ลูกจ้างไม่ลงชื่อรับหนังสือเตือน ผิดหรือไม่? คำตอบชัดจากมุมกฎหมายแรงงานไทย

ในโลกของการบริหารงานบุคคล การออกหนังสือเตือนพนักงานเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือฝ่าฝืนกฎระเบียบของบริษัท แต่สิ่งที่มักทำให้นายจ้างสับสนคือ กรณีที่ ลูกจ้างไม่ลงชื่อรับหนังสือเตือน แล้วบริษัทจะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่? หรือถือว่าลูกจ้าง “ขัดคำสั่งนายจ้าง” ได้หรือเปล่า?

บทความนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างรอบด้าน พร้อมแนะแนวทางการปฏิบัติอย่างถูกต้องทั้งสำหรับนายจ้างและลูกจ้าง

ลูกจ้างไม่ลงชื่อรับหนังสือเตือน ถือว่าขัดคำสั่งหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่ใช่ความผิด” และ “ไม่ถือเป็นการขัดคำสั่งนายจ้าง

เพราะตามหลักกฎหมายแรงงานไทย ไม่มีบทบัญญัติใดระบุว่าลูกจ้างต้องลงลายมือชื่อในหนังสือเตือนจึงจะมีผลตามกฎหมาย สิ่งที่นายจ้างต้องทำคือ การแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความผิดและรายละเอียดของหนังสือเตือนอย่างชัดเจน

กฎหมายแรงงานมองหนังสือเตือนว่าอย่างไร?

หนังสือเตือน คือเอกสารที่ใช้ระบุถึงการกระทำความผิดของลูกจ้างที่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน เช่น การมาสายเป็นประจำ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือละเมิดระเบียบองค์กร โดยทั่วไปหนังสือเตือนจะมีผลทางวินัยภายในบริษัท และสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานหากจำเป็นต้องเลิกจ้างในอนาคต

แต่ การไม่ลงชื่อในหนังสือเตือนไม่ได้ทำให้หนังสือเตือนเป็นโมฆะ เพราะสาระสำคัญคือ “ลูกจ้างได้รับแจ้งและทราบเนื้อหาแล้ว”

แนวปฏิบัติที่นายจ้างสามารถทำได้

หากลูกจ้างปฏิเสธที่จะลงลายมือชื่อรับหนังสือเตือน นายจ้างยังสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยวิธีเหล่านี้

  • อ่านหนังสือเตือนให้ลูกจ้างฟัง ต่อหน้าพยาน เช่น หัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคล และให้พยานลงชื่อรับรอง
  • ถ่ายวิดีโอขณะมีการแจ้งหนังสือเตือน (กรณีลูกจ้างไม่ยินยอมให้ถ่ายต้องใช้ดุลยพินิจ)
  • จัดส่งหนังสือเตือนทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อให้มีหลักฐานว่าลูกจ้างได้รับการแจ้ง
  • บันทึกเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร ว่าลูกจ้างปฏิเสธการลงชื่อ พร้อมพยานลงชื่อร่วมรับรองเหตุการณ์

แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้นายจ้างมีหลักฐานยืนยันว่าตนได้แจ้งลูกจ้างอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว

การไม่ลงชื่อในหนังสือเตือนเป็นสิทธิของลูกจ้าง

ในอีกมุมหนึ่ง การไม่ยอมลงชื่อรับทราบหนังสือเตือน เป็นสิทธิของลูกจ้าง ซึ่งสามารถปฏิเสธได้หากลูกจ้างเห็นว่าเนื้อหาในหนังสือเตือนไม่ถูกต้อง หรือมีข้อโต้แย้ง

แต่ก็ต้องย้ำว่า การปฏิเสธลงชื่อ ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลตามกฎหมาย เพราะสิ่งสำคัญคือ “การแจ้งเตือน” ได้ถูกส่งถึงแล้ว และลูกจ้างได้รับรู้แล้ว

แล้วนายจ้างจะดำเนินการทางวินัยต่อได้หรือไม่?

คำตอบคือ ดำเนินการต่อได้ตามขั้นตอน

ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างกระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลาหนังสือเตือนยังมีผล นายจ้างสามารถออกหนังสือเตือนครั้งที่สอง หรือในกรณีร้ายแรง อาจดำเนินการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ตามกฎหมายแรงงาน มาตรา 119 ได้ (กรณีที่พฤติกรรมเป็นความผิดร้ายแรง)

คำแนะนำจากทนายความ-บริหารแรงงานอย่างมืออาชีพ

เพื่อให้ทุกขั้นตอนทางวินัยมีความถูกต้องและลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง นายจ้างควร

  • 📝 มีระบบจัดเก็บเอกสารหลักฐานชัดเจน
  • 👩‍⚖️ มีพยานร่วมรับรองในทุกขั้นตอน
  • 🔁 หมั่นตรวจสอบระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
  • 📞 ปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางหากมีกรณีซับซ้อนหรือมีโอกาสถูกฟ้องกลับ

ลูกจ้างเองก็ควรรู้สิทธิและหน้าที่

สำหรับลูกจ้าง หากได้รับหนังสือเตือนแต่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา สามารถยื่นหนังสือโต้แย้ง หรือขอประชุมชี้แจงเพิ่มเติมได้ และควรเก็บหลักฐานการทำงานของตนเองไว้เสมอ เพื่อใช้ปกป้องสิทธิของตนหากมีข้อพิพาท

ลูกจ้างไม่ลงชื่อรับหนังสือเตือน ไม่ใช่ความผิด แต่ต้องมีวิธีรับมืออย่างเหมาะสม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอสรุปใจความสำคัญของประเด็นนี้ว่า

  • การที่ลูกจ้างไม่ลงชื่อรับหนังสือเตือนไม่ถือว่าขัดคำสั่งนายจ้าง
  • นายจ้างยังสามารถดำเนินการแจ้งเตือนและวางมาตรการทางวินัยได้
  • ทุกฝ่ายควรรู้สิทธิของตน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดปัญหาในที่ทำงาน

หากคุณเป็นนายจ้างที่ต้องการวางระบบวินัยที่ถูกต้อง ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หรือเป็นลูกจ้างที่ต้องการคำปรึกษาเมื่อได้รับหนังสือเตือน

ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายของเรามีประสบการณ์ด้านกฎหมายแรงงาน พร้อมให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ และดำเนินคดีในกรณีที่จำเป็น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้คำปรึกษาทางกฎหมายทั้งในฝั่งของ ลูกจ้าง และ นายจ้าง เพราะเราเข้าใจดีว่าความขัดแย้งในสถานที่ทำงานสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และต้องอาศัยความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ และแนวทางทางกฎหมายอย่างรอบด้าน ทีมทนายความของเราพร้อมให้บริการทางกฎหมายวิเคราะห์ปัญหา เจรจาไกล่เกลี่ย หรือแม้แต่ดำเนินคดีอย่างมืออาชีพ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาสัมพันธ์ในองค์กรให้ดีที่สุด หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าลังเลที่จะปรึกษาเราได้ในทุกกรณี

ใครผิด ใครจ่าย? รู้สิทธิ์เรียกค่าสินไหมจากคดีประกันภัย

รู้หรือไม่? อุบัติเหตุจากรถชน ไม่ใช่แค่เรื่องของรถพังหรือการเจ็บตัวชั่วคราวเท่านั้น

 แต่คุณอาจมีสิทธิ์เรียก ค่าสินไหมทดแทน หลักแสนบาท หากรู้จักใช้สิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีศึกษาที่เรานำเสนอในวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์แล้วถูกรถยนต์เลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน จนได้รับ”บาดเจ็บสาหัส

 ท้ายที่สุด ผู้เสียหายสามารถ”เรียกร้องค่าสินไหม”จากบริษัทประกันภัยได้ถึง 564,828.25 บาท จากคดีที่เข้าสู่กระบวนการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ

เหตุการณ์จริง: ถูกรถเลี้ยวตัดหน้าจนบาดเจ็บหนัก

ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์ตามปกติ จู่ๆ มีรถยนต์ขับสวนมาแล้วเลี้ยวขวาตัดหน้าอย่างกระทันหัน เกิดการชนกันอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เสียหายกระดูกหักหลายจุด ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 17 วัน   หลังจากนั้นยังต้องพักฟื้นต่ออีกกว่า 2 เดือน กว่าร่างกายจะเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

แม้รถยนต์คันก่อเหตุจะทำประกันภัยไว้กับบริษัทเอกชน และผู้ขับขี่จะยอมรับว่าเป็นฝ่ายประมาท แต่ทางบริษัทประกันยังคงโต้แย้งความรับผิดชอบ และไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมตามที่ผู้เสียหายร้องขอ ทำให้ต้องเข้าสู่การวินิจฉัยโดยอนุญาโตตุลาการ

ผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 และ 444 ผู้เสียหายจากคดีอุบัติเหตุมีสิทธิ์เรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน ได้หลายรายการ ได้แก่:

·ค่ารักษาพยาบาล ทั้งในอดีตและในอนาคต

·ค่าจ้างพยาบาล และค่าเดินทางของผู้ดูแล

·ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย เช่น รายได้จากอาชีพเสริม

·ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวด การสูญเสียการใช้ชีวิตตามปกติ

สิทธิ์เหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวช่วยให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง

ผลคำชี้ขาด: บริษัทประกันต้องจ่ายตามสิทธิ์ผู้เสียหาย

อนุญาโตตุลาการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด และเห็นว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นฝ่ายประมาทอย่างชัดเจน จึงมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยต้องจ่าย ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้เสียหาย

ดังนี้:

·ค่ารักษาพยาบาล: 11,228.25 บาท

·ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต: 100,000 บาท

·ค่าจ้างพยาบาลและค่าเดินทาง: 20,000 บาท

·ค่าขาดประโยชน์จากอาชีพเสริม: 33,600 บาท

·ค่าสินไหมเพื่อความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ: 400,000 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น: 564,828.25 บาท

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

แม้ผู้ขับขี่รถของบริษัทประกันภัยจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้รู้กฎหมาย และยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แต่บริษัทประกันก็ยังต่อสู้ทุกทางเพื่อปฏิเสธความรับผิด นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่าอย่าชะล่าใจแม้ข้อเท็จจริงจะดูชัดเจนแค่ไหนก็ตาม บริษัทประกันภัยมักพยายามโต้แย้งเพื่อลดหรือเลี่ยงการจ่ายเงินเสมอ อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณี ค่าจ้างบุคคลอื่นให้ดูแลระหว่างเจ็บป่วย แม้ผู้เสียหายจะมีบัตรประชาชนของผู้รับจ้างมายืนยัน ก็ยังไม่เพียงพอ หากไม่ได้ให้ผู้รับจ้างมาเบิกความยืนยันด้วยตนเอง การสืบพยานที่ไม่ครบถ้วน อาจทำให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการไม่รับฟังและปฏิเสธรายการค่าเสียหายนั้นทันที

อย่าชะล่าใจ! สิทธิ์เรียกค่าสินไหมมีมากกว่าที่คุณคิด

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า หากมีสิทธิ์รักษาฟรีจากรัฐ เช่น ข้าราชการหรือประกันสังคม จะไม่สามารถเรียกเงินจากคู่กรณีหรือบริษัทประกันได้อีก ความจริงคือสิทธิ์เหล่านี้ไม่ตัดกัน! คุณยังมีสิทธิเรียก ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้, และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทางร่างกายและจิตใจ ได้เพิ่มเติม หากคุณมีหลักฐานและสามารถอธิบายเหตุผลประกอบได้อย่างถูกต้อง

ทำไมคุณควรมีทนายในคดีประกันภัย?

การมี ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย จะช่วยให้คุณไม่เสียสิทธิ์ เพราะทนายจะดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่:

·ประเมินรายการค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิ์เรียก

·รวบรวมและจัดเรียงพยานหลักฐานให้พร้อม

·ต่อรองกับบริษัทประกันภัย

·ยื่นฟ้องต่อศาลหรืออนุญาโตตุลาการอย่างมืออาชีพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – ผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยตัวจริง

เราพร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอนของคดี   ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ รวบรวมหลักฐาน หรือการเรียกร้องค่าสินไหมให้ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสียหายจากคดีรถชน คดีประกันภัย หรือคดีละเมิดอื่นใด วงศกรณ์ คือทีมทนายที่คุณวางใจได้ ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าลืมว่า  คุณมีสิทธิ์เรียก ค่ารักษาพยาบาล, ค่าขาดรายได้, และ ค่าสินไหมทดแทน ต่าง ๆ เพียงเตรียมหลักฐานให้พร้อม และใช้สิทธิให้เต็มที่ตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลคุณในทุกคดีอุบัติเหตุและคดีประกันภัยให้คุณมั่นใจว่า ได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่ตกหล่น ไม่เสียเปรียบ

หากคุณต้องการให้ทีมทนายความของเราช่วยประเมินคดี รวบรวมเอกสาร หรือดำเนินเรื่องการเรียกค่าสินไหม
สามารถ”ติดต่อเรา”ได้ทันที เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง เริ่มต้นจากการรู้สิทธิของตัวเอง และใช้มันให้ถูกทาง

โดนจับ “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ทำยังไงดี? รู้ไว้ก่อนสาย ป้องกันค่าปรับก้อนโตและคดีความตามมา

การบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” คือหนึ่งในความผิดที่ผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของกิจการโลจิสติกส์ หรือแม้แต่คนขับรถบรรทุกหลายคนอาจเคยเจอ หรืออาจเผลอทำผิดโดยไม่รู้ตัว ความผิดในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้ต้องเสียค่าปรับสูงแล้ว ยังอาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมาย หากมีผลกระทบต่อทรัพย์สินหรือชีวิตของบุคคลอื่น

ในบทความนี้เราจะมาอธิบายว่า “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ผิดกฎหมายอย่างไร โดนจับแล้วต้องทำยังไง และควรดำเนินการทางกฎหมายหรือปรึกษาทนายความเมื่อใด เพื่อป้องกันความเสียหายที่มากเกินควร

รถบรรทุกน้ำหนักเกิน คืออะไร?

“รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” หมายถึง รถที่มีน้ำหนักรวมของรถและสิ่งของที่บรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีการควบคุมชัดเจนโดย พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และ กฎกระทรวงที่กำหนดน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมของแต่ละประเภทของรถ

โดยทั่วไป รถแต่ละประเภทจะมีน้ำหนักบรรทุกที่อนุญาตตามพิกัด เช่น

  • รถบรรทุก 6 ล้อ: ไม่เกิน 15 ตัน
  • รถบรรทุก 10 ล้อ: ไม่เกิน 25 ตัน
  • รถพ่วงหรือเทรลเลอร์: ขึ้นอยู่กับจำนวนเพลาและชนิดของพ่วง

เมื่อรถมีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และอาจมีผลตามมา เช่น

  • ถูกจับโดยเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง หรือตำรวจจราจร
  • ถูกสั่งห้ามวิ่งต่อ
  • ต้องขนถ่ายสินค้าเพื่อลดน้ำหนักทันที
  • เสียค่าปรับจำนวนมาก
  • มีประวัติถูกดำเนินคดีในระบบราชการ

โดนจับ “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” แล้วต้องทำยังไง?

หากคุณหรือพนักงานขับรถของคุณถูกเจ้าหน้าที่จับในข้อหาบรรทุกน้ำหนักเกิน ขั้นตอนที่ควรดำเนินการมีดังนี้

1. ตรวจสอบเอกสารและใบสั่ง

หากมีการชั่งน้ำหนักโดยด่านตรวจ และเจ้าหน้าที่ออกใบสั่ง ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งน้ำหนักที่ชั่งได้ พิกัดที่อนุญาต และข้อกฎหมายที่อ้างอิง

2. อย่ารีบร้อนเซ็นรับสารภาพ

หลายคนเข้าใจผิดว่า “เซ็นรับแล้วจะจบ” แต่ในความจริงแล้ว การเซ็นรับโดยไม่มีการปรึกษาทนายความ อาจเป็นการยอมรับผิดในข้อกฎหมายที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่ตั้งใจทำผิด

3. หากถูกยึดใบอนุญาตขับขี่หรือมีคำสั่งห้ามวิ่งต่อ

ให้สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนในการแก้ไข และควรติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดของรถเพื่อดำเนินการอย่างถูกต้อง

4. รวบรวมพยานหลักฐาน

เช่น ใบโหลดสินค้า, เอกสารจากต้นทางปลายทาง, น้ำหนักรถเปล่า, หรือเอกสารขนส่งอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่หรือศาลหากมีการดำเนินคดี

ปรับเท่าไหร่? โทษหนักแค่ไหน?

โทษของความผิดกรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกินตามกฎหมายจะแตกต่างกันไปตามระดับน้ำหนักที่เกิน ตัวอย่างเช่น

  • น้ำหนักเกิน 5-10%: ปรับประมาณ 5,000–10,000 บาท
  • น้ำหนักเกิน 10-20%: ปรับสูงสุด 20,000 บาท
  • น้ำหนักเกินเกินกว่า 20% อาจพิจารณาโทษสูงถึง 50,000 บาท และอาจสั่งห้ามวิ่งเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจมีอำนาจในการดำเนินคดีอาญา หากเห็นว่ามีการฝ่าฝืนอย่างร้ายแรงหรือเจตนา โดยเฉพาะหากมีผลกระทบต่อสาธารณูปโภค เช่น ถนนได้รับความเสียหาย

รถบรรทุกน้ำหนักเกิน อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว

นอกจากค่าปรับและการดำเนินคดีแล้ว ผู้ประกอบการควรตระหนักถึงความเสียหายด้านชื่อเสียง และความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น

  • บริษัทขนส่งอาจถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลงานบางประเภท
  • ลูกค้าอาจไม่มั่นใจในความรับผิดชอบ
  • เกิดภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการแก้ไขปัญหา
  • หากเกิดอุบัติเหตุขณะบรรทุกเกิน น้ำหนักเกินอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดโดยบริษัทประกันภัย

ปรึกษาทนายความทันทีที่เกิดเรื่อง คือทางออกที่ดีที่สุด

แม้เหตุการณ์ดูเล็กน้อยเพียงแค่ “โดนจับบรรทุกน้ำหนักเกิน” แต่ถ้าไม่จัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก อาจนำไปสู่คดีความ การเสียเงินโดยไม่จำเป็น และเสียเครดิตต่อคู่ค้าทางธุรกิจ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำให้คุณปรึกษาทนายความทันทีที่เกิดเรื่อง โดยเฉพาะในกรณีที่คุณเชื่อว่า

  • น้ำหนักที่ชั่งได้อาจไม่ถูกต้อง
  • มีเอกสารที่สามารถใช้ต่อสู้ข้อกล่าวหาได้
  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • คุณไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทนายความจะช่วยคุณตรวจสอบเอกสาร ข้อกฎหมาย และสามารถเป็นตัวแทนดำเนินคดี หรือยื่นอุทธรณ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคุณได้อย่างถูกต้อง“รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก การถูกจับหรือถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ และภาระทางการเงินของคุณ หากคุณหรือทีมงานของคุณเผชิญกับเหตุการณ์นี้ ขอให้ตั้งสติและปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อให้คุณสามารถต่อสู้ทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และลดความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษาได้ทันที

คนไทยในต่างประเทศ ต้องจัดการทรัพย์สินในไทยอย่างไร? กับทางออกที่คุณอาจยังไม่รู้

ชีวิตใหม่ในต่างแดน แต่ทรัพย์สินยังอยู่ไทย แล้วใครจะดูแล?

เมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยได้ย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของการเรียนต่อ การทำงาน หรือการแต่งงานกับชาวต่างชาติ หลายคนก็ยังคงมีทรัพย์สินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน คอนโด หรือบัญชีเงินฝาก

คำถามสำคัญคือ…

 หากคุณเป็นคนไทยในต่างประเทศ แล้วต้องการจัดการทรัพย์สินในไทย จะทำอย่างไรดี?
โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้ทันที หรือไม่มีญาติพี่น้องที่ไว้ใจให้ดำเนินการแทน

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่คนไทยในต่างประเทศมักเผชิญ

  • คุณเมย์ แต่งงานกับชาวออสเตรเลีย มีลูกเล็ก เดินทางกลับไทยไม่ได้ แต่มีที่ดินในสมุทรปราการที่ถูกเพื่อนบ้านบุกรุก
  • คุณกอล์ฟ ไปทำงานที่เยอรมนี มีบ้านในนนทบุรีปล่อยเช่า แต่ผู้เช่าหยุดจ่ายค่าเช่า ต้องการฟ้องขับไล่
  • คุณพลอย ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นกับสามีชาวญี่ปุ่น ต้องการโอนรถยนต์ที่เมืองไทยให้พี่สาว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

หากคุณเป็น “คนไทยในต่างประเทศ” ที่มีทรัพย์สินในไทย และอยากจัดการบางอย่างให้เรียบร้อย การมอบอำนาจให้ทนายความไทย จึงเป็นทางออกที่ทั้งปลอดภัยและถูกกฎหมาย

รู้หรือไม่ ? สามารถมอบอำนาจให้ทนายความในไทยเป็นผู้แทนทางกฎหมายดำเนินการแทนได้

การจัดการทรัพย์สินโดยตรงเมื่อคุณไม่สามารถอยู่ในไทยได้ ต้องอาศัย “ผู้แทนทางกฎหมาย” ที่สามารถดำเนินการแทนคุณได้ตามขั้นตอนต่าง ๆ เช่น

  • ติดต่อหน่วยงานราชการ
  • ต่อสัญญาเช่า / ฟ้องผู้เช่า
  • ขายทรัพย์สิน / โอนกรรมสิทธิ์
  • ดูแลทรัพย์สินไม่ให้ถูกบุกรุก
  • ตรวจสอบภาษี หรือยื่นแบบภาษีที่ดิน
  • ดำเนินคดีแทนในศาลไทย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ของเรามีประสบการณ์ในการดำเนินเรื่องในธุระทางกฎหมายต่าง ๆ จากคนไทยในต่างประเทศมาแล้วหลายกรณี โดยดำเนินการแทนเจ้าของทรัพย์สินตามเงื่อนไขที่ชัดเจน โปร่งใส มีหลักฐานทุกขั้นตอน

ขั้นตอนการมอบอำนาจจากต่างประเทศทำอย่างไร?

1.ติดต่อทนายความ เพื่อขอคำปรึกษาและระบุความต้องการ

2.จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) โดยสามารถขอรับรองเอกสารได้ที่สถานทูตไทยในประเทศที่คุณพำนัก

3.ส่งเอกสารกลับมาที่ไทย โดยไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ DHL

4.ทนายความไทยดำเนินการแทนตามอำนาจ เช่น โอนทรัพย์ แจ้งความ เจรจาข้อพิพาท

5.ติดตามผลผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น อีเมล วิดีโอคอล หรือ LINE

การทำทุกขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวล หรือเสียเวลาบินกลับไทยให้ยุ่งยาก

ทำไมคนไทยในต่างประเทศควรเตรียมการไว้ล่วงหน้า?

“ทรัพย์สินในไทยคือสิ่งมีค่า ถ้าไม่มีคนดูแล อาจกลายเป็นปัญหา”

เหตุผลที่ควรให้ความสำคัญในการจัดการทรัพย์สิน ได้แก่

  • ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลอื่น
  • ป้องกันคดีความที่อาจเกิดโดยไม่รู้ตัว
  • วางแผนการเงินและภาษีอย่างถูกต้อง
  • สะดวกหากต้องการโอนให้ทายาทหรือขายทรัพย์ในอนาคต
  • รักษาผลประโยชน์ของตัวคุณและครอบครัวไว้ให้ครบถ้วน

ไม่ไว้ใจใครในครอบครัว จะทำอย่างไร?

หลายคนอาจไม่มีญาติหรือคนสนิทที่สามารถไว้วางใจให้ดูแลทรัพย์สินแทนได้ การมอบอำนาจให้ทนายความเป็นบุคคลกลาง จึงถือเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง เพราะ

  • ดำเนินงานตามกฎหมายทุกขั้นตอน
  • มีความรับผิดชอบทางวิชาชีพ
  • มีระบบตรวจสอบ โปร่งใส
  • รายงานผลอย่างต่อเนื่อง
  • ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ตัวช่วยของคนไทยในต่างแดน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจปัญหาของคนไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะ ให้บริการดูแลและจัดการทรัพย์สินแทนคุณอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น หรือประเทศใดในโลก เราให้บริการตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำปรึกษา ร่างเอกสาร รับมอบอำนาจ ไปจนถึงดำเนินการแทนคุณจนแล้วเสร็จ หากคุณกำลังมองหา “ที่ปรึกษากฎหมายในไทย” ที่ไว้ใจได้ เรายินดีเป็นตัวแทนดูแลสิทธิ์ของคุณเสมือนคุณอยู่เมืองไทย

คนไทยในต่างประเทศ ต้องบริหารจัดการทรัพย์สินในไทยอย่างมีแผน

  • ถ้าคุณแต่งงานกับชาวต่างชาติ แล้วไม่สามารถกลับไทยบ่อย ๆ
  • ถ้าคุณมีทรัพย์สินในประเทศไทยที่ต้องบริหาร
  • ถ้าคุณต้องการโอน ขาย หรือดูแลทรัพย์ แต่ไม่สามารถทำเอง

มอบอำนาจให้ทนายที่ไว้ใจได้ คือคำตอบ คลิก >>ปรึกษาทนายความ<<

จดทะเบียนบริษัทแล้วไม่มีที่ปรึกษา บริษัทอาจพังไม่รู้ตัว

ในยุคที่ใคร ๆ ก็อยาก เริ่มบริษัทใหม่ ด้วยความหวังจะเป็นนายตัวเอง สร้างรายได้อย่างมั่นคง การ จดทะเบียน บริษัทจึงกลายเป็นหนึ่งในก้าวแรกที่ผู้ประกอบการมือใหม่เลือกทำทันทีเมื่อมีไอเดียธุรกิจ แต่รู้หรือไม่ว่า? การจดบริษัทโดยไม่มี “ที่ปรึกษาธุรกิจ” หรือผู้รู้คอยชี้แนวทาง อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ” ที่ตามมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

หลายคนมองว่าแค่จดทะเบียนบริษัท เสียค่าใช้จ่ายไม่กี่พันก็จบแล้ว พร้อมเริ่มขายของหรือให้บริการได้เลย แต่ในความเป็นจริง การเริ่มต้นบริษัทให้ “รอด” และ “เติบโต” กลับไม่ใช่แค่เรื่องของเอกสาร แต่คือกระบวนการวางแผนทางธุรกิจ การเงิน กฎหมาย ภาษี และการจัดการองค์กรอย่างรอบด้าน ซึ่งหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ สิ่งเล็ก ๆ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่จนถึงขั้นทำให้บริษัทล้มได้เลยทีเดียว

ปัญหาที่มักเกิดหลัง “จดทะเบียน” หากไม่มีที่ปรึกษา

1.เลือกประเภทบริษัทผิดตั้งแต่เริ่ม
หลายคนไม่รู้ว่าการจดทะเบียนบริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือการทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดามีข้อแตกต่างเรื่องความรับผิดชอบ ภาษี และข้อจำกัดทางกฎหมาย หากเลือกผิดตั้งแต่เริ่ม อาจทำให้เสียภาษีมากเกินควร หรือไม่สามารถขยายธุรกิจตามที่วางแผนไว้ได้

2.ไม่มีแผนการเงินรองรับภาษีและค่าใช้จ่ายแฝง
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากไม่เข้าใจระบบภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงวางแผนการเงินผิดพลาด และกลายเป็นว่าบริษัทขาดสภาพคล่องตั้งแต่ไตรมาสแรก

3.จ้างพนักงานโดยไม่เข้าใจแรงงานสัมพันธ์
เมื่อบริษัทเติบโต เจ้าของหลายรายจ้างพนักงานโดยไม่มีสัญญาชัดเจน ไม่มีระบบประเมินผล หรือไม่รู้จักกฎหมายแรงงาน ส่งผลให้เกิดคดีฟ้องร้อง หรือพนักงานลาออกบ่อยเพราะระบบบริหารจัดการไม่มีมาตรฐาน

4.ไม่มีแผนรับมือวิกฤติทางธุรกิจ
หลายบริษัทเจอปัญหาคู่แข่งตัดราคา โควิดกระทบยอดขาย หรือเกิดข้อพิพาททางสัญญา แต่ไม่รู้วิธีรับมือ เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือนักกลยุทธ์ธุรกิจอยู่ข้างหลัง สุดท้ายต้องปิดบริษัททั้งที่อาจมีทางรอด

เริ่มบริษัทใหม่ ต้องเริ่มด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความกล้า

“ความกล้า” ในการเริ่มต้นธุรกิจเป็นเรื่องดี แต่ “ความเข้าใจ” คือสิ่งที่จำเป็นกว่า การเริ่มบริษัทใหม่ในยุคนี้ไม่ได้ใช้แค่ทุนและความฝัน แต่ต้องอาศัยความรู้รอบด้าน ตั้งแต่การเขียนแผนธุรกิจ การวางโครงสร้างบริษัท การวางระบบบัญชี การจัดการภาษี ไปจนถึงการจัดตั้งระบบบริหารที่ยั่งยืน

หากคุณไม่มีความรู้ในด้านเหล่านี้ การมี “ที่ปรึกษาธุรกิจ” ที่เข้าใจทั้งด้านกฎหมายและกลยุทธ์จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง ไม่เสียเวลา เสียเงิน หรือเสียโอกาส

ที่ปรึกษาดี = ลดความเสี่ยง เสริมความมั่นใจ

ลองจินตนาการว่า ถ้าคุณต้องปีนเขาสูงโดยไม่มีแผนที่ ไม่มีไกด์ คุณอาจหลงทางหรือเจออันตรายตลอดทาง แต่หากมีที่ปรึกษาที่เคยผ่านเส้นทางนั้นมาแล้ว เขาย่อมช่วยบอกได้ว่า จุดไหนควรเลี่ยง เส้นทางไหนปลอดภัย และจุดไหนควรเร่งรีบ

ที่ปรึกษาธุรกิจที่ดีจะช่วย:

  • วางแผนโครงสร้างบริษัทให้เหมาะสมกับเป้าหมาย
  • ป้องกันปัญหาทางภาษีและกฎหมายตั้งแต่แรก
  • แนะนำระบบบัญชีและเอกสารให้ถูกต้อง
  • วางกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อแข่งขันได้จริงในตลาด
  • ช่วยเจรจาหรือแก้ไขปัญหาทางกฎหมายหากเกิดข้อพิพาท

อย่าคิดว่า “ทำเองได้” แล้วสุดท้ายต้องแก้ไขทุกอย่าง

หลายคนเริ่มต้นด้วยการจดทะเบียนบริษัทเองทางออนไลน์ หรือใช้บริการที่ราคาถูกที่สุดโดยไม่ได้รับคำแนะนำเชิงลึก ซึ่งอาจประหยัดในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจต้องเสียมากกว่านั้นหลายเท่า เมื่อเริ่มมีปัญหา เช่น เอกสารภาษีผิด สรรพากรเรียกตรวจ ระบบบัญชีไม่ตรง หรือแม้กระทั่งโดนฟ้องร้องจากลูกค้า

“เริ่มบริษัทใหม่” ให้สำเร็จ ต้องมีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่ข้าง ๆ
ในฐานะเจ้าของกิจการ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คุณต้องมีทีมที่ดี โดยเฉพาะ “ที่ปรึกษา” ที่เข้าใจปัญหาทางธุรกิจและช่วยคุณวางแผนป้องกันความผิดพลาดก่อนเกิดขึ้น

จดทะเบียนบริษัท ต้องมีที่ปรึกษา อย่ารอให้พังแล้วค่อยหาทางแก้

การ จดทะเบียน บริษัทไม่ใช่แค่เริ่มต้นทางกฎหมาย แต่คือการวางรากฐานธุรกิจในระยะยาว หากคุณกำลัง เริ่มบริษัทใหม่ อย่ามองข้ามการมีที่ปรึกษาที่ดี เพราะความผิดพลาดเล็ก ๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายใหญ่ หากคุณไม่อยากให้ธุรกิจพังตั้งแต่ปีแรก อย่าประหยัดในสิ่งที่ควรลงทุน

ปรึกษาทนายความคือ “ตัวช่วยที่ดีที่สุด” ตั้งแต่ก่อนจดทะเบียน

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของเจ้าของธุรกิจมือใหม่คือ การมองข้ามบทบาทของ “ทนายความ” คิดว่าควรติดต่อเมื่อมีปัญหาทางกฎหมายเท่านั้น ทั้งที่ในความจริงแล้ว หากคุณ ปรึกษาทนายความตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนบริษัท จะสามารถป้องกันปัญหาต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการร่างเอกสารจดทะเบียนที่ถูกต้อง เลือกรูปแบบนิติบุคคลที่เหมาะสม ตรวจสอบข้อตกลงกับหุ้นส่วน วางระบบสัญญาว่าจ้าง ไปจนถึงเตรียมความพร้อมเรื่องภาษีและกฎหมายแรงงาน

ทนายความไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ว่าความในศาล” แต่ยังเป็นคู่คิดที่คอยช่วยคุณตัดสินใจเรื่องสำคัญทางธุรกิจได้อย่างรอบคอบ มีแบบแผน และลดความเสี่ยงทางกฎหมายในระยะยาว ยิ่งคุณเริ่มต้นถูกต้องตั้งแต่วันแรก ธุรกิจของคุณก็จะมีโอกาส “ไปต่อ” ได้อย่างมั่นคงในอนาคต ปรึกษาทนายความ >>ติดต่อเรา<<

รถชนฟันหัก เรียกค่าเสียหายจากประกันได้ไหม?

อุบัติเหตุรถชนไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีกด้วย หนึ่งในอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยและสร้างความเจ็บปวดไม่น้อยก็คือ ฟันหักหรือฟันโยกจากแรงกระแทก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการรักษาทันที แล้วกรณีแบบนี้ เราจะสามารถ รถชนเรียกค่าเสียหาย รถชนฟันหักฟ้องประกัน จากบริษัทประกันภัยได้หรือไม่?

คำตอบคือ ได้ แต่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประกันภัยรถยนต์ที่เราทำไว้เป็นประเภทใด มีความคุ้มครองเกี่ยวกับอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือไม่ และมีเอกสารประกอบเพียงพอในการเรียกร้องหรือเปล่า

ประกันภัยรถยนต์ประเภทใดครอบคลุมอุบัติเหตุฟันหัก?

การจะเรียกค่ารักษาฟันจากประกันภัยรถยนต์ได้ ต้องพิจารณาประเภทของประกันที่ผู้ขับขี่ทำไว้ก่อน ดังนี้

1. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+)

  • ประกันภัย ชั้น 1 โดยทั่วไปจะครอบคลุมทั้งตัวรถและบุคคล รวมถึง ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ เช่น ฟันหัก หรือบาดเจ็บจากการชน
  • ส่วนประกัน ชั้น 2+ และ 3+ อาจมีความคุ้มครองในบางกรณี แต่ต้องตรวจสอบ เงื่อนไขกรมธรรม์ ว่าครอบคลุมถึงอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือไม่
  • ในบางกรณี ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้อง ค่าทำฟัน / ค่ารักษาฟันหัก ได้จากความคุ้มครอง อุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ที่แนบท้ายกรมธรรม์

2. ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

  • พ.ร.บ. ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับจะคุ้มครองเบื้องต้นในกรณีที่มีการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดยจะชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้ไม่เกิน 30,000 บาท ต่อคน และหากฟันหักเป็นส่วนหนึ่งของการบาดเจ็บ ก็สามารถเบิกค่ารักษาได้จากตรงนี้

หากมี ใบรับรองแพทย์ และ ใบเสร็จรับเงินจากคลินิกทันตกรรมหรือโรงพยาบาล ก็สามารถยื่นเบิกค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน

เอกสารที่ต้องใช้ในการเรียกร้องค่ารักษาฟันหัก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนและได้รับบาดเจ็บ ฟันหัก หรือได้รับความเสียหายทางช่องปาก ผู้ประสบเหตุควรเก็บรวบรวมเอกสารต่าง ๆ ให้ครบถ้วนเพื่อใช้เรียกร้องสิทธิ์จากบริษัทประกันภัย ได้แก่

1.สำเนากรมธรรม์ประกันภัย

2.ใบรับรองแพทย์ / ทันตแพทย์ ระบุอาการบาดเจ็บ เช่น ฟันหัก ฟันโยก จำเป็นต้องทำครอบฟันหรือใส่รากเทียม

3.ใบเสร็จรับเงิน ค่าใช้จ่ายในการรักษาทางทันตกรรม

4.รายงานอุบัติเหตุ / สำเนาบันทึกประจำวัน จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

5.ภาพถ่ายบาดแผล หรือภาพหลังการรักษา (ถ้ามี)

6.สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน

ข้อควรรู้ก่อนเรียกค่าทำฟันจากประกัน

  • บริษัทประกันบางแห่งอาจตีความว่า ค่าทำฟันเป็นค่าใช้จ่ายด้านความงาม หากไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บจริง จึงควรมีหลักฐานทางการแพทย์ชัดเจนว่าฟันหักจากแรงกระแทก
  • หากใช้สิทธิเบิกจาก พ.ร.บ. แล้ว ยังสามารถเรียกส่วนเกินจากประกันชั้น 1 หรือประกัน PA ได้เพิ่มเติม
  • หากเป็นผู้โดยสาร ก็สามารถเรียกจาก ประกันของรถที่เป็นฝ่ายผิด ได้โดยตรง

หากประกันปฏิเสธจ่าย ควรทำอย่างไร?

หากคุณมั่นใจว่าการฟันหักเกิดจากอุบัติเหตุรถชนจริง แต่บริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่ารักษา หรือจ่ายไม่ครบตามจริง สามารถดำเนินการได้ดังนี้

1.ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ประกัน พร้อมแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองแพทย์ ฉบับละเอียด

2.ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

3.ปรึกษาทนายความ เพื่อดำเนินคดีฟ้องร้องในกรณีที่เกิดความเสียหายรุนแรง หรือบริษัทจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ตัวอย่างของการมีทนายความเรียกค่าเสียหายให้

อ้างอิงจากหนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย บาดเจ็บ บาดเจ็บพิสดาร เล่ม1 เรียบเรียงโดย ศุภสิทธิ์ ศิริ (ทนายอาม) พิมพ์ครั้งที่ 1 / 2564

ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่  217/2561

ยุติจำนวนเงิน  379,310 บาท

ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน  ดังนี้

-ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 300,000 บาท

-ไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ในระหว่างบาดเจ็บสาหัส 200,000 บาท

-ถ้าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 200,000 บาท

-ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เป็นเงิน 400,000 บาท

ผู้คัดค้าน  (บริษัท อ…ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ) คัดค้านว่า

ค่าเสียหายทั้งหมดที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องมาสูงเกินไม่มีหลักฐานสนับสนุน และผู้คัดค้านมีทุนประกันภัยภาคสมัครใจจำนวน 500,000 บาท จึงต้องรับผิดเกินกว่านี้ ขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาท

ประเด็นข้อพิพาท  : ค่าเสียหายมีเพียงใด และผู้คัดค้านต้องรับผิดในวงเงินเพียงใด

คำวินิจฉัยชี้ขาด

-ค่ารักษาพยาบาล

ตามประเด็นข้อพิพาท  พิเคราะห์แล้ว ประเด็นที่ว่า “ ค่าเสียหายมีเพียงใด” นั้น ผู้เสนอข้อพิพาทเสียค่ารักษาพยาบาลระหว่างนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 4 วัน รวมเป็นเงิน 39,270 บาท ซึ่งข้อนี้ได้ความจากผู้เสนอข้อพิพาทให้การเองว่าบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้เต็มตามจำนวนประกันภัย เป็นเงิน 80,000 บาทแล้ว ดังนี้ ผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากผู้คัดค้านได้อีก

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บสา  ใบหน้าเสียโฉม ฟันหักสี่ซี่ เหงือกมีอาการติดเชื้อ ต้องทำการรักษาอาการบาดเจ็บต่อไป คิดค่ารักษาเป็นเงิน 179,000 บาท เห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาบาดแผลตามใบหน้า รักษาเหงือกและฟันให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ต้องใช้ ค่าใช้จ่ายเป็นค่ารักษา เป็นเงินจำนวนสูงแน่นอน แต่ที่เรียกร้องมาเป็นเงิน 179,000 บาท ก็เป็นเพียงการคำนวณราคาว่าน่าจะเป็นราคาดังนี้เท่านั้น เห็นว่าเป็นการคำนวณราคาสูงไป เห็นควรกำหนดราคาค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 100,000 บาท

-ค่าขาดประโยชน์ในการทำมามาหาได้ระหว่างบาดเจ็บ

ผู้เสนอข้อพิพาท มีบาดแผลบนใบหน้าเป็นผลสด น้ำเหลืองซึม หน้าตึงแสบแผล จึงไปทำงานตามปกติไม่ได้ คิดเป็นค่าเสียหายเดือนละ 29,310 บาท จึงให้ตามคำขอ

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

ผู้เสนอข้อพิพาทมีรายได้เสริมพิเศษหลังเลิกงานด้วยการเปิดร้านขายของชำ การต้องพักรักษาตัวทำให้ต้องปิดร้านขายของชำ จึงขาดรายได้ไป ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 180,000 บาท เห็นว่า การบาดเจ็บสาหัสของผู้เสนอข้อพิพาทเป็นเหตุให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องปิดร้านขายของชำ จึงขาดรายได้ส่วนนี้ไปจริง แต่เรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ มาเป็นเงิน 180,000 บาท สูงเกิน เห็นควรกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท

-ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

ผู้เสนอข้อผิดพลาดได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเฉพาะแผลบนใบหน้า และปากกระทบถึงฟันหัก เป็นอาการแสนสาหัสที่ผู้เสนอข้อผิดพลาดได้รับเป็นการกระทบจิตใจ และความรู้สึกมากจริง แต่ที่เรียกร้องมาเป็นเงิน 400,000 บาท ยังสูงเกินไป เห็นควร กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เป็นเงิน 150,000 บาท

รวมเป็นเงินค่าเสียหายที่กำหนดให้ทั้งสิ้นจำนวน  379,310 บาท ซึ่งไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

วินิจฉัยคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน  379,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำชี้ขาด ค่าป่วยการตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นในชั้นดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ให้ฝ่ายผู้เสนอข้อพิพาทและผู้คัดค้านชำระตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

แหล่งที่มา

ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ : 460/2560

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877, 446

อนุญาโตตุลาการ  : นายขวัญชัย ปิ่นรอด

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

ในส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต  อันเป็นค่ารักษารากฟันนั้น ผู้เสนอข้อพิพาทจำเป็นต้องรักษาพยาบาลจริง เพียงแต่ว่าผู้เสนอข้อพิพาทยังไม่ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้เสนอข้อพิพาทและคณะทำงานต้องเรียนแจ้งตามตรงว่าส่วนใหญ่แล้ว ผู้เสนอข้อผิดพลาดไม่มีเงินเพียงพอที่จะไปรักษา เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวแล้ว ยังต้องหยุดงานไปรักษาตัวทำให้ไม่มีรายได้ ไหนจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวันของตัวผู้เสนอข้อพิพาทเองอีก จึงทำให้ไม่อาจนำค่ารักษาพยาบาลที่แน่นอนมาแสดงต่ออนุญาตต่อตุลาการได้ ดังนั้น ผู้แทนผู้เสนอข้อพิพาทหรือท่านผู้อ่านจึงมีความจำเป็นต้องหาพยานหลักฐานใดๆ มาแสดงต่ออนุญาโตตุลาการให้ทราบให้แน่ชัดว่ามีค่ารักษาพยาบาลประมาณเท่าใดจากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนั้นสะท้อนความจริงให้เห็นว่า แม้การเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยจะดูเหมือนเป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีกลับต้องใช้ความรู้ด้านกฎหมายเพื่อยืนยันสิทธิของผู้เอาประกัน หากคุณ รถชนฟันหัก แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมในการชดเชย หรืออยากให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เสียสิทธิ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียเปรียบประกันภัย

ไม่ว่าจะเป็นการร่างหนังสือเรียกร้อง แจ้งความ ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือดำเนินคดีฟ้องร้อง ทนายความจะสามารถให้คุณ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ได้ และที่สำคัญเลยคือจะไม่เสียเปรียบบริษัทประกันภัยหากคุณหรือคนใกล้ตัว รถชนฟันหัก จำไว้ว่าสามารถเรียกร้องค่ารักษาได้ทั้งจาก พ.ร.บ. และประกันภัยภาคสมัครใจ เพียงเตรียมเอกสารให้ครบ และอย่าลืมใช้สิทธิให้เต็มที่ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หากมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่าลังเลที่จะ ปรึกษาทนาย เพื่อให้คุณได้รับสิ่งที่ควรได้รับ

รถชนเรียกค่าเสียหาย ทำไมไปร้อง คปภ. เอง แล้วถึงไม่มีผล?

รู้ทันบริษัทประกันภัย และรู้เท่าทันกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนจะเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนคิดว่าแค่มีประกันภัยก็คงพอแล้ว แต่ในความจริง การ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณต้องเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นปะทะกันระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยอย่างไม่รู้จบ และในหลายๆ เคส การเดินเรื่องด้วยตัวเอง แม้แต่การไปร้องเรียนที่ คปภ. ก็อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี หากคุณไม่มีความรู้หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ

ตัวอย่างเคสจริง: คุณ A เดินเรื่องเอง แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบ

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนคือ เคสของ คุณ A ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 รถของคุณ A ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องส่งซ่อมนานถึง 240 วัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ บริษัทประกันภัยกลับเสนอให้เพียงแค่ 60 วัน ๆ ละ 500 บาท เท่านั้น รวมเป็นเงินเพียง 30,000 บาท

เมื่อคุณ A เห็นว่าตัวเลขที่ได้รับไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจไปร้องเรียนกับ คปภ. ด้วยตัวเอง หวังว่าหน่วยงานกลางจะช่วยเจรจาเพื่อความยุติธรรม แต่ผลที่ได้คือ คปภ.นัดไกล่เกลี่ยและบริษัทประกันภัยก็เพียง “เพิ่มให้เป็น 70 วัน” เท่านั้น ยอดรวมเป็น 35,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากความเสียหายจริง

ไกล่เกลี่ย…หรือถูกเกลี้ยกล่อม?

หลังจากที่คุณ A เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อขอคำปรึกษาจาก ทนายอาร์ม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยเฉพาะ แต่ทว่าก็พบว่า… ช้าไปแล้ว เพราะการที่คุณ A ไปร้องเอง และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัทประกันภัยก่อน โดยไม่มีทนายหรือผู้รู้กฎหมายอยู่ด้วย ทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทนายอาร์ม อธิบายว่า

“การไกล่เกลี่ย ถ้าไม่มีความรู้ = ไปถูกเกลี้ยกล่อม”
เพราะบริษัทประกันภัยมีความพร้อมด้านกฎหมาย ทีมเจรจา และกลยุทธ์เชิงจิตวิทยา พอผู้เสียหายไม่มีความรู้ ก็อาจหลงเชื่อหรือยอมตกลงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสียสิทธิ์ไปแล้ว

รู้หรือไม่? ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ “เรียกได้มากกว่าวันละ 500 บาท!”

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เรียกได้เพียงวันละ 300–500 บาท แต่ในความเป็นจริง หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่าการไม่ได้ใช้รถทำให้สูญเสียรายได้ เช่น ใช้รถทำธุรกิจ ส่งของ หรือมีความจำเป็นใช้รถจริงๆ ก็สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ได้มากกว่านั้น และอาจมากถึงวันละ 800–1,500 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบแต่สิ่งที่สำคัญคือ…
คุณต้องมีความรู้ และต้องรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย
เพราะบริษัทมักเสนอจ่ายต่ำ ๆ ก่อน หากคุณไม่ท้วง ไม่ขอเจรจา หรือไม่มีผู้ช่วยที่เข้าใจสิทธิของคุณ เงินที่ควรได้รับก็อาจหลุดลอยไป

คำแนะนำจากทนายอาร์ม: อย่าไปร้อง คปภ. เอง ถ้าไม่มั่นใจ

หลายคนคิดว่า คปภ. คือที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีใช่ แต่ในทางปฏิบัติ หากคุณเข้าไปโดยไม่มีแผน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง คุณอาจเจอสิ่งที่เรียกว่า “ไกล่เกลี่ยแบบลดสิทธิ” เพราะบริษัทประกันภัยมักใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เจรจาให้จ่ายน้อยลง โดยหวังว่าผู้เสียหายจะ “ยอมรับ” ข้อเสนอเพื่อให้เรื่องจบเร็ว

ดังนั้น ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า

“หากจะไป คปภ. ควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้น หรืออย่างน้อยก็ขอคำปรึกษาก่อน”

เพราะหากคุณเสียเปรียบในชั้น คปภ. แล้ว จะย้อนกลับมาแก้ไขในภายหลังได้ยากมาก หรืออาจเสียสิทธิ์โดยสมบูรณ์

อย่าเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น! ดูคลิปเทคนิคเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทนายอาร์มก่อน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกตีราคาชีวิตหรือทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะทุกสิทธิของคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างถูกต้อง หากคุณรู้วิธี

ติดตามคลิปเทคนิคดี ๆ จากทนายอาร์ม
สอนวิธีเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างละเอียด ทั้งหลักฐาน วิธีเจรจา และกลยุทธ์ป้องกันการเสียเปรียบ
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.1

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.2

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.3

รถชนเรียกค่าเสียหาย อย่าประมาทเรื่องความรู้

  • บริษัทประกันภัยมักมีทีมเจรจาและกลยุทธ์
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกได้มากกว่าที่คิด
  • การไปร้อง คปภ. เอง หากไม่มีข้อมูล อาจกลายเป็นการเสียสิทธิ
  • ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

อย่ารอให้รถชนแล้วเสียสิทธิแบบคุณ A
เพราะการรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย คืออาวุธที่ดีที่สุดของผู้เสียหาย

อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความเตรียมพร้อมตั้งแต่รถยังไม่ชน พร้อมใช้ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อลดภาระความรับผิดของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้น ผู้เสียหายอย่างเราก็มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเองเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเจรจาแบบเอาเปรียบ เพราะ “เดินเรื่องเอง = เสียเปรียบ” อย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

มี “หมายจับ” อย่าตกใจ! แก้ไขได้ด้วยคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ หากคุณไม่เกี่ยวข้องกับคดีจริง

เมื่อพูดถึงคำว่า “หมายจับ” หลายคนอาจรู้สึกตกใจหรือหวาดกลัว เพราะหมายจับคือเอกสารทางกฎหมายที่ศาลออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมบุคคลตามที่ระบุไว้ในคดีอาญา แต่ในหลายกรณี พบว่ามีผู้บริสุทธิ์ตกเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี หรือถูกออกหมายจับเพราะมีชื่อคล้ายกับผู้ต้องหาตัวจริง ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ โดยการยื่น “คำร้องขอเพิกถอนหมายจับ” ต่อศาล

หมายจับคืออะไร?

หมายจับ คือเอกสารที่ออกโดยศาลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการจับกุมบุคคลตามที่ระบุไว้ในคดีอาญา โดยออกตามคำร้องของพนักงานสอบสวน กรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด และไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจะมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

การมีหมายจับติดตัวอาจส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น ถูกควบคุมตัวทันทีเมื่อพบตัว เสียชื่อเสียง หรือถูกปฏิเสธการให้ประกันตัวหากถูกจับกุม เพราะศาลอาจมองว่าผู้ต้องหาหลบหนี หรือไม่ให้ความร่วมมือ

ถ้ามีหมายจับติดตัว ต้องทำอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดหากทราบว่ามีหมายจับ คือ “อย่าตกใจ” และอย่าละเลย! ให้รีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อดำเนินการยื่น คำร้องขอเพิกถอนหมายจับ หากคุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หรือไม่ได้มีเจตนาหลบหนีจริง

ตัวอย่างกรณีที่สามารถยื่นเพิกถอนหมายจับได้ เช่น

  • ไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน และไม่มีเจตนาหลบหนี
  • มีชื่อซ้ำกับบุคคลอื่น ทำให้ถูกออกหมายจับผิดคน
  • มีหลักฐานยืนยันว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี
  • อยู่ต่างประเทศหรือล้มป่วยจริงจนไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนได้

อย่ามอบตัวโดยไม่มีการเตรียมตัว — เสี่ยงเสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม

หากคุณทราบว่าตนเองมีหมายจับ อย่ารีบเดินทางไปมอบตัวโดยไม่มีทนายความหรือเอกสารหลักฐานสนับสนุน เพราะการมอบตัวโดยไม่เตรียมตัวอาจทำให้คุณถูกควบคุมตัวทันที โดยไม่มีโอกาสแสดงความบริสุทธิ์หรือยื่นขอประกันตัวอย่างเหมาะสม การมีทนายความอยู่ด้วยตั้งแต่ต้น จะช่วยประสานงานกับพนักงานสอบสวน อธิบายข้อเท็จจริงให้ชัดเจน และเตรียมคำร้องต่าง ๆ เพื่อขอประกันตัวหรือขอเพิกถอนหมายจับได้อย่างถูกต้องตามสิทธิที่คุณควรได้รับ

ขั้นตอนการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ

การยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการเองได้อย่างง่ายดาย เพราะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ ดังนั้นควรมี ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการในนามของคุณ

ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้

1.ตรวจสอบหมายจับ
ทนายความจะตรวจสอบว่ามีหมายจับออกจริงหรือไม่ ด้วยการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือผ่านระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

2.รวบรวมหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์
เช่น หลักฐานที่อยู่ หลักฐานการเดินทาง เอกสารที่ยืนยันว่าไม่ได้รับหมายเรียก หรือไม่ได้มีเจตนาหลบหนี

3.จัดทำคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ
ทนายจะร่างคำร้องและยื่นต่อศาล โดยอธิบายเหตุผลและแนบเอกสารประกอบ เพื่อขอให้ศาลพิจารณายกเลิกหมายจับ

4.ติดตามคำสั่งศาล
ศาลจะพิจารณาคำร้อง และหากเห็นว่าเป็นไปตามข้อเท็จจริง ศาลอาจมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับได้

เหตุใดต้องรีบดำเนินการทันทีเมื่อทราบว่ามีหมายจับ?

การมีหมายจับติดตัว หากปล่อยทิ้งไว้นาน มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะถูกจับกุมโดยไม่มีโอกาสชี้แจง หรือได้รับการประกันตัว เช่น

  • ศาลอาจมองว่าคุณจงใจหลบหนี หรือไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
  • การถูกจับขณะทำงานหรือเดินทางอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงาน
  • หากถูกจับโดยไม่มีการเตรียมเอกสารหรือทนายไว้ก่อน มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ดังนั้นการรีบติดต่อทนายเพื่อจัดทำคำร้องขอเพิกถอนหมายจับจะช่วย ลดความเสี่ยงเหล่านี้ และให้คุณมีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องต่อศาล

คำแนะนำจากทนายความ: “หมายจับไม่ใช่จุดจบ ถ้าคุณไม่ผิด อย่ารอให้ถูกจับก่อนค่อยแก้ไข”

การถูกออกหมายจับไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับเสรีภาพของบุคคลโดยตรง แต่หากคุณมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด การยื่นคำร้องเพิกถอนหมายจับ คือทางออกที่ดีที่สุด และควรทำให้เร็วที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการด้านการตรวจสอบและยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อคุ้มครองสิทธิของคุณตามกระบวนการยุติธรรม

หากคุณทราบว่ามีหมายจับ หรือสงสัยว่าตนเองอาจถูกออกหมายจับโดยไม่รู้ตัว อย่ารอช้า! ติดต่อเราเพื่อปรึกษาทนายความโดยไม่เสียเวลา เราพร้อมดูแลคุณอย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขปัญหา “หมายจับ” ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย !

ฝากถึงผู้เสียหายโลภ! อยากได้ค่าเสียหาย แต่ไม่อยากเสียเงินจ้างทนาย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่พลิกชีวิตเพียงเสี้ยววินาที ผู้เสียหายหลายคนอาจคิดว่าตนจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทั้งเรื่องเรียกร้องค่าสินไหม การเจรจากับบริษัทประกันภัย หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ทางคดีความ แต่ในความเป็นจริง “ความซับซ้อนของกฎหมาย” ไม่ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนเดินไปถึงเส้นชัยอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเผชิญกับคำว่า “ประมาทร่วม” และบริษัทประกันภัยที่ไม่ได้อยากจ่ายเงินโดยง่าย

กรณีตัวอย่างที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้เสียหายได้ตระหนักก็คือ เหตุการณ์รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก 6 ล้อ ผู้บาดเจ็บคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่หลบหลุมแล้วเสียหลักไปชนกับรถบรรทุกที่กำลังขับลงเนิน ผลคือบาดเจ็บสาหัสถึงขั้น “ขาขาด” และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ว่า “ประมาทร่วม” นั่นหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายมีส่วนในการก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ การจะไปเรียกร้องค่าชดเชยจากประกันภัยให้ได้ผลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เสียหายตัดสินใจทักข้อความมาปรึกษาทนายคดีประกันภัย เพื่อให้ดำเนินการตามสิทธิที่ควรได้รับ แต่เรื่องที่น่าหนักใจกว่าการเรียกร้องคือ ทัศนคติของผู้เสียหายที่ “ไม่อยากเสียค่าทนายความ” แม้ว่าทนายจะเป็นคนที่ทำให้ได้เงินก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงบางคนถึงขั้นไปเดินเรื่องเองกับบริษัทประกันภัย หวังจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายกลับ “ไม่ได้อะไรเลย” เพราะขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ และขาดการเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

ทำไมคดีประกันภัยถึงต้องมีทนายความ?

คดีประกันภัยไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และข้อสัญญาในกรมธรรม์ หากผู้เสียหายไม่มีความรู้และประสบการณ์มากพอ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกด้าน เช่น

1.การตีความข้อยกเว้นในกรมธรรม์
หลายครั้งบริษัทประกันอ้างข้อยกเว้นเพื่อไม่จ่ายค่าสินไหม ทนายคดีประกันภัยจะสามารถโต้แย้งได้ด้วยข้อกฎหมายอย่างตรงประเด็น

2.การประเมินค่าเสียหายอย่างเหมาะสม
การเรียกค่าทดแทนไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงค่าขาดรายได้ ค่าทำขวัญ และค่าทางจิตใจ หากไม่มีทนาย ความเสียหายที่ควรได้รับอาจถูกประเมินต่ำหรือไม่ได้เลย

3.การดำเนินคดีในศาล
เมื่อบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน การฟ้องคดีต่อศาลเป็นทางออกเดียว แต่ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องได้อย่างถูกต้องหากไม่มีทนายความเดินเรื่องให้

ในคดีประกันภัย หลายครั้งผู้เสียหายไม่ได้รับเงินเพราะเจรจาไม่เป็น หรืออธิบายข้อเท็จจริงได้ไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือยื่นข้อเสนอชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ทนายที่เชี่ยวชาญในคดีประกันภัยจะรู้ว่าควรเจรจาอย่างไร ใช้ข้อกฎหมายใด และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างจึงจะต่อรองได้ผล

กว่าจะเป็นทนายความไม่ใช่เรื่องง่าย หากอยากได้ความเป็นธรรมก็ควรจ้างทนาย   

หลายคนมักมองว่า “ทนายแพง” หรือ “กลัวจะเสียเปล่า” ทั้งที่ความจริงแล้ว การเสียค่าทนายความคือการซื้อเวลา ซื้อความมั่นใจ และซื้อผลลัพธ์ที่เป็นธรรม ผู้เสียหายบางรายคิดว่าเดินเรื่องเองจะได้เงินเต็มจำนวน แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ในขณะที่อีกคนยอมจ้างทนาย กลับได้เงินหลักแสนหรือหลักล้าน

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ทนายไม่ได้แค่ “ทำเอกสาร” หรือ “ยื่นเรื่อง” เท่านั้น แต่ยังต้องประเมินกลยุทธ์ในการต่อสู้ ต้องตอบโต้ข้อโต้แย้ง ต้องรู้เท่าทันกลไกของบริษัทประกัน และต้องมีเครือข่ายความรู้ทางกฎหมายที่กว้างขวาง จึงจะสามารถนำผู้เสียหายไปถึงสิ่งที่ควรได้รับจริง ๆ

อย่าปล่อยให้ความโลภ ทำให้คุณไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม

ในโลกแห่งความเป็นจริง หากคุณ “ขาขาด” จากอุบัติเหตุ ถามว่าการเดินเรื่องเองโดยไม่มีทนาย จะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ได้รับหรือไม่? หรือจะดีกว่าหากมีทนายคดีประกันภัยเดินข้างคุณ สู้ไปด้วยกัน และทำให้คุณได้รับค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ค่าเสียหายที่คุณควรได้รับ

อย่าปล่อยให้ความโลภบดบังความจริง อย่าหวังว่าจะได้เงินเต็มจำนวนโดยไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะในโลกของกฎหมาย ไม่มีอะไรได้มาฟรี โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังเผชิญหน้ากับบริษัทประกันภัยที่มีทนายเป็นทีม และมีวิธีมากมายในการ “ลดค่าชดเชย” ให้เหลือน้อยที่สุด

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับมือให้ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ความโลภทำลายโอกาสของคุณเอง เพราะหากคุณไม่จ้างทนาย คุณอาจไม่ได้อะไรเลย แต่หากคุณยอมลงทุนเพื่อให้ ทนายคดีประกันภัย เดินเรื่อง คุณอาจได้รับมากกว่าที่คุณคิด ปรึกษาทนายคดีประกันภัยภัย >>ติดต่อเรา<<

พิธีสวดนพเคราะห์ในวันคล้ายวันเกิดทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ณ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร (18/ก.ย./67)

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 36 ปี ของ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้จัดพิธีสวดนพเคราะห์ ณ พระอุโบสถวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร โดยมี พระธรรมวชิรเมธี (เจ้าคุณมีชัย) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำสวดมนต์บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบทสวดนพเคราะห์ตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิตและหน้าที่การงาน

ภายในพิธี ยังได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.สอท.) มาร่วมเป็นประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส แสดงถึงสายสัมพันธ์อันดีในวงการวิชาชีพและความเคารพในศรัทธาที่มีต่อวัดหงส์รัตนารามฯ อันเป็นวัดหลวงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเปี่ยมด้วยพุทธศิลป์

นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหาร ทนายความ และบุคลากรจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมถวายจตุปัจจัย บำเพ็ญกุศล และแสดงความยินดีในวาระสำคัญของทนายอาร์ม โดยบรรยากาศในพิธีเป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเต็มไปด้วยพลังแห่งความศรัทธา

ตลอดช่วงเวลาของพิธีสวดนพเคราะห์ เสียงสวดจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิดังกังวานก่อเกิดความปลื้มปีติแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง เสริมสร้างพลังใจให้กับเจ้าภาพและผู้เข้าร่วมได้เริ่มต้นปีใหม่ของชีวิตอย่างราบรื่นและมั่นคง

และเพื่อร่วมแบ่งปันพลังแห่งบุญในวันอันเป็นมงคลนี้ ทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้นำภาพบรรยากาศภายในพิธีมาฝากทุกท่าน เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแห่งความดีงามและการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหมาย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!