ปี 2026 ปัญหาการแบล็กเมล (Blackmail) ผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นภัยใกล้ตัวที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนที่ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพในรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ
จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พบว่าปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ถูกหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยคนร้ายใช้วิธีสร้างความน่าเชื่อถือ ตีสนิท พูดคุยจนเกิดความไว้วางใจ ก่อนเสนอผลตอบแทนหรือสิ่งล่อใจต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายส่งภาพหรือคลิปส่วนตัวไปให้
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว กลับไม่ได้รับสิ่งตอบแทนตามที่ตกลง แต่กลับถูกนำภาพหรือคลิปดังกล่าวมาใช้ข่มขู่เรียกเงินแทน จนผู้เสียหายหลายคนต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก และบางรายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง
กลยุทธ์ใหม่ของมิจฉาชีพ หลอกให้ส่งภาพก่อน แล้วค่อยแบล็กเมล

ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้ใช้วิธีข่มขู่โดยตรงตั้งแต่แรก แต่เลือกใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้เหยื่อยินยอมส่งภาพหรือคลิปด้วยตนเอง
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่
- อ้างว่าจะโอนเงินให้
- อ้างว่าจะให้ค่าตอบแทนพิเศษ
- อ้างว่าจะส่งโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ให้ฟรี
- อ้างว่าจะให้ของขวัญราคาแพง
- อ้างว่าจะช่วยเหลือทางการเงิน
- อ้างว่าจะรับเข้าทำงานหรือเป็นพรีเซ็นเตอร์
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและส่งภาพหรือคลิปส่วนตัวไปแล้ว คนร้ายจะเปลี่ยนพฤติกรรมทันที โดยเริ่มข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน หรือสาธารณชนทราบ หากไม่ยอมโอนเงินตามจำนวนที่เรียกร้อง
นี่คือรูปแบบของการแบล็กเมลที่กำลังพบมากขึ้นในปัจจุบัน
ทำไมวัยรุ่นจึงตกเป็นเป้าหมาย?

วัยรุ่นและเยาวชนมักเป็นกลุ่มที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นประจำ และมีโอกาสพูดคุยกับบุคคลแปลกหน้าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป
นอกจากนี้ คนร้ายยังมักใช้จิตวิทยาในการสร้างความไว้วางใจ เช่น
- แสดงตัวเป็นคนวัยเดียวกัน
- ใช้รูปโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือ
- พูดคุยเป็นเวลานานก่อนเริ่มหลอกลวง
- สร้างความสัมพันธ์ในลักษณะเพื่อนหรือคนรัก
- เสนอผลประโยชน์ที่ดูน่าสนใจ
เมื่อผู้เสียหายเชื่อใจแล้ว คนร้ายจึงเริ่มขอภาพหรือคลิปส่วนตัว โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อยอมส่งข้อมูลให้โดยสมัครใจ
ส่งภาพไปเอง จะถือว่าผู้เสียหายมีความผิดหรือไม่?

คำถามนี้เป็นสิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนกังวลมากที่สุด
หลายคนไม่กล้าปรึกษาใคร เพราะคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายส่งภาพหรือคลิปไปเอง จึงอาจไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
ในความเป็นจริง การที่ผู้เสียหายเคยส่งภาพหรือข้อมูลส่วนตัวไป ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ข่มขู่หรือเรียกร้องทรัพย์สิน
หากมีการนำภาพหรือคลิปมาใช้เป็นเครื่องมือบังคับ ข่มขู่ หรือเรียกเงินจากผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาตามกฎหมายไทยได้
ดังนั้น ผู้ที่ถูกข่มขู่เรียกเงินจากภาพหรือคลิปส่วนตัว จึงเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในการแบล็กเมล
ยิ่งจ่ายเงิน ยิ่งถูกเรียกเพิ่มจริงหรือไม่?
จากประสบการณ์ของคดีลักษณะนี้ คำตอบคือ “เกิดขึ้นบ่อย”
ผู้เสียหายจำนวนมากคิดว่าการโอนเงินครั้งแรกจะทำให้ปัญหาจบลง แต่ในความเป็นจริง คนร้ายมักเก็บภาพและคลิปไว้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ต่อไป
เมื่อรู้ว่าผู้เสียหายยอมจ่ายเงิน คนร้ายอาจเรียกร้องเพิ่มอีกหลายครั้ง เช่น
- ขอเงินเพิ่ม
- ขอให้โอนซ้ำ
- ขอทรัพย์สินอื่น
- ขู่ให้ทำตามคำสั่งเพิ่มเติม
ทำให้ผู้เสียหายบางรายสูญเสียเงินจำนวนมากโดยที่ปัญหาไม่เคยจบลง
หากถูกแบล็กเมล ควรทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตื่นตระหนกจนลบหลักฐาน
ผู้เสียหายควรเก็บข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ข้อความสนทนา
- ภาพหน้าจอการข่มขู่
- หลักฐานการโอนเงิน
- ชื่อบัญชีธนาคาร
- บัญชีโซเชียลมีเดียของผู้กระทำ
- วันและเวลาที่มีการติดต่อ
หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ควรรีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อวางแนวทางป้องกันความเสียหายและดำเนินการอย่างเหมาะสม
อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้คุณเสียหายมากกว่าเดิม
สิ่งที่มิจฉาชีพต้องการมากที่สุดคือ “ความกลัว” ของผู้เสียหาย
เมื่อเหยื่อกลัวว่าจะถูกเปิดเผยข้อมูล กลัวครอบครัวรู้ หรือกลัวสังคมรับทราบ คนร้ายจะใช้ความกลัวนั้นเป็นเครื่องมือเรียกร้องเงินต่อไปเรื่อย ๆ
ในหลายกรณี ผู้เสียหายที่รีบปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น สามารถวางแผนรับมือ เก็บหลักฐาน และดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการพยายามแก้ปัญหาเพียงลำพัง
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังถูกแบล็กเมล ถูกข่มขู่ปล่อยภาพลับ คลิปส่วนตัว หรือถูกเรียกร้องเงินจากข้อมูลส่วนตัวที่เคยส่งให้ผู้อื่น อย่าปล่อยให้ความกลัวเป็นอุปสรรคในการปกป้องสิทธิของตนเอง
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคดีแบล็กเมล คดีข่มขู่เรียกเงิน และคดีออนไลน์ เพื่อช่วยวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม ลดความเสียหาย และปกป้องสิทธิของผู้เสียหายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จำไว้ว่า
“ยิ่งกลัว ยิ่งเสียหาย” แต่ยิ่งรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก็ยิ่งมีโอกาสหยุดปัญหาได้เร็วขึ้น






















































