วางแผนภาษีสินส่วนตัวกับสินสมรส : ความรู้พื้นฐานที่คนแต่งงานแล้วควรรู้ 

“ภาษี” และ “สินสมรส” อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งแต่งงานหรือเพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัว แต่แท้จริงแล้ว การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” มีผลต่อภาษีและการจัดการทรัพย์สินในชีวิตคู่มากกว่าที่คุณคิด

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับแนวคิดพื้นฐานของ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” รวมถึงวิธีวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ปัญหาภายหลัง และช่วยให้คุณสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สินส่วนตัว vs สินสมรส คืออะไร?

ก่อนจะพูดถึงภาษี เราต้องเข้าใจพื้นฐานของทรัพย์สินในชีวิตสมรสเสียก่อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้แบ่งทรัพย์สินของคู่สมรสออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ:

1. สินส่วนตัว

คือ ทรัพย์สินที่เป็นของแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง:

  • ทรัพย์สินที่มีมาก่อนแต่งงาน เช่น รถยนต์ส่วนตัว บ้านเดิมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ทรัพย์สินที่ได้รับโดยทางมรดก หรือได้รับโดยพินัยกรรมที่ระบุว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • ทรัพย์สินที่เป็นของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ
  • ทรัพย์สินที่ใช้ประกอบอาชีพเฉพาะตัว เช่น เครื่องมือแพทย์ของแพทย์

2. สินสมรส

คือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสร่วมกันได้มาในระหว่างสมรส เช่น:

  • รายได้หรือเงินเดือนของทั้งสองฝ่าย
  • ทรัพย์สินที่ซื้อด้วยเงินร่วมกัน หรือจากรายได้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในระหว่างสมรส
  • ดอกผลของสินส่วนตัว (เช่น ดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินเก่าก่อนแต่งงาน)

สรุปสั้นๆ

“ถ้าได้มาก่อนแต่งงาน = สินส่วนตัว
ถ้าได้มาหลังแต่งงาน = สินสมรส (ยกเว้นมีเงื่อนไขเฉพาะ)”

แล้วเรื่องภาษีเกี่ยวข้องอย่างไร?

หลายคนเข้าใจว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อแต่งงานแล้ว สถานะสมรส มีผลโดยตรงต่อการจัดการภาษี โดยเฉพาะในเรื่องของ การยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) และ การถือครองทรัพย์สินร่วมกัน

1. การยื่นภาษีแบบคู่สมรส

คู่สมรสสามารถเลือกได้ว่าจะ:

  • ยื่นภาษีแยกกัน (แต่ละคนยื่นของตนเอง)
  • หรือ ยื่นรวมกัน (สามีหรือภรรยายื่นรวมให้ฝ่ายหนึ่ง)

หากเลือกยื่นรวม อาจมีสิทธิในการหักลดหย่อนบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีรายได้
แต่ถ้ามีรายได้ทั้งคู่ การแยกยื่นภาษีอาจคุ้มกว่า เพราะช่วยลดฐานภาษีที่ต้องจ่าย

2. ทรัพย์สินร่วมต้องมีการวางแผนภาษี

ตัวอย่างที่พบบ่อย:

  • ซื้อคอนโดร่วมกัน แต่จ่ายเงินคนเดียว → อาจมีปัญหาเรื่องภาษีเงินได้กรณีขายต่อ
  • ใช้ชื่อคู่สมรสคนเดียวซื้อบ้าน → ภาษีค่าโอน ภาษีรายได้จากการขาย อาจถูกคิดทั้งหมดจากชื่อในโฉนด

การไม่วางแผนเรื่องภาษีตั้งแต่ต้น อาจทำให้เกิดความสับสนเวลาขายทรัพย์สิน หรือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น การหย่าร้าง หรือเสียชีวิต

เทคนิควางแผนภาษีให้สอดคล้องกับสินสมรส

1. บันทึกแหล่งที่มาของทรัพย์สิน

  • จดไว้เลยว่าเงินก้อนนี้ได้มาก่อนแต่งงานหรือหลังแต่งงาน
  • มีหลักฐานหรือสัญญาแสดงความเป็นสินส่วนตัว เช่น สัญญากู้ยืม พินัยกรรม ใบโอนเงิน

2. พิจารณาการแยกบัญชี

  • หากมีธุรกิจส่วนตัว แนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจอย่างชัดเจน เพื่อความสะดวกในการคำนวณภาษี
  • คู่สมรสสามารถมีบัญชีร่วมสำหรับใช้จ่ายครัวเรือน และบัญชีส่วนตัวสำหรับสินส่วนตัว

3. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ครบ

  • ค่าลดหย่อนคู่สมรสไม่มีรายได้: ลดได้ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนบุตร บิดา มารดา
  • ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน (ในกรณีบ้านเป็นสินสมรส)

4. ทำข้อตกลงก่อนสมรส (Prenuptial Agreement)

  • หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีทรัพย์สินจำนวนมาก อาจทำสัญญากำหนดชัดเจนว่าอะไรเป็นสินส่วนตัว เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายหลัง

เคสตัวอย่าง: เข้าใจง่าย

กรณีที่ 1: ซื้อบ้านหลังแต่งงานโดยใช้เงินของฝ่ายชาย

  • ถ้าไม่มีหลักฐานว่าเงินเป็นสินส่วนตัว → บ้านถือเป็นสินสมรส
  • ถ้าหย่ากัน: ต้องแบ่งบ้านคนละครึ่ง แม้เงินมาจากฝ่ายเดียว

กรณีที่ 2: คู่สมรสยื่นภาษีรวมกัน แต่ฝ่ายหญิงมีรายได้สูงกว่าฝ่ายชาย

  • การยื่นรวมอาจทำให้ฐานภาษีสูงขึ้น และเสียภาษีมากกว่ายื่นแยก
  • แนะนำให้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจยื่น

เข้าใจภาษี เข้าใจสินสมรส ชีวิตคู่มีความสุข

การวางแผนภาษีควบคู่กับความเข้าใจเรื่องสินสมรสไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับคู่สมรสยุคใหม่ที่ต้องจัดการรายได้ ทรัพย์สิน และภาษีร่วมกัน

สิ่งที่ควรเริ่มทำทันทีคือ:

  • เรียนรู้สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
  • แยกประเภททรัพย์สินให้ชัดเจน
  • ขอคำปรึกษาจากนักบัญชีหรือทนายความเมื่อเริ่มลงทุน ซื้อบ้าน หรือทำธุรกิจร่วมกัน

เพราะการวางแผนตั้งแต่วันนี้ คือการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดในวันข้างหน้า — และช่วยให้ชีวิตคู่เดินหน้าอย่างมั่นคงทั้งในเรื่องความรักและการเงิน

วางแผนตั้งแต่ต้น ปรึกษาทนายความไว้ ไม่เสียหาย

แม้บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจพื้นฐานของ ภาษี และ สินสมรส มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละคู่สมรสอาจมีรายละเอียดที่ซับซ้อนแตกต่างกัน เช่น ทรัพย์สินก่อนสมรสจำนวนมาก ธุรกิจร่วมกัน หรือมีทรัพย์สินในต่างประเทศ การวางแผนภาษีที่ดีจึงควรมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแล

การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณ:

  • วางแผนทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • จัดทำข้อตกลงก่อนสมรสหรือหลังสมรสได้อย่างรอบคอบ
  • เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน
  • ป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจทำให้เสียเปรียบในอนาคต

เพราะเมื่อเข้าใจและวางแผนทุกอย่างไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เพียงแค่ช่วยประหยัดภาษี แต่ยังช่วยปกป้องความสัมพันธ์และทรัพย์สินของคุณในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

“รักกันไม่จำเป็นต้องกลัวเรื่องกฎหมาย แต่อย่าปล่อยให้กฎหมายกลายเป็นปัญหาภายหลัง”
เริ่มต้นวางแผนให้ถูกทางวันนี้ ด้วยการปรึกษากฎหมายกับผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้ คลิก >>ติดต่อเรา<<

ชาวต่างชาติติดแบล็คลิสต์ ติดคุกในไทย ปัญหานี้แก้ยังไง?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวต่างชาติจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยว พักอาศัย ทำธุรกิจ หรือแม้แต่ใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็พบกรณีชาวต่างชาติบางรายต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย ทั้งการ ติดแบล็กลิสต์ ไปจนถึง ติดคุก ในไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างรุนแรง บางคนถึงขั้นไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้อีกตลอดชีวิต

บทความนี้จะอธิบายว่า สาเหตุใดที่ทำให้ชาวต่างชาติต้องติดคุกในไทย แบล็กลิสต์คืออะไร มีผลอย่างไร และหากเผชิญกับสถานการณ์นี้แล้ว จะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

ทำไมชาวต่างชาติจึง “ติดคุก” ในไทย?

การที่ชาวต่างชาติต้องติดคุกในไทย มักมีสาเหตุมาจากกรณีหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1. ละเมิดกฎหมายไทย

ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะที่ชาวต่างชาติอาจไม่คุ้นเคย เช่น การพำนักเกินวีซ่า (Overstay), ครอบครองยาเสพติด, ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือกระทำผิดในรูปแบบของการฉ้อโกง หลายกรณีผู้กระทำผิดอ้างว่า “ไม่รู้กฎหมาย” แต่ข้ออ้างนี้มักไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายได้ ส่งผลให้ศาลตัดสินให้จำคุกตามระเบียบ

2. ทำผิดทางอาญา เช่น ฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ

แม้ชาวต่างชาติจะถือสัญชาติอื่น แต่หากก่ออาชญากรรมในประเทศไทย ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับคนไทย ไม่สามารถอ้างว่าเป็นคนต่างชาติแล้วขอความละเว้นได้ หากศาลตัดสินว่าผิดจริงก็มีโทษ ติดคุก หรือเนรเทศในภายหลัง

3. ปัญหาทางธุรกิจหรือภาษี

บางรายมาเปิดบริษัทหรือประกอบกิจการในไทยโดยไม่เข้าใจข้อกฎหมาย เช่น ใช้ “นอมินี” จดบริษัท หรือเลี่ยงภาษี หากตรวจสอบพบ อาจถูกดำเนินคดีอาญาและติดคุกได้เช่นกัน

แบล็กลิสต์คืออะไร?

“แบล็กลิสต์” คือ รายชื่อของบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้เดินทางเข้าประเทศไทย หรือไม่สามารถต่อวีซ่า พำนัก หรือทำธุรกรรมทางกฎหมายใด ๆ ได้ในประเทศอีกต่อไป ส่วนใหญ่เกิดจากกรณีดังต่อไปนี้:

  • พำนักเกินกำหนด (Overstay) เกิน 90 วัน
  • เคยต้องโทษจำคุกในไทย
  • มีหมายจับค้างอยู่
  • มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือจริยธรรมสาธารณะ

การติดแบล็กลิสต์อาจส่งผลยาวนานหลายปี หรือในบางกรณีอาจ ถูกห้ามเข้าไทยตลอดชีวิต

ติดคุกในไทย = ไม่มีโอกาสแก้ตัว?

แม้การ “ติดคุก” จะเป็นโทษหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวต่างชาติจะหมดสิ้นโอกาสทุกทาง หากผู้ต้องหาแสดงความสำนึกผิด ชดใช้ความเสียหาย และได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เหมาะสม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะ ลดหย่อนโทษ ได้ เช่น

  • ขอประกันตัว ระหว่างรอพิจารณาคดี
  • อุทธรณ์คดี หรือขอไกล่เกลี่ยในบางกรณี
  • ร้องขอส่งตัวกลับประเทศ (extradition) ในกรณีที่มีสนธิสัญญากับประเทศต้นทาง

วิธีแก้ปัญหาเมื่อติดคุก หรือติดแบล็กลิสต์ในไทย

หากชาวต่างชาติหรือครอบครัวต้องเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือรอจนปัญหาบานปลาย ควรดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้โดยเร็ว:

1. ปรึกษาทนายความไทยที่เชี่ยวชาญ

ทนายความสามารถช่วยประเมินสถานการณ์จริง แนะนำแนวทางทางกฎหมาย เช่น ขอประกันตัว ทำคำร้องขอลดโทษ หรือหาทางหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะยาว เช่น การติดแบล็กลิสต์ถาวร

2. ติดต่อสถานทูตประเทศต้นทาง

ในหลายกรณี สถานทูตจะมีหน้าที่ดูแลพลเมืองตนเองที่ถูกคุมขังในต่างประเทศ โดยอาจส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยี่ยม ให้คำแนะนำ หรือช่วยดำเนินการติดต่อกับครอบครัว

3. รวบรวมเอกสารประกอบ

รวมหลักฐานที่อาจใช้ลดหย่อนโทษ เช่น หนังสือรับรองพฤติกรรมดี ประวัติการเสียภาษี ภาพถ่ายการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ฯลฯ เอกสารเหล่านี้อาจใช้ประกอบการร้องขอผ่อนผันโทษหรือลดโทษในชั้นศาล

4. กรณีแบล็กลิสต์: ร้องขอปลดชื่อ

หากถูกแบล็กลิสต์หลังจากพ้นโทษและถูกส่งกลับประเทศแล้ว ในบางกรณีสามารถทำหนังสือขอปลดชื่อออกจากระบบแบล็กลิสต์ได้ โดยต้องรอครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนด และมีเอกสารประกอบที่แสดงว่าพฤติกรรมกลับตัวเป็นพลเมืองดี

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข

แม้จะมีหนทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ทางที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น โดยชาวต่างชาติควร

  • ศึกษากฎหมายไทยเบื้องต้นก่อนเดินทางมา
  • ไม่ทำงานหรือทำธุรกิจในไทยโดยไม่มีใบอนุญาต
  • อย่าใช้บริการนายหน้าเถื่อนที่ให้จดบริษัทหรือวีซ่าผิดกฎหมาย
  • พำนักในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และต่อวีซ่าให้ตรงเวลาเสมอ

“ติดคุก” ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล็ก ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีชาวต่างชาติ-สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การ “ติดคุก” สำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาจนำไปสู่การ ติดแบล็กลิสต์ และถูกเนรเทศในที่สุด แต่ในทุกกรณี ยังพอมีทางออกหากได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายที่ถูกต้องและรวดเร็วพอ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นชาวต่างชาติที่กำลังประสบปัญหาทางกฎหมายในไทย อย่ารอให้เรื่องบานปลาย

👉 ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ในการดำเนินคดีให้ชาวต่างชาติ เพื่อให้คุณมีโอกาสปกป้องสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ คลิก >>ติดต่อเรา<<

คำพิพากษา : แม้เป็นเด็กโดยสารรถยนต์ อย่างไรบริษัทประกันภัยก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

คำพิพากษาศาลจังหวัดอุดรธานี ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2566

คดีความระหว่าง เด็กชาย A โดยนางสาว C ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 1 เด็กชาย B โดยนางสาว C ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ที่ 2 นางสาว C  ที่ 3  โจทก์ กับ บริษัท XYZ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัท EFG ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ 2 จำเลย

เรื่อง ประกันภัย

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจของของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 อยู่ในระหว่างเวลาตามสัญญาประกันภัยของจำเลยทั้งสอง ขณะที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กำลังโดยสารรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย D เป็นผู้ขับซึ่งได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 3 แล้ว ขับรถยนต์คันดังกล่าวมาตามถนนบ้านดุง-บ้านม่วง จังหวัดอุดรธานี เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย E เป็นผู้ขับ ซึ่งนาย E ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะวิสัยเช่นนั้นจะต้องมีวิสัยและพฤติการณ์ในการขับ แต่หาได้ใช้ความระมัดระวังดังกล่าวไม่ คือ นาย E ขับรถยนต์คันดังกล่าวล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถคันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยสารมาเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันและทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 200,000 บาท ค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต 300,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ได้แก่ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 200,000 บาท ค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต 300,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท และรับผิดต่อโจทก์ที่ 3 ได้แก่ ค่ารถยนต์ 120,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันเกิดเหตุ จนถึงวันฟ้อง วันละ 800 บาท เป็นเวลา 138 วัน คิดเป็นเงิน 110,400 บาท และค่าเสียหายในส่วนนี้จนกว่ารถยนต์ของโจทก์ที่ 3 จะซ่อมแซมเสร็จ วันละ 800 บาท โจทก์ทั้งสามได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น ชำระเงิน 900,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจะเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น ชำระเงิน 230,400 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จนกว่าจะเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ

          โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

          ระหว่างพิจารณาคดี ศาลส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

          จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า นายE กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร มีนิติสัมพันธ์กันอย่างไร และผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอย่างไร ในส่วนของโจทก์ที่ 3 นั้น ค่าขาดประโยชน์นั้นสูงเกินไป เนื่องจากเป็นความบกพร่อมของโจทก์ที่ 3 ที่ติดต่อซ่อมแซมรถยนต์กับอู่ซ่อมรถยนต์เอง จำเลยที่ 2ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้การซ่อมแซมใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งตามกรมธรรม์นั้น กำหนดให้ชำระไม่เกินวันละ 500 บาท ต่อวัน ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น ค่ารักษาพยาบาลนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับแล้ว 80,000 บาท โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ชำระค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตนั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 รักษาหายสนิทใน 1 เดือน และ 2 สัปดาห์ ตามลำดับ และไม่ได้มีการรักษาต่ออีก โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหาย ค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคตและสินไหมทดแทนอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น หลังจากที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 รักษาพยาบาลแล้วก็ไม่ได้เข้ารับการรักษาต่ออีก โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงยังสามารถประกอบอาชีพได้ อีกทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังอยู่ระหว่างการศึกษา ค่าเสียหายในส่วนนี้ จึงไม่แน่นอนและไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์
          พิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริที่เป็นที่ยุติรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 ซึ่งอยู่ในระหว่างเวลาตามสัญญาประกันภัยของจำเลยทั้งสอง ขณะที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กำลังโดยสารรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย D เป็นผู้ขับ ซึ่งได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 3 แล้ว ขับรถยนต์คันดังกล่าวมาตามถนนบ้านดุง-บ้านม่วง จังหวัดอุดรธานี เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย E เป็นผู้ขับขี่ แล้วนาย E ขับรถยนต์โดยประมาท ล้ำเข้ามาในช่องทาฃเดินรถคันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยสารมาเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันและทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสามไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามไม่ได้บรรยายถึงรายละเอียดว่านาย E กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร มีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรและผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายอย่างไร เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามบรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร โดยที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ให้ประเด็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินความคุ้มครองที่ระบุไว้กรมธรรม์ที่จำเลยที่ 2 ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะใด ซึ่งเพียงพอให้จำเลยที่ 2 เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ว่ามีนิติสัมพันธ์ใดกับผู้เอารประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร และย่อมต้องเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหาโจทก์ทั้งสองและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา172 แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องถึงรายละเอียดของนิติสัมพันธ์ดังกล่าวหรือความสัมพันธ์ระหว่างนาย E กับผู้เอาประกันภัยเป็นอย่างไร แต่จากคำให้การก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจถึงคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามแล้ว ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงไม่เคลือบคลุม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนากรมธรรม์ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร จากบริษัท คาร์เร้นท์แอนด์ลีส จำกัด (มหาชน) สิ้นสุดความคุ้มครองในวันที่ 14 กรกฎาคม 2565 ซึ่งเหตุเกิดในวันที่ 24 ตุลาคม 2564 สัญญาประกันภัยค้ำจุนจึงยังมีผลในวันเกิดเหตุ อีกทั้งจเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การไว้ในประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่านาย E เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย แล้วนาย E ขับรถยนต์โดยประมาท ล้ำเส้นเข้ามาในช่องทางเดินรถคันที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2  โดยสารมา เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกันและทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหาย เมื่อกรมธรรม์ระบุว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก อีกทั้งตามรูปภาพและหนังสือชี้ประมาทระบุว่านาย E รับว่าตนเป็นฝ่ายประมาท ดังนั้นจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประเด็นสุดท้ายคือ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามเพียงใด ในส่วนของโจทก์ที่ 3 นั้น โจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 4112 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้ดังเดิมได้ โดยประเมินความเสียหายประมาณ 65,000 บาท แต่ความเสียหายจริงเป็นเงิน 120,00 บาท ตามบันทึกการตรวจสภาพรถยนต์และภาพถ่าย และค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ที่ 3 ไม่สามารถใช้รถยนต์ได้เป็นเงิน 800 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 138 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์เป็นเงิน 120,000 บาท นั้น สูงเกินไป เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ารถยนต์เสียหายอย่างไร และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเวลา 138 วัน เนื่องจากเป็นความบกพร่องของโจทก์ที่ 3 ที่ติดต่อซ่อมแซมรถยนต์กับอู่ซ่อมรถยนต์เอง จำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้การซ่อมแซมใช้ระยะเวลานาน อีกทั้งตามกรมธรรม์นั้นกำหนดให้ชำระไม่เกินวันละ 500 บาท ต่อวัน เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากเอกสารแล้ว จะเห็นได้ว่ารถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายค่อนข้างรุนแรง และค่าเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 65,000 บาท แม้โจทก์ที่ 3 จะเบิกความว่ารถยนต์ไม่สามารถซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีก แต่โจทก์ทั้งสามก็มิได้มีพยานหลักฐานใดว่าจะเป็นจริงดังที่อ้าง อีกทั้งโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้ซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีก แต่โจทก์ทั้งสามก็มิได้มีพยานหลักฐานใดว่าจะเป็นจริงดังที่อ้าง อีกทั้งโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้ซ่อมแซมจึงไม่อาจรับฟังได้ว่ารถยนต์ไม่สามารถซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 65,000 บาท และในส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น แม้ในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามไม่ปรากฏว่าจะใช้เวลาซ่อมแซมนานเท่าใด อีกทั้งหากโจทก์ทั้งสามนำรถยนต์เข้าซ่อมแซมในทันทีก็อาจไม่ต้องใช้ระยะเวลาถึง 138 วัน ตามที่กล่าวอ้าง แต่อย่างไรก็ตามการที่รถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายย่อมต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมแซมอยู่ดี จึงเห็นสมควรคกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 500 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 60 วัน คิดเป็นเงิน 30,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 95,000 บาท

          ในส่วนของโจทก์ที่ 3 นั้น โจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ กระดูกมือขวาหัก 2 ท่อน มีบาดแผลถลอกที่คาง หลังมือซ้าย ไหปลาร้าด้านขวา มือขวาบวม มีแผลฟกช้ำ ต้องรักษาโดยการใส่เฝือกอ่อน ใช้เวลารักษาตัวเป็นระยะเวลา 1 เดือน และโจทก์ที่ 1 ยังต้องพักรักษาตัวต่อไปอีกมากกว่าที่กำหนดไว้ในใบรับรองแพทย์ อีกทั้งอุบัติเหตุดังกล่าวยังทำให้ศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบ ภาพถ่ายอาการบาดเจ็บ สำเนาฟิล์มเอกซเรย์ สำเนาใบรับรองแพทย์ สำเนาประวัติการรักษา สำเนาใบนำส่งผู้บาดเจ็บ มีค่ารักษาพยาบาลก่อนฟ้องเป็นเงิน 1,250 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับค่ารักษาพยาบาล โดยหลังจากเกิดอุบัติเหตุโจทก์ที่ 1 จึงดื่มนมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ คิดเป็นเงิน 4,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลในอนาคตนั้น โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุให้ศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบลงจนเห็นได้ชัด จึงต้องทำการรักษาในอนาคต คิดเป็นเงิน 95,990 บาท ในส่วนของค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 1 ประสงค์ที่จะประกอบอาชีพตำรวจในอนาคต แต่เมื่อศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบลง ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจจะประกอบอาชีพดังกล่าวได้ คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น โจทก์ที่ 1 ใช้เวลารักษาพยาบาล 1 เดือน ยังไม่สามารถใช้มือขวาได้ดีดังเดิม และมีภาวะหวาดกลัวในขณะที่ต้องโดยสารรถยนต์ คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความได้ความว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับของรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 แล้ว โดยมีวงเงิน 80,000 บาท โจทก์ที่ 3 จึงไม่เสียหายในส่วนนี้ ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ นั้น โจทก์ที่ 1 ใช้เวลารักษาพยาบาลเพียง 1 เดือน และไม่ปรากฏว่าต้องรักษาพยาบาลอีก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด เห็ฯว่าระบุว่า ชำระเงินเอง(ผู้ประสบภัยจากรถ)และโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่ง แต่ก็มาเบิกความว่าพยานเป็นผู้ชำระเงินเอง อันเป็รการขัดแย้งกันในตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาจากวงเงินที่จำเลยที่ 1 ให้ความคุ้มครองนั้น เป็นวงเงิน 80,000 บาท และโจทก์ที่ 3 ก็รับว่าเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เต็มวงเงิน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 3 ชำระค่ารักษาพยาบาล แต่เป็นจำเลยที่ 1 ที่ชำระ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล การที่โจทก์ที่ 3 จะให้โจทก์ที่ 1 ดื่มนมเพื่อรักษาอาการกระดูกมอืขวาหักนั้น แม้จะเป็นการทำตามที่แพทย์แนะนำดังที่โจทก์ที่ 3 เบิกความ แต่โจทก์ทั้งสามไม่ได้มีหลักฐานว่าได้ซื้อนมดังกล่าวที่อ้างหรือไม่ อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ยังเป็นเด็ก การที่โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 ดื่มนมย่อมเป็นเรื่องปกติในการดูแลบุตรของมารดา จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลในอนาคตและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลศีรษะยุบลง แต่ระบุเพียงว่ามีบาดแผลที่คางฉีกขาดที่คาง 0.1 x 0.5 เซนติเมตร และแพทย์ให้ความเห็นว่ารักษาหายใน 1 เดือน ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามจะอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ต้องทำการรักษาที่ศีรษะหรือไม่สามารถประกอบอาชีพตำรวจได้ แต่การที่ศีรษะของโจทก์ที่ 1 ตรงบริเวณขมับด้านขวายุบลงจึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากอุบัติเหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บกระดูกมือขวาหักต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลา 1 เดือน และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของอุบัติเหตุ ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความทุกข์ทรมานและเกิดการหวาดระแวงอยู่บ้าง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมานั้นสูงเกินไป จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 50,000 บาท

          ในส่วนของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ กระดูกขาหัก 2 ข้าง ต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดดามเหล็กต้องใส่เหล็กดามตรงต้นขาทั้งสองข้างและใส่เหล็กดามตรงกระดูกหน้าแข้งของขาข้างซ้าย มีบาดแผลฉีกขาดที่ขาขวาและใต้ตาซ้าย ใช้เวลารักษาตัวเป็นระยะเวลา 60 วัน และโจทก์ที่ 2 ยังต้องพักรักษาตัวต่อไปอีกมากกว่าที่กำหนดในใบรับรองแพทย์ ตามสำเนาใบส่งตัวผู้บาดเจ็บ สำเนาภาพถ่ายอาการบาดเจ็บ สำเนาฟิล์มเอกซเรย์ สำเนาใบรับรองแพทย์ สำเนาประวัติการรักษา และสำเนาใบนัดผู้ป่วย มีค่ารักษาพยาบาลจากการผ่าตัด 3 ครั้ง เป็นเงิน 238,368 บาท และเข้ารักษาในโรงพยาบาลวันละ 200 บาท เป็นเวลา 1,800 บาท รวเป็นเงิน 241,968 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล โดยโจทก์ที่ 2 ต้องเดินทางจากจังหวัดสกลนครไปรักษาที่โรงพยาบาลอุดรธานี 4 ครั้ง คิดเป็นเงิน 8,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลในอนาคตนั้น โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นขาหักสองข้าง จึงต้องผ่าตัดนำเหล็กออกจากกระดูกที่ดามไว้ คิดเป็นเงิน 160,000 บาท ค่ากายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย คิดเป็นเงิน 10,000 บาท และมีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด จึงซื้อยาทาบริเวณรอยแผลเป็นและต้องทำการรักษาในอนาคต คิดเป็นเงินจำนวน 4,920 บาท และ 21,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ดื่มนมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ คิดเป็นเงิน 8,000 บาท ในส่วนของค่าสูญเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคต โจทก์ที่ 2 ประสงค์จะประกอบอาชีพตำรวจในอนาคต แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 เดินกะเผลก แขนขายาวไม่เท่ากันอย่างชัดเจน ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่อาจจะประกอบอาชีพดังกล่าวได้ คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น โจทก์ที่ 2 ต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัด 3 ครั้ง ระหว่างนั้นโจทก์ที่ 2 ไม่สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้ และมีภาวะหวาดกลัวในขณะที่ต้องโดยสารรถยนต์ คิดเป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O พนักงานจำเลยที่ 2 เบิกความได้ความว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับของรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 แล้ว โดยมีวงเงิน 80,000 บาท โจทก์ที่ 3 จึงไม่เสียหายในส่วนนี้ ส่วนค่าเสียหายอื่น ๆ นั้น โจทก์ที่ 2 ใช้เวลารักษาพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์ และไม่ปรากฏว่าต้องรักษาพยาบาลอีก จำเลยที 2 จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่าตามเอกสารระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เป็นเงิน 119,000 บาท, 52,500 บาท และ 66,330 บาท ตามลำดับ ซึ่งแม้โจทก์ที่ 3 จะเบิกความจะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ใช้สิทธิบัตรทองในการชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ที่ 2 จะได้รับตามโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐ ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องระงับไป เพราะเป็นสิทธิของโจทก์ที่ 2 ตามที่กฎหมายบัญญัติ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจของรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในส่วนนี้เป็นเงิน 238,368 บาท ส่วนค่าชดเชยรายวันนั้น ไม่ปรากฏว่าในทางนำสืบว่าโจทก์ที่ 2 จะได้รับชดเชยในส่วนนี้อย่างไร อันเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ส่วนค่าเดินทางมารักษาพยาบาลนั้น โจทก์ที่ 2 ต้องเดินทางจากจังหวัดสกลนครมาที่โรงพยาบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 4 ครั้ง ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จึงกำหนดให้ตามขอ เป็นเงิน 8,000 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลในอนาคต โจทก์ที่ 2 ที่มีอายุ 10 ปี ย่อมมีการเจริญเติบโตไปตามวัยและจำต้องเอาเหล็กดามกระดูกออกเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายอนาคตแต่เมื่อเทียบเคียงจากค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดที่ผ่านมาของโจทก์ที่ 2 และแบบประเมินค่าทำหัตถการแล้ว เห็นควรกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนค่ากายภาพบำบัดในการรักษาด้วย ที่โจทก์ที่ 2 ขอค่าเสียหายมาในส่วนนี้เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามขอ เป็นเงิน 10,000 บาท ส่วนค่ารักษารอยแผลเป็นนั้น ตามรูปถ่ายจะเห็นได้ว่าโจทก์ที่ 2 มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดหลายจุด แต่การรักษาทั้งใช้ยาทาหรือทำเลเซอร์ตามที่โจทก์ที่ 3 เบิกความนั้นไม่ใช่การรักษาบาดแผลที่ได้รับจากอุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องของการตบแต่งบาดแผล ยกคำขอในส่วนนี้ ส่วนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล การที่โจทก์ที่ 3 จะให้โจทก์ที่ 2 ดื่มนมเพื่อรักษาอาการกระดูกต้นขาหักนั้นต่างกับโจทก์ที่ 1 เนื่องจากอาการกระดูกต้นขาหักเป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรง นอกจากจะต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือทำกายภาพบำบัด จะต้องดื่มนมที่มีโปรตีนและแคลเซียมประกอบด้วยจึงจะทำให้กระดูกสมานกันดังเดิม เมื่อโจทก์ที่ 2 ต้องดื่มนมวันละ 2 กล่อง อันเป็นปริมาณที่เหมาะสม จึงกำหนดให้ตามขอเป็นเงิน 8,000 บาท ส่วนค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคตและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินนั้น เมื่อพิจารณาจากคลิปวิดีโอและความรุนแรงของบาดแผลที่โจทก์ที่ 2 ได้รับแล้ว การที่โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นขาหักทั้งสองข้างจึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต โดยใช้เวลาตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่ผ่าตัดครั้งสุดท้ายเป็นเวลา 2 เดือนและยังต้องทำกายภาพบำบัดอีก แม้โจทก์ที่ 2 จะกลับมาเดินได้ แต่ก็ยังมีอาการเดินกะเผลกและไม่แน่ว่าจะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ซึ่งอาจประสบปัญหาในการประกอบอาชีพต่อไป แต่อย่างไรก็ดี ที่โจทก์ที่ 3 อ้างว่าโจทก์ที่ 2 อยากประกอบอาชีพเจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ที่ 3 เอง โจทก์ที่ 2 อาจประกอบอาชีพอื่นที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนก็ได้ จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคตเป็นเงิน 250,000 บาท และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของอุบัติเหตุตามภาพถ่ายอาการบาดเจ็บ และการเดินของโจทก์ที่ 2 ตามเอกสารแล้ว นอกจากย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความทุกข์ทรมานระหว่างการรักษาแล้ว โจทก์ที่ 2 อาจไม่สามารถเดินหรือวิ่งได้เหมือนคนปกติ และยังมีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดและเกิดการหวาดระแวงในการโดยสารรถยนต์ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมานั้นสูงเกินไป จึงกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 250,000 บาท รวมค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 856,368 บาท

          ในส่วนดอกเบี้ยนั้นปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธว่าตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย หมวดเงื่อนไขทั่วไปข้อ 5 ระบุว่าหากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามอัตราดังกล่าว สำหรับค่าเสียหายเชิงลงโทษนั้นเห้ฯว่าโจทก์มีนายศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามและทนายโจทก์ เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2XX 1016 กรุงเทพมหานคร จึงมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกเมื่อเกิดวินาศภัย ภายหลังเกิดเหตุ โจทก์ทั้งสามทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่เพิกเฉย ทั้งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน แต่กลับไม่ดำเนินการพิจารณาและชดใช้เงินหรือค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วัน และไม่ระบุข้อเท็จจริงและเหตุผลของการปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 มีนาย O เบิกความว่าพยานเคยเจรจากับโจทก์ที่ 3 แล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากพยานเสนอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เกินคนละ 50,000 บาท แต่โจทก์ที่ 3 เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินตามกรมธรรม์ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเคยเจรจาค่าสินไหมทดแทนกับโจทก์ที่ 3 แล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาทบทวนการจ่ายยค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลของการปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการขัดต่อคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และคู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย แม้โจทก์ทั้งสามจะไม่ใช่ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหายจากรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ในการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพและธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินคนละ 50,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 12 ประกอบมาตรา 42

          พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2565) เป็นต้น ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 864,368 บาท ให้โจทก์ที่ 2 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 864,368 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงิน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท  นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 5,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยส่วนที่โจทก์ทั้งสามได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก/

ไม่เคยได้ใบหุ้นจากสำนักงานบัญชี อันตรายกว่าที่คิด! กรรมการอาจติดคุกโดยไม่รู้ตัว

“หุ้น” คือสิ่งสำคัญที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของในบริษัทจำกัด โดยเฉพาะในบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลายคน การออกใบหุ้นให้ถูกต้องไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางธุรกิจ แต่เป็น หน้าที่ทางกฎหมาย ที่มีผลผูกพันโดยตรง หากละเลย อาจนำไปสู่ข้อหาทางแพ่งและอาญาได้ โดยเฉพาะกับกรรมการบริษัท ที่อาจต้องรับผิดแทนทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นคนอื่น

ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจ SME หรือบริษัทขนาดเล็กในไทย คือ “ตั้งบริษัทโดยให้สำนักงานบัญชีดูแลทุกอย่าง” ตั้งแต่จดทะเบียนยันยื่นภาษี โดยที่เจ้าของบริษัทหรือกรรมการแทบไม่รู้เลยว่า เอกสารบางอย่างไม่เคยทำให้ เช่น ไม่เคยออกใบหุ้นให้ผู้ถือหุ้น ไม่เคยทำทะเบียนผู้ถือหุ้น และไม่มีหลักฐานยืนยันว่าใครเป็นเจ้าของบริษัทจริงๆ

แม้ปัญหานี้จะดูเหมือนไม่ร้ายแรงในช่วงแรกที่บริษัทยังไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเกิดข้อพิพาทภายหลัง เช่น หุ้นส่วนแตกคอ ทะเลาะเรื่องผลกำไร หรือบริษัทต้องการขอกู้ ขายหุ้น หรือเพิ่มทุน — ปัญหาเรื่อง “หุ้น” ที่ไม่มีใบหุ้นรองรับจะกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ทั้งในทางธุรกิจและในทางกฎหมาย

หุ้นคืออะไร และใบหุ้นสำคัญอย่างไร?

หุ้น คือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของในบริษัทจำกัด ใครถือหุ้นมาก ย่อมมีสิทธิมีเสียงมากในการบริหารและตัดสินใจบริษัท รวมถึงสิทธิในการรับปันผล และในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินตามสัดส่วนของตนใบหุ้น คือหลักฐานที่บริษัทต้องออกให้แก่ผู้ถือหุ้น เพื่อยืนยันสิทธิความเป็นเจ้าของ ซึ่งตามกฎหมายบริษัทจำกัด กำหนดให้กรรมการบริษัทต้องออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด

หากไม่มีใบหุ้น ใครเดือดร้อน?

1.ผู้ถือหุ้น
หากไม่มีใบหุ้น ในทางกฎหมายผู้ถือหุ้นจะไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของ หากเกิดข้อพิพาท อาจเสียสิทธิในการรับปันผลหรือแม้แต่ในสิทธิในการบริหารบริษัท

2.กรรมการบริษัท
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 และมาตรา 1134 กำหนดให้กรรมการต้องจัดทำใบหุ้นและทะเบียนผู้ถือหุ้นให้ถูกต้อง หากละเลย ไม่ดำเนินการ อาจถือว่าเป็นความผิดในฐานะ “ละเว้นหน้าที่โดยทุจริต” และหากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับผู้ถือหุ้น อาจถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีอาญาได้

3.บริษัท
หากบริษัทไม่มีทะเบียนผู้ถือหุ้น หรือออกใบหุ้นไม่ครบถ้วน จะมีปัญหาในการทำธุรกรรมสำคัญ เช่น การเพิ่มทุน จดจำนองหุ้น การนำหุ้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือแม้แต่การขายกิจการ

สำนักงานบัญชีทำไมไม่ออกใบหุ้นให้เรา?

ในหลายกรณี เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “จ้างสำนักงานบัญชีแล้วจะจัดการให้ครบทุกอย่าง” แต่ในความเป็นจริง “การออกใบหุ้น” เป็นหน้าที่ของกรรมการ ไม่ใช่ของสำนักงานบัญชี และไม่ใช่เอกสารที่สรรพากรเรียกดูในเวลาปกติ สำนักงานบัญชีหลายแห่งจึง “ละเลย” หรือ “ไม่แจ้งให้ลูกค้ารู้” ว่าต้องดำเนินการเรื่องหุ้นเพิ่มเติม

ยิ่งถ้าเป็นการจดทะเบียนบริษัทใหม่ผ่านออนไลน์หรือแบบเร่งด่วน หลายแห่งจบแค่การจดชื่อบริษัทและขอเลขผู้เสียภาษี โดยไม่เคยสอบถามเลยว่าได้ทำใบหุ้นและทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือยัง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีใบหุ้นหรือยัง?

สิ่งที่ควรตรวจสอบทันที

  • มี ใบหุ้น ที่ระบุชื่อเรา จำนวนหุ้น และลายเซ็นกรรมการหรือไม่?
  • บริษัทมี ทะเบียนผู้ถือหุ้น อย่างเป็นทางการหรือไม่?
  • มีการประชุมผู้ถือหุ้น และมติบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

หากไม่มีเอกสารเหล่านี้ หรือไม่มั่นใจว่าออกถูกต้องหรือเปล่า ควรรีบปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญทันที

หากไม่เคยออกใบหุ้น ควรทำอย่างไรให้ถูกต้อง?

1.รวบรวมข้อมูล
ตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนบริษัท, ข้อมูลกรรมการ และรายชื่อผู้ถือหุ้นปัจจุบันจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

2.จัดทำทะเบียนผู้ถือหุ้น
เป็นเอกสารที่สำคัญตามกฎหมาย ต้องแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด จำนวนหุ้นที่ถือ และวันรับหุ้น

3.ออกใบหุ้นย้อนหลัง
ทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ถูกต้อง มีลายเซ็นกรรมการและประทับตราบริษัท พร้อมบันทึกวันออกใบหุ้นให้ชัดเจน

4.ประชุมผู้ถือหุ้น/กรรมการเพื่อรับรองเอกสารย้อนหลัง
หากไม่เคยมีมติหรือประชุมเรื่องนี้เลย ควรจัดประชุมและบันทึกเป็นรายงานการประชุมให้เรียบร้อย5.ปรึกษาทนายความ
เพื่อให้แน่ใจว่าเอกสารย้อนหลังทั้งหมดจะไม่เป็นปัญหาภายหลัง และสามารถนำไปใช้ในกรณีพิพาทหรือธุรกรรมต่างๆ ได้

หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือสิทธิในบริษัท และความรับผิดทางกฎหมายของกรรมการ

อย่าปล่อยให้ “หุ้น” ของคุณไม่มีใบหุ้นรองรับ เพราะมันอาจหมายถึงการ “ไม่มีหลักฐานว่าเป็นเจ้าของบริษัท” และหากคุณเป็นกรรมการที่ไม่เคยออกใบหุ้นให้ใครเลย คุณอาจ “ติดคุก” โดยไม่รู้ตัว

หากคุณไม่มั่นใจว่าเคยออกใบหุ้นหรือไม่ หรืออยากตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารบริษัท
👉 ปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและเอกสารบริษัท เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยของทั้งคุณและบริษัทของคุณเอง

เรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ทนายอาร์มกับก้าวใหม่แห่งความรู้ “การส่งมอบมรดก การวางแผนภาษีมรดก” รุ่นที่ 12

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้เข้าร่วมอบรมในหัวข้อ “การส่งมอบมรดก การวางแผนภาษีมรดก ” รุ่นที่ 12 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยการอบรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การดำเนินการของอาจารย์พละชัย ฟูเกียรติพงษ์ (ครูต๊ะ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนธุรกิจและภาษีอากร และประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือยักษ์สุข

ในโอกาสพิเศษนี้ ทนายอาร์มได้มอบผ้ายันต์หลวงพ่อเงินพร้อมกรอบให้กับอาจารย์พละชัย เพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงความเคารพ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร

นอกจากจะได้รับความรู้ด้านการวางแผนมรดกและภาษีอากร ทนายอาร์มยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจหลากหลายวงการ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และอาจนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต

การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มพูนองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับทนายอาร์มเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ในวงกว้าง เป็นเครื่องยืนยันว่า การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และการเปิดใจรับโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ คือกุญแจสำคัญของความก้าวหน้าในวิชาชีพ

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเมาขับ : ศาลฎีกาตีตกสูตรคำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ประกันภัยไม่มีสิทธิ์ปัดรับผิด

คำพิพากษาศาลฎีกา ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 คดีความระหว่าง นาย ก (โจทก์) และบริษัท ABC ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและเอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย กับจำเลย มีความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลา 23.00 น. โจทก์ขับรถยันต์ดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและประตูเหล็กร้าน A ได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายด้วย โจทก์แจ้งเหตุแก่จำเลยเพื่อนำเอารถยนต์ของโจทก์ไปจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยปฏิเสธอ้างเหตุว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซ่อมรถ 209,820 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถได้นับแต่วันพ้นกำหนด 15 วัน และค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าจะเลยจะซ่อมรถยนต์ขอฃโจทก์จนแล้วเสร็จ ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีที่จำเลยอิดเอื้อนผิดสัญญาเป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ 120,000 บาท ค่ายกลาก 12,500 บาท รวมเป็นเงิน 283,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 283,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนับถัดจากวันฟ้องวันละ 800 บาท จนกว่าโจทก์จะซ่อมรถเสร็จ และหรือให้จำเลยนำรถยนต์ของโจทก์ไปซ่อมให้เสร็จและใช้งานได้ดีดังเดิมหรือชดใช้ค่าซ่อมรถ 209,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 283,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย จากโจทก์ ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. โจทก์ขับรถยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดกับเวลาที่เกิดเหตุจริงมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะจะมีอัตราเฉลี่ยลดลง 0.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อนาที คิดเป็น 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลมารวมกับผลเป่าตรงที่มีแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเกินกว่าที่กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ จึงเป็นการผิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์และค่าเสียหายในอนาคต ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมา ได้แก่ ค่าซ่อมรถยนต์และค่ายกลากนั้นสูงเกินความจริง ค่าเสียหายในเชิงลงโทษไม่ใช่ความเสียหายที่มีอยู่จริง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แล้วต้องไม่เกิน 250,000 บาท อัตราดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามกฎหมายไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 202,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 178,400 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 เชียงราย โดยโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ประเภทประกันภัยแบบคุ้มครองความเสียหายโดยสิ้นเชิง (ประเภทหนึ่ง) มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มคุ้มครองวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 และสิ้นสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลา 16.30 น. กำหนดวงเงินคุ้มครองความเสียหายตัวรถยนต์ 250,000 บาท ต่อครั้ง ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เวลาประมาณ 23.00 น. ร้อยตำรวจเอก ข พนักงานนสอบสวนสถานีตำรวจเชียงของ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนบ้านได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ พบโจทก์แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนเสาป้ายจราจรหมวดทางหลวงและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2564 เวลา 03.46 น. พนักงานสอบสวนได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่โจทก์ว่าขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ฤให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับ 400 บาท  ต่อมาจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 แจ้งผลพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดไว้ หลังเกิดเหตุโจทก์นำรถยนต์ไปซ่อมแซมเองแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2564

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 669/2563 กับคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดว่า การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดหลังการดื่มครั้งสุดท้ายลดลงประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือไม่ และโจทก์นำสืบหักล้างแก้ไขหลักการดังกล่าวได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำอธิบายคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่แนบท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาประกันภัยจะต้องปฏิบัติตาม นั้น เห็นว่า ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขไว้ชัดแจ้งในหมวดเงื่อนไขทั่วไป การตีความกรมธรรม์ประกันภัยว่า “ข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้” ดังนั้น คู่มือตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ จึงต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัย โดยสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ระบุว่า ข้อ 9 การยกเว้นการใช้อื่น ๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง… ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาที่ตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยากรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง เป็นต้นไป ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดหรือตรวจวัดเวลาใด หากผลที่ได้เมื่อเทียบค่าออกมาแล้วปรากฏว่า ผู้ขับขี่นั้นในขณะเกิดเหตุมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลทั่วไปหรือเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับบุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือโดยบุคคลที่มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราวหรือโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถหรืออยู่ระหว่างพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถก็จะเข้าข้อยกเว้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 กับคู่มือการตีความกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดหลักการคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์เป็นหลักการคำนวณที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่ปัญหาว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ในขณะเมาสุราโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์หรือไม่นั้น จำเลยมีภาระการพิสูจน์ เมื่อทางนำสืบของจำเลยได้ความเพียงว่าพนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที และจำเลยมีนาย ค รองผู้อำนวยการฝ่ายสินไหมทดแทน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 และคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 9.3 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ให้ถือว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการเจรจาทางบก ดังนี้ 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์…การตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดดำเนินการได้หลายวิธี เช่น การใช้วิธีเป่าลมหายใจ (BREATH ANALYZER TEST) การตรวจจากปัสสาวะ การตรวจจากเลือด และสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้ระยะเวลาตรวจวัดหลังเกิดเหตุก็ตาม ซึ่งถ้าคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทย์สภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ เรื่อง การลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (ผลการวิจัยของทั้งสองสถานบัน) ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะลดลงภายหลังดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมงเป็นต้น คดีนี้พนักงานสอบสวนตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์โดยวิธีเป่าตรง ค่าที่วัดได้ 38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เวลาที่ตรวจวัดโดยวิธีเป่าตรงกับเวลาที่เกิดเหตุมีระยะเวลาห่างกัน 286 นาที ตามหลักการทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ดังกล่าวข้างต้นคิดคำนวณเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ลดลงจำนวน 71.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อนำผลดังกล่าวมารวมกับผลโดยวิธีเป่าตรงแล้ว ขณะเกิดเหตุโจทก์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 109.50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ และมีข้อมูลทางวิชาการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุขที่สนับสนุนสอดคล้องกับวิธีการคำนวณตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภา และตามผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ตามข้อมูลทางวิชาการ และผลจากการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ศึกษาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดว่า ภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอัตราการทำลายของแอลกอฮอล์ใน 1 ชั่วโมง ร่างกายจะกำจัดแอลกอฮอล์ได้ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลการวิจัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ทั้งการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตามที่ระบุไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยเป็นการคำนวณการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นการทั่วไป หาใช่การคำนวณที่จะนำมาใช้กับโจทก์เป็นการเฉพาะไม่ และในข้อนี้โจทก์มีนายแพทย์ ง เป็นพยานเบิกความว่า ปริมาณอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารมีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย อาหารบางประเภททำให้การดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายช้าลง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง เพศและขนาดของร่างกายก็มีผลต่อการดูดซึมแอลกอฮอล์ หลังจากร่างกายดูดซึมมีการดูซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดยทั่วไปจะต้องมีการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ณ ปัจจุบัน 2 ครั้ง เปรียบเทียบกัน การที่มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์เพียงครั้งเดียวย่อมเป็นการยากที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ย้อนกลับไปได้ และทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบค่า และไม่สามารถทราบได้ว่า ขณะนั้นมีการดูดซึมผ่านระดับสูงสุดมาแล้วหรือไม่ นายแพทย์ ง เป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งคำเบิกความของนายแพทย์ ง เจือสมกับข้อมูลทางวิชาการที่ระบุว่า ถ้าหากกระเพาะอาหารว่าง แอลกอฮอล์จะดูดซึมหมดภายใน 30 นาที หลังการดื่ม แต่ถ้าเพศและน้ำหนักของร่างกายเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดทำให้คำเบิกความของนายแพทย์ ง มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบให้เห็นว่า โจทก์มีสภาพร่างกายหรือมีภาวะอื่นที่ทำให้ร่างกายของโจทก์มีการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายตามปกติ และระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของโจทก์ภายหลังการดื่มจะลดลงตามค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้ในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัย หรือไม่อย่างไร พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ฝในขณะเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้จำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด จำเลยฎีกาว่า ตามนสภาพความเสียหายของรถยนต์ความเสียหายไม่เกิน 85,431 บาท ตามสำเนาใบประเมินราคา จำเลยอ้างเหตุปฏิเสธความรับผิดว่า ขณะโจทก์ขับรถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามหลักการในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยมิได้จงใจเพื่อหน่วงเวลาให้เนิ่นช้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ ค่ายกลากรถ 8,000 บาท สูงเกินควร สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์โจทก์ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย 60 รายการ ค่าซ่อมเป็นเงิน 209,820 บาท ตามสำเนาในเสนอราคา ส่วนจำเลยนำสืบว่า รถยนต์โจทก์เสียหายไม่เกิน 85,431 บาท โดยโจทก์และจำเลยมาได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าอะไหล่และอุปกรณ์ตามสำเนาใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคาได้รับความเสียหายเพียงใด และจำต้องเปลี่ยนใหม่หรือไม่เพียงใด เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์โจทก์ ตามสำเนาภาพถ่าย ประกอบสำเนาสใบเสนอราคาและสำเนาใบประเมินราคา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าเสียหายสำหรับรถยนต์โจทก์เป็นเงิน 140,000 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ต้องใช้รถยนต์เป็นพาหนะเดินทางจากบ้านพักไปที่ทำงาน ไปตรวจที่ทำการเกษตรและใช้ทำธุระส่วนตัว ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เป็นเงินวันละ 800 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 มิถุนายน 2564) เป็นเงิน 30,400 บาท กับค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ซ่อมรถยนต์แล้วเสร็จเป็นเงิน 24,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่ายกรถนั้น โจทก์นำสืบว่า หลังเกิดเหตุรถยนต์โจทก์ไม่สามารถขับได้ ต้องเสียค่ายกรถจากที่เกิดเหตุไม่สถานีตำรวจภูธรเชียงของ เสียค่ายกรถ 2,500 บาท และเสียค่ายกรถจากสถานีตำรวจภูธรเชียงของไปอู่ช่าง จ 10,000 บาท ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าค่ายกรถสูงเกินสมควรอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่ายกรถเป็นเงิน 8,000 บาท เหมาะสมแล้วเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราใด จำเลยฎีกาว่า การเรียกดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรามธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 ความรับผิดของบริษัทเมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกำหนดว่า เมื่อมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทและหากบริษัทปฏิเสธความรับผิดไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจนเป็นเหตุใหผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล หากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัด ดังนี้เมื่อจำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาล และศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่รับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หุ้นหาย! ถูกจับเข้าเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว! แบบนี้ต้องทำอย่างไร?

เข้าใจสิทธิของผู้ถือหุ้น และวิธีจัดการเมื่อถูกละเมิดสิทธิ

ในโลกของธุรกิจ การถือครอง “หุ้น” เปรียบเสมือนการมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเรากลับพบปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น ถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว หรือในทางกลับกัน ชื่อหายไปจากรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์นี้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิของตนเอง และแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

หุ้นคืออะไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “หุ้น” คือ สิทธิในความเป็นเจ้าของในบริษัท โดยเฉพาะบริษัทจำกัด (ทั้งแบบธรรมดาและมหาชน) ผู้ที่ถือหุ้นมีสิทธิในผลกำไร (ปันผล) มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม และมีสิทธิในการตรวจสอบเอกสารของบริษัท รวมถึงสิทธิในการเรียกร้องสิ่งที่ตนควรได้รับตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้น

1. ถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ยินยอม

หลายคนอาจตกใจเมื่อพบว่าชื่อของตนปรากฏในเอกสารของบริษัทที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเคยลงชื่อในเอกสารใดโดยไม่รู้เจตนา ซึ่งมักเกิดจากกรณีที่คนรู้จักนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วนำไปยื่นจดทะเบียนบริษัทโดยไม่ได้รับความยินยอมจริง

2. ชื่อหายจากรายชื่อผู้ถือหุ้น

ในอีกด้านหนึ่งก็มีผู้เสียหายที่ลงทุนจริง จ่ายเงินจริง และมีหุ้นจริง แต่กลับพบว่าชื่อตน “หายไป” จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจเกิดจากการตกแต่งบัญชี การโอนหุ้นโดยปลอมแปลงเอกสาร หรือบริษัทจงใจไม่ขึ้นทะเบียนให้

ตามกฎหมายแล้ว ทำอย่างไรได้บ้าง?

✅ ตรวจสอบเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ผู้ที่สงสัยว่าตนเป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือขอคัดสำเนาเอกสารจากสำนักงานโดยตรง เช่น แบบ บอจ.5 ซึ่งแสดงรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันประชุมใหญ่สามัญประจำปี

หากพบว่ามีความผิดปกติ เช่น ชื่อตนปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว หรือหายไปจากเอกสารโดยไม่มีคำอธิบาย ให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

กรณีถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ยินยอม

🔹 แจ้งความร้องทุกข์

หากพบว่าชื่อของตนถูกใช้เป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้ยินยอม ให้รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

🔹 แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ยื่นคำร้องต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนรายการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแนบหลักฐาน เช่น บันทึกประจำวัน หนังสือปฏิเสธการถือหุ้น และเอกสารส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

🔹 ฟ้องคดีแพ่งหรืออาญา

หากกรณีร้ายแรง เช่น มีการปลอมลายมือชื่อ หรือปลอมแปลงเอกสาร อาจต้องยื่นฟ้องคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสาร และคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายหรือเพิกถอนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

กรณีชื่อหายจากผู้ถือหุ้น

🔸 เก็บหลักฐานการลงทุน

หากคุณเคยลงทุนในบริษัทนั้นจริง เช่น มีหลักฐานการโอนเงิน ซื้อขายหุ้น หรือเอกสารหุ้นกู้ ให้รวบรวมเอกสารทั้งหมดไว้ให้ครบถ้วน

🔸 ส่งหนังสือเรียกร้องไปยังบริษัท

ส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเรียกร้องให้บริษัทชี้แจงและแก้ไขรายชื่อ พร้อมแนบหลักฐานการลงทุนเพื่อแสดงสิทธิ์

🔸 ขอศาลมีคำสั่ง

หากบริษัทไม่ยอมแก้ไข หรือมีแนวโน้มปฏิเสธความรับผิดชอบ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้บริษัทแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและรับรองสิทธิ์การถือหุ้นของตนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทลงโทษตามกฎหมาย

การปลอมแปลงเอกสารเพื่อแอบอ้างชื่อเป็นผู้ถือหุ้น หรือการลบชื่อผู้ถือหุ้นโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา เช่น

  • ปลอมแปลงเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264
  • ใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268
  • ฉ้อโกง ตามมาตรา 341
    ซึ่งมีโทษทั้งจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

  • ไม่ให้เอกสารสำคัญกับผู้อื่นโดยไม่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ตรวจสอบสถานะตนเองสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากเคยเกี่ยวข้องกับบริษัทใด ๆ
  • ปรึกษาทนายความ หากพบความผิดปกติ จะได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทันเวลา

ระวังเสียสิทธิ์ทางกฎหมาย ควรปรึกษาทนายทันที

หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่เป็นตัวแทนของสิทธิและผลประโยชน์ในธุรกิจ หากคุณถูกใส่ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว หรือชื่อหายจากรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ชอบธรรม อย่าละเลย! เพราะปัญหานี้อาจส่งผลกระทบทั้งทางกฎหมายและทางการเงินอย่างรุนแรง การตรวจสอบเอกสารและดำเนินการทางกฎหมายอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณสงสัยว่าตนตกเป็นเหยื่อจากการปลอมแปลงหุ้น หรือการละเมิดสิทธิผู้ถือหุ้น ขอแนะนำให้รีบปรึกษาทนายความทันที เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ของตนตามกฎหมาย >>ติดต่อเรา<<

โนตารีพับลิคคืออะไร? ทำไมเอกสารบางประเภทต้องมีการรับรองโดยโนตารีพับลิค

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “โนตารีพับลิค” (Notary Public) ผ่านหูมาบ้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องจัดการเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แต่ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร จำเป็นแค่ไหน และเหตุใดเอกสารบางประเภทจึงต้องผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิค บทความนี้จะมาอธิบายให้เข้าใจง่าย เพื่อไม่ให้คุณพลาดสิ่งสำคัญทางกฎหมายในอนาคต

โนตารีพับลิค คืออะไร?

“โนตารีพับลิค” หรือ “ทนายความผู้ทำหน้าที่รับรองเอกสาร” คือ ทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาทนายความแห่งประเทศไทยให้มีอำนาจในการรับรองลายมือชื่อ เอกสาร และข้อเท็จจริงบางประการ เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลทางกฎหมายและสามารถนำไปใช้ในต่างประเทศได้

หน้าที่ของโนตารีพับลิคไม่ใช่เพียงแค่ลงชื่อประทับตราเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ตรวจสอบตัวบุคคล และรับรองว่าเอกสารนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารหรือการแอบอ้างต่าง ๆ

เอกสารประเภทใดบ้างที่ต้องมีโนตารีพับลิค

โนตารีพับลิคมักมีความจำเป็นกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อหรือทำธุรกรรมกับต่างประเทศ เช่น:

1.     หนังสือมอบอำนาจ
โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องส่งให้กับหน่วยงานหรือคู่สัญญาในต่างประเทศ เช่น ซื้อขายทรัพย์สินในต่างประเทศ มอบอำนาจให้ทนายต่างประเทศดำเนินคดี เป็นต้น

2.     สัญญาหรือเอกสารทางธุรกิจระหว่างประเทศ
เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาร่วมหุ้น หรือเอกสารประกอบการยื่นภาษีหรือจดทะเบียนนิติบุคคลในต่างประเทศ

3.     เอกสารสำหรับขอวีซ่าหรือยื่นเรียนต่อต่างประเทศ
เช่น ใบรับรองรายได้ ใบแสดงความยินยอมของผู้ปกครอง ฯลฯ

4.     เอกสารรับรองวุฒิการศึกษา หรือเอกสารราชการ
ที่ต้องนำไปใช้กับสถานทูต หรือนำไปใช้ในต่างประเทศ ซึ่งอาจต้องรับรองลายเซ็นและความถูกต้องของเอกสาร

5.     หนังสือรับรองการมีตัวตน (Affidavit)
ใช้ยืนยันว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือประกอบการยื่นคำร้องบางประเภทในต่างประเทศ

6.     เอกสารที่ต้องยื่นต่อสถานทูต หรือสถานกงสุล
หลายประเทศกำหนดว่าหากจะใช้เอกสารใดในการยื่นเรื่อง จะต้องผ่านการรับรองโดยโนตารีพับลิคก่อน แล้วจึงนำไปแปลและรับรองต่อกับกรมการกงสุลหรือสถานทูตต่อไป

ถ้าไม่มีโนตารีพับลิค จะเกิดอะไรขึ้น?

หากเอกสารที่คุณจะนำไปใช้งานในต่างประเทศไม่ได้ผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิค อาจทำให้เอกสารนั้น

  • ไม่ได้รับการยอมรับ จากหน่วยงานต่างประเทศ
  • ใช้เวลาในการดำเนินการมากขึ้น เพราะต้องย้อนกลับมาแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องตามข้อกำหนด
  • เสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธวีซ่า หรือธุรกรรมไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงินและอสังหาริมทรัพย์
  • เสียโอกาสทางธุรกิจ หากเอกสารไม่สามารถส่งได้ตามเวลา หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณจะต้องตรวจสอบก่อนว่า เอกสารใดต้องผ่านการรับรองโดยโนตารีพับลิคหรือไม่ และต้องจัดเตรียมให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโนตารีพับลิค

หลายคนยังเข้าใจผิดว่าแค่มีลายเซ็นของตนเองหรือพยานก็เพียงพอแล้ว บ้างก็เข้าใจว่าโนตารีพับลิคคือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งไม่ใช่เลย — โนตารีพับลิคในประเทศไทยต้องเป็น ทนายความ ที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ทำหน้าที่รับรองเอกสารโดยเฉพาะ

การให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจรับรองเอกสาร อาจทำให้เอกสารนั้น ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ หรือกลายเป็นโมฆะทันทีเมื่อตรวจพบ

โนตารีพับลิคไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ในปัจจุบันที่โลกเปิดกว้าง การทำธุรกรรมระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักธุรกิจ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ต้องเดินทางหรือติดต่อกับต่างประเทศ ล้วนมีโอกาสต้องใช้บริการโนตารีพับลิค

แต่ถึงแม้คุณจะไม่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การมีเอกสารที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือจากทนายความก็ถือเป็นการป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

โนตารีพับลิคคือเสาหลักของความน่าเชื่อถือในเอกสาร

โนตารีพับลิค คือกลไกทางกฎหมายที่ช่วย เพิ่มความน่าเชื่อถือและรับรองความถูกต้องของเอกสาร โดยเฉพาะเมื่อเอกสารนั้นจะนำไปใช้ในต่างประเทศ การใช้บริการโนตารีพับลิคจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามหากคุณไม่แน่ใจว่าเอกสารของคุณต้องใช้โนตารีพับลิคหรือไม่ หรือไม่มั่นใจในขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารทั้งหมด ขอแนะนำให้ ปรึกษาทนายความ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

ใช้บริการโนตารีพับลิคกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทนายความที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นโนตารีพับลิคโดยถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมให้บริการรับรองเอกสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการศึกษา การทำธุรกิจ หรือการดำเนินคดีระหว่างประเทศ

เรายึดหลักความถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเอกสารของคุณสามารถนำไปใช้งานได้จริงตามที่กฎหมายกำหนด

📞 สนใจบริการโนตารีพับลิค คลิกติดต่อเราหรือแอดไลน์มาที่ LINE: @wongsakorn

หมิ่นประมาท กรณีไหนที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่มีความผิด?

ในยุคโซเชียลมีเดีย การแสดงความคิดเห็น การโพสต์ การแชร์ หรือการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน แต่หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่ข้อหา “หมิ่นประมาท” ได้โดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกกรณีของการพูดถึงคนอื่นในทางเสียหายจะถือว่าผิดเสมอไป เพราะ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ได้ระบุข้อยกเว้นไว้อย่างชัดเจนว่า “พูดแล้วไม่ผิด” หากเข้าข่ายตามบทบัญญัติของกฎหมาย

บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า กรณีแบบไหนบ้างที่ กฎหมายถือว่าแม้จะเข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ก็ไม่ถือว่ามีความผิด เพราะเป็นการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผล และอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมาย

หมิ่นประมาทคืออะไร?

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 กำหนดว่า

“ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

โดยการ “ใส่ความ” อาจเกิดได้ทั้งจากคำพูด การเขียน การโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ การส่งข้อความส่วนตัว หรือการกระทำใด ๆ ที่สื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ดี จนส่งผลให้บุคคลนั้นเสียหาย

โทษของการหมิ่นประมาทมีตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจหนักขึ้นหากกระทำต่อสาธารณะ (มาตรา 328)

กรณียกเว้น: “พูดแล้วไม่ผิด” ตามมาตรา 329

แม้ข้อความที่กล่าวจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย แต่ หากมีเหตุผลอันชอบธรรม หรือเป็นการกระทำในลักษณะที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด ตัวอย่างข้อยกเว้นที่ชัดเจนตาม มาตรา 329 ได้แก่

1. การแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในศาล

“ความเห็นหรือข้อความใด ๆ ที่คู่ความ ทนายความ หรือพยาน กล่าวหรือให้ไว้ในการพิจารณาคดีในศาล”

กรณีนี้ครอบคลุมถึงการให้การ การเบิกความ หรือการแสดงข้อเท็จจริงในชั้นศาล หากเป็นไปโดยสุจริต ย่อมไม่ถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จะเป็นการกล่าวถึงผู้อื่นในทางเสียหาย

2. การติชมโดยสุจริต

“การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต”

ในเรื่องต่อไปนี้ กฎหมายถือว่าไม่เป็นความผิด หากกระทำโดยสุจริต:

  • การติชมการกระทำของบุคคลเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • การวิจารณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ
  • การติชมในฐานะครู อาจารย์ หรือผู้บังคับบัญชา
  • การติชมบุคคลที่เสนอเรื่องของตนเข้าสู่สาธารณะ เช่น นักร้อง ดารา นักการเมือง
  • การแสดงความเห็นต่อผลงานที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ เช่น หนังสือ รายการทีวี เพลง หรือบทความ

ย้ำว่า ต้องทำโดยสุจริต ไม่เจตนาให้เสียหาย และอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น ตำหนิเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ประจานหรือเหยียดหยาม

3. การปกป้องสิทธิหรือประโยชน์โดยชอบ

“การแจ้งข่าว การแสดงความคิดเห็น หรือกล่าวหาต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่”

หากคุณไปแจ้งความกับตำรวจ แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ หรือยื่นเรื่องร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐโดยสุจริต และมีหลักฐานว่ามีมูลจริง การกระทำเช่นนี้ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท แม้จะมีการกล่าวถึงบุคคลอื่นในทางเสียหายก็ตาม

ตัวอย่างจริง ที่ “พูดแล้วไม่ผิด”

1.ลูกจ้างโพสต์ประจานนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินเดือน
หากโพสต์โดยสุจริต พร้อมแสดงหลักฐาน และไม่มีเจตนาใส่ความเกินจริง ศาลอาจมองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นตามความจริง และเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ

2.นักข่าววิจารณ์นักการเมือง
หากเสนอข้อมูลจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และไม่ได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นรุนแรง ก็ถือว่าไม่เป็นความผิด

3.ชาวบ้านร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องทุจริต
หากมีพยานหลักฐาน หรือกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ถือว่าหมิ่นประมาท

ทำอย่างไรถ้าถูกแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท?

หากคุณถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาท และมั่นใจว่าการกระทำของคุณอยู่ในขอบเขตของข้อยกเว้นตามกฎหมาย ควรดำเนินการดังนี้

1.เก็บรวบรวมหลักฐาน ที่แสดงว่าเจตนาเป็นไปโดยสุจริต เช่น หลักฐานการไม่รับค่าจ้าง รูปภาพหรือแชตประกอบ ฯลฯ

2.ไม่โพสต์ตอบโต้เพิ่มเติม ที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทซ้ำ

3.ปรึกษาทนายความทันที เพื่อประเมินว่าเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ และจะต่อสู้คดีอย่างไร

หมิ่นประมาทไม่ใช่ความผิดในทุกกรณี หากมีเจตนาโดยสุจริต

แม้จะถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท แต่หากการกระทำนั้น

  • เป็นการติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • เป็นการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่
  • เป็นความเห็นในชั้นศาล
  • หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในขอบเขตเหมาะสม

คุณอาจไม่มีความผิดตามกฎหมาย และสามารถใช้ข้อยกเว้นตามมาตรา 329 เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้หากคุณหรือคนใกล้ตัวถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาท อย่าเพิ่งยอมรับผิดหรือตกใจ ควรรีบปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อวางแนวทางสู้คดีให้ชัดเจน และรักษาสิทธิของตนอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนายคดีหมิ่นประมาท คลิก >>ติดต่อเรา<<

นานๆทีจะได้เห็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : ชี้!บริษัทประกันภัยต้องรับผิด คำนวณแอลกอฮอล์ย้อนหลังไม่ใช่เหตุอันควรปฏิเสธความรับผิด

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2567 คดีความระหว่าง นาวสาว A (โจทก์) และบริษัท 1234 ประกันภัย (จำเลย)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ไว้กับจำเลย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าว โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายรายการ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำรถยนต์ของโจทก์ไปดำเนินการจัดซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยกลับเพิกเฉยและมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B ได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ย้อนหลังแล้วในขณะเกิดเหตุนาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเข้าข้อยกเว้นตามสัญญา จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประกันภัย ไม่ได้สอบเทียบวัดเครื่องมือหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ และผลคำนวณดัชนีมวลกายของนาย B ไม่เร่งรัดจัดซ่อมโดยทดรองจ่ายค่าซ่อมแล้วค่อยมาเรียกเงินคืน แต่ประวิงเวลาการชำระหนี้โดยปราศจากหลักฐานตามสมควร อันเป็นการฝ่าฝืนในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 110,624 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ไม่สามารถใช้รถยนต์นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 รวมเป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 145,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นค่าเสียหายในอนาคตนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารถยนต์ของโจทก์จะซ่อมเสร็จ (วันที่ 30 มกราคม 2566) อีกวันละ 800 บาทกับขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่เกินสองเท่าแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42

        จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์ของโจทก์ จำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์เรียกร้อง เนื่องจากพบว่าคดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตาก จ.ตาก ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยการเป่าลมหายใจในเวลา 02.17 น. (หลังเกิดเหตุแล้ว 37 นาที) ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ตามที่เงื่อนไขกรมธรรม์กหนดไว้ จึงไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายต่อรถคันที่เอาประกันภัยได้ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาไปยังโจทก์และชี้แจงเรื่องร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงาน คปภ. จึงไม่อาจรับผิดชำระค่าซ่อม 97,455 บาท ให้แก้โจทก์ และค่าซ่อมดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบค่าซ่อมที่แท้จริง โจทก์ไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์ได้เนื่องจากเหตุละเมิดครั้งนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเนื่องจากจำเลยประกิจการภายใต้การกำกับและควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เมื่อคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุเหตุที่ทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิด จำเลยจึงไม่ได้กระทำเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด หากจำเลยต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์เรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้อง

        ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์จะชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

        โจกท์และจำเลยอุทธรณ์

        ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคู่ที่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจของโจทก์ หมายเลขทะเบียน XX 5678 ตาก ตามสำเนาหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2565 เวลา 01.40 น. นาย B ขับรถยนต์ของโจทก์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน XX 1111 ตาก รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายวันเดียวกัน เวลา 02.17 น. มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ วัดค่าได้ 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานาย B ว่า ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและเปรียบเทียบปรับนาย B เป็นเงิน 400 บาท โจทก์จึงเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ แต่จำเลยปฏิเสธชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ อ้างข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณา

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เกิดเหตุในช่วงเวลา 01.40 น. แต่มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์นาย B โดยวิธีการเป่าลมหายใจ ในช่วงเวลา 02.17 น. ได้ค่า 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งทำนองว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์กระทำภายหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลา 37 นาที ดังนั้นที่ถูกต้องตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ข้อ 9 การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 หน้า 108 ถึง 118 จะคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของนาย B ได้ 57.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนดความรับผิดชอบของจำเลยตามกรมธรรม์ เห็นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างพยานหลักฐานทางการพิสูจน์มาสนับสนุนพยานของฝ่ายตน โดยโจทก์มีนาย C อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุขและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์โรงพยาบาล DEFG เป็นพยานเบิกความประกอบแผนภาพกราฟในสำเนาบทความพิเศษ และนางสาว N ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความและนำสืบเอกสารสนับสนุนโดยอ้างอิงบทความพิเศษของจุฬาลงกรณ์เวชสาร “การพิสูจน์ว่าเมา” ที่ระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด ซึ่งจะส่งผลต่อการคิดคำนวณตามสูตรการหาค่าจริงของแอลกอฮอล์ได้แก่ เพศ อายุ น้ำหนักตัว น้ำหนักรวมของกระดูกและกล้ามเนื้อ มวลน้ำในร่างกาย การได้รับการรักษาบางอย่าง หรือแม้แต่ระยะเวลาการดื่มและสภาพกระเพาะอาหาร ส่วนจำเลยก็อ้างตามคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ คำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 หน้าที่ 116 ประกอบสำเนาเอกสารการนำความรู้ “นิติเวชศาสตร์” มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณา ที่ระบุว่า การตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสามารถทำได้หลายวิธีและสามารถคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ ณ เวลาที่เกิดเหตุได้ แม้จะตรวจวัดภายหลังเกิดเหตุตามหลักทางการแพทย์ของแพทยสภาและผลการวิจัยของสถาบันนิติเวชวิทยา เรื่องการลดลงของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดภายหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมีหลักเกณฑ์ว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงหลังจากดื่มครั้งสุดท้ายประมาณ 15 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ซึ่งก็จะเห็นว่าตามข้ออ้างทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เป็นการอ้างหลักการในเชิงทฤษฎีและตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเพียงการประเมินความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่น่าจะเป็นไปได้ว่าในช่วงภายหลังเกิดเหตุระดับปริมาณแอลกอฮอล์อาจลดลงได้กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่สามารถชี้ชัดตามผลทางนิติวิทยาศาสตร์เหมือนเช่นการตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA) กล่าวคือคงเป็นเรื่องการคาดการณ์โดยวิธีประเมินจากค่าเฉลี่ยของอัตราการกำจัดแอลกอฮอล์จากร่างกายของบุคคลทั่ว ๆ ไปเท่านั้น โดยเฉพาะที่สำคัญค่าวัดที่ได้มา 48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น ก็ได้มาจากการวัดโดยวิธีการเป่ามิใช่อาศัยจากการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ก็อาจทำให้การวัดค่าเฉลี่ยที่มีความคลาดเคลื่อนได้เช่นกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วยแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุนาย B มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยงที่จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แต่อย่างใด การที่มีการตรวจแอลกอฮอล์นาย B ภายหลังเกิดเหตุเพียง 37 นาที โดยอาศัยหลักเกณฑ์ของบุคคลทั่วไปที่จะนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าหากมีการวัดปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้น จึงไม่น่าจะเป็นธรรมกับโจทก์ผู้บริโภคและต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุนาย B จะมีค่าปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมรถของโจทก์ ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น

        มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถใช่หรือไม่ เห็นว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดชัดเจนว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง “ความเสียหายจากการขาดการใช้รถ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร” ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้อ้างทำนองว่า สืบเนื่องมาจากที่จำเลยมีการออกบัตรติดต่อซ่อมรถยนต์ให้ โจทก์จึงนำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้ไปซ่อมกับอู่ของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถด้วยก็ตาม ก็เห็นว่า ตามข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ต้องซ่อมในตัวรถยนต์เท่านั้น เพราะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนั้น ไม่ว่าโจทก์จะนำไปซ่อมที่อู่ใดก็ตาม โจทก์ก็ไม่สามารถใช้รถได้ในระหว่างการซ่อม ข้ออ้างดังกล่าวจึงมิได้เกี่ยวข้องในเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถแต่อย่างใด จึงต้องพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ตามที่กล่าวถึงเท่านั้น ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เว้นแต่จะปรากฏว่า การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากการที่บริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลสมควร เมื่อปรากฏว่าหลักเกณฑ์ที่จะถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัยตามประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย ในข้อ 15 (12) “ในกรณีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยการซ่อม…บริษัทไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่การตกลงเป็นที่ยุติและบริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน…” ซึ่งตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพราะเหตุนาย B ,ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วยการซ่อมแซมแล้วไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ประกอบกับตามข้อ 15 (7) ก็ระบุว่า “บริษัทใดจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยหรือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่มีความชัดเจนที่กำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน…” เมื่อจำเลยนำสืบว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดก็เนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563 ที่มีการระบุให้ใช้ผลการวิจัยของแพทยสภาและรายงานวิจัยของสถาบันนิติเวช ดังนั้นการที่จำเลยอ้างเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดจึงไม่ใช่เป็นไปโดยจงใจหรือฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยเช่นนี้จึงไม่เข้าลักษณะของการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถตามข้อสัญญาดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

        คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษและโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นมุ่งที่จะพิจารณาผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยมีเจตนาที่จะเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับปผิดชอบในฐานะมีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์มานั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้วว่าจำเลยไม่สามารถนำความน่าจะเป้นทางหลักทฤษฎีมากำหนดหลักเกณฑ์ปริมาณแอลกอฮอล์เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ชี้ชัดได้ว่า นาย B มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในกรมธรรม์ประกันได้ไม่ โดยเฉพาะหากพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ก็จะเห็นชัดว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับขี่รถที่จะไปก่อให้เกิดเหตุอันตรายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งฝ่ายโจทก์พึงคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญมากกว่าและต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าที่จะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบ การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ดังกล่างจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่จำเลยสามารถกระทำได้ ไม่เข้าลักษณะผู้ประกอบธุรกิจมุงกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภคด้วยความประมาทเลิกเล่ออย่างร้ายแรงหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีวิชาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 นอกจากนี้ดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าเหตุที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดเนื่องจากการยึดถือตามข้อความในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 การปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดโดยมิชอบตามกรมธรรม์ ข้อ 5 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกรมธรรม์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

        พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยนละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับในขณะฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมขอให้เป็นพับ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!