กระดูกซี่โครงหัก จะเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีรถชนได้อย่างไร?

ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่  ชม.113/2563

ยุติจำนวนเงิน 29,542 บาท

ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท 50,000 บาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 150,000 บาท

-ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 50,000 บาท

-ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย 45,160 บาท

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 100,000 บาท

-ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 200,000 บาท

ผู้คัดค้าน (บริษัท อ… ประกันภัย จำกัด ) เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ คันหมายเลข

ทะเบียน … สมุทรปราการ ที่นาย อ. เป็นผู้ขับขี่มาในวันเกิดเหตุ และได้ชนกับรถยนต์ที่ผู้

เสนอข้อพิพาทขับขี่มา 1. ค่ารักษาพยาบาลที่มีมาก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท จำนวน 50,000 บาทนั้น สูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บมาก และไม่มีหลักฐานว่าเสียหายตามที่

กล่าวอ้าง 2. ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต จำนวน 150,000 บาท อาการบาดเจ็บของผู้เสนอ

ข้อพิพาทไม่ได้บาดเจ็บมากถึงกับต้องรักษาถึงในอนาคต เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ 3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจำนวน 50,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ 4.ค่าขาดประโยชน์ที่ต้องหยุดงานสองเดือน จำนวน 45,160 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการได้รับเงินเดือน การที่ได้รับบาดเจ็บผู้เสนอข้อพิพาทยังคงได้รับเงินเดือนเช่นเดิม 5.ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต จำนวน 100,000 บาท และ 6. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จำนวน 200,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทร้อง

ประเด็นข้อพิพาท :

1. ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทหรือไม่ เพียงใด

2. ผู้เสนอข้อพิพาทมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันที่ยื่นข้อเสนอข้อพิพาทหรือไม่

คำวินิจฉัยชี้ขาด

– ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท

พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วที่โรงพยาบาล อ. และโรงพยาบาล ศ. และได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลทั้งสองไป โดยจ่ายให้โรงพยาบาล อ. เป็นเงิน 425 บาท และจ่ายให้โรงพยาบาล ศ. เป็นเงิน 4,737 บาท ผู้เสนอข้อพิพาทยืนยันขอเรียกค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาทที่ได้จ่ายให้โรงพยาบาล ศ. จ่ายเป็นเงิน 4,737 บาท โดยไม่ได้ขอค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายให้โรงพยาบาล อ. จำนวน 425 บาท ด้วย แม้ข้อเท็จจริงในคำเสนอข้อพิพาทจะแตกต่างกับคำพยานของผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้ารับการรักษาพยาบาลทั้งสองโรงพยาบาลดังกล่าว และได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงเห็นว่าเป็นความผิดพลาดในการเสนอข้อพิพาท และเพื่อประโยชน์ความยุติธรรม และเห็นว่าไม่ทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จึงรับฟังว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้จ่ายเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลทั้งสองแห่งจริง รวมเป็นจริง 5,162 บาท ผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้อเท็จจริงได้ จึงเห็นว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท จำนวน 5,162 บาท แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

พิจารณาแล้วเห็นว่า ในคำเสนอข้อพิพาทผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่ารักษาอาการเจ็บที่หน้าอก 150,000 บาท กับจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคตที่ปรากฏอยู่ในคำพยานของผู้เสนอข้อพิพาท เรียกร้องเป็นเงิน 21,400 บาท ซึ่งแตกต่างกัน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในแบบบันทึกคำพยาน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงถึงที่มาของค่ารักษาพยาบาลชัดเจนกว่า และเห็นว่าการรักษาด้วยวิธีการแสงเลเซอร์กำลังสูง และ วินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นั้นต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายของผู้ที่จะรักษาก่อนว่าอาการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากสาเหตุใด และควรใช้วิธีดังกล่าวรักษาหรือไม่และมีความจำเป็นต้องใช้การวินิจฉัยอาการบาดเจ็บด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หากแพทย์ได้มีความเห็นให้รักษาได้ หรือจำเป็นต้องวินิจฉัยโรคด้วยวิธีดังกล่าว จึงสามารถไปทำการรักษาตามที่แพทย์แนะนำได้ และก็ได้ ระบุว่าต้องมีการประเมินอาการโดยละเอียด ก่อนเข้าทำการรักษา เพื่อเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการรักษา ดังนั้น เมื่อมีการประเมินอาการแล้วอาจไม่ต้องรักษาด้วยเครื่องมือเลเซอร์กำลังสูงก็ได้ อาจเป็นเพียงรักษาด้วยวิธีการนวดมือ หรือใช้เครื่องมืออย่างอื่น ดังนั้น การที่จะขอค่ารักษาพยาบาลในอนาคตในลักษณะดังกล่าว ต้องมีความเห็นของแพทย์สั่งให้ผู้เสนอข้อพิพาทรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวเสียก่อน จึงสามารถไปรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ประกอบกับผู้เสนอข้อพิพาทได้ให้ถ้อยคำในชั้นพิจารณาได้ความว่า ได้ค้นหาวิธีการรักษาด้วยวิธีดัง กล่าวมาจากอินเตอร์เน็ต ยังไม่ได้ไปทำการรักษาจริง จึงเป็นเพียงความประสงค์ของผู้เสนอข้อพิพาทว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บด้วยวิธีที่ค้นมาจากอินเตอร์เน็ตดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่มีความเห็นของแพทย์ให้ทำการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ จึงสามารถเรียกร้องค่ารักษาในอนาคตในการรักษาด้วยเลเซอร์กำลังสูงและทำการวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคต เพื่อจะนำไปใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีการรักษาทั้งสามวิธีดังกล่าวด้วยข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล ดังกล่าวข้างต้น ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคตให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาล

พิจารณาแล้วเห็นว่าระยะทางที่ผู้เสนอข้อพิพาทใช้เดินทางไปยังสถานที่รักษาโดยประมาณ 35.9 กิโลเมตร และค่าจ้างคนไปรับส่งจากที่พักไปโรงพยาบาล ไปและกลับจำนวน 3 เที่ยว เป็นเงิน 1,800 บาท นั้น เหมาะสมกับข้อเท็จจริงตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้อง และจำนวนครั้งที่ได้ไปทำการรักษาพยาบาล เมื่อผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้ออ้างของผู้เสนอข้อพิพาทข้อนี้ได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสนอข้อพิพาทส่วนค่าขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล ศ. จำนวน 200 บาท เป็นเงินที่ผู้เสนอข้อพิพาทจ่ายเพื่อขอประวัติการรักษาพยาบาลของผู้เสนอข้อพิพาท เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดี และการจ่ายเงินในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาลแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทในส่วนนี้

จึงเห็นว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาลของผู้เสนอข้อพิพาท เป็นเงิน 1,800 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าขอประวัติการรักษาค่ารักษาพยาบาล

-ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย

พิจารณาแล้วว่า ตามคำเสนอข้อพิพาท อ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีเงินเดือนประมาณ 22,580 บาท จากการบาดเจ็บทำให้ต้องลาป่วย ไม่น้อยกว่า 2 เดือน ทำให้ขาดรายได้เป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 45,160 บาท ให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินจำนวน 45,160 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท แต่ปรากฏในคำให้การพยานของผู้เสนอข้อพิพาท กลับอ้างว่าจากอาการบาดเจ็บต้องหยุดงานเป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่ได้รับเงินเดือน จำนวน 22,580 บาท จนเป็นเหตุให้ผู้คัดด้านหลงข้อต่อสู้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทถูกหักเงินเดือน ๒ เดือน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงในแบบบันทึกคำพยาน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานครั้งหลังสุดว่าหยุดงานเพียง 1 เดือน เห็นว่าการประปาส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และอยู่ภายใต้การบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน หลักในการลาป่วยของพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีเงื่อนไขต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสามารถลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งหมายความว่าสามารถลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับเงินเดือนระหว่างวันลา ถ้าได้มีการลาป่วยอีก ภายหลังที่ลาป่วยโดยได้รับเงินเดือนดังกล่าว จึงถูกหักเงินเดือนตามระยะเวลาที่ลา เมื่อผู้เสนอข้อพิพาทได้อ้างว่าต้องลาป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ย่อมจะไม่ถูกหักเงินเดือนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพยานเป็นเอกสารของ กปภ. ว่าได้หักเงินเดือนของผู้เสนอข้อพิพาท จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการหักเงินเดือนของผู้เสนอข้อพิพาทจากการลาป่วยหนึ่งเดือน จึงเห็นได้ว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาดประโยชน์ในการทำมาหาได้ระหว่างการเจ็บป่วย เป็นเงิน 22,580 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

ข้อที่ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพเสริม รับจ้างติดตั้ง ซ่อมล้างและย้ายแอร์ รับเหมาเดินไฟฟ้า ตู้คอนโทรล มอเตอร์ไปร์ มีรายได้เดือนละประมาณ 13,000 บาท เนื่องจากผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการเจ็บปวดที่บริเวณซี่โครง และหน้าอก ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ เป็นเวลา 3 เดือน ไม่สามารถประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้ จึงขอเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากอาชีพเสริม จำนวน 3 เดือน เป็นเงิน 39,000 บาท พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้เรียกร้องให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าสินไหมทดแทนเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ จากการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีประเด็นข้อพิพาทในกรณีนี้เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิ ดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

พิจารณาแล้วเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ผู้เสนอข้อพาทเรียกร้องแยกได้เป็นสองกรณี กรณีแรก เกี่ยวกับการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ กรณีที่สอง เกี่ยวกับการเป็นช่างแอร์ ซึ่งเป็นอาชีพเสริม

กรณีแรก พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าตามระเบียบของการประปาส่วนภูมิภาค ถ้าลาป่วยเกิน 15 วัน จะไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินโบนัสประจำปี จากอุบัติเหตุ ทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องลาป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ไม่มีสิทธิ์ ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน และไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสประจำปี ข้อที่ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าหากลาป่วยเกิน 15 วัน ไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินโบนัสประจำปี ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาค เรื่องของการเลื่อนเงินเดือน ที่มี 2 กรณี คือ 1.) การเลื่อนขั้นตามปกติ 1 ขั้น ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลาป่วยเกิน 15 วัน แล้วไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ดังที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้าง 2.) การเลื่อนขั้นเงินเดือนแบบกรณีพิเศษ (มากกว่า 1 ขั้นแต่ไม่เกิน 2 ขั้น) มีหลักเกณฑ์ระบุไว้ว่า มีวันลารวมกันไม่เกิน 15 วัน (ลากิจ+ลาป่วย+ฯ) หากลาตามเงื่อนไขดังกล่าวเกิน 15 วันจะไม่ได้รับการพิจารณาการขอขึ้นเงินเดือน 2 ขั้น จึงรับฟังได้ว่าเงื่อนไขการลาป่วย 15 วัน ใช้เฉพาะการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในกรณีพิเศษเท่านั้น ส่วนเงินโบนัสประจำปีตามที่ระบุไว้การจ่ายนั้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการประจำปีของ กปภ. ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการลาป่วยเกิน 15 วัน แล้วจะไม่ได้รับเงินโบนัสแต่ประการใด ดังนั้นการจะได้รับโบนัสหรือไม่ประการใด จึงขั้นอยู่กับว่า กปภ. มีกำไรหรือไม่ ส่วนข้อที่อ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาท ลาป่วย 1 เดือน ทำให้ไม่ได้รับเงินตอบแทนพิเศษนั้น เห็นว่า เงินตอบแทนพิเศษกรณีพนักงานเงินเดือนเต็มขั้น ดังนั้นเงินตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นเท่านั้น การจะได้รับหรือไม่ได้รับเงินในกรณีนี้ จึงไม่เกี่ยวกับการลาป่วย 15 วัน ตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทยังมีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ได้รับเงินโบนัสประจำปี และเงินตอบแทนพิเศษตามเงื่อนไข ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่า กปภ. ได้มีคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน ไม่จ่ายเงินโบนัสประจำปี และไม่จ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้ผู้เสนอข้อพิพาทแต่อย่างใด ผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่ได้มีความเสียหายในส่วนนี้ จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าทดแทนในส่วนนี้ได้

กรณีที่สอง พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้างว่าเป็นลูกจ้างของร้าน ท.ไฟฟ้า ผู้เสนอข้อพิพาทมีเพียงภาพถ่ายนามบัตรของร้าน เป็นเอกสารเกี่ยวกับรายได้พิเศษ นอกเหนือจากงานประจำ ไม่ได้นำตัวเจ้าของร้านมาให้ถ้อยคำเป็นพยานยืนยันว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นลูกจ้างและมีเงินเดือนดังกล่าวจริง ประกอบกับเป็นเอกสารที่ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นผู้จัดทำขึ้นมาด้วยตัวเอง เจ้าของร้านผู้เป็นนายจ้างไม่ได้เป็นผู้ทำและรับรองความถูกต้องแต่ประการใด เอกสารของผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่มีน้ำหนักในการที่จะรับฟังว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นลูกจ้างของร้านดังกล่าว และได้รับเงินค่าจ้าง จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีอาชีพเสริมดังที่ล่าวอ้าง จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพาทไม่มีความเสียหายกรณีสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

พิจารณาแล้วเห็นว่าตามใบรับรองแพทย์ แพทย์วินิจฉัยว่าผู้เสนอข้อพิพาท ซี่โครงหักให้ฉีดยาและรับประทานยา ทำแผลต่อเนื่อง 5 วัน และตามใบรับรองแพทย์ แพทย์มีความเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการช้ำบวมที่ไหล่และอกขวา วินิจฉัยว่ากระดูกซี่โครงขวาหัก ให้หยุดพัก 30 วัน จึงเห็นได้ว่าบาดแผลตามร่างกายภายนอก มีเพียงแผลถลอกและฟกช้ำเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีแผลเปิด (น่าจะหมายถึงผิวหนังฉีกขาด) ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น การล้างแผลที่มีลักษณะถลอกหรือฟกช้ำ จึงไม่น่าจะมีอาการเจ็บปวดจนถึงต้องทุกข์ทรมานดังที่กล่าวอ้าง

ส่วนอาการปวดเจ็บที่บริเวณกระดูกซี่โครงขวาที่หัก กระดูกยังไม่ประสานกัน ทำให้เจ็บเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณกระดูกซี่โครง ผู้เสนอข้อพิพาทให้ถ้อยคำแต่เพียงว่าต้องทรมานจากการเจ็บปวดบริเวณซี่โครง ปัจจุบันยังมีอาการเจ็บปวดกระดูกซี่โครงข้างขวาทำให้ไม่สามารถทำงานเป็นเวลานานได้ ต้องกินยาและหยุดพักให้อาการดีขึ้นก่อนจึงจะทำงานต่อได้

พิจารณาแล้วเห็นได้ว่า ผู้เสนอข้อพิพาทยังสามารถทำงานได้แต่จะทำเป็นเวลานานติดต่อกันไม่ได้ เพียงแต่ต้องหยุดพักเสียก่อน หากต้องทำงานเป็นเวลานาน ๆ เพื่อไม่ให้ทำการใดที่จะกระทบต่ออาการบาดเจ็บ ซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทก็ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวดี การที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะทำงานจนมีอาการเจ็บปวดแล้วหยุดพักและกินยาให้อาการดีขึ้นแล้วกลับไปทำงานต่อนั้นจึงเป็นการกระทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บเอง จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะทำงานหนักให้มีอาการเจ็บปวดบริเวณซี่โครงดังที่กล่าวอ้าง ในระหว่างการหยุดพักตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงฟังได้ว่าอาการเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณซี่โครงข้างขวาจะไม่เกิดหากผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ในระหว่างการพักรักษาตัวและอาการเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณกระดูกซี่โครงนั้นก็ไม่ปรากฏว่าทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการทนทุกข์ทรมานอย่างไร ที่บ่งบอกว่ามีอาการเจ็บปวดอย่างมาก หรือสาหัส แต่กลับได้ความว่าผู้เสนอข้อพิพาทไม่ได้หยุดงานตามที่แพทย์สั่ง แต่ไปทำงานปกติ เพียงแต่อาจทำงานหนักไม่ได้ แต่ให้คนอื่นมาช่วยยกของหนักแทน จึงยังรับฟังไม่ได้ชัดเจนว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้รับความทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บบริเวณซี่โครงขวาหัก

ข้ออ้างที่ว่า ผู้เสนอข้อพิพาทมีความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมากจากความกังวลและหวาดละแวงเวลามีอะไรเข้ามาใกล้ตัว จะมากระแทกบริเวณซี่โครงที่หักและมีอาการหวาดระแวงและเสียขวัญเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินชีวิตไม่เป็นปกติไม่มีความผาสุก ส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

จึงเห็นว่าอาการปวดเจ็บของผู้เสนอข้อพิพาทอาจทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ตามปกติเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถรักษาได้ตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการดังกล่าวจะกระทบต่อการดำรงชีพและการใช้ชีวิตของผู้เสนอข้อพิพาทในระยะแรกอยู่บ้าง ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องเจ็บปวดเป็นเวลานานหลายเดือน หรือจนไม่สามารถทำงานได้ตลอดไป ส่วนอาการกังวล หวาดละแวง และเสียขวัญ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ ที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บตามข้อเท็จจริงข้างต้น ดังนั้น ที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ เป็นเงิน 200,000 บาท เห็นว่าสูงเกินสมควร พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้ผู้เสนอข้อพิพาท 20,000 บาท

จึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ดังต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลที่มีมาก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท เป็นเงิน 5,162 บาท

2. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือต้องเสียไปในการรักษาพยาบาล  เป็นเงิน 1,800 บาท

3. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย  เป็นเงิน 22,580 บาท

4. ผู้คัดค้านไม่ต้องจ่ายค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

5. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอให้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

6. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย

7. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอให้จ่ายเงินค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

 รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทตามข้อ 1 ถึงข้อที่ 3 เป็นเงินรวม 29,542 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดนี้ โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ออกใช้ และให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายในกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด

แหล่งที่มา

ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ : ชม.96/2563

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877, 446

อนุญาโตตุลาการ : นายสมชาย ยุววิทยาพาณิช

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

คดีนี้เนื่องด้วยกว่าจะได้สืบพยานและมีคำชี้ขาดผ่านล่วงระยะเวลามานานเกือบปีแล้ว เนื่องด้วยกระบวนการและเหตุผลประกอบอื่น ๆ หลาย ๆ อย่างทำให้ดูเหมือนว่าผู้เสนอข้อพิพาทหายดีเป็นปกติแล้ว ท่านอนุญาโตตุลาการจึงไม่เห็นถึงความทุกข์ทรมานของผู้เสนอข้อพิพาท แต่ความจริงแล้วผู้เสนอข้อพิพาทก็ได้รับความทุกทรมานจริงนับตั้งแต่เกิดเหตุ แม้ท่านอนุญาโตตุลาการจะมีความเห็นส่วนตัวว่าไม่มากแต่ก็ควรกำหนดให้ผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่อนุญาโตตุลาการไม่กำหนดให้เลยนั้น คณะทำงานไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดในส่วนนี้ ในส่วนดอกเบี้ยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยได้กำหนดเงื่อนไขไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าหากบริษัทปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าสินไหมแทนให้แก่ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องหรือยื่นคำเสนอ ศาลหรือต่ออนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ ต้องชดใช้ในดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ซึ่งบริษัทฯ ก็รู้เงื่อนไขตรงส่วนนี้เป็นอย่างดี แต่ก็กลับยังเขียนคำให้การต่อสู้มาเพื่อไม่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย

ปกป้องสิทธิของคุณ เริ่มต้นที่การปรึกษาทนายความ

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุหรือกรณีบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องทั้งข้อกฎหมาย หลักฐาน และการเจรจากับคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย หากดำเนินการผิดพลาดอาจทำให้เสียสิทธิหรือได้รับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้

👉 เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่แนะนำให้ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายของเราพร้อมให้คำปรึกษา ช่วยวางกลยุทธ์ และดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างรอบด้าน คลิก >>ติดต่อเรา<<

ชาวต่างชาติมาลงทุนและทำความดีในประเทศไทย มีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้จริงหรือไม่?

การได้ สัญชาติไทย ถือเป็นความใฝ่ฝันของชาวต่างชาติหลายคนที่เข้ามาพำนัก ทำงาน หรือลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงในชีวิต ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และมีทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก คำถามที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ หากชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและทำความดีในประเทศไทย จะมีสิทธิ์ในการขอ สัญชาติไทย หรือไม่?

บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทย เงื่อนไข และขั้นตอนในการขอสัญชาติไทย เพื่อให้ผู้ที่สนใจมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

หลักการทั่วไปของการได้สัญชาติไทย

กฎหมายไทยกำหนดช่องทางหลัก ๆ ในการได้ สัญชาติไทย ไว้ 3 ประเภท ได้แก่

1.โดยการเกิด – เด็กที่เกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาหรือมารดาเป็นคนไทย หรือเด็กที่เกิดในต่างประเทศแต่บิดาหรือมารดาเป็นคนไทย ก็สามารถได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

2.โดยการสมรส – ชาวต่างชาติที่สมรสกับคนไทยและมีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้

3.โดยการแปลงสัญชาติ (Naturalization) – ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด สามารถยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้

การแปลงสัญชาติไทยสำหรับชาวต่างชาติ

สำหรับกรณีที่ชาวต่างชาติมาลงทุน ทำธุรกิจ หรือประกอบกิจการในประเทศไทย หากต้องการได้ สัญชาติไทย จะต้องเข้าข่ายการแปลงสัญชาติ โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้

  • อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทย
  • พำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ (ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ อาจมีการยกเว้นเงื่อนไขนี้ได้)
  • มีความประพฤติดี ไม่เคยต้องโทษอาญาร้ายแรง
  • มีอาชีพและรายได้มั่นคง โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีธุรกิจจริง มีรายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการพิจารณา
  • มีความรู้ภาษาไทย สามารถพูด อ่าน และเข้าใจภาษาไทยได้ในระดับหนึ่ง
  • เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ติดต่อกันหลายปี

การลงทุนและการทำความดีต่อประเทศไทย

หลายคนสงสัยว่าเพียงแค่ลงทุนหรือทำประโยชน์ให้ประเทศไทย จะสามารถได้ สัญชาติไทย โดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ แต่เป็น “ปัจจัยสนับสนุน” ที่สำคัญในการพิจารณา

ตัวอย่างเช่น

  • นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งบริษัท สร้างงาน สร้างรายได้ และเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย จะถูกมองว่าเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ต่อประเทศ
  • ผู้ที่มีผลงานหรือคุณงามความดีต่อสังคมไทย เช่น บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ สนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชน หรือช่วยเหลือสังคมไทยในด้านต่าง ๆ ก็อาจได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนหรือทำความดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ได้สัญชาติไทยทันที แต่จะช่วยให้การขอสัญชาติไทยมีน้ำหนักและโอกาสได้รับอนุมัติมากขึ้น

ขั้นตอนการยื่นขอสัญชาติไทย

สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวัง

  • แม้จะลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ สัญชาติไทย โดยทันที ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
  • การทำความดีต่อประเทศไทย เช่น บริจาคหรือช่วยเหลือสังคม เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมโอกาส แต่ไม่สามารถแทนคุณสมบัติหลักได้
  • ควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญชาติ เพื่อให้การยื่นคำขอถูกต้องและมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

ปรึกษากฎหมายสัญชาติไทยสำหรับชาวต่างชาติ ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ชาวต่างชาติที่มาลงทุนและทำความดีในประเทศไทย มีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้ จริง แต่ไม่ใช่เพียงเพราะการลงทุนหรือทำความดีเพียงอย่างเดียว จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายไทย และผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างละเอียด

ดังนั้น หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการได้สัญชาติไทย ควรเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งในด้านเอกสาร การพำนักอย่างต่อเนื่อง การเสียภาษี และการพิสูจน์ว่าคุณมีคุณค่าต่อสังคมไทย การมีที่ปรึกษาด้านกฎหมายจะสามารถทำให้เส้นทางสู่การได้ สัญชาติไทย เป็นไปอย่างราบรื่นและมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

การได้สัญชาติไทยไม่เพียงแต่เป็นเกียรติ แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต ทั้งในด้านสิทธิ เสรีภาพ และความมั่นคงในระยะยาว

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการขอ สัญชาติไทย ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จและลดความซับซ้อนของกระบวนการทางกฎหมาย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังวางแผนยื่นขอสัญชาติไทย สามารถติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษาและแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายได้เสมอ เพราะ “สิทธิของคุณ เราพร้อมดูแล”

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องรู้เงื่อนไข ข้อจำกัดอะไรบ้าง? และเหตุผลที่ควรมีทนายความที่ปรึกษา

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนหรือทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว การบริการ อสังหาริมทรัพย์ หรือการผลิตสินค้า เพราะประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแรงงานฝีมือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่แข่งขันได้ และยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ได้ทำได้อย่างอิสระเสรีเหมือนกับคนไทย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

บทความนี้จะอธิบายสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย เงื่อนไข ข้อจำกัด รวมถึงเหตุผลว่าทำไมการมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกสำนักงานกฎหมายใดเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง

เงื่อนไขการที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย

ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติสามารถเปิดบริษัทได้ แต่จะมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากคนไทย โดยหลักการสำคัญมีดังนี้

1. สัดส่วนผู้ถือหุ้น

  • บริษัทจำกัดในไทยต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป
  • หากเป็นบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จะเข้าข่าย “ธุรกิจต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งจะมีข้อจำกัดเพิ่มเติม
  • หากต้องการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีห้ามของ FBA จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) หรือใบรับรองการประกอบธุรกิจ

2. ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

  • หากบริษัทเป็น ธุรกิจต่างด้าว ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากบริษัทดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีต้องห้าม ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากไม่ได้เข้าข่ายธุรกิจต่างด้าว เช่น มีผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า 50% ทุนจดทะเบียนสามารถเริ่มได้ตามปกติ

3. ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติห้ามทำ

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้กำหนดบัญชีธุรกิจที่ห้ามหรือจำกัดการประกอบกิจการไว้ เช่น

  • การค้าปลีกและค้าส่งสินค้าที่ทุนไม่สูง
  • ธุรกิจบริการบางประเภท เช่น งานกฎหมาย งานบัญชี
  • ธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและการเกษตร

หากชาวต่างชาติสนใจทำธุรกิจในกลุ่มนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเข้าข่ายห้ามหรือไม่ และควรมีการวางแผนโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย

4. ใบอนุญาตทำงานและการอยู่อาศัย

  • ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในบริษัทของตนเอง ต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าประเภท Non-B หรือ Business Visa
  • บริษัทต้องมีการจ้างงานคนไทยตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด เพื่อสนับสนุนการขอใบอนุญาตทำงาน

ข้อจำกัดที่ชาวต่างชาติควรระวัง

แม้ประเทศไทยเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก ได้แก่

1. ข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน – ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้โดยตรง (ยกเว้นบางกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะอนุญาต) หากต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักต้องใช้รูปแบบเช่าระยะยาว (Leasehold)

2. ข้อจำกัดด้านแรงงาน – บางอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขายตรง งานขับรถ งานช่างฝีมือบางประเภท

3. กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน – การขอ Foreign Business License หรือการขอ BOI (Board of Investment) Promotion อาจใช้เวลานานและมีเงื่อนไขมาก

4. ความเสี่ยงทางกฎหมาย – หากโครงสร้างบริษัทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใช้นอมินีถือหุ้นแทน อาจถูกดำเนินคดีและถูกเพิกถอนสิทธิ

ทำไมต้องมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท?

การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี และกฎหมายคนเข้าเมือง การมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้

1.ให้คำแนะนำด้านกฎหมายที่ถูกต้อง – ป้องกันการทำธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ เช่น เข้าข่ายธุรกิจต้องห้าม หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง

2.จัดทำและตรวจสอบเอกสาร – ตั้งแต่สัญญาจัดตั้งบริษัท ข้อบังคับภายใน ไปจนถึงสัญญาทางการค้า สามารถลดความเสี่ยงในอนาคต

3.ดูแลเรื่องใบอนุญาตและวีซ่า – ทนายความสามารถดำเนินการเตรียมเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานราชการ เพื่อให้การทำงานของชาวต่างชาติถูกต้องตามกฎหมาย

4.ป้องกันข้อพิพาท – หากเกิดปัญหาทางธุรกิจ ทนายความจะสามารถให้คำแนะนำหรือดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัท

5.วางแผนภาษีและโครงสร้างธุรกิจ – เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และลดต้นทุนด้านภาษี

เลือกสำนักงานกฎหมายใดจึงเหมาะสม?

หากชาวต่างชาติต้องการเปิดบริษัทในไทยและมองหาที่ปรึกษากฎหมาย ควรเลือกสำนักงานที่มีประสบการณ์ตรงด้านการดูแลชาวต่างชาติ มีความเชี่ยวชาญทั้งในกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ถือเป็นหนึ่งในสำนักงานที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เรามีทีมทนายความและที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการดูแล ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงสร้างธุรกิจ การจดทะเบียนบริษัท การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่อง เช่น การต่อวีซ่า การขอใบอนุญาตทำงาน และการป้องกันข้อพิพาททางธุรกิจ

ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในไทย ต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าใจกฎหมาย การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทจะสามารถให้การดำเนินธุรกิจราบรื่น ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่วางแผนจะเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือกำลังดำเนินธุรกิจอยู่แล้วและต้องการลดความเสี่ยงทางกฎหมาย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เสมอ เพราะเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงในประเทศไทย

คดีรถชน: หน้าที่ของผู้ขับรถต่อผู้บาดเจ็บ อย่าปล่อยให้ตัวเองติดคุกเพราะเชื่อบริษัทประกันภัย

เมื่อเกิด คดีรถชน สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึงคือ “ประกันภัยรถยนต์จะช่วยจัดการทุกอย่างให้” เพราะเราได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไว้แล้ว แต่ในความเป็นจริง ผู้ขับรถหรือเจ้าของรถยังคงมี “หน้าที่ตามกฎหมาย” ที่ต้องปฏิบัติ หากเพิกเฉยหรือทำผิดพลาดเพราะเชื่อฟังบริษัทประกันภัยโดยไม่เข้าใจ อาจไม่เพียงแต่เสียเปรียบผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญา จนถึงขั้น ติดคุกเพราะบริษัทประกันภัยของตัวเอง

บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำไมผู้ขับรถควร ดูแลผู้บาดเจ็บ ไม่ใช่ไปโต้เถียงหรือบอกว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” พร้อมแนวทางที่ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาตามมา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในคดีรถชน

หลายครั้งที่ผู้ขับรถเมื่อชนผู้อื่นแล้ว เลือกที่จะ

  • เชื่อฟังพนักงานของบริษัทประกันภัยทุกอย่าง
  • ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยบอกว่า “ไปฟ้องบริษัทประกันเอาเอง”
  • มองว่าหน้าที่ในการชดใช้เป็นเรื่องของประกันภัย ไม่ใช่ของตน

ความคิดเหล่านี้อันตรายมาก เพราะตามกฎหมาย ผู้ขับรถและเจ้าของรถยังคงเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหลัก ไม่ว่าคุณจะมีประกันหรือไม่ การปล่อยปละละเลยผู้บาดเจ็บ หรือแสดงท่าทีท้าทาย อาจทำให้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้น เช่น ความผิดฐาน ละเว้นการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หรือแม้กระทั่ง ความผิดอาญาจากการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต

หน้าที่ของผู้ขับรถและเจ้าของรถ

เมื่อเกิดคดีรถชน สิ่งที่กฎหมายและสังคมคาดหวังจากผู้ขับรถมีดังนี้:

ต้องหยุดรถและให้การช่วยเหลือ

หากชนผู้อื่นแล้วหลบหนี ไม่เพียงแต่เสียหายต่อภาพลักษณ์ แต่ยังเป็นความผิดอาญาที่อาจถูกจำคุกได้

แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพื่อให้มีการบันทึกเหตุการณ์และดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

แม้ว่าบริษัทประกันภัยจะเข้ามาจัดการค่าใช้จ่ายทีหลัง แต่การช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของผู้ขับรถโดยตรง

ร่วมมือกับผู้บาดเจ็บในการเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกัน

ประเด็นนี้มักถูกมองข้าม หลายคนเชื่อว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัย แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่ของเราคือ ยืนยันสิทธิของผู้บาดเจ็บ เพื่อให้บริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ใช่ทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้บาดเจ็บ

อันตรายจากการเชื่อฟังบริษัทประกันภัยโดยไม่เข้าใจ

บริษัทประกันภัยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของตนเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องผู้ขับรถเสมอไป หากผู้ขับรถทำตามคำแนะนำของพนักงานบริษัทโดยไม่พิจารณา อาจทำให้ตนเองต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เช่น

  • ปฏิเสธการชดใช้ให้ผู้บาดเจ็บ → ผู้เสียหายฟ้องร้อง ทั้งคนขับและบริษัทประกัน แต่ภาระคดีตกที่คนขับ
  • ไม่ยอมร่วมมือกับผู้บาดเจ็บ → ศาลมองว่าเป็นการขัดขวางสิทธิของผู้เสียหาย คนขับอาจถูกลงโทษหนักขึ้น
  • คิดว่าประกันจะช่วยปกป้องทุกอย่าง → สุดท้ายบริษัทประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครองหากคุณผิดเงื่อนไขกรมธรรม์

ทำไมต้องร่วมมือกับผู้บาดเจ็บ?

การร่วมมือกับผู้บาดเจ็บไม่ใช่การ “ยอมเสียเปรียบ” แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และยังมีประโยชน์หลายด้าน เช่น:

1. ลดโอกาสถูกฟ้องคดีอาญา – ศาลจะมองว่าคุณมีเจตนาดีและไม่หลบเลี่ยงความรับผิด

2. ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายจริง – เมื่อผู้บาดเจ็บยืนยันสิทธิ และคุณให้การสนับสนุน บริษัทประกันไม่มีข้ออ้างในการปฏิเสธ

3. สร้างความเชื่อมั่นในสังคม – การดูแลผู้บาดเจ็บแสดงถึงความรับผิดชอบ และช่วยลดความตึงเครียดของคู่กรณี

4. ลดภาระทางการเงินในระยะยาว – การแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ดีกว่าปล่อยให้บานปลายจนต้องเสียเงินและเวลาไปกับการขึ้นศาล

ตัวอย่างความผิดพลาดที่อาจทำให้ติดคุก

  • ขับรถชนแล้วบอกผู้บาดเจ็บว่า “ถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา” → ศาลมองว่าเป็นการท้าทายและไม่รับผิดชอบ
  • เชื่อคำแนะนำของบริษัทประกันที่ให้ปฏิเสธทุกอย่าง → บริษัทประกันอาจปฏิเสธคุ้มครอง ทำให้คนขับกลายเป็นผู้รับผิดเต็มจำนวน
  • ไม่ยอมพาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล → อาจถูกฟ้องข้อหาละเว้นการช่วยเหลือ ซึ่งมีโทษจำคุก

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดคดีรถชน

1. หยุดรถและช่วยเหลือทันที

2. โทรแจ้งตำรวจและประกันภัย เพื่อให้มีบันทึกเหตุการณ์

3. พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยไม่ลังเลเรื่องค่าใช้จ่าย

4. เก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายที่เกิดเหตุ รายชื่อพยาน

5. ร่วมมือกับผู้บาดเจ็บในการเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกัน

6. ปรึกษาทนายความ เพื่อป้องกันไม่ให้การกระทำใด ๆ ของคุณถูกตีความผิดพลาด

รถชน สามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม

คดีรถชน ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเสรีภาพของผู้ขับรถเอง การทำตามคำแนะนำของบริษัทประกันโดยไม่เข้าใจ อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องโทษอาญาได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมหน้าที่ของผู้ขับรถ ต้องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ร่วมมือกับผู้เสียหายในการเรียกร้องสิทธิ และใช้บริษัทประกันในฐานะ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “เจ้านาย”

หากคุณไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและปกป้องสิทธิของตัวเองตั้งแต่แรก

👉 หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับคดีรถชนและกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องหรือติดคุก
แนะนำให้ปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย พร้อมให้คำแนะนำ ดูแลคดี และปกป้องสิทธิของคุณอย่างรอบด้าน

ร่างเอกสารสัญญา: เลือกใช้ฟอร์มจากอินเทอร์เน็ต หรือให้ทนายความร่างให้ แบบไหนดีกว่ากัน?

ในโลกธุรกิจและการทำงานปัจจุบัน คำว่า “สัญญา” หรือ “เอกสารทางกฎหมาย” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจ ซื้อ-ขาย ลงทุน หรือแม้กระทั่งทำข้อตกลงร่วมงานกับคู่ค้าและพนักงาน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การร่างเอกสารสัญญา ที่จะช่วยระบุสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจลังเลว่าจะ ใช้ฟอร์มเอกสารสัญญาสำเร็จรูปที่หาได้ง่ายบนอินเทอร์เน็ต หรือจะลงทุน จ้างทนายความดำเนินการร่างเอกสารโดยเฉพาะ แบบไหนถึงจะคุ้มค่าและปลอดภัยกว่ากัน?

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเปรียบเทียบข้อแตกต่างของทั้งสองทางเลือก เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

การร่างเอกสารจากฟอร์มในอินเทอร์เน็ต: ข้อดีและข้อจำกัด

ข้อดี

1.สะดวกและรวดเร็ว
เพียงค้นหาไม่กี่นาที ก็สามารถดาวน์โหลดฟอร์มสัญญาที่ต้องการมาใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการร่างใหม่ทั้งหมด

2.ไม่มีค่าใช้จ่ายสูง
เอกสารตัวอย่างจำนวนมากเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี หรืออาจมีค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการจ้างทนายความ

3.เหมาะกับเรื่องทั่วไป
หากเป็นข้อตกลงที่ไม่ได้ซับซ้อนหรือมีมูลค่าสูง การใช้ฟอร์มสัญญาสำเร็จรูปก็อาจเพียงพอในบางกรณี

ข้อจำกัด

1.ไม่ตรงกับบริบทจริง
ฟอร์มจากอินเทอร์เน็ตเป็นเพียง “ตัวอย่าง” ที่ถูกออกแบบมาให้กว้างที่สุดเพื่อใช้ได้หลายกรณี แต่ไม่สามารถเจาะลึกในรายละเอียดเฉพาะของธุรกรรมคุณได้

2.เสี่ยงต่อการตีความผิด
ภาษากฎหมายในฟอร์มสำเร็จรูปอาจไม่ชัดเจน ทำให้ตีความได้หลายแบบ หากเกิดข้อพิพาท ศาลจะยึดตามถ้อยคำในเอกสารเป็นหลัก

3.อาจขัดต่อกฎหมายปัจจุบัน
กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฟอร์มที่ดาวน์โหลดมาอาจล้าสมัยหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทยในปัจจุบัน

4.ขาดความน่าเชื่อถือ
การใช้ฟอร์มทั่วไปอาจไม่สร้างความมั่นใจให้กับคู่สัญญา โดยเฉพาะเมื่อคู่สัญญาเป็นนักธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่

ทำไมการให้ทนายความร่างเอกสารจึงดีกว่าร่างเอง?

เมื่อพูดถึง การร่างเอกสารทางกฎหมาย หลายคนอาจเลือกวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด เช่น ดาวน์โหลดฟอร์มสัญญาจากอินเทอร์เน็ตแล้วนำมาปรับใช้เอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของคู่สัญญา จำเป็นต้องมีความรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมายมากกว่านั้น เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่ข้อพิพาทหรือการเสียเปรียบครั้งใหญ่ได้

ดังนั้น การเลือก ให้ทนายความร่างเอกสาร จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าในหลายด้าน ไม่เพียงช่วยให้เอกสารถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงในระยะยาว มาดูกันว่าข้อดีที่ทำให้ทนายความมีบทบาทสำคัญในการร่างเอกสารนั้นมีอะไรบ้าง

 ข้อดี

1.ตรงตามความต้องการจริง
ทนายความจะร่างเอกสารโดยพิจารณาจากข้อมูลและเงื่อนไขที่คุณต้องการโดยเฉพาะ ทำให้สัญญามีรายละเอียดครบถ้วนและเหมาะกับบริบทธุรกิจของคุณจริง ๆ

2.ภาษากฎหมายที่ชัดเจน
ทนายความมีความเชี่ยวชาญในการใช้ถ้อยคำที่แม่นยำ ลดความกำกวม และป้องกันการตีความผิดพลาดในอนาคต

3.ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ด้วยประสบการณ์ในการว่าความและจัดการข้อพิพาท ทนายความจะมองเห็นช่องโหว่หรือความเสี่ยงที่คุณอาจมองไม่ออก และใส่เงื่อนไขเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านั้น

4.เพิ่มความน่าเชื่อถือ
เมื่อคู่สัญญาเห็นว่าสัญญาได้รับการร่างเอกสารโดยทนายความ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ ลดความกังวล และสร้างความไว้วางใจได้มากขึ้น

5.มีที่ปรึกษาเมื่อเกิดปัญหา
หากเกิดข้อพิพาท ทนายความที่ร่างเอกสารให้คุณจะสามารถเป็นผู้ให้คำแนะนำหรือผู้แทนในการต่อสู้คดีได้ทันที เพราะเข้าใจสัญญาอย่างถ่องแท้

ข้อเสีย

  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการใช้ฟอร์มสำเร็จรูป แต่หากเทียบกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนหรือเกิดคดีความ ค่าใช้จ่ายนี้ถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก

ควรเลือกทางไหนดีกว่า?

คำตอบขึ้นอยู่กับ ความสำคัญและมูลค่าของธุรกรรม หากเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบมาก การใช้ฟอร์มอินเทอร์เน็ตอาจเพียงพอ แต่หากเป็นการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงหรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ซับซ้อน การให้ทนายความร่างเอกสารถือเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่าในระยะยาว

เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดจากการใช้เอกสารที่ไม่รัดกุม ค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องเสียไปกับการฟ้องร้องอาจสูงกว่าค่าจ้างทนายหลายเท่า

ร่างเอกสารอย่างมั่นใจ  ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การ ร่างเอกสาร ไม่ใช่แค่การพิมพ์ถ้อยคำลงบนกระดาษ แต่เป็นการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และอนาคตของคู่สัญญา หากคุณกำลังลังเลว่าจะใช้ฟอร์มสำเร็จรูปจากอินเทอร์เน็ตหรือให้ทนายร่างให้ คำแนะนำคือ: เลือกทางที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือกว่า

👉 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการร่างเอกสารและสัญญาทุกประเภท โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อปกป้องผลประโยชน์และลดความเสี่ยงของคุณในทุกธุรกรรม 

พิธีสวดนพเคราะห์ ณ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วันที่ 19 กันยายน 2568

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เนื่องในโอกาสทำบุญประจำปีระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้จัดพิธีสวดนพเคราะห์ ณ พระอุโบสถวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

พิธีอันเป็นสิริมงคลครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก พระธรรมวชิรเมธี (เจ้าคุณมีชัย) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ จุดเทียนชัย พร้อมด้วย พระอาจารย์ขวัญ วัดทับยายเชียง ร่วมอธิษฐานจิตพิธีจารยันต์ดวงพิชัยสงคราม และ พระครูพิสุทธิวรากร อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน รวมถึงพระเกจิชื่อดังอีกหลายท่านเข้าร่วมในพิธี

ในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์ป้อม บูรพา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนยันต์ดวงพิชัยสงคราม มาร่วมจารยันต์ภายในพิธี โดยมี น.อ.สุภาวิต ธรรมสิทธิรุจน์ อนุศาสนาจารย์ เป็นผู้ดำเนินพิธีการ สวดมนต์บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบทสวดนพเคราะห์ ตามขนบธรรมเนียมโบราณ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและหน้าที่การงาน

พิธีครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติร่วมฝ่ายฆราวาส อาทิ ส.ส.กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขต 2 พรรคประชาชน , พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ

รวมถึงคณะผู้บริหาร ทนายความ และบุคลากรจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่พร้อมใจกันเข้าร่วมพิธี เพื่อถวายจตุปัจจัย บำเพ็ญกุศล และร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญของทนายอาร์ม

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธา ณ วัดหงส์รัตนารามฯ วัดหลวงเก่าแก่ที่งดงามด้วยศิลปะและประวัติศาสตร์

และเพื่อร่วมแบ่งปันแรงบันดาลใจในวันอันเป็นมงคลนี้ ทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอนำภาพบรรยากาศภายในพิธีมาฝากทุกท่าน เพื่อส่งต่อพลังแห่งความดีงาม และการเริ่มต้นใหม่ที่มีความหมายยิ่ง

พนักงานไม่พอใจ ลาออกแล้วลบ LINE กลุ่ม / LINE Official หรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ นายจ้างทำอะไรได้บ้าง?

ในยุคที่การสื่อสารและการทำธุรกิจจำนวนมากผูกติดอยู่กับโลกออนไลน์ ปัญหาที่หลายบริษัทเริ่มพบเจอคือ พนักงาน ที่ลาออกไป อาจไม่เพียงแค่ยื่นใบลาออกและส่งมอบงานตามขั้นตอนเท่านั้น แต่บางครั้งกลับมีการลบ LINE กลุ่มงาน ลบ LINE Official ของบริษัท หรือแม้กระทั่งลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อองค์กรอย่างร้ายแรง

คำถามที่นายจ้างหลายคนกังวลคือ “หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ บริษัทจะทำอะไรได้บ้าง?” บทความนี้จะมาอธิบายสิทธิของนายจ้างตามกฎหมาย แนวทางการจัดการ และเหตุผลว่าทำไมการปรึกษาทนายความจึงเป็นสิ่งสำคัญ

พนักงานกับหน้าที่ความรับผิดชอบต่อบริษัท

พนักงาน ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ยังมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของนายจ้าง รวมถึงการเก็บรักษาข้อมูล ทรัพย์สิน และเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ บัญชี LINE Official หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าและธุรกิจ

เมื่อลาออก พนักงาน ยังคงมีความรับผิดชอบในการส่งมอบงาน และไม่ควรทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท หากฝ่าฝืน นายจ้างสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้

การลบ LINE กลุ่ม / LINE Official หรือข้อมูลบริษัท ถือเป็นความเสียหายอย่างไร?

ในยุคที่ธุรกิจพึ่งพาช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในทีม การติดต่อกับลูกค้า หรือการจัดเก็บข้อมูลสำคัญ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” จึงเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีคุณค่าไม่ต่างจากทรัพย์สินทางกายภาพของบริษัท ดังนั้น เมื่อพนักงานที่ไม่พอใจลาออกไปแล้ว ลบ LINE กลุ่ม, LINE Official หรือแม้กระทั่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบริษัท ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรง ทั้งต่อการทำงาน การสื่อสาร ความน่าเชื่อถือ และรายได้ของกิจการ

เพื่อให้เห็นชัดเจนมากขึ้น ลองพิจารณาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละกรณีดังนี้

1.การลบ LINE กลุ่มงาน – LINE กลุ่มมักใช้สำหรับการประสานงานภายใน หากถูกลบอาจทำให้ประวัติการทำงานหายไป ส่งผลต่อการสื่อสารและติดตามงาน

2.การลบ LINE Official – สำหรับหลายธุรกิจ LINE Official คือช่องทางหลักในการติดต่อกับลูกค้า การลบหรือตัดสิทธิ์การเข้าถึงอาจทำให้สูญเสียลูกค้า ความน่าเชื่อถือ และรายได้

3.การลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ – หาก พนักงาน ลบไฟล์ ข้อมูลลูกค้า หรือเอกสารสำคัญ ถือเป็นการทำลายทรัพย์สินดิจิทัลของบริษัท ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเชิงธุรกิจโดยตรง

นายจ้างมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง?

1. ดำเนินการทางแพ่ง

นายจ้างสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก พนักงาน ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำ เช่น การลบ LINE Official หรือไฟล์คอมพิวเตอร์ ทำให้บริษัทเกิดความเสียหายเป็นตัวเงิน เช่น สูญเสียลูกค้า สูญเสียรายได้ หรือมีค่าใช้จ่ายในการกู้ข้อมูล

2. ดำเนินการทางอาญา

การลบหรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560)

  • มาตรา 9: การทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหาย ใช้งานไม่ได้ หรือถูกเปลี่ยนแปลง ถือเป็นความผิด มีโทษปรับและจำคุก
  • มาตรา 10: การกระทำที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหาย ก็มีความผิดเช่นกัน

หากเป็นกรณีการลบ LINE Official ที่ถือเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจ นายจ้างสามารถแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้

3. การดำเนินการทางแรงงาน

หากการกระทำเกิดขึ้นก่อน พนักงาน จะพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้าง เช่น ระหว่างช่วงเวลาบอกเลิกสัญญา นายจ้างสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงาน เช่น การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย หรือการเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาจ้างงาน

ความเสี่ยงหากนายจ้างไม่ดำเนินการ

หากปล่อยปละละเลย การกระทำเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง เช่น

  • สูญเสียฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจ
  • สูญเสียข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อกลยุทธ์องค์กร
  • กระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและลูกค้า

ดังนั้น นายจ้างไม่ควรมองข้ามการปกป้องสิทธิของตนเอง

เหตุผลที่ควรปรึกษาทนายความ

แม้นายจ้างจะมีสิทธิทางกฎหมาย แต่การดำเนินการเองอาจซับซ้อน ทั้งในเรื่องการพิสูจน์หลักฐาน การตีความกฎหมาย และการฟ้องร้องในศาล การปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญจะสามารถทำให้นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจมีทางออกของปัญหาเหล่านี้ได้ดังนี้

1.ประเมินสถานการณ์ – ทนายความจะสามารถวิเคราะห์ว่ากรณีเข้าข่ายความผิดทางแพ่งหรืออาญา รวมถึงแนวทางที่มีโอกาสสำเร็จมากที่สุด

2.รวบรวมหลักฐาน – การเก็บบันทึกการสนทนา แคปหน้าจอ หรือประวัติการใช้งานคอมพิวเตอร์ ต้องทำอย่างถูกต้องเพื่อใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล

3.ดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ – ทนายความสามารถยื่นฟ้อง แทนที่นายจ้างจะเสียเวลาเรียนรู้กระบวนการทั้งหมดเอง

4.ลดความเสี่ยงผิดพลาด – การตีความกฎหมายผิดพลาดอาจทำให้นายจ้างเสียเปรียบในคดี การมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาย่อมลดความเสี่ยงได้

แนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

นอกจากการดำเนินการทางกฎหมายเมื่อเกิดเหตุแล้ว นายจ้างควรมีมาตรการป้องกัน เช่น

  • กำหนดนโยบายการใช้ LINE Official หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน
  • จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็น
  • มีการสำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ
  • ระบุข้อกำหนดในสัญญาจ้างงานเกี่ยวกับการส่งมอบข้อมูลและห้ามทำลายข้อมูลของบริษัท

รับมือทุกปัญหาพนักงานด้วยความมั่นใจ ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อ พนักงาน ลาออกแล้วทำการลบ LINE กลุ่ม ลบ LINE Official หรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบริษัท การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการไม่ส่งมอบงานตามหน้าที่ แต่ยังอาจเข้าข่ายความผิดทางแพ่งและอาญา นายจ้างมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และดำเนินคดีตามกฎหมายได้

👉 หากคุณเป็นนายจ้างที่เผชิญปัญหาลักษณะนี้ อย่าปล่อยให้บริษัทต้องเสียเปรียบหรือสูญเสียผลประโยชน์โดยไม่จำเป็น การปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด คลิก >>ติดต่อเรา<<

“ตรวจสัญญา” กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์-ทำไมจำเป็นต้องตรวจสัญญาก่อนเซ็นสัญญาทางธุรกิจหรือสัญญาซื้อ-ขายมูลค่าสูง

ในโลกธุรกิจทุกการตกลงมักจะลงเอยด้วย “สัญญา” ไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางธุรกิจ การลงทุน การซื้อ-ขาย หรือการร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ สัญญาคือเอกสารสำคัญที่เป็นหลักฐานระหว่างคู่สัญญา กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน แต่คำถามสำคัญคือ เรามั่นใจได้อย่างไรว่าสัญญาที่จะเซ็นนั้น “ปลอดภัยและเป็นธรรม” สำหรับเรา?

ตรงนี้เองที่ การตรวจสัญญา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกลายเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้สัญญาจะถูกพิมพ์ออกมาอย่างเป็นทางการ ใช้ถ้อยคำที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญานั้นรัดกุม ปลอดภัย และปกป้องสิทธิของคุณได้จริง หากคุณข้ามขั้นตอนการตรวจสัญญาไป อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงและผลกระทบใหญ่หลวงในอนาคต

ทำไมต้องตรวจสัญญาก่อนเซ็นจริง?

1.ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
สัญญามักเต็มไปด้วยภาษากฎหมายที่ซับซ้อน มีรายละเอียดและข้อยกเว้นมากมาย หากไม่ได้ตรวจสัญญาโดยทนายความที่เชี่ยวชาญ คุณอาจพลาดเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เสียเปรียบ หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงในทางกฎหมาย

2.ป้องกันข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรม
ในหลายกรณี สัญญาถูกจัดทำขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า และอาจแทรกเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง เช่น การจำกัดความรับผิด การบังคับให้คู่สัญญายอมรับเงื่อนไขที่ไม่สมดุล หากไม่มีการตรวจสัญญา เงื่อนไขเหล่านี้อาจสร้างภาระให้คุณในภายหลัง

3.มั่นใจว่าครอบคลุมประเด็นสำคัญ
การตรวจสัญญาจะช่วยให้มั่นใจว่าสัญญาครอบคลุมรายละเอียดที่จำเป็นจริง ๆ เช่น วิธีการชำระเงิน การส่งมอบ การบอกเลิกสัญญา หรือการระงับข้อพิพาท ซึ่งหากขาดไปแม้เพียงข้อเดียว ก็อาจนำไปสู่ข้อขัดแย้งใหญ่ได้

4.เพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นใจ
เมื่อคู่สัญญาทราบว่าคุณมีการตรวจสัญญาโดยสำนักงานกฎหมาย จะสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดช่องว่างในการเอาเปรียบ และทำให้ทั้งสองฝ่ายมั่นใจมากขึ้นในการทำธุรกรรมร่วมกัน

ความเสี่ยงหากไม่ได้ตรวจสัญญาก่อนเซ็น

การละเลยการตรวจสัญญาอาจทำให้เกิดปัญหาหนักในภายหลัง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นบ่อยในโลกธุรกิจ เช่น

  • ธุรกิจลงทุน: นักลงทุนเซ็นสัญญาร่วมลงทุนโดยไม่ตรวจสัญญาละเอียด สุดท้ายพบว่าข้อกำหนดการแบ่งผลกำไรไม่ชัดเจน ต้องเสียเวลาฟ้องร้องและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
  • สัญญาซื้อ-ขายมูลค่าสูง: ผู้ซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ตรวจสัญญา พบทีหลังว่ามีเงื่อนไขการชำระเงินที่เอาเปรียบ และไม่มีข้อกำหนดรับประกันคุณภาพสินทรัพย์ ทำให้สูญเสียเงินจำนวนมาก
  • ธุรกิจ SMEs: เจ้าของกิจการเซ็นสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยไม่มีข้อกำหนดเขตอำนาจศาลหรือการระงับข้อพิพาท สุดท้ายถูกฟ้องในต่างประเทศ เสียทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา

จากกรณีเหล่านี้จะเห็นว่า การไม่ตรวจสัญญาอาจสร้างผลกระทบทั้งด้านการเงิน เวลา และชื่อเสียงทางธุรกิจ

บริการรับตรวจสัญญาจากเรา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจดีว่าทุกสัญญามีความสำคัญต่อชีวิตและธุรกิจของคุณ เรามีทีมทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่พร้อมให้บริการตรวจสัญญาอย่างรอบคอบ ครอบคลุมการตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

  • การตีความข้อกฎหมาย: ตรวจสอบว่าสัญญาเป็นไปตามกฎหมายปัจจุบันและสามารถบังคับใช้ได้จริง
  • ความสมดุลของเงื่อนไข: วิเคราะห์ว่าข้อกำหนดในสัญญามีความเป็นธรรม ไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป
  • ช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่: ระบุจุดอ่อนหรือความเสี่ยงที่อาจถูกนำไปตีความในทางเสียเปรียบ
  • การป้องกันข้อพิพาท: ตรวจสอบว่ามีการระบุเงื่อนไขการระงับข้อพิพาท การเลือกศาล หรือการใช้อนุญาโตตุลาการอย่างชัดเจน
  • คำแนะนำเพิ่มเติม: ให้คำปรึกษาและแนวทางในการแก้ไขหรือเจรจาต่อรองเงื่อนไข เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของคุณสูงสุด

ทำไมต้องตรวจสัญญากับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

เมื่อพูดถึงการ ตรวจสัญญา สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงการอ่านเงื่อนไขอย่างผิวเผิน แต่คือการเข้าใจภาษากฎหมาย การตีความข้อกำหนด และการมองเห็นความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของสัญญา ดังนั้น การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์จริงจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ของคุณอย่างแท้จริง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่ได้เพียงให้บริการตรวจสัญญาในเชิงเอกสาร แต่ยังมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาเชิงลึก ครอบคลุมทั้งมุมมองทางกฎหมายและมุมมองทางธุรกิจ เพื่อให้สัญญาที่คุณเซ็นนั้นมีความรัดกุม ปลอดภัย และใช้งานได้จริงในสถานการณ์ของคุณ

ต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมการตรวจสัญญากับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ

1.ประสบการณ์จริงในคดีสัญญา
ทีมทนายของเรามีประสบการณ์ตรงในการจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางสัญญา ทำให้รู้เท่าทันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจริง

2.มุมมองที่รอบด้าน
เราไม่ได้ตรวจเพียงภาษากฎหมาย แต่ยังพิจารณาถึงผลทางธุรกิจ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสัญญารองรับการใช้งานจริง

3.บริการที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละกรณี
ทุกสัญญามีรายละเอียดเฉพาะ เราจึงให้บริการตรวจสัญญาแบบปรับแต่งตามความต้องการและบริบทของคุณโดยเฉพาะ

4.ลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจ
เมื่อมีการตรวจสัญญาโดยผู้เชี่ยวชาญ คุณจะสามารถก้าวเข้าสู่การเซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ ลดความกังวล และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ตรวจสัญญากับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นใจทุกการเซ็นสัญญา

การตรวจสัญญา ไม่ใช่ขั้นตอนที่ควรมองข้าม เพราะสัญญาคือเอกสารที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว หากไม่ตรวจสอบให้ละเอียด อาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงในอนาคต

👉 หากคุณกำลังจะเซ็นสัญญาทางธุรกิจ การซื้อ-ขาย หรือการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง อย่าปล่อยให้ความเสี่ยงทำลายผลประโยชน์ของคุณ ปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับบริการตรวจสัญญาจากทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมดูแลและปกป้องสิทธิของคุณทุกขั้นตอน

ร่างสัญญาข้อตกลง ทำไมไม่ควรร่างเอง มีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง?

ในโลกธุรกิจและการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคล บริษัท หรือองค์กร หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สัญญาข้อตกลง เพราะสัญญาคือหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน หากไม่มีสัญญาที่ดี อาจทำให้เกิดข้อพิพาทตามมาในอนาคตได้ง่าย

ปัญหาที่พบบ่อยคือ หลายคนเลือกที่จะ ร่างสัญญาข้อตกลงเอง โดยใช้ตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ต หรือดัดแปลงจากเอกสารเก่า ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การร่างสัญญาด้วยตัวเองโดยไม่มีความรู้ทางกฎหมายอาจทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของข้อกฎหมายที่ไม่ครอบคลุม ข้อกำหนดที่ไม่รัดกุม หรือเงื่อนไขที่ไม่ปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเพียงพอ

ทำไมการร่างสัญญาข้อตกลงด้วยตัวเองจึงเสี่ยง?

หลายคนอาจมองว่า “ร่างสัญญาข้อตกลง” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงหาตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ตแล้วปรับใช้ก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริง สัญญาไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษที่ระบุรายละเอียดการตกลงเท่านั้น หากแต่เป็นเอกสารทางกฎหมายที่สามารถกำหนดสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ หากร่างไม่ถูกต้องหรือไม่รัดกุม ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาทย่อมสูงขึ้น และอาจทำให้คุณเสียเปรียบคู่สัญญาโดยไม่รู้ตัว

เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าทำไมการ ร่างสัญญาข้อตกลงด้วยตัวเอง จึงอาจก่อให้เกิดปัญหา เรามาลองพิจารณาประเด็นสำคัญ 4 ข้อดังต่อไปนี้

1.ขาดความรู้ทางกฎหมายเฉพาะด้าน
กฎหมายมีรายละเอียดและข้อยกเว้นมากมาย หากคุณไม่ใช่ทนายความ คุณอาจไม่ทราบว่าข้อกำหนดบางอย่างในสัญญาที่ดูเหมือนถูกต้องจริง ๆ แล้วอาจไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หรืออาจเปิดช่องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายใช้ประโยชน์ได้

2.ใช้สัญญาสำเร็จรูปที่ไม่ครอบคลุม
สัญญาที่หามาจากอินเทอร์เน็ตมักเป็นเพียง “ตัวอย่าง” ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกรณีของคุณโดยเฉพาะ การนำมาใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะสม อาจทำให้ขาดรายละเอียดสำคัญ เช่น วิธีการบอกเลิกสัญญา การรับผิดชอบเมื่อมีความเสียหาย หรือเงื่อนไขการชำระเงิน

3.เสี่ยงต่อการตีความผิด
ภาษากฎหมายมีความซับซ้อน หากร่างสัญญาโดยใช้คำที่กำกวม อาจเปิดช่องให้ตีความได้หลายแบบ เมื่อนำขึ้นสู่ศาล ศาลจะตีความตามถ้อยคำในสัญญา หากไม่ชัดเจน คู่สัญญาอีกฝ่ายอาจได้เปรียบ

4.ไม่รัดกุมเรื่องข้อพิพาท
หลายคนที่ร่างสัญญาข้อตกลงเองมักละเลยการเขียนเงื่อนไขเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท เช่น การกำหนดเขตอำนาจศาล หรือการใช้อนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญหากเกิดข้อขัดแย้ง

ตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากการร่างสัญญาข้อตกลงเอง

  • บริษัทหนึ่งทำสัญญาร่วมลงทุนโดยใช้สัญญาที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ได้ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับการแบ่งผลกำไรและความรับผิดชอบ หากเกิดหนี้สิน สุดท้ายเกิดข้อพิพาทจนต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการฟ้องร้อง
  • บุคคลทั่วไปทำสัญญาเช่าบ้านโดยไม่ได้ระบุวิธีการยกเลิกสัญญาล่วงหน้า เมื่อผู้เช่าหนีหายไป เจ้าของบ้านไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้เต็มจำนวน
  • ธุรกิจ SMEs เซ็นสัญญาการค้ากับคู่ค้าในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ระบุเขตอำนาจศาลและวิธีการระงับข้อพิพาท สุดท้ายต้องไปฟ้องศาลต่างประเทศ เสียค่าใช้จ่ายและเวลาอย่างมหาศาล

กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การ ร่างสัญญาข้อตกลงเอง โดยไม่มีความรู้ทางกฎหมาย อาจทำให้เสียประโยชน์มากกว่าที่คิด

ทำไมควรให้ทนายความร่างสัญญาข้อตกลง?

1.ความถูกต้องตามกฎหมาย
ทนายความจะร่างสัญญาโดยยึดตามกฎหมายปัจจุบัน และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกเงื่อนไขสามารถบังคับใช้ได้จริง

2.ป้องกันความเสี่ยง
การมีทนายความมืออาชีพที่มีประสบการณ์ร่างสัญญาจะสามารถปิดช่องโหว่ ลดความเสี่ยงจากการถูกเอาเปรียบ หรือถูกตีความในทางเสียเปรียบ

3.ปรับให้เหมาะกับกรณีเฉพาะ
สัญญาที่ทนายความร่างจะถูกออกแบบมาเพื่อกรณีของคุณโดยเฉพาะ ไม่ใช่สัญญาสำเร็จรูปทั่วไป ทำให้ครอบคลุมทุกรายละเอียดสำคัญ

4.เพิ่มความน่าเชื่อถือ
เมื่อคู่สัญญาเห็นว่าสัญญาฉบับนั้นร่างโดยทนายความ ย่อมเพิ่มความมั่นใจและช่วยลดข้อโต้แย้งในภายหลัง

5.ประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว
แม้การจ้างทนายความร่างสัญญาจะมีค่าใช้จ่าย แต่หากเปรียบเทียบกับค่าเสียหายจากการฟ้องร้องหรือข้อพิพาททางกฎหมายแล้ว ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง

วิธีเลือกทนายความในการร่างสัญญาข้อตกลง

  • เลือกทนายความหรือสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น สัญญาทางธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ หรือสัญญาเชิงพาณิชย์
  • ตรวจสอบผลงานหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่ามีความเข้าใจในธุรกิจและความต้องการของคุณ
  • พูดคุยและอธิบายรายละเอียดความต้องการของคุณให้ชัดเจน เพื่อให้สัญญาที่ร่างออกมาครอบคลุมและตรงตามวัตถุประสงค์

มั่นใจทุกข้อตกลง เริ่มต้นด้วยการร่างสัญญาข้อตกลงโดยทนายความมืออาชีพ

การ ร่างสัญญาข้อตกลง ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเล่น ๆ เพราะสัญญาคือหัวใจสำคัญในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของคุณ การร่างสัญญาด้วยตัวเองอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดจนเสียเปรียบและนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย การให้ทนายความผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ร่างสัญญาร่างสัญญาจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าสัญญาครอบคลุม ถูกต้อง และพร้อมบังคับใช้ได้จริง

👉 หากคุณต้องการความมั่นใจในทุกข้อตกลง แนะนำให้ปรึกษาทนายความหรือใช้บริการ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อดำเนินการร่างสัญญาข้อตกลง ของคุณอย่างมืออาชีพ ปลอดภัย และลดความเสี่ยงในอนาคต

ถูกยืมเงินแล้วไม่ได้คืน “เจ้าหนี้” ทำยังไงได้บ้าง?

ในสังคมทุกวันนี้ ปัญหา ยืมเงิน แล้วไม่คืนถือว่าเกิดขึ้นบ่อยมาก บางครั้งผู้ยืมเป็นเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งคนรู้จักกันผ่านการทำงาน หลายคนมักเกรงใจ ไม่อยากทวงเงิน หรือคิดว่าคงได้คืนในไม่ช้า แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นปัญหาที่สร้างความอึดอัดใจ และเสียทั้งความรู้สึก ความสัมพันธ์ และที่สำคัญคือเสียเงินไปโดยไม่ได้คืน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ถูกยืมเงินแล้วไม่ได้คืน หลายคนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี บางคนพยายามทวงด้วยตัวเองจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง บางคนเลือกปล่อยไปเพราะคิดว่าเรื่องยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงแล้วกฎหมายไทยมีช่องทางให้ผู้เสียหายเรียกร้องสิทธิของตนได้อย่างชัดเจน และหนึ่งในทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ การให้ทนายความดำเนินการฟ้องคดี

ยืมเงินแล้วไม่คืน ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ระบุว่า “สัญญากู้ยืมเงิน” เป็นสัญญาที่บุคคลหนึ่ง (ผู้ให้กู้) ส่งมอบเงินให้กับอีกบุคคลหนึ่ง (ผู้กู้) และผู้กู้มีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนเท่ากันตามที่กำหนดไว้ หากผู้กู้ไม่ชำระหนี้คืนตามสัญญา ถือว่าเป็น การผิดสัญญา ผู้ให้กู้จึงมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

ไม่ว่าจะมีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นเพียงข้อความแชต หลักฐานการโอนเงิน หรือการบันทึกเสียงสนทนา ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการกู้ยืมเงินจริง

วิธีการเรียกเงินคืนเบื้องต้น

1.ทวงถามด้วยตนเอง
เริ่มจากการทวงถามด้วยวาจาหรือข้อความ เพื่อให้โอกาสผู้ยืมชำระหนี้โดยไม่ต้องมีข้อพิพาท

2.ทำหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร
การทำหนังสือทวงถามจะทำให้ให้มีหลักฐานเป็นทางการ และสามารถใช้ยื่นประกอบการฟ้องศาลในภายหลังได้

3.เจรจาประนีประนอม
หากผู้ยืมไม่สามารถคืนเงินก้อนเดียวได้ อาจเจรจาให้ผ่อนชำระเป็นงวด ๆ แต่ควรทำเป็นหนังสือหรือสัญญาใหม่เพื่อคุ้มครองสิทธิ

หากทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ผู้ยืมยังคงเพิกเฉยหรือไม่ยอมชำระหนี้ การใช้สิทธิทางศาลถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

การฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืน : กรณีดำเนินการเอง

หากถูก ยืมเงิน แล้วไม่คืน ผู้ให้กู้สามารถฟ้องศาลแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ โดยกระบวนการหลัก ๆ มีดังนี้

1. การยื่นฟ้องต่อศาล
ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องเองได้ แต่หากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย อาจทำให้การฟ้องขาดความสมบูรณ์และเสียเวลา การให้ทนายความร่างคำฟ้องจึงเป็นทางเลือกที่รอบคอบกว่า

2. การพิจารณาคดี
ศาลจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงกันไม่ได้จึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งต้องอาศัยพยานหลักฐาน เช่น สัญญา แชตการสนทนา หลักฐานการโอนเงิน เป็นต้น

3. คำพิพากษา
หากศาลตัดสินให้ชำระหนี้ ผู้กู้จะมีหน้าที่ต้องคืนเงินตามคำพิพากษา หากไม่ยอมชำระ ผู้ให้กู้สามารถยื่นขอ บังคับคดี ยึดทรัพย์ อายัดเงินเดือน หรืออายัดบัญชีธนาคารของผู้กู้ได้

ทำไมควรให้ทนายความดำเนินการฟ้องดีกว่าเดินเรื่องเอง?

แม้ผู้เสียหายจะสามารถยื่นฟ้องศาลด้วยตนเองได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินคดีทางกฎหมายมีความซับซ้อน และอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย การมีทนายความดำเนินการจะทำให้การเรียกร้องสิทธิของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากกว่า เหตุผลสำคัญ ได้แก่:

1.ทนายความรู้ขั้นตอนและเอกสารที่ถูกต้อง
การฟ้องคดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน หากเขียนไม่ถูกต้องอาจทำให้คดีไม่รับฟ้องหรือเสียเวลาแก้ไข

2.ความสามารถในการเจรจาและไกล่เกลี่ย
ทนายสามารถเป็นตัวแทนเจรจาเพื่อหาข้อยุติโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ยืมเอง ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดและความขัดแย้ง

3.เพิ่มโอกาสในการชนะคดี
เพราะทนายความมีประสบการณ์ในการใช้พยานหลักฐานต่อสู้คดี ทำให้ผู้เสียหายมีโอกาสได้รับเงินคืนสูงกว่า

4.ดำเนินการบังคับคดีได้อย่างมืออาชีพ
แม้ศาลพิพากษาให้ชนะคดี แต่หากไม่มีการบังคับคดีจริง ๆ ก็อาจไม่ได้รับเงินคืน ทนายความสามารถยื่นขอยึดทรัพย์หรืออายัดเงินแทนผู้เสียหายได้อย่างถูกต้อง

การเตรียมหลักฐานก่อนฟ้อง

หากตัดสินใจให้ทนายความฟ้อง ควรเตรียมหลักฐานให้พร้อม ได้แก่:

  • สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน (ถ้ามี)
  • สลิปการโอนเงิน หรือหลักฐานทางบัญชี
  • ข้อความการสนทนา (แชต ไลน์ เฟซบุ๊ก หรือ SMS)
  • หนังสือทวงถามที่เคยส่งไป
  • หลักฐานอื่น ๆ ที่ยืนยันว่ามีการกู้ยืมจริง

ยิ่งหลักฐานครบถ้วนเท่าไร โอกาสชนะคดีก็สูงขึ้นเท่านั้น

อย่าเสียเวลายืนด่า เมื่อลูกหนี้ไม่ยอมคืนเงิน ให้การปรึกษาทนายคือทางออก

การถูก ยืมเงิน แล้วไม่ได้คืนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะนอกจากจะเสียเงินแล้วยังส่งผลต่อความสัมพันธ์และสภาพจิตใจของผู้ให้ยืมด้วย หากผู้ยืมเพิกเฉยหรือบ่ายเบี่ยงไม่ยอมชำระหนี้ ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน และที่สำคัญที่สุดคือการมีทนายความดำเนินการฟ้องคดี จะทำให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินคืน

สำหรับเจ้าหนี้หลายคน เมื่อถูก ยืมเงิน แล้วไม่ได้คืน มักเกิดความโกรธและเลือกที่จะแสดงออกด้วยการโพสต์ประจานบนโซเชียลมีเดีย หรือยืนด่าทอผู้กู้ต่อหน้าสาธารณะ แต่พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้เจ้าหนี้ตกเป็นฝ่ายผิดกฎหมายเสียเอง เพราะเข้าข่ายหมิ่นประมาท หรือสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของลูกหนี้ได้ ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาและเสี่ยงถูกฟ้องกลับ การเลือกใช้ช่องทางทางกฎหมายโดยให้ทนายความฟ้องคดีแทน จะเป็นวิธีที่ปลอดภัย ถูกต้อง และมีโอกาสได้รับเงินคืนจริงมากกว่า

ดังนั้น หากคุณกำลังประสบปัญหาถูก ยืมเงินแล้วไม่คืน อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหาย ควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด และปกป้องสิทธิของคุณตามกฎหมาย

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!