หุ้นหาย! ถูกจับเข้าเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว! แบบนี้ต้องทำอย่างไร?

เข้าใจสิทธิของผู้ถือหุ้น และวิธีจัดการเมื่อถูกละเมิดสิทธิ

ในโลกของธุรกิจ การถือครอง “หุ้น” เปรียบเสมือนการมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเรากลับพบปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น ถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว หรือในทางกลับกัน ชื่อหายไปจากรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์นี้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิของตนเอง และแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

หุ้นคืออะไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “หุ้น” คือ สิทธิในความเป็นเจ้าของในบริษัท โดยเฉพาะบริษัทจำกัด (ทั้งแบบธรรมดาและมหาชน) ผู้ที่ถือหุ้นมีสิทธิในผลกำไร (ปันผล) มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม และมีสิทธิในการตรวจสอบเอกสารของบริษัท รวมถึงสิทธิในการเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้รับตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้น

1. ถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ยินยอม

หลายคนอาจตกใจเมื่อพบว่าชื่อของตนปรากฏในเอกสารของบริษัทที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเคยลงชื่อในเอกสารใดโดยไม่รู้เจตนา ซึ่งมักเกิดจากกรณีที่คนรู้จักนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วนำไปยื่นจดทะเบียนบริษัทโดยไม่ได้รับความยินยอมจริง

2. ชื่อหายจากรายชื่อผู้ถือหุ้น

ในอีกด้านหนึ่งก็มีผู้เสียหายที่ลงทุนจริง จ่ายเงินจริง และมีหุ้นจริง แต่กลับพบว่าชื่อตน “หายไป” จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจเกิดจากการตกแต่งบัญชี การโอนหุ้นโดยปลอมแปลงเอกสาร หรือบริษัทจงใจไม่ขึ้นทะเบียนให้

ตามกฎหมายแล้ว ทำอย่างไรได้บ้าง?

✅ ตรวจสอบเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ผู้ที่สงสัยว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือขอคัดสำเนาเอกสารจากสำนักงานโดยตรง เช่น แบบ บอจ.5 ซึ่งแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันประชุมใหญ่สามัญประจำปี

หากพบว่ามีความผิดปกติ เช่น ชื่อตนปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว หรือหายไปจากเอกสารโดยไม่มีคำอธิบาย ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

กรณีถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ยินยอม

🔹 แจ้งความร้องทุกข์

หากพบว่าชื่อของตนถูกใช้เป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้ยินยอม ให้รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

🔹 แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ยื่นคำร้องต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนรายการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแนบหลักฐาน เช่น บันทึกประจำวัน หนังสือปฏิเสธการถือหุ้น และเอกสารส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

🔹 ฟ้องคดีแพ่งหรืออาญา

หากกรณีร้ายแรง เช่น มีการปลอมลายมือชื่อ หรือปลอมแปลงเอกสาร อาจต้องยื่นฟ้องคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสาร และคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายหรือเพิกถอนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

กรณีชื่อหายจากผู้ถือหุ้น

🔸 เก็บหลักฐานการลงทุน

หากคุณเคยลงทุนในบริษัทนั้นจริง เช่น มีหลักฐานการโอนเงิน ซื้อขายหุ้น หรือเอกสารหุ้นกู้ ให้รวบรวมเอกสารทั้งหมดไว้ให้ครบถ้วน

🔸 ส่งหนังสือเรียกร้องไปยังบริษัท

ส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกร้องให้บริษัทชี้แจงและแก้ไขรายชื่อ พร้อมแนบหลักฐานการลงทุนเพื่อแสดงสิทธิ์

🔸 ขอศาลมีคำสั่ง

หากบริษัทไม่ยอมแก้ไข หรือมีแนวโน้มปฏิเสธความรับผิดชอบ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้บริษัทแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและรับรองสิทธิ์การถือหุ้นของตนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทลงโทษตามกฎหมาย

การปลอมแปลงเอกสารเพื่อแอบอ้างชื่อเป็นผู้ถือหุ้น หรือการลบชื่อผู้ถือหุ้นโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา เช่น

  • ปลอมแปลงเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264
  • ใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268
  • ฉ้อโกง ตามมาตรา 341
    ซึ่งมีโทษทั้งจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

  • ไม่ให้เอกสารสำคัญกับผู้อื่นโดยไม่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ตรวจสอบสถานะตนเองสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากเคยเกี่ยวข้องกับบริษัทใด ๆ
  • ปรึกษาทนายความ หากพบความผิดปกติ จะได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทันเวลา

ระวังเสียสิทธิ์ทางกฎหมาย ควรปรึกษาทนายทันที

หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่เป็นตัวแทนของสิทธิและผลประโยชน์ในธุรกิจ หากคุณถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว หรือชื่อหายจากรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ชอบธรรม อย่าละเลย! เพราะปัญหานี้อาจส่งผลกระทบทั้งทางกฎหมายและทางการเงินอย่างรุนแรง การตรวจสอบเอกสารและดำเนินการทางกฎหมายอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณสงสัยว่าตนตกเป็นเหยื่อจากการปลอมแปลงหุ้น หรือการละเมิดสิทธิผู้ถือหุ้น ขอแนะนำให้รีบปรึกษาทนายความทันที เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ของตนตามกฎหมาย >>ติดต่อเรา<<

โนตารีพับลิคคืออะไร? ทำไมเอกสารบางประเภทต้องมีการรับรองโดยโนตารีพับลิค

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “โนตารีพับลิค” (Notary Public) ผ่านหูมาบ้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องจัดการเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แต่ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร จำเป็นแค่ไหน และเหตุใดเอกสารบางประเภทจึงต้องผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิค บทความนี้จะมาอธิบายให้เข้าใจง่าย เพื่อไม่ให้คุณพลาดสิ่งสำคัญทางกฎหมายในอนาคต

โนตารีพับลิค คืออะไร?

“โนตารีพับลิค” หรือ “ทนายความผู้ทำหน้าที่รับรองเอกสาร” คือ ทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาทนายความแห่งประเทศไทยให้มีอำนาจในการรับรองลายมือชื่อ เอกสาร และข้อเท็จจริงบางประการ เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลทางกฎหมายและสามารถนำไปใช้ในต่างประเทศได้

หน้าที่ของโนตารีพับลิคไม่ใช่เพียงแค่ลงชื่อประทับตราเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ตรวจสอบตัวบุคคล และรับรองว่าเอกสารนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารหรือการแอบอ้างต่าง ๆ

เอกสารประเภทใดบ้างที่ต้องมีโนตารีพับลิค

โนตารีพับลิคมักมีความจำเป็นกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อหรือทำธุรกรรมกับต่างประเทศ เช่น:

1.     หนังสือมอบอำนาจ
โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องส่งให้กับหน่วยงานหรือคู่สัญญาในต่างประเทศ เช่น ซื้อขายทรัพย์สินในต่างประเทศ มอบอำนาจให้ทนายต่างประเทศดำเนินคดี เป็นต้น

2.     สัญญาหรือเอกสารทางธุรกิจระหว่างประเทศ
เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาร่วมหุ้น หรือเอกสารประกอบการยื่นภาษีหรือจดทะเบียนนิติบุคคลในต่างประเทศ

3.     เอกสารสำหรับขอวีซ่าหรือยื่นเรียนต่อต่างประเทศ
เช่น ใบรับรองรายได้ ใบแสดงความยินยอมของผู้ปกครอง ฯลฯ

4.     เอกสารรับรองวุฒิการศึกษา หรือเอกสารราชการ
ที่ต้องนำไปใช้กับสถานทูต หรือนำไปใช้ในต่างประเทศ ซึ่งอาจต้องรับรองลายเซ็นและความถูกต้องของเอกสาร

5.     หนังสือรับรองการมีตัวตน (Affidavit)
ใช้ยืนยันว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือประกอบการยื่นคำร้องบางประเภทในต่างประเทศ

6.     เอกสารที่ต้องยื่นต่อสถานทูต หรือสถานกงสุล
หลายประเทศกำหนดว่าหากจะใช้เอกสารใดในการยื่นเรื่อง จะต้องผ่านการรับรองโดยโนตารีพับลิคก่อน แล้วจึงนำไปแปลและรับรองต่อกับกรมการกงสุลหรือสถานทูตต่อไป

ถ้าไม่มีโนตารีพับลิค จะเกิดอะไรขึ้น?

หากเอกสารที่คุณจะนำไปใช้งานในต่างประเทศไม่ได้ผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิค อาจทำให้เอกสารนั้น

  • ไม่ได้รับการยอมรับ จากหน่วยงานต่างประเทศ
  • ใช้เวลาในการดำเนินการมากขึ้น เพราะต้องย้อนกลับมาแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องตามข้อกำหนด
  • เสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธวีซ่า หรือธุรกรรมไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงินและอสังหาริมทรัพย์
  • เสียโอกาสทางธุรกิจ หากเอกสารไม่สามารถส่งได้ตามเวลา หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณจะต้องตรวจสอบก่อนว่า เอกสารใดต้องผ่านการรับรองโดยโนตารีพับลิคหรือไม่ และต้องจัดเตรียมให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโนตารีพับลิค

หลายคนยังเข้าใจผิดว่าแค่มีลายเซ็นของตนเองหรือพยานก็เพียงพอแล้ว บ้างก็เข้าใจว่าโนตารีพับลิคคือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งไม่ใช่เลย — โนตารีพับลิคในประเทศไทยต้องเป็น ทนายความ ที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ทำหน้าที่รับรองเอกสารโดยเฉพาะ

การให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจรับรองเอกสาร อาจทำให้เอกสารนั้น ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ หรือกลายเป็นโมฆะทันทีเมื่อตรวจพบ

โนตารีพับลิคไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ในปัจจุบันที่โลกเปิดกว้าง การทำธุรกรรมระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักธุรกิจ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ต้องเดินทางหรือติดต่อกับต่างประเทศ ล้วนมีโอกาสต้องใช้บริการโนตารีพับลิค

แต่ถึงแม้คุณจะไม่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การมีเอกสารที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือจากทนายความก็ถือเป็นการป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

โนตารีพับลิคคือเสาหลักของความน่าเชื่อถือในเอกสาร

โนตารีพับลิค คือกลไกทางกฎหมายที่ช่วย เพิ่มความน่าเชื่อถือและรับรองความถูกต้องของเอกสาร โดยเฉพาะเมื่อเอกสารนั้นจะนำไปใช้ในต่างประเทศ การใช้บริการโนตารีพับลิคจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามหากคุณไม่แน่ใจว่าเอกสารของคุณต้องใช้โนตารีพับลิคหรือไม่ หรือไม่มั่นใจในขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารทั้งหมด ขอแนะนำให้ ปรึกษาทนายความ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ใช้บริการโนตารีพับลิคกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นโนตารีพับลิคโดยถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมให้บริการรับรองเอกสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการศึกษา การทำธุรกิจ หรือการดำเนินคดีระหว่างประเทศ

เรายึดหลักความถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเอกสารของคุณสามารถนำไปใช้งานได้จริงตามที่กฎหมายกำหนด

📞 สนใจบริการโนตารีพับลิค คลิกติดต่อเราหรือแอดไลน์มาที่ LINE: @wongsakorn

หมิ่นประมาท กรณีไหนที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่มีความผิด?

ในยุคโซเชียลมีเดีย การแสดงความคิดเห็น การโพสต์ การแชร์ หรือการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน แต่หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่ข้อหา “หมิ่นประมาท” ได้โดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีของการพูดถึงคนอื่นในทางเสียหายจะถือว่าผิดเสมอไป เพราะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ได้ระบุข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า “พูดแล้วไม่ผิด” หากเข้าข่ายตามบทบัญญัติของกฎหมาย

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า กรณีแบบไหนบ้างที่ กฎหมายถือว่าแม้จะเข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ก็ไม่ถือว่ามีความผิด เพราะเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผล และอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมาย

หมิ่นประมาทคืออะไร?

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 กำหนดว่า

“ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

โดยการ “ใส่ความ” อาจเกิดได้ทั้งจากคำพูด การเขียน การโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ การส่งข้อความส่วนตัว หรือการกระทำใด ๆ ที่สื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ดี จนส่งผลให้บุคคลนั้นเสียหาย

โทษของการหมิ่นประมาทมีตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจหนักขึ้นหากกระทำต่อสาธารณะ (มาตรา 328)

กรณียกเว้น: “พูดแล้วไม่ผิด” ตามมาตรา 329

แม้ข้อความที่กล่าวจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย แต่ หากมีเหตุผลอันชอบธรรม หรือเป็นการกระทำในลักษณะที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด ตัวอย่างข้อยกเว้นที่ชัดเจนตาม มาตรา 329 ได้แก่

1. การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในศาล

“ความเห็นหรือข้อความใด ๆ ที่คู่ความ ทนายความ หรือพยาน กล่าวหรือให้ไว้ในการพิจารณาคดีในศาล”

กรณีนี้ครอบคลุมถึงการให้การ การเบิกความ หรือการแสดงข้อเท็จจริงในชั้นศาล หากเป็นไปโดยสุจริต ย่อมไม่ถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จะเป็นการกล่าวถึงผู้อื่นในทางเสียหาย

2. การติชมโดยสุจริต

“การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต”

ในเรื่องต่อไปนี้ กฎหมายถือว่าไม่เป็นความผิด หากกระทำโดยสุจริต:

  • การติชมการกระทำของบุคคลเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • การวิจารณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ
  • การติชมในฐานะครู อาจารย์ หรือผู้บังคับบัญชา
  • การติชมบุคคลที่เสนอเรื่องของตนเข้าสู่สาธารณะ เช่น นักร้อง ดารา นักการเมือง
  • การแสดงความเห็นต่อผลงานที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ เช่น หนังสือ รายการทีวี เพลง หรือบทความ

ย้ำว่า ต้องทำโดยสุจริต ไม่เจตนาให้เสียหาย และอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น ตำหนิเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ประจานหรือเหยียดหยาม

3. การปกป้องสิทธิหรือประโยชน์โดยชอบ

“การแจ้งข่าว การแสดงความคิดเห็น หรือกล่าวหาต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่”

หากคุณไปแจ้งความกับตำรวจ แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ หรือยื่นเรื่องร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐโดยสุจริต และมีหลักฐานว่ามีมูลจริง การกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท แม้จะมีการกล่าวถึงบุคคลอื่นในทางเสียหายก็ตาม

ตัวอย่างจริง ที่ “พูดแล้วไม่ผิด”

1.ลูกจ้างโพสต์ประจานนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินเดือน
หากโพสต์โดยสุจริต พร้อมแสดงหลักฐาน และไม่มีเจตนาใส่ความเกินจริง ศาลอาจมองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นตามความจริง และเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

2.นักข่าววิจารณ์นักการเมือง
หากเสนอข้อมูลจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และไม่ได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นรุนแรง ก็ถือว่าไม่เป็นความผิด

3.ชาวบ้านร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องทุจริต
หากมีพยานหลักฐาน หรือกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท

ทำอย่างไรถ้าถูกแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท?

หากคุณถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาท และมั่นใจว่าการกระทำของคุณอยู่ในขอบเขตของข้อยกเว้นตามกฎหมาย ควรดำเนินการดังนี้

1.เก็บรวบรวมหลักฐาน ที่แสดงว่าเจตนาเป็นไปโดยสุจริต เช่น หลักฐานการไม่รับค่าจ้าง รูปภาพหรือแชตประกอบ ฯลฯ

2.ไม่โพสต์ตอบโต้เพิ่มเติม ที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทซ้ำ

3.ปรึกษาทนายความทันที เพื่อประเมินว่าเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ และจะต่อสู้คดีอย่างไร

หมิ่นประมาทไม่ใช่ความผิดในทุกกรณี หากมีเจตนาโดยสุจริต

แม้จะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท แต่หากการกระทำนั้น

  • เป็นการติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • เป็นการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่
  • เป็นความเห็นในชั้นศาล
  • หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในขอบเขตเหมาะสม

คุณอาจไม่มีความผิดตามกฎหมาย และสามารถใช้ข้อยกเว้นตามมาตรา 329 เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้หากคุณหรือคนใกล้ตัวถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท อย่าเพิ่งยอมรับผิดหรือตกใจ ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อวางแนวทางสู้คดีให้ชัดเจน และรักษาสิทธิของตนอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนายคดีหมิ่นประมาท คลิก >>ติดต่อเรา<<

นานๆทีจะได้เห็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : ชี้!บริษัทประกันภัยต้องรับผิด คำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังไม่ใช่เหตุอันควรปฏิเสธความรับผิด

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2567 คดีความระหว่าง นาวสาว A (โจทก์) และบริษัท 1234 ประกันภัย (จำเลย)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ไว้กับจำเลย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าว โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถยนต์ของโจทก์ไปดำเนินการจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B ได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้วในขณะเกิดเหตุนาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเข้าข้อยกเว้นตามสัญญา จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประกันภัย ไม่ได้สอบเทียบวัดเครื่องมือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และผลคำนวณดัชนีมวลกายของนาย B ไม่เร่งรัดจัดซ่อมโดยทดรองจ่ายค่าซ่อมแล้วค่อยมาเรียกเงินคืน แต่ประวิงเวลาการชำระหนี้โดยปราศจากหลักฐานตามสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 110,624 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 รวมเป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นค่าเสียหายในอนาคตนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารถยนต์ของโจทก์จะซ่อมเสร็จ (วันที่ 30 มกราคม 2566) อีกวันละ 800 บาทกับขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่เกินสองเท่าแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

        จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์ของโจทก์ จำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์เรียกร้อง เนื่องจากพบว่าคดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตาก จ.ตาก ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยการเป่าลมหายใจในเวลา 02.17 น. (หลังเกิดเหตุแล้ว 37 นาที) ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ตามที่เงื่อนไขกรมธรรม์กหนดไว้ จึงไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายต่อรถคันที่เอาประกันภัยได้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปยังโจทก์และชี้แจงเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงาน คปภ. จึงไม่อาจรับผิดชำระค่าซ่อม 97,455 บาท ให้แก้โจทก์ และค่าซ่อมดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบค่าซ่อมที่แท้จริง โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์ได้เนื่องจากเหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเนื่องจากจำเลยประกิจการภายใต้การกำกับและควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เมื่อคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุเหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิด จำเลยจึงไม่ได้กระทำเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด หากจำเลยต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้อง

        ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์จะชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

        โจกท์และจำเลยอุทธรณ์

        ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคู่ที่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจของโจทก์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ตามสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถยนต์ของโจทก์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายวันเดียวกัน เวลา 02.17 น. มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ วัดค่าได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานาย B ว่า ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและเปรียบเทียบปรับนาย B เป็นเงิน 400 บาท โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ แต่จำเลยปฏิเสธชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ อ้างข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เกิดเหตุในช่วงเวลา 01.40 น. แต่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ ในช่วงเวลา 02.17 น. ได้ค่า 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งทำนองว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์กระทำภายหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลา 37 นาที ดังนั้นที่ถูกต้องตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 9 การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 หน้า 108 ถึง 118 จะคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของนาย B ได้ 57.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนดความรับผิดชอบของจำเลยตามกรมธรรม์ เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างพยานหลักฐานทางการพิสูจน์มาสนับสนุนพยานของฝ่ายตน โดยโจทก์มีนาย C อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุขและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์โรงพยาบาล DEFG เป็นพยานเบิกความประกอบแผนภาพกราฟในสำเนาบทความพิเศษ และนางสาว N ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความและนำสืบเอกสารสนับสนุนโดยอ้างอิงบทความพิเศษของจุฬาลงกรณ์เวชสาร “การพิสูจน์ว่าเมา” ที่ระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งจะส่งผลต่อการคิดคำนวณตามสูตรการหาค่าจริงของแอลกอฮอล์ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนักตัว น้ำหนักรวมของกระดูกและกล้ามเนื้อ มวลน้ำในร่างกาย การได้รับการรักษาบางอย่าง หรือแม้แต่ระยะเวลาการดื่มและสภาพกระเพาะอาหาร ส่วนจำเลยก็อ้างตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 หน้าที่ 116 ประกอบสำเนาเอกสารการนำความรู้ “นิติเวชศาสตร์” มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณา ที่ระบุว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถทำได้หลายวิธีและสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้จะตรวจวัดภายหลังเกิดเหตุตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภาและผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา เรื่องการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมีหลักเกณฑ์ว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงหลังจากดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็จะเห็นว่าตามข้ออ้างทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เป็นการอ้างหลักการในเชิงทฤษฎีและตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเพียงการประเมินความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ว่าในช่วงภายหลังเกิดเหตุระดับปริมาณแอลกอฮอล์อาจลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่สามารถชี้ชัดตามผลทางนิติวิทยาศาสตร์เหมือนเช่นการตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA) กล่าวคือคงเป็นเรื่องการคาดการณ์โดยวิธีประเมินจากค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดแอลกอฮอล์จากร่างกายของบุคคลทั่ว ๆ ไปเท่านั้น โดยเฉพาะที่สำคัญค่าวัดที่ได้มา 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น ก็ได้มาจากการวัดโดยวิธีการเป่ามิใช่อาศัยจากการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ก็อาจทำให้การวัดค่าเฉลี่ยที่มีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วยแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุนาย B มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยงที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แต่อย่างใด การที่มีการตรวจแอลกอฮอล์นาย B ภายหลังเกิดเหตุเพียง 37 นาที โดยอาศัยหลักเกณฑ์ของบุคคลทั่วไปที่จะนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าหากมีการวัดปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น จึงไม่น่าจะเป็นธรรมกับโจทก์ผู้บริโภคและต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุนาย B จะมีค่าปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมรถของโจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถใช่หรือไม่ เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดชัดเจนว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง “ความเสียหายจากการขาดการใช้รถ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร” ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้อ้างทำนองว่า สืบเนื่องมาจากที่จำเลยมีการออกบัตรติดต่อซ่อมรถยนต์ให้ โจทก์จึงนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ไปซ่อมกับอู่ของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถด้วยก็ตาม ก็เห็นว่า ตามข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ต้องซ่อมในตัวรถยนต์เท่านั้น เพราะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำไปซ่อมที่อู่ใดก็ตาม โจทก์ก็ไม่สามารถใช้รถได้ในระหว่างการซ่อม ข้ออ้างดังกล่าวจึงมิได้เกี่ยวข้องในเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ตามที่กล่าวถึงเท่านั้น ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เว้นแต่จะปรากฏว่า การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากการที่บริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร เมื่อปรากฏว่าหลักเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ในข้อ 15 (12) “ในกรณีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยการซ่อม…บริษัทไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่การตกลงเป็นที่ยุติและบริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน…” ซึ่งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะเหตุนาย B ,ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยการซ่อมแซมแล้วไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ประกอบกับตามข้อ 15 (7) ก็ระบุว่า “บริษัทใดจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยหรือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่มีความชัดเจนที่กำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน…” เมื่อจำเลยนำสืบว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดก็เนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่มีการระบุให้ใช้ผลการวิจัยของแพทยสภาและรายงานวิจัยของสถาบันนิติเวช ดังนั้นการที่จำเลยอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดจึงไม่ใช่เป็นไปโดยจงใจหรือฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยเช่นนี้จึงไม่เข้าลักษณะของการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถตามข้อสัญญาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

        คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษและโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นมุ่งที่จะพิจารณาผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยมีเจตนาที่จะเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับปผิดชอบในฐานะมีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์มานั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยไม่สามารถนำความน่าจะเป้นทางหลักทฤษฎีมากำหนดหลักเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ชี้ชัดได้ว่า นาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในกรมธรรม์ประกันได้ไม่ โดยเฉพาะหากพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับขี่รถที่จะไปก่อให้เกิดเหตุอันตรายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งฝ่ายโจทก์พึงคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญมากกว่าและต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าที่จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบ การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ดังกล่างจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่เข้าลักษณะผู้ประกอบธุรกิจมุงกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคด้วยความประมาทเลิกเล่ออย่างร้ายแรงหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีวิชาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดเนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 การปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบตามกรมธรรม์ ข้อ 5 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกรมธรรม์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

        พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยนละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับในขณะฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมขอให้เป็นพับ

อินฟลูเอนเซอร์โดนละเมิดสิทธิ! เอารูปเซ็กซี่ไปใช้โฆษณาโดยไม่ขออนุญาต ฟ้องได้ไหม?

ในยุคที่ “อินฟลูเอนเซอร์” กลายเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์และตัวตนของอินฟลูเอนเซอร์คือทรัพย์สินสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม เมื่อสื่อออนไลน์แพร่หลายมากขึ้น ก็มีผู้ไม่หวังดีจำนวนมากนำ “ภาพ” โดยเฉพาะภาพที่มีลักษณะเซ็กซี่หรือแต่งกายโป๊ของอินฟลูเอนเซอร์ไปใช้ประโยชน์ทางการค้า เช่น โฆษณาสินค้า ยา อาหารเสริม หรือบริการต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากคุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลทั่วไปที่ถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม คุณมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำได้อย่างเต็มที่ และควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีโดยเร็ว

การนำภาพโป๊หรือเซ็กซี่ไปใช้โดยพลการ = ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล + หมิ่นประมาท

การนำภาพของบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะภาพที่อาจทำให้เจ้าของภาพได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง เช่น ภาพแต่งตัวเซ็กซี่ ภาพชุดว่ายน้ำ ภาพในเชิงวาบหวิว แล้วนำไปใช้โฆษณาสินค้าโดยไม่มีบริบท หรือใช้ร่วมกับข้อความชวนเข้าใจผิด ล้วนเข้าข่ายความผิดหลายประการตามกฎหมายไทย ได้แก่:

  • ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
  • หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หากข้อความหรือภาพที่ใช้ทำให้บุคคลนั้นเสียหาย ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) หากนำภาพบุคคลไปใช้เพื่อผลประโยชน์โดยไม่ได้รับความยินยอม
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 กรณีเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล

อินฟลูเอนเซอร์ = บุคคลสาธารณะ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน 

แม้อินฟลูเอนเซอร์จะมีสถานะเป็น “บุคคลสาธารณะ” ในทางการตลาดหรือสื่อ แต่ไม่ได้แปลว่าใครจะสามารถใช้ภาพหรือนำชื่อเสียงของอินฟลูเอนเซอร์ไปใช้หาประโยชน์ทางการค้าโดยอิสระ เพราะอินฟลูเอนเซอร์ทุกคนมี สิทธิในภาพลักษณ์ (Image Right) และ สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Right) เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป

ยิ่งหากภาพนั้นเป็นภาพที่ถ่ายขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ถ่ายเพื่อโปรโมตงานศิลปะ แฟชั่น หรืองานส่วนตัว แล้วถูกนำไปตัดต่อ โฆษณาสินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ยาเสริม อาหารเสริม หรือสิ่งที่อาจบั่นทอนชื่อเสียง ยิ่งถือเป็นการละเมิดร้ายแรง

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่พบบ่อย

  • อินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นโพสต์ภาพชุดบิกินีริมทะเล ถูกนำไปตัดต่อและใส่ข้อความชวนเข้าใจผิดเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก
  • ภาพถ่ายจากไอจีของเน็ตไอดอลถูกดึงไปใช้ในเพจขายครีมโดยไม่แจ้งให้ทราบ
  • รูปนางแบบที่แต่งเซ็กซี่ในบริบทแฟชั่น ถูกนำไปแปะบนโฆษณาสำหรับเว็บพนันหรือบริการไม่เหมาะสม

กรณีเหล่านี้แม้ไม่ได้มีคำด่าหรือกล่าวหาโดยตรง แต่ก็สามารถทำให้เจ้าของภาพได้รับความเสียหายทั้งด้านชื่อเสียงและโอกาสทางอาชีพ และมีสิทธิ์เรียกร้อง ค่าเสียหายทางแพ่ง หรือ ฟ้องร้องทางอาญา ได้

อินฟลูเอนเซอร์ควรทำอย่างไรเมื่อถูกละเมิดสิทธิ?

1.รวบรวมหลักฐานทันที เช่น สกรีนช็อตโพสต์ที่ละเมิด ข้อมูลของผู้โพสต์ ต้นฉบับของภาพที่ถูกนำไปใช้

2.อย่าโต้ตอบด้วยอารมณ์ เพราะอาจทำให้เรื่องบานปลาย หรือคุณกลายเป็นผู้กระทำผิดเอง

3.ปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินความเสียหาย รวบรวมหลักฐาน และดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา

4.แจ้งความหรือยื่นฟ้องในศาล ทนายความสามารถดำเนินการแทนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

5.แจ้งลบเนื้อหาหรือร้องเรียนไปยังแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง เช่น Facebook, Instagram, TikTok หรือเว็บไซต์นั้น ๆ

ทำไมต้องปรึกษาทนายความโดยเฉพาะ?

การดำเนินคดีละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์มีรายละเอียดทางกฎหมายที่ซับซ้อน ตั้งแต่การอ้างสิทธิในภาพ การระบุเจตนาของผู้ละเมิด ไปจนถึงการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม ทนายความผู้เชี่ยวชาญจะช่วยคุณ:

  • วิเคราะห์คดีอย่างถูกต้อง
  • เก็บพยานหลักฐานให้ครบถ้วน
  • ดำเนินการฟ้องคดีได้อย่างมืออาชีพ
  • ปกป้องชื่อเสียงและสิทธิของคุณในระยะยาว

“อินฟลูเอนเซอร์” ไม่ควรนิ่งเฉยเมื่อถูกละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการเอาภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกตัดต่อให้เสียหาย เพราะชื่อเสียงและภาพลักษณ์คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่า หากถูกกระทำให้เสียหาย ต้องรีบดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

หากคุณกำลังเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ อย่ารอช้า ปรึกษา ทนายอาร์ม จาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทันที — เพราะภาพของคุณคือสิทธิของคุณ และเราอยู่ตรงนี้เพื่อปกป้องมันให้ดีที่สุด

คดีตัวอย่าง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) “รับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น”

ในยุคที่สื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ หลายคนอาจลืมคิดไปว่า “เสรีภาพในการพูด” ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยเฉพาะการโพสต์หรือรีทวิตข้อความที่อาจเข้าข่าย หมิ่นประมาท ซึ่งกฎหมายไทยถือว่าเป็นความผิดอย่างชัดเจน แม้คุณจะไม่ใช่คนแต่งข้อความเอง แต่เพียงแค่รีทวิตข้อความที่พาดพิงหรือใช้คำหยาบคายใส่ผู้อื่น ก็อาจถูกฟ้องร้องและต้องชดใช้ค่าเสียหายได้เช่นกัน

รีทวิตด่าสนุกปากสุดท้ายต้องจ่ายจริง!

จากเคสจริงที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้รับเรื่องดำเนินคดีให้กับผู้เสียหายคนหนึ่งที่ถูกรีโพสต์ข้อความด่าทออย่างหยาบคายบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าถูกลบหลู่ชื่อเสียง เสียเกียรติ และถูกพาดพิงในทางเสื่อมเสีย

แม้ผู้ก่อเหตุจะไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความตั้งต้น แต่การ “รีทวิต” ข้อความดังกล่าวซ้ำ โดยไม่มีการปฏิเสธหรือระบุว่าไม่เห็นด้วย กลับทำให้ศาลเห็นว่าเป็นการเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทซ้ำ และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังบุคคลดังกล่าวและมีข้อตกลงเป็นสัญญาว่าผู้รีทวิตต้อง:

  • ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท
  • ทำการโพสต์ขอโทษผู้เสียหาย ทุกวันเวลา 12.00 น. ติดต่อกัน เป็นเวลา 1 เดือน
  • ให้คำมั่นว่าจะไม่โพสต์หรือกล่าวถึงผู้เสียหายอีก
  • ห้ามลบโพสต์คำขอโทษ
  • หากผิดสัญญา ต้องชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่นี่คือผลลัพธ์จากการใช้โซเชียลมีเดียโดยไม่ระมัดระวัง

หมิ่นประมาทคืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถือว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน การพิมพ์ หรือแม้แต่การโพสต์และแชร์ในโลกออนไลน์ ล้วนเข้าข่ายได้ทั้งสิ้น

หากเป็นการกระทำผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter, Instagram หรือ TikTok จะถือว่าเข้าข่าย หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษหนักยิ่งกว่า และโทษสูงสุดอาจถึงจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รีทวิต = ร่วมหมิ่นประมาท ก็มีความผิด?

คำถามยอดฮิตคือ “แค่รีทวิตจะผิดด้วยเหรอ?”
คำตอบคือ “ใช่” หากคุณรีทวิตข้อความหมิ่นประมาทโดยไม่มีการปฏิเสธหรือแสดงเจตนาไม่เห็นด้วย ศาลอาจพิจารณาว่าคุณเจตนาเผยแพร่ข้อความหมิ่นนั้นต่อสาธารณะ ซึ่งเข้าข่ายเป็น “ผู้กระทำผิดร่วม”

อย่าอ้างว่าแค่ล้อเล่นหรือสนุกปาก

หลายคนโพสต์หรือแชร์เพียงเพราะต้องการมีส่วนร่วมกับกระแสในโลกออนไลน์ โดยลืมคิดไปว่าความเสียหายที่เกิดกับชื่อเสียงของผู้อื่นนั้นอาจร้ายแรงและก่อให้เกิดผลกระทบจริง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ

ประโยคอย่าง “แค่รีทวิตเองนะ จะฟ้องอะไร” ไม่ใช่ข้ออ้างที่ใช้ได้ในศาล เมื่อหมายศาลถึงหน้าบ้าน ทุกคำที่โพสต์ไว้สามารถย้อนกลับมาเป็นหลักฐานทางคดีได้ทั้งหมด

“รับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้น” ไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ

คดีหมิ่นประมาทออนไลน์ในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เสียหายหลายรายเลือกดำเนินคดีจริงจัง ไม่ใช่แค่เรียกร้องคำขอโทษ แต่รวมถึง เรียกค่าเสียหาย ที่เกิดจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย และบางกรณีอาจมีค่าชดเชยหลักแสนถึงหลักล้านบาท

หากถูกหมิ่นประมาท ควรทำอย่างไร?

หากคุณเป็นผู้เสียหายจากการถูกโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทบนโซเชียลมีเดีย ควรดำเนินการดังนี้:

1.แคปหน้าจอและเก็บหลักฐาน ทั้งภาพ ข้อความ ลิงก์ และวันเวลาที่โพสต์

2.รีบปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินแนวทางดำเนินคดี

3.อย่าตอบโต้ด้วยการด่ากลับ เพราะอาจทำให้คุณตกเป็นฝ่ายผิดร่วมด้วย

ปรึกษาทนายเพื่อไม่ให้ความเสียหายเกินควบคุม

การต่อสู้คดีหมิ่นประมาทไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทั้งการวิเคราะห์ข้อความ การรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินคดีในศาล หากคุณต้องการที่พึ่งทางกฎหมายที่น่าเชื่อถือ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

เรามีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญคดีหมิ่นประมาทโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ การแชร์ การรีทวิต หรือการส่งข้อความส่วนตัวที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท เราจะช่วยคุณประเมินคดี และวางกลยุทธ์เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างมืออาชีพ

โลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากกฎหมาย อย่าคิดว่าแค่รีทวิตหรือโพสต์ด่าเล่น ๆ จะไม่มีผลตามมา เพราะทุกข้อความสามารถกลายเป็นหลักฐานในคดีหมิ่นประมาทได้ทันที ก่อนจะแชร์ ก่อนจะพิมพ์ คิดให้ดี เพราะคำพูดในโลกออนไลน์อาจมีราคาที่ต้องจ่ายจริง
หากคุณต้องการคำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาท ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทันที เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามจนเกินควบคุม

มอบใบประกาศนียบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีนจากมหาวิทยาขอนแก่น ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นวันแห่งความภาคภูมิใจอีกวันหนึ่งของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในโอกาสที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาจีน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สำเร็จการฝึกประสบการณ์ครบระยะเวลา 2 เดือน โดยตลอดระยะเวลานี้ นักศึกษาทั้งสองคนได้เดินทางจากจังหวัดขอนแก่น มาสู่สมุทรปราการเพื่อร่วมเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานจริงในสายวิชาชีพภาษาจีน

แม้ระยะทางจะห่างไกล แต่น้องๆ ทั้งสองคนกลับเต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจในการเรียนรู้อย่างไม่ย่อท้อ ตลอดการฝึกงาน นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกใช้ภาษาจีนกับลูกค้าชาวจีนในสถานการณ์จริง แปลเอกสารในคดีความหลากหลายรูปแบบ รวมถึงสร้างสรรค์คอนเทนต์และบทความเกี่ยวกับภาษาจีนที่มีประโยชน์ต่อการสื่อสารและเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ถือเป็นการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาประยุกต์ใช้ในบริบทการทำงานได้อย่างมีคุณค่าและตรงสายอาชีพอย่างแท้จริง

ในวันสำเร็จการฝึกงาน ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ทนายความและกรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยทนายนัท ณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ได้ให้เกียรติกล่าวโอวาทและมอบเกียรติบัตรรับรองการฝึกงานแก่นักศึกษาทั้งสองคน โดยกล่าวเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการนำประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จ และเดินทางไปสู่เป้าหมายอย่างมั่นคงและสง่างาม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเส้นทางอาชีพให้นักศึกษารุ่นใหม่ที่มีความสามารถ พร้อมเปิดประตูต้อนรับน้องๆ ที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ตลอดเวลาเสมอ เพราะเรามองว่า “ประสบการณ์ในสถานที่ทำงานจริง” คือครูอีกคนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ห้องเรียน

ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ทั้งสองคนอีกครั้ง และขอให้ทุกย่างก้าวในอนาคต เต็มเปี่ยมไปด้วยโอกาส ความสุข และความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เลือกทนายความอย่างไรให้มั่นใจ? ระหว่างทนายอิสระกับสำนักงานทนายแบบบริษัท

เมื่อเกิดปัญหาทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา หรือข้อพิพาททั่วไป สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือการหาทนายความที่ไว้ใจได้เพื่อให้คำปรึกษาและให้บริการทางกฎหมายในการดำเนินคดีอย่างมืออาชีพ แต่คำถามสำคัญคือ “ควรเลือกทนายความแบบไหนดี?” ระหว่างทนายความอิสระที่ทำงานคนเดียวกับทนายจากสำนักงานกฎหมายที่จดทะเบียนเป็นบริษัท

บทความนี้จากเราจะช่วยให้คุณเข้าใจข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ พร้อมแนะนำเหตุผลว่าทำไม สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความมั่นใจในระยะยาว

ข้อดี-ข้อเสียของทนายความอิสระ

ข้อดี:

1.ความเป็นกันเองและยืดหยุ่น
ทนายอิสระมักสามารถพูดคุยแบบไม่เป็นทางการมากนัก ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกและยืดหยุ่น

2.ราคาค่าจ้างอาจประหยัดกว่า
เนื่องจากไม่มีต้นทุนด้านสำนักงานหรือพนักงาน ทนายอิสระสามารถให้ราคาที่ต่อรองได้ในบางกรณี

3.ลูกความได้รับการดูแลจากทนายโดยตรง
ไม่ต้องผ่านพนักงานหรือผู้ช่วย ทำให้รู้สึกถึงการดูแลแบบเฉพาะราย

ข้อเสีย:

1.ขาดความต่อเนื่องกรณีฉุกเฉิน
หากทนายป่วย เดินทาง หรือเสียชีวิตกะทันหัน ลูกความอาจประสบปัญหาในการดำเนินคดีต่อ

2.ยากต่อการติดตามหรือร้องเรียน
หากเกิดปัญหาในภายหลัง เช่น ทิ้งคดี ติดต่อไม่ได้ หรือหนีหาย การติดตามตัวอาจลำบาก

3.ไม่มีทีมสนับสนุน
คดีที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมากหรือความรู้เฉพาะทาง อาจเกินความสามารถของทนายคนเดียว

ข้อดี-ข้อเสียของสำนักงานทนายความแบบบริษัท

หนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน คือการเลือกใช้บริการจาก สำนักงานกฎหมายแบบบริษัท เช่น “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ซึ่งมีทีมทนายมืออาชีพดูแลคุณอย่างครบวงจร

ข้อดี:

1.มีระบบการจัดการที่ชัดเจน
สำนักงานทนายแบบบริษัทมีการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสภาทนายความ มีที่อยู่สำนักงานแน่นอน สามารถติดตามตัวได้ในทุกสถานการณ์

2.มีทีมทนายพร้อมสับเปลี่ยนหากจำเป็น
หากทนายที่ดูแลคุณไม่ว่างหรือประสบปัญหาส่วนตัว ยังมีทีมงานคนอื่นที่สามารถเข้ามาดูแลคดีต่อเนื่องได้ทันที

3.ความมั่นคงในระยะยาว
เหมาะกับคดีที่ต้องใช้เวลาหลายปี เพราะมั่นใจได้ว่าสำนักงานยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หายไปจากระบบ

4.บริการที่ครบวงจร
อย่าง “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” มีทั้งทีมทนายความด้านอาญา แพ่ง ปกครอง ไปจนถึงงานสืบทรัพย์ สืบคนหาย หรือติดตามทรัพย์สิน ซึ่งลูกความสามารถใช้บริการได้แบบครบวงจรในที่เดียว

ข้อเสีย (เทียบกับทนายอิสระ):

1.ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าเล็กน้อย
เพราะมีต้นทุนสำนักงานและทีมงาน แต่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมกับมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงที่ได้รับ

2.ต้องนัดหมายล่วงหน้า
เนื่องจากมีขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบ ลูกความควรนัดหมายเพื่อความสะดวกในการเข้าพบทนาย

ทำไมต้องเลือก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

  • จดทะเบียนถูกต้อง มีสำนักงานชัดเจน
    ไม่ใช่แค่เพจเฟซบุ๊กหรือเบอร์มือถือ แต่มีสำนักงานจริงพร้อมที่ตั้งที่ตรวจสอบได้
  • มีทีมทนายประจำสำนักงาน
    หากทนายคนหนึ่งไม่ว่าง ยังมีทนายท่านอื่นที่สามารถให้คำปรึกษาและดูแลคดีได้ต่อเนื่อง
  • บริการฉุกเฉิน ติดต่อได้หลายช่องทาง
    ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ เฟซบุ๊ก หรือ LINE ลูกค้าสามารถติดตามคดีหรือสอบถามได้ตลอดเวลา
  • มีชื่อเสียงและผลงานจริง
    สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีลูกความทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กรภาคธุรกิจมากมาย ใช้บริการแล้วพึงพอใจในผลงาน
  • เน้นความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ
    เพราะเรารู้ว่าทุกคดีคือชีวิตของลูกความ

ก่อนเลือกทนาย คิดให้รอบด้าน

การเลือกทนายความไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือความมั่นใจในความรับผิดชอบ การติดตามคดีได้ต่อเนื่อง และความปลอดภัยทางกฎหมายในระยะยาว ไม่ว่าคุณจะเลือกทนายความแบบใด สิ่งสำคัญเหล่านี้คือความน่าเชื่อถือซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของทนายความ หากคุณต้องการความมั่นใจและบริการที่เป็นระบบ การเลือก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือทางเลือกที่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าในระยะยาว ให้เราเป็น “ทนายความ” คู่ใจของคุณ ไม่ว่าจะคดีเล็กหรือคดีใหญ่ ทีมงานพร้อมเคียงข้างคุณทุกสถานการณ์ ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

 “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ไม่ใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธสินไหม คำพิพากษาชี้ชัดประกันภัยต้องชดใช้!

ในโลกของการประกันภัย โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุจราจร การตีความเงื่อนไขกรมธรรม์ถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้เอาประกัน ซึ่งคดีหนึ่งที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน คือ กรณีบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้าง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ทั้งที่ผลตรวจจริงไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการปฏิเสธที่ไม่ชอบธรรม พร้อมสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างครบถ้วน

เหตุการณ์อุบัติเหตุ และข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น : คำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีนี้เริ่มต้นจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 รถยนต์กระบะทะเบียน 2 XX 3456 กรุงเทพมหานคร ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ตัวรถได้รับความเสียหาย มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้เอาประกันภัยได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

รถคันดังกล่าวมีประกันภัยทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยจำเลยที่ 1 คือบริษัทผู้รับประกันภัยภาคบังคับ มีหน้าที่ดูแลความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนจำเลยที่ 2 คือบริษัท 1234 จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจ มีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมในส่วนของความเสียหายตัวรถ, ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ, ค่ารักษาพยาบาล, และค่าชดเชยกรณีเสียชีวิตตามกรมธรรม์

แต่เมื่อโจทก์ยื่นขอสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กลับถูกปฏิเสธ โดยบริษัทอ้างว่า ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยอาศัยการ “คำนวณย้อนหลัง” จากข้อมูลบางส่วน ทั้งที่ผลตรวจจากสถานพยาบาลแสดงชัดเจนว่าผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เพียง 37 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่ากำหนดของกฎหมายคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง

โจทก์ได้โต้แย้งการปฏิเสธนี้ว่าไม่มีมูลทางกฎหมายหรือวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน โดยชี้ว่า

  • จำเลยไม่มีผลตรวจย้อนหลังที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง
  • ไม่มีข้อมูลด้านดัชนีมวลกายหรือข้อมูลทางสุขภาพของผู้ขับขี่ที่สามารถนำมาคำนวณย้อนหลังได้
  • พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหาเมาสุราต่อผู้ขับขี่ ซึ่งแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เห็นว่าผู้ขับขี่เมาในขณะเกิดเหตุ

โจทก์จึงมองว่าการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงความรับผิด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและข้อกฎหมาย จึงแต่งตั้งทนายความติดตามทวงถามและขอเอกสารประกอบจากจำเลย แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ไม่ตอบกลับ ไม่แสดงหลักฐาน โจทก์จึงนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล

คำพิพากษาที่ชี้ชัดถึงความรับผิดของประกันภัย

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยอย่างละเอียด ก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คือบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามรายละเอียด ดังนี้:

1.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่อรถยนต์ ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ภายในวงเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้

oหรือเลือก จัดซ่อมรถให้อยู่ในสภาพเดิม

2.ชำระค่ายกรถ จำนวน 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2566 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

3.ชำระค่าเก็บรักษารถ เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้อง (18 มิถุนายน 2567) จนกว่าจะชำระค่าสินไหมครบ หรือมีการนำรถออกจากสถานที่เก็บรักษา

oแต่บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดในค่ายกรถและค่าเก็บรักษา ไม่เกิน 20% ของค่าซ่อมแซม

4.ชำระค่าทนายความ จำนวน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์

5.ชำระค่าธรรมเนียมศาล ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

6.คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 (บริษัทประกันภัยภาคบังคับ): ศาล ยกฟ้อง โดยให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง7.คำขออื่น ๆ ของโจทก์ ศาล ยกคำขอ

อย่ารอให้ตกเป็นเหยื่อ ! ปรึกษาทนายคดีประกันภัย หากถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงการใช้ “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเป็นทางการ เป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และอาจขัดต่อหลักความเป็นธรรม

หากผลตรวจแอลกอฮอล์ในร่างกายจากหน่วยงานทางการระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการตั้งข้อหาจากพนักงานสอบสวน บริษัทประกันภัยไม่สามารถอ้าง “การคำนวณย้อนหลัง” เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง จึงไม่ควรเป็นเครื่องมือที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้ในลักษณะลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เอาประกันเสียสิทธิ์ ยังอาจนำไปสู่ความเสียหายทางกฎหมายแก่บริษัทเอง

คดีนี้ยืนยันว่าการตีความสัญญาประกันภัยต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ข้อเท็จจริง” และ “พยานหลักฐาน” ไม่ใช่การคาดคะเนหรือประเมินจากสมมุติฐานที่ไม่มีที่มารองรับ

บริษัทประกันภัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติหรือเลี่ยงความรับผิดโดยไม่มีมูล หากมีข้อสงสัยเรื่อง ประกันภัย หรือการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมายหากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอกรณีคล้ายกัน อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากทนายความ เพราะบางครั้ง “ความเงียบของเรา” อาจกลายเป็นการยอมรับในความไม่เป็นธรรมโดยไม่รู้ตัว ปรึกษากฎหมายแอดไลน์ @Wongsakorn หรือคลิก ติดต่อเรา

ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปัดจ่าย เจอทนายฟ้องศาล ชนะคดี!

ในโลกของการประกันภัยรถยนต์ ผู้เอาประกันคงคาดหวังว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น บริษัทประกันภัยจะดำเนินการตามหน้าที่เพื่อช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายให้ตรงไปตรงมา ทว่าความจริงอาจไม่สวยงามเช่นนั้น กรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจคือเหตุการณ์ที่บริษัทประกันภัยใช้วิธี นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มาเป็นเหตุผลในการ ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน และสุดท้ายต้องจบลงด้วยการฟ้องร้องในชั้นศาล

เคสอุทาหรณ์ เหตุการณ์เริ่มต้น : อุบัติเหตุและการปฏิเสธจากประกัน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้เสียหายรายหนึ่งขับรถยนต์จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยตามหน้าที่ของบริษัทประกันภัยแล้ว จำเป็นต้องเข้ามาสำรวจและประเมินความเสียหาย พร้อมจัดซ่อมให้คืนสภาพเดิมภายในระยะเวลาที่สมควร

แต่บริษัทประกันภัยกลับมีหนังสือปฏิเสธความคุ้มครอง โดยให้เหตุผลว่า “ผู้ขับขี่มีแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในขณะเกิดเหตุ”

เมื่อหลักฐานคลุมเครือ ไม่มีผลตรวจจริงในขณะเกิดเหตุ

แม้จะฟังดูเหมือนบริษัทประกันภัยปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจะพบความคลุมเครือในหลายประเด็น บริษัทฯ ไม่สามารถแสดงหลักฐานการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในขณะเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน ทั้งไม่สามารถยืนยันว่าเครื่องมือที่ใช้ผ่านการรับรองมาตรฐาน และไม่มีลายเซ็นของผู้ขับขี่ในเอกสารยืนยันผลตรวจ

ประเด็นหลักของคดี ! นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังโดยไม่มีหลักฐาน

ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือบริษัทประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” โดยไม่มีหลักฐานแสดงผลการวัดแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะเกิดเหตุจริง ซึ่งสวนทางกับคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่ระบุชัดว่า การยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขแอลกอฮอล์ ต้องพิจารณาที่ “ขณะเกิดเหตุ” เท่านั้น

ไม่รอถูกเอาเปรียบนาน ให้ทนายความเดินเรื่องทันที

เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องสิทธิในฐานะผู้เอาประกัน โดยทนายความได้ยื่นหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย พร้อมอ้างอิงระเบียบของ คปภ. ว่าการเพิกเฉยหรือประวิงเวลาการพิจารณาเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย พ.ศ. 2566

ศาลชี้ชัด! บริษัทประกันภัยต้องชดใช้

ในที่สุด คดีความนี้จึงถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดและมีคำพิพากษาให้บริษัทประกันภัยแพ้คดี โดยศาลชี้ชัดว่าการอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังโดยไม่มีหลักฐานยืนยันสถานะในขณะเกิดเหตุ ถือเป็นการปฏิเสธความรับผิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายรวมเกือบ 620,000 บาท ได้แก่

  • ค่าซ่อมรถยนต์ 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี
  • ค่ายกลากรถ 4,500 บาท
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 50,000 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาล 5,506.69 บาท
  • ค่าทนายความ 10,000 บาท

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ คือ ผู้บริโภคควรปรึกษาทนายทันทีหลังเกิดเหตุ

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภคยังคงเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเมื่อเจอกับบริษัทประกันภัยที่มุ่งหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบด้วยเหตุผลอันคลุมเครืออย่างการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่ถูกต้องและชัดเจนนี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยืนยันว่า ผู้เอาประกันควรมี ทนายความที่เข้าใจด้านประกันภัย คอยให้คำแนะนำและช่วยดำเนินคดีหากถูกเอาเปรียบ

ทนายความที่มีประสบการณ์คดีประกันภัย กรณีประกันภัยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างผลตรวจแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งตลอดมาทางจากประสบการณ์สำนักงานฯ ยังไม่เคยแพ้คดีลักษณะนี้ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอปัญหาแบบเดียวกัน อย่าเพิ่งยอมแพ้ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความก่อนเป็นอันดับแรกดีที่สุด เพื่อที่คุณจะสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้เต็มที่ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้น เพราะในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมีทนายเตรียมพร้อมต่อสู้ตั้งแต่รถยังไม่ทันชน แล้วเหตุใดเราจึงไม่ควรมีทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ?

อย่ารอจนสายเกินไป จนไม่ได้อะไรเลยแม้แต่บาทเดียว — ปรึกษาทนายตั้งแต่แรกคือทางออกที่ดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!