รถชนเรียกค่าเสียหาย ทำไมไปร้อง คปภ. เอง แล้วถึงไม่มีผล?

รู้ทันบริษัทประกันภัย และรู้เท่าทันกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนจะเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนคิดว่าแค่มีประกันภัยก็คงพอแล้ว แต่ในความจริง การ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณต้องเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นปะทะกันระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยอย่างไม่รู้จบ และในหลายๆ เคส การเดินเรื่องด้วยตัวเอง แม้แต่การไปร้องเรียนที่ คปภ. ก็อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี หากคุณไม่มีความรู้หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ

ตัวอย่างเคสจริง: คุณ A เดินเรื่องเอง แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบ

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนคือ เคสของ คุณ A ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 รถของคุณ A ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องส่งซ่อมนานถึง 240 วัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ บริษัทประกันภัยกลับเสนอให้เพียงแค่ 60 วัน ๆ ละ 500 บาท เท่านั้น รวมเป็นเงินเพียง 30,000 บาท

เมื่อคุณ A เห็นว่าตัวเลขที่ได้รับไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจไปร้องเรียนกับ คปภ. ด้วยตัวเอง หวังว่าหน่วยงานกลางจะช่วยเจรจาเพื่อความยุติธรรม แต่ผลที่ได้คือ คปภ.นัดไกล่เกลี่ยและบริษัทประกันภัยก็เพียง “เพิ่มให้เป็น 70 วัน” เท่านั้น ยอดรวมเป็น 35,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากความเสียหายจริง

ไกล่เกลี่ย…หรือถูกเกลี้ยกล่อม?

หลังจากที่คุณ A เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อขอคำปรึกษาจาก ทนายอาร์ม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยเฉพาะ แต่ทว่าก็พบว่า… ช้าไปแล้ว เพราะการที่คุณ A ไปร้องเอง และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัทประกันภัยก่อน โดยไม่มีทนายหรือผู้รู้กฎหมายอยู่ด้วย ทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทนายอาร์ม อธิบายว่า

“การไกล่เกลี่ย ถ้าไม่มีความรู้ = ไปถูกเกลี้ยกล่อม”
เพราะบริษัทประกันภัยมีความพร้อมด้านกฎหมาย ทีมเจรจา และกลยุทธ์เชิงจิตวิทยา พอผู้เสียหายไม่มีความรู้ ก็อาจหลงเชื่อหรือยอมตกลงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสียสิทธิ์ไปแล้ว

รู้หรือไม่? ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ “เรียกได้มากกว่าวันละ 500 บาท!”

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เรียกได้เพียงวันละ 300–500 บาท แต่ในความเป็นจริง หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่าการไม่ได้ใช้รถทำให้สูญเสียรายได้ เช่น ใช้รถทำธุรกิจ ส่งของ หรือมีความจำเป็นใช้รถจริงๆ ก็สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ได้มากกว่านั้น และอาจมากถึงวันละ 800–1,500 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบแต่สิ่งที่สำคัญคือ…
คุณต้องมีความรู้ และต้องรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย
เพราะบริษัทมักเสนอจ่ายต่ำ ๆ ก่อน หากคุณไม่ท้วง ไม่ขอเจรจา หรือไม่มีผู้ช่วยที่เข้าใจสิทธิของคุณ เงินที่ควรได้รับก็อาจหลุดลอยไป

คำแนะนำจากทนายอาร์ม: อย่าไปร้อง คปภ. เอง ถ้าไม่มั่นใจ

หลายคนคิดว่า คปภ. คือที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีใช่ แต่ในทางปฏิบัติ หากคุณเข้าไปโดยไม่มีแผน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง คุณอาจเจอสิ่งที่เรียกว่า “ไกล่เกลี่ยแบบลดสิทธิ” เพราะบริษัทประกันภัยมักใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เจรจาให้จ่ายน้อยลง โดยหวังว่าผู้เสียหายจะ “ยอมรับ” ข้อเสนอเพื่อให้เรื่องจบเร็ว

ดังนั้น ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า

“หากจะไป คปภ. ควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้น หรืออย่างน้อยก็ขอคำปรึกษาก่อน”

เพราะหากคุณเสียเปรียบในชั้น คปภ. แล้ว จะย้อนกลับมาแก้ไขในภายหลังได้ยากมาก หรืออาจเสียสิทธิ์โดยสมบูรณ์

อย่าเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น! ดูคลิปเทคนิคเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทนายอาร์มก่อน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกตีราคาชีวิตหรือทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะทุกสิทธิของคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างถูกต้อง หากคุณรู้วิธี

ติดตามคลิปเทคนิคดี ๆ จากทนายอาร์ม
สอนวิธีเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างละเอียด ทั้งหลักฐาน วิธีเจรจา และกลยุทธ์ป้องกันการเสียเปรียบ
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.1

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.2

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.3

รถชนเรียกค่าเสียหาย อย่าประมาทเรื่องความรู้

  • บริษัทประกันภัยมักมีทีมเจรจาและกลยุทธ์
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกได้มากกว่าที่คิด
  • การไปร้อง คปภ. เอง หากไม่มีข้อมูล อาจกลายเป็นการเสียสิทธิ
  • ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

อย่ารอให้รถชนแล้วเสียสิทธิแบบคุณ A
เพราะการรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย คืออาวุธที่ดีที่สุดของผู้เสียหาย

อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความเตรียมพร้อมตั้งแต่รถยังไม่ชน พร้อมใช้ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อลดภาระความรับผิดของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้น ผู้เสียหายอย่างเราก็มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเองเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเจรจาแบบเอาเปรียบ เพราะ “เดินเรื่องเอง = เสียเปรียบ” อย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

มี “หมายจับ” อย่าตกใจ! แก้ไขได้ด้วยคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ หากคุณไม่เกี่ยวข้องกับคดีจริง

เมื่อพูดถึงคำว่า “หมายจับ” หลายคนอาจรู้สึกตกใจหรือหวาดกลัว เพราะหมายจับคือเอกสารทางกฎหมายที่ศาลออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมบุคคลตามที่ระบุไว้ในคดีอาญา แต่ในหลายกรณี พบว่ามีผู้บริสุทธิ์ตกเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี หรือถูกออกหมายจับเพราะมีชื่อคล้ายกับผู้ต้องหาตัวจริง ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ โดยการยื่น “คำร้องขอเพิกถอนหมายจับ” ต่อศาล

หมายจับคืออะไร?

หมายจับ คือเอกสารที่ออกโดยศาลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการจับกุมบุคคลตามที่ระบุไว้ในคดีอาญา โดยออกตามคำร้องของพนักงานสอบสวน กรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด และไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจะมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

การมีหมายจับติดตัวอาจส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น ถูกควบคุมตัวทันทีเมื่อพบตัว เสียชื่อเสียง หรือถูกปฏิเสธการให้ประกันตัวหากถูกจับกุม เพราะศาลอาจมองว่าผู้ต้องหาหลบหนี หรือไม่ให้ความร่วมมือ

ถ้ามีหมายจับติดตัว ต้องทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดหากทราบว่ามีหมายจับ คือ “อย่าตกใจ” และอย่าละเลย! ให้รีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อดำเนินการยื่น คำร้องขอเพิกถอนหมายจับ หากคุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หรือไม่ได้มีเจตนาหลบหนีจริง

ตัวอย่างกรณีที่สามารถยื่นเพิกถอนหมายจับได้ เช่น

  • ไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน และไม่มีเจตนาหลบหนี
  • มีชื่อซ้ำกับบุคคลอื่น ทำให้ถูกออกหมายจับผิดคน
  • มีหลักฐานยืนยันว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี
  • อยู่ต่างประเทศหรือล้มป่วยจริงจนไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้

อย่ามอบตัวโดยไม่มีการเตรียมตัว — เสี่ยงเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม

หากคุณทราบว่าตนเองมีหมายจับ อย่ารีบเดินทางไปมอบตัวโดยไม่มีทนายความหรือเอกสารหลักฐานสนับสนุน เพราะการมอบตัวโดยไม่เตรียมตัวอาจทำให้คุณถูกควบคุมตัวทันที โดยไม่มีโอกาสแสดงความบริสุทธิ์หรือยื่นขอประกันตัวอย่างเหมาะสม การมีทนายความอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น จะช่วยประสานงานกับพนักงานสอบสวน อธิบายข้อเท็จจริงให้ชัดเจน และเตรียมคำร้องต่าง ๆ เพื่อขอประกันตัวหรือขอเพิกถอนหมายจับได้อย่างถูกต้องตามสิทธิที่คุณควรได้รับ

ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ

การยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการเองได้อย่างง่ายดาย เพราะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ ดังนั้นควรมี ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการในนามของคุณ

ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้

1.ตรวจสอบหมายจับ
ทนายความจะตรวจสอบว่ามีหมายจับออกจริงหรือไม่ ด้วยการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือผ่านระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

2.รวบรวมหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์
เช่น หลักฐานที่อยู่ หลักฐานการเดินทาง เอกสารที่ยืนยันว่าไม่ได้รับหมายเรียก หรือไม่ได้มีเจตนาหลบหนี

3.จัดทำคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ
ทนายจะร่างคำร้องและยื่นต่อศาล โดยอธิบายเหตุผลและแนบเอกสารประกอบ เพื่อขอให้ศาลพิจารณายกเลิกหมายจับ

4.ติดตามคำสั่งศาล
ศาลจะพิจารณาคำร้อง และหากเห็นว่าเป็นไปตามข้อเท็จจริง ศาลอาจมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับได้

เหตุใดต้องรีบดำเนินการทันทีเมื่อทราบว่ามีหมายจับ?

การมีหมายจับติดตัว หากปล่อยทิ้งไว้นาน มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะถูกจับกุมโดยไม่มีโอกาสชี้แจง หรือได้รับการประกันตัว เช่น

  • ศาลอาจมองว่าคุณจงใจหลบหนี หรือไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
  • การถูกจับขณะทำงานหรือเดินทางอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงาน
  • หากถูกจับโดยไม่มีการเตรียมเอกสารหรือทนายไว้ก่อน มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ดังนั้นการรีบติดต่อทนายเพื่อจัดทำคำร้องขอเพิกถอนหมายจับจะช่วย ลดความเสี่ยงเหล่านี้ และให้คุณมีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องต่อศาล

คำแนะนำจากทนายความ: “หมายจับไม่ใช่จุดจบ ถ้าคุณไม่ผิด อย่ารอให้ถูกจับก่อนค่อยแก้ไข”

การถูกออกหมายจับไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับเสรีภาพของบุคคลโดยตรง แต่หากคุณมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด การยื่นคำร้องเพิกถอนหมายจับ คือทางออกที่ดีที่สุด และควรทำให้เร็วที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการด้านการตรวจสอบและยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองสิทธิของคุณตามกระบวนการยุติธรรม

หากคุณทราบว่ามีหมายจับ หรือสงสัยว่าตนเองอาจถูกออกหมายจับโดยไม่รู้ตัว อย่ารอช้า! ติดต่อเราเพื่อปรึกษาทนายความโดยไม่เสียเวลา เราพร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขปัญหา “หมายจับ” ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย !

ฝากถึงผู้เสียหายโลภ! อยากได้ค่าเสียหาย แต่ไม่อยากเสียเงินจ้างทนาย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่พลิกชีวิตเพียงเสี้ยววินาที ผู้เสียหายหลายคนอาจคิดว่าตนจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทั้งเรื่องเรียกร้องค่าสินไหม การเจรจากับบริษัทประกันภัย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ทางคดีความ แต่ในความเป็นจริง “ความซับซ้อนของกฎหมาย” ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเดินไปถึงเส้นชัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเผชิญกับคำว่า “ประมาทร่วม” และบริษัทประกันภัยที่ไม่ได้อยากจ่ายเงินโดยง่าย

กรณีตัวอย่างที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้เสียหายได้ตระหนักก็คือ เหตุการณ์รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก 6 ล้อ ผู้บาดเจ็บคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่หลบหลุมแล้วเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกที่กำลังขับลงเนิน ผลคือบาดเจ็บสาหัสถึงขั้น “ขาขาด” และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ว่า “ประมาทร่วม” นั่นหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายมีส่วนในการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ การจะไปเรียกร้องค่าชดเชยจากประกันภัยให้ได้ผลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เสียหายตัดสินใจทักข้อความมาปรึกษาทนายคดีประกันภัย เพื่อให้ดำเนินการตามสิทธิที่ควรได้รับ แต่เรื่องที่น่าหนักใจกว่าการเรียกร้องคือ ทัศนคติของผู้เสียหายที่ “ไม่อยากเสียค่าทนายความ” แม้ว่าทนายจะเป็นคนที่ทำให้ได้เงินก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงบางคนถึงขั้นไปเดินเรื่องเองกับบริษัทประกันภัย หวังจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายกลับ “ไม่ได้อะไรเลย” เพราะขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ และขาดการเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

ทำไมคดีประกันภัยถึงต้องมีทนายความ?

คดีประกันภัยไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และข้อสัญญาในกรมธรรม์ หากผู้เสียหายไม่มีความรู้และประสบการณ์มากพอ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกด้าน เช่น

1.การตีความข้อยกเว้นในกรมธรรม์
หลายครั้งบริษัทประกันอ้างข้อยกเว้นเพื่อไม่จ่ายค่าสินไหม ทนายคดีประกันภัยจะสามารถโต้แย้งได้ด้วยข้อกฎหมายอย่างตรงประเด็น

2.การประเมินค่าเสียหายอย่างเหมาะสม
การเรียกค่าทดแทนไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงค่าขาดรายได้ ค่าทำขวัญ และค่าทางจิตใจ หากไม่มีทนาย ความเสียหายที่ควรได้รับอาจถูกประเมินต่ำหรือไม่ได้เลย

3.การดำเนินคดีในศาล
เมื่อบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน การฟ้องคดีต่อศาลเป็นทางออกเดียว แต่ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องได้อย่างถูกต้องหากไม่มีทนายความเดินเรื่องให้

ในคดีประกันภัย หลายครั้งผู้เสียหายไม่ได้รับเงินเพราะเจรจาไม่เป็น หรืออธิบายข้อเท็จจริงได้ไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือยื่นข้อเสนอชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ทนายที่เชี่ยวชาญในคดีประกันภัยจะรู้ว่าควรเจรจาอย่างไร ใช้ข้อกฎหมายใด และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างจึงจะต่อรองได้ผล

กว่าจะเป็นทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย หากอยากได้ความเป็นธรรมก็ควรจ้างทนาย   

หลายคนมักมองว่า “ทนายแพง” หรือ “กลัวจะเสียเปล่า” ทั้งที่ความจริงแล้ว การเสียค่าทนายความคือการซื้อเวลา ซื้อความมั่นใจ และซื้อผลลัพธ์ที่เป็นธรรม ผู้เสียหายบางรายคิดว่าเดินเรื่องเองจะได้เงินเต็มจำนวน แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ในขณะที่อีกคนยอมจ้างทนาย กลับได้เงินหลักแสนหรือหลักล้าน

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ทนายไม่ได้แค่ “ทำเอกสาร” หรือ “ยื่นเรื่อง” เท่านั้น แต่ยังต้องประเมินกลยุทธ์ในการต่อสู้ ต้องตอบโต้ข้อโต้แย้ง ต้องรู้เท่าทันกลไกของบริษัทประกัน และต้องมีเครือข่ายความรู้ทางกฎหมายที่กว้างขวาง จึงจะสามารถนำผู้เสียหายไปถึงสิ่งที่ควรได้รับจริง ๆ

อย่าปล่อยให้ความโลภ ทำให้คุณไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม

ในโลกแห่งความเป็นจริง หากคุณ “ขาขาด” จากอุบัติเหตุ ถามว่าการเดินเรื่องเองโดยไม่มีทนาย จะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับหรือไม่? หรือจะดีกว่าหากมีทนายคดีประกันภัยเดินข้างคุณ สู้ไปด้วยกัน และทำให้คุณได้รับค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ค่าเสียหายที่คุณควรได้รับ

อย่าปล่อยให้ความโลภบดบังความจริง อย่าหวังว่าจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะในโลกของกฎหมาย ไม่มีอะไรได้มาฟรี โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังเผชิญหน้ากับบริษัทประกันภัยที่มีทนายเป็นทีม และมีวิธีมากมายในการ “ลดค่าชดเชย” ให้เหลือน้อยที่สุด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับมือให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ความโลภทำลายโอกาสของคุณเอง เพราะหากคุณไม่จ้างทนาย คุณอาจไม่ได้อะไรเลย แต่หากคุณยอมลงทุนเพื่อให้ ทนายคดีประกันภัย เดินเรื่อง คุณอาจได้รับมากกว่าที่คุณคิด ปรึกษาทนายคดีประกันภัยภัย >>ติดต่อเรา<<

พิธีสวดนพเคราะห์ในวันคล้ายวันเกิดทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ณ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร (18/ก.ย./67)

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 36 ปี ของ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้จัดพิธีสวดนพเคราะห์ ณ พระอุโบสถวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยมี พระธรรมวชิรเมธี (เจ้าคุณมีชัย) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำสวดมนต์บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบทสวดนพเคราะห์ตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิตและหน้าที่การงาน

ภายในพิธี ยังได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.สอท.) มาร่วมเป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส แสดงถึงสายสัมพันธ์อันดีในวงการวิชาชีพและความเคารพในศรัทธาที่มีต่อวัดหงส์รัตนารามฯ อันเป็นวัดหลวงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเปี่ยมด้วยพุทธศิลป์

นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหาร ทนายความ และบุคลากรจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมถวายจตุปัจจัย บำเพ็ญกุศล และแสดงความยินดีในวาระสำคัญของทนายอาร์ม โดยบรรยากาศในพิธีเป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเต็มไปด้วยพลังแห่งความศรัทธา

ตลอดช่วงเวลาของพิธีสวดนพเคราะห์ เสียงสวดจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิดังกังวานก่อเกิดความปลื้มปีติแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง เสริมสร้างพลังใจให้กับเจ้าภาพและผู้เข้าร่วมได้เริ่มต้นปีใหม่ของชีวิตอย่างราบรื่นและมั่นคง

และเพื่อร่วมแบ่งปันพลังแห่งบุญในวันอันเป็นมงคลนี้ ทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้นำภาพบรรยากาศภายในพิธีมาฝากทุกท่าน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแห่งความดีงามและการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหมาย

วิธีการเขียนเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัย และทำไมต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการ?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายหรือเกิดการบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินเสียหาย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากบริษัทประกันภัยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้เอาประกันภัยไม่ควรมองข้าม อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเหมือนเป็นกระบวนการง่ายๆ แค่ยื่นเอกสารและหรือรอเงินชดเชย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีรายละเอียดซับซ้อนมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการเขียนคำร้อง การเจรจา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น บทความนี้จะพาไปดู วิธีเขียนหนังสือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่ถูกต้อง พร้อมอธิบายว่า ทำไมการให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการจึงมีความได้เปรียบ และปลอดภัยกว่า

ค่าสินไหมทดแทนคืออะไร?

ค่าสินไหมทดแทน หมายถึง จำนวนเงินที่บริษัทประกันภัยต้องชดใช้ให้ผู้เอาประกันภัยหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหาย เมื่อเกิดเหตุที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ เช่น อุบัติเหตุรถชน ไฟไหม้บ้าน น้ำท่วมทรัพย์สิน ทรัพย์สินเสียหาย หรือแม้แต่การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

แม้กรมธรรม์จะครอบคลุมความเสียหายไว้ แต่ผู้เอาประกันภัยยังจำเป็นต้อง “เรียกร้อง” ค่าสินไหมตามขั้นตอน และต้องแสดงหลักฐานให้ชัดเจนเพื่อให้บริษัทประกันพิจารณาจ่ายเงินชดเชย

ขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

1.      แจ้งเหตุทันทีหลังเกิดเหตุการณ์
โทรแจ้งบริษัทประกันตามหมายเลขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เพื่อขอรับเลขที่เคลมและคำแนะนำเบื้องต้น

2.      เก็บรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน

o    รูปถ่ายความเสียหาย

o    รายงานของเจ้าหน้าที่บริษัท

o    ใบแจ้งความ (หากมี)

o    ใบรับรองแพทย์ / ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล

o    เอกสารประเมินราคาซ่อมทรัพย์สิน

3.      เขียนหนังสือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

วิธีการเขียนหนังสือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

หนังสือควรมีโครงสร้างดังนี้:

หัวจดหมาย

  • ชื่อ-ที่อยู่ผู้ร้อง
  • ชื่อบริษัทประกันภัย
  • วันที่เขียน

เรื่อง

ขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์เลขที่ ………

เนื้อหา

อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุความเสียหาย และจำนวนเงินที่เรียกร้อง เช่น

“ข้าพเจ้า นาย/นาง ……… ได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทฯ เลขที่กรมธรรม์ ……… เมื่อวันที่ ……… ได้เกิดอุบัติเหตุ ……… ส่งผลให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายและข้าพเจ้าได้รับบาดเจ็บ ต้องเข้ารับการรักษา ………
ข้าพเจ้าจึงขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจำนวน ……… บาท (รายละเอียดแนบ)”

ข้อความสำคัญที่ควรใส่ทุกครั้งคือ

อนึ่ง ข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมต่อไปในภายภาคหน้า อันนี้ถือเป็นการเรียกร้องในชั้นเจรจา

ข้อความนี้เป็นเกราะป้องกันสิทธิ์ หากในอนาคตตรวจพบความเสียหายเพิ่มเติม

ทำไมควรให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการให้ดีกว่า?

แม้ผู้เอาประกันภัยสามารถยื่นคำร้องได้ด้วยตนเอง แต่การให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยเป็นผู้ดำเนินการจะช่วยให้ขั้นตอนราบรื่นและมีความมั่นใจมากขึ้น ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้

1. เข้าใจข้อกฎหมายและเงื่อนไขกรมธรรม์

กรมธรรม์ประกันภัยมีถ้อยคำและข้อกำหนดเฉพาะทางกฎหมาย ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่เข้าใจทั้งหมด ทนายความสามารถวิเคราะห์ข้อสัญญาและช่วยให้คุณใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ เช่น ขอบเขตความคุ้มครอง การคำนวณค่าสินไหม และการยกเว้นความรับผิด

2. ร่างหนังสือเรียกร้องอย่างเป็นมืออาชีพ

หนังสือเรียกร้องที่ร่างโดยทนายความจะมีความรัดกุม ครบถ้วน และปิดช่องโหว่ที่จะทำให้บริษัทประกันปฏิเสธการชดเชย เช่น การระบุจำนวนเงิน ความเสียหาย และข้อความสำคัญในการสงวนสิทธิ์

3. สามารถเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันแทนคุณได้

ในกรณีที่บริษัทประกันพยายามชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง ทนายความจะสามารถเจรจาโดยอ้างอิงกฎหมายและหลักฐานที่แน่นหนา เพิ่มโอกาสในการได้รับค่าสินไหมเต็มจำนวน

4. พร้อมฟ้องร้องกรณีบริษัทประกันปฏิเสธไม่จ่าย

หากการเจรจาไม่เป็นผล ทนายความสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที โดยไม่เสียเวลาเริ่มต้นใหม่ และยังสามารถเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม เช่น ดอกเบี้ย หรือค่าเสียหายจากการปฏิเสธโดยไม่ชอบ

5. ลดความเครียดและภาระของผู้เสียหาย

ผู้เสียหายมักมีภาระจากการรักษาตัว การซ่อมแซมทรัพย์สิน หรือความกังวลด้านรายได้ การให้ทนายความจัดการเรื่องประกันภัยแทนจะช่วยลดความเครียด และทำให้คุณสามารถโฟกัสกับการฟื้นตัวได้เต็มที่

ตัวอย่างกรณีจริง

มีหลายกรณีที่บริษัทประกันพยายามลดวงเงินค่าสินไหม เช่น อ้างว่าเอกสารไม่ครบ, บอกว่าอยู่ในข้อยกเว้น, หรือไม่ตอบรับการเรียกร้อง หากไม่มีทนายเป็นผู้ต่อรอง ผู้เอาประกันอาจต้องยอมรับเงินชดเชยน้อยกว่าความเสียหายจริง ซึ่งส่งผลเสียระยะยาวอย่างแน่นอน

เรียกร้องค่าสินไหมฯ จากประกันภัยไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและการวางแผน ปรึกษาทนายความแต่ต้นคือทางออก

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสาร แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความเข้าใจในกฎหมาย การวางแผน และทักษะในการเจรจา หากต้องการให้กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ได้รับความยุติธรรม และไม่เสียสิทธิ์ในอนาคต การให้ ทนายความผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ดำเนินการแทนคุณจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดและอย่าลืม…
“อนึ่ง ควรสงวนสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมต่อไปในภายภาคหน้า อันนี้ถือเป็นการเรียกร้องในชั้นเจรจา”
ประโยคสำคัญนี้ควรใส่ไว้ในหนังสือเรียกร้องทุกครั้ง เพื่อปกป้องสิทธิของคุณในอนาคต

หากต้องการปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านการเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน หรือให้จัดการยื่นหนังสืออย่างมืออาชีพ สามารถติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในคดีประกันภัยรถยนต์โดยตรง เพื่อความมั่นใจว่าคุณจะได้รับเงินชดเชยอย่างเต็มสิทธิ์ และได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างครบถ้วนในทุกขั้นตอน

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีเมาขับ : #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปัดรับผิด สุดท้ายประกันต้องชดใช้อยู่ดี แม้ผู้เสียหายซ่อมรถเสร็จแล้วก็ตาม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ความแพ่ง คดีความระหว่าง คดีความระหว่าง นาย ก (โจทก์) และบริษัท ABC ประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย

เรื่อง ประกันภัย

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและเอาประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย กับจำเลย โดยมีความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลา 23.00 น. โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและประตูเหล็กร้าน A ได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้รถยนต์ที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายด้วย  โจทก์ได้แจ้งเหตุแก่จำเลยเพื่อนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยปฏิเสธอ้างเหตุว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์มากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เจ้าพนักงานตำรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์แล้วพบว่าโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเพียง 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามกฎหมายไม่ถือว่าโจทก์เมาสุราและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป้ฯค่าซ่อมรถ 209,820 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถได้นับแต่วันพ้นกำหนด 15 วัน หลังจากวันเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายในส่วนนี้ตามข้อยกเว้นในกรมธรรม์ เมื่อจำเลยละเลยไม่ซ่อมรถยนต์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดนับถัดจากวันครบกำหนด 15 วันดังกล่าว จนถึงวันฟ้อง วันละ 800 บาท เป็นเวลา 19 วัน คิดเป็นเงิน 31,200 บาท และค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้อง วันละ 800 บาท จนกว่าจำเลยจะซ่อมรถยนต์ของโจทก์จนแล้วเสร็จ ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีที่จำเลยอิดเอื้อนผิดสัญญาเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 120,000 บาท ค่ายกลาก 12,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 283,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ  ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนับถัดจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าโจทก์จะซ่อมรถเสร็จ และหรือให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมให้เสร็จและใช้งานได้ดีดังเดิมหรือชดใช้ค่าซ่อมรถ 209,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 283,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย จากโจทก์ ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563  และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 กกำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. โจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปตรวจที่เกิดเหตุพบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดกับเวลาที่เกิดเหตุจริงมีระยะเวลาห่างกัน 256 นาที ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะมีอัตราเฉลี่ยลดลง 0.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อนาที คิดเป็น 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลมารวมกับผลเป่าตรงที่มีเอกสารแสดงไว้ แล้วทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดและเกินกว่าที่กรมธรรม์กำหนดไว้ จึงเป็นการผิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์และค่าเสียหายในอนาคต ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาได้แก่ค่าซ่อมรถยนต์และค่ายกลากนั้นสูงเกินความจริง และค่าเสียหายในเชิงลงโทษไม่ใช่ความเสียหายที่มีอยู่จริง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง แต่หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วต้อไม่เกิน 250,000 บาท เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามกฎหมายจึงไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เท่านั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

          โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ยุติว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย โดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) มีระยะเวลาคุ้มครองหนึ่งปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลา 16.30 น. กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

            โดยมีเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยตามสำเนาเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคล ภายนอก กำหนดไว้ในข้อ 7 ว่า การยกเว้นทั่วไป การประกันภัยตามหมวดนี้ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากข้อ 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ถือว่าเมาสุรา และตามสำเนาเอกสารแนบท้ายความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก (ร.ย.ภ. 10) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ กำหนดไว้ในข้อ 9 ว่าการยกเว้นการใช้อื่นๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง… ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดให้ถือว่าเมาสุรา และตามสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ กำหนดไว้ในข้อ 9 ว่าการยกเว้นการใช้อื่นๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้ ข้อ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. ซึ่ง อยู่ในระยะเวลาประกันภัยคุ้มครอง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงของ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนบ้านได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามสำเนารายงานผลการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่า ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ 400 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 แจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ตาม สำเนาหนังสือแจ้งผลพิจารณาค่าสินไหมทดแทน หลังเกิดเหตุโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมแซมเองแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกว่า คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกตามคำสั่งนายทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ในขณะเข้าทำสัญญาประกันภัย โจทก์ได้รับเพียงตารางกรมธรรม์และเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยจากจำเลยเท่านั้น โจทก์จึงทราบแต่ข้อสัญญาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่ทราบถึงวิธีการคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังตามที่ระบุไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกตามคำสั่งนายทะเบียนซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัย เห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประกันภัยตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และมีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขไว้โดยชัดแจ้งในหมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 11 การตีความกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งระบุว่า “ ข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้” ดังนี้ คู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ จึงต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยนี้ อันมีผลผูกพันให้โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาประกันภัยจะต้องปฏิบัติตามท และเมื่อโจทก์ยอมรับในอุทธรณ์ว่า คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยออกมาเพื่อบังคับใช้โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 นายทะเบียนจึงมีคำสั่งให้ใช้บังคับคู่มือตีความนับแต่วันที่ออกคำสั่งเป็นต้นไปคือวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ประกอบกับคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกตามคำสั่งนายทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันภัย การที่โจทก์อ้างว่าตนเองไม่ทราบข้อความที่ปรากฏในคู่มือการตีความกรมธรรม์ประกันภัยในขณะทำสัญญาจึงไม่รับฟังได้ อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการต่อไปว่า ขณะโจทก์ขับรถยนต์เกิดเหตุเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หรือไม่ เห็นว่า พนักงานสอบสวนได้ตรวจรับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรงหลังเกิดเหตุแล้วประมาณ 286 นาที จึงไม่ใช่การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในขณะโจทก์ขับขี่รถยนต์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน สำเนาเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 7.6 เนื่องจากการชนกับ ยานพาหนะทางบก (ร.ย.ภ.10) ข้อ 9.3 และตามสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ ข้อ 9.3 และข้อ 9.3.1 แม้จำเลยจะนำสืบการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์ย้อนหลังไปถึงขณะเกิดเหตุคดีนี้ โดยอ้างทางการแพทย์ของแพทยสภาและตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ว่า “ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง” ซึ่งระบุไว้ในข้อ 7.6.3 ของสำเนาคู่มือการตีความ จำเลยได้หาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์ในขณะเกิดเหตุด้วยการนำค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ที่พนักงานสอบสวนตรวจวัดได้โดยวิธีเป่าตรง มาคำนวณกับเวลาวัดกับเวลาเกิดเหตุซึ่งมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ตามหลักทางการแพทย์ของแพทย์สภาและตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าว แล้วสรุปว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และยังได้คำนวณโดยอ้างข้อมูลทางวิชาการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโจทก์ 104 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ รวมทั้งอ้างข้อมูลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ข้อมูลทางการแพทย์ดังกล่าวเป็นข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากการประมาณการโดยประเมินจากค่าเฉลี่ยของการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายในกรณีทั่วไปเท่านั้น และเมื่อได้ความจากพยานโจทก์ว่าการตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ในทางวิชาการถือว่ามีความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น สภาพร่างกาย การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายว่ามีการดูดซึมถึงระดับสูงสุดแล้วหรือไม่ ในตำราทางการแพทย์ของต่างประเทศ ระบุไว้ว่าการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายแบบย้อนหลังนั้นมีความน่าเชื่อถือน้อย การคำนวณหาระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายแบบย้อนกลับจะนำมาใช้ได้หลังจากทราบว่าร่างกายมีการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านจุดสูงสุดที่เรียกว่าอยู่ในระหว่างขาลงแล้ว โดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ณ ปัจจุบัน 2 ครั้ง เปรียบเทียบกัน การที่มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เพียงครั้งเดียวย่อมเป็นการยากที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปได้และทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบค่าและไม่สามารถทราบได้ว่าขณะนั้นมีการดูดซึมผ่านระดับสูงสุดมาแล้วหรือไม่ อีกทั้งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบโต้แย้งว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ไม่ถูกต้อง จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามหลักวิชาการจริง ดังนี้ จากคำเบิกความของพยานโจทก์แสดงให้เห็นว่าการตรวจวัดแอลกอฮอล์ย้อนหลังตามวิธีการที่จำเลยอ้างอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีการทดสอบอัตราการกำจัดปริมาณแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายของโจทก์ตามวิธีการที่ได้ความจากพยานโจทก์เป็นการเฉพาะด้วยการตรวจหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ณ ปัจจุบัน 2 ครั้ง เปรียบเทียบกัน การที่มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เพียงครั้งเดียวย่อมเป็นการยากที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปได้ื นอกจากนี้พยานโจทก์ยังได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า สภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ย่อมมีความสามารถในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายแตกต่างกัน สำหรับกรณีของโจทก์อาจมีการกำจัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดหรืออัตราการลดลงของแอลกอฮอล์น้อยกว่าปกติและทำให้ขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัม เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นไปได้เช่นกัน การที่จะนำวิธีการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดย้อนหลังโดยอาศัยปัจจัยจากค่าเฉลี่ยในกรณีทั่วไปตามที่จำเลยอ้างเพื่อมารับฟังเป็นผลร้ายแก่โจทก์เช่นนี้ ย่อม ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้ตรวจวัดแอลกอฮอล์โจทก์ตั้งแต่แรกโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยินยอมให้ทำการทดสอบ อีกทั้งพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ว่าขับรถในขณะเมาสุรา ลำพังข้อมูลทางการแพทย์ที่จำเลยอ้างมาข้างต้นจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า ขณะจำเลยขับรถยนต์ไปเกิดเหตุเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย โจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยจึงยังไม่อาจอ้างข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว เพื่อปฏิเสธความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ดังนี้ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

           ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์ของโจทก์นั้น โจทก์นำสืบว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการตามสำเนาภาพถ่ายความเสียหายและสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จำเลยมีหน้าที่นำรถยนต์ไปซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิมและให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลัก วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่า เป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. 2549 ข้อ 10 แต่จำเลยกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่ควรจะ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 โจทก์จึงนำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ จนแล้วเสร็จ มีรายการต้องซ่อม 60 รายการ รวมค่าแรงและค่าเคาะพ่นสีเป็นเงิน 209.820 บาท โจทก์ได้สำรองจ่ายค่าซ่อมรถไปในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ศาลเห็นว่ารถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจริงเพียงใด เมื่อคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำช่างซ่อมรถยนต์ของอู่มาเบิกความประกอบใบเสนอราคา เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนอะไหล่แต่ละรายการ ประกอบกับไม่มีภาพถ่ายความเสียหายของอะไหล่หรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถยนต์ตามรายการในใบเสนอ ราคามาแสดงว่าอะไหล่หรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถยนต์มีความเสียหายจริงจำเป็นต้อง เปลี่ยนใหม่หรือไม่ และมีการเปลี่ยนอะไหล่ตามรายการนั้นจริงหรือไม่ รวมทั้งใบเสร็จรับเงินค่าอะไหล่แต่ละชิ้นจากร้านค้าที่ขายอะไหล่ให้แก่ช่างมาซ่อมรถยนต์ของโจทก์ ทั้งนี้ท เพื่อสนับสนุนข้ออ้างโจทก์ว่ารถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจริงหรือไม่เพียงใด ซึ่งหากพิจารณาตามเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้น นับว่าไม่สมเหตุสมผลและสูงเกินความเป็นจริง แม้โจทก์จะมีใบเสนอราคาและสำเนาใบเสร็จรับเงินมาอ้างก็หาใช้ว่าศาลจะต้องกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เต็มตามฟ้องเสมอไป เมื่อพิจารณาถึงสภาพความเสียหายของรถยนต์โจทก์ประกอบสำเนาใบเสนอราคาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 140,000 บาท ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าจากสภาพความเสียหายของรถยนต์และรายการตามใบเสนอราคาของอู่ 209,820 บาท สูงเกินความเป็นจริง ความเสียหายไม่เกิน 85,431 บาท ตามใบประเมินราคาก็เป็นเพียงการนำสืบลอยๆไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าความเสียหาย เท่ากับที่จำเลยนำสืบมา จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายตามจำนวนดังกล่าวให้จำเลยรับผิดแก่โจทก์ได้ ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานและมีนางสาวกวิสราฯ เป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า ตามจำนวนกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.2549 ข้อ 10 จำเลยต้องดำเนินการสั่งซ่อมหรือซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหาย ซึ่งคดีนี้จำเลยออกใบสั่งให้โจทก์ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ตามสำเนาบัตรติดต่อ จำเลยต้องดำเนินการจัดซ่อมให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 แต่จำเลยมิได้ดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวและโจทก์ก็ไม่ได้ยินยอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประวิงการซ่อม โจทก์มีสิทธิ เรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 7.5 เฉพาะส่วนที่เกินจาก 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 23  มิถุนายน 2564 รวม 38 วัน วันละ 800 บาท คิดเป็นเงิน 30,400 บาท และต่อไปในอนาคตวันละ 800 บาท จนถึงวันที่รถยนต์โจทก์ซ่อมเสร็จเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ไปซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ในกิจการแฟมิลี่เฮ้าส์ รีสอร์ท ไปตรวจที่ทำการเกษตรของโจทก์ และยังต้องใช้รถไปเพื่อกิจกรรมอื่นๆ เห็นว่าตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ข้อ 7 การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง 7.5 ความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ดังนี้ แม้ข้อที่จำเลยอ้างปฏิเสธความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ว่าในขณะโจทก์ขับรถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดของจำเลยก็ยังไม่ได้ยุติว่าจะสร้างขึ้นหรือไม่ เมื่อศาลได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่า ข้อที่จำเลยอ้างปฏิเสธความรับผิดว่าในขณะโจทก์ขับรถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยไม่ดำเนินการซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์ตั้งตั้งแต่แรกเกิดอุบัติเหตุ ย่อมเท่ากับว่าจำเลยประวิงการซ่อมรถยนต์จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการการใช้รถยนต์แก่โจทก์ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ข้อดังกล่าว ซึ่งโจทก์ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้โดยนำสืบว่าจำเลยต้องดำเนินการสั่งซ่อมหรือซ่อมให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหายโดยอ้างอิงระยะเวลาการซ่อมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.2549 ข้อ 10 มาเป็นเกณฑ์กำหนดเวลาซ่อมรถจนแล้วเสร็จ ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งถึงระยะเวลาการซ่อมรถยนต์คันที่รับประกันภัยไว้ว่าจะไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหายข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยต้องดำเนินการจัดซ่อมรถยนต์ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันเกิดเหตุ คือวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 แต่จำเลยมิได้ดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 7.5 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่จดซ่อมเสร็จคือวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ขอมาวันละ 800 บาท นั้น จำเลยไม่นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงกำหนดให้ตามขอ รวมเป็นเงินค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 กรกฎาคม 2564) รวม 38 วัน รวมเป็นเงิน 30,400 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนถึงวันซ่อมรถยนต์เสร็จ วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 รวมเป็นเงิน 24,000 บาท และค่ายกรถนั้น โจทก์เบิกความว่า ค่ายกรถจากที่เกิดเหตุไปสถานีตำรวจภูธรเชียงของ 2,500 บาท จากสถานีตำรวจภูธรเชียงของไปอู่ จังหวัดสุโขทัย 10,000 บาท ส่วนจำเลยนำสืบว่า ค่ายกรถ 12,500 บาท นั้นสูงเกินความเป็นจริงมาก เห็นว่า ค่าเสียหายในส่วนนี้ โจทก์มีเพียงเอกสารดังกล่าวมาอ้างโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบ ประกอบให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่า ถ้ายกรถมีราคาตามที่โจทก์อ้างมาจริงหรือไม่ เห็นสมควรกำหนดให้ 8,000 บาท ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อโจทก์ที่จะต้องชดใช้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยนั้น ปรากฏว่าเอกสารแนบท้ายความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก กำหนดไว้ในข้อ 4 ว่า เมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายซึ่งมีการคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย บริษัทจะจ่ายค่าดูแลรักษารถยนต์และค่าขนย้ายรถยนต์ทั้งหมดนับแต่วันเกิดเหตุ จนกว่าการซ่อมแซมหรือการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะเสร็จสิ้นตามจำนวนที่จ่ายไปจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าซ่อมแซม ดังนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ สำหรับค่าน้ำมันรถยนต์ที่โจทก์นำสืบอ้างว่าโจทก์ต้องเติมรถยนต์ให้ญาติไปขับรถยนต์ของโจทก์จากอู่มาส่งให้แก่โจทก์ที่จังหวัดเชียงรายทั้งขาไปและขากลับและค่าน้ำมันรถยนต์ของโจทก์ รวมเป็นเงินประมาณ 6,000 บาท นั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวฟ้องและมีคำขอมาท้ายฟ้อง จึงไม่อาจกำหนดให้ได้

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิ คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเท่าใดนั้น โจทก์นำสืบว่า ในเรื่องความรับผิดเรื่องดอกเบี้ย ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป  ข้อ 5 เมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอจึงเป็นการปฏิเสธการจ่ายโดยมิชอบจำเลยจึงต้องชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามฟ้อง ส่วนจำเลยนำสืบว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยนั้น เป็นข้อตกลงในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 ซึ่งกำหนดความรับผิดของบริษัทประกันเมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ หาใช่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ดังที่จำเลยอ้าง เพราะข้อกฎหมายที่จำเลยอ้างมาดังกล่าวนั้นเป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง เมื่อปรากฏว่ามีข้อตกลงในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 ว่า บริษัทประกันจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ดังนี้ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่โจทก์ขอดอกเบี้ยมานับแต่วันฟ้อง จึงกำหนดให้ตามคำขอ

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจากจำเลยอีก 120,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ได้บัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไว้ในมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ว่า “ ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลอรเลอร์อย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน ต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับสถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย“ ดังนี้ จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลจะสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้นั้น ต้องปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลอรเลอร์อย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน สำหรับเพจที่จำเลยอ้างไม่รับผิดชอบชดใช้ความเสียหายต่อโจทก์นั้นเป็นข้อสัญญาที่กำหนดไว้ในสัญญาประกันภัย การกระทำของจำเลยตามที่ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่ได้ความถึงขนาดว่าจำเลยมีการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้ การสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นดุลยพินิจของศาล ถ้าศาลเห็นสมควรจะไม่สั่งให้จ่ายก็ได้ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายส่วนนี้ เนื่องจากเป็นค่าเสียหายที่ศาลมีอำนาจสั่งให้จ่ายเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจากจำเลยได้ อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยนำรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้ไปซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นจนใช้การได้ดี หรือชดใช้ค่าซ่อมแซมแก่โจทก์นั้น เมื่อทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมแซมเองจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมแซมตามคำขอของโจทก์ได้อีก คงพิพากษาได้แต่เพียงให้จำเลยชดใช้เงินค่าซ่อมแซมรถยนต์แก่โจทก์เท่านั้น

          พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 202,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 178,400 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

สัญญาก่อนสมรส (Prenuptial Agreement) คืออะไร? จำเป็นแค่ไหนก่อนจะใช้ชีวิตคู่

ในยุคปัจจุบันที่แนวคิดเรื่องความรักและการแต่งงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คู่รักจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาแนวทางในการปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของตนเอง แม้ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน “สัญญาก่อนสมรส” หรือที่หลายคนเรียกกันสั้นๆ ว่า “Prenup” จึงกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีทรัพย์สินมาก่อนการแต่งงาน หรือมีข้อกังวลด้านธุรกิจและทรัพย์สินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

สัญญาก่อนสมรส (Prenup) คืออะไร?

สัญญาก่อนสมรส (Prenup)  คือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างคู่สมรส ซึ่งจัดทำขึ้นก่อนการจดทะเบียนสมรส โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อกำหนดการจัดการทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนการแต่งงาน หรือทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการสมรส

ในประเทศไทย สัญญาก่อนสมรสจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อได้มีการทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย พร้อมจดทะเบียนแนบท้ายไปกับการจดทะเบียนสมรสที่อำเภอ จึงจะถือว่าเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

เนื้อหาของสัญญาก่อนสมรสประกอบด้วยอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปแล้ว สัญญาก่อนสมรส จะครอบคลุมรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.การแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย

oเช่น บ้าน รถยนต์ เงินออม หุ้น หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีอยู่ก่อนการแต่งงานจะไม่ถือเป็นสินสมรส และไม่ต้องถูกแบ่งหากมีการหย่าร้าง

2.ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินร่วมที่จะเกิดขึ้นหลังแต่งงาน

oกำหนดว่าทรัพย์สินที่หามาได้หลังจากจดทะเบียนสมรสจะถือเป็นสินสมรสร่วมกันหรือไม่ หรือฝ่ายใดเป็นเจ้าของโดยชอบธรรม

3.ข้อตกลงด้านหนี้สิน

oวางแนวทางในการจัดการหนี้สินส่วนตัวหรือหนี้ร่วม เช่น หากฝ่ายใดกู้เงินมาก่อนการแต่งงาน ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียวหรือไม่

4.การจัดการทรัพย์สินในกรณีหย่าร้าง

oป้องกันความขัดแย้งหากต้องแยกทางกัน เช่น ระบุว่าใครจะได้สิทธิ์ในทรัพย์สินชิ้นใด หรือจะมีการแบ่งสัดส่วนอย่างไร

5.เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ

oเช่น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจ จะไม่ได้รับสิทธิในทรัพย์สินบางส่วน หรือข้อกำหนดในการดูแลบุตรหากมีลูกในอนาคต (แม้ส่วนนี้ศาลจะยังคงใช้ดุลพินิจอยู่ก็ตาม)

ข้อดีของการทำสัญญาก่อนสมรส (Prenup)  

แม้การพูดคุยเรื่อง “สัญญาก่อนสมรส” จะอาจทำให้หลายคนหรือบางคู่รักรู้สึกไม่ดี หรือดูไม่ไว้ใจกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัญญานี้มีข้อดีหลายประการ เช่น

  • ป้องกันความขัดแย้งในอนาคต
    การมีข้อตกลงที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนแต่งงาน จะช่วยลดความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน หากเกิดปัญหาหย่าร้างในภายหลัง
  • คุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล
    โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีทรัพย์สินสะสมมาก่อนสมรส หรือเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว การทำสัญญาจะช่วยให้ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ตกเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ
  • ลดค่าใช้จ่ายและเวลาทางกฎหมาย
    หากมีการหย่าร้าง การมีสัญญาก่อนสมรสจะช่วยให้การแบ่งทรัพย์สินเป็นไปตามข้อตกลงเดิม ลดการฟ้องร้องและข้อพิพาททางกฎหมาย
  • เสริมความมั่นคงและความเชื่อมั่นในชีวิตคู่
    การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องการเงินก่อนแต่งงาน อาจสะท้อนถึงความโปร่งใสและความจริงใจของทั้งสองฝ่าย

ข้อควรระวังในการทำสัญญาก่อนสมรส

แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่การจัดทำ สัญญาก่อนสมรส ก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดบางประการ เช่น

  • ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • ต้องไม่ตัดสิทธิหรือหน้าที่ของคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ห้ามกำหนดว่าฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูโดยเด็ดขาด

หากเงื่อนไขใดในสัญญาขัดต่อหลักกฎหมาย ศาลอาจวินิจฉัยให้เงื่อนไขนั้นเป็นโมฆะได้

ทำไมจึงควรปรึกษาทนายความก่อนทำสัญญาก่อนสมรส?

การทำสัญญาก่อนสมรสไม่ใช่แค่เรื่องของความรักและความไว้ใจ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่มีผลผูกพันต่อชีวิตในอนาคตอย่างลึกซึ้ง

หลายกรณีที่พบว่าเมื่อถึงเวลาหย่าร้าง ข้อตกลงในสัญญากลับไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพราะเขียนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีข้อกำหนดที่ศาลเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การปรึกษาทนายความ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่า

  • ข้อความในสัญญาถูกต้องตามหลักกฎหมาย
  • ไม่มีเงื่อนไขใดที่อาจกลายเป็นโมฆะหรือถูกตีความคลาดเคลื่อน
  • สัญญามีผลบังคับใช้ได้จริงเมื่อจดทะเบียนสมรส
  • ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคู่

แม้ “สัญญาก่อนสมรส” อาจไม่ใช่เรื่องที่คู่รักทุกคู่ต้องทำ แต่สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สิน ธุรกิจ หรือความกังวลเรื่องการจัดการทางการเงินในอนาคต การจัดทำสัญญานี้เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง

เพื่อให้การแต่งงานเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทั้งในเรื่องของหัวใจและทรัพย์สิน การขอคำปรึกษาจาก ทนายความผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

พินัยกรรมเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมต้องให้ทนายเขียน?

“พินัยกรรม” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่ยังแข็งแรง มีชีวิตมั่นคง หรือไม่มีทรัพย์สินมากมาย แต่ความจริงแล้ว “พินัยกรรม” ไม่ใช่เรื่องของคนใกล้ตาย หรือเฉพาะเศรษฐีเท่านั้น ทุกคนที่มีทรัพย์สิน หรือห่วงใยคนข้างหลัง ควรให้ความสำคัญกับการจัดทำพินัยกรรม เพราะไม่เช่นนั้น เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทรัพย์สินที่คุณหามาทั้งชีวิต อาจกลายเป็นต้นตอของความขัดแย้งในครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วคำถามคือ…การเขียนพินัยกรรมต้องจ้างทนายไหม? คำตอบคือ “ควร” อย่างยิ่ง เพราะพินัยกรรมที่ไม่มีทนายร่าง อาจนำมาซึ่งปัญหาทางกฎหมายมากกว่าที่คิด

พินัยกรรมคืออะไร?

พินัยกรรม (Will) คือเอกสารที่ผู้เขียนแสดงเจตนาล่วงหน้าว่า เมื่อเขาถึงแก่ความตายแล้ว ต้องการให้ใครได้รับทรัพย์สินอะไรบ้าง หรือมีความประสงค์ให้ดำเนินการเรื่องใดเป็นพิเศษ เช่น ให้นำเงินไปบริจาค แต่งตั้งผู้จัดการมรดก หรือกำหนดผู้ดูแลบุตรในกรณีที่ยังเป็นผู้เยาว์

พินัยกรรมมีหลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • พินัยกรรมแบบธรรมดา (เขียนเองและลงลายมือชื่อ)
  • พินัยกรรมแบบเขียนต่อหน้าพยาน
  • พินัยกรรมแบบบันทึกคำสั่งต่อเจ้าพนักงาน
  • พินัยกรรมแบบลับ
  • พินัยกรรมแบบทำในภาวะพิเศษ (ในเรือ ในระหว่างสงคราม เป็นต้น)

ปัญหาที่พบบ่อยจากพินัยกรรมที่ร่างเอง

แม้ใคร ๆ ก็สามารถเขียนพินัยกรรมเองได้ แต่เมื่อไม่ได้ใช้ทนายความช่วยร่างหรือให้คำปรึกษา ก็มักเกิดข้อผิดพลาดที่ทำให้พินัยกรรมนั้น “เป็นโมฆะ” หรือถูกโต้แย้งในศาล ได้ง่าย เช่น

1.เขียนไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย
เช่น ไม่มีพยานกำกับในกรณีที่ต้องมีพยาน ไม่ลงวันที่ หรือไม่ได้ลงลายมือชื่อครบถ้วน

2.ข้อความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน
เช่น ระบุว่า “ให้บ้านหลังนี้แก่ลูกชาย” แต่ไม่ได้ระบุชื่อลูกชายคนไหน ซึ่งหากมีหลายคน จะกลายเป็นข้อพิพาท

3.ละเมิดสิทธิของทายาทโดยธรรม
พินัยกรรมไม่สามารถตัดสิทธิทายาทโดยธรรมได้ทั้งหมด หากไม่ได้ทำตามขั้นตอนหรือระบุเหตุผลอย่างชัดเจน

4.มีผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในการร่างพินัยกรรม
กฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์เป็นผู้ร่างหรือเป็นพยานในการทำพินัยกรรม

5.พินัยกรรมหลายฉบับขัดแย้งกัน
หากทำพินัยกรรมหลายฉบับโดยไม่มีการยกเลิกฉบับเก่า อาจนำไปสู่การตีความขัดแย้งและฟ้องร้องกันในอนาคต

ทำไมจึงควรให้ทนายความร่างพินัยกรรม?

1. เพื่อความถูกต้องตามกฎหมาย

ทนายความมีความรู้ด้านกฎหมายและเข้าใจรูปแบบของพินัยกรรมที่มีผลบังคับใช้ได้จริง ทำให้เอกสารที่ร่างขึ้นสมบูรณ์ ครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องในภายหลัง

2. เพื่อให้เจตนารมณ์ของผู้ทำพินัยกรรมได้รับการเคารพ

หลายครั้งที่ผู้ทำพินัยกรรมมีเจตนาชัดเจน แต่การถ่ายทอดด้วยภาษากฎหมายไม่แม่นยำ ส่งผลให้ตีความผิดพลาด ทนายจะช่วยแปลเจตนาของคุณให้กลายเป็นถ้อยคำที่ชัดเจนและเป็นทางการ

3. เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในครอบครัว

พินัยกรรมที่เขียนดีและมีทนายรับรอง จะช่วยลดความขัดแย้งของญาติพี่น้อง เพราะเห็นได้ชัดว่าผู้ตายมีเจตนาอย่างไร และกระบวนการทำพินัยกรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง

4. เพื่อจัดการทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ

ทนายความจะช่วยให้คุณมองภาพรวมของทรัพย์สิน แนะนำแนวทางแบ่งปันที่เหมาะสม รวมถึงวางแผนภาษีมรดกหากมีทรัพย์สินมูลค่าสูง

5. เพื่อวางแผนมรดกอย่างรอบด้าน

ทนายสามารถให้คำปรึกษาเรื่องการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก การคุ้มครองบุตรผู้เยาว์ หรือการจัดสรรทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

พินัยกรรมไม่ใช่แค่เอกสาร — แต่คือการ “วางอนาคต” ให้คนข้างหลัง

ในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ พินัยกรรมอาจดูเป็นเอกสารธรรมดา แต่ในวันที่เราไม่อยู่ มันคือหลักฐานสุดท้ายที่มีพลังสูงสุดในการกำหนดชะตากรรมของทรัพย์สิน และความสงบสุขของครอบครัว

หากพินัยกรรมมีปัญหา ไม่ว่าจะจากข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือจากการใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้คนที่คุณรักต้องตกอยู่ในความเครียด ฟ้องร้อง หรือแม้แต่ความแตกแยกกันเอง

“พินัยกรรม” เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่แค่กระดาษหนึ่งแผ่น แต่คือการวางแผนชีวิตหลังความตาย เพื่อให้คนที่คุณรักได้รับในสิ่งที่คุณตั้งใจไว้จริง ๆ

ดังนั้น หากคุณมีทรัพย์สิน มีครอบครัว หรือมีความห่วงใยใครสักคน อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายความเพื่อร่างพินัยกรรมที่ถูกต้องและชัดเจน เพราะมันคือหลักประกันสุดท้ายที่คุณสามารถมอบให้กับคนข้างหลังได้

ทำพินัยกรรมอย่างถูกกฎหมาย ปรึกษาทนายความมืออาชีพได้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ LINE: @Wongsakorn
เพื่อความสบายใจของคุณ และอนาคตที่มั่นคงของครอบครัว

วางแผนภาษีสินส่วนตัวกับสินสมรส : ความรู้พื้นฐานที่คนแต่งงานแล้วควรรู้ 

“ภาษี” และ “สินสมรส” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งแต่งงานหรือเพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัว แต่แท้จริงแล้ว การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” มีผลต่อภาษีและการจัดการทรัพย์สินในชีวิตคู่มากกว่าที่คุณคิด

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับแนวคิดพื้นฐานของ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” รวมถึงวิธีวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ปัญหาภายหลัง และช่วยให้คุณสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สินส่วนตัว vs สินสมรส คืออะไร?

ก่อนจะพูดถึงภาษี เราต้องเข้าใจพื้นฐานของทรัพย์สินในชีวิตสมรสเสียก่อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้แบ่งทรัพย์สินของคู่สมรสออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ:

1. สินส่วนตัว

คือ ทรัพย์สินที่เป็นของแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง:

  • ทรัพย์สินที่มีมาก่อนแต่งงาน เช่น รถยนต์ส่วนตัว บ้านเดิมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ทรัพย์สินที่ได้รับโดยทางมรดก หรือได้รับโดยพินัยกรรมที่ระบุว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ทรัพย์สินที่เป็นของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ
  • ทรัพย์สินที่ใช้ประกอบอาชีพเฉพาะตัว เช่น เครื่องมือแพทย์ของแพทย์

2. สินสมรส

คือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสร่วมกันได้มาในระหว่างสมรส เช่น:

  • รายได้หรือเงินเดือนของทั้งสองฝ่าย
  • ทรัพย์สินที่ซื้อด้วยเงินร่วมกัน หรือจากรายได้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในระหว่างสมรส
  • ดอกผลของสินส่วนตัว (เช่น ดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินเก่าก่อนแต่งงาน)

สรุปสั้นๆ

“ถ้าได้มาก่อนแต่งงาน = สินส่วนตัว
ถ้าได้มาหลังแต่งงาน = สินสมรส (ยกเว้นมีเงื่อนไขเฉพาะ)”

แล้วเรื่องภาษีเกี่ยวข้องอย่างไร?

หลายคนเข้าใจว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อแต่งงานแล้ว สถานะสมรส มีผลโดยตรงต่อการจัดการภาษี โดยเฉพาะในเรื่องของ การยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) และ การถือครองทรัพย์สินร่วมกัน

1. การยื่นภาษีแบบคู่สมรส

คู่สมรสสามารถเลือกได้ว่าจะ:

  • ยื่นภาษีแยกกัน (แต่ละคนยื่นของตนเอง)
  • หรือ ยื่นรวมกัน (สามีหรือภรรยายื่นรวมให้ฝ่ายหนึ่ง)

หากเลือกยื่นรวม อาจมีสิทธิในการหักลดหย่อนบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีรายได้
แต่ถ้ามีรายได้ทั้งคู่ การแยกยื่นภาษีอาจคุ้มกว่า เพราะช่วยลดฐานภาษีที่ต้องจ่าย

2. ทรัพย์สินร่วมต้องมีการวางแผนภาษี

ตัวอย่างที่พบบ่อย:

  • ซื้อคอนโดร่วมกัน แต่จ่ายเงินคนเดียว → อาจมีปัญหาเรื่องภาษีเงินได้กรณีขายต่อ
  • ใช้ชื่อคู่สมรสคนเดียวซื้อบ้าน → ภาษีค่าโอน ภาษีรายได้จากการขาย อาจถูกคิดทั้งหมดจากชื่อในโฉนด

การไม่วางแผนเรื่องภาษีตั้งแต่ต้น อาจทำให้เกิดความสับสนเวลาขายทรัพย์สิน หรือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น การหย่าร้าง หรือเสียชีวิต

เทคนิควางแผนภาษีให้สอดคล้องกับสินสมรส

1. บันทึกแหล่งที่มาของทรัพย์สิน

  • จดไว้เลยว่าเงินก้อนนี้ได้มาก่อนแต่งงานหรือหลังแต่งงาน
  • มีหลักฐานหรือสัญญาแสดงความเป็นสินส่วนตัว เช่น สัญญากู้ยืม พินัยกรรม ใบโอนเงิน

2. พิจารณาการแยกบัญชี

  • หากมีธุรกิจส่วนตัว แนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจอย่างชัดเจน เพื่อความสะดวกในการคำนวณภาษี
  • คู่สมรสสามารถมีบัญชีร่วมสำหรับใช้จ่ายครัวเรือน และบัญชีส่วนตัวสำหรับสินส่วนตัว

3. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ครบ

  • ค่าลดหย่อนคู่สมรสไม่มีรายได้: ลดได้ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร บิดา มารดา
  • ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน (ในกรณีบ้านเป็นสินสมรส)

4. ทำข้อตกลงก่อนสมรส (Prenuptial Agreement)

  • หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีทรัพย์สินจำนวนมาก อาจทำสัญญากำหนดชัดเจนว่าอะไรเป็นสินส่วนตัว เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายหลัง

เคสตัวอย่าง: เข้าใจง่าย

กรณีที่ 1: ซื้อบ้านหลังแต่งงานโดยใช้เงินของฝ่ายชาย

  • ถ้าไม่มีหลักฐานว่าเงินเป็นสินส่วนตัว → บ้านถือเป็นสินสมรส
  • ถ้าหย่ากัน: ต้องแบ่งบ้านคนละครึ่ง แม้เงินมาจากฝ่ายเดียว

กรณีที่ 2: คู่สมรสยื่นภาษีรวมกัน แต่ฝ่ายหญิงมีรายได้สูงกว่าฝ่ายชาย

  • การยื่นรวมอาจทำให้ฐานภาษีสูงขึ้น และเสียภาษีมากกว่ายื่นแยก
  • แนะนำให้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจยื่น

เข้าใจภาษี เข้าใจสินสมรส ชีวิตคู่มีความสุข

การวางแผนภาษีควบคู่กับความเข้าใจเรื่องสินสมรสไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับคู่สมรสยุคใหม่ที่ต้องจัดการรายได้ ทรัพย์สิน และภาษีร่วมกัน

สิ่งที่ควรเริ่มทำทันทีคือ:

  • เรียนรู้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
  • แยกประเภททรัพย์สินให้ชัดเจน
  • ขอคำปรึกษาจากนักบัญชีหรือทนายความเมื่อเริ่มลงทุน ซื้อบ้าน หรือทำธุรกิจร่วมกัน

เพราะการวางแผนตั้งแต่วันนี้ คือการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดในวันข้างหน้า — และช่วยให้ชีวิตคู่เดินหน้าอย่างมั่นคงทั้งในเรื่องความรักและการเงิน

วางแผนตั้งแต่ต้น ปรึกษาทนายความไว้ ไม่เสียหาย

แม้บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจพื้นฐานของ ภาษี และ สินสมรส มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละคู่สมรสอาจมีรายละเอียดที่ซับซ้อนแตกต่างกัน เช่น ทรัพย์สินก่อนสมรสจำนวนมาก ธุรกิจร่วมกัน หรือมีทรัพย์สินในต่างประเทศ การวางแผนภาษีที่ดีจึงควรมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแล

การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณ:

  • วางแผนทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • จัดทำข้อตกลงก่อนสมรสหรือหลังสมรสได้อย่างรอบคอบ
  • เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน
  • ป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจทำให้เสียเปรียบในอนาคต

เพราะเมื่อเข้าใจและวางแผนทุกอย่างไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เพียงแค่ช่วยประหยัดภาษี แต่ยังช่วยปกป้องความสัมพันธ์และทรัพย์สินของคุณในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

“รักกันไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องกฎหมาย แต่อย่าปล่อยให้กฎหมายกลายเป็นปัญหาภายหลัง”
เริ่มต้นวางแผนให้ถูกทางวันนี้ ด้วยการปรึกษากฎหมายกับผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ชาวต่างชาติติดแบล็คลิสต์ ติดคุกในไทย ปัญหานี้แก้ยังไง?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวต่างชาติจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยว พักอาศัย ทำธุรกิจ หรือแม้แต่ใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็พบกรณีชาวต่างชาติบางรายต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย ทั้งการ ติดแบล็กลิสต์ ไปจนถึง ติดคุก ในไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างรุนแรง บางคนถึงขั้นไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้อีกตลอดชีวิต

บทความนี้จะอธิบายว่า สาเหตุใดที่ทำให้ชาวต่างชาติต้องติดคุกในไทย แบล็กลิสต์คืออะไร มีผลอย่างไร และหากเผชิญกับสถานการณ์นี้แล้ว จะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

ทำไมชาวต่างชาติจึง “ติดคุก” ในไทย?

การที่ชาวต่างชาติต้องติดคุกในไทย มักมีสาเหตุมาจากกรณีหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1. ละเมิดกฎหมายไทย

ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะที่ชาวต่างชาติอาจไม่คุ้นเคย เช่น การพำนักเกินวีซ่า (Overstay), ครอบครองยาเสพติด, ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือกระทำผิดในรูปแบบของการฉ้อโกง หลายกรณีผู้กระทำผิดอ้างว่า “ไม่รู้กฎหมาย” แต่ข้ออ้างนี้มักไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายได้ ส่งผลให้ศาลตัดสินให้จำคุกตามระเบียบ

2. ทำผิดทางอาญา เช่น ฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ

แม้ชาวต่างชาติจะถือสัญชาติอื่น แต่หากก่ออาชญากรรมในประเทศไทย ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับคนไทย ไม่สามารถอ้างว่าเป็นคนต่างชาติแล้วขอความละเว้นได้ หากศาลตัดสินว่าผิดจริงก็มีโทษ ติดคุก หรือเนรเทศในภายหลัง

3. ปัญหาทางธุรกิจหรือภาษี

บางรายมาเปิดบริษัทหรือประกอบกิจการในไทยโดยไม่เข้าใจข้อกฎหมาย เช่น ใช้ “นอมินี” จดบริษัท หรือเลี่ยงภาษี หากตรวจสอบพบ อาจถูกดำเนินคดีอาญาและติดคุกได้เช่นกัน

แบล็กลิสต์คืออะไร?

“แบล็กลิสต์” คือ รายชื่อของบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้เดินทางเข้าประเทศไทย หรือไม่สามารถต่อวีซ่า พำนัก หรือทำธุรกรรมทางกฎหมายใด ๆ ได้ในประเทศอีกต่อไป ส่วนใหญ่เกิดจากกรณีดังต่อไปนี้:

  • พำนักเกินกำหนด (Overstay) เกิน 90 วัน
  • เคยต้องโทษจำคุกในไทย
  • มีหมายจับค้างอยู่
  • มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือจริยธรรมสาธารณะ

การติดแบล็กลิสต์อาจส่งผลยาวนานหลายปี หรือในบางกรณีอาจ ถูกห้ามเข้าไทยตลอดชีวิต

ติดคุกในไทย = ไม่มีโอกาสแก้ตัว?

แม้การ “ติดคุก” จะเป็นโทษหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวต่างชาติจะหมดสิ้นโอกาสทุกทาง หากผู้ต้องหาแสดงความสำนึกผิด ชดใช้ความเสียหาย และได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เหมาะสม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะ ลดหย่อนโทษ ได้ เช่น

  • ขอประกันตัว ระหว่างรอพิจารณาคดี
  • อุทธรณ์คดี หรือขอไกล่เกลี่ยในบางกรณี
  • ร้องขอส่งตัวกลับประเทศ (extradition) ในกรณีที่มีสนธิสัญญากับประเทศต้นทาง

วิธีแก้ปัญหาเมื่อติดคุก หรือติดแบล็กลิสต์ในไทย

หากชาวต่างชาติหรือครอบครัวต้องเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือรอจนปัญหาบานปลาย ควรดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้โดยเร็ว:

1. ปรึกษาทนายความไทยที่เชี่ยวชาญ

ทนายความสามารถช่วยประเมินสถานการณ์จริง แนะนำแนวทางทางกฎหมาย เช่น ขอประกันตัว ทำคำร้องขอลดโทษ หรือหาทางหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะยาว เช่น การติดแบล็กลิสต์ถาวร

2. ติดต่อสถานทูตประเทศต้นทาง

ในหลายกรณี สถานทูตจะมีหน้าที่ดูแลพลเมืองตนเองที่ถูกคุมขังในต่างประเทศ โดยอาจส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยี่ยม ให้คำแนะนำ หรือช่วยดำเนินการติดต่อกับครอบครัว

3. รวบรวมเอกสารประกอบ

รวมหลักฐานที่อาจใช้ลดหย่อนโทษ เช่น หนังสือรับรองพฤติกรรมดี ประวัติการเสียภาษี ภาพถ่ายการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ฯลฯ เอกสารเหล่านี้อาจใช้ประกอบการร้องขอผ่อนผันโทษหรือลดโทษในชั้นศาล

4. กรณีแบล็กลิสต์: ร้องขอปลดชื่อ

หากถูกแบล็กลิสต์หลังจากพ้นโทษและถูกส่งกลับประเทศแล้ว ในบางกรณีสามารถทำหนังสือขอปลดชื่อออกจากระบบแบล็กลิสต์ได้ โดยต้องรอครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนด และมีเอกสารประกอบที่แสดงว่าพฤติกรรมกลับตัวเป็นพลเมืองดี

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข

แม้จะมีหนทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ทางที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น โดยชาวต่างชาติควร

  • ศึกษากฎหมายไทยเบื้องต้นก่อนเดินทางมา
  • ไม่ทำงานหรือทำธุรกิจในไทยโดยไม่มีใบอนุญาต
  • อย่าใช้บริการนายหน้าเถื่อนที่ให้จดบริษัทหรือวีซ่าผิดกฎหมาย
  • พำนักในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และต่อวีซ่าให้ตรงเวลาเสมอ

“ติดคุก” ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล็ก ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีชาวต่างชาติ-สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การ “ติดคุก” สำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาจนำไปสู่การ ติดแบล็กลิสต์ และถูกเนรเทศในที่สุด แต่ในทุกกรณี ยังพอมีทางออกหากได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายที่ถูกต้องและรวดเร็วพอ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นชาวต่างชาติที่กำลังประสบปัญหาทางกฎหมายในไทย อย่ารอให้เรื่องบานปลาย

👉 ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ในการดำเนินคดีให้ชาวต่างชาติ เพื่อให้คุณมีโอกาสปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ คลิก >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!