วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ เยี่ยมเยียนและนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์ ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ให้การต้อนรับคณะอาจารย์จากวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ได้แก่ อาจารย์นาฏระพี ริทัศน์โส อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบัญชี และอาจารย์ฉัตรธงชัย จิตต์รักธรรม อาจารย์ประจำสาขาโลจิสติกส์ ที่ได้เดินทางมาเพื่อติดตามและนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาขาการบัญชี จำนวน 3 คน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงานฯ

ในโอกาสนี้ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการ และทนายนัท ณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพและพัฒนาการของนักศึกษาฝึกงาน รวมถึงสรุปภาพรวมของประสบการณ์ที่นักศึกษาได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านวิชาชีพ หน้าที่รับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนทักษะการทำงานจริงในสภาพแวดล้อมของสำนักงานกฎหมาย

บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ให้แก่นักศึกษา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการเข้าร่วมฝึกประสบการณ์กับทางสำนักงานอีกในอนาคต

อุบัติเหตุที่เปลี่ยนชีวิต กับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน: กรณีศึกษาและบทเรียนที่คนมีประกันไม่ควรมองข้าม 

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยที่เราจะไม่คาดคิด และความเสียหายที่ตามมาอาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ภายในไม่กี่วินาที เมื่อเกิดเหตุแล้ว สิ่งที่ผู้เอาประกันและครอบครัวต้องเผชิญ ไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวด แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถาโถม รายได้ที่หายไป การเปลี่ยนแปลงในการประกอบอาชีพ และภาระดูแลคนในครอบครัวที่ยังดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยทุกคน คือ การเข้าใจสิทธิของตนเอง และการใช้สิทธิในเรียกร้องให้ถูกต้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการใน หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงไม่ใช่แค่คดีตัวอย่าง แต่เป็น “คู่มือจริง” ที่ทำให้เห็นภาพว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผู้เสียหายต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสิทธิขอตนเองได้ 

กรณีศึกษา: อุบัติเหตุวินมอเตอร์ไซค์ สูญเสียนิ้ว เสียรายได้ สูญโอกาส 

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายเป็นผู้ขับจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งอาชีพนี้ต้องพึ่งพาร่างกายแข็งแรงเต็มร้อย หลังอุบัติเหตุรุนแรง เขา >>สูญเสียนิ้ว<< นางซ้ายถึงสองข้อ ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง หยุดงานนานหลายเดือน รายได้ที่เคยเลี้ยงครอบครัวก็ขาดหายทันที เมื่อฟื้นตัว ผู้เสียหายพยายามเรียกร้องค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัยตามกรมธรรม์ที่ทำไว้ แต่กลับพบอุปสรรค ทางบริษัทประกันภัยกลับอ้างว่าผู้เสียหายได้ยอมความในคดีอาญาแล้ว! ทำให้ไม่สารถเรียกร้องค่าสินไหมบางส่วนคืนได้ ซึ่งหากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยอาจยอมรับข้อเสนอของบริษัทประกันโดยไม่รู้เลยว่าตนเองได้เสียสิทธิ์บางส่วนไปแล้ว และไม่ทราบด้วยว่ามีทางแก้หรือแนวทางเรียกร้องสิทธิ์คืนได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลคดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราได้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ไม่สูญเสียไปโดยไม่รู้ตัว และผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วนที่สุดตามที่ควรจะเป็น 

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ: พิสูจน์ตามจริง! ไม่ใช่แค่ตามคำกล่าวอ้างจากบริษัทประกันภัย 

ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เรียกร้องสิทธิ์ตามสิ่งที่พึงได้อย่างไร และอนุญาโตตุลาการพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารประกอบทั้งหมด โดยใช้เหตุผลและเงื่อนไขตามกรมธรรม์อย่างไร 

อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดดังนี้: 

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นข้อพิพาท ใบเสร็จจริงจากโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมยอดได้ 79,097 บาท บริษัทประกันต้องรับผิดชดใช้เต็มจำนวน 

-ค่าสูญเสียอวัยวะ การสูญเสียนิ้วนางซ้ายสองข้อ มีวงเงินประกันตามเงื่อนไขสูงสุด 200,000 บาท ถึงแม้จะเรียกร้องมากกว่า ก็ไม่สามารถได้เกินกว่านี้ 

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ผู้เสียหายอ้างต้องต่อนิ้วเทียม ทำกายภาพ และฝังเข็มเพิ่ม แต่เมื่อไม่มีใบสั่งแพทย์หรือเอกสารยืนยัน อนุญาโตตุลาการจึงไม่กำหนดให้ชำระ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเดินทางจัดการเอกสาร สรุปรวม 4,250 บาท ซึ่งเห็นว่าสมเหตุสมผล ค่าขาดประโยชน์จากการทำงาน จากที่เคยหารายได้วันละ 1,000 บาท เมื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์จริง เห็นสมควรให้เฉลี่ย 750 บาทต่อวัน พักงาน 7 เดือน เป็นเงิน 157,500 บาท

– ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต เพราะการสูญเสียนิ้วทำให้งานขับวินที่ต้องใช้มือเต็มที่ย่อมกระทบ จึงกำหนด 200,000 บาท 

-ค่าเสียหายทางจิตใจ ความเจ็บปวด รอยแผลเป็น และผลกระทบทางจิตใจ กำหนด 300,000 บาท ค่าทวงถามและค่าทนายความ ตามกฎหมาย ไม่อาจเรียกได้ จึงไม่กำหนด 

เมื่อรวมแล้ว บริษัทประกันต้องจ่ายเพิ่มอีก 306,997 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี 

ทำไมจึงควรมี “หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย” ?

หนังสือรวมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการว่าด้วยเรื่องประกันภัย ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่ใช่หนังสือทฤษฎีทั่วไป แต่ถูกรวบรวมจากคดีที่เกิดขึ้นจริง และมีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับ ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการรู้สิทธิของตนเองชัดเจน ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารความเสี่ยงกับคู่ค้า นักศึกษากฎหมายที่อยากเข้าใจมุมปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่บทเรียนในตำรา ในชีวิตจริง ข้อพิพาทประกันภัยไม่ได้จบที่กรมธรรม์หรือใบเคลม แต่มีรายละเอียดในชั้นข้อเท็จจริง หลักฐาน และการตีความตามแนวคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการซึ่งกลายเป็นแนวทางสำคัญที่ใช้ในวงการประกันภัย สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าใช้จ่ายทางอ้อม หลายคนคิดว่าอุบัติเหตุจบที่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าซ่อมรถ แต่ในคดีจริงๆ มักมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าเอกสารทางการแพทย์ ค่าเสียเวลาในการจัดการเรื่องคดี หรือแม้กระทั่งค่าดูแลผู้ป่วยในระหว่างพักฟื้น หากไม่มีเอกสารยืนยัน ก็อาจไม่ได้รับชดเชย 

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์: ที่พึ่งสำหรับคนที่ต้องการได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง

เมื่อเกิดคดีความ ผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยมักพยายามเรียกร้องสิทธิ์ด้วยตนเอง แต่กลับสูญเสียสิทธิ์ไป บางส่วนเพราะขาดพยานหลักฐานที่เพียงพอ หรือดำเนินการผิดขั้นตอนตามกฎหมาย อีกทั้งยังอาจเผชิญกลวิธีทางกฎหมายจากบริษัทประกันภัยที่มุ่งจำกัดหรือหลีกเลี่ยงความรับผิด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง วางแผนจัดเตรียมพยานหลักฐาน และดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องศาลหรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ถูกต้องรัดกุม เพื่อให้สิทธิของผู้เอาประกันได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วนที่สุด เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น ความรู้ที่ถูกต้องและการมีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เสียหายใช้สิทธิ์ของตนได้เต็มที่ หลักฐานครบถ้วน วางแผนเป็นระบบ ย่อมดีกว่าลองผิดลองถูก หรือปล่อยให้บริษัทประกันตีความเพียงฝ่ายเดียว หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับประกันภัย อย่าลังเลที่จะปรึกษาทีมกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา<< เพื่อวางแผนคดีและเรียกร้องสิทธิ์ตามที่ควรได้รับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ! ประกันภัยเล่นแง่ปฏิเสธจ่ายแค่หนึ่งแสน แทนค่านิ้วที่ถูกตัด!

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา หากว่าเราประมาทก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติจนได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถ้าหากเราขับขี่อย่างระมัดระวังแล้ว แต่บุคคลอื่นกลับไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นมากพอ ขับขี่ยานพาหนะอย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดอุบัติแก่บุคคลอื่น นั่นเป็นการหยิบยื่นความเดือดร้อนไปให้แก่บุคคลอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นต้นเหตุควรมีความรับผิดชอบต่อผู้ที่บาดเจ็บหรือเสียหายที่ต้องมาเดือนร้อนจากการกระทำของเราด้วย เฉกเช่นกับผู้บาดเจ็บท่านนี้ที่ประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้อื่น จนต้องถูกตัดนิ้วต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพไปอย่างถาวร เรื่องราวของผู้เสียหายจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันได้ในบทความนี้จากเรา 

ต้องกลายเป็นผู้ “ทุพพลภาพ” จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ก่อ!

โดยอุบัติเหตุไม่คาดฝันนี้ เริ่มจากผู้บาดเจ็บได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความระมัดระวัง และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างดีแล้ว แต่ได้ถูกรถยนต์ซึ่งขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังมาเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ ทำให้รถของผู้บาดเจ็บเสียหลักล้มลงตัวกระเด็นไปอยู่บริเวณใต้ท้องรถของคู่กรณี จนได้รับบาดเจ็บหนักหลายแห่ง แต่ที่หนักที่สุดคือต้องถูกตัดนิ้ว! กลายเป็นผู้ทุพพลภาพ! ซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของคู่กรณีผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวได้ยอมรับในที่เกิดเหตุว่าเป็นความผิดของตนเองจริง

อาการสาหัสจนต้องตัดนิ้วทิ้ง! จากความประมาทของผู้อื่น

จากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วก้อยข้างซ้าย กระดูกนิ้วหายไปบางส่วนลึกเข้าข้อนิ้วก้อยทั้ง 2 ข้าง แพทย์ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายทิ้งไป ทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บยังมีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณข้อมือซ้าย ฟันล่างโยก รวมทั้งมีบาดแผลถลอกขนาดใหญ่และลึกอีกหลายแห่ง และผู้บาดเจ็บต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกวันเพื่อทำการล้างแผลและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความลำบากให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก

จากคนปกติสู่ผู้ทุพพลภาพขาดอวัยวะ

ผู้บาดเจ็บต้องสูญเสียอวัยวะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพก็เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนในให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมากแล้ว ผู้บาดเจ็บยังต้องสูญเสียรายได้จากการพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งหากผู้บาดเจ็บยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ผู้บาดเจ็บจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท เพราะผู้บาดเจ็บเป็นคนขยัน นอกจากอาชีพประจำทำแซนวิสขายแล้ว ผู้บาดเจ็บยังทำอาชีพเสริมมีรายได้อีกกว่า 50,000 บาทต่อเดือน เมื่อต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้ตรงนี้ไป และยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะยังสามารถกลับมาทำแบบเดิมได้อีกหรือไม่ เนื่องจากความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ค่าเสียหายหลักแสนก็แทนนิ้วที่หายไปไม่ได้

แต่กระถึงกระนั้น บริษัทประกันภัยของคู่กรณียังสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่ผู้บาดเจ็บเป็นอย่างมาก โดยพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียนิ้วมือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไปมาก บริษัทประกันภัยของคู่กรณีเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ค่าสูญเสียรายได้ ค่าอนามัย ค่าทุกขเวทนาให้แก่ผู้บาดเจ็บ รวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท และเสนอค่าสินไหมทดแทนให้เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งความจริงแล้วบริษัทประกันภัยของคู่กรณีนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคบังคับ) เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งบริษัทประกันภัยเองยังพยายามประวิงเวลาไม่ยอมแจ้งผลการพิจารณาค่าเสียหายให้แก่ผู้บาดเจ็บออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ปัจจุบันนี้ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีเลย

ควรมีทนายเอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง

ผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทประกันภัย เพราะตนเองต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ที่ตัวเองต้องเป็นผู้ประสบเหตุ จึงทำการติดต่อให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่มีชื่อเสียงด้านการฟ้องร้องคดีบาดเจ็บมาแล้วหลายคดี เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ทีมงานกฎหมายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มองเห็นแล้วว่าคดีนี้ผู้บาดเจ็บยังได้รับค่าเสียหายที่ไม่เหมาะสมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ทีมทนายจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บได้รับค่าเยียวยาอย่างเหมาะสมที่สุด เมื่อเทียบกับนิ้วที่ต้องถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นความเสียหายร้ายแรงไม่อาจกลับคืนมาได้ และยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างถาวร

ในปัจจุบันนี้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มักพยายามเล่นแง่กับผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตัวเองจนลืมเรื่องความมีมนุษยธรรมไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยุติธรรมต่อผู้เสียหาย สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราเชี่ยวชาญด้านการฟ้องร้องคดีประกันภัย เพราะเรามีทีมทนายที่แข็งแกร่งพร้อมดำเนินการทุกขั้นตอนจนเสร็จสิ้นให้แก่ผู้เสียหาย หากท่านกำลังประสบปัญหาถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย คลิก >>ติดต่อเรา<<

กฎหมายธุรกิจกับเจ้าของกิจการมือใหม่ ทำไมควรมีที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น?

เจ้าของธุรกิจมือใหม่ทำไมควรรู้สิ่งเหล่านี้?

การเริ่มต้นธุรกิจในยุคปัจจุบันอาจดูง่ายจากภายนอก บางคนอาจจะคิดว่าแค่มีเงินหรือมีทุนทรัพย์ในการที่จะเริ่มต้นธุรกิจก็อาจจะเพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงในการที่จะทำธุรกิจสักอย่างหนึ่งนั้นมีรายละเอียดทางกฎหมายจำนวนมากที่เจ้าของกิจการจำเป็นต้องเข้าใจและรับมือให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มต้นกิจการใหม่ ๆ ความรู้ด้านกฎหมายธุรกิจคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กิจการดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุดกลางทาง และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ความท้าทายของเจ้าของธุรกิจมือใหม่ มีอะไรบ้าง?

เจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นธุรกิจจากความสามารถเฉพาะทาง เช่น เชฟที่เปิดร้านอาหาร, นักออกแบบที่เปิดสตูดิโอ, หรือโปรแกรมเมอร์ที่เปิดบริษัทซอฟต์แวร์ แต่กลับไม่มีพื้นฐานในเรื่อง กฎหมายธุรกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น

  • ทำสัญญาโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดครบถ้วน หรือไม่ได้เข้าใจข้อผูกพันทางกฎหมาย
  • การว่าจ้างลูกจ้างโดยไม่มีสัญญาจ้างหรือผิดกฎหมายแรงงาน
  • จดทะเบียนบริษัทผิดรูปแบบ ภาษีไม่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ
  • ข้อพิพาทกับหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมทุน
  • ปัญหาการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์, โลโก้, หรือเครื่องหมายการค้า

ปัญหาเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในตอนแรก แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นต้องปิดกิจการหรือถูกฟ้องร้องได้ในอนาคต

ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ ผู้ช่วยคนสำคัญที่เจ้าของกิจการควรมี

ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ หรือ “ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท” คือบุคคลที่คอยให้คำแนะนำ ควบคุมความเสี่ยง และจัดการเรื่องทางกฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหน้าที่ของที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ ได้แก่

  • ตรวจสอบและร่างสัญญาทางธุรกิจ เช่น สัญญาจ้าง สัญญาซื้อขาย สัญญาหุ้นส่วน ฯลฯ
  • ให้คำปรึกษาเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ จัดโครงสร้างบริษัทให้เหมาะสมกับกิจการ
  • ดูแลเรื่องภาษีและข้อกำหนดทางกฎหมายเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม
  • ช่วยเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่างๆ ก่อนจะกลายเป็นคดีความ
  • ป้องกันไม่ให้บริษัทถูกละเมิดสิทธิหรือถูกฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น

การมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรกจะช่วยให้เจ้าของกิจการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่อาจมีต้นทุนสูงในอนาคต

ทำไมต้องมีที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น?

หลายคนมักคิดว่า “ค่อยจ้างทนายตอนมีปัญหาก็ได้” แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะในทางปฏิบัติ ทนายความไม่ใช่เพียงคนที่แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่เป็นผู้วางรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจ

การมี ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท จะช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องกังวลกับปัญหาจุกจิกทางกฎหมาย และสามารถโฟกัสไปที่การพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีมืออาชีพคอยอัปเดตกฎหมายและให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ

ปัญหาที่นายจ้างมักเจอ เมื่อไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ตัวอย่างปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับเจ้าของกิจการที่ไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เช่น:

  • ถูกพนักงานฟ้องร้องเรื่องสัญญาจ้าง ไม่ได้รับค่าจ้างหรือสวัสดิการตามกฎหมาย
  • ข้อพิพาทกับลูกค้าเรื่องการส่งมอบสินค้า/บริการไม่เป็นไปตามสัญญา
  • ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจำนวนมาก
  • ใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่รู้ว่าละเมิดสิทธิของผู้อื่น

หากเจ้าของกิจการมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่ต้น ปัญหาเหล่านี้จะสามารถป้องกันหรือจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลา หรือเสียชื่อเสียง

ลงทุนกับความมั่นคงทางกฎหมาย คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

การเริ่มต้นธุรกิจอาจใช้เงินทุนจำนวนมาก แต่การลงทุนกับ ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจ นั้น ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนมหาศาลในแง่ของความมั่นใจ ความมั่นคง และความพร้อมในการเผชิญปัญหาในอนาคต

หากคุณกำลังเริ่มต้นธุรกิจ หรือกำลังมองหาทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท เราขอเชิญให้ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจที่คุณไว้วางใจได้

ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความและที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจที่พร้อมให้บริการตั้งแต่การวางแผนเริ่มต้นกิจการ ไปจนถึงการจัดการข้อพิพาทหรือวางแผนการขยายธุรกิจ เราเข้าใจดีว่าเจ้าของกิจการต้องการ “คู่คิดทางกฎหมาย” ที่ไว้วางใจได้ ไม่ใช่แค่ที่ปรึกษาชั่วคราว เราให้บริการทั้งในรูปแบบรายครั้ง, รายเดือน, หรือเป็นที่ปรึกษาประจำตามความต้องการของลูกค้า

ด้วยประสบการณ์ในฐานะทนายความที่ปรึกษาธุรกิจหลากหลายประเภท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่เพียงให้บริการแก่ผู้ประกอบการชาวไทยเท่านั้น แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากบริษัทต่างชาติ เช่น จีน, โปรตุเกส, อังกฤษ, รัสเซีย, และเกาหลี ซึ่งล้วนแต่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยความเข้าใจในข้อกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายธุรกิจไทยอย่างลึกซึ้ง ทำให้เราสามารถวางแผน ป้องกัน และแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ดังนั้น การมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทจึงไม่ใช่แค่ความสะดวกในการเข้าถึงกฎหมายเท่านั้น แต่คือรากฐานสำคัญในการพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในยุคที่การแข่งขันสูงและกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เริ่มต้นธุรกิจให้ถูกทาง เริ่มต้นด้วยการมี “ทนายความที่ไว้ใจได้” คือก้าวแรกที่ดีที่สุด คลิก >>ติดต่อเรา<< เพื่อรับคำปรึกษาในเบื้องต้น

ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องมี “ทนายความที่ปรึกษา” ประจำบริษัท?

ในยุคที่โลกธุรกิจหมุนเร็ว กฎหมายก็มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเกณฑ์เงื่อนไขอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าความเสี่ยงทางธุรกิจก็สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกทิศทางที่พร้อมจะส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ต่างเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการทำสัญญา การจัดการข้อพิพาท การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือแม้แต่การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายคอยให้คำปรึกษา ก็อาจทำให้ธุรกิจเกิดความเสียหายอย่างคาดไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ “ทนายความที่ปรึกษา” หรือ “ที่ปรึกษาประจำบริษัท” จึงกลายเป็นหนึ่งในบุคลากรสำคัญที่ธุรกิจไทยยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม

ธุรกิจไทยในยุคกฎหมายซับซ้อน

ประเทศไทยในปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งด้านภาษี การค้าระหว่างประเทศ กฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น หลายหน่วยงานรัฐยังมีระเบียบปฏิบัติแยกย่อยอีกมาก หากผู้ประกอบการไม่เข้าใจข้อกฎหมายอย่างแท้จริง อาจละเมิดกฎโดยไม่ตั้งใจ และนำไปสู่คดีความหรือค่าปรับจำนวนมากได้ ยิ่งธุรกิจเติบโต ความรับผิดชอบทางกฎหมายก็ยิ่งมากขึ้น เช่น การจัดทำสัญญาซื้อขายกับคู่ค้า การตั้งเงื่อนไขการชำระเงิน การกำหนดบทลงโทษในกรณีผิดสัญญา หากไม่มีทนายดำเนินการตรวจสอบและวางกลยุทธ์ อาจทำให้ธุรกิจเสียเปรียบ หรือเสียผลประโยชน์จำนวนมากในระยะยาว

หน้าที่ของทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

ทนายความที่ปรึกษา” หรือ “ที่ปรึกษาประจำบริษัท” คือผู้ที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนธุรกิจในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย อาจมีขอบเขตของงานที่แตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เช่น

  • ร่าง, ตรวจ, และปรับแก้สัญญาทางธุรกิจ
  • ให้คำแนะนำเรื่องกฎหมายแรงงาน, การจ้างงาน, และเลิกจ้าง
  • ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนส่งราชการ รวมถึงการส่งเอกสารถึงคู่ค้าทางธุรกิจ
  • วางแผนและป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย
  • เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาทกับคู่ค้า หรือลูกจ้าง
  • สนับสนุนการดำเนินคดี หากมีคดีความเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท ยังสามารถประสานงานกับหน่วยงานราชการ แปลกฎหมายที่ซับซ้อนให้ผู้บริหารเข้าใจง่าย และมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบให้ธุรกิจดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

เปรียบเทียบบริษัทที่มีทนายความที่ปรึกษาประจำ กับบริษัทที่ไม่มีทนายความที่ปรึกษา

ข้อดีของการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

1. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย: ทนายสามารถคาดการณ์และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

2. เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ: เจ้าของธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ โดยมีข้อมูลทางกฎหมายสนับสนุน

3. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาว: ดีกว่าการแก้ปัญหาเมื่อเกิดคดีแล้ว ซึ่งมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง

4. ช่วยให้การเจรจาธุรกิจมีพลังมากขึ้น: ทนายสามารถวางเงื่อนไขในสัญญาให้รัดกุม ไม่เสียเปรียบคู่ค้า

5. สร้างภาพลักษณ์มืออาชีพให้ธุรกิจ: การมีทีมกฎหมายสนับสนุนแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ และน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า

ข้อเสีย หากไม่มีทนายประจำบริษัท

1. ความเสี่ยงสูงต่อการถูกฟ้องร้องหรือเสียเปรียบในสัญญา

2.  เสียเวลาในการแก้ปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดทางกฎหมาย

3.  ต้องพึ่งพาทนายภายนอกแบบรายครั้ง ซึ่งอาจไม่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง

4.  ขาดแนวทางป้องกันปัญหาในระยะยาว

การมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทเหมาะกับใครบ้าง?

  • ผู้ประกอบการ SME: ที่เริ่มมีการทำสัญญากับคู่ค้า หรือเริ่มจ้างพนักงานจำนวนมาก
  • บริษัทขนาดกลาง – ใหญ่: ที่มีการขยายกิจการ เปิดบริษัทลูก หรือมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายด้าน
  • ผู้ลงทุนต่างชาติ: ที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย

ทำไมต้องใช้บริการทนายความที่ปรึกษาจากเรา?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์มมีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษากฎหมายเชิงธุรกิจอย่างครอบคลุม เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญาไม่ว่าจะเป็นการร่างสัญญา, ตรวจสัญญาฯลฯ ยังครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายแรงงาน และทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมให้บริการทั้งแบบรายครั้ง และแบบรายเดือนตามความเหมาะสมของธุรกิจคุณ

ลูกค้าของเราครอบคลุมตั้งแต่กิจการ SME, บริษัทสตาร์ทอัป, จนถึงบริษัทมหาชน และได้รับความไว้วางใจในการร่างสัญญา ตรวจสัญญา และให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์เพื่อเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง

หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ว่าธุรกิจจะเพิ่งเริ่มต้นหรือดำเนินการมานานแล้ว การมี ทนายความที่ปรึกษา ประจำบริษัทจะสามารถดำเนินการให้คุณวางแผนธุรกิจได้มั่นคง ลดความเสี่ยง และเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณต้องการคำปรึกษาที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยินดีให้บริการเต็มที่ ด้วยความเป็นมืออาชีพ ใส่ใจในผลประโยชน์ของลูกค้าเสมอ ต้องการปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ประกันตัวในคดีอนาจาร กับการเข้าใจสิทธิของผู้ต้องหา และความสำคัญของการมีทนายความ

“คดีอนาจาร” เป็นหนึ่งในคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับศีลธรรม ความรู้สึก และสิทธิของผู้เสียหายโดยตรง หากบุคคลใดตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ไม่ว่าจะด้วยหลักฐานที่แน่ชัดหรือการถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูล ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งต่อชื่อเสียงและชีวิตส่วนตัวก็มักจะตามมาอย่างรวดเร็ว

ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับขั้นตอนการดำเนินคดีอนาจาร สิทธิของผู้ต้องหาในการขอประกันตัว และเหตุผลที่ควรมีทนายความอยู่เคียงข้างตั้งแต่เริ่มต้น

คดีอนาจารคืออะไร?

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278-285 คดีอนาจาร หมายถึง การกระทำที่มีลักษณะล่วงละเมิดทางเพศโดยปราศจากความยินยอมของผู้เสียหาย เช่น การจับเนื้อต้องตัวโดยมีเจตนาเชิงชู้สาว การกระทำอนาจารเด็ก การแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ รวมถึงการใช้คำพูดหรือแสดงกิริยาใดๆ ที่เข้าข่ายกระทำอนาจาร

โทษในคดีนี้จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของการกระทำ และอายุของผู้เสียหาย เช่น

  • หากผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 15 ปี โทษจำคุกอาจสูงถึง 10 ปี หรือมากกว่า
  • หากใช้กำลังประทุษร้าย หรือมีอาวุธ อาจเข้าข่ายคดีข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นอีกระดับหนึ่งที่รุนแรงขึ้น

ขั้นตอนแรกที่ควรทำ เมื่อถูกกล่าวหาในคดีอนาจาร

หากคุณหรือคนใกล้ตัวถูกกล่าวหาในคดีอนาจาร สิ่งแรกที่ควรทำคือ สงบสติอารมณ์ และปรึกษาทนายความทันที เนื่องจากการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่มีทนายอยู่ด้วย อาจนำไปสู่การเข้าใจผิด หรือใช้คำพูดที่ส่งผลเสียในชั้นศาลภายหลัง

แม้ผู้กล่าวหาจะมีเพียงคำพูดโดยไม่มีหลักฐานอื่น แต่ในกระบวนการยุติธรรม คำให้การของผู้เสียหายยังสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการเตรียมการป้องกันตัวในคดีอย่างรอบคอบ

การประกันตัวในคดีอนาจาร สิทธิที่พึงมีของผู้ต้องหา

ในประเทศไทย การประกันตัวถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาทุกคน แม้จะถูกกล่าวหาใน “คดีอนาจาร” ก็สามารถยื่นคำร้องขอประกันตัวได้

ขั้นตอนการประกันตัว มีดังนี้

1.      ยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวน หรือศาล (หากเป็นช่วงฝากขัง)

2.      จัดเตรียมหลักทรัพย์ เช่น เงินสด โฉนดที่ดิน หรือหนังสือค้ำประกันจากหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต

3.      รอฟังผลการพิจารณา หากศาลอนุญาตให้ประกันตัว ผู้ต้องหาจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

สิ่งสำคัญที่ศาลพิจารณาในการให้ประกันตัว ได้แก่

  • ความร้ายแรงของพฤติกรรม
  • ความน่าเชื่อถือของผู้ต้องหา
  • ความเสี่ยงในการหลบหนี หรือการไปยุ่งเกี่ยวกับพยาน

ในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อไม่มีพฤติกรรมหลบหนี หรือมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ศาลมักอนุญาตให้ประกันตัวได้ แต่การยื่นคำร้องอย่างมืออาชีพและการจัดเตรียมเอกสารให้พร้อม ย่อมเพิ่มโอกาสในการได้ประกันตัวสูงขึ้น

ความสำคัญของการมีทนายความในคดีอนาจาร

การมีทนายความตั้งแต่ต้นเรื่อง คือการปกป้องสิทธิของผู้ต้องหาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในคดีอ่อนไหวอย่างคดีอนาจาร ที่คำให้การทุกคำอาจกลายเป็นหลักฐานตัดสินความผิดได้

ทนายความสามารถช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.      ให้คำปรึกษาก่อนให้การ เพื่อให้ผู้ต้องหารู้ว่าสิ่งใดควรพูด และควรหลีกเลี่ยง

2.      ช่วยจัดเตรียมคำร้องขอประกันตัว อย่างถูกต้อง พร้อมแนบเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน

3.      ติดตามผลคดีในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สอบสวน ฟ้องคดี ไปจนถึงการต่อสู้ในชั้นศาล

4.      ช่วยหาข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานที่สามารถแก้ต่างให้ผู้ต้องหาได้

5.      ลดผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของผู้ต้องหา ด้วยการแนะนำการสื่อสารอย่างเหมาะสม

การที่บุคคลไม่มีทนายในคดีนี้ อาจทำให้เสียโอกาสในการประกันตัว หรือไม่ได้ใช้สิทธิในการสู้คดีอย่างเต็มที่ และอาจนำไปสู่การตัดสินโทษโดยไม่เป็นธรรม

เมื่อมองว่าคดีเล็กน้อย กลับกลายเป็นต้องเข้าเรือนจำ: บทเรียนสำคัญจากคดีอนาจารแอบถ่าย

ผู้ต้องหารายหนึ่งในคดีอนาจารจากการแอบถ่ายภาพ เห็นว่าคดีนี้เป็นเพียงคดีเล็กน้อย จึงตัดสินใจไปศาลเพียงลำพังโดยไม่มีทนายความ ผลปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวโดยกำหนดวงเงินสูงถึง 600,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ผู้ต้องหาเตรียมมาไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถยื่นประกันได้ทันเวลา และต้องถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำในทันที

สาเหตุของปัญหานี้ เริ่มต้นตั้งแต่ชั้นสอบสวน ที่ผู้ต้องหา ไม่มีทนายความคอยให้คำปรึกษา ทำให้ไม่เข้าใจแน่ชัดถึงข้อกล่าวหา และไม่มีผู้ช่วยประสานงานกับอัยการเพื่อให้ทราบแนวทางการฟ้องร้องหรือข้อกล่าวหาที่แน่นอน เมื่อไปถึงศาล จึงไม่มีการเตรียมการเรื่องวงเงินประกันที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้าท้ายที่สุด แม้ผู้ต้องหาจะมีเงินพร้อมประกันตัวในภายหลัง แต่ก็ต้อง เข้าเรือนจำโดยไม่จำเป็น เพียงเพราะขาดการวางแผนทางกฎหมายและไม่มีผู้ช่วยดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้น

เหตุใดจึงควรมีทนายความตั้งแต่เริ่มต้นของคดี?

แม้บุคคลจะตกเป็น “ผู้ต้องหา” ในคดีอนาจารหรือคดีอาญาใด ๆ ก็ยังคงมีสิทธิในการได้รับการให้บริการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการมี “ทนายความ” เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามกฎหมายไทยและหลักสากล การมีทนายความตั้งแต่ต้นทาง สามารถให้ผู้ต้องหาสามารถรับทราบสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะไม่ให้การในทันที สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้รับสารภาพ และสิทธิในการยื่นคำร้องขอประกันตัวในระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งหากมีทนายความที่มีประสบการณ์ในการประกันตัวด้วยแล้ว จะดำเนินการให้ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมและลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากการขาดความรู้ทางกฎหมายหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมาก

คดีอนาจาร แม้จะดูเป็นเพียงคดีที่ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนในบางครั้ง แต่ก็สามารถพลิกผันชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาได้ในชั่วข้ามคืน สิทธิในการประกันตัวเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้ได้

ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่ต้นไม่ใช่เรื่องเกินความจำเป็น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถปกป้องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่ ทนายความสามารถประเมินสถานการณ์ทางกฎหมาย ตั้งแนวทางการให้ข้อมูลหรือการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนอย่างระมัดระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายที่ตามมาอื่น ๆ ในภายหลัง อีกทั้งยังสามารถดำนเนินการให้การสืบสวนหรือการเจรจาดำเนินไปอย่างรัดกุม มีแบบแผน และเป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ว่าจ้างในทุกขั้นตอนของคดี

หากคุณหรือคนใกล้ตัวตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ อย่ารอช้า ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อวางแนวทางการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ ป้องกันไม่ให้ความเข้าใจผิดหรือการกล่าวหาที่เกินจริง ทำลายชีวิตทั้งชีวิตไปอย่างไม่เป็นธรรม

หากคุณต้องการคำปรึกษาคดีอนาจาร หรือการดำเนินการขอประกันตัวอย่างถูกต้อง สามารถติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับบริการทางกฎหมายจากเราได้ทันที

กู้ Facebook อย่างมืออาชีพกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ กู้คืนบัญชีได้จริง การันตีหากกู้ไม่ได้ยินดีคืนเงิน!

ในยุคโซเชี่ยวมีเดียกำลังมาแรง Facebook จึงไม่ได้เป็นแค่พื้นที่แชร์เรื่องราวส่วนตัวอีกต่อไป แต่ยังเป็น แหล่งสร้างรายได้ ช่องโปรโมท หรือแม้แต่แหล่งเก็บข้อมูลสำคัญของธุรกิจ การถูกแฮ็ก หรือถูกปิดใช้งานโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญใจ แต่คือความเสียหายที่อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว

แม้จะมีคู่มือสอนกู้บัญชีมากมายในอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อปัญหาจริงเกิดขึ้น หลายคนกลับพบว่าการกู้บัญชีคืนไม่ง่ายอย่างที่คิด บางคนพยายามยื่นเรื่องเองใช้ระยะเวลารอหลายเดือน บางคนทุ่มงบไปกับผู้รับจ้างกู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ จนท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้ความสำคัญกับการ กู้คืน Facebook อย่างมืออาชีพ โดยเรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไซเบอร์และ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่เข้าใจระบบของ Meta อย่างแท้จริง ดำเนินการตามวิธีที่ถูกต้อง มีขั้นตอนโปร่งใส และที่สำคัญคือ หากกู้ไม่ได้ยินดีคืนเงินเต็มจำนวน

ทำไมการที่บัญชี Facebook หาย ถึงส่งกระทบกับคุณมากกว่าที่คิด?

หลายคนมองว่า ถ้าบัญชีหายก็คงแค่สร้างใหม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่คุณจะเสียไปพร้อมบัญชีเดิมคือ

  • การติดต่อกับลูกค้าเดิมหรือผู้ติดตามที่สะสมมานานหลายปี
  • ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางธุรกิจที่เก็บไว้ใน Messenger หรือไฟล์แนบต่าง ๆ
  • โอกาสในการยิงโฆษณา โปรโมทสินค้า หรือสร้างยอดขาย
  • ความน่าเชื่อถือของเพจหรือแบรนด์ที่อุตส่าห์สร้างมาหลายปี

และยิ่งปล่อยไว้นาน โอกาสได้บัญชีคืนก็จะยิ่งยากขึ้น การยืนยันตัวตนอาจซับซ้อนขึ้นตามระบบรักษาความปลอดภัยของ Meta

ทำไมต้องเลือกกู้ Facebook กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

บนโลกออนไลน์มีผู้รับจ้างกู้ Facebook มากมาย แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้จริง หลายคนตกเป็นเหยื่อถูกเรียกเงินล่วงหน้าแล้วหนีหาย หรือได้แต่คำตอบเดิม ๆ ว่า “ต้องรอทางระบบตอบกลับมา” โดยไม่มีแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องตามกฎของ Meta

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไซเบอร์ พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่เข้าใจระบบของ Meta อย่างแท้จริง ที่จะดูแลให้ครบทุกขั้นตอน และรู้วิธีจัดเตรียมเอกสาร ยืนยันตัวตน ประสานงานกับฝ่ายสนับสนุนของระบบ ไม่ใช่แค่กรอกฟอร์มแล้วรอระบบตอบกลับ

จุดเด่นของเรา:

✅ เคยกู้สำเร็จจริงมาแล้ว ทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีธุรกิจ
✅ มีเอกสารสัญญาชัดเจน การันตีความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า
✅ กู้ไม่ได้ ยินดีคืนเงิน 100%
✅ ดำเนินการอัปเดตความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจและไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
✅ ไม่ใช่แค่รับจ้างกู้ แต่ดูแลทุกขั้นตอน

การบริการของเราครอบคลุมปัญหาใดบ้าง?

บริการกู้ Facebook ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่ได้ครอบคลุมแค่การถูกแฮ็ก แต่ยังรวมถึงปัญหาซับซ้อนอื่น ๆ อาทิ

  • บัญชีถูกแฮ็กแล้วอีเมล รหัสผ่านถูกเปลี่ยนทั้งหมด
  • ถูกปิดจากการละเมิดนโยบาย แม้ไม่ได้ทำผิดจริง
  • ลืมข้อมูลบัญชีเดิม ยืนยันตัวตนไม่ได้
  • บัญชีธุรกิจหรือเพจถูกระงับ ทำให้โฆษณาหรือยอดขายหยุดชะงัก
  • ระบบ Meta ร้องขอยืนยันตัวตนซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ

เคสจริง! ที่ยืนยันว่าเราทำได้ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

ที่ผ่านมาเรากู้ Facebook สำเร็จมาแล้ว ยกตัวอย่างกรณีของผู้บริหารบริษัทขายวัสดุก่อสร้างชื่อดัง ที่ถูกแฮ็กอีเมลและบัญชีเฟซบุ๊กกลางดึก ข้อมูลทั้งหมดถูกเปลี่ยนในไม่กี่นาที แม้เจ้าตัวจะพยายามกู้ด้วยตนเองหลายรอบแต่ไม่สำเร็จ จนติดต่อมาที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของเราลงมือจัดการทันที ตรวจสอบเส้นทางการเข้าถึง รวบรวมหลักฐานและติดต่อฝ่ายสนับสนุนของ Meta ตลอดจนจัดการเอกสารยืนยันตัวตนใหม่ทั้งหมด จนในที่สุดบัญชีถูกกู้กลับมาได้ครบสมบูรณ์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน ลูกค้าสามารถกลับมาใช้งานโฆษณาเพจเดิมได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ให้เสียเวลา

เป็นการใช้บริการที่ง่าย โปร่งใส และไม่ซับซ้อน

1️⃣ ติดต่อทีมงานผ่านเพจสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือโทรสอบถาม

2️⃣ ให้ข้อมูลบัญชี เช่น อีเมล เบอร์โทร ชื่อโปรไฟล์ ลิงก์บัญชี ฯลฯ

3️⃣ ทีมผู้เชี่ยวชาญประเมินสถานะและโอกาส

4️⃣ ทำสัญญาและเริ่มดำเนินการ โปร่งใส ปลอดภัย

5️⃣ ติดตามผลแบบเรียลไทม์ มีอัปเดตความคืบหน้า

6️⃣ รับผลลัพธ์ กู้สำเร็จกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม หรือกู้ไม่ได้ คืนเงิน 100%

เสียบัญชี Facebook = เสียโอกาสสำคัญ อย่ารอช้า ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เพราะ Facebook ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดีย แต่คือเครื่องมือทำธุรกิจ ที่เชื่อมต่อกับลูกค้าและเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ อย่าฝากความหวังกับผู้รับจ้างที่ไม่มีหลักประกัน กลายเป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจโดยไม่จำเป็น

หากตอนนี้คุณกำลังเจอปัญหาถูกแฮ็ก ถูกปิด ถูกระงับ หรือกู้เองไม่สำเร็จ ติดต่อเราสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้ามาจัดการอย่างมืออาชีพ เราดูแลครบทุกขั้นตอน มีสัญญารับรอง โปร่งใส และกล้าการันตีว่า กู้ไม่ได้ ยินดีคืนเงิน 100%

ให้โอกาสทีมงานของเราได้ดูแลบัญชีสำคัญของคุณ เพื่อให้คุณกลับมาใช้ Facebook ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเสียโอกาสสำคัญ >>ติดต่อเรา<<

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและใบหุ้นบริษัท เอกสารสำคัญที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้าม

“สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น” และ ใบหุ้นบริษัท คือเอกสารทางกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัด โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น การโอนหุ้น หรือเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการถือครองหุ้น หากจัดทำเอกสารเหล่านี้ไม่ถูกต้องหรือขาดความเข้าใจทางกฎหมาย อาจทำให้เกิดปัญหาทางธุรกิจตามมาอย่างไม่คาดคิด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขออธิบายถึงความสำคัญของเอกสารทั้งสองประเภทนี้ พร้อมแนะแนวทางในการจัดทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารสามารถวางแผนการจัดการภายในบริษัทได้อย่างมั่นใจ

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นคืออะไร?

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น (Shareholders Register) คือเอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท ข้อมูลที่ต้องระบุในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ได้แก่

  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ถือหุ้น
  • จำนวนหุ้นที่ถือ
  • เลขที่ใบหุ้น (ถ้ามี)
  • วันที่เข้าถือหุ้น
  • วันที่โอนหุ้น (กรณีมีการโอน)
  • ข้อมูลอื่นที่กฎหมายกำหนด

สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าใครเป็น “เจ้าของ” หุ้นในบริษัทนั้นอย่างแท้จริง โดยจะต้องเก็บรักษาไว้ ณ ที่ทำการของบริษัท และเปิดให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือผู้มีสิทธิเรียกดู สามารถตรวจสอบได้ตามกฎหมาย

ใบหุ้นบริษัทคืออะไร?

ใบหุ้นบริษัท (Share Certificate) เป็นเอกสารที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น เพื่อแสดงการถือครองหุ้นอย่างเป็นทางการ ใบหุ้นมักมีการระบุหมายเลขหุ้น ชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และลงลายมือชื่อกรรมการบริษัทตามแบบที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ

แม้ในปัจจุบันใบหุ้นจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในเชิงเอกสารเท่ากับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น (ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญตามกฎหมาย) แต่ใบหุ้นก็ยังมีความสำคัญในเชิงจิตวิทยาและการบริหารจัดการ เพราะผู้ถือหุ้นจำนวนมากยังต้องการมี “หลักฐานในมือ” และใช้ในการเจรจาธุรกิจหรือเพื่อแสดงสิทธิในการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น

ความสัมพันธ์ระหว่างสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและใบหุ้นบริษัท

โดยหลักแล้ว สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ถือเป็นเอกสารที่มีน้ำหนักในทางกฎหมายมากกว่า ใบหุ้นบริษัท หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของหุ้น สมุดทะเบียนจะถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันความเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

ในทางปฏิบัติ ใบหุ้นมักใช้เพื่อประกอบการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในสมุดทะเบียน เช่น เมื่อมีการโอนหุ้น ผู้โอนต้องส่งคืนใบหุ้นเดิม และบริษัทต้องออกใบใหม่ให้ผู้รับโอน พร้อมกับบันทึกข้อมูลในสมุดทะเบียนให้ตรงตามความเป็นจริง

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและใบหุ้นบริษัท

1.      ไม่มีการจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเลย
เป็นความผิดที่พบได้บ่อยในธุรกิจ SME หรือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาในครอบครัว หากถูกตรวจสอบหรือต้องพิสูจน์สิทธิของผู้ถือหุ้นในชั้นศาล อาจทำให้บริษัทเสียเปรียบ

2.      ออกใบหุ้นโดยไม่ลงทะเบียนผู้ถือหุ้น
หากมีเพียงใบหุ้น แต่ไม่มีชื่ออยู่ในสมุดทะเบียน ผู้ถือหุ้นอาจไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เช่น สิทธิออกเสียงในที่ประชุม หรือรับเงินปันผล

3.      ไม่อัปเดตข้อมูลการโอนหุ้น
เมื่อมีการซื้อขายหรือโอนหุ้นกัน แต่ไม่แจ้งบริษัทให้แก้ไขสมุดทะเบียน อาจทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถใช้สิทธิได้จริงในทางกฎหมาย

4.      มีใบหุ้นปลอม หรือออกซ้ำซ้อน
หากไม่มีระบบควบคุมที่ดี บริษัทอาจเผลอออกใบหุ้นให้เกินจำนวนที่จดทะเบียนไว้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

รู้หรือไม่สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารที่ใช้ในศาลได้?

ศาลให้ความสำคัญกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นบันทึกภายในบริษัทที่แสดงสิทธิของแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน ดังนั้น หากไม่มีการจัดทำ หรือมีความผิดพลาดในเนื้อหา อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีอย่างมาก เช่น

  • พิพาทเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น
  • การแต่งตั้งกรรมการหรือสิทธิในการลงคะแนนเสียง
  • การขอเพิกถอนมติที่ประชุม
  • การเรียกร้องเงินปันผลย้อนหลัง

หากบริษัทของคุณมีปัญหาเกี่ยวกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือใบหุ้นบริษัท ควรปรึกษาทนายความทันที

การจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและใบหุ้นบริษัทไม่ใช่เรื่องเล็กหรือเพียงขั้นตอนด้านเอกสาร แต่เป็นหัวใจสำคัญในการจัดการโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท หากทำผิดพลาด อาจส่งผลต่อสิทธิ ความเป็นเจ้าของ และการควบคุมกิจการโดยตรง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจและบริษัท พร้อมให้คำแนะนำในการจัดทำหรือแก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การออกใบหุ้น การโอนหุ้น และการจัดการข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หากบริษัทของท่านเริ่มมีปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น หรือต้องการจัดระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย เราขอแนะนำให้รีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแผนและแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที ก่อนที่เรื่องเล็กจะกลายเป็นคดีความที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยรวม

แม้สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น และ ใบหุ้นบริษัท อาจเป็นเพียงกระดาษไม่กี่แผ่นในมุมมองของผู้บริหารหลายคน แต่ในทางกฎหมาย เอกสารเหล่านี้มีน้ำหนักมากพอที่จะตัดสินว่าใครคือเจ้าของบริษัทอย่างแท้จริง การจัดทำอย่างถูกต้องและมีระบบ คือกุญแจสำคัญของการบริหารกิจการอย่างโปร่งใสและมั่นคง ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

เมื่อบริษัทประกันใช้มุกเด็ด “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมฯ ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องให้?

หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยจำนวนมากนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย คือการอ้าง ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้ว่าผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะขับขี่จริง ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่ผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันภัยมานักต่อนักแล้ว

ณ จุดนี้ จึงทำให้ผู้เสียหายหลายคนอาจเกิดความสับสนว่า หากตรวจวัดผลแอลกอฮอล์แล้วไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วทำไมบริษัทประกันภัยถึงปฏิเสธความรับผิดต่อผู้เสียหาย? และเหตุใดจึงต้องให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เข้าดำเนินการให้ดีกว่าไปเดินเรื่องเอง บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจพร้อมยกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมาให้ชมกัน

กรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความเอาเปรียบของบริษัทประกันภัย

เคสนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายจากอุบัติเหตุอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องกังวล หากแต่การถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังจากบริษัทประกันภัยนั้นสามารถกลายเป็นภาระใหญ่ที่ตามมาได้ โดยผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อย แต่ไม่ได้ดื่มเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดขณะเกิดเหตุ หลังจากที่เกิดเหตุผู้ขับขี่ก็ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผ่านการเป่าลมหายใจ และผลตรวจยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนดในขณะขับขี่

บริษัทประกันภัย “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างของเวลา?

แม้ผลตรวจจะไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดอย่างที่กล่าวไป ซึ่งในเงื่อนไขกรมธรรม์หรือกฎหมายก็ไม่ได้ระบุว่า “ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด” หากอยู่ในปริมาณขอบเขตที่กำหนด แต่บริษัทประกันภัยกลับยืนยันปฏิเสธความรับผิดและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” กล่าวคือ บริษัทฯ อ้างว่าขณะเกิดเหตุผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่านี้ และยึดหลักการคำนวณโดยไม่แม้แต่จะคำนึงถึงการอ้างอิงหลักการทางการแพทย์ หรือตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ มาประเมินย้อนหลัง จึงถือว่าผู้ขับขี่เมาแล้วขับ และไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้เสียหายจึงตัดสินใจให้ทนายความเข้ามา “เปลี่ยนเกม”

เมื่อผู้เสียหายถูกปฏิเสธสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นตัวแทนดำเนินคดีกับบริษัทประกันภัย โดยเราเริ่มจากการส่งหนังสือทวงถาม (Notice) ไปยังบริษัทประกันภัย แต่ก็ยังคงได้รับการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ ด้วยเหตุผลเดิมที่ไร้หลักการทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือได้

เราจึงยกระดับกระบวนการ โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. แต่อย่างไรก็ตาม คำตอบจาก คปภ. กลับเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะหน่วยงานระบุว่า “ไม่มีอำนาจในการชี้ขาดข้อพิพาท” ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ศาลจึงคือที่พึ่งสุดท้าย และชัยชนะของความถูกต้อง

หลังจากหน่วยงานที่หลายคนเข้าใจว่าจะสามารถช่วยเหลือได้ ก็กลับไร้ความสามารถต่อผู้เสียหายในกระบวนการไกล่เกลี่ย เราจึงนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทันที เมื่อถึงขั้นตอนการสืบพยาน ศาลได้รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จนท้ายที่สุดมีคำพิพากษาว่า บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบและจ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยระบุว่า การคำนวณ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่บริษัทอ้างอิงนั้น ไม่มีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ และไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

ทำไมเทคนิค “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ถึงเป็นกับดัก?

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เทคนิคการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งนำมาใช้กันเป็น “ระบบ” และจากประสบการณ์ของทีมทนายความสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เราพบว่าบริษัทประกันภัยแทบทุกแห่งในตลาด ต่างเคยใช้เทคนิคนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดกันมานักต่อนัก

แม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่รองรับ แต่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายหรือไม่ได้มีทนายความที่รู้ทันเทคนิคการเอาเปรียบของบริษัทประกันภัยก็มักจะ “ยอมจำนน” และสูญเสียสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเสียรู้บริษัทประกันภัยนั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย บริษัทไหนใช้เทคนิคนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทใดกันแน่ที่ใช้วิธีนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังเพื่อปฏิเสธค่าสินไหม? คำตอบที่เราสามารถยืนยันได้คือ บริษัทประกันภัยแทบทั้งหมดมีการใช้เทคนิคนี้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายผู้เสียหายไม่มีทนายความที่รู้ทันกลยุทธ์นี้มาดำเนินเรื่อง เพราะถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเอง แม้จะเป็นการผลักภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันก็ตาม

กรณีนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อไม่มีทนายความเข้ามาต่อสู้ทางกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยอาจหมดทางเลือก และถูกลากไปจนยอมให้บริษัทประกันเป็นผู้กำหนดขั้นตอนและคำตอบเองโดยไม่มีการถ่วงดุลเลย

รู้เท่าทันประกันภัยกับการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” เพื่อไม่เสียเปรียบ

หากผู้เสียหายในกรณีนี้ ไม่มีทนายความคอยเดินเรื่องหรือต่อสู้ทางกฎหมายอย่างรู้ทันประกันภัย ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในทางที่เป็นธรรม แม้จะมีความจริงอยู่ฝ่ายตนก็ตาม ดังนั้น การมีทนายความที่เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อเรียกร้องสิทธิ แต่เพื่อ “คุ้มครองสิทธิ” ที่คุณควรได้รับด้วย อย่ายอมให้กลยุทธ์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทประกันภัยนำมาใช้เพื่อปฏิเสธค่าสินไหมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่มีความรู้หรือขาดทนายความในการให้ความรู้และเดินเรื่องให้

ปรึกษาทนายความทันที หากคุณตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัยในการ “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วที่สำคัญเลยคือการทำประกันภัยรถยนต์ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของความสบายใจ แต่ควรมาพร้อมกับการ รู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะกรณีการอ้าง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเผชิญกรณีคล้ายกัน หรือกำลังเผชิญการถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน อย่ารอช้าในการปรึกษาทนายความ เพราะทีมทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัยโดยตรง พร้อมให้บริการทางกฎหมายให้คุณได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ควรได้ หากต้องการปรึกษาคดีเกี่ยวกับการ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง คลิก ติดต่อเรา เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

ทำไมการร่างสัญญาและตรวจสัญญาธุรกิจจึงสำคัญ? กับบริการร่างสัญญา ตรวจสัญญาธุรกิจ โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สัญญาถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยกำหนดข้อตกลงให้ชัดเจนและป้องกันความขัดแย้งระหว่างคู่สัญญา การ ร่างสัญญา อย่างถูกต้องและเหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับการ ตรวจสัญญาธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรือมีข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้องในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจดีถึงความเสี่ยงเหล่านี้ เราจึงให้บริการทั้งร่างและตรวจสัญญา โดยทีมทนายความที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและกฎหมายสัญญาโดยเฉพาะ

ใช้บริการร่างสัญญา เพื่อให้คุณได้เริ่มต้นธุรกิจอย่างมั่นใจ

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก บริษัท Startup หรือองค์กรขนาดใหญ่ การร่างสัญญาให้สอดคล้องกับบริบทธุรกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการร่างสัญญาทุกรูปแบบ เช่น

  • สัญญาร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement)
  • สัญญาจ้างงานและที่ปรึกษา (Employment & Service Agreement)
  • สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ
  • สัญญาแต่งตั้งตัวแทนหรือนายหน้า
  • สัญญาความลับ (Non-Disclosure Agreement: NDA)
  • สัญญาแฟรนไชส์ สัญญาอนุญาตสิทธิ (License Agreement)
  • สัญญาทางเทคโนโลยีและไอที (Software / SaaS / Hosting Agreement)

ทีมทนายของเราจะพูดคุยกับคุณเพื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของสัญญา วิเคราะห์ความเสี่ยง และร่างเนื้อหาที่รัดกุม ครอบคลุม และเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

ตรวจสัญญาธุรกิจ เพื่อป้องกันปัญหาก่อนจะต้องมาแก้ไขทีหลัง

หลายคนมักจะลงนามในสัญญาที่ไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด จนเกิดข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลในภายหลัง การใช้บริการ ตรวจสัญญาธุรกิจ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะดำเนินการตรวจสัญญาให้คุณได้มั่นใจได้ว่าสัญญานั้นปลอดภัยและไม่มีข้อเสียเปรียบซ่อนอยู่

เราจะตรวจอะไรให้คุณบ้าง?

  • เงื่อนไขที่อาจเป็นภาระผูกพันในระยะยาว
  • ข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมหรือมีช่องโหว่
  • บทลงโทษที่รุนแรงเกินความจำเป็น
  • การตีความกฎหมายและผลกระทบที่อาจตามมา
  • การตรวจสอบอำนาจของคู่สัญญา

บริการของเราครอบคลุมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องทำสัญญากับบริษัทต่างชาติหรือหน่วยงานต่างประเทศ

ข้อดีและข้อเสียของการมีทนายความในการร่างสัญญาและตรวจสัญญา

ข้อดี

1. ลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทในอนาคต
ทนายความจะใช้ประสบการณ์ทางกฎหมายช่วยกลั่นกรองเนื้อหาของสัญญาให้ชัดเจน ครอบคลุม และไม่มีช่องโหว่ จึงลดความเสี่ยงที่อีกฝ่ายจะตีความต่าง หรือใช้สัญญาเป็นเครื่องมือฟ้องร้องในภายหลัง

2. ป้องกันการเสียเปรียบทางกฎหมาย
โดยเฉพาะสัญญาธุรกิจที่มักมีข้อกำหนดซับซ้อน หากไม่มีความเข้าใจด้านกฎหมาย อาจเซ็นรับเงื่อนไขที่ทำให้เสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว การมีทนายช่วยตีความและเจรจาแก้ไขได้ทันที

3. ปรับแต่งสัญญาให้ตรงตามวัตถุประสงค์เฉพาะทางธุรกิจ
ทนายสามารถออกแบบสัญญาให้ตรงกับธุรกิจของคุณ ไม่ใช่แค่ใช้สัญญาสำเร็จรูปที่อาจไม่ครอบคลุมกรณีเฉพาะ เช่น ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจร่วมลงทุน หรือการว่าจ้างงานเฉพาะกิจ

4. เสริมความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคล
เมื่อสัญญามีการรับรองโดยทนายความ ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับคู่สัญญาว่าคุณมีความเป็นมืออาชีพและโปร่งใสทางธุรกิจ

5. สามารถดำเนินคดีต่อได้ทันที หากอีกฝ่ายผิดสัญญา
เพราะทนายจะวางโครงสร้างสัญญาให้มีผลทางกฎหมายชัดเจน และสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสีย

1. มีค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความ
แม้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว แต่ในเบื้องต้นคุณอาจต้องมีงบประมาณสำหรับค่าจ้างทนาย เช่น ค่าร่างเอกสาร ค่าตรวจสอบ หรือค่าปรึกษา

2. อาจใช้เวลามากกว่าการใช้สัญญาสำเร็จรูป
หากต้องร่างสัญญาใหม่ที่ซับซ้อน อาจต้องใช้เวลาในการปรึกษา อธิบาย และปรับแก้หลายรอบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด

3. ต้องเลือกทนายที่เชี่ยวชาญในธุรกิจคุณจริงๆ
หากเลือกทนายที่ไม่ชำนาญในประเภทธุรกิจของคุณ อาจทำให้สัญญาที่ได้ยังมีช่องโหว่ หรือไม่ครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะทาง

บริการของเราเหมาะสำหรับใคร?

  • เจ้าของธุรกิจ ที่ต้องการทำสัญญาร่วมลงทุนกับพาร์ทเนอร์
  • ฟรีแลนซ์ และผู้ให้บริการที่ต้องการกำหนดขอบเขตงานให้ชัดเจน
  • บริษัท Startup ที่กำลังหาเงินทุนและต้องทำสัญญากับนักลงทุน
  • บุคคลทั่วไป ที่ต้องการทำสัญญาซื้อขาย ฝากขาย จำนอง เช่า ฯลฯ
  • นักธุรกิจต่างชาติ ที่ต้องการความมั่นใจเมื่อลงทุนในประเทศไทย

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในภาคธุรกิจใด เราพร้อมเป็นที่ปรึกษากฎหมายใกล้ตัวคุณ

ทำไมต้องเลือกสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

  •  ประสบการณ์ตรงด้านกฎหมายธุรกิจและสัญญามากกว่า 10 ปี
  •  มีทีมทนายความประจำที่เข้าใจภาษาและภาษากฎหมาย
  •  ให้คำแนะนำเป็นรายกรณี ไม่ใช้สัญญาสำเร็จรูป
  •  มีบริการทั้งร่าง ตรวจ และปรับแก้ตามความเหมาะสม
  •  บริการทั้งแบบรายครั้งและรายเดือนหรือรายปี สำหรับบริษัทที่ต้องการที่ปรึกษาประจำ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมเคียงข้างคุณในทุกข้อตกลงทางธุรกิจ

หากคุณเป็นนักธุรกิจที่ต้องการร่างสัญญา หรือ ตรวจสัญญาธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายไม่ว่าจะเพื่อธุรกิจขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ และไม่อยากเสียเปรียบในข้อตกลงใด ๆ การมีทีมทนายความมืออาชีพให้บริการการร่างและตรวจสัญญาถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เราพร้อมให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสัญญาทางธุรกิจของคุณจะรัดกุม ปลอดภัย และไม่เปิดช่องให้ถูกเอาเปรียบในอนาคต ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาและบริการทางกฎหมายครบวงจรที่คุณไว้วางใจได้

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!