บัตรประชาชนหาย = เสี่ยงโดนปลอมตัว!

ในยุคที่การทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้บัตรประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยืนยันตัวตนในหลายช่องทาง ตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคาร การสมัครแอปกู้เงิน ไปจนถึงการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ แต่คุณเคยรู้หรือไม่ว่า หากบัตรประชาชนของคุณหาย อาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพสวมรอย นำข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไปก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การขโมยตัวตน” (identity theft) ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทางกฎหมายและชื่อเสียงได้มากกว่าที่คิด

เคสจริง : บัตรหาย กลายเป็นหนี้ก้อนโต

หลายคนอาจมองว่าการทำบัตรประชาชนหายเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความจริงกลับมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่พบว่าตนเองถูกนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดบัญชีม้า หรือสมัครแอปเงินกู้โดยไม่รู้ตัว เช่น กรณีของนักศึกษาในกรุงเทพฯ รายหนึ่ง ที่บัตรประชาชนหายระหว่างเดินทางกลับหอพัก ไม่ถึง 1 เดือนถัดมา กลับได้รับเอกสารทวงหนี้จากบริษัทปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ยอดเงินกว่า 50,000 บาท

จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำภาพบัตรประชาชนของเธอไปใช้สมัครแอปพลิเคชันกู้เงินหลายแห่ง โดยมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี deepfake เปลี่ยนหน้าคนในคลิปยืนยันตัวตนให้คล้ายกับผู้เสียหาย ทำให้บริษัทอนุมัติเงินกู้โดยไม่รู้ว่าเป็นการปลอมตัว และเมื่อถึงเวลาทวงหนี้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือเจ้าของชื่อในบัตร

อะไรคือการขโมยตัวตน (Identity Theft)?

การขโมยตัวตนคือการที่บุคคลอื่นนำข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด หรือแม้แต่รูปถ่าย ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเพื่อกู้เงิน เปิดบัญชีธนาคาร สมัครบริการ หรือแม้แต่กระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ โดยผลกระทบจะตกอยู่กับเจ้าของตัวจริง

ช่องโหว่ของสังคมไร้เงินสด

การที่หลายบริการหันไปสู่รูปแบบออนไลน์ แม้จะเพิ่มความสะดวก แต่ก็มีช่องโหว่ในกระบวนการยืนยันตัวตน โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เพียงภาพบัตรประชาชนและวิดีโอถ่ายตนเอง หรือบางกรณีใช้เพียงสำเนาเอกสารเท่านั้น จึงกลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพใช้เอกสารที่เก็บจากสื่อสังคมออนไลน์หรือได้จากบัตรที่หายไป มาก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น

กฎหมายเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร

กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ระบุว่า: “ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิอันออกโดยเจ้าพนักงาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท” หากปลอมแล้วนำไปใช้จนเกิดความเสียหาย อาจเพิ่มโทษตามมาตรา 268 เรื่องการใช้เอกสารปลอม และหากมีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อหลอกลวงหรือฉ้อโกง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 ด้วย

หากบัตรประชาชนหาย ควรทำอย่างไร?

  1. แจ้งความทันที ที่สถานีตำรวจ เพื่อมีหลักฐานยืนยันว่าเอกสารถูกขโมยหรือสูญหาย
  2. ขอออกบัตรใหม่ ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ พร้อมแสดงใบแจ้งความ
  3. แจ้งธนาคารและบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากกังวลว่าจะมีการนำบัตรไปเปิดบัญชีหรือใช้ในทางไม่ชอบ
  4. ตรวจสอบเครดิตบูโร เพื่อดูว่ามีหนี้สินที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นหรือไม่
  5. ลงบันทึกในระบบออนไลน์ ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ปปง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เปิดช่องทางสำหรับแจ้งเหตุในลักษณะนี้

การที่บุคคลหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการขโมยตัวตน อาจต้องเผชิญทั้งคดีแพ่ง (เช่น การถูกฟ้องร้องชำระหนี้) และคดีอาญา (เช่น การถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีม้า หรือฟอกเงิน) ในสถานการณ์เช่นนี้ บทบาทของทนายความ มีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสืบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมถึงการเจรจากับบริษัทคู่กรณีหรือสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยดำเนินการฟ้องกลับในกรณีที่มิจฉาชีพสามารถระบุตัวตนได้ เช่น กรณีที่มีหลักฐานการใช้เอกสารปลอม หรือการโอนเงินผ่านบัญชีที่ระบุชัดเจนถึงผู้กระทำผิด

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

แม้เราจะไม่สามารถควบคุมทุกความเสี่ยงได้ แต่การระมัดระวังไม่เปิดเผยบัตรประชาชนในสื่อออนไลน์ หลีกเลี่ยงการส่งสำเนาเอกสารให้บุคคลแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น และหมั่นตรวจสอบประวัติทางการเงินของตนเองอยู่เสมอ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยตัวตนได้มาก

จำไว้ว่า ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณมีมูลค่ามหาศาล และอาจถูกใช้โดยมิชอบได้ในชั่วพริบตา การมีทนายความที่เข้าใจกฎหมาย และพร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิตามกฎหมายของคุณจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน 

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

ธุรกิจจีนเลี่ยงภาษี! ระวังโดนดำเนิคดีตามกฎหมายไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของธุรกิจจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้ภาษาจีนแทนภาษาไทยในป้ายร้านค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่น่าวิตกเกี่ยวกับ พฤติกรรมเลี่ยงภาษีของกลุ่มทุนจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาษีของประเทศ

มีรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในระดับจังหวัด ระบุว่า พบธุรกิจที่มีลักษณะ “นอมินีไทย” หรือมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงในนาม ขณะที่การบริหารและเงินทุนทั้งหมดมาจากกลุ่มชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจบางแห่งรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เลย ขณะที่รับลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนที่จ่ายเงินสดหรือผ่านแอปพลิเคชันของจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า “พฤติกรรมลักษณะนี้อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย”

 ในวันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปพบกับผลกระทบและโทษทางกฎหมายในการเลี่ยงภาษีของนายทุนจีนกันว่าทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมศุลกากร ได้เริ่มจับตาธุรกรรมที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และเตรียมปรับมาตรการตรวจสอบนอมินี รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานทางการเงินในการตรวจสอบกระแสเงินจากต่างประเทศ

รูปแบบการเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนในไทย

1.1 การใช้ “นอมินีไทย” ถือหุ้นแทน

ธุรกิจจีนบางแห่งในไทยใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นในนาม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจบางประเภทต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยไม่น้อยกว่า 51% ​

1.2 การหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บางธุรกิจจีนรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ​

1.3 การรับชำระเงินผ่านระบบของจีน

ธุรกิจจีนบางแห่งรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของจีน เช่น Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินของไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

2.1 การสูญเสียรายได้จากภาษี

การเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ​

2.2 การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ธุรกิจจีนที่เลี่ยงภาษีสามารถลดต้นทุนและขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน​

2.3 การทำลายกลไกตลาด

การเลี่ยงภาษีทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำ​

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีของชาวต่างชาติในไทย

6.1 พระราชบัญญัติภาษีอากร (ประมวลรัษฎากร)

หากพบว่าธุรกิจใด (ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ) จงใจเลี่ยงภาษี เช่น ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ออกใบกำกับภาษี:

  • มาตรา 90/4 (พ.ร.บ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
    ผู้ใดไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และเมื่อแจ้งให้จดแล้วยังไม่จด จะถูกสั่งปิดกิจการหรือเพิกถอนทะเบียนการค้า
  • มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
    ผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • มาตรา 90/7 (เจตนาหลีกเลี่ยงหรือออกใบกำกับภาษีเท็จ)
    มีโทษปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีที่เลี่ยง และเพิ่มเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน

6.2 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำคนไทยมาเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนในกิจการที่ห้ามต่างด้าวทำ มีความผิดตามกฎหมายนี้

  • มาตรา 36
    หากพบว่ามีการใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • บทลงโทษเพิ่มเติม

    ศาลสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิการประกอบธุรกิจ และให้ชาวต่างชาติผู้นั้นพ้นจากประเทศไทย (ถูกเนรเทศ) ได้

6.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ในบางกรณี หากมีการใช้ระบบโอนเงินผ่านแอปต่างชาติ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay เพื่อซุกซ่อนรายได้ หรือไม่ผ่านระบบการเงินไทย และเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐ อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

  • มาตรา 3 และ 5
    รายได้จากการเลี่ยงภาษี หากนำไปใช้โดยไม่ผ่านระบบถูกกฎหมาย อาจถูกตีความว่าเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

6.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

กรณีชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาทำงานผิดประเภท

  • มาตรา 37 และ 75

    หากฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่า เช่น ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อทำงาน มีโทษปรับ และอาจถูกเพิกถอนวีซ่า พร้อมเนรเทศ

ไม่อยากปิดธุรกิจ ปรึกษาทนายความ เพื่อจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง

แม้หลายกรณีของธุรกิจจีนในไทยจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เลี่ยงภาษี” หรือ “ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย” แต่ในทางปฏิบัติ บางส่วนอาจเกิดจาก “ความไม่เข้าใจกฎหมายไทย” หรือการแปลความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจต่างชาติเอง

“การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ประโยชน์ของการมีทนายหรือที่ปรึกษากฎหมาย

  • ตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนบริษัท

    ทนายสามารถตรวจสอบว่าสัดส่วนผู้ถือหุ้น การจัดตั้งบริษัท และวัตถุประสงค์การดำเนินงานนั้น เป็นไปตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
  • ให้คำปรึกษาด้านภาษีและเอกสารบัญชี

    ทนายร่วมกับผู้สอบบัญชีสามารถช่วยวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรได้ถูกต้อง และป้องกันการโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง
  • แนะนำระบบการรับเงินอย่างถูกกฎหมาย

    ในกรณีใช้แอปพลิเคชันการเงินของจีน เช่น Alipay หรือ WeChat Pay ทนายสามารถให้คำปรึกษาในการผูกระบบให้ถูกกฎหมายไทย เพื่อให้ข้อมูลการเงินสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐ
  • ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าอย่างถูกต้อง

    หลายรายใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาประกอบธุรกิจ ทนายสามารถช่วยดำเนินการขอ Non-B หรือ Smart Visa รวมถึง Work Permit ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

  • ช่วยไกล่เกลี่ยหากเกิดคดีความ

    หากมีการตรวจสอบย้อนหลัง หรือถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีหรือมีนอมินี ทนายสามารถเข้าเจรจา แก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดีในชั้นศาลได้

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติ

  • ควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนเริ่มธุรกิจในไทย
  • ไม่ควรใช้ชื่อบุคคลอื่นหรือคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีการบริหารจริง
  • วางแผนภาษีร่วมกับทนายและนักบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ
  • หากถูกตรวจสอบ ควรให้ทนายเป็นผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการให้คำปรึกษาล้วนประสบผลสำเร็จ และบริษัทต่างๆ ล้วนให้คำตอบรับเป็นที่น่าพอใจ  ผู้ประกอบการหรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณี👉 >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : มาตรา 38_64 | กรมสรรพากร – The Revenue Department (rd.go.th)

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

แชร์ไม่คิด เสี่ยงผิดกฎหมาย! ระวัง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter)

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเผลอกดแชร์ รีทวีต หรือคอมเมนต์โพสต์ต่าง ๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่หลายคนยังคุ้นเคยในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งถือเป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า การกระทำเหล่านี้อาจเข้าข่ายความผิดฐาน หมิ่นประมาท โดยไม่รู้ตัว และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แชร์โพสต์คนอื่น ก็เสี่ยง “หมิ่นประมาท” ได้เหมือนกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทจะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่เป็นผู้เขียนข้อความหรือผู้โพสต์ต้นฉบับเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่แชร์ รีทวีต หรือส่งต่อข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่น ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน

ในทางกฎหมาย หากเนื้อหาที่ถูกแชร์มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรงหรือการรีโพสต์ ก็ถือเป็นการเผยแพร่ข้อความนั้นออกไปสู่สาธารณะ และสามารถเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้ทันที

ยิ่งหากมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแสดงท่าทีเห็นด้วยกับข้อความต้นฉบับ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะถูกมองว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน

แพลตฟอร์ม X กับปัญหาหมิ่นประมาทที่เกิดถี่ขึ้น

แพลตฟอร์ม X มีลักษณะเฉพาะที่เน้นการโพสต์ข้อความสั้น ๆ และการรีโพสต์ (Repost หรือ Retweet) จึงมักเกิดการกระจายของข้อมูลอย่างรวดเร็ว เมื่อมีใครสักคนโพสต์ข้อความกล่าวหาหรือใส่ความบุคคลอื่น และมีผู้รีโพสต์ออกไปอีกจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงยิ่งทวีคูณ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง หากคุณเป็นเพียง “ผู้ช่วยเผยแพร่” ก็สามารถถูกฟ้องได้ และอาจต้องรับผิดในฐานะ “ผู้ร่วมกระทำความผิด” ตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

เสียหายแล้วต้องทำอย่างไร? ทนายแนะอย่ารอให้ขาดอายุความ

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาทบนแพลตฟอร์ม X ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรง หรือการรีโพสต์โดยบุคคลอื่น ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แนะนำว่า อย่ารอช้าในการดำเนินคดี เพราะคดีหมิ่นประมาทมี “อายุความ” ที่จำกัด หากไม่ฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด คุณอาจหมดสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมไปอย่างน่าเสียดาย

ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญา ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่ามีการหมิ่นประมาทและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีที่ต้องการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จะมีอายุความยาวนานกว่า คือ 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการหมิ่นประมาทและผู้กระทำผิดเช่นกัน

ดังนั้น หากคุณมั่นใจว่าตนเองได้รับความเสียหาย ควรรีบรวบรวมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอ โพสต์ ลิงก์ และวันเวลาให้ชัดเจน แล้วติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีโดยเร็ว

หลักฐานคือหัวใจของคดีหมิ่นประมาท

ในยุคดิจิทัล หลักฐานที่สามารถนำมาใช้ในคดีหมิ่นประมาทได้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  • ภาพหน้าจอ (Screenshot) ของข้อความที่ถูกโพสต์หรือแชร์
  • ลิงก์โพสต์ต้นฉบับ และโพสต์รีแชร์
  • วัน เวลา ที่เกิดเหตุการณ์
  • พยานบุคคลที่เห็นโพสต์ หรือได้รับผลกระทบจากโพสต์นั้น
  • ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่ข้อความ (หากสามารถระบุได้)

ทนายอาร์มแนะนำว่า ควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้โดยไม่ต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แชร์อย่างมีสติ ดีกว่าต้องเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะผู้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกคน ควรตระหนักว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ย่อมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การแชร์โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะย้อนกลับ และต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและอาญากรณีคดีหมิ่นประมาทผ่านการรีโพสต์ที่ศาลตัดสินให้มีการชดใช้ค่าเสียหายหลายแสนบาท หรือแม้แต่ต้องโทษจำคุก (แม้จะรอลงอาญา) ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงควรเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้

การหมิ่นประมาทผ่านแพลตฟอร์ม X เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และอาจกระทบต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้เสียหายได้อย่างรุนแรง ทุกการแชร์หรือรีโพสต์จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และหากคุณเป็นผู้ได้รับความเสียหาย อย่ารอให้ขาดอายุความ ติดต่อ ทนายอาร์ม เพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามสิทธิของคุณโดยเร็วที่สุด

บ้านเช่าแบบไหน “เสี่ยงโดนฟ้อง”  เรื่องใกล้ตัวที่เจ้าของบ้านและผู้เช่าต้องรู้

การให้เช่าบ้านหรือคอนโดมิเนียมอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ตกลงราคาแล้วเซ็นสัญญาก็จบ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจให้เช่าหรือแม้แต่การปล่อยบ้านให้คนอื่นอยู่อาศัย “โดยไม่มีสัญญา” หรือ “ไม่รู้ข้อมูลผู้เช่าให้ชัดเจน” อาจทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็น “จำเลยในคดีอาญา” หรือ “คู่พิพาทในคดีแพ่ง” ได้โดยไม่รู้ตัว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีที่เจ้าของบ้านถูกดำเนินคดีเพราะ “บ้านเช่า” ที่ตัวเองปล่อยให้เช่า กลายเป็นแหล่งก่ออาชญากรรม แหล่งซ่อนตัวของผู้ต้องหา หรือแม้แต่ใช้ในการฟอกเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าเป็นชาวต่างชาติ ทำให้คดีมีความซับซ้อนและยากจะควบคุม

ปล่อยเช่าแบบไหน “เสี่ยง” ?

1. ไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571 ว่าด้วยเรื่อง “สัญญาเช่า” การเช่าทรัพย์สินควรมีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อระบุสิทธิ หน้าที่ ระยะเวลา ค่าเช่า เงื่อนไขการเลิกสัญญา และการคืนเงินประกันมัดจำ หากไม่มีเอกสารดังกล่าว เมื่อเกิดข้อพิพาท เช่น ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย หรือเจ้าของไม่คืนมัดจำ ผู้เสียหายอาจฟ้องร้องได้ยาก

มีผู้เช่ารายหนึ่งเช่าคอนโดในกรุงเทพฯ ระยะเวลา 1 ปี วางเงินมัดจำไว้ 2 เดือน รวมกว่า 40,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญา ผู้เช้าย้ายออกโดยแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่เจ้าของห้องปฏิเสธจะคืนเงินมัดจำ โดยอ้างว่าห้องมีรอยขีดข่วน และต้องซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลที่ตามมา:

  • ผู้เช่าฟ้องต่อศาลแพ่ง โดยยื่นหลักฐานภาพถ่ายห้องก่อน-หลังการเช่า
  • ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าความเสียหายเป็น “การสึกหรอตามปกติ” ของการใช้งาน ไม่เข้าข่ายความเสียหายเกินเหตุ
  • ศาลสั่งให้เจ้าของห้องคืนเงินมัดจำทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-540 ผู้ให้เช่าต้องคืนเงินประกันเมื่อสิ้นสุดสัญญา หากไม่มีความเสียหายร้ายแรง แต่ถ้าหากไม่คืนเงินมัดจำโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่า “ผิดสัญญา” ผู้เช่ามีสิทธิฟ้องเรียกร้องได้

2. ไม่ตรวจสอบประวัติผู้เช่า

หลายกรณีพบว่าผู้เช่าชาวต่างชาติใช้เอกสารปลอม หรือเข้ามาในประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่ตั้งรกรากอย่างผิดกฎหมาย หากปล่อยให้เช่าโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายให้ที่พักพิงแก่บุคคลที่อยู่โดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

3. รับเงินสดเท่านั้น ไม่ผ่านบัญชีธนาคาร

การรับเงินสดอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานการโอน อาจเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าของบ้านควรให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าผ่านบัญชีธนาคารเพื่อให้มีหลักฐานในการตรวจสอบย้อนหลังได้

4. ปล่อยเช่าต่อโดยไม่รู้ตัว

บางกรณี ผู้เช่ารายหนึ่งนำบ้านที่เช่าต่อไปปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอีกทอดหนึ่ง เช่น นักท่องเที่ยวรายวัน หรือกลุ่มผิดกฎหมาย หากเกิดเหตุร้ายในบ้านหลังนั้น เจ้าของบ้านจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที

สิทธิของผู้เช่า – ผู้ให้เช่า ตามกฎหมายแพ่ง

ในสัญญาเช่า ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตาม:

  • ผู้เช่ามีหน้าที่รักษาทรัพย์สินที่เช่า ห้ามดัดแปลงทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินในสภาพพร้อมใช้งาน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดต้องคืนเงินประกัน หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
  • หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญา หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

มีคดีหนึ่งผู้เช่าไม่ยอมออกจากบ้านแม้สัญญาสิ้นสุดแล้ว โดยอ้างว่าขอเวลาเพิ่มอีกหนึ่งเดือน เจ้าของบ้านจึงล็อกประตูบ้านและตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้เช่า สุดท้ายเจ้าของต้องจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำเกินขอบเขตของกฎหมาย

ในกรณีเหล่านี้ ทนายจึงความมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาก่อนทำสัญญา ซึ่งจะช่วยตรวจสอบเอกสาร แปลภาษาสำหรับผู้เช่าชาวต่างชาติ และช่วยในกระบวนการฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญา หากเกิดปัญหา เช่น:

  • ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า
  • ผู้เช่าทำบ้านเสียหายและไม่รับผิดชอบ
  • เจ้าของบ้านไม่คืนมัดจำ
  • มีข้อสงสัยเรื่องภาษีหรือธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง

การปล่อยเช่าบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากไม่รอบคอบ อาจกลายเป็นคดีความ หรือเสียเปรียบในทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว การมีสัญญาที่รัดกุม รู้จักผู้เช่าให้ดี และปรึกษาทนายความก่อนทำธุรกรรมสำคัญ จะช่วยให้คุณมีหลักประกันที่มั่นคง และป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่า หรือนายหน้า ที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่า ข้อพิพาท หรือการสื่อสารกับชาวต่างชาติ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณอย่างรอบด้าน

เรามีประสบการณ์ทั้งด้านกฎหมายไทย และการจัดการข้อพิพาทระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า จะได้รับการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคุณอย่างแท้จริง

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

คนจีนฆ่ากันเอง! พร้อมจัดฉากโยนความผิดให้คนไทย

คดีฆาตกรรมระหว่างชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการสร้างหลักฐานเท็จและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น แต่คำถามที่สำคัญกลับเป็นว่า การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศที่มีระบบการตรวจสอบกฎหมายที่เข้มงวดและละเอียดนั้นทำได้ง่ายจริงหรือ? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปติดตามการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่ไม่ปล่อยให้หลักฐานใดๆ หลุดรอด พร้อมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมัท้งคำแนะนำจากทนายในการสู้คดีความของญาติผู้เสียชีวิต

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567, ญาติของ Ms.YAN หญิงชาวจีนวัย 38 ปี ได้แจ้งความกับ สน.บางรัก กทม. ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินทางมาประเทศไทย จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า โทรศัพท์มือถือของ Ms.YAN ถูกใช้ครั้งสุดท้ายที่สวนธารณะใกล้กับ วัดโสธรวราราม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบต่อมา นอกจากนี้ยังพบการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ WeChat Pay ที่ห้าง คาร์ฟูร์ มาเก๊า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

โยนความผิดให้คนไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด? – กฎหมายไทยไม่ได้ปล่อยผ่าน!

ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ซึ่งเป็นชาวจีนได้พยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลท้องถิ่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่ไม่ตรงกับข้อกล่าวหา จึงทำให้การสอบสวนในไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดเผยความจริงในที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ: การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศไทยนั้นมันทำได้ง่ายจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ง่าย อย่างที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยมี กระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งในด้านการเก็บหลักฐานและการสืบสวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการคดีอาญาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ การใช้งานระบบจ่ายเงินออนไลน์ หรือการตรวจสอบพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุกฎหมายไทยมี มาตรการควบคุมและการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ ระบบนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการยืนยันการใช้บริการ WeChat Pay ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตัดข้อสงสัยในประเด็นที่ผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้คนไทยได้อย่างชัดเจน

หลักฐานเป็นตัวแปรสำคัญ! อย่าคิดว่าจะหนีจากคดีได้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอนว่าจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน โดยใช้ กฎหมายอาญาของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการสอบสวน ในกรณีนี้ มาตรา 288 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าคนตายจะได้รับโทษสูงสุดซึ่งอาจเป็นการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ใช้หลักฐานจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการใช้งาน WeChat Pay ในการชี้ชัดข้อเท็จจริง ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยเอง ไม่ใช่การกระทำของคนไทย ดังนั้นผุ้ต้องสงสัยไม่สามารถทำลายหลักฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้จะเป็นหลักฐานอันน้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจับคนร้ายได้อยู่ดี

หากมั่นใจว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน ต้องส่งตัวไปยังจีนไหม ?

ในกรณีที่มีการตรวจสอบและพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังจีนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาศัย สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการทางการทูตในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายไทย และหากมีการขอส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เราจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ทางตำรวจไทยมีนั้นเพียงพอที่จะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสืบตัวหากผู้ต้องสงสัยอยู่ต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องประสานกับประเทศนั้นด้วย 

  • การติดตามเส้นทางรถเช่า – ติดตาม GPS ของรถเช่าผู้ต้องสงสัยที่ไปยังหลายจุด
  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิด – พบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ – พบเลือดและตัวอย่าง DNA ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี
  • การเผาทรัพย์สิน – พบกระเป๋าและทรัพย์สินของผู้สูญหายถูกเผา
  • การสืบสวนต่อเนื่อง – ตำรวจยังคงค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมและสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ

จากคดีนี้เห็นได้ชัดว่า กฎหมายไทยสามารถจัดการกับคดีฆาตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการสืบสวนที่แข็งแกร่ง การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้การเปิดเผยความจริงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ในกรณีที่มีความพยายามในการโยนความผิดให้กับคนไทย คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายและการตรวจสอบในประเทศไทย

ญาติผู้ตายจ้างทนายช่วยเดินเรื่อง – ฟ้อง, สืบ, เรียกร้องความยุติธรรมครบวงจร

ในกรณีนี้ ครอบครัวของ Ms.YAN สามารถจ้างทนายเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมายและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ตายได้อย่างถึงที่สุด โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลทุกขั้นตอนของคดี ทั้งในด้านการสืบสวน การจัดการหลักฐาน และการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการปล่อยปละละเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทนายความสามารถช่วยได้ในหลายด้าน:

  1. การให้คำปรึกษาและการดำเนินคดี – ทนายความสามารถให้คำปรึกษากับครอบครัวผู้ตายในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกหล่นในขั้นตอนต่าง ๆ และการฟ้องร้องจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย
  2. การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม – ทนายความสามารถทำหน้าที่ในการช่วยสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจยังไม่เปิดเผย เช่น การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวนทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยพิสูจน์การกระทำผิดอย่างชัดเจน
  3. การดำเนินการฟ้องร้อง – หากมีการพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ทนายความจะช่วยครอบครัวผู้ตายในการยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลให้ความคุ้มครองและการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญาได้
  4. การเรียกร้องค่าเสียหายจากการฆาตกรรม – ทนายความจะช่วยให้ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด ทั้งในส่วนของค่าเสียหายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และค่าเสียหายจากการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
  5. การส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน – หากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมข้ามชาติและมีการขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน ทนายความจะช่วยครอบครัวในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้ไปยังประเทศจีน


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญบริการคดีอาญาของเราและเราพร้อมรับทำคดีอาญาทุกประเภท โดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการทวงคืนความเป็นธรรมให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟ้องคดีฆาตกรรม การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเรียกร้องค่าสินไหมในทางแพ่ง ทีมทนายของเราสามารถดูแลทุกขั้นตอนให้คุณได้อย่างรอบด้าน

หากคุณหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเช่นนี้ หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเงียบ อย่ารีรอ การนิ่งเฉยอาจทำให้คนผิดลอยนวล และคุณอาจเสียสิทธิ์ที่พึงมี ควรจะรีบปรึกษาทนายเพื่อให้มีคนสู้เคียงข้างคุณและเพื่อสิทธิ์ของตัวคุณเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม คนที่รู้สิทธิ์และใช้สิทธิ์เท่านั้นที่จะได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงเพราะคุณไม่มีคนสู้แทน


อ้างอิงจากเว็บไซต์ :แกะรอย 12 จุด! นศ. สาวชาวจีนหายตัวปริศนา หนุ่มสนิทเผ่นหนีโผล่ฮ่องกง

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

จำนำรถแล้วรถหาย วางแผนให้ดีคิดให้ถูกว่าจะเดินทางไหน?

ในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจตึงตัว หลายคนจำเป็นต้องหาทางออกทางการเงินอย่างเร่งด่วน หนึ่งในทางเลือกที่พบเห็นได้บ่อยคือ “การจำนำรถยนต์” ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ผ่อนอยู่หรือผ่อนหมดแล้ว การนำรถไปจำนำกับบุคคลอื่นหรือบริษัทรับจำนำโดยหวังว่าจะได้เงินสดหมุนเวียนเร็ว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่หลายคนไม่ทันคิด คือ “รถหาย”

การที่รถหายหลังจากนำไปจำนำ ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ด้วยการรอให้เวลาเยียวยา หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกับเหตุการณ์นี้ บทความนี้คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณ “คิดได้ถูก” และ “วางแผนถูกทาง” เพื่อให้ได้รถคืน หรืออย่างน้อยก็ได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา

เข้าใจรูปแบบ “จำนำรถ” ก่อนจะเกิดเหตุ

การจำนำรถสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น

  • การจำนำแบบถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านบริษัทรับจำนำที่มีใบอนุญาต
  • การจำนำแบบผิดกฎหมาย เช่น การจำนำกับบุคคลทั่วไปโดยไม่มีเอกสารรับรอง หรือจำนำผ่านนายหน้าที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน

กรณีหลังนี้เองที่มักนำไปสู่เหตุการณ์ “รถหาย” เมื่อผู้รับจำนำเอารถของคุณไปขายต่อ ถอดอะไหล่ หรือแม้แต่ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ผู้จำนำก็ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า “ควรเริ่มจากตรงไหน?”

รถหายหลังจำนำ ต้องทำอย่างไร?

1.ตั้งสติ แล้วเก็บหลักฐาน

oหลักฐานการพูดคุย สัญญา (ถ้ามี) รูปถ่ายรถ บัตรประชาชนของผู้รับจำนำ ฯลฯ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ควรรวบรวมไว้ให้มากที่สุด เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการต่อไป

2.แจ้งความรถหายทันที

oการแจ้งความกับสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ที่มีการจำนำ เป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เพราะเอกสารแจ้งความจะใช้ในการติดตามรถและยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.แจ้งเตือนกรมการขนส่งทางบก

oหากทราบทะเบียนรถ การแจ้งเตือนที่กรมการขนส่งสามารถป้องกันไม่ให้รถถูกเปลี่ยนชื่อหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้

4.ปรึกษาทนายความในทันที

oหากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน การปรึกษาทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์ในคดีรถหายคือทางออกที่ชาญฉลาด ทนายจะสามารถช่วยเหลือคุณในด้านการฟ้องร้อง ดำเนินคดี และติดตามรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมต้องเลือก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” เมื่อต้องตามหารถหาย?

หลายคนที่ประสบปัญหา “รถหาย” มักเดินเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งอาจเผชิญกับความล่าช้า ความไม่เข้าใจกฎหมาย หรือแม้กระทั่งความหวั่นใจในการสื่อสารกับตำรวจหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจทุกความกังวลของคุณ ด้วยทีมทนายความที่มีประสบการณ์ตรงด้านการตามหารถหาย ทั้งจากการจำนำ การขโมย หรือแม้แต่คดีที่ซับซ้อนอย่างการนำรถไปขายต่อในต่างประเทศ

หากคุณเลือกใช้บริการของเรา คุณจะได้รับบริการที่ครอบคลุม เช่น

  • ดำเนินการช่วยรวบรวมพยานหลักฐาน
  • ติดต่อประสานงานกับตำรวจและกรมการขนส่ง
  • ยื่นฟ้องคดีแพ่งและอาญา หากจำเป็น
  • เจรจาคืนรถ หรือดำเนินคดีเรียกค่าเสียหาย

การตามหารถหายไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกในด้านกฎหมาย และการมีเครือข่ายที่ครอบคลุม ซึ่ง “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ให้บริการครบจบในที่เดียว ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มีประสบการณ์ในการติดตามทรัพย์สินสูญหายและสืบสวนค้นหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • เครือข่ายภาคสนาม ที่สามารถลงพื้นที่ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และสืบหาพิกัดรถได้อย่างรวดเร็ว
  • ให้คำปรึกษาฟรีในเบื้องต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และวางแผนการดำเนินคดีอย่างมืออาชีพ
  • สามารถดำเนินคดีแพ่งหรืออาญาแทนคุณได้ หากพบผู้กระทำผิด

ความแตกต่างในการให้บริการของเราที่ไม่เหมือนที่อื่น

หลายคนเข้าใจว่ารถหายแล้วก็ต้องทำใจ หรือรอให้ประกันชดเชยอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว “การไม่ยอมแพ้” คือสิ่งสำคัญ เพราะในหลายกรณี รถยังอยู่ในประเทศ เพียงแต่ถูกซ่อนหรือปลอมแปลงข้อมูลเท่านั้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะไม่ปล่อยให้คุณต้องสู้คนเดียว เรามีระบบการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถติดตามรถหายได้อย่างเป็นขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่รถเช่า รถบริษัท ฯลฯ

รถหายไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องเผชิญลำพัง

แม้ปัญหา “รถหาย” จากการจำนำจะดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้ว นี่คือปัญหาสาธารณะที่ต้องอาศัยทั้งกฎหมายและความรู้ความเข้าใจร่วมกันในการแก้ไข หากคุณกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่ารอให้เรื่องบานปลาย

คุณสามารถติดต่อทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในการตามหารถของคุณกลับมา หรือรับความเป็นธรรมจากผู้กระทำผิด

จำนำรถแล้วรถหาย ต้องคิดให้รอบ เดินให้ถูกทาง ปรึกษาทนายความคือทางออก

การจำนำรถไม่ใช่เรื่องผิด หากทำอย่างถูกต้องและรอบคอบ แต่หากเลือกผิดคนหรือพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย ก็อาจต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ หากเกิดเหตุการณ์รถหาย สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่แค่โทษตัวเอง แต่คือการ “ลุกขึ้น” และ “เดินให้ถูกทาง”

ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งความ การติดต่อหน่วยงานรัฐ หรือการขอความช่วยเหลือจากทีมทนายมืออาชีพทุกขั้นตอนล้วนสำคัญ และเมื่อคุณมี “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” อยู่เคียงข้าง คุณจะไม่ต้องเผชิญทุกอย่างลำพังอีกต่อไป

หากรถของคุณหาย หรือคุณกำลังลังเลว่าควรเริ่มตรงไหน ติดต่อเราทันที ทีมทนายของเราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างจริงใจและเป็นมืออาชีพ

รถหาย ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่ารอให้โชคช่วย ให้ทีมทนายจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ช่วยคุณอย่างเป็นระบบ มืออาชีพ และมีประสิทธิภาพ

พระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง เกจิดังแห่งเมืองพิษณุโลก เดินทางมาให้ความเมตตากับทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

วันที่ 27 เมษายน 2568 พระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง ซึ่งเป็นเกจิดังแห่งเมืองพิษณุโลก ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและให้ความเมตตากับทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลและบารมีให้แก่สำนักงานฯ โดยพระอาจารย์ขวัญได้นำคาถาอันศักดิ์สิทธิ์กล่าวให้ทนายอาร์มและทีมงาน เพื่อเพิ่มพลังบวกและความสำเร็จในงานและการดำเนินธุรกิจทางกฎหมาย

พระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง เป็นเกจิดังแห่งเมืองพิษณุโลกที่มีชื่อเสียงในด้านการสร้างพระเครื่องและการสักยันต์ โดยเฉพาะการสักยันต์ลายมือลายมือที่มีความศักดิ์สิทธิ์และพุทธคุณแรงกล้า พระอาจารย์ขวัญได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนในจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากท่านมีความเชี่ยวชาญในการใช้วิชาอาคมและการปลุกเสกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเสริมสร้างโชคลาภและความสำเร็จให้กับผู้ที่ขอพร

นอกจากนี้พระอาจารย์ขวัญได้ศึกษาวิชาอาคมจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน และได้รับการถ่ายทอดวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการสักยันต์และการใช้คาถาอาคมต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้รับพลังบวกและความสำเร็จในชีวิต ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่สามารถให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในด้านโชคลาภ การเงิน และความสำเร็จทางธุรกิจด้วยวิธีการที่มีความลึกลับและเต็มไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ

โดยพระอาจารย์ขวัญยังเป็นผู้ที่มีความเมตตาและความรักในการช่วยเหลือผู้คนในชุมชน โดยท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่ให้การศึกษาในเรื่องของพุทธศาสนาและวิชาอาคม แต่ยังเป็นผู้ที่ช่วยสร้างความสงบสุขให้กับผู้ที่มาหาท่านด้วยความศรัทธาและความเคารพ

การเดินทางมาในครั้งนี้ของพระอาจารย์ขวัญได้เมตตาเขียนยันต์ให้กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีความหมายในการเรียกทรัพย์เรียกเงิน รวมถึงช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภ รวมถึงได้มีการพรมน้ำมนต์ให้กับสภาพแวดล้อมภายในสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้พลังงานในสำนักงานมีความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นและช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้แล้วการมาของพระอาจารย์ขวัญในครั้งนี้ยังเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในคุณค่าของการทำงานที่มีจริยธรรม และสร้างความสงบเรียบร้อยให้กับทีมงาน ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะนำมาซึ่งความโชคดีและการเติบโตในธุรกิจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในระยะยาว

ทำประกันคอนโดกับทนายอาร์ม อุ่นใจได้ทุกเรื่อง เราพร้อมดูแลคุณ

“คอนโด” ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่หลายคนเลือกลงทุนหรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย เพราะความสะดวกสบาย ปลอดภัย และอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของคอนโดไม่ควรมองข้ามคือ “ประกันคอนโด” เพราะไม่ว่าจะอยู่ในอาคารสูง หรือโครงการหรูแค่ไหน เหตุไม่คาดฝันก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ไฟไหม้ น้ำรั่วซึมจากห้องข้างบน ทรัพย์สินเสียหาย หรือแม้แต่กรณีที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก

และหากคุณกำลังมองหาความคุ้มครองที่มากกว่าแค่ประกันภัยทั่วไป เราขอแนะนำ “ทำประกันคอนโดกับทนายอาร์ม” ทางเลือกใหม่ที่ให้คุณมากกว่าความคุ้มครอง เพราะคุณจะได้ทั้งกรมธรรม์ที่ครอบคลุม และที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ที่พร้อมอยู่เคียงข้างคุณในทุกสถานการณ์

ทำไมต้องทำประกันคอนโด?

หลายคนอาจคิดว่า การอยู่คอนโดมีระบบรักษาความปลอดภัยดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันเพิ่ม แต่ความจริงแล้วความเสี่ยงยังคงมีอยู่ เช่น

  • ไฟฟ้าลัดวงจรในห้องจนเกิดเพลิงไหม้
  • น้ำรั่วซึมจากห้องข้างบน ทำให้เพดานและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย
  • การโจรกรรมทรัพย์สินภายในห้อง
  • ความเสียหายจากเหตุการณ์ภายนอก เช่น พายุ หรือน้ำท่วม (กรณีชั้นล่าง)
  • ความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอก เช่น เดินสะดุดหรือบาดเจ็บในห้องคุณ

ประกันคอนโด จึงเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงและภาระค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้

ความแตกต่างของประกันคอนโดกับทนายอาร์มที่ไม่เหมือนใคร

สิ่งที่ทำให้ ประกันคอนโดกับทนายอาร์ม แตกต่างจากการซื้อประกันทั่วไป คือ ความครบวงจรและความอุ่นใจที่มากกว่า

1.ได้ที่ปรึกษาด้านกฎหมายทันที หากเกิดเหตุปัญหาใด ๆ เช่น บริษัทประกันไม่จ่ายตามเงื่อนไข พยายามบ่ายเบี่ยง หรือให้ข้อมูลไม่ชัดเจน คุณสามารถปรึกษาทนายอาร์มได้ทันทีโดยไม่ต้องวิ่งหาทนายใหม่หรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่คุณกำลังเดือดร้อน

2.ช่วยอ่านและตีความกรมธรรม์ให้เข้าใจ หลายครั้งที่ผู้ทำประกันไม่เข้าใจเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นในกรมธรรม์ ทำให้เกิดปัญหาในภายหลัง ทนายอาร์มจะช่วยอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของคุณชัดเจนตั้งแต่ต้น

3.ดูแลและติดตามกรณีเคลม หากคุณต้องการยื่นเคลมค่าเสียหาย ไม่ต้องกังวลว่าจะยุ่งยาก เพราะเราช่วยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับบริษัทประกัน รวมถึงช่วยให้คำแนะนำหากการเคลมไม่ได้รับความเป็นธรรม

4.ให้คำปรึกษาทางกฎหมายได้ในทุกเรื่อง ไม่จำกัดเฉพาะประกันภัย หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ การซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์ หรือละเมิดสิทธิ์จากเพื่อนบ้าน ทนายอาร์มก็ยินดีให้บริการ

5.มั่นใจด้วยประสบการณ์ตรง ทนายอาร์มผ่านการจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยมาแล้วหลายกรณี ทั้งกรณีประกันปฏิเสธจ่าย หรือฝ่าฝืนคำสั่งของ คปภ. จนสามารถพาผู้เอาประกันชนะคดีในศาลได้จริง ฯลฯ

แบบประกันคอนโดที่ครอบคลุม

ประกันคอนโดมีให้เลือกหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณ เช่น

  • แบบคุ้มครองอาคาร (เฉพาะภายในห้อง): เช่น ผนัง เพดาน พื้น
  • แบบคุ้มครองทรัพย์สินภายในห้อง: เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • แบบคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: เช่น แขกมาเยี่ยมแล้วได้รับอุบัติเหตุ
  • แบบคุ้มครองการโจรกรรม: ทรัพย์สินหายหรือถูกทำลาย
  • แบบรวมความคุ้มครองทุกอย่าง: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความอุ่นใจแบบครบวงจร

เมื่อเลือกทำประกันกับทนายอาร์ม เราจะช่วยคุณวิเคราะห์และแนะนำแบบประกันที่เหมาะสมที่สุดตามงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของคุณ

จะทำประกันกับทนายอาร์ม ต้องทำอย่างไร?

ง่ายมาก! เพียงแค่คุณแอดไลน์ @Wongsakorn ก็สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้น รับคำปรึกษา หรือขอใบเสนอราคาได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาเบื้องต้นใด ๆ ทั้งสิ้น

ประกันคอนโดกับทนายอาร์ม ทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ากว่า

ในยุคที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เช่นกรณีแผ่นดินไหวที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งส่งผลให้หลายโครงการคอนโดมิเนียมได้รับความเสียหายทั้งต่อโครงสร้างและทรัพย์สินภายในห้องพัก การมี ประกันคอนโด จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของห้องทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะมันคือเกราะป้องกันที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าการมีประกันภัยก็คือการมี “ที่ปรึกษาที่เข้าใจคุณอย่างแท้จริง” ซึ่งการทำประกันคอนโดกับ ทนายอาร์ม จะช่วยให้คุณไม่เพียงได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ แต่ยังได้ทนายความมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาทางกฎหมายในทุกสถานการณ์

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการทำ ประกันคอนโด ไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มครอง แต่คือการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต และเมื่อมีทนายความที่คุณไว้วางใจเคียงข้างอยู่ด้วยทุกขั้นตอน คุณจะมั่นใจได้ว่า หากเกิดปัญหา คุณจะไม่ต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง

ทนายอาร์ม ไม่เพียงให้คุณความคุ้มครอง แต่ยังเป็น “คู่คิดทางกฎหมาย” ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคุณในทุกปัญหา หากคุณกำลังมองหาการทำประกันที่ปลอดภัยและมีคนดูแลจริงใจ… ทนายอาร์มคือคำตอบ

📲 สนใจสอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา แอดไลน์มาได้เลยที่ @Wongsakorn หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

เมินคำสั่ง คปภ. สุดท้ายศาลสั่งชดใช้! พร้อมค่าเสียหายเชิงลงโทษคนละ 30,000 บาท

ในยุคที่บริษัทประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผู้ใช้รถใช้ถนน ความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยควรเป็นรากฐานสำคัญของสังคม แต่เมื่อความรับผิดชอบนั้นกลับถูกละเลย ผู้บริโภคจึงต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองอย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกับกรณีของ นางสาว A และ นางสาว B ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรุนแรง ที่จุดจบของเรื่องราวนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคมทั้งในด้านกฎหมาย และการปกป้องสิทธิผู้บริโภคอย่างแท้จริง

อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต

วันที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นคือช่วงเย็นของวันหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่ น.ส. A และ น.ส. B โดยสารมาด้วยความเร็วสูง เกิดเสียหลักตกข้างทางและพุ่งชนเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องเผชิญกับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจในระยะยาว

พยายามขอความเป็นธรรม แต่กลับถูกเพิกเฉย

หลังจากพักฟื้นพอมีแรงต่อสู้ น.ส. A และ น.ส. B เริ่มดำเนินการเจรจากับบริษัทประกันภัยของรถที่เกิดเหตุ โดยหวังว่าจะได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรม เพื่อชดเชยความเสียหายที่ได้รับ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าขาดรายได้ รวมถึงค่าทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น บริษัทประกันภัยกลับเสนอจำนวนเงินชดเชยที่ต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก แม้ผู้เสียหายจะพยายามดำเนินเรื่องด้วยตนเอง ทั้งการยื่นเอกสารหลักฐาน และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม

เมื่อทนายความกลายเป็นความหวัง

เมื่อเห็นว่าความพยายามด้วยตนเองไม่เกิดผล ทั้งสองจึงตัดสินใจแต่งตั้งทนายความให้เข้ามาดำเนินเรื่องแทน โดยทนายความได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งภายหลังเจ้าหน้า คปภ. ได้มีคำสั่งชัดเจนให้บริษัทประกันภัยทบทวนและประเมินค่าเสียหายใหม่อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยกลับเพิกเฉยและหรือฝ่าฝืนต่อคำสั่งของ คปภ. และยังคงยืนยันจำนวนเงินเดิมที่ต่ำเกินไป โดยไม่มีความคืบหน้าหรือความตั้งใจในการเจรจาที่เป็นธรรม

จากโต๊ะเจรจาสู่ศาล

เมื่อไม่สามารถหาข้อยุติได้ด้วยวิธีการเจรจา คดีจึงถูกส่งเข้าสู่กระบวนการทางศาล โดยทนายความได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมเป็นจำนวนเงิน 1,540,000 บาท แบ่งเป็นของ น.ส. A จำนวน 1,050,000 บาท และของ น.ส. B จำนวน 490,000 บาท ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าพาหนะในการเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าสูญเสียความสามารถในการทำงาน รวมถึงค่าทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ
นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ซึ่งเป็นบทลงโทษทางแพ่งต่อบริษัทประกันภัย เนื่องจากมีพฤติกรรมละเมิดสิทธิของผู้บริโภค และฝ่าฝืนคำสั่งของหน่วยงานรัฐอย่าง คปภ.

ศาลมีคำพิพากษาเป็นธรรม

ท้ายที่สุด ศาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และมีคำพิพากษาให้ บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้กับ น.ส. A และ น.ส. B ตามที่เรียกร้อง พร้อมทั้งกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มเติมให้กับผู้เสียหายทั้งสอง คนละ 30,000 บาท โดยชี้ชัดว่าพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐ และไม่แสดงความจริงใจในการชดเชยความเสียหาย

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้

กรณีนี้สะท้อนภาพให้เห็นว่า สิทธิของผู้บริโภคในระบบประกันภัยไม่ควรถูกมองข้าม และไม่ควรปล่อยให้ถูกละเมิดโดยไม่มีการตอบโต้ การมีทนายความที่มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทางกฎหมาย และกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คปภ. จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญคือ “อย่าเกรงกลัวเมื่อถูกริดรอนสิทธิ” เพราะกฎหมายยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเรียกร้องความยุติธรรม และหากใช้ให้ถูกต้องก็สามารถพลิกสถานการณ์จากผู้เสียหายที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมายืนหยัดได้อย่างภาคภูมิ
การเพิกเฉยต่อคำสั่งของ คปภ. และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัทประกันภัย ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค แต่ยังนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง การตัดสินใจของศาลในครั้งนี้คือเครื่องยืนยันว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” และ ผู้บริโภคที่ลุกขึ้นสู้ด้วยความรู้และความถูกต้อง ย่อมได้รับความเป็นธรรมในที่สุด อย่ารอให้คุณถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่รถยังไม่ชน ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุประชาชนคนธรรมดาก็สามารถมีทนายความเพื่อนเดินเรื่องให้ได้เช่นเดียวกัน ปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<

“ลูกจะอยู่กับใคร?” เมื่อชาวจีน-ไทยหย่าร้าง ปมร้อนสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกข้ามประเทศ

ในยุคที่รักไร้พรมแดน การแต่งงานข้ามชาติกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อความรักจบลง คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “ลูกจะอยู่กับใคร?” โดยเฉพาะในกรณีคู่สมรสชาวจีนกับคนไทย ที่มีลูกและใช้ชีวิตอยู่คนละประเทศหรืออาจจะประเทศเดียวกันแต่อาจจะเกิดการหย่าร้างและ กฎหมายของใครจะเป็นผู้ตัดสิน?

เตยมีกรณีหนึ่งที่หญิงชาวไทยถูกทำร้ายร่างกายจากสามีชาวจีนและหนีออกมาได้ เคสที่เธอเคยช่วยเหลือก็เช่นกัน กรณีหญิงไทยแต่งงานกับชายชาวจีน และมีบุตรร่วมกัน 1 คน ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศจีน แต่มีลูกเป็นผู้หญิง จึงถูกทำร้ายทุบตีเพราะครอบครัวฝ่ายชายต้องการให้ได้ลูกชาย แต่เมื่อลูกยังอยู่กับอดีตสามีที่จีน คำถามใหญ่จึงกลายเป็น “เธอจะมีสิทธิ์ในตัวลูกแค่ไหน?”

กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิการเลี้ยงดูบุตรว่าอย่างไร?

ภายใต้กฎหมายครอบครัวไทย หากบิดามารดาหย่าร้างและไม่มีข้อตกลงเรื่องการเลี้ยงดูบุตร ศาลจะเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึง “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหลัก มารดามักมีโอกาสได้สิทธิ์เลี้ยงดู หากไม่มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การทิ้งบุตร ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ฯลฯ

แต่ในกรณีที่เด็กอยู่ต่างประเทศ การใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไทยอาจทำได้ยาก ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง

เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า (ปกครองบุตร) อยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 – 1565 ซึ่งมีหลักชัดเจนว่า:

  • หากไม่มีข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ ศาลจะเป็นผู้พิจารณา
  • เกณฑ์หลัก ที่ศาลไทยใช้ คือ “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก”
  • ไม่ได้ตัดสินจากว่าเป็นพ่อหรือแม่ฝ่ายใดโดยอัตโนมัติ แต่ดูจากปัจจัย เช่น:
    • ใครเลี้ยงดูเด็กมาก่อนหน้า
    • ใครมีความสามารถดูแลให้เด็กมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย และพัฒนาได้ดี
    • ความสัมพันธ์ทางจิตใจระหว่างเด็กกับแต่ละฝ่าย
    • พฤติกรรมของพ่อแม่ เช่น มีประวัติทำร้ายร่างกาย เสพยา หรือทอดทิ้งเด็กไหม

📌 สุดท้ายแล้วในกรณีนี้มีกฎหมายรองรับในทุกมาตรา หากเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงสามารถตกลงกันเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล  ถ้าเหตุการร้ายแรงตามมาทีหลัง ศาลจะใช้ดุลพินิจตามสถานการและตัดสินตามความเหมาะสม

ความเข้มงวดของศาลตัดสินในจีน

จีนก็มีกฎหมายว่าด้วยครอบครัว ซึ่งอยู่ใน “ประมวลกฎหมายแพ่ง” (民法典 – Min Fa Dian) ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2021 โดยมีกฎหมายชัดเจนในเรื่องนี้ใน หมวด “การสมรสและครอบครัว”

หลักพิจารณาหลักในจีน:

  • ศาลจีนจะยึดหลักการว่า เด็กควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ศาลมักให้ มารดา เป็นผู้เลี้ยงดู โดยอัตโนมัติ ยกเว้นมีเหตุพิเศษ
  • เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะเกิน 7 ปีขึ้นไป ศาลจะ รับฟังความเห็นของเด็กด้วย
  • ศาลจะพิจารณาเรื่อง:
    • รายได้ของแต่ละฝ่าย
    • ความมั่นคงในชีวิต ความสามารถทางเศรษฐกิจ
    • ความผูกพันของเด็กกับพ่อหรือแม่
    • สภาพแวดล้อม (สุขภาพ ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ ฯลฯ)
    • พฤติกรรมในอดีตของแต่ละฝ่าย เช่น เคยทำร้ายร่างกายไหม และเคยประพฤติตัวไม่ดีกับครอบครัวหรือเปล่า

📌 กฎหมายจีน มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในภาพรวม แต่ศาลยังคงใช้ดุลพินิจเช่นเดียวกับไทย โดยพิจารณาจากสถานการณ์และข้อมูลที่เสนอ

ในกรณีข้ามประเทศ ต้องดำเนินการอย่างไร?

เมื่อเด็กอยู่ในต่างประเทศไม่ว่าจะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การขอสิทธิ์เลี้ยงดูผ่านศาลไทย “ไม่สามารถใช้ได้โดยตรง” กับอีกประเทศ ต้องใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการลักพาเด็กระหว่างประเทศ (Hague Convention on Child Abduction) ซึ่งจีนไม่ได้เข้าร่วม ทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า กรณีที่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสัญญาณชัดว่าเด็กหรือผู้เอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยจากผู้เป็นบิดาหรือ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมรุนแรง ก็เป็น “จุดแข็ง” ในการขอสิทธิ์เลี้ยงดูมาอยู่กับอีกฝั่ง การใช้กฎหมายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว “ไม่พอ” จำเป็นต้องอาศัย

  • การว่าจ้างทนายที่เชี่ยวชาญเรื่องคดีครอบครัวหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
  • การยื่นคำร้องขอปกครองบุตรต่อศาลประเทศนั้น (จีน) โดยมีหลักฐานจากฝั่งไทยสนับสนุน
  • การติดต่อผ่านสถานทูตไทยในจีน / กระทรวงการต่างประเทศ

ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวหนึ่ง แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการแต่งงานข้ามชาติที่ไม่ได้จบแค่ “รักไม่ลงตัว” แต่อาจกระทบไปถึงสิทธิของเด็กคนหนึ่งที่กำลังรอคำตอบว่า “ใครคือคนที่จะเลี้ยงดูฉันด้วยความรักที่แท้จริง”สุดท้ายแล้วการดำเนินการจะต้องผ่านทั้งสองฝั่งเนื่องจากคนละดินแดนกัน  ดังนั้นความยุ่งยากของการดำเนินคดีจึงยากตามไปด้วย เพราะไม่เพียงแต่ทั้งสองฝั่งจะมีกฎหมาย แต่ยังมีข้อบังคับอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถปฎิบัติตามใจตนเองได้ 

ปรึกษาทนายความคดีครอบครัวเพื่อสิทธิ์เลี้ยงดูลูก

สำนักงานกฎหมายทนายความ ซึ่งมี ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัวและกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่อไปนี้ :

👉บทบาททนายความในขั้นเริ่มต้น

✅ ให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิการเลี้ยงดู
✅ ประเมินความเป็นไปได้ในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในไทยและต่างประเทศ
✅ ติดต่อประสานกับหน่วยงานรัฐทั้งในไทยและจีน
✅ จัดเตรียมเอกสารทางกฎหมายและแปลอย่างถูกต้องตามหลักสากล
✅ สนับสนุนด้านจิตใจและแนะแนวทางปฏิบัติให้กับผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ

👉 บทบาททนายความเมื่อถึงขั้นที่ต้องดำเนินคดีความ:

✅ช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการดำเนินการผ่านศาลในต่างประเทศ

✅ช่วยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อขอความร่วมมือในการติดต่อหรือเยี่ยมลูก

✅ยื่นคำร้องต่อศาลต่างประเทศในกรณีที่เด็กยังไม่สามารถถูกส่งตัวกลับได้ 

✅ยื่นคำร้องในศาลโดยใช้หลักฐานจากตำรวจ แพทย์ หรือสถานทูตไทย

✅ขอความร่วมมือจากองค์กรสิทธิมนุษยชน หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเน้นย้ำความไม่ปลอดภัยของเด็ก

ในทางที่ดีที่สุดหากประสบเหตุการณ์แบบนี้ อย่างแรกคือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำคดีครอบครัว เพื่อความง่ายในการดำเนินการ และถูกต้อง เพราะในกรณีแบบนี้เราจะดำเนินการเองไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นมารดาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นในระหว่างประเทศ ความใหญ่ของคดีก็จะตามไปเช่นกัน ดังนั้นมีทนายไว้ให้คำแนะนำจึงจะทำให้คุณได้รับความยุติธรรมแบบสูงสุด

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำคดีความประเภทครอบครัวเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค   เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา << 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 – 1535

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!