “ผู้ช่วยเผยแพร่” ก็สามารถถูกฟ้องได้ และอาจต้องรับผิดในฐานะ “ผู้ร่วมกระทำความผิด” ตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

เสียหายแล้วต้องทำอย่างไร? ทนายแนะอย่ารอให้ขาดอายุความ

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาทบนแพลตฟอร์ม X ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรง หรือการรีโพสต์โดยบุคคลอื่น ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แนะนำว่า อย่ารอช้าในการดำเนินคดี เพราะคดีหมิ่นประมาทมี “อายุความ” ที่จำกัด หากไม่ฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด คุณอาจหมดสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมไปอย่างน่าเสียดาย

ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญา ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่ามีการหมิ่นประมาทและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีที่ต้องการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จะมีอายุความยาวนานกว่า คือ 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการหมิ่นประมาทและผู้กระทำผิดเช่นกัน

ดังนั้น หากคุณมั่นใจว่าตนเองได้รับความเสียหาย ควรรีบรวบรวมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอ โพสต์ ลิงก์ และวันเวลาให้ชัดเจน แล้วติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีโดยเร็ว

หลักฐานคือหัวใจของคดีหมิ่นประมาท

ในยุคดิจิทัล หลักฐานที่สามารถนำมาใช้ในคดีหมิ่นประมาทได้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  • ภาพหน้าจอ (Screenshot) ของข้อความที่ถูกโพสต์หรือแชร์
  • ลิงก์โพสต์ต้นฉบับ และโพสต์รีแชร์
  • วัน เวลา ที่เกิดเหตุการณ์
  • พยานบุคคลที่เห็นโพสต์ หรือได้รับผลกระทบจากโพสต์นั้น
  • ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่ข้อความ (หากสามารถระบุได้)

ทนายอาร์มแนะนำว่า ควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้โดยไม่ต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แชร์อย่างมีสติ ดีกว่าต้องเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะผู้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกคน ควรตระหนักว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ย่อมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การแชร์โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะย้อนกลับ และต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและอาญากรณีคดีหมิ่นประมาทผ่านการรีโพสต์ที่ศาลตัดสินให้มีการชดใช้ค่าเสียหายหลายแสนบาท หรือแม้แต่ต้องโทษจำคุก (แม้จะรอลงอาญา) ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงควรเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้

การหมิ่นประมาทผ่านแพลตฟอร์ม X เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และอาจกระทบต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้เสียหายได้อย่างรุนแรง ทุกการแชร์หรือรีโพสต์จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และหากคุณเป็นผู้ได้รับความเสียหาย อย่ารอให้ขาดอายุความ ติดต่อ ทนายอาร์ม เพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามสิทธิของคุณโดยเร็วที่สุด

บ้านเช่าแบบไหน “เสี่ยงโดนฟ้อง”  เรื่องใกล้ตัวที่เจ้าของบ้านและผู้เช่าต้องรู้

การให้เช่าบ้านหรือคอนโดมิเนียมอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ตกลงราคาแล้วเซ็นสัญญาก็จบ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจให้เช่าหรือแม้แต่การปล่อยบ้านให้คนอื่นอยู่อาศัย “โดยไม่มีสัญญา” หรือ “ไม่รู้ข้อมูลผู้เช่าให้ชัดเจน” อาจทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็น “จำเลยในคดีอาญา” หรือ “คู่พิพาทในคดีแพ่ง” ได้โดยไม่รู้ตัว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีที่เจ้าของบ้านถูกดำเนินคดีเพราะ “บ้านเช่า” ที่ตัวเองปล่อยให้เช่า กลายเป็นแหล่งก่ออาชญากรรม แหล่งซ่อนตัวของผู้ต้องหา หรือแม้แต่ใช้ในการฟอกเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าเป็นชาวต่างชาติ ทำให้คดีมีความซับซ้อนและยากจะควบคุม

ปล่อยเช่าแบบไหน “เสี่ยง” ?

1. ไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571 ว่าด้วยเรื่อง “สัญญาเช่า” การเช่าทรัพย์สินควรมีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อระบุสิทธิ หน้าที่ ระยะเวลา ค่าเช่า เงื่อนไขการเลิกสัญญา และการคืนเงินประกันมัดจำ หากไม่มีเอกสารดังกล่าว เมื่อเกิดข้อพิพาท เช่น ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย หรือเจ้าของไม่คืนมัดจำ ผู้เสียหายอาจฟ้องร้องได้ยาก

มีผู้เช่ารายหนึ่งเช่าคอนโดในกรุงเทพฯ ระยะเวลา 1 ปี วางเงินมัดจำไว้ 2 เดือน รวมกว่า 40,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญา ผู้เช้าย้ายออกโดยแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่เจ้าของห้องปฏิเสธจะคืนเงินมัดจำ โดยอ้างว่าห้องมีรอยขีดข่วน และต้องซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลที่ตามมา:

  • ผู้เช่าฟ้องต่อศาลแพ่ง โดยยื่นหลักฐานภาพถ่ายห้องก่อน-หลังการเช่า
  • ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าความเสียหายเป็น “การสึกหรอตามปกติ” ของการใช้งาน ไม่เข้าข่ายความเสียหายเกินเหตุ
  • ศาลสั่งให้เจ้าของห้องคืนเงินมัดจำทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-540 ผู้ให้เช่าต้องคืนเงินประกันเมื่อสิ้นสุดสัญญา หากไม่มีความเสียหายร้ายแรง แต่ถ้าหากไม่คืนเงินมัดจำโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่า “ผิดสัญญา” ผู้เช่ามีสิทธิฟ้องเรียกร้องได้

2. ไม่ตรวจสอบประวัติผู้เช่า

หลายกรณีพบว่าผู้เช่าชาวต่างชาติใช้เอกสารปลอม หรือเข้ามาในประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่ตั้งรกรากอย่างผิดกฎหมาย หากปล่อยให้เช่าโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายให้ที่พักพิงแก่บุคคลที่อยู่โดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

3. รับเงินสดเท่านั้น ไม่ผ่านบัญชีธนาคาร

การรับเงินสดอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานการโอน อาจเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าของบ้านควรให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าผ่านบัญชีธนาคารเพื่อให้มีหลักฐานในการตรวจสอบย้อนหลังได้

4. ปล่อยเช่าต่อโดยไม่รู้ตัว

บางกรณี ผู้เช่ารายหนึ่งนำบ้านที่เช่าต่อไปปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอีกทอดหนึ่ง เช่น นักท่องเที่ยวรายวัน หรือกลุ่มผิดกฎหมาย หากเกิดเหตุร้ายในบ้านหลังนั้น เจ้าของบ้านจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที

สิทธิของผู้เช่า – ผู้ให้เช่า ตามกฎหมายแพ่ง

ในสัญญาเช่า ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตาม:

  • ผู้เช่ามีหน้าที่รักษาทรัพย์สินที่เช่า ห้ามดัดแปลงทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินในสภาพพร้อมใช้งาน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดต้องคืนเงินประกัน หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
  • หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญา หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

มีคดีหนึ่งผู้เช่าไม่ยอมออกจากบ้านแม้สัญญาสิ้นสุดแล้ว โดยอ้างว่าขอเวลาเพิ่มอีกหนึ่งเดือน เจ้าของบ้านจึงล็อกประตูบ้านและตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้เช่า สุดท้ายเจ้าของต้องจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำเกินขอบเขตของกฎหมาย

ในกรณีเหล่านี้ ทนายจึงความมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาก่อนทำสัญญา ซึ่งจะช่วยตรวจสอบเอกสาร แปลภาษาสำหรับผู้เช่าชาวต่างชาติ และช่วยในกระบวนการฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญา หากเกิดปัญหา เช่น:

  • ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า
  • ผู้เช่าทำบ้านเสียหายและไม่รับผิดชอบ
  • เจ้าของบ้านไม่คืนมัดจำ
  • มีข้อสงสัยเรื่องภาษีหรือธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง

การปล่อยเช่าบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากไม่รอบคอบ อาจกลายเป็นคดีความ หรือเสียเปรียบในทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว การมีสัญญาที่รัดกุม รู้จักผู้เช่าให้ดี และปรึกษาทนายความก่อนทำธุรกรรมสำคัญ จะช่วยให้คุณมีหลักประกันที่มั่นคง และป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่า หรือนายหน้า ที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่า ข้อพิพาท หรือการสื่อสารกับชาวต่างชาติ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณอย่างรอบด้าน

เรามีประสบการณ์ทั้งด้านกฎหมายไทย และการจัดการข้อพิพาทระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า จะได้รับการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคุณอย่างแท้จริง

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

คนจีนฆ่ากันเอง! พร้อมจัดฉากโยนความผิดให้คนไทย

คดีฆาตกรรมระหว่างชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการสร้างหลักฐานเท็จและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น แต่คำถามที่สำคัญกลับเป็นว่า การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศที่มีระบบการตรวจสอบกฎหมายที่เข้มงวดและละเอียดนั้นทำได้ง่ายจริงหรือ? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปติดตามการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่ไม่ปล่อยให้หลักฐานใดๆ หลุดรอด พร้อมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมัท้งคำแนะนำจากทนายในการสู้คดีความของญาติผู้เสียชีวิต

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567, ญาติของ Ms.YAN หญิงชาวจีนวัย 38 ปี ได้แจ้งความกับ สน.บางรัก กทม. ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินทางมาประเทศไทย จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า โทรศัพท์มือถือของ Ms.YAN ถูกใช้ครั้งสุดท้ายที่สวนธารณะใกล้กับ วัดโสธรวราราม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบต่อมา นอกจากนี้ยังพบการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ WeChat Pay ที่ห้าง คาร์ฟูร์ มาเก๊า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

โยนความผิดให้คนไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด? – กฎหมายไทยไม่ได้ปล่อยผ่าน!

ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ซึ่งเป็นชาวจีนได้พยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลท้องถิ่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่ไม่ตรงกับข้อกล่าวหา จึงทำให้การสอบสวนในไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดเผยความจริงในที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ: การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศไทยนั้นมันทำได้ง่ายจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ง่าย อย่างที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยมี กระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งในด้านการเก็บหลักฐานและการสืบสวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการคดีอาญาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ การใช้งานระบบจ่ายเงินออนไลน์ หรือการตรวจสอบพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุกฎหมายไทยมี มาตรการควบคุมและการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ ระบบนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการยืนยันการใช้บริการ WeChat Pay ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตัดข้อสงสัยในประเด็นที่ผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้คนไทยได้อย่างชัดเจน

หลักฐานเป็นตัวแปรสำคัญ! อย่าคิดว่าจะหนีจากคดีได้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอนว่าจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน โดยใช้ กฎหมายอาญาของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการสอบสวน ในกรณีนี้ มาตรา 288 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าคนตายจะได้รับโทษสูงสุดซึ่งอาจเป็นการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ใช้หลักฐานจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการใช้งาน WeChat Pay ในการชี้ชัดข้อเท็จจริง ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยเอง ไม่ใช่การกระทำของคนไทย ดังนั้นผุ้ต้องสงสัยไม่สามารถทำลายหลักฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้จะเป็นหลักฐานอันน้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจับคนร้ายได้อยู่ดี

หากมั่นใจว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน ต้องส่งตัวไปยังจีนไหม ?

ในกรณีที่มีการตรวจสอบและพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังจีนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาศัย สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการทางการทูตในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายไทย และหากมีการขอส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เราจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ทางตำรวจไทยมีนั้นเพียงพอที่จะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสืบตัวหากผู้ต้องสงสัยอยู่ต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องประสานกับประเทศนั้นด้วย 

  • การติดตามเส้นทางรถเช่า – ติดตาม GPS ของรถเช่าผู้ต้องสงสัยที่ไปยังหลายจุด
  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิด – พบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ – พบเลือดและตัวอย่าง DNA ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี
  • การเผาทรัพย์สิน – พบกระเป๋าและทรัพย์สินของผู้สูญหายถูกเผา
  • การสืบสวนต่อเนื่อง – ตำรวจยังคงค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมและสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ

จากคดีนี้เห็นได้ชัดว่า กฎหมายไทยสามารถจัดการกับคดีฆาตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการสืบสวนที่แข็งแกร่ง การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้การเปิดเผยความจริงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ในกรณีที่มีความพยายามในการโยนความผิดให้กับคนไทย คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายและการตรวจสอบในประเทศไทย

ญาติผู้ตายจ้างทนายช่วยเดินเรื่อง – ฟ้อง, สืบ, เรียกร้องความยุติธรรมครบวงจร

ในกรณีนี้ ครอบครัวของ Ms.YAN สามารถจ้างทนายเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมายและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ตายได้อย่างถึงที่สุด โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลทุกขั้นตอนของคดี ทั้งในด้านการสืบสวน การจัดการหลักฐาน และการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการปล่อยปละละเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทนายความสามารถช่วยได้ในหลายด้าน:

  1. การให้คำปรึกษาและการดำเนินคดี – ทนายความสามารถให้คำปรึกษากับครอบครัวผู้ตายในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกหล่นในขั้นตอนต่าง ๆ และการฟ้องร้องจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย
  2. การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม – ทนายความสามารถทำหน้าที่ในการช่วยสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจยังไม่เปิดเผย เช่น การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวนทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยพิสูจน์การกระทำผิดอย่างชัดเจน
  3. การดำเนินการฟ้องร้อง – หากมีการพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ทนายความจะช่วยครอบครัวผู้ตายในการยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลให้ความคุ้มครองและการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญาได้
  4. การเรียกร้องค่าเสียหายจากการฆาตกรรม – ทนายความจะช่วยให้ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด ทั้งในส่วนของค่าเสียหายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และค่าเสียหายจากการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
  5. การส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน – หากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมข้ามชาติและมีการขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน ทนายความจะช่วยครอบครัวในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้ไปยังประเทศจีน


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญบริการคดีอาญาของเราและเราพร้อมรับทำคดีอาญาทุกประเภท โดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการทวงคืนความเป็นธรรมให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟ้องคดีฆาตกรรม การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเรียกร้องค่าสินไหมในทางแพ่ง ทีมทนายของเราสามารถดูแลทุกขั้นตอนให้คุณได้อย่างรอบด้าน

หากคุณหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเช่นนี้ หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเงียบ อย่ารีรอ การนิ่งเฉยอาจทำให้คนผิดลอยนวล และคุณอาจเสียสิทธิ์ที่พึงมี ควรจะรีบปรึกษาทนายเพื่อให้มีคนสู้เคียงข้างคุณและเพื่อสิทธิ์ของตัวคุณเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม คนที่รู้สิทธิ์และใช้สิทธิ์เท่านั้นที่จะได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงเพราะคุณไม่มีคนสู้แทน


อ้างอิงจากเว็บไซต์ :แกะรอย 12 จุด! นศ. สาวชาวจีนหายตัวปริศนา หนุ่มสนิทเผ่นหนีโผล่ฮ่องกง

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

จำนำรถแล้วรถหาย วางแผนให้ดีคิดให้ถูกว่าจะเดินทางไหน?

ในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจตึงตัว หลายคนจำเป็นต้องหาทางออกทางการเงินอย่างเร่งด่วน หนึ่งในทางเลือกที่พบเห็นได้บ่อยคือ “การจำนำรถยนต์” ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ผ่อนอยู่หรือผ่อนหมดแล้ว การนำรถไปจำนำกับบุคคลอื่นหรือบริษัทรับจำนำโดยหวังว่าจะได้เงินสดหมุนเวียนเร็ว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่หลายคนไม่ทันคิด คือ “รถหาย”

การที่รถหายหลังจากนำไปจำนำ ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ด้วยการรอให้เวลาเยียวยา หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกับเหตุการณ์นี้ บทความนี้คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณ “คิดได้ถูก” และ “วางแผนถูกทาง” เพื่อให้ได้รถคืน หรืออย่างน้อยก็ได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา

เข้าใจรูปแบบ “จำนำรถ” ก่อนจะเกิดเหตุ

การจำนำรถสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น

  • การจำนำแบบถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านบริษัทรับจำนำที่มีใบอนุญาต
  • การจำนำแบบผิดกฎหมาย เช่น การจำนำกับบุคคลทั่วไปโดยไม่มีเอกสารรับรอง หรือจำนำผ่านนายหน้าที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน

กรณีหลังนี้เองที่มักนำไปสู่เหตุการณ์ “รถหาย” เมื่อผู้รับจำนำเอารถของคุณไปขายต่อ ถอดอะไหล่ หรือแม้แต่ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ผู้จำนำก็ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า “ควรเริ่มจากตรงไหน?”

รถหายหลังจำนำ ต้องทำอย่างไร?

1.ตั้งสติ แล้วเก็บหลักฐาน

oหลักฐานการพูดคุย สัญญา (ถ้ามี) รูปถ่ายรถ บัตรประชาชนของผู้รับจำนำ ฯลฯ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ควรรวบรวมไว้ให้มากที่สุด เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการต่อไป

2.แจ้งความรถหายทันที

oการแจ้งความกับสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ที่มีการจำนำ เป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เพราะเอกสารแจ้งความจะใช้ในการติดตามรถและยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.แจ้งเตือนกรมการขนส่งทางบก

oหากทราบทะเบียนรถ การแจ้งเตือนที่กรมการขนส่งสามารถป้องกันไม่ให้รถถูกเปลี่ยนชื่อหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้

4.ปรึกษาทนายความในทันที

oหากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน การปรึกษาทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์ในคดีรถหายคือทางออกที่ชาญฉลาด ทนายจะสามารถช่วยเหลือคุณในด้านการฟ้องร้อง ดำเนินคดี และติดตามรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมต้องเลือก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” เมื่อต้องตามหารถหาย?

หลายคนที่ประสบปัญหา “รถหาย” มักเดินเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งอาจเผชิญกับความล่าช้า ความไม่เข้าใจกฎหมาย หรือแม้กระทั่งความหวั่นใจในการสื่อสารกับตำรวจหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจทุกความกังวลของคุณ ด้วยทีมทนายความที่มีประสบการณ์ตรงด้านการตามหารถหาย ทั้งจากการจำนำ การขโมย หรือแม้แต่คดีที่ซับซ้อนอย่างการนำรถไปขายต่อในต่างประเทศ

หากคุณเลือกใช้บริการของเรา คุณจะได้รับบริการที่ครอบคลุม เช่น

  • ดำเนินการช่วยรวบรวมพยานหลักฐาน
  • ติดต่อประสานงานกับตำรวจและกรมการขนส่ง
  • ยื่นฟ้องคดีแพ่งและอาญา หากจำเป็น
  • เจรจาคืนรถ หรือดำเนินคดีเรียกค่าเสียหาย

การตามหารถหายไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกในด้านกฎหมาย และการมีเครือข่ายที่ครอบคลุม ซึ่ง “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ให้บริการครบจบในที่เดียว ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มีประสบการณ์ในการติดตามทรัพย์สินสูญหายและสืบสวนค้นหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • เครือข่ายภาคสนาม ที่สามารถลงพื้นที่ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และสืบหาพิกัดรถได้อย่างรวดเร็ว
  • ให้คำปรึกษาฟรีในเบื้องต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และวางแผนการดำเนินคดีอย่างมืออาชีพ
  • สามารถดำเนินคดีแพ่งหรืออาญาแทนคุณได้ หากพบผู้กระทำผิด

ความแตกต่างในการให้บริการของเราที่ไม่เหมือนที่อื่น

หลายคนเข้าใจว่ารถหายแล้วก็ต้องทำใจ หรือรอให้ประกันชดเชยอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว “การไม่ยอมแพ้” คือสิ่งสำคัญ เพราะในหลายกรณี รถยังอยู่ในประเทศ เพียงแต่ถูกซ่อนหรือปลอมแปลงข้อมูลเท่านั้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะไม่ปล่อยให้คุณต้องสู้คนเดียว เรามีระบบการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถติดตามรถหายได้อย่างเป็นขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่รถเช่า รถบริษัท ฯลฯ

รถหายไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องเผชิญลำพัง

แม้ปัญหา “รถหาย” จากการจำนำจะดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้ว นี่คือปัญหาสาธารณะที่ต้องอาศัยทั้งกฎหมายและความรู้ความเข้าใจร่วมกันในการแก้ไข หากคุณกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่ารอให้เรื่องบานปลาย

คุณสามารถติดต่อทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในการตามหารถของคุณกลับมา หรือรับความเป็นธรรมจากผู้กระทำผิด

จำนำรถแล้วรถหาย ต้องคิดให้รอบ เดินให้ถูกทาง ปรึกษาทนายความคือทางออก

การจำนำรถไม่ใช่เรื่องผิด หากทำอย่างถูกต้องและรอบคอบ แต่หากเลือกผิดคนหรือพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย ก็อาจต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ หากเกิดเหตุการณ์รถหาย สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่แค่โทษตัวเอง แต่คือการ “ลุกขึ้น” และ “เดินให้ถูกทาง”

ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งความ การติดต่อหน่วยงานรัฐ หรือการขอความช่วยเหลือจากทีมทนายมืออาชีพทุกขั้นตอนล้วนสำคัญ และเมื่อคุณมี “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” อยู่เคียงข้าง คุณจะไม่ต้องเผชิญทุกอย่างลำพังอีกต่อไป

หากรถของคุณหาย หรือคุณกำลังลังเลว่าควรเริ่มตรงไหน ติดต่อเราทันที ทีมทนายของเราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างจริงใจและเป็นมืออาชีพ

รถหาย ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่ารอให้โชคช่วย ให้ทีมทนายจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ช่วยคุณอย่างเป็นระบบ มืออาชีพ และมีประสิทธิภาพ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!