สะเทือนนักท่องเที่ยว! คนจีนปล้นคนจีน ใจกลางกรุงเทพฯ

คดีปล้นทรัพย์โดยแก๊งคนจีนที่เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงเหตุอาชญากรรมธรรมดา แต่สะท้อนภาพใหญ่ของ “ขบวนการต่างชาติ” ที่มีแผนปฏิบัติการชัดเจน มุ่งเข้ามาก่อเหตุในไทย และรีบหลบหนีออกนอกประเทศก่อนถูกตามจับ โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารายหนึ่งได้ที่จังหวัดชลบุรี ขณะกำลังลักลอบเล่นพนันกับกลุ่มคนจีนอื่น ๆ ภายในร้านอาหาร

  เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคง และความจำเป็นของระบบกฎหมายที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติให้มากขึ้น

  เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 20.40 น. กลุ่มชายชาวจีน 6 คน พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในบ้านพักของชาวจีน 3 คน ที่อาศัยอยู่ในย่านห้วยขวาง โดยใช้ปืนและมีดข่มขู่ ก่อนลงมือปล้นทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท รายการทรัพย์สินที่สูญหายประกอบด้วย:

  • แหวนทองคำขาวประดับเพชร ยี่ห้อ BVLGARI
  • กำไลข้อมือทองคำขาว ยี่ห้อ CARTIER
  • กระเป๋าถือ CHANEL สีดำ 3 ใบ
  • กระเป๋าเดินทาง RIMOWA
  • โทรศัพท์มือถือ iPhone 14 Pro จำนวน 2 เครื่อง

  หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งสืบสวนและออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย จากการสืบค้นพบว่าผู้ต้องหาบางคนได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ขณะที่อีกหนึ่งคน คือ นายหลิว เจี้ยน อายุ 34 ปี ถูกจับกุมได้ในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ในขณะจับกุม ผู้ต้องหากำลังลักลอบเล่นพนันไพ่นกกระจอกกับกลุ่มชาวจีนอีก 6 คน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทั้งหมดตามกฎหมาย และส่งผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ส่วนผู้ร่วมเล่นพนันอีก 6 คน ส่งตัวดำเนินคดีที่ สภ.บ่อวิน

อาชญากรรมข้ามชาติ—ปัญหาในเงามืด

จากข้อมูลของ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชุดนี้ เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อก่อเหตุโดยเฉพาะ โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เลือกเป้าหมายที่เป็นชาวจีนด้วยกันซึ่งมีฐานะดี และคุ้นเคยกับการถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูง เมื่อก่อเหตุแล้วจะรีบแยกย้ายหลบหนีออกนอกประเทศ

การก่อเหตุในลักษณะนี้เข้าข่าย “อาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Organized Crime) ซึ่งเป็นความผิดที่มีลักษณะร้ายแรง เพราะมีการวางแผนล่วงหน้า มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และมักมีเครือข่ายในหลายประเทศ

กฎหมายไทยระบุชัดว่า หากความผิดใดมีลักษณะข้ามชาติหรือมีผู้ร่วมกระทำความผิดในหลายประเทศ จะมีการประสานกับสำนักงานตำรวจสากล (Interpol) และพิจารณาการดำเนินคดีในระดับระหว่างประเทศได้ เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการออก “หมายแดง” เพื่อจับกุมในต่างประเทศ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339

“ผู้ใดกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยร่วมกันกระทำตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือมีอาวุธติดตัวระหว่างกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”

หากมีการทำร้ายร่างกาย หรือปล้นในยามวิกาล โทษอาจสูงขึ้นอีก รวมถึงทรัพย์สินที่ปล้นไปจะถูกอายัดเพื่อนำคืนผู้เสียหาย

บทบาทของหน่วยงานรัฐและการตรวจคนเข้าเมือง

หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เริ่มจับตาการเดินทางเข้า-ออกประเทศของชาวต่างชาติอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาในลักษณะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ เช่น เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กลับมีพฤติกรรมตั้งรกราก เปิดบัญชีธนาคาร เช่าคอนโดระยะยาว หรือมีการเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ

  ในทางกฎหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนวีซ่า หรือผลักดันออกนอกประเทศได้ หากพบว่าบุคคลนั้นเป็น “ภัยต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” นอกจากนี้ยังมีช่องทางการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประสานข้อมูลกับสถานทูตของประเทศต้นทาง

แนวโน้มที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากคดีปล้นทรัพย์หรือฉ้อโกงแล้ว ยังพบว่ามีบางกลุ่มใช้วิธีการแฝงตัวในลักษณะ “นักธุรกิจ” เช่น เปิดร้านอาหาร ร้านนวด หรือธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อปกปิดเจตนาแท้จริงในการฟอกเงิน หรือใช้เป็นแหล่งข่าวในการหาข้อมูลเป้าหมาย  ในหลายกรณี กลุ่มเหล่านี้ยังสามารถสร้างเครือข่ายภายในได้อย่างรวดเร็ว เช่น รู้จักตำรวจท้องที่ หรือมีล่ามประจำตัว ทำให้การดำเนินคดีอาจถูกขัดขวาง หรือชะลอจากความซับซ้อนของภาษาและวัฒนธรรม นี่จึงทำให้ “บทบาทของทนายความ” กลายเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญในการแปลความเข้าใจระหว่าง “กฎหมายไทย” กับ “บุคคลต่างชาติ”

กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่โจรเดินถนน แต่มี “อาชญากรใส่สูท” และ “แก๊งข้ามชาติ” ที่มีเทคโนโลยีและแผนการซับซ้อน ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ต่างก็ต้องการ “เสียง” ที่เข้าใจภาษาและกฎหมายอย่างเท่าเทียม

ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะทนายที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา และเข้าใจกระบวนการสอบสวนระหว่างประเทศ จะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยเหลือคดีลักษณะนี้ ทั้งในมุมของการฟ้องร้อง การปกป้องสิทธิ ไปจนถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ สามารถติดต่อเราได้ หากต้องการ ทนายที่เชี่ยวชาญและเข้าใจมิติข้ามชาติของกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่เป็น ความจำเป็น ที่จะช่วยให้คุณ “รอด” จากความเข้าใจผิด หรืออคติที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม 

อ้างอิงจาก  https://www.ch7.com/sports/674459

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

ทำไมต้องทำประกันภัยกับทนายอาร์ม? เจาะลึกข้อดีของการมีทนายความเป็นที่ปรึกษาในยามมีปัญหา

ในโลกยุคใหม่ที่การใช้รถยนต์เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน “ประกันภัยรถยนต์” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้รถทุกคนควรให้ความสำคัญ อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะด้วยความประมาทของเราเองหรือของผู้อื่น และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การที่รถของคุณมีประกันภัยจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ ไม่ควรตัดสินใจเพียงแค่ราคาหรือความคุ้มครองเท่านั้น สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ “ความเข้าใจในสิทธิของผู้เอาประกัน” และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการทำประกันภัยทุกประเภทกับ “ทนายอาร์ม” จึงเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เพราะนอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์แล้ว ยังเข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างถ่องแท้ พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนซื้อประกันไปจนถึงการเคลมและการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเมื่อเกิดข้อพิพาท

ประกันภัยรถยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องคุ้มครอง แต่คือเรื่องของ “ความเข้าใจสิทธิ”

หลายครั้งที่ผู้เอาประกันต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุบริษัทประกันปฏิเสธความรับผิดกรณีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาเพื่อปฏิเสธผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัย หรืออุบัติเหตุที่คู่กรณีไม่มีประกัน ฯลฯ ซึ่งในสถานการณ์เหล่านี้ ทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านประกันภัยโดยตรงอย่าง “ทนายอาร์ม” สามารถวางแผน ให้คำปรึกษา และดำเนินการทุกอย่างอย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

จุดเด่นของเรา

1.เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยรถยนต์โดยเฉพาะ
ทนายอาร์มมีประสบการณ์ตรงในคดีประกันภัยจำนวนมาก รวมถึงคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ที่เคยเป็นหนึ่งในทนายความรายแรกที่สามารถเอาชนะคดีลักษณะนี้ได้ในประเทศไทย

2.ให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพและเป็นระบบ
ตั้งแต่การเลือกประเภทของประกัน การอ่านเงื่อนไข การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการเจรจาเคลม หรือดำเนินคดีหากจำเป็น ทุกขั้นตอนมีการดูแลอย่างใกล้ชิด

3.โปร่งใส เป็นธรรม และใส่ใจทุกกรณี
บริการของเราตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส มีค่าบริการที่เหมาะสมและชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่าได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่เพียงตัวแทนขายที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย

ข้อดีของการมีทนายความเป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัย

  • เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ
    คุณจะรู้ว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุควรทำอย่างไร เก็บหลักฐานอะไรบ้าง และจะไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
  • เจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ
    เมื่อเกิดข้อพิพาท ทนายสามารถช่วยต่อรองกับบริษัทประกันให้ได้วงเงินชดเชยที่สมเหตุสมผล
  • ดำเนินคดีได้ทันทีเมื่อจำเป็น
    ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนทีม หรือเริ่มใหม่ เพราะเรามีข้อมูลครบและสามารถดำเนินคดีต่อได้ทันทีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำประกันภัยรถยนต์กับทนายอาร์ม : คุ้มครองทั้งรถและสิทธิของคุณ

เมื่อเทียบกับการซื้อประกันภัยจากตัวแทนทั่วไป การเลือกใช้บริการของทนายอาร์มคือการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะคุณจะได้ทั้งความคุ้มครองที่ครอบคลุม และมี “เกราะทางกฎหมาย” ที่แข็งแกร่งที่สุดไว้คุ้มครองคุณในยามจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่บริษัทประกันปฏิเสธความรับผิด การเจรจาที่ไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่ข้อพิพาทที่ซับซ้อน ทนายอาร์มสามารถเป็นที่พึ่งของคุณได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน การมี “ทนายความ” ที่เข้าใจทั้งเรื่องกฎหมายและประกันภัยรถยนต์อย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เงื่อนไขกรมธรรม์มีความซับซ้อนมากขึ้น และบริษัทประกันมักใช้ข้อกำหนดเพื่อปฏิเสธความรับผิด

หากคุณกำลังมองหาบริการประกันภัยรถยนต์ที่ไว้วางใจได้ พร้อมคำปรึกษาด้านกฎหมายอย่างมืออาชีพต้องทำประกันภัยกับ “ทนายอาร์ม” คือคำตอบที่ใช่ที่สุดสนใจทำประกันภัยทุกประเภทกับทนายอาร์ม ทั้งประกันภัยรถยนต์ พ.ร.บ. หรือประกันประเภทอื่น ๆ
ติดต่อได้ที่เพจ โปรเด็ดประกันภัย By ทนายอาร์ม หรือแอดไลน์ที่ Line ID : @901unfpl
📞 โทร: 02-136-7501 หรือ 061-874-4448

ผู้บริโภคไม่ใช่ฝ่ายอ่อนแอ! เจอสินค้าจีนไม่ได้มาตรฐาน มีสิทธิฟ้องร้องเอาผิดผู้ขายได้เต็มที่ 

ในยุคที่ใครก็สามารถสั่งสินค้าจากประเทศจีนมาขายออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Facebook Marketplace ผู้บริโภคจำนวนมากจึงตกเป็นเหยื่อของ “สินค้าไม่มีมาตรฐาน” โดยไม่รู้ตัว

สินค้าราคาถูกเหล่านี้ บางชิ้นไม่มีเครื่องหมายการรับรองความปลอดภัย ไม่มีเอกสารศุลกากรถูกต้อง และบางกรณีก็ไม่ได้ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือ อย. ในกรณีที่เป็นอาหาร เครื่องสำอาง หรือของใช้ที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย นอกจากนี้ ยังพบว่า สินค้าหลายชนิดไม่มีเอกสารศุลกากรอย่างถูกต้อง หรือไม่ชำระภาษีนำเข้า อย่างเหมาะสม ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นกับผู้บริโภค เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ บาดเจ็บ หรือเสียหายต่อทรัพย์สินกลับไม่มีการเยียวยาใด ๆ อย่างเหมาะสม อีกทั้งผู้ขายบางราย ปฏิเสธความรับผิดชอบ อ้างว่าสินค้าผลิตจากต่างประเทศ หรือเป็นแค่ “ตัวกลางนำเข้า” ผู้บริโภคอย่างเราสามารถเอาผิดกับผู้ประกอบการได้เต็มที่ไม่ต้องกลัวไร้ความยุติธรรม ในวันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกคนไปพบกับวิธีการรับมือจากผู้ประกอบการที่เพิกเฉยต่อความเสียหายของผู้บริโภคกันค่ะ

เราจะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นไม่ได้มาตรฐาน? 

เมื่อมองที่ตัวสินค้าผู้บริโภคมักตัดสินใจจาก “ราคา”  “รีวิว” และ “ความชอบส่วนตัว” โดยมองข้ามเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียทรัพย์ หรือร้ายแรงถึงชีวิต  และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รวมถึงทนายความเชี่ยวชาญด้านผู้บริโภคจึงได้รวบรวม “วิธีเช็กง่าย ๆ” เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถป้องกันตัวเองได้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อ

✅ 1. ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐาน (เช่น มอก. หรือ อย.)

  • สำหรับสินค้าไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้าน ต้องมี ตราสัญลักษณ์ มอก. กำกับ
  • สินค้าอาหาร ยา เครื่องสำอาง ต้องมี เลขที่จดแจ้งของ อย. หากไม่มี ถือว่าไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย

✅ 2. ไม่มีฉลากภาษาไทย

  • ตาม ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สินค้าที่ขายในไทยต้องมีฉลากภาษาไทยชัดเจน บอกรายละเอียด เช่น วิธีใช้ ส่วนผสม ข้อควรระวัง
  • หากฉลากมีแต่ภาษาจีนหรืออังกฤษ ไม่มีแปลไทย = ผิดกฎหมาย และเสี่ยงเป็นของไม่มีคุณภาพ

✅ 3. ราคาถูกผิดปกติ / ไม่มีที่มาชัดเจน

  • ของที่ถูกกว่าท้องตลาดมาก ๆ อาจเป็นสินค้าตกเกรด หรือไม่ได้ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบ
  • ผู้ขายไม่สามารถบอกแหล่งที่มาหรือชื่อผู้นำเข้าได้ = น่าสงสัย

✅ 4. ไม่มีใบรับประกัน / ไม่มีข้อมูลติดต่อผู้ขาย

  • สินค้ามาตรฐานส่วนใหญ่มักมีใบรับประกัน หรืออย่างน้อยมีข้อมูลให้ติดต่อหากสินค้ามีปัญหา
  • ถ้าซื้อผ่านเพจ เฟซบุ๊ก หรือร้านค้าไม่มีชื่อ ไม่มีนโยบายคืนสินค้า = เสี่ยงสูงมาก

✅ 5. กล่อง/บรรจุภัณฑ์ผิดปกติ

  • ตรวจสอบว่ากล่องมีรอยแกะ ซองบุบ เบี้ยว สกรีนไม่ชัดเจน จนสามารถมองเห็นได้ชัด
  • สินค้าปลอม/ลอกเลียนแบบมักใช้บรรจุภัณฑ์ราคาถูก หลีกเลี่ยงต้นทุนสูง

หากพบสินค้าไม่มี มอก. หรือ อย. = ฟ้องได้!

ถ้าสินค้าที่คุณซื้อมาไม่มี มอก. หรือ อย. แล้วเกิดความเสียหาย เช่น บาดเจ็บ ไฟไหม้ ทรัพย์สินเสียหาย คุณสามารถ ฟ้องผู้ขายได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายแพ่ง ได้ทันที ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบคนเดียว 

โดยเฉพาะสินค้าที่ขายในไทย ผู้ขายไทยจะต้องรับผิด แม้จะอ้างว่านำเข้ามาจากประเทศจีนก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นผู้ขายชาวจีนหรือต่างประเทศก็ควรจะต้องดูเอกสารการนำเข้าและดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้เลย   

กรณีสำคัญที่คุณสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้

1. สินค้าไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ

  • เช่น กรณีซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องชาร์จ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ “ไม่มี มอก.” แล้วเกิดไฟไหม้ หรือไฟดูด
  • ผู้บริโภคสามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และแจ้งหน่วยงานรัฐตรวจสอบสินค้า

2. ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้า

  • หากผู้ขายไม่ได้แจ้งว่าเป็นสินค้านำเข้า ไม่มี มอก. หรือไม่มีใบอนุญาตจาก อย. ในกรณีสินค้าอาหาร/ยา
  • เข้าข่าย “โฆษณาเกินจริง” หรือ “ปกปิดความจริง” ผู้บริโภคสามารถแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ทันที

3. ผู้ขายไทยเป็น “ผู้รับผิดตามกฎหมาย” แม้จะบอกว่าสินค้ามาจากจีน

  • ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 41 ระบุว่า “ผู้ขาย” ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้า แม้จะไม่ได้ผลิตเอง
  •  ต่อให้สั่งจากจีนมาขายแค่เป็นพ่อค้าคนกลาง ก็ยังถูกฟ้องร้องได้ เพราะจำหน่ายในประเทศไทย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :

  • พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
  • พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ตรวจสอบภาษีนำเข้าว่าได้นำเข้าอย่างเสียภาษีครบหรือไม่
  • กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 (ความรับผิดจากการละเมิด)
  • มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 (สมอ.)

แนวทางปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

  1. เก็บหลักฐานทุกครั้งที่ซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น ภาพสินค้า, แชท, ใบเสร็จ
  2. หากสินค้ามีปัญหา ติดต่อผู้ขายทันที และเก็บบันทึกการพูดคุยไว้เป็นหลักฐาน
  3. หากผู้ขายไม่รับผิดชอบ ให้ปรึกษาทนายหรือติดต่อ สคบ.

ในกรณีรุนแรง เช่น ไฟไหม้ บาดเจ็บ แจ้งความและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทันที

ปรึกษาทนายจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ =  ปลอดภัยกว่า 

ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีผู้บริโภค มีความเห็นว่า “ผู้บริโภคมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหาย ต่อผู้ประกอบการที่ทำให้ผู้บริโภคเสียหายและขอให้ฝ่ายงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสินค้านั้นได้ทันที อย่ากลัว อย่าคิดว่าเราจะสู้อยู่ฝ่ายเดียว เพราะกฎหมายออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้บริโภคเช่นกัน ”

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้านำเข้าจากจีนหรือประเทศอื่นๆ อย่ารอให้เรื่องเงียบ ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องก่อนดำเนินการทางกฎหมาย ทนายสามารถช่วยยื่นคำร้องต่อ สคบ. หรือฟ้องศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งจะช่วยให้คุณได้รับความยุติธรรม

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำคดีความประเภทนี้ดีเป็นอย่างมาก ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการทำคดี ส่วนใหญ่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับผู้ที่มาใช้บริการของเรา ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค 

👉  เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : https://www.mmthailand.com/cheap_china_product_threat/ 

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

โดนแขวนบนแพลตฟอร์ม X ต้องทำอย่างไร? พร้อมคำแนะนำจากทนาย

การถูก “แขวน” บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในยุคที่สังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การถูกนำบัญชีไปเผยแพร่ให้ถูกรุมโจมตี หรือที่เรียกกันว่า “โดนแขวน” อาจทำให้เจ้าของบัญชีได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงที่เสียหาย การถูกคุกคาม หรือแม้แต่กระทบต่อหน้าที่การงาน ดังนั้น หากคุณตกเป็นเหยื่อของการโดนแขวน ควรรู้วิธีรับมือให้ถูกต้องและใช้กฎหมายปกป้องสิทธิของตนเอง

หากบัญชีโซเชียลถูกนำไปแขวนจนถูกรุมด่า ควรทำอย่างไรดี?

หากคุณพบว่าบัญชีของคุณถูกนำไปเผยแพร่ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหาย สิ่งที่ควรทำมีดังนี้

1.เก็บหลักฐานทันที

o ทำการบันทึกภาพหน้าจอ (screenshot) ของโพสต์ที่แขวนบัญชีของคุณ รวมถึงคอมเมนต์ที่อาจเป็นการหมิ่นประมาทหรือคุกคาม

o หากมีการแชร์หรือแสดงความคิดเห็นที่เป็นการใส่ร้าย เก็บหลักฐานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง

o ใช้วิธีการบันทึก URL หรือใช้เครื่องมือบันทึกข้อมูลจากเว็บไซต์ (Web Archive) เพื่อเก็บข้อมูลที่อาจถูกลบในภายหลัง

2.ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชี

o หากคุณถูกโจมตีอย่างรุนแรง การตั้งค่าบัญชีให้เป็นส่วนตัวหรือปิดบัญชีชั่วคราวอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกรุมด่าเพิ่มเติม

3.หลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยอารมณ์

o อย่าตอบกลับคอมเมนต์หรือโพสต์ที่โจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง เพราะอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง หรืออาจเป็นเหตุให้คุณถูกฟ้องกลับได้

4.รายงานโพสต์ที่เป็นปัญหา

o ใช้ฟีเจอร์รายงานโพสต์ (Report) ของแพลตฟอร์ม X เพื่อแจ้งให้ระบบตรวจสอบและลบโพสต์ที่ละเมิดนโยบาย

5.ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

o หากการถูกแขวนทำให้คุณเสียหายหนัก เช่น ถูกข่มขู่ หรือถูกเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว (Doxxing) คุณอาจต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

การแจ้งความกับตำรวจต้องเตรียมอะไรบ้าง

หากคุณต้องการแจ้งความเกี่ยวกับกรณีการถูกแขวนบนโซเชียลมีเดีย คุณควรเตรียมเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้

1. หลักฐานที่เกี่ยวข้อง

o ภาพหน้าจอของโพสต์ที่มีการแขวนบัญชีของคุณ

o คอมเมนต์ที่เป็นการหมิ่นประมาท หรือข่มขู่

o รายละเอียดของบัญชีที่โพสต์ข้อความหมิ่นประมาท

o หลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ข้อความข่มขู่ที่ได้รับ หรือผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

2. บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง

o สำหรับใช้ยืนยันตัวตนของผู้เสียหาย

3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี

o หากการโดนแขวนส่งผลต่อหน้าที่การงาน หรือเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ ควรนำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปประกอบการแจ้งความ

4. แจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่เกิดเหตุ

o สามารถแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่ หรือสำนักงานตำรวจไซเบอร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จำเป็นต้องมีทนายหรือไม่ และทนายสามารถช่วยอะไรได้บ้าง?

หลายคนอาจสงสัยว่าการถูกแขวนบนแพลตฟอร์ม X จนทำให้เกิดความเสียหายจำเป็นต้องมีทนายความหรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับระดับของความเสียหายที่เกิดขึ้น หากเป็นเพียงการถูกโจมตีชั่วคราว และไม่มีผลกระทบในระยะยาว อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินคดี แต่หากมีการหมิ่นประมาทรุนแรง หรือส่งผลต่อชื่อเสียงและอาชีพการงาน ควรปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาดำเนินคดี

ทนายสามารถช่วยอะไรได้บ้าง?

  • ให้คำแนะนำทางกฎหมาย ว่ากรณีของคุณเข้าข่ายความผิดหรือไม่ และควรดำเนินการอย่างไร
  • ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย หากสามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องดำเนินคดี
  • ดำเนินการฟ้องร้อง หากพบว่าการกระทำของผู้แขวนและผู้ร่วมด่ามีความผิดตามกฎหมาย เช่น
  • ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326-328
  • ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1)
  • เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง หากเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือการงาน

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่เคยเกิดขึ้น

กรณีศึกษา: ผู้เสียหายถูกแขวนบนแพลตฟอร์ม X จนถูกคุกคามรุนแรง

มีลูกความรายหนึ่งของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ถูกนำบัญชี X ไปแขวน โดยมีผู้ใช้รายหนึ่งแชร์โพสต์ของเขาพร้อมข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาด่าทอและกล่าวหาโดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

  • ผู้เสียหายถูกข่มขู่คุกคามจากบุคคลที่ไม่รู้จัก
  • มีการแชร์ข้อมูลส่วนตัว (Doxxing) ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต
  • ถูกบริษัทต้นสังกัดเรียกไปสอบสวน และเสี่ยงต่อการถูกไล่ออกจากงาน

การดำเนินคดี

  • ทนายความได้ดำเนินการรวบรวมหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและนำเข้าข้อมูลเท็จ
  • มีการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ก่อเหตุ
  • สุดท้ายศาลมีคำสั่งให้ผู้ก่อเหตุลบโพสต์ทั้งหมดและจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย

ปกป้องสิทธิของคุณ อย่าปล่อยให้การถูกแขวนบนโลกออนไลน์ทำลายชีวิตคุณ

การถูกแขวนบนแพลตฟอร์ม X ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะอาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงทั้งทางชื่อเสียงและชีวิตส่วนตัว หากคุณตกเป็นเหยื่อของการถูกแขวน ควรเก็บหลักฐาน แจ้งความ และหากจำเป็น ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีให้ถูกต้อง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินทางกฎหมายในทุกกรณี หากคุณกำลังเผชิญกับการถูกแขวนบนโซเชียล อย่ารอช้า ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาจากทีมทนายความที่มีประสบการณ์!

พิธีมอบเกียรติบัตร “คนขยันและสุขภาพดี ประจำปี 2567”

วันนี้ 17 เมษายน 2568 บริษัทฯ ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตร “คนขยันและสุขภาพดี ประจำปี 2567” เพื่อเชิดชูบุคลากรที่มีความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างขยันขันแข็ง พร้อมทั้งใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองอย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนทั้งในระดับบุคคลและองค์กร

ในโอกาสนี้ คุณศุภสิทธิ์ ศิริ (กรรมการผู้จัดการบริษัท) เป็นตัวแทนคุณมุททามาศ ศิริ (กรรมการผู้จัดการบริษัท) ในการมอบเกียรติบัตรให้แก่บุคลากรดีเด่น จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ นางสาวนฤมล พลท้าว เลขานุการกรรมการผู้จัดการ และนางสาวสุภามาศ รอดเปีย ธุรการฝ่ายกฎหมาย ซึ่งทั้งสองท่านถือเป็นแบบอย่างของพนักงานที่มีวินัยในการทำงานและเอาใจใส่ต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

เกียรติบัตรฉบับนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับบุคลากรทุกคนในการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการทำงานและการดูแลสุขภาพอย่างสมดุล เพื่อเดินหน้าสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงในทุกย่างก้าวของชีวิตและการทำงาน

บริษัทฯ ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเกียรติบัตรในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความทุ่มเทและความตั้งใจของทุกท่านจะเป็นพลังบวกในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำเสนอบริการด้านกฎหมายแก่ Simplus Simple Us–Simple Plus

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับเกียรติจากบริษัท Simplus Simple Us–Simple Plus ในการเข้าร่วมนำเสนอบริการด้านกฎหมาย พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของสำนักงานฯ ในการเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับองค์กรในอนาคต โดยการนำเสนอดังกล่าวจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยความสนใจจากผู้บริหารและบุคลากรของบริษัทฯ

ภายในงานครั้งนี้ มีทีมงานจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดยคุณณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการบริษัทและทนายความประจำสำนักงาน, นางสาวธัญพร โกะ ล่ามภาษาจีนประจำสำนักงาน และนางสาวกรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน ทั้งสามท่านได้ร่วมกันนำเสนอบริการทางกฎหมายของสำนักงานฯ ในสามภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างรอบด้านสำหรับผู้เข้าร่วมจากบริษัทฯ

การพูดคุยในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในการขยายความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการทางกฎหมายของเรา ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดีเยี่ยม และคาดว่าจะนำไปสู่โอกาสความร่วมมือที่มั่นคงในอนาคต

เบื้องหลังหน้าฉาก: ด้านมืดของเงินลงทุนจีนในไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจ โดยเฉพาะคนจีนที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการค้าขาย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาธุรกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจจากชาวจีนในไทยไม่ได้นำมาซึ่งแค่โอกาสทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องให้ขบวนการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ เช่น “จีนเทา” (Chinese Mafia) ได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงินและซุกซ่อนทรัพย์สินผิดกฎหมาย

จีนเทา: ขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ

“จีนเทา” หมายถึง กลุ่มอาชญากรจีนที่มีเครือข่ายข้ามชาติ และดำเนินการในหลากหลายกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น คอลเซ็นเตอร์หลอกลวงประชาชน ฟอกเงิน และการค้ายาเสพติด กลุ่มนี้มีการจัดตั้งธุรกิจต่างๆ เช่น ร้านอาหาร, บริษัทรับแลกเงินดิจิทัล, หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองทรัพย์สิน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

วิธีการฟอกเงินหลักของกลุ่มจีนเทาคือการใช้ สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) หรือการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนผ่านแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนเหรียญดิจิทัล ก่อนจะนำไปแลกเป็นเงินสดและโอนให้กับผู้ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในประเทศจีนที่ต้องการเงินสดในไทยเพื่อการทำธุรกิจ หรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ผิดกฎหมาย

วิธีการทำธุรกิจในไทยของคนจีน

ธุรกิจของคนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยมีหลากหลายประเภท ทั้งในภาคการค้า, การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และการทำธุรกิจออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบางประเภทอาจมีลักษณะการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส เช่น การใช้บัญชีม้า (Shell Companies) หรือการตั้งบริษัทที่ไม่มีการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจจริง แต่มีไว้เพื่อหลบเลี่ยงภาษี หรือการฟอกเงิน

นอกจากนี้ การนำเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เข้ามาใช้ในการทำธุรกรรม ยังช่วยให้ขบวนการฟอกเงินทำงานได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านช่องทางการเงินแบบเดิม ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยากต่อการตรวจสอบและควบคุม

การฟอกเงินและการลักลอบทำธุรกิจผิดกฎหมาย

การฟอกเงินเป็นอาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยขบวนการฟอกเงินจะพยายามซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงินผิดกฎหมายที่ได้มาจากการฉ้อโกง หรือการค้ายาเสพติด ผ่านธุรกิจที่ดูเหมือนถูกต้อง เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การตั้งบริษัท หรือแม้กระทั่งการทำธุรกิจออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล

เจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศไทยได้เริ่มตรวจสอบขบวนการเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการใช้ บัญชีม้า และ บริษัทนอมินี ซึ่งเป็นวิธีการที่กลุ่มอาชญากรนิยมใช้ในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ โดย บัญชีม้า หมายถึง บัญชีธนาคารที่เปิดโดยใช้ชื่อบุคคลอื่น ซึ่งอาจจะเป็นญาติ คนรู้จัก หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่ถูกจ้างหรือหลอกให้เปิดบัญชี เพื่อนำไปใช้ในการรับหรือโอนเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์ การฉ้อโกง หรือฟอกเงิน โดยเจ้าของตัวจริงจะไม่ปรากฏในธุรกรรมใด ๆ ทำให้ยากต่อการติดตามตัวในขณะที่ บริษัทนอมินี หรือ Nominee Company คือบริษัทที่ตั้งขึ้นโดยมี “ตัวแทน” ถือหุ้นหรือดำเนินกิจการในนามของผู้อื่น โดยแท้จริงแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือเป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงอาจเป็นบุคคลที่ต้องการซ่อนตัวจากการตรวจสอบ เช่น ชาวต่างชาติที่ต้องการถือครองที่ดินหรือดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย วิธีการเหล่านี้จึงกลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการอำพรางความเชื่อมโยงกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินและการดำเนินคดีเป็นไปอย่างซับซ้อนและใช้เวลา

กฎหมายและการควบคุม

ในประเทศไทย, การฟอกเงินและการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไม่โปร่งใสมีโทษตามกฎหมายที่รุนแรง โดยการฟอกเงินถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่มีเป้าหมายในการปราบปรามการฟอกเงินข้ามชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินการตรวจสอบและสืบสวนขบวนการฟอกเงินและธุรกิจที่ผิดกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินหรือที่หลบซ่อนทรัพย์สินผิดกฎหมาย

การดำเนินธุรกิจของคนจีนในไทยมีทั้งด้านบวกและลบ แม้ธุรกิจหลายประเภทจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ แต่การใช้ช่องโหว่ของกฎหมายและการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสโดยบางกลุ่มผู้ประกอบการจีนอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยเฉพาะการฟอกเงินที่เกิดจากการทำธุรกิจผิดกฎหมาย หากไม่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด อาจสร้างผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าอาจตกเป็นเหยื่อของการฟอกเงิน หรือถูกหลอกลวงจากการลงทุนผิดกฎหมาย สามารถติดต่อเรา เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องในการดำเนินการทางกฎหมาย

เขียนโดย :กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

“กิจการร่วมค้า” : กลยุทธ์ทางธุรกิจที่มากกว่าการจับมือ

ในยุคที่เศรษฐกิจไร้พรมแดน การลงทุนข้ามชาติกลายเป็นเรื่องปกติของโลกธุรกิจ หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยคือ การจัดตั้งกิจการในรูปแบบ “Joint Venture” หรือ ”กิจการร่วมค้า” ระหว่างชาวต่างชาติและคนไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดไทยได้อย่างถูกกฎหมาย และมีประสิทธิภาพ

“ กิจการร่วมค้า ”  คืออะไร ?

“Joint Venture” หรือ “กิจการร่วมค้า” หมายถึง การที่บุคคลหรือนิติบุคคลสองฝ่ายขึ้นไป ร่วมกันลงทุน จัดตั้งกิจการ หรือดำเนินธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีข้อตกลงชัดเจนในการแบ่งสรรผลประโยชน์ ผลกำไร ความเสี่ยง และการบริหารงานตามสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายตกลงกัน

การร่วมทุนอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะสั้น เช่น โครงการก่อสร้างโครงการหนึ่ง และในระยะยาว เช่น การตั้งบริษัทผลิตสินค้าหรือให้บริการใดบริการหนึ่งร่วมกัน

ทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับชาวต่างชาติที่มาทำธุรกิจในไท

โดยเฉพาะในกรณีที่ ชาวต่างชาติต้องการทำธุรกิจในประเทศไทย ความนิยมนี้ อาทิเช่น คนจีนมักจะใช้ในการดูแลกิจการในไทย โดยไม่ได้มีการควบคุมเป็นเจ้าของ100เปอร์เซนต์ เพราะยังมีกฎหมายที่ห้ามคนต่างด้าวครอบครองกิจการในไทยอยู่ ดังนั้นการร่วมทุนกับคนไทยถือว่าเป็นแนวทางที่นิยมมาก เพราะมีข้อดีหลายอย่าง เช่น :

  1. ปฏิบัติตามกฎหมายไทยง่ายขึ้น
    ประเทศไทยมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของชาวต่างชาติ (เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) ที่อาจจำกัดการถือหุ้นไม่เกิน 49% ในหลายประเภทธุรกิจ
    👉 การร่วมทุนกับคนไทย ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจในลักษณะที่ คนไทยถือหุ้นเกิน 50% ได้ ซึ่งอาจไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษจากหน่วยงานรัฐ
  2. ใช้ประโยชน์จากความเข้าใจในท้องถิ่น
    คนไทยรู้จักตลาด วัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และขั้นตอนทางราชการต่าง ๆ ดีอยู่แล้ว จึงช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น
  3. เข้าถึงเครือข่ายหรือทรัพยากรในประเทศ
    เช่น ที่ดิน สายป่านทางธุรกิจ หรือแม้แต่การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในระดับท้องถิ่น

รูปแบบของการค้าร่วมโดยทั่วไป:

  • อาจตั้งเป็น บริษัทใหม่ร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายใส่ทุน และถือหุ้นตามสัดส่วนที่ตกลง
  • อาจเป็น การร่วมมือกันแบบชั่วคราว สำหรับโครงการหนึ่ง เช่น การก่อสร้าง หรืองานวิจัยพัฒนา
  • มีการกำหนดสัญญาร่วมทุน (Joint Venture Agreement) เพื่อระบุ:
    • สัดส่วนการลงทุน
    • การบริหารจัดการ
    • การแบ่งผลกำไร/ขาดทุน
    • ระยะเวลา
    • แนวทางการเลิกกิจการหากจำเป็น

ตัวอย่าง:

บริษัท A (จากจีน) ต้องการตั้งโรงงานผลิตในไทย
➡ ร่วมทุนกับบริษัท B (คนไทยถือหุ้นหลัก)
➡ ตั้งบริษัทใหม่ C ขึ้นมา โดย A ถือหุ้น 49%, B ถือ 51%
➡ บริษัท C จึงสามารถดำเนินกิจการในไทยในนาม “บริษัทไทย” โดยไม่ผิดกฎหมาย

รู้ทันและไม่โดนหลอกก่อนการลงทุน

Joint Venture ไม่ใช่แค่การจับมือระหว่างสองฝ่าย แต่คือการร่วมทางธุรกิจที่ต้องการความชัดเจน โปร่งใส และมีการวางแผนที่ดี  โดยเฉพาะในบริบทของการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับคนไทยในประเทศไทยนั้น ยิ่งต้องอาศัยความเข้าใจในข้อกฎหมายและการบริหารความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างรอบคอบ หลีกเลี่ยงการตั้งบริษัท “นอมินี” ที่ให้คนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีส่วนร่วมจริงในการบริหาร เพราะผิดกฎหมาย และอาจมีผลทางอาญา ดังนั้นก่อนการลงทุนควรจะปฏิบัติดังต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจลงทุน

  • ควรตรวจสอบความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของพาร์ตเนอร์คนไทย ก่อนร่วมทุน
  • จำเป็นต้องมีแผนการจัดการหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการถอนตัวจากกิจการในอนาคต

ทนายความที่ปรึกษากฎหมายสำคัญหรือไม่ในการประกอบธุรกิจ ?

การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจระหว่างประเทศและกฎหมายการลงทุนในไทย เข้ามาช่วยในกระบวนการจัดตั้ง Joint Venture ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะ:

  • ช่วยวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจนั้น ๆ ว่าต้องขอใบอนุญาตหรือไม่
  • ร่างและตรวจสอบสัญญา ให้รัดกุม ป้องกันปัญหาในอนาคต
  • วางโครงสร้างการถือหุ้น ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝ่าย
  • ดูแลกระบวนการจดทะเบียนบริษัท ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานที่เกี่ยวข้อง เช่น BOI (หากขอส่งเสริมการลงทุน)

  ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราให้ความสำคัญกับ “การร่างสัญญาร่วมทุน” อย่างรัดกุม ชัดเจน ครอบคลุมทุกสถานการณ์ ทั้งในยามปกติและเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายและรักษาสิทธิ์ของคุณอย่างรอบด้าน

การมีทนายความที่มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านกฎหมายไทยและการค้าระหว่างประเทศจะช่วยให้ Joint Venture เป็นไปอย่างมั่นคงและปลอดภัย เป็นก้าวสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดไทย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา มีทนายความที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสัญญา การจดทะเบียน การทำธุรกิจของชาวต่างชาติมากมาย หากคุณต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับการทำสัญญา การร่วมมือลงทุนธุรกิจในประเทศไทยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณในทุกขั้นตอน 

👉  เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : https://finance.oou.cmu.ac.th/?q=th/node/26705

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

คอนโดเสียหายจากแผ่นดินไหว ขอคืนห้องหรือเลิกสัญญาได้ไหม?

เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลให้คอนโดมิเนียมได้รับความเสียหาย ผู้เช่าหรือผู้ซื้อคอนโดอาจสงสัยว่า สามารถขอคืนห้องหรือเลิกสัญญาได้หรือไม่ บทความนี้จะอธิบายแนวทางตามกฎหมายและสิทธิของผู้บริโภคในสถานการณ์ดังกล่าว

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่?

แผ่นดินไหวถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยอาจส่งผลต่อสิทธิของผู้เช่าหรือผู้ซื้อคอนโดในการเลิกสัญญา ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายและความสามารถในการอยู่อาศัยของห้องพัก

กรณีของผู้เช่าคอนโด

หากคอนโดที่เช่าได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ผู้เช่าสามารถพิจารณาเลิกสัญญาได้ในกรณีต่อไปนี้

1.ห้องพักเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้: หากห้องพักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น โครงสร้างหลักพังทลาย หรือมีรอยร้าวที่ส่งผลต่อความปลอดภัย ผู้เช่ามีสิทธิเลิกสัญญาและขอคืนเงินมัดจำได้

2.ห้องพักมีรอยร้าวหรือความเสียหายที่สามารถซ่อมแซมได้: หากความเสียหายไม่รุนแรงและสามารถซ่อมแซมได้ ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ดำเนินการซ่อมแซมเพื่อให้ห้องกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ในกรณีนี้ ผู้เช่าอาจไม่มีสิทธิเลิกสัญญา แต่สามารถเจรจาขอลดค่าเช่าหรือขอเลื่อนการชำระค่าเช่าได้

ทั้งนี้ การตัดสินใจเลิกสัญญาควรมีหลักฐานยืนยันความเสียหาย เช่น รายงานจากวิศวกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง

กรณีของผู้ซื้อคอนโด

สำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อคอนโดและยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ หากคอนโดได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ผู้ซื้อสามารถพิจารณาเลิกสัญญาได้ในกรณีที่

1.ห้องพักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง: หากห้องพักหรือโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญาและขอคืนเงินจองหรือเงินดาวน์ได้

2.ห้องพักมีความเสียหายเล็กน้อย: หากความเสียหายไม่รุนแรงและสามารถซ่อมแซมได้ ผู้ขายมีหน้าที่ดำเนินการซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้ออาจไม่มีสิทธิเลิกสัญญาในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร ควรขอให้ผู้ขายจัดทำรายงานการตรวจสอบจากวิศวกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันความปลอดภัยก่อนการโอนกรรมสิทธิ์

แนวทางการดำเนินการเมื่อคอนโดเสียหายจากแผ่นดินไหว

1.ตรวจสอบความเสียหาย: ผู้เช่าหรือผู้ซื้อควรตรวจสอบความเสียหายของห้องพักและอาคารโดยละเอียด หากพบว่ามีความเสียหายที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัย ควรแจ้งให้ผู้ให้เช่าหรือผู้ขายทราบทันที

2.ขอรายงานการตรวจสอบ: ขอให้ผู้ให้เช่าหรือผู้ขายจัดทำรายงานการตรวจสอบจากวิศวกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความปลอดภัยของห้องพักและอาคาร

3.เจรจาเรื่องการเลิกสัญญา: หากพบว่าห้องพักไม่สามารถอยู่อาศัยได้หรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ผู้เช่าหรือผู้ซื้อสามารถเจรจากับผู้ให้เช่าหรือผู้ขายเพื่อเลิกสัญญาและขอคืนเงินที่ชำระไปแล้ว4.ขอคำปรึกษาทางกฎหมาย: หากเกิดข้อพิพาทหรือไม่สามารถตกลงกันได้ ควรขอคำปรึกษาจากทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การเลิกสัญญาเช่าหรือซื้อคอนโดเนื่องจากความเสียหายจากแผ่นดินไหวสามารถทำได้ในกรณีที่ห้องพักได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ หรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ควรมีหลักฐานยืนยันความเสียหายและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากท่านไม่แน่ใจว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสามารถเลิกสัญญาได้หรือไม่ หรือหากเกิดข้อพิพาทกับเจ้าของห้อง ผู้ให้เช่า หรือบริษัทพัฒนาโครงการ แนะนำให้ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์หรือสัญญาเช่า-ซื้อขายคอนโด เพื่อวางแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเสียเปรียบ และเพิ่มโอกาสในการได้รับความเป็นธรรมอย่างครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน อาจส่งผลเสียในระยะยาว
ปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

เช็คปลอมลายเซ็น ใครต้องรับผิด? แนวทางกฎหมายที่ผู้ถือเช็คต้องรู้

อย่างที่ทราบกันดีว่า “เช็ค” เป็นเอกสารสำคัญทางการเงินที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชำระค่าสินค้า การกู้ยืมเงิน หรือธุรกรรมทางธุรกิจอื่น ๆ แต่หากเช็คถูกปลอมแปลงลายเซ็นแล้วมีการนำไปขึ้นเงิน อาจส่งผลกระทบทั้งต่อเจ้าของเช็ค ธนาคาร และผู้รับเช็คได้ แล้วในกรณีแบบนี้ ใครต้องรับผิด? และมีแนวทางป้องกันอย่างไรบ้าง? มาหาคำตอบกันในบทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

กรณีที่มีการปลอมลายเซ็นบนเช็คแล้วนำไปขึ้นเงิน

การปลอมลายเซ็นบนเช็ค คือการที่บุคคลอื่นแอบอ้างลายมือชื่อของเจ้าของบัญชีที่ออกเช็ค แล้วนำเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร หรือใช้เป็นหลักฐานทางธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งหากธนาคารไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดและอนุมัติการเบิกเงินโดยไม่รู้ว่าเช็คถูกปลอมลายเซ็น ผู้ที่ได้รับความเสียหายมักจะเป็นเจ้าของบัญชีหรือผู้ถือเช็ค

กรณีที่พบบ่อย ได้แก่

  • บุคคลใกล้ชิดหรือพนักงานภายในองค์กร ลอบปลอมลายเซ็น เจ้าของบัญชีเพื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน
  • กลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการ สแกนหรือปลอมแปลงเช็ค แล้วนำไปขึ้นเงินที่ธนาคาร
  • กรณีเช็คสูญหายแล้ว มีผู้เก็บได้นำไปปลอมลายเซ็น เพื่อขึ้นเงิน

เมื่อเช็คถูกปลอมแปลงแล้วนำไปขึ้นเงิน คำถามสำคัญคือ ใครต้องรับผิดชอบ?

ใครต้องรับผิดระหว่างเจ้าของเช็ค ธนาคาร หรือผู้ที่ปลอมแปลง?

1. ผู้ที่ปลอมแปลงลายเซ็น

บุคคลที่กระทำการปลอมแปลงเช็คถือว่ามีความผิดทางอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ธนาคารที่จ่ายเงินจากเช็คปลอม

โดยปกติ ธนาคารมีหน้าที่ต้องตรวจสอบลายเซ็นบนเช็ค ก่อนจ่ายเงิน หากธนาคารละเลยและอนุมัติให้เบิกเงินจากเช็คปลอม เจ้าของบัญชีสามารถเรียกร้องให้ธนาคารรับผิดชอบได้

กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา:

1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1405/2557: กรณีที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม ศาลวินิจฉัยว่าธนาคารต้องรับผิดชอบคืนเงินให้แก่ลูกค้า เนื่องจากการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นความบกพร่องของธนาคารเอง และเป็นการผิดสัญญาเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน

2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2537: ในกรณีที่ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม ศาลวินิจฉัยว่าธนาคารต้องรับผิดชอบ เนื่องจากการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นความบกพร่องของธนาคารเอง คำพิพากษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าธนาคารมีหน้าที่ต้องตรวจสอบลายมือชื่อบนเช็คอย่างรอบคอบ หากธนาคารจ่ายเงินตามเช็คที่มีลายมือชื่อปลอม ธนาคารจะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้แก่ลูกค้า

3.เจ้าของบัญชีที่ออกเช็คโดยหลักแล้ว เจ้าของบัญชีไม่ต้องรับผิดชอบต่อเช็คที่ถูกปลอมแปลง แต่หากเจ้าของบัญชีมีส่วนประมาท เช่น ไม่เก็บรักษาสมุดเช็คอย่างปลอดภัย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกเช็คโดยไม่มีความรอบคอบ อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการชดใช้เงินคืนได้

วิธีป้องกันการถูกปลอมลายเซ็นบนเช็ค

เพื่อป้องกันความเสียหายจากการปลอมแปลงลายเซ็นบนเช็ค ควรใช้มาตรการป้องกันดังต่อไปนี้

✅ 1. ตรวจสอบลายเซ็นและข้อมูลบนเช็คให้รอบคอบ

  • หลีกเลี่ยงการลงนามบนเช็คล่วงหน้า
  • ใช้ลายเซ็นที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้ง่าย

✅ 2. เก็บรักษาสมุดเช็คในที่ปลอดภัย

  • หลีกเลี่ยงการให้บุคคลอื่นเข้าถึงสมุดเช็ค
  • ใช้ตู้เซฟหรือสถานที่ปลอดภัยในการเก็บเช็ค

✅ 3. แจ้งเตือนการทำธุรกรรมกับธนาคาร

  • ใช้บริการแจ้งเตือน SMS หรือแอปพลิเคชันของธนาคาร เพื่อตรวจสอบทุกการทำธุรกรรม
  • หากพบการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ ควรติดต่อธนาคารทันที

✅ 4. แจ้งความทันทีหากพบว่าเช็คถูกปลอมแปลง

  • รวบรวมหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาเช็คปลอม รายการเดินบัญชี
  • เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

ทำอย่างไรหากเช็คถูกปลอมลายเซ็น?

หากคุณพบว่าเช็คของคุณถูกปลอมแปลง ควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

1️⃣ ติดต่อธนาคารทันที
แจ้งเรื่องกับธนาคารเพื่อขอระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง และขอสำเนาเช็คที่ถูกปลอมแปลง

2️⃣ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นำหลักฐานไปแจ้งความเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

3️⃣ ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดี

  • ทนายสามารถช่วยตรวจสอบว่า ธนาคารมีความผิดฐานละเลยหรือไม่
  • แนะนำแนวทางการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา
  • ช่วยรวบรวมหลักฐานเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายที่เชี่ยวชาญด้านคดีเช็คปลอมลายเซ็น และธุรกรรมทางการเงิน พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการทางกฎหมายกับคุณในทุกขั้นตอน

สุดท้ายนี้ กรณีเช็คถูกปลอมลายเซ็นเป็นปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญและอาจนำไปสู่ความเสียหายทางการเงินมหาศาล ผู้ที่ปลอมลายเซ็นถือว่ามีความผิดทางอาญา และธนาคารที่จ่ายเงินจากเช็คปลอมโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบอาจต้องรับผิดชอบชดใช้เงินคืนให้เจ้าของบัญชี

เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเช็ค ควรตรวจสอบลายเซ็น เก็บรักษาสมุดเช็คอย่างปลอดภัย และใช้ระบบแจ้งเตือนของธนาคาร หากพบว่าเช็คถูกปลอมแปลง ควรรีบแจ้งความและปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายหากคุณต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับเช็คปลอมลายเซ็น สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณในทุกขั้นตอน เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมสูงสุด >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!