เลือก “ทนายความที่ปรึกษา” อย่างไรให้มั่นใจ? เหตุผลที่ชาวต่างชาติไว้วางใจสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในยุคที่การดำเนินธุรกิจหรือใช้ชีวิตในต่างแดนเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางกฎหมาย การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่ไว้ใจได้และมีความรู้ความเข้าใจในระบบกฎหมายของประเทศนั้น ๆ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความไว้วางใจเลือกใช้บริการจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานของเราได้รับเกียรติจากชาวต่างชาติรายหนึ่ง
ซึ่งได้เดินทางเข้ามาขอคำปรึกษาทางกฎหมายทันทีที่ทราบว่าตนประสบปัญหาทางกฎหมายในประเทศไทย โดยไม่ได้ติดต่อสำนักงานกฎหมายอื่นใดมาก่อนเลย สิ่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของเราในฐานะ “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่มีความเป็นมืออาชีพ และพร้อมดูแลทุกปัญหาของลูกความอย่างเต็มที่

ทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่คือคนที่วางแผนป้องกันปัญหาให้คุณ

หลายคนมักเข้าใจว่า ทนายความมีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการด้านกฎหมายในเวลาถูกฟ้องร้อง หรือดำเนินคดีในชั้นศาลเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว “ทนายความที่ปรึกษา” มีบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะเราคือผู้ให้บริการทางกฎหมายเพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมาย วางแผนรับมือกับความเสี่ยง และสร้างแนวทางการดำเนินชีวิตหรือธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกเริ่ม

ในกรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาเรานั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถบานปลายและสร้างความเสียหายอย่างมากได้ หากเขาไม่รีบเข้ามาขอคำแนะนำตั้งแต่ต้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราพยายามสื่อสารกับผู้คนอยู่เสมอว่า “การปรึกษาทนายความเร็วเท่าไหร่ ยิ่งสามารถทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการแก้ไขปัญหาเร็วมากขึ้นเท่านั้น”

ทำไมต้องเลือกที่ปรึกษากฎหมายจาก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์”?

1.ประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง ทนายของเรามีประสบการณ์ทั้งในคดีแพ่ง อาญา ธุรกิจ ครอบครัว ไปจนถึงคดีระหว่างประเทศ เราเข้าใจในบริบททั้งของคนไทยและชาวต่างชาติ

2.ให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา เราให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่

3.การสื่อสารเข้าใจง่าย โดยเฉพาะในเคสของชาวต่างชาติ เรามีทีมงานที่สามารถสื่อสารได้หลากหลายภาษา พร้อมอธิบายข้อกฎหมายที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย4.ความไว้วางใจจากลูกความ กรณีของชาวต่างชาติที่เข้ามาปรึกษาโดยตรงกับเราโดยไม่ผ่านคนแนะนำ หรือไม่ติดต่อที่อื่นก่อน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สำนักงานกฎหมายของเราได้รับอย่างแท้จริง

ที่ปรึกษากฎหมาย จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหา

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ บุคคลธรรมดา หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือพำนักในประเทศไทย การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ส่วนตัวคือการลงทุนในความมั่นคงทางชีวิตและธุรกิจ

  • อยากเซ็นสัญญาเช่าคอนโด หรือซื้อขายทรัพย์สิน? ทนายความสามารถตรวจสอบเงื่อนไขให้คุณไม่เสียเปรียบ
  • ทำธุรกิจในไทย ไม่แน่ใจว่าเอกสารทุกอย่างถูกต้องไหม? ปรึกษาทนายก่อนจะดีกว่าแก้ไขภายหลัง
  • ถูกฟ้องร้อง หรือมีปัญหาข้อพิพาท? ยิ่งมีทนายที่รู้จักคุณอยู่แล้ว ยิ่งแก้ไขได้เร็วและตรงจุด

ความมั่นใจ เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่ถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่เพียงให้คำแนะนำทางกฎหมายเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นที่จะเป็น “ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย” ที่คุณวางใจได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ หากคุณมองหา ทนายความที่ปรึกษา ที่พร้อมเคียงข้างคุณในทุกก้าวของชีวิตและธุรกิจ — เรายินดีต้อนรับเสมอ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายที่คุณวางใจได้

ในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมี “ทนายความที่ปรึกษา” ที่เข้าใจคุณ รู้กฎหมาย และพร้อมให้บริการด้านกฎหมายทันทีเมื่อเกิดปัญหา คือสิ่งสำคัญไม่แพ้การมีแพทย์ประจำตัว

หากคุณกำลังมองหา “ที่ปรึกษากฎหมาย” ที่พร้อมดูแลคุณอย่างจริงใจและมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคดีความ ธุรกิจ หรือปัญหาส่วนตัว ติดต่อเราวันนี้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมลูกค้าหลายรายถึงไว้วางใจเราโดยไม่ลังเล

บัตรประชาชนหาย = เสี่ยงโดนปลอมตัว!

ในยุคที่การทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น การใช้บัตรประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยืนยันตัวตนในหลายช่องทาง ตั้งแต่การเปิดบัญชีธนาคาร การสมัครแอปกู้เงิน ไปจนถึงการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ แต่คุณเคยรู้หรือไม่ว่า หากบัตรประชาชนของคุณหาย อาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพสวมรอย นำข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไปก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะในรูปแบบของ “การขโมยตัวตน” (identity theft) ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทางกฎหมายและชื่อเสียงได้มากกว่าที่คิด

เคสจริง : บัตรหาย กลายเป็นหนี้ก้อนโต

หลายคนอาจมองว่าการทำบัตรประชาชนหายเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความจริงกลับมีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่พบว่าตนเองถูกนำบัตรประชาชนไปใช้เปิดบัญชีม้า หรือสมัครแอปเงินกู้โดยไม่รู้ตัว เช่น กรณีของนักศึกษาในกรุงเทพฯ รายหนึ่ง ที่บัตรประชาชนหายระหว่างเดินทางกลับหอพัก ไม่ถึง 1 เดือนถัดมา กลับได้รับเอกสารทวงหนี้จากบริษัทปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ยอดเงินกว่า 50,000 บาท

จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำภาพบัตรประชาชนของเธอไปใช้สมัครแอปพลิเคชันกู้เงินหลายแห่ง โดยมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี deepfake เปลี่ยนหน้าคนในคลิปยืนยันตัวตนให้คล้ายกับผู้เสียหาย ทำให้บริษัทอนุมัติเงินกู้โดยไม่รู้ว่าเป็นการปลอมตัว และเมื่อถึงเวลาทวงหนี้ คนที่ต้องรับผิดชอบก็คือเจ้าของชื่อในบัตร

อะไรคือการขโมยตัวตน (Identity Theft)?

การขโมยตัวตนคือการที่บุคคลอื่นนำข้อมูลส่วนตัวของเรา เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด หรือแม้แต่รูปถ่าย ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะเพื่อกู้เงิน เปิดบัญชีธนาคาร สมัครบริการ หรือแม้แต่กระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ โดยผลกระทบจะตกอยู่กับเจ้าของตัวจริง

ช่องโหว่ของสังคมไร้เงินสด

การที่หลายบริการหันไปสู่รูปแบบออนไลน์ แม้จะเพิ่มความสะดวก แต่ก็มีช่องโหว่ในกระบวนการยืนยันตัวตน โดยเฉพาะกรณีที่ใช้เพียงภาพบัตรประชาชนและวิดีโอถ่ายตนเอง หรือบางกรณีใช้เพียงสำเนาเอกสารเท่านั้น จึงกลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพใช้เอกสารที่เก็บจากสื่อสังคมออนไลน์หรือได้จากบัตรที่หายไป มาก่ออาชญากรรมได้ง่ายขึ้น

กฎหมายเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร

กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ระบุว่า: “ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิอันออกโดยเจ้าพนักงาน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท” หากปลอมแล้วนำไปใช้จนเกิดความเสียหาย อาจเพิ่มโทษตามมาตรา 268 เรื่องการใช้เอกสารปลอม และหากมีการนำข้อมูลไปใช้เพื่อหลอกลวงหรือฉ้อโกง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 ด้วย

หากบัตรประชาชนหาย ควรทำอย่างไร?

  1. แจ้งความทันที ที่สถานีตำรวจ เพื่อมีหลักฐานยืนยันว่าเอกสารถูกขโมยหรือสูญหาย
  2. ขอออกบัตรใหม่ ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ พร้อมแสดงใบแจ้งความ
  3. แจ้งธนาคารและบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากกังวลว่าจะมีการนำบัตรไปเปิดบัญชีหรือใช้ในทางไม่ชอบ
  4. ตรวจสอบเครดิตบูโร เพื่อดูว่ามีหนี้สินที่ไม่รู้จักเกิดขึ้นหรือไม่
  5. ลงบันทึกในระบบออนไลน์ ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ปปง. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เปิดช่องทางสำหรับแจ้งเหตุในลักษณะนี้

การที่บุคคลหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการขโมยตัวตน อาจต้องเผชิญทั้งคดีแพ่ง (เช่น การถูกฟ้องร้องชำระหนี้) และคดีอาญา (เช่น การถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีม้า หรือฟอกเงิน) ในสถานการณ์เช่นนี้ บทบาทของทนายความ มีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยสืบข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมถึงการเจรจากับบริษัทคู่กรณีหรือสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ ทนายความยังสามารถช่วยดำเนินการฟ้องกลับในกรณีที่มิจฉาชีพสามารถระบุตัวตนได้ เช่น กรณีที่มีหลักฐานการใช้เอกสารปลอม หรือการโอนเงินผ่านบัญชีที่ระบุชัดเจนถึงผู้กระทำผิด

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

แม้เราจะไม่สามารถควบคุมทุกความเสี่ยงได้ แต่การระมัดระวังไม่เปิดเผยบัตรประชาชนในสื่อออนไลน์ หลีกเลี่ยงการส่งสำเนาเอกสารให้บุคคลแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น และหมั่นตรวจสอบประวัติทางการเงินของตนเองอยู่เสมอ ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยตัวตนได้มาก

จำไว้ว่า ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณมีมูลค่ามหาศาล และอาจถูกใช้โดยมิชอบได้ในชั่วพริบตา การมีทนายความที่เข้าใจกฎหมาย และพร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิตามกฎหมายของคุณจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน 

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

ธุรกิจจีนเลี่ยงภาษี! ระวังโดนดำเนิคดีตามกฎหมายไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของธุรกิจจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ได้จุดกระแสความกังวลในหมู่คนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เรื่องการใช้ภาษาจีนแทนภาษาไทยในป้ายร้านค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลที่น่าวิตกเกี่ยวกับ พฤติกรรมเลี่ยงภาษีของกลุ่มทุนจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาษีของประเทศ

มีรายงานจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในระดับจังหวัด ระบุว่า พบธุรกิจที่มีลักษณะ “นอมินีไทย” หรือมีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นเพียงในนาม ขณะที่การบริหารและเงินทุนทั้งหมดมาจากกลุ่มชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บริษัททัวร์ หรือกิจการด้านอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่า ธุรกิจบางแห่งรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เลย ขณะที่รับลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้าชาวจีนที่จ่ายเงินสดหรือผ่านแอปพลิเคชันของจีนอย่าง Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า “พฤติกรรมลักษณะนี้อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย”

 ในวันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาไปพบกับผลกระทบและโทษทางกฎหมายในการเลี่ยงภาษีของนายทุนจีนกันว่าทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมศุลกากร ได้เริ่มจับตาธุรกรรมที่น่าสงสัยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และเตรียมปรับมาตรการตรวจสอบนอมินี รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานทางการเงินในการตรวจสอบกระแสเงินจากต่างประเทศ

รูปแบบการเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนในไทย

1.1 การใช้ “นอมินีไทย” ถือหุ้นแทน

ธุรกิจจีนบางแห่งในไทยใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นในนาม เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจบางประเภทต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยไม่น้อยกว่า 51% ​

1.2 การหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บางธุรกิจจีนรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ​

1.3 การรับชำระเงินผ่านระบบของจีน

ธุรกิจจีนบางแห่งรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของจีน เช่น Alipay และ WeChat Pay ซึ่งไม่ผ่านระบบการเงินของไทย ทำให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

2.1 การสูญเสียรายได้จากภาษี

การเลี่ยงภาษีของธุรกิจจีนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ​

2.2 การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องเสียภาษีตามกฎหมาย แต่ธุรกิจจีนที่เลี่ยงภาษีสามารถลดต้นทุนและขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน​

2.3 การทำลายกลไกตลาด

การเลี่ยงภาษีทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพต่ำ​

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี่ยงภาษีของชาวต่างชาติในไทย

6.1 พระราชบัญญัติภาษีอากร (ประมวลรัษฎากร)

หากพบว่าธุรกิจใด (ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ) จงใจเลี่ยงภาษี เช่น ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), รายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือไม่ออกใบกำกับภาษี:

  • มาตรา 90/4 (พ.ร.บ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
    ผู้ใดไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และเมื่อแจ้งให้จดแล้วยังไม่จด จะถูกสั่งปิดกิจการหรือเพิกถอนทะเบียนการค้า
  • มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
    ผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • มาตรา 90/7 (เจตนาหลีกเลี่ยงหรือออกใบกำกับภาษีเท็จ)
    มีโทษปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีที่เลี่ยง และเพิ่มเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน

6.2 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำคนไทยมาเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนในกิจการที่ห้ามต่างด้าวทำ มีความผิดตามกฎหมายนี้

  • มาตรา 36
    หากพบว่ามีการใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • บทลงโทษเพิ่มเติม

    ศาลสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิการประกอบธุรกิจ และให้ชาวต่างชาติผู้นั้นพ้นจากประเทศไทย (ถูกเนรเทศ) ได้

6.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ในบางกรณี หากมีการใช้ระบบโอนเงินผ่านแอปต่างชาติ เช่น Alipay หรือ WeChat Pay เพื่อซุกซ่อนรายได้ หรือไม่ผ่านระบบการเงินไทย และเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐ อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

  • มาตรา 3 และ 5
    รายได้จากการเลี่ยงภาษี หากนำไปใช้โดยไม่ผ่านระบบถูกกฎหมาย อาจถูกตีความว่าเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

6.4 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

กรณีชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาทำงานผิดประเภท

  • มาตรา 37 และ 75

    หากฝ่าฝืนเงื่อนไขวีซ่า เช่น ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อทำงาน มีโทษปรับ และอาจถูกเพิกถอนวีซ่า พร้อมเนรเทศ

ไม่อยากปิดธุรกิจ ปรึกษาทนายความ เพื่อจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง

แม้หลายกรณีของธุรกิจจีนในไทยจะถูกตั้งข้อสังเกตว่า “เลี่ยงภาษี” หรือ “ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย” แต่ในทางปฏิบัติ บางส่วนอาจเกิดจาก “ความไม่เข้าใจกฎหมายไทย” หรือการแปลความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจต่างชาติเอง

“การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ประโยชน์ของการมีทนายหรือที่ปรึกษากฎหมาย

  • ตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนบริษัท

    ทนายสามารถตรวจสอบว่าสัดส่วนผู้ถือหุ้น การจัดตั้งบริษัท และวัตถุประสงค์การดำเนินงานนั้น เป็นไปตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่
  • ให้คำปรึกษาด้านภาษีและเอกสารบัญชี

    ทนายร่วมกับผู้สอบบัญชีสามารถช่วยวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีเงินได้นิติบุคคล และเอกสารที่ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรได้ถูกต้อง และป้องกันการโดนเบี้ยปรับย้อนหลัง
  • แนะนำระบบการรับเงินอย่างถูกกฎหมาย

    ในกรณีใช้แอปพลิเคชันการเงินของจีน เช่น Alipay หรือ WeChat Pay ทนายสามารถให้คำปรึกษาในการผูกระบบให้ถูกกฎหมายไทย เพื่อให้ข้อมูลการเงินสามารถตรวจสอบได้โดยรัฐ
  • ดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่าอย่างถูกต้อง

    หลายรายใช้วีซ่าท่องเที่ยวมาประกอบธุรกิจ ทนายสามารถช่วยดำเนินการขอ Non-B หรือ Smart Visa รวมถึง Work Permit ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

  • ช่วยไกล่เกลี่ยหากเกิดคดีความ

    หากมีการตรวจสอบย้อนหลัง หรือถูกกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีหรือมีนอมินี ทนายสามารถเข้าเจรจา แก้ไขปัญหา หรือต่อสู้คดีในชั้นศาลได้

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับชาวต่างชาติ

  • ควรขอคำปรึกษาทางกฎหมายก่อนเริ่มธุรกิจในไทย
  • ไม่ควรใช้ชื่อบุคคลอื่นหรือคนไทยถือหุ้นแทนโดยไม่มีการบริหารจริง
  • วางแผนภาษีร่วมกับทนายและนักบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ
  • หากถูกตรวจสอบ ควรให้ทนายเป็นผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางกฎหมาย

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการให้คำปรึกษาที่แตกต่างกันออกไป และผลลัพธ์ในการให้คำปรึกษาล้วนประสบผลสำเร็จ และบริษัทต่างๆ ล้วนให้คำตอบรับเป็นที่น่าพอใจ  ผู้ประกอบการหรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณี👉 >>ติดต่อเรา<<

อ้างอิงจากเว็บไซต์ : มาตรา 38_64 | กรมสรรพากร – The Revenue Department (rd.go.th)

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

แชร์ไม่คิด เสี่ยงผิดกฎหมาย! ระวัง “หมิ่นประมาท” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter)

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเผลอกดแชร์ รีทวีต หรือคอมเมนต์โพสต์ต่าง ๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X (หรือที่หลายคนยังคุ้นเคยในชื่อเดิมว่า Twitter) ซึ่งถือเป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่รู้หรือไม่ว่า การกระทำเหล่านี้อาจเข้าข่ายความผิดฐาน หมิ่นประมาท โดยไม่รู้ตัว และอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แชร์โพสต์คนอื่น ก็เสี่ยง “หมิ่นประมาท” ได้เหมือนกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทจะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่เป็นผู้เขียนข้อความหรือผู้โพสต์ต้นฉบับเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่แชร์ รีทวีต หรือส่งต่อข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่น ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน

ในทางกฎหมาย หากเนื้อหาที่ถูกแชร์มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรงหรือการรีโพสต์ ก็ถือเป็นการเผยแพร่ข้อความนั้นออกไปสู่สาธารณะ และสามารถเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้ทันที

ยิ่งหากมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแสดงท่าทีเห็นด้วยกับข้อความต้นฉบับ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะถูกมองว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน

แพลตฟอร์ม X กับปัญหาหมิ่นประมาทที่เกิดถี่ขึ้น

แพลตฟอร์ม X มีลักษณะเฉพาะที่เน้นการโพสต์ข้อความสั้น ๆ และการรีโพสต์ (Repost หรือ Retweet) จึงมักเกิดการกระจายของข้อมูลอย่างรวดเร็ว เมื่อมีใครสักคนโพสต์ข้อความกล่าวหาหรือใส่ความบุคคลอื่น และมีผู้รีโพสต์ออกไปอีกจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงยิ่งทวีคูณ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนต้นเรื่อง หากคุณเป็นเพียง “ผู้ช่วยเผยแพร่” ก็สามารถถูกฟ้องได้ และอาจต้องรับผิดในฐานะ “ผู้ร่วมกระทำความผิด” ตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

เสียหายแล้วต้องทำอย่างไร? ทนายแนะอย่ารอให้ขาดอายุความ

สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหมิ่นประมาทบนแพลตฟอร์ม X ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์โดยตรง หรือการรีโพสต์โดยบุคคลอื่น ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แนะนำว่า อย่ารอช้าในการดำเนินคดี เพราะคดีหมิ่นประมาทมี “อายุความ” ที่จำกัด หากไม่ฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด คุณอาจหมดสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมไปอย่างน่าเสียดาย

ในกรณีที่เป็นความผิดทางอาญา ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่ามีการหมิ่นประมาทและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีที่ต้องการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จะมีอายุความยาวนานกว่า คือ 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการหมิ่นประมาทและผู้กระทำผิดเช่นกัน

ดังนั้น หากคุณมั่นใจว่าตนเองได้รับความเสียหาย ควรรีบรวบรวมหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอ โพสต์ ลิงก์ และวันเวลาให้ชัดเจน แล้วติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการตามสิทธิที่พึงมีโดยเร็ว

หลักฐานคือหัวใจของคดีหมิ่นประมาท

ในยุคดิจิทัล หลักฐานที่สามารถนำมาใช้ในคดีหมิ่นประมาทได้มีหลายรูปแบบ ได้แก่

  • ภาพหน้าจอ (Screenshot) ของข้อความที่ถูกโพสต์หรือแชร์
  • ลิงก์โพสต์ต้นฉบับ และโพสต์รีแชร์
  • วัน เวลา ที่เกิดเหตุการณ์
  • พยานบุคคลที่เห็นโพสต์ หรือได้รับผลกระทบจากโพสต์นั้น
  • ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่ข้อความ (หากสามารถระบุได้)

ทนายอาร์มแนะนำว่า ควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้โดยไม่ต้องแก้ไข เพื่อให้สามารถใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แชร์อย่างมีสติ ดีกว่าต้องเสียเงินโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะผู้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทุกคน ควรตระหนักว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ย่อมต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย การแชร์โพสต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะย้อนกลับ และต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและอาญากรณีคดีหมิ่นประมาทผ่านการรีโพสต์ที่ศาลตัดสินให้มีการชดใช้ค่าเสียหายหลายแสนบาท หรือแม้แต่ต้องโทษจำคุก (แม้จะรอลงอาญา) ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงควรเรียนรู้จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้

การหมิ่นประมาทผ่านแพลตฟอร์ม X เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และอาจกระทบต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินของผู้เสียหายได้อย่างรุนแรง ทุกการแชร์หรือรีโพสต์จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง และหากคุณเป็นผู้ได้รับความเสียหาย อย่ารอให้ขาดอายุความ ติดต่อ ทนายอาร์ม เพื่อขอคำปรึกษาและดำเนินการตามสิทธิของคุณโดยเร็วที่สุด

บ้านเช่าแบบไหน “เสี่ยงโดนฟ้อง”  เรื่องใกล้ตัวที่เจ้าของบ้านและผู้เช่าต้องรู้

การให้เช่าบ้านหรือคอนโดมิเนียมอาจดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ตกลงราคาแล้วเซ็นสัญญาก็จบ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจให้เช่าหรือแม้แต่การปล่อยบ้านให้คนอื่นอยู่อาศัย “โดยไม่มีสัญญา” หรือ “ไม่รู้ข้อมูลผู้เช่าให้ชัดเจน” อาจทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็น “จำเลยในคดีอาญา” หรือ “คู่พิพาทในคดีแพ่ง” ได้โดยไม่รู้ตัว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคดีที่เจ้าของบ้านถูกดำเนินคดีเพราะ “บ้านเช่า” ที่ตัวเองปล่อยให้เช่า กลายเป็นแหล่งก่ออาชญากรรม แหล่งซ่อนตัวของผู้ต้องหา หรือแม้แต่ใช้ในการฟอกเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เช่าเป็นชาวต่างชาติ ทำให้คดีมีความซับซ้อนและยากจะควบคุม

ปล่อยเช่าแบบไหน “เสี่ยง” ?

1. ไม่มีสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571 ว่าด้วยเรื่อง “สัญญาเช่า” การเช่าทรัพย์สินควรมีการทำสัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อระบุสิทธิ หน้าที่ ระยะเวลา ค่าเช่า เงื่อนไขการเลิกสัญญา และการคืนเงินประกันมัดจำ หากไม่มีเอกสารดังกล่าว เมื่อเกิดข้อพิพาท เช่น ผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหาย หรือเจ้าของไม่คืนมัดจำ ผู้เสียหายอาจฟ้องร้องได้ยาก

มีผู้เช่ารายหนึ่งเช่าคอนโดในกรุงเทพฯ ระยะเวลา 1 ปี วางเงินมัดจำไว้ 2 เดือน รวมกว่า 40,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญา ผู้เช้าย้ายออกโดยแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่เจ้าของห้องปฏิเสธจะคืนเงินมัดจำ โดยอ้างว่าห้องมีรอยขีดข่วน และต้องซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลที่ตามมา:

  • ผู้เช่าฟ้องต่อศาลแพ่ง โดยยื่นหลักฐานภาพถ่ายห้องก่อน-หลังการเช่า
  • ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าความเสียหายเป็น “การสึกหรอตามปกติ” ของการใช้งาน ไม่เข้าข่ายความเสียหายเกินเหตุ
  • ศาลสั่งให้เจ้าของห้องคืนเงินมัดจำทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-540 ผู้ให้เช่าต้องคืนเงินประกันเมื่อสิ้นสุดสัญญา หากไม่มีความเสียหายร้ายแรง แต่ถ้าหากไม่คืนเงินมัดจำโดยไม่มีเหตุอันควรถือว่า “ผิดสัญญา” ผู้เช่ามีสิทธิฟ้องเรียกร้องได้

2. ไม่ตรวจสอบประวัติผู้เช่า

หลายกรณีพบว่าผู้เช่าชาวต่างชาติใช้เอกสารปลอม หรือเข้ามาในประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแต่ตั้งรกรากอย่างผิดกฎหมาย หากปล่อยให้เช่าโดยไม่ตรวจสอบ อาจเข้าข่ายให้ที่พักพิงแก่บุคคลที่อยู่โดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง

3. รับเงินสดเท่านั้น ไม่ผ่านบัญชีธนาคาร

การรับเงินสดอย่างเดียว โดยไม่มีหลักฐานการโอน อาจเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาเรื่องฟอกเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าของบ้านควรให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าผ่านบัญชีธนาคารเพื่อให้มีหลักฐานในการตรวจสอบย้อนหลังได้

4. ปล่อยเช่าต่อโดยไม่รู้ตัว

บางกรณี ผู้เช่ารายหนึ่งนำบ้านที่เช่าต่อไปปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอีกทอดหนึ่ง เช่น นักท่องเที่ยวรายวัน หรือกลุ่มผิดกฎหมาย หากเกิดเหตุร้ายในบ้านหลังนั้น เจ้าของบ้านจะถูกตั้งข้อสงสัยทันที

สิทธิของผู้เช่า – ผู้ให้เช่า ตามกฎหมายแพ่ง

ในสัญญาเช่า ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตาม:

  • ผู้เช่ามีหน้าที่รักษาทรัพย์สินที่เช่า ห้ามดัดแปลงทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินในสภาพพร้อมใช้งาน และเมื่อสัญญาสิ้นสุดต้องคืนเงินประกัน หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
  • หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญา หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้

มีคดีหนึ่งผู้เช่าไม่ยอมออกจากบ้านแม้สัญญาสิ้นสุดแล้ว โดยอ้างว่าขอเวลาเพิ่มอีกหนึ่งเดือน เจ้าของบ้านจึงล็อกประตูบ้านและตัดน้ำตัดไฟ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้เช่า สุดท้ายเจ้าของต้องจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำเกินขอบเขตของกฎหมาย

ในกรณีเหล่านี้ ทนายจึงความมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาก่อนทำสัญญา ซึ่งจะช่วยตรวจสอบเอกสาร แปลภาษาสำหรับผู้เช่าชาวต่างชาติ และช่วยในกระบวนการฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญา หากเกิดปัญหา เช่น:

  • ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า
  • ผู้เช่าทำบ้านเสียหายและไม่รับผิดชอบ
  • เจ้าของบ้านไม่คืนมัดจำ
  • มีข้อสงสัยเรื่องภาษีหรือธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง

การปล่อยเช่าบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากไม่รอบคอบ อาจกลายเป็นคดีความ หรือเสียเปรียบในทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว การมีสัญญาที่รัดกุม รู้จักผู้เช่าให้ดี และปรึกษาทนายความก่อนทำธุรกรรมสำคัญ จะช่วยให้คุณมีหลักประกันที่มั่นคง และป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่า หรือนายหน้า ที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่า ข้อพิพาท หรือการสื่อสารกับชาวต่างชาติ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณอย่างรอบด้าน

เรามีประสบการณ์ทั้งด้านกฎหมายไทย และการจัดการข้อพิพาทระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า จะได้รับการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคุณอย่างแท้จริง

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

คนจีนฆ่ากันเอง! พร้อมจัดฉากโยนความผิดให้คนไทย

คดีฆาตกรรมระหว่างชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการสร้างหลักฐานเท็จและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ในท้องถิ่น แต่คำถามที่สำคัญกลับเป็นว่า การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศที่มีระบบการตรวจสอบกฎหมายที่เข้มงวดและละเอียดนั้นทำได้ง่ายจริงหรือ? วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาทุกท่านไปติดตามการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยที่ไม่ปล่อยให้หลักฐานใดๆ หลุดรอด พร้อมทั้งการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายพร้อมัท้งคำแนะนำจากทนายในการสู้คดีความของญาติผู้เสียชีวิต

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2567, ญาติของ Ms.YAN หญิงชาวจีนวัย 38 ปี ได้แจ้งความกับ สน.บางรัก กทม. ว่าหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินทางมาประเทศไทย จากการสืบสวนของตำรวจพบว่า โทรศัพท์มือถือของ Ms.YAN ถูกใช้ครั้งสุดท้ายที่สวนธารณะใกล้กับ วัดโสธรวราราม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบต่อมา นอกจากนี้ยังพบการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ WeChat Pay ที่ห้าง คาร์ฟูร์ มาเก๊า ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

โยนความผิดให้คนไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด? – กฎหมายไทยไม่ได้ปล่อยผ่าน!

ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ซึ่งเป็นชาวจีนได้พยายามโยนความผิดให้กับคนไทย โดยการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลท้องถิ่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้รวบรวมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและการใช้ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่ไม่ตรงกับข้อกล่าวหา จึงทำให้การสอบสวนในไทยดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดเผยความจริงในที่สุด แต่คำถามสำคัญคือ: การโยนความผิดให้กับคนไทยในประเทศไทยนั้นมันทำได้ง่ายจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่ง่าย อย่างที่หลายคนคิด เพราะประเทศไทยมี กระบวนการตรวจสอบที่ละเอียดและเข้มงวด ทั้งในด้านการเก็บหลักฐานและการสืบสวนที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการคดีอาญาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ การใช้งานระบบจ่ายเงินออนไลน์ หรือการตรวจสอบพยานหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุกฎหมายไทยมี มาตรการควบคุมและการตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ ระบบนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เช่น การตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการยืนยันการใช้บริการ WeChat Pay ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตัดข้อสงสัยในประเด็นที่ผู้ต้องสงสัยพยายามโยนความผิดให้คนไทยได้อย่างชัดเจน

หลักฐานเป็นตัวแปรสำคัญ! อย่าคิดว่าจะหนีจากคดีได้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแน่นอนว่าจะต้องได้รับการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายไทยอย่างครบถ้วน โดยใช้ กฎหมายอาญาของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการสอบสวน ในกรณีนี้ มาตรา 288 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าคนตายจะได้รับโทษสูงสุดซึ่งอาจเป็นการประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ใช้หลักฐานจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิต และการใช้งาน WeChat Pay ในการชี้ชัดข้อเท็จจริง ทำให้สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยเอง ไม่ใช่การกระทำของคนไทย ดังนั้นผุ้ต้องสงสัยไม่สามารถทำลายหลักฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้จะเป็นหลักฐานอันน้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการจับคนร้ายได้อยู่ดี

หากมั่นใจว่าเป็นการฆ่าคนชาติเดียวกัน ต้องส่งตัวไปยังจีนไหม ?

ในกรณีที่มีการตรวจสอบและพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวจีน ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยสามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังจีนได้ตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาศัย สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และกระบวนการทางการทูตในการส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ประเทศไทยจะยังคงเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายไทย และหากมีการขอส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศจีน เจ้าหน้าที่ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เราจะเห็นได้ว่าหลักฐานที่ทางตำรวจไทยมีนั้นเพียงพอที่จะตามจับคนร้ายได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสืบตัวหากผู้ต้องสงสัยอยู่ต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องประสานกับประเทศนั้นด้วย 

  • การติดตามเส้นทางรถเช่า – ติดตาม GPS ของรถเช่าผู้ต้องสงสัยที่ไปยังหลายจุด
  • หลักฐานจากกล้องวงจรปิด – พบภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ – พบเลือดและตัวอย่าง DNA ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี
  • การเผาทรัพย์สิน – พบกระเป๋าและทรัพย์สินของผู้สูญหายถูกเผา
  • การสืบสวนต่อเนื่อง – ตำรวจยังคงค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมและสอบสวนในพื้นที่ต่าง ๆ

จากคดีนี้เห็นได้ชัดว่า กฎหมายไทยสามารถจัดการกับคดีฆาตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการสืบสวนที่แข็งแกร่ง การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้การเปิดเผยความจริงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว แม้ในกรณีที่มีความพยายามในการโยนความผิดให้กับคนไทย คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายและการตรวจสอบในประเทศไทย

ญาติผู้ตายจ้างทนายช่วยเดินเรื่อง – ฟ้อง, สืบ, เรียกร้องความยุติธรรมครบวงจร

ในกรณีนี้ ครอบครัวของ Ms.YAN สามารถจ้างทนายเพื่อให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมายและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ตายได้อย่างถึงที่สุด โดยทนายความมีบทบาทสำคัญในการดูแลทุกขั้นตอนของคดี ทั้งในด้านการสืบสวน การจัดการหลักฐาน และการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการปล่อยปละละเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทนายความสามารถช่วยได้ในหลายด้าน:

  1. การให้คำปรึกษาและการดำเนินคดี – ทนายความสามารถให้คำปรึกษากับครอบครัวผู้ตายในการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ตกหล่นในขั้นตอนต่าง ๆ และการฟ้องร้องจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย
  2. การรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม – ทนายความสามารถทำหน้าที่ในการช่วยสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจยังไม่เปิดเผย เช่น การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวนทางการแพทย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยพิสูจน์การกระทำผิดอย่างชัดเจน
  3. การดำเนินการฟ้องร้อง – หากมีการพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิด ทนายความจะช่วยครอบครัวผู้ตายในการยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้มีการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมาย รวมทั้งสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลให้ความคุ้มครองและการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญาได้
  4. การเรียกร้องค่าเสียหายจากการฆาตกรรม – ทนายความจะช่วยให้ครอบครัวผู้ตายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด ทั้งในส่วนของค่าเสียหายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และค่าเสียหายจากการกระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจและร่างกาย
  5. การส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน – หากคดีนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมข้ามชาติและมีการขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปยังประเทศจีน ทนายความจะช่วยครอบครัวในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้ไปยังประเทศจีน


สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความเชี่ยวชาญบริการคดีอาญาของเราและเราพร้อมรับทำคดีอาญาทุกประเภท โดยเฉพาะในกรณีที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการทวงคืนความเป็นธรรมให้คนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยฟ้องคดีฆาตกรรม การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การเรียกร้องค่าสินไหมในทางแพ่ง ทีมทนายของเราสามารถดูแลทุกขั้นตอนให้คุณได้อย่างรอบด้าน

หากคุณหรือคนใกล้ชิดตกเป็นเหยื่อในคดีอาญาเช่นนี้ หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม อย่าเงียบ อย่ารีรอ การนิ่งเฉยอาจทำให้คนผิดลอยนวล และคุณอาจเสียสิทธิ์ที่พึงมี ควรจะรีบปรึกษาทนายเพื่อให้มีคนสู้เคียงข้างคุณและเพื่อสิทธิ์ของตัวคุณเอง เพราะในกระบวนการยุติธรรม คนที่รู้สิทธิ์และใช้สิทธิ์เท่านั้นที่จะได้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้คนผิดลอยนวล เพียงเพราะคุณไม่มีคนสู้แทน


อ้างอิงจากเว็บไซต์ :แกะรอย 12 จุด! นศ. สาวชาวจีนหายตัวปริศนา หนุ่มสนิทเผ่นหนีโผล่ฮ่องกง

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

จำนำรถแล้วรถหาย วางแผนให้ดีคิดให้ถูกว่าจะเดินทางไหน?

ในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจตึงตัว หลายคนจำเป็นต้องหาทางออกทางการเงินอย่างเร่งด่วน หนึ่งในทางเลือกที่พบเห็นได้บ่อยคือ “การจำนำรถยนต์” ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ผ่อนอยู่หรือผ่อนหมดแล้ว การนำรถไปจำนำกับบุคคลอื่นหรือบริษัทรับจำนำโดยหวังว่าจะได้เงินสดหมุนเวียนเร็ว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่หลายคนไม่ทันคิด คือ “รถหาย”

การที่รถหายหลังจากนำไปจำนำ ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ด้วยการรอให้เวลาเยียวยา หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกับเหตุการณ์นี้ บทความนี้คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณ “คิดได้ถูก” และ “วางแผนถูกทาง” เพื่อให้ได้รถคืน หรืออย่างน้อยก็ได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา

เข้าใจรูปแบบ “จำนำรถ” ก่อนจะเกิดเหตุ

การจำนำรถสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น

  • การจำนำแบบถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านบริษัทรับจำนำที่มีใบอนุญาต
  • การจำนำแบบผิดกฎหมาย เช่น การจำนำกับบุคคลทั่วไปโดยไม่มีเอกสารรับรอง หรือจำนำผ่านนายหน้าที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน

กรณีหลังนี้เองที่มักนำไปสู่เหตุการณ์ “รถหาย” เมื่อผู้รับจำนำเอารถของคุณไปขายต่อ ถอดอะไหล่ หรือแม้แต่ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ผู้จำนำก็ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า “ควรเริ่มจากตรงไหน?”

รถหายหลังจำนำ ต้องทำอย่างไร?

1.ตั้งสติ แล้วเก็บหลักฐาน

oหลักฐานการพูดคุย สัญญา (ถ้ามี) รูปถ่ายรถ บัตรประชาชนของผู้รับจำนำ ฯลฯ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ควรรวบรวมไว้ให้มากที่สุด เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินการต่อไป

2.แจ้งความรถหายทันที

oการแจ้งความกับสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุหรือพื้นที่ที่มีการจำนำ เป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เพราะเอกสารแจ้งความจะใช้ในการติดตามรถและยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.แจ้งเตือนกรมการขนส่งทางบก

oหากทราบทะเบียนรถ การแจ้งเตือนที่กรมการขนส่งสามารถป้องกันไม่ให้รถถูกเปลี่ยนชื่อหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้

4.ปรึกษาทนายความในทันที

oหากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน การปรึกษาทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่มีประสบการณ์ในคดีรถหายคือทางออกที่ชาญฉลาด ทนายจะสามารถช่วยเหลือคุณในด้านการฟ้องร้อง ดำเนินคดี และติดตามรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมต้องเลือก “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” เมื่อต้องตามหารถหาย?

หลายคนที่ประสบปัญหา “รถหาย” มักเดินเรื่องด้วยตนเอง ซึ่งอาจเผชิญกับความล่าช้า ความไม่เข้าใจกฎหมาย หรือแม้กระทั่งความหวั่นใจในการสื่อสารกับตำรวจหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจทุกความกังวลของคุณ ด้วยทีมทนายความที่มีประสบการณ์ตรงด้านการตามหารถหาย ทั้งจากการจำนำ การขโมย หรือแม้แต่คดีที่ซับซ้อนอย่างการนำรถไปขายต่อในต่างประเทศ

หากคุณเลือกใช้บริการของเรา คุณจะได้รับบริการที่ครอบคลุม เช่น

  • ดำเนินการช่วยรวบรวมพยานหลักฐาน
  • ติดต่อประสานงานกับตำรวจและกรมการขนส่ง
  • ยื่นฟ้องคดีแพ่งและอาญา หากจำเป็น
  • เจรจาคืนรถ หรือดำเนินคดีเรียกค่าเสียหาย

การตามหารถหายไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกในด้านกฎหมาย และการมีเครือข่ายที่ครอบคลุม ซึ่ง “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” ให้บริการครบจบในที่เดียว ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มีประสบการณ์ในการติดตามทรัพย์สินสูญหายและสืบสวนค้นหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • เครือข่ายภาคสนาม ที่สามารถลงพื้นที่ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และสืบหาพิกัดรถได้อย่างรวดเร็ว
  • ให้คำปรึกษาฟรีในเบื้องต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และวางแผนการดำเนินคดีอย่างมืออาชีพ
  • สามารถดำเนินคดีแพ่งหรืออาญาแทนคุณได้ หากพบผู้กระทำผิด

ความแตกต่างในการให้บริการของเราที่ไม่เหมือนที่อื่น

หลายคนเข้าใจว่ารถหายแล้วก็ต้องทำใจ หรือรอให้ประกันชดเชยอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว “การไม่ยอมแพ้” คือสิ่งสำคัญ เพราะในหลายกรณี รถยังอยู่ในประเทศ เพียงแต่ถูกซ่อนหรือปลอมแปลงข้อมูลเท่านั้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะไม่ปล่อยให้คุณต้องสู้คนเดียว เรามีระบบการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ๆ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถติดตามรถหายได้อย่างเป็นขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ หรือแม้แต่รถเช่า รถบริษัท ฯลฯ

รถหายไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องเผชิญลำพัง

แม้ปัญหา “รถหาย” จากการจำนำจะดูเป็นเรื่องส่วนตัว แต่จริง ๆ แล้ว นี่คือปัญหาสาธารณะที่ต้องอาศัยทั้งกฎหมายและความรู้ความเข้าใจร่วมกันในการแก้ไข หากคุณกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่ารอให้เรื่องบานปลาย

คุณสามารถติดต่อทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดในการตามหารถของคุณกลับมา หรือรับความเป็นธรรมจากผู้กระทำผิด

จำนำรถแล้วรถหาย ต้องคิดให้รอบ เดินให้ถูกทาง ปรึกษาทนายความคือทางออก

การจำนำรถไม่ใช่เรื่องผิด หากทำอย่างถูกต้องและรอบคอบ แต่หากเลือกผิดคนหรือพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อย ก็อาจต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ หากเกิดเหตุการณ์รถหาย สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่แค่โทษตัวเอง แต่คือการ “ลุกขึ้น” และ “เดินให้ถูกทาง”

ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งความ การติดต่อหน่วยงานรัฐ หรือการขอความช่วยเหลือจากทีมทนายมืออาชีพทุกขั้นตอนล้วนสำคัญ และเมื่อคุณมี “สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์” อยู่เคียงข้าง คุณจะไม่ต้องเผชิญทุกอย่างลำพังอีกต่อไป

หากรถของคุณหาย หรือคุณกำลังลังเลว่าควรเริ่มตรงไหน ติดต่อเราทันที ทีมทนายของเราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างจริงใจและเป็นมืออาชีพ

รถหาย ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่ารอให้โชคช่วย ให้ทีมทนายจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ช่วยคุณอย่างเป็นระบบ มืออาชีพ และมีประสิทธิภาพ

ทำประกันคอนโดกับทนายอาร์ม อุ่นใจได้ทุกเรื่อง เราพร้อมดูแลคุณ

“คอนโด” ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่หลายคนเลือกลงทุนหรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย เพราะความสะดวกสบาย ปลอดภัย และอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของคอนโดไม่ควรมองข้ามคือ “ประกันคอนโด” เพราะไม่ว่าจะอยู่ในอาคารสูง หรือโครงการหรูแค่ไหน เหตุไม่คาดฝันก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น ไฟไหม้ น้ำรั่วซึมจากห้องข้างบน ทรัพย์สินเสียหาย หรือแม้แต่กรณีที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก

และหากคุณกำลังมองหาความคุ้มครองที่มากกว่าแค่ประกันภัยทั่วไป เราขอแนะนำ “ทำประกันคอนโดกับทนายอาร์ม” ทางเลือกใหม่ที่ให้คุณมากกว่าความคุ้มครอง เพราะคุณจะได้ทั้งกรมธรรม์ที่ครอบคลุม และที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ที่พร้อมอยู่เคียงข้างคุณในทุกสถานการณ์

ทำไมต้องทำประกันคอนโด?

หลายคนอาจคิดว่า การอยู่คอนโดมีระบบรักษาความปลอดภัยดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำประกันเพิ่ม แต่ความจริงแล้วความเสี่ยงยังคงมีอยู่ เช่น

  • ไฟฟ้าลัดวงจรในห้องจนเกิดเพลิงไหม้
  • น้ำรั่วซึมจากห้องข้างบน ทำให้เพดานและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย
  • การโจรกรรมทรัพย์สินภายในห้อง
  • ความเสียหายจากเหตุการณ์ภายนอก เช่น พายุ หรือน้ำท่วม (กรณีชั้นล่าง)
  • ความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอก เช่น เดินสะดุดหรือบาดเจ็บในห้องคุณ

ประกันคอนโด จึงเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงและภาระค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้

ความแตกต่างของประกันคอนโดกับทนายอาร์มที่ไม่เหมือนใคร

สิ่งที่ทำให้ ประกันคอนโดกับทนายอาร์ม แตกต่างจากการซื้อประกันทั่วไป คือ ความครบวงจรและความอุ่นใจที่มากกว่า

1.ได้ที่ปรึกษาด้านกฎหมายทันที หากเกิดเหตุปัญหาใด ๆ เช่น บริษัทประกันไม่จ่ายตามเงื่อนไข พยายามบ่ายเบี่ยง หรือให้ข้อมูลไม่ชัดเจน คุณสามารถปรึกษาทนายอาร์มได้ทันทีโดยไม่ต้องวิ่งหาทนายใหม่หรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่คุณกำลังเดือดร้อน

2.ช่วยอ่านและตีความกรมธรรม์ให้เข้าใจ หลายครั้งที่ผู้ทำประกันไม่เข้าใจเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นในกรมธรรม์ ทำให้เกิดปัญหาในภายหลัง ทนายอาร์มจะช่วยอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของคุณชัดเจนตั้งแต่ต้น

3.ดูแลและติดตามกรณีเคลม หากคุณต้องการยื่นเคลมค่าเสียหาย ไม่ต้องกังวลว่าจะยุ่งยาก เพราะเราช่วยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับบริษัทประกัน รวมถึงช่วยให้คำแนะนำหากการเคลมไม่ได้รับความเป็นธรรม

4.ให้คำปรึกษาทางกฎหมายได้ในทุกเรื่อง ไม่จำกัดเฉพาะประกันภัย หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ การซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์ หรือละเมิดสิทธิ์จากเพื่อนบ้าน ทนายอาร์มก็ยินดีให้บริการ

5.มั่นใจด้วยประสบการณ์ตรง ทนายอาร์มผ่านการจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยมาแล้วหลายกรณี ทั้งกรณีประกันปฏิเสธจ่าย หรือฝ่าฝืนคำสั่งของ คปภ. จนสามารถพาผู้เอาประกันชนะคดีในศาลได้จริง ฯลฯ

แบบประกันคอนโดที่ครอบคลุม

ประกันคอนโดมีให้เลือกหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณ เช่น

  • แบบคุ้มครองอาคาร (เฉพาะภายในห้อง): เช่น ผนัง เพดาน พื้น
  • แบบคุ้มครองทรัพย์สินภายในห้อง: เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • แบบคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: เช่น แขกมาเยี่ยมแล้วได้รับอุบัติเหตุ
  • แบบคุ้มครองการโจรกรรม: ทรัพย์สินหายหรือถูกทำลาย
  • แบบรวมความคุ้มครองทุกอย่าง: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความอุ่นใจแบบครบวงจร

เมื่อเลือกทำประกันกับทนายอาร์ม เราจะช่วยคุณวิเคราะห์และแนะนำแบบประกันที่เหมาะสมที่สุดตามงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของคุณ

จะทำประกันกับทนายอาร์ม ต้องทำอย่างไร?

ง่ายมาก! เพียงแค่คุณแอดไลน์ @Wongsakorn ก็สามารถสอบถามข้อมูลเบื้องต้น รับคำปรึกษา หรือขอใบเสนอราคาได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาเบื้องต้นใด ๆ ทั้งสิ้น

ประกันคอนโดกับทนายอาร์ม ทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ากว่า

ในยุคที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เช่นกรณีแผ่นดินไหวที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งส่งผลให้หลายโครงการคอนโดมิเนียมได้รับความเสียหายทั้งต่อโครงสร้างและทรัพย์สินภายในห้องพัก การมี ประกันคอนโด จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของห้องทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะมันคือเกราะป้องกันที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าการมีประกันภัยก็คือการมี “ที่ปรึกษาที่เข้าใจคุณอย่างแท้จริง” ซึ่งการทำประกันคอนโดกับ ทนายอาร์ม จะช่วยให้คุณไม่เพียงได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ แต่ยังได้ทนายความมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาทางกฎหมายในทุกสถานการณ์

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการทำ ประกันคอนโด ไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มครอง แต่คือการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต และเมื่อมีทนายความที่คุณไว้วางใจเคียงข้างอยู่ด้วยทุกขั้นตอน คุณจะมั่นใจได้ว่า หากเกิดปัญหา คุณจะไม่ต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง

ทนายอาร์ม ไม่เพียงให้คุณความคุ้มครอง แต่ยังเป็น “คู่คิดทางกฎหมาย” ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคุณในทุกปัญหา หากคุณกำลังมองหาการทำประกันที่ปลอดภัยและมีคนดูแลจริงใจ… ทนายอาร์มคือคำตอบ

📲 สนใจสอบถามข้อมูล หรือขอใบเสนอราคา แอดไลน์มาได้เลยที่ @Wongsakorn หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

“ลูกจะอยู่กับใคร?” เมื่อชาวจีน-ไทยหย่าร้าง ปมร้อนสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกข้ามประเทศ

ในยุคที่รักไร้พรมแดน การแต่งงานข้ามชาติกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทย แต่เมื่อความรักจบลง คำถามสำคัญที่ตามมาคือ “ลูกจะอยู่กับใคร?” โดยเฉพาะในกรณีคู่สมรสชาวจีนกับคนไทย ที่มีลูกและใช้ชีวิตอยู่คนละประเทศหรืออาจจะประเทศเดียวกันแต่อาจจะเกิดการหย่าร้างและ กฎหมายของใครจะเป็นผู้ตัดสิน?

เตยมีกรณีหนึ่งที่หญิงชาวไทยถูกทำร้ายร่างกายจากสามีชาวจีนและหนีออกมาได้ เคสที่เธอเคยช่วยเหลือก็เช่นกัน กรณีหญิงไทยแต่งงานกับชายชาวจีน และมีบุตรร่วมกัน 1 คน ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศจีน แต่มีลูกเป็นผู้หญิง จึงถูกทำร้ายทุบตีเพราะครอบครัวฝ่ายชายต้องการให้ได้ลูกชาย แต่เมื่อลูกยังอยู่กับอดีตสามีที่จีน คำถามใหญ่จึงกลายเป็น “เธอจะมีสิทธิ์ในตัวลูกแค่ไหน?”

กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิการเลี้ยงดูบุตรว่าอย่างไร?

ภายใต้กฎหมายครอบครัวไทย หากบิดามารดาหย่าร้างและไม่มีข้อตกลงเรื่องการเลี้ยงดูบุตร ศาลจะเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึง “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นหลัก มารดามักมีโอกาสได้สิทธิ์เลี้ยงดู หากไม่มีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น การทิ้งบุตร ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ฯลฯ

แต่ในกรณีที่เด็กอยู่ต่างประเทศ การใช้สิทธิ์ตามกฎหมายไทยอาจทำได้ยาก ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง

เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า (ปกครองบุตร) อยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 – 1565 ซึ่งมีหลักชัดเจนว่า:

  • หากไม่มีข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ ศาลจะเป็นผู้พิจารณา
  • เกณฑ์หลัก ที่ศาลไทยใช้ คือ “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก”
  • ไม่ได้ตัดสินจากว่าเป็นพ่อหรือแม่ฝ่ายใดโดยอัตโนมัติ แต่ดูจากปัจจัย เช่น:
    • ใครเลี้ยงดูเด็กมาก่อนหน้า
    • ใครมีความสามารถดูแลให้เด็กมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย และพัฒนาได้ดี
    • ความสัมพันธ์ทางจิตใจระหว่างเด็กกับแต่ละฝ่าย
    • พฤติกรรมของพ่อแม่ เช่น มีประวัติทำร้ายร่างกาย เสพยา หรือทอดทิ้งเด็กไหม

📌 สุดท้ายแล้วในกรณีนี้มีกฎหมายรองรับในทุกมาตรา หากเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงสามารถตกลงกันเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงชั้นศาล  ถ้าเหตุการร้ายแรงตามมาทีหลัง ศาลจะใช้ดุลพินิจตามสถานการและตัดสินตามความเหมาะสม

ความเข้มงวดของศาลตัดสินในจีน

จีนก็มีกฎหมายว่าด้วยครอบครัว ซึ่งอยู่ใน “ประมวลกฎหมายแพ่ง” (民法典 – Min Fa Dian) ซึ่งเพิ่งมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2021 โดยมีกฎหมายชัดเจนในเรื่องนี้ใน หมวด “การสมรสและครอบครัว”

หลักพิจารณาหลักในจีน:

  • ศาลจีนจะยึดหลักการว่า เด็กควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ศาลมักให้ มารดา เป็นผู้เลี้ยงดู โดยอัตโนมัติ ยกเว้นมีเหตุพิเศษ
  • เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะเกิน 7 ปีขึ้นไป ศาลจะ รับฟังความเห็นของเด็กด้วย
  • ศาลจะพิจารณาเรื่อง:
    • รายได้ของแต่ละฝ่าย
    • ความมั่นคงในชีวิต ความสามารถทางเศรษฐกิจ
    • ความผูกพันของเด็กกับพ่อหรือแม่
    • สภาพแวดล้อม (สุขภาพ ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ ฯลฯ)
    • พฤติกรรมในอดีตของแต่ละฝ่าย เช่น เคยทำร้ายร่างกายไหม และเคยประพฤติตัวไม่ดีกับครอบครัวหรือเปล่า

📌 กฎหมายจีน มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในภาพรวม แต่ศาลยังคงใช้ดุลพินิจเช่นเดียวกับไทย โดยพิจารณาจากสถานการณ์และข้อมูลที่เสนอ

ในกรณีข้ามประเทศ ต้องดำเนินการอย่างไร?

เมื่อเด็กอยู่ในต่างประเทศไม่ว่าจะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การขอสิทธิ์เลี้ยงดูผ่านศาลไทย “ไม่สามารถใช้ได้โดยตรง” กับอีกประเทศ ต้องใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการลักพาเด็กระหว่างประเทศ (Hague Convention on Child Abduction) ซึ่งจีนไม่ได้เข้าร่วม ทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้นอีกหลายเท่า กรณีที่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสัญญาณชัดว่าเด็กหรือผู้เอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยจากผู้เป็นบิดาหรือ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมรุนแรง ก็เป็น “จุดแข็ง” ในการขอสิทธิ์เลี้ยงดูมาอยู่กับอีกฝั่ง การใช้กฎหมายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว “ไม่พอ” จำเป็นต้องอาศัย

  • การว่าจ้างทนายที่เชี่ยวชาญเรื่องคดีครอบครัวหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
  • การยื่นคำร้องขอปกครองบุตรต่อศาลประเทศนั้น (จีน) โดยมีหลักฐานจากฝั่งไทยสนับสนุน
  • การติดต่อผ่านสถานทูตไทยในจีน / กระทรวงการต่างประเทศ

ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวหนึ่ง แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการแต่งงานข้ามชาติที่ไม่ได้จบแค่ “รักไม่ลงตัว” แต่อาจกระทบไปถึงสิทธิของเด็กคนหนึ่งที่กำลังรอคำตอบว่า “ใครคือคนที่จะเลี้ยงดูฉันด้วยความรักที่แท้จริง”สุดท้ายแล้วการดำเนินการจะต้องผ่านทั้งสองฝั่งเนื่องจากคนละดินแดนกัน  ดังนั้นความยุ่งยากของการดำเนินคดีจึงยากตามไปด้วย เพราะไม่เพียงแต่ทั้งสองฝั่งจะมีกฎหมาย แต่ยังมีข้อบังคับอื่นๆอีกมากมายที่ไม่สามารถปฎิบัติตามใจตนเองได้ 

ปรึกษาทนายความคดีครอบครัวเพื่อสิทธิ์เลี้ยงดูลูก

สำนักงานกฎหมายทนายความ ซึ่งมี ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัวและกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่อไปนี้ :

👉บทบาททนายความในขั้นเริ่มต้น

✅ ให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิการเลี้ยงดู
✅ ประเมินความเป็นไปได้ในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในไทยและต่างประเทศ
✅ ติดต่อประสานกับหน่วยงานรัฐทั้งในไทยและจีน
✅ จัดเตรียมเอกสารทางกฎหมายและแปลอย่างถูกต้องตามหลักสากล
✅ สนับสนุนด้านจิตใจและแนะแนวทางปฏิบัติให้กับผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ

👉 บทบาททนายความเมื่อถึงขั้นที่ต้องดำเนินคดีความ:

✅ช่วยประเมินความเป็นไปได้ในการดำเนินการผ่านศาลในต่างประเทศ

✅ช่วยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อขอความร่วมมือในการติดต่อหรือเยี่ยมลูก

✅ยื่นคำร้องต่อศาลต่างประเทศในกรณีที่เด็กยังไม่สามารถถูกส่งตัวกลับได้ 

✅ยื่นคำร้องในศาลโดยใช้หลักฐานจากตำรวจ แพทย์ หรือสถานทูตไทย

✅ขอความร่วมมือจากองค์กรสิทธิมนุษยชน หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเน้นย้ำความไม่ปลอดภัยของเด็ก

ในทางที่ดีที่สุดหากประสบเหตุการณ์แบบนี้ อย่างแรกคือปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำคดีครอบครัว เพื่อความง่ายในการดำเนินการ และถูกต้อง เพราะในกรณีแบบนี้เราจะดำเนินการเองไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นมารดาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นในระหว่างประเทศ ความใหญ่ของคดีก็จะตามไปเช่นกัน ดังนั้นมีทนายไว้ให้คำแนะนำจึงจะทำให้คุณได้รับความยุติธรรมแบบสูงสุด

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการทำคดีความประเภทครอบครัวเป็นอย่างดี ทั้งทีมทนายความ หรือผู้ช่วยทนายความเองทุกคนล้วนแต่มีความชำนาญในการทำคดีประเภทนี้ในกรณีที่แตกต่างกันออกไป ผู้เสียหายท่านใดที่ต้องการให้เราทำคดีประเภทนี้ให้ไม่ต้องกังวลใจ สามารถปรึกษาได้ทุกกรณีเกี่ยวกับคดีผู้บริโภค   เพื่อให้คุณได้รับผลประโยชน์สูงสุด >>ติดต่อเรา << 

อ้างอิงจากเว็บไซต์ :ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 – 1535

เขียนโดย :วรารัตน์ วงโพธิสาร (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ภาษาจีน)

สะเทือนนักท่องเที่ยว! คนจีนปล้นคนจีน ใจกลางกรุงเทพฯ

คดีปล้นทรัพย์โดยแก๊งคนจีนที่เกิดขึ้นกลางกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงเหตุอาชญากรรมธรรมดา แต่สะท้อนภาพใหญ่ของ “ขบวนการต่างชาติ” ที่มีแผนปฏิบัติการชัดเจน มุ่งเข้ามาก่อเหตุในไทย และรีบหลบหนีออกนอกประเทศก่อนถูกตามจับ โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารายหนึ่งได้ที่จังหวัดชลบุรี ขณะกำลังลักลอบเล่นพนันกับกลุ่มคนจีนอื่น ๆ ภายในร้านอาหาร

  เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านความมั่นคง และความจำเป็นของระบบกฎหมายที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติให้มากขึ้น

  เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 20.40 น. กลุ่มชายชาวจีน 6 คน พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าไปในบ้านพักของชาวจีน 3 คน ที่อาศัยอยู่ในย่านห้วยขวาง โดยใช้ปืนและมีดข่มขู่ ก่อนลงมือปล้นทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท รายการทรัพย์สินที่สูญหายประกอบด้วย:

  • แหวนทองคำขาวประดับเพชร ยี่ห้อ BVLGARI
  • กำไลข้อมือทองคำขาว ยี่ห้อ CARTIER
  • กระเป๋าถือ CHANEL สีดำ 3 ใบ
  • กระเป๋าเดินทาง RIMOWA
  • โทรศัพท์มือถือ iPhone 14 Pro จำนวน 2 เครื่อง

  หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งสืบสวนและออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย จากการสืบค้นพบว่าผู้ต้องหาบางคนได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ขณะที่อีกหนึ่งคน คือ นายหลิว เจี้ยน อายุ 34 ปี ถูกจับกุมได้ในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ในขณะจับกุม ผู้ต้องหากำลังลักลอบเล่นพนันไพ่นกกระจอกกับกลุ่มชาวจีนอีก 6 คน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจับกุมทั้งหมดตามกฎหมาย และส่งผู้ต้องหาตามหมายจับกลับมาดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ส่วนผู้ร่วมเล่นพนันอีก 6 คน ส่งตัวดำเนินคดีที่ สภ.บ่อวิน

อาชญากรรมข้ามชาติ—ปัญหาในเงามืด

จากข้อมูลของ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชุดนี้ เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อก่อเหตุโดยเฉพาะ โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เลือกเป้าหมายที่เป็นชาวจีนด้วยกันซึ่งมีฐานะดี และคุ้นเคยกับการถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูง เมื่อก่อเหตุแล้วจะรีบแยกย้ายหลบหนีออกนอกประเทศ

การก่อเหตุในลักษณะนี้เข้าข่าย “อาชญากรรมข้ามชาติ” (Transnational Organized Crime) ซึ่งเป็นความผิดที่มีลักษณะร้ายแรง เพราะมีการวางแผนล่วงหน้า มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และมักมีเครือข่ายในหลายประเทศ

กฎหมายไทยระบุชัดว่า หากความผิดใดมีลักษณะข้ามชาติหรือมีผู้ร่วมกระทำความผิดในหลายประเทศ จะมีการประสานกับสำนักงานตำรวจสากล (Interpol) และพิจารณาการดำเนินคดีในระดับระหว่างประเทศได้ เช่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการออก “หมายแดง” เพื่อจับกุมในต่างประเทศ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339

“ผู้ใดกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ โดยร่วมกันกระทำตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือมีอาวุธติดตัวระหว่างกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”

หากมีการทำร้ายร่างกาย หรือปล้นในยามวิกาล โทษอาจสูงขึ้นอีก รวมถึงทรัพย์สินที่ปล้นไปจะถูกอายัดเพื่อนำคืนผู้เสียหาย

บทบาทของหน่วยงานรัฐและการตรวจคนเข้าเมือง

หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เริ่มจับตาการเดินทางเข้า-ออกประเทศของชาวต่างชาติอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาในลักษณะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ เช่น เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่กลับมีพฤติกรรมตั้งรกราก เปิดบัญชีธนาคาร เช่าคอนโดระยะยาว หรือมีการเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ

  ในทางกฎหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนวีซ่า หรือผลักดันออกนอกประเทศได้ หากพบว่าบุคคลนั้นเป็น “ภัยต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” นอกจากนี้ยังมีช่องทางการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประสานข้อมูลกับสถานทูตของประเทศต้นทาง

แนวโน้มที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากคดีปล้นทรัพย์หรือฉ้อโกงแล้ว ยังพบว่ามีบางกลุ่มใช้วิธีการแฝงตัวในลักษณะ “นักธุรกิจ” เช่น เปิดร้านอาหาร ร้านนวด หรือธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อปกปิดเจตนาแท้จริงในการฟอกเงิน หรือใช้เป็นแหล่งข่าวในการหาข้อมูลเป้าหมาย  ในหลายกรณี กลุ่มเหล่านี้ยังสามารถสร้างเครือข่ายภายในได้อย่างรวดเร็ว เช่น รู้จักตำรวจท้องที่ หรือมีล่ามประจำตัว ทำให้การดำเนินคดีอาจถูกขัดขวาง หรือชะลอจากความซับซ้อนของภาษาและวัฒนธรรม นี่จึงทำให้ “บทบาทของทนายความ” กลายเป็นจุดเชื่อมที่สำคัญในการแปลความเข้าใจระหว่าง “กฎหมายไทย” กับ “บุคคลต่างชาติ”

กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่โจรเดินถนน แต่มี “อาชญากรใส่สูท” และ “แก๊งข้ามชาติ” ที่มีเทคโนโลยีและแผนการซับซ้อน ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ต่างก็ต้องการ “เสียง” ที่เข้าใจภาษาและกฎหมายอย่างเท่าเทียม

ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะทนายที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา และเข้าใจกระบวนการสอบสวนระหว่างประเทศ จะมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยเหลือคดีลักษณะนี้ ทั้งในมุมของการฟ้องร้อง การปกป้องสิทธิ ไปจนถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ สามารถติดต่อเราได้ หากต้องการ ทนายที่เชี่ยวชาญและเข้าใจมิติข้ามชาติของกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่เป็น ความจำเป็น ที่จะช่วยให้คุณ “รอด” จากความเข้าใจผิด หรืออคติที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม 

อ้างอิงจาก  https://www.ch7.com/sports/674459

 เขียนโดย กรรณิการ์ เจริญวีระวงศ์ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาภาษาจีน)

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!