อุบัติเหตุรถชน แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก เรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างไร? รู้สิทธิ์ก่อนถูกประกันเอาเปรียบ

อุบัติเหตุรถชน เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะขับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ก็ล้วนมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ขี่รถจักรยานยนต์ที่มักได้รับบาดเจ็บรุนแรง เพราะไม่มีโครงสร้างรถช่วยป้องกันความเสียหายต่อร่างกายโดยตรง หลายกรณีผู้บาดเจ็บต้องเผชิญกับกระดูกหัก  แขนหัก ขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดกระดูกให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามเดิม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการพักฟื้นมีราคาสูง

แม้หลายคนจะคิดว่า ประกันภัยรถยนต์ ของคู่กรณีจะดูแลทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริง มักพบว่าความคุ้มครองของประกันภัยมักไม่ครอบคลุมค่าเสียหายจริงทั้งหมด หลายครั้งประกันเสนอจ่ายเพียงบางส่วน ทำให้ผู้บาดเจ็บเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เรื่องจริงที่เกิดขึ้น : โดนรถชนจนแขนหัก ขาหัก ใส่เหล็กประกันปัดความรับผิด แต่ได้เงินชดเชยเพิ่มหลังมีทนาย

หนึ่งในคดีตัวอย่างที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เคยดูแล ผู้เสียหาย ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านตามปกติ แต่ถูกคู่กรณีขับรถยนต์ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจนเกิดอุบัติเหตุอย่างแรง ส่งผลให้ผู้เสียหายกระดูกแขนและขาหักหลายจุด ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กและนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 2 เดือน หลังจากออกจากโรงพยาบาลยังต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติในทันที

ในช่วงแรกบริษัทประกันภัยของคู่กรณีชดเชยเพียงค่าเสียหาย ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยอ้าง วงเงินจำกัดตามประกันภาคสมัครใจและ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รวมกันแล้วไม่ครอบคลุมความเสียหายจริง ผู้เสียหายพยายามเจรจาด้วยตนเองแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายจึงตัดสินใจมาปรึกษาทนายความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ทีมทนายตรวจสอบเอกสาร รวบรวมหลักฐานทางการแพทย์ ใบรับรองแพทย์ รายการค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และจัดทำคำฟ้องเพื่อเรียก ค่าสินไหมทดแทน เพิ่มเติม กระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้คู่กรณีและบริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ตามที่เรียกร้อง เป็นเงินกว่า 560,998 บาท ซึ่งถือว่าผู้บาดเจ็บได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย

ผู้บาดเจ็บมีสิทธิ์อะไรบ้าง? อย่ารับเงินก้อนเดียวแล้วจบ!

หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าได้รับเงินจากประกันภัยแล้ว เรื่องจะจบได้เลย แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าความเสียหายจริงมากกว่าวงเงินคุ้มครอง ประกันหรือคู่กรณียังมีหน้าที่ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติม  ผู้บาดเจ็บจึงมีสิทธิ์เรียกค่าสินไหมทดแทนได้หลายส่วน ได้แก่

✔️ ค่ารักษาพยาบาลตามจริง ไม่ใช่แค่ตอนเกิดเหตุ แต่รวมถึงค่ากายภาพบำบัดและค่าผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคตด้วย
✔️ ค่าขาดรายได้ หากผู้บาดเจ็บต้องหยุดงานนาน รายได้หายไปก็สามารถเรียกคืนได้
✔️ ค่าเสียหายทางกายและจิตใจ เช่น ความพิการ การสูญเสียความสามารถในการทำงาน หรือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
✔️ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่าเลี้ยงดูผู้ป่วยระหว่างพักฟื้น

หลักฐานสำคัญ อย่าให้ขาด

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียกค่าสินไหมทดแทนใน คดีประกันภัย คือ หลักฐาน ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานให้ละเอียดที่สุด เช่น

 ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล, ฟิล์มเอกซเรย์, ผลการตรวจจากแพทย์
ภาพถ่ายรอยแผล ความเสียหาย หรือภาพในที่เกิดเหตุ
เอกสารแสดงรายได้เดิม เพื่อพิสูจน์ค่าขาดรายได้
หลักฐานการติดต่อกับบริษัทประกันหรือคู่กรณี

เมื่อมีหลักฐานพร้อม จะช่วยให้ทนายความสามารถจัดทำคำร้องหรือฟ้องร้องได้มีน้ำหนักมากขึ้น มีโอกาสชนะคดีและได้รับเงินตามที่ควรได้จริง

ทำไมควรปรึกษาทนาย?

ในคดีลักษณะนี้ หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล หลายครั้งผู้บาดเจ็บจะตกลงยอมรับยอดที่บริษัทประกันเสนอเพียงเพราะคิดว่า “คงได้เท่านี้” แต่ในความจริง การเรียกค่าสินไหมทดแทนต้องใช้ความเข้าใจกฎหมายและกลยุทธ์การเจรจา

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญด้าน คดีประกันภัย และคดีละเมิดโดยเฉพาะ เราสามารถวางแผน รวบรวมหลักฐาน เจรจา หรือแม้แต่ฟ้องคดีในศาลเพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามสิทธิ์จริง ไม่ถูกเอาเปรียบหรือจ่ายน้อยเกินไป

อย่ารอให้สายเกินไป ปรึกษาทนายได้ทันที

หลายครั้งผู้ประสบเหตุยอมแพ้เพราะกลัวความยุ่งยาก กลัวมีค่าใช้จ่ายสูง หรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่เชื่อเถอะว่า หากท่านเจอกรณีแบบนี้หรือกำลังถูกเอาเปรียบ เช่น  แขนหัก ขาหัก ใส่เหล็ก  จนสูญเสียรายได้และต้องมีค่ารักษายาวนาน การเรียกค่าสินไหมทดแทนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะแบ่งเบาภาระทางการเงินและคืนความเป็นธรรมให้กับชีวิตได้มากกว่าที่คิด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจหลักฐาน เจรจาประนีประนอม ไปจนถึงดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้ท่านได้รับสิทธิ์ที่พึงมีตามกฎหมาย

หากท่านหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือเพียงเพราะขาดข้อมูล
☎️ >> ติดต่อ << สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที เรายินดีดูแลทุกกรณี

ขาหักใส่เหล็กเพราะอุบัติเหตุรถชน ประกันปฏิเสธความรับผิดแบบนี้ควรทำอย่างไร?

อุบัติเหตุรถชน หลายคนคิดว่าถ้ามีประกันแล้ว จะได้รับเงินชดเชยแน่นอนโดยไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้น ขาหักจนต้องใส่เหล็ก  ค่ารักษาพยาบาลหลักแสน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย บริษัทประกันกลับพยายามหาวิธี ปฏิเสธหรือจ่ายน้อยที่สุด ให้ได้ทุกทาง

ในคดีนี้ ผู้เสียหายยังเป็นเยาวชน ต้องเข้ารับการผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก และมีค่ารักษาต่อเนื่องในอนาคต แต่สิ่งที่ครอบครัวเจอ คือการตอบโต้อย่างดุเดือดจากบริษัทประกัน แม้จะมีเอกสารครบ ทั้งใบเกิด ทะเบียนสมรสของบิดา ซึ่งยืนยันความสัมพันธ์ตามกฎหมายชัดเจน แต่บริษัทประกันยังอ้างว่า ไม่รับรองว่าเป็นบิดาของผู้เสียหายจริง ทั้งที่เอกสารทางราชการก็มีอยู่ต่อหน้า! บิดาของผู้เสียหายไม่สามารถยื่นฟ้องเรียกร้องสิทธิแทนบุตรได้?? แล้วในกรณีเช่นนี้ ควรต้องดำเนินการอย่างไร? วันนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากทุกท่านค่ะ”

ประกันมีวิธีปัดความรับผิดยังไง? ดูเคสนี้!

หลายคนไม่เคยรู้ว่า บริษัทประกันสามารถหาช่องโต้แย้งได้แทบทุกเรื่อง ตัวอย่างในคดีนี้

  • อ้างว่าเอกสารรับรองความสัมพันธ์ไม่ครบถ้วน ทั้งที่มีใบเกิด ใบสมรสของบิดาชัดเจน
  • โต้ว่า ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง แม้ผู้เสียหายจะต้องรักษาตัวซ้ำ ๆ และมีค่าใช้จ่ายผ่าตัดเอาเหล็กออกในอนาคต
  • อ้างว่าการเรียกร้องค่าสินไหมไม่ชัดเจน ใครผิด ใครถูกยังไม่ได้ข้อสรุป ทั้งที่มีหลักฐานตำรวจกับคำรับสารภาพของคู่กรณีครบถ้วน

จะเห็นได้ว่า บริษัทประกันพยายามทุกวิธีเพื่อ ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย หรือปัดความรับผิดไปให้ได้มากที่สุด

เคสนี้เราสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

แม้จะเจอข้อโต้แย้งมากมาย ทีมกฎหมายของเราดำเนินการเตรียมพยาน หลักฐาน และจัดการกระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการจนสามารถเรียกเงินชดเชยมาได้เต็มที่ตามสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท รวมถึงค่าผ่าตัดใหญ่ ค่าห้อง ค่าดูแลทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง
  • ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต สำหรับการผ่าตัดเอาเหล็กออกและการทำกายภาพต่อเนื่อง
  • ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหากินรายได้ระหว่างเจ็บป่วย
  • ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 
  • ค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เสียหายได้รับสิ่งที่ควรได้ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ โดยไม่ต้องเสียเปรียบหรือยอมแพ้ให้บริษัทประกัน

นี่คือสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า ถ้าไม่มีทีมกฎหมายที่เข้าใจเรื่องคดีประกันภัยจริง โอกาสที่จะได้เงินครบตามสิทธิ์ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

หลายคนมักคิดว่ามี คปภ. ก็ช่วยได้ ไม่ต้องมีทนาย จริงหรือ?

หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีสำนักงาน คปภ. (คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) คอยช่วยเหลือ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีทนายความหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายมาดูแลให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

แต่ในความเป็นจริง มีหลายเคสที่เจ้าของเรื่องมั่นใจว่าจะ เดินเรื่องเอง ผ่านหน่วยงานรัฐ สุดท้ายกลับไม่ได้รับเงินค่าสินไหมหรือได้เพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มค่าความเจ็บปวดและความเสียหายที่เกิดขึ้น

👉 ในคดีนี้เอง

จะเห็นได้ชัดว่าทางบริษัทประกันมี ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย เตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนเรื่องจะเกิดแล้ว มีวิธีการตอบโต้ครบทุกด้าน แต่คนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่มีหลักฐานพร้อม ไม่มีประสบการณ์สู้กับทีมกฎหมายของบริษัทประกัน โอกาสพลาดสิทธิ์มีสูงมาก

เห็นไหมคะว่า บริษัทประกันมีวิธี เลี่ยงความรับผิด ได้สารพัด ถ้าเราไม่มีคนที่เข้าใจเกมกฎหมายและรู้เท่าทัน วิธีปัดความรับผิด โอกาสจะเสียเปรียบมีมากกว่าได้เปรียบแน่นอน

ทำไมต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์?

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือทีมกฎหมายที่ เชี่ยวชาญเรื่องคดีประกันภัย และการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุรถชน โดยเฉพาะ เราเข้าใจทั้งข้อกฎหมาย หลักฐาน และวิธีเจรจากับบริษัทประกันอย่างรอบด้าน

สิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง คือ ประสบการณ์และความรอบคอบ ที่จะทำให้คุณไม่พลาดสิทธิ์ เราเน้นการวางแผนหลักฐาน การเตรียมการทุกขั้นตอน และการต่อสู้เพื่อให้คุณได้สิทธิ์ตามกฎหมายเต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะเจอประกันใช้วิธีไหนมาปฏิเสธก็ตาม

หากวันนี้คุณหรือคนรอบข้างเจอปัญหาแบบเดียวกัน ขาหักใส่เหล็ก เพราะอุบัติเหตุรถชน
ประกันปฏิเสธ จ่ายน้อย หรือไม่ยอมจ่าย

อย่าเดินเรื่องเองเพียงลำพังจนเสียสิทธิ์หรือปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่จำเป็น ให้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จัดการทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ที่ควรได้ตามกฎหมายอย่างแท้จริง>>ติดต่อเรา<< เรายินดีบริการอย่างมืออาชีพ ✅

รถชนบาดเจ็บสาหัสดามเหล็ก เรียกค่าเสียหายจากประกันได้อย่างไร? เข้าใจสิทธิและขั้นตอนอย่างละเอียด

อุบัติเหตุรถชนที่ทำให้ ขาหักดามเหล็ก จัดเป็นการ บาดเจ็บสาหัส ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างมาก ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าดำรงชีพระหว่างพักฟื้น ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง และการสูญเสียรายได้ในอนาคต ผู้ประสบเหตุหลายคนยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์เรียก ค่าสินไหมทดแทน จากบริษัทประกันภัยได้ตามกฎหมาย และอาจได้มากกว่าที่คิด หากเตรียมหลักฐานและมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคอยดูแลอย่างรัดกุม

กรณีจริง! ขาหักดามเหล็ก ได้ค่าสินไหมกว่า 9 แสนบาท

อ้างอิงจากคดีจริงที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแล ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกพุ่งชนจนกระดูกขาหัก ต้องดามเหล็กและพักรักษาตัวนานกว่า 71 วัน เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากและยังต้อง ผ่าตัดเอาเหล็กออก ในอนาคต

ทางสำนักงานยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยได้สำเร็จ โดยมีรายละเอียดดังนี้

✅ ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำร้อง 11,127 บาท
✅ ค่ารักษาพยาบาลในอนาคตและค่าผ่าตัดเอาเหล็กออก รวมกว่า 190,826 บาท
✅ ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ระหว่างรักษา 60,000 บาท
✅ ค่าขาดประโยชน์ทำมาหากินช่วงพักฟื้น 300,000 บาท
✅ ค่าสูญเสียความสามารถในการทำงานในอนาคต 150,000 บาท
✅ ค่าสินไหมเพื่อชดเชยความเจ็บปวดทางจิตใจ 500,000 บาท

รวมแล้ว ศาลและอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้ผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมรวม 900,826 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 15% ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

กฎหมายรองรับสิทธิ์ขาหักดามเหล็ก เรียกได้จริง

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438, 446 และ 887 ผู้เสียหายจากการ บาดเจ็บสาหัส มีสิทธิ์เรียก

  • ค่ารักษาพยาบาล (ทั้งก่อนและหลัง)
  • ค่าขาดรายได้
  • ค่าสูญเสียความสามารถในการทำงาน
  • ค่าสินไหมเพื่อความเจ็บปวดและเสียหายทางใจ

ทั้งนี้ ศาลหรืออนุญาโตตุลาการจะพิจารณาจากพยาน หลักฐานใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ ค่าเดินทาง เอกสารรายได้เดิมและค่าใช้จ่ายในอนาคต จึงสำคัญมากที่ผู้เสียหายต้องเตรียมข้อมูลและมีผู้เชี่ยวชาญกฎหมายจัดการ

ทำไม ขาหักดามเหล็ก เรียกค่าสินไหมได้สูง?

1️⃣ ค่าผ่าตัดเอาเหล็กออก ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงถึงหลักแสนบาท เพราะรวมค่าห้องผ่าตัด ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายาเวชภัณฑ์ อุปกรณ์พิเศษ และค่ากายภาพฟื้นฟู

2️⃣ การฟื้นฟูร่างกายหลังดามเหล็ก ใช้เวลานาน ต้องล้างแผลหลายครั้ง รับยาบำรุง รับการตรวจติดตามผล รวมถึงค่าเดินทางและเวลาที่สูญเสียไป

3️⃣ ค่าขาดรายได้และสูญเสียโอกาสในอนาคต หากผู้บาดเจ็บประกอบอาชีพที่ใช้แรงงาน เช่น ขับรถบรรทุก รับงานก่อสร้าง รายได้อาจหยุดชะงักทันทีหลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งตามกฎหมายสามารถเรียกคืนได้

กรณีบริษัทประกันต่อสู้ ต้องทำอย่างไร?

บ่อยครั้งบริษัทประกันจะอ้างข้อจำกัดวงเงินคุ้มครองตาม พ.ร.บ. และกรมธรรม์ภาคสมัครใจ หรือโต้แย้งว่าผู้เสียหายเรียกร้องเกินจริง เช่น ค่าทนายหรือค่าใช้จ่ายไม่มีหลักฐาน

กรณีนี้ผู้เสียหายต้องมี พยานหลักฐานชัดเจน เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน ใบประเมินค่าผ่าตัด หลักฐานรายได้เดิม หรือหลักฐานรายจ่ายเดินทางที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการรับฟังได้เต็มที่

Checklist เอกสารสำคัญเรียกค่าสินไหม ขาหักดามเหล็ก

✔️ ใบรับรองแพทย์ ระบุชัดว่า กระดูกหักต้องดามเหล็ก
✔️ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเดินทาง
✔️ หลักฐานรายได้ เช่น สัญญาจ้าง ใบรับเงิน หรือสลิปเงินเดือน
✔️ รายงานอุบัติเหตุ / บันทึกประจำวันตำรวจ
✔️ ใบประเมินค่าผ่าตัดเอาเหล็กออกจากโรงพยาบาล

ทำไมต้องมีทนาย?

คดีขาหักดามเหล็ก มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด หากไม่มีทนาย ผู้เสียหายอาจเรียกได้ไม่ครบ เพราะอาจตกหล่นส่วนสำคัญ เช่น ค่ารักษาในอนาคต ค่ากายภาพ ค่าเดินทาง หรือหลักฐานรายได้จริง

ทนายจะดำเนินการดังนี้
✅ ประเมินสิทธิ์และวงเงินตามจริง
✅ รวบรวมหลักฐานให้ครบ
✅ เจรจากับบริษัทประกัน
✅ ดำเนินคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือศาลจนได้รับเงินตามสิทธิ์

❓ Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รับเงินค่าสินไหม?
A: ระยะเวลาในการดำเนินการขึ้นอยู่กับความพร้อมของพยานหลักฐานและความเชี่ยวชาญของทนายความ หากมีการเตรียมเอกสารครบถ้วนและมีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

Q: หากบริษัทประกันยืนยันจะจ่ายค่าสินไหมน้อยกว่าที่ควรได้รับ ควรทำอย่างไร?
A: แนะนำให้ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย เพื่อประเมินสิทธิ์ตามกฎหมายและดำเนินการเรียกร้องส่วนต่างให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

สรุป: รถชน ขาหักดามเหล็ก อย่าปล่อยสิทธิ์หลุดมือ

ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวประสบเหตุ บาดเจ็บสาหัส ขาหักดามเหล็ก อย่าปล่อยให้สิทธิ์เรียกค่าสินไหมหลุดมือเด็ดขาด! เตรียมหลักฐานให้รอบด้าน และให้ทนายผู้เชี่ยวชาญดูแล จะทำให้คุณได้รับความเป็นธรรมและเงินชดเชยเต็มที่

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลสิทธิ์ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถชน หรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมืออาชีพ เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ การรวบรวมเอกสาร การเจรจาต่อรอง หรือการดำเนินคดีในชั้นศาลและอนุญาโตตุลาการ

ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษา

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้ทันที เรายินดีให้คำปรึกษาอย่างละเอียด เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม

กู้ Facebook อย่างมืออาชีพกับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ การันตีได้บัญชีคืนจริง การันตีผลลัพธ์

ใน Digital ที่ Facebook กลายเป็นศูนย์กลางของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการค้า และการทำงาน การที่บัญชีถูกแฮ็ก, ถูกระงับ, หรือถูกปิดโดยไม่ทราบสาเหตุ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลกระทบทั้งด้านจิตใจและรายได้ของผู้ใช้จำนวนมาก หากคุณกำลังเจอปัญหาเหล่านี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการกู้ Facebook กลับคืนมาอย่างปลอดภัย ด้วยบริการที่ การันตีกู้ได้จริง และยินดีคืนเงินหากกู้ไม่สำเร็จ

ทำไมต้องใช้บริการกู้ Facebook จากเรา?

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการรับจ้างกู้ Facebook เป็นจำนวนมาก บางรายไม่มีความรู้ บางรายไม่มีความรับผิดชอบ และหลายรายไม่สามารถประสานงานตรงกับระบบของ Meta ได้จริง ซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้ต้องเสียเวลาและเสียเงินโดยไม่จำเป็น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นสำนักงานกฎหมายที่มีตัวตนชัดเจน ให้บริการแบบมืออาชีพโดยทีมงานที่มีทั้งทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไซเบอร์ และ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Digital ซึ่งสามารถให้บริการคุณในการกู้คืนบัญชี Facebook ได้จริง พร้อมรับรองผลงานด้วยนโยบาย “กู้ไม่ได้ ยินดีคืนเงิน

จุดเด่นของบริการกู้ Facebook ของเรามีอะไรบ้าง?

  • กู้ Facebook ได้จริงโดยวิธีการถูกต้องตามระบบเงื่อนไขของ Meta
  •  ดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ประสบความสำเร็จจริง
  • มีเอกสารและสัญญาหรือข้อตกลงที่ชัดเจนก่อนเริ่มงาน
  • การันตีกู้ได้จริงรับรองผลลัพธ์หากกู้คืนไม่ได้ยินดีคืนเงิน
  • ติดตามสถานะอย่างต่อเนื่อง อัปเดตความคืบหน้ากับผู้มาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ

บริการกู้ Facebook ของเราครอบคลุมกรณีใดบ้าง?

ไม่ว่าคุณจะเจอปัญหาใดเกี่ยวกับบัญชี Facebook เราสามารถให้บริการได้อย่างตรงจุด เช่น

  • ไม่ว่าคุณจะเจอปัญหาใดเกี่ยวกับบัญชี Facebook เราสามารถให้บริการได้อย่างตรงจุด เช่น
  • บัญชี Facebook ถูกแฮ็ก และถูกเปลี่ยนรหัสผ่านโดยผู้อื่น
  • บัญชีถูกปิดจากการละเมิดนโยบายโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ลืมข้อมูลบัญชี ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้
  • บัญชีธุรกิจหรือบัญชีที่เชื่อมกับ Instagram ถูกระงับ
  • ระบบแจ้งว่า “บัญชีถูกตรวจสอบ” และไม่สามารถเข้าใช้งานได้

กรณีตัวอย่าง : จากบัญชี Facebook ถูกแฮ็ก 2 เดือน สู่การกู้คืนได้จริง โดยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในโลกออนไลน์ที่ทุกวินาทีมีค่าต่อธุรกิจ การสูญเสียบัญชี Facebook อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางรายได้ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ กรณีของ คุณจือ ผู้บริหารบริษัท สโตร์เมท จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเหล็กระดับประเทศ คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า บริการ กู้ Facebook จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ไม่เพียง “รับปาก” แต่สามารถ กู้คืนบัญชี Facebook ได้จริง

ในเดือนสิงหาคม 2567 ขณะกำลังพักผ่อนในช่วงกลางดึก บัญชีอีเมลที่ผูกกับเฟซบุ๊กของคุณจือถูกแฮ็ก ส่งผลให้ บัญชี Facebook ถูกเข้าควบคุมโดยบุคคลอื่นในเวลาไม่กี่นาที และข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันตัวตนทั้งหมดถูกเปลี่ยนไป

แม้จะพยายามกู้ด้วยตนเอง หรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เคยประสบปัญหาแบบเดียวกัน แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งคุณจือตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และใช้บริการกู้ Facebookอย่างเป็นระบบ

ทีมงานของสำนักงานได้ตรวจสอบสถานะบัญชีและแจ้งขั้นตอนพร้อมทำสัญญาอย่างโปร่งใส คุณจือได้รับความมั่นใจทันทีจากนโยบาย “กู้ไม่ได้ ยินดีคืนเงิน” พร้อมการรายงานสถานะที่ชัดเจนเป็นระยะ

ภายในระยะเวลา ไม่ถึง 2 เดือน บัญชี Facebook เดิมของคุณจือก็ได้รับการกู้คืน พร้อมข้อมูลและการเข้าถึงทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ซึ่งนอกจากสร้างความโล่งใจแล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างเพจหรือบัญชีใหม่

“ตอนแรกคิดว่าหมดหวังแล้ว เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังแนะนำให้ทำใจ แต่ทีมสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กลับสามารถกู้ให้ได้จริง ต้องขอบคุณมาก ๆ” – คุณจือ กล่าว

กรณีนี้เป็นเพียงหนึ่งในเคสที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้บริการสำเร็จ และยังตอกย้ำถึงความเป็นมืออาชีพที่สามารถกู้ Facebook ได้จริง พร้อมรับประกันผลลัพธ์

เลือกใช้บริการกู้ Facebook มืออาชีพการันตีผลงาน กู้คืนบัญชี Facebook ให้คุณได้จริง!

บัญชี Facebook ที่ถูกปิดหรือถูกแฮ็กไม่เพียงแต่ทำให้คุณขาดการติดต่อกับเพื่อน ครอบครัว หรือกลุ่มลูกค้า แต่ยังทำให้คุณอาจสูญเสียรายได้ ยอดขาย และความน่าเชื่อถือที่สร้างมานาน

โดยเฉพาะหากคุณเป็นผู้ใช้เพจธุรกิจ, อินฟลูเอนเซอร์, หรือเจ้าของกิจการ การรอระบบตอบกลับจาก Facebook อาจกินเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนหรือผลอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ซึ่งนั่นเท่ากับคุณกำลังเสียโอกาสทางธุรกิจไปในทุกวัน

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาคล้ายกัน อย่ารอให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องตามระบบ Meta จากทีมงานมืออาชีพด้านไซเบอร์ บริการกู้ Facebook ที่การันตีกู้ได้จริง คลิก >>ติดต่อเรา<<

รีวิวอย่างไรไม่ให้โดนฟ้อง? เมื่อเสรีภาพการพูดอาจกลายเป็นคดีหมิ่นประมาท

ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นนักรีวิวได้ง่าย ๆ เพียงมี Smart Phone และบัญชีทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ  ซึ่งในปัจจุบันนี้เราจะเห็นรีวิวหลากหลายประเภทได้ง่าย ๆ  ไม่ว่าจะเป็นรีวิวร้านอาหาร รีวิวโรงแรม รีวิวบริการสถานที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงรีวิวร้านซ่อมรถ หรือคลินิกต่าง ๆ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การรีวิวโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้คุณเสี่ยง “โดนฟ้องหมิ่นประมาท” จากเจ้าของกิจการได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาการรีวิวของคุณเข้าข่ายทำให้ผู้อื่นหรือกิจการนั้น ๆ เสียชื่อเสียง เสื่อมเสีย หรือถูกดูหมิ่นจากสาธารณชน

ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “พูดความจริงก็ไม่ผิด” แต่ในทางกฎหมาย ความจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้คุณรอดพ้นจากความผิดเสมอไป เพราะศาลจะพิจารณาทั้งเจตนา วิธีการแสดงออก และผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกด้วย

บทความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จะพาคุณมารู้จักกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ซ่อนอยู่ในการ “รีวิวอย่างไม่คิด” พร้อมคำแนะนำว่าควรรีวิวอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่โดนข้อหาหมิ่นประมาท

หมิ่นประมาทจากการรีวิวคืออะไร?

หมิ่นประมาท คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งในกรณีของนักรีวิว หากมีการโพสต์รีวิวบนแพลตฟอร์มสาธารณะ เช่น

        •Google Review

        •Facebook

        •Twitter (X)

        •Pantip

        •TikTok

        •หรือเว็บไซต์รีวิวต่าง ๆ

ก็เข้าข่ายเป็น “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างเคสจริงที่นักรีวิวโดนฟ้อง

มีหลายกรณีที่นักรีวิวหรือผู้บริโภคทั่วไป โพสต์ข้อความระบายความไม่พอใจต่อบริการร้านค้า เช่น

        •รีวิวว่าอาหาร “เหม็นเหมือนเน่า”

        •ระบุว่าพนักงานพูดจา “เหมือนเมายา”

        •หรือเขียนว่า “กลัวว่าหมอจะฆ่าเรา”

แม้จะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว แต่หากเขียนในลักษณะที่ระบุตัวบุคคลชัดเจน ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ก็สามารถถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทได้โดยไม่ต้องรอให้มีการแชร์ต่อ

เสรีภาพในการแสดงความเห็น ≠ พูดอะไรก็ได้

หลายคนเข้าใจผิดว่า การเขียนรีวิวคือสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แต่ตามกฎหมายแล้ว สิทธิใด ๆ ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

หากคุณเขียนรีวิวด้วยความรู้สึกส่วนตัวโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ใช้อารมณ์ส่วนตัว ถ้อยคำประชด ด่าทอ หรือลงรายละเอียดเกินความจริง ก็อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของเจ้าของธุรกิจ หรือบุคคลที่คุณกล่าวถึงได้

การรีวิวที่ไม่เป็นความจริง = เสี่ยงถูกฟ้องหนักกว่าเดิมได้

หลายคนอาจไม่รู้ว่า การรีวิวที่ “ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” หรือ “เกินจริง” จนส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ให้บริการเกิดความเสียหายทางชื่อเสียงหรือรายได้ อาจไม่ใช่แค่หมิ่นประมาทธรรมดา แต่เข้าข่าย เจตนาใส่ร้ายเพื่อให้เกิดผลเสียหาย ซึ่งศาลอาจพิจารณาโทษหนักขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าของร้านสามารถพิสูจน์ได้ว่า

        •        ผู้รีวิว ไม่ได้ใช้บริการจริง

        •        เหตุการณ์ที่รีวิว ไม่เคยเกิดขึ้น

        •        หรือมีเจตนาในการ ทำลายชื่อเสียงของร้าน

ในกรณีนี้ ทางร้านสามารถ ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ร่วมกับการดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทได้ทันที

ตัวอย่าง: รีวิวอาหารไม่ดี ทั้งที่ไม่ใช่ลูกค้า

มีลูกค้ารายหนึ่งได้รับข้อความรีวิวผ่าน Google Maps ที่กล่าวหาว่าร้านบริการไม่ดี อาหารสกปรก แต่เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดกลับพบว่า บุคคลดังกล่าวไม่เคยเข้าร้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าของร้านจึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และเรียกค่าเสียหายจากการเสียชื่อเสียง

รีวิวอย่างไร “ไม่ให้โดนฟ้อง”?

1. หลีกเลี่ยงการระบุชื่อบุคคลโดยตรง

หากเป็นรีวิวเชิงวิจารณ์ ควรใช้คำว่า “เจ้าหน้าที่บางคน”, “พนักงานในช่วงเวลานั้น” แทนการระบุชื่อเต็ม ตำแหน่ง หรือข้อมูลชัดเจนที่ทำให้บุคคลอื่นรู้ว่าใคร

2. ใช้ภาษาที่เป็นกลาง ไม่ใช้อารมณ์

เลี่ยงคำพูดเชิงดูถูก เช่น “โง่”, “แย่ที่สุด”, “ไม่ควรมีอาชีพนี้” เปลี่ยนเป็น “รู้สึกไม่ค่อยประทับใจ”, “บริการไม่ตรงตามที่คาดหวัง” แทน

3. ควรมีหลักฐานสนับสนุน

หากคุณพูดถึงเหตุการณ์ใด ควรมีภาพ เสียง หรือใบเสร็จไว้ยืนยัน ไม่ใช้เพียงคำบอกเล่าหรือความรู้สึก

4. ให้โอกาสร้านค้าแก้ไขก่อน

แจ้งปัญหาผ่านช่องทางของร้านหรือธุรกิจก่อนโพสต์รีวิว จะช่วยลดปัญหาการเข้าใจผิดและให้โอกาสคู่กรณีได้แก้ไข

5. ไม่แชร์หรือเขียนซ้ำข้อความของผู้อื่น

แม้คุณไม่ได้เป็นคนเริ่มเขียน แต่หากคุณแชร์โพสต์ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท คุณก็มีโอกาสถูกฟ้องเช่นกัน

จุดเสี่ยงที่นักรีวิวมักพลาด

        •วิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน

        •พาดพิงบุคคลโดยไม่เบลอภาพหรือชื่อ

        •ใช้คำรุนแรงเพื่อเรียกยอดไลก์

        •แชร์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทโดยไม่ตรวจสอบ

ข้อควรระวังในยุคที่ใครก็เป็นักรีวิวได้

        •การรีวิวบริการใด ๆ ควรพิจารณา “ผลกระทบ” ต่อคู่กรณี

        •ถ้าคุณเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือมีผู้ติดตามมาก รีวิวของคุณอาจสร้างความเสียหายมหาศาล

        •ระวังอย่าให้รีวิวกลายเป็นการ “ประจาน” มากกว่า “สะท้อนความจริง”

หากคุณโดนฟ้องหมิ่นประมาทจากการรีวิว ควรทำอย่างไร?

หากได้รับหมายเรียก หรือมีจดหมายจากทนายความของผู้เสียหาย ควร:

        •หยุดเผยแพร่หรือแชร์โพสต์ทันที

        •รวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพ แชต หรือหลักฐานความบริสุทธิ์

        •ติดต่อทนายความทันที เพื่อขอคำแนะนำทางกฎหมาย

        •อย่าพยายามต่อรองหรือขอโทษเอง เพราะอาจใช้เป็นหลักฐานในศาล

การรีวิวโดยขาดความระมัดระวัง อาจเปลี่ยนจากการเรียกร้องสิทธิ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาได้ในพริบตา

อย่าให้ความตั้งใจในการ “เตือนภัย” กลายเป็น “ภัยของตัวเอง” เพราะในโลกโซเชียล คำพูดของคุณมีพลัง และอาจมีราคาทางกฎหมายเสมอ

หากคุณกำลังถูกฟ้องจากการรีวิว หรือไม่มั่นใจว่าเนื้อหาที่โพสต์จะเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ สามารถติดต่อขอคำปรึกษากับทนายอาร์ม จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้โดยตรง คลิก >>ติดต่อเรา<<

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ไม่รู้กฎหมาย = เสี่ยงโดนฟ้องเพราะรีวิว

ในยุคดิจิทัลที่ใคร ๆ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์รีวิว หรือ Google Map การเขียนรีวิวกลายเป็นกิจกรรมธรรมดาที่หลายคนทำโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “ข้อความไม่กี่บรรทัด” ที่คุณโพสต์อาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายฐาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นคดีอาญาที่มีโทษทั้งจำและปรับ

และหากคุณไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน นี่อาจเป็นบทความที่ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการ โดนฟ้องเพราะรีวิว ได้อย่างทันท่วงที

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคืออะไร?

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โดยหมายถึงการ ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ด้วยการโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นผ่าน

  • หนังสือพิมพ์
  • ภาพพิมพ์
  • โทรทัศน์ วิทยุ
  • โซเชียลมีเดีย
  • เว็บไซต์
  • หรือแม้แต่ระบบรีวิวต่าง ๆ เช่น Google Review, Facebook Review

หากข้อความที่โพสต์นั้นทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง ก็ถือว่าผิดทันที

โทษ: จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รีวิวไม่ระวัง อาจพังทั้งชีวิต

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ถ้าเรื่องจริง ก็ไม่ผิด” แต่ในทางกฎหมาย ความจริงไม่ได้ปกป้องคุณเสมอไป หากคุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ หรือใช้ถ้อยคำดูหมิ่น เสียดสี พาดพิงเกินกว่าเหตุ ก็สามารถถูกดำเนินคดีได้ทันที

ตัวอย่างเช่น รีวิวใน Google ที่กล่าวถึงพฤติกรรมของหมอว่า “พูดจาไม่ดี เหมือนหิวข้าว” หรือ “กลัวหมอฆ่าเรา” แม้เป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่มีลักษณะพาดพิงเฉพาะเจาะจง และอาจสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของหมอและสถานพยาบาล ในกรณีเช่นนี้ เจ้าของข้อความสามารถ โดนฟ้องเพราะรีวิว ได้ไม่ยากเลย

ระวัง! สิ่งที่คุณโพสต์อาจกลายเป็นหลักฐานในศาล

ข้อควรรู้คือ แม้คุณจะลบข้อความไปแล้ว หากมีคนแคปไว้ ก็ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานได้ และการอ้างว่า “ไม่ตั้งใจ” หรือ “แค่เล่าเรื่องจริง” ไม่ใช่ข้อแก้ต่างทางกฎหมายที่ศาลจะยอมรับ

ถ้าคุณเขียนรีวิวโดย

  • ระบุชื่อหรือรายละเอียดที่ทำให้รู้ว่าเป็นใคร
  • ใช้คำรุนแรง ดูหมิ่น หรือประจาน
  • ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

ข้อความของคุณอาจเข้าข่าย “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการแชร์เป็นจำนวนมาก

จุดเสี่ยงของการรีวิวที่หลายคนไม่รู้

  • รีวิวพาดพิงบุคคลโดยไม่มีการเบลอหรือปกปิด
  • ใช้คำพูดเชิงอารมณ์ เช่น “กลัวหมอฆ่า”, “แย่ที่สุดในชีวิต”
  • วิจารณ์โดยไม่มีหลักฐาน เช่น ไม่พอใจแต่ไม่มีเอกสารหรือคลิปเสียงยืนยัน
  • รีวิวแล้วมีผลให้คนอื่นเลิกใช้บริการหรือเข้าใจผิด

รีวิวอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโดนฟ้องเพราะรีวิว?

1. ไม่ระบุตัวตนบุคคลชัดเจน
ใช้คำกลาง ๆ เช่น “พนักงานบางคน”, “แพทย์เวร” แทนชื่อบุคคล

2. มีหลักฐานรองรับ
หากเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ควรมีใบเสร็จ ภาพ หรือเสียงเพื่อยืนยัน

3. เล่าเหตุการณ์โดยใช้ภาษาเป็นกลาง
หลีกเลี่ยงคำที่แสดงอารมณ์หรือเจตนาดูหมิ่น

4. แจ้งเรื่องกับสถานบริการก่อนรีวิว
การให้โอกาสสถานบริการแก้ไขก่อนโพสต์ อาจช่วยลดปัญหาได้

5. ไม่แชร์หรือเขียนซ้ำข้อความที่ไม่ใช่ของตัวเอง
แม้คุณจะแค่แชร์โพสต์จากผู้อื่น ถ้าเนื้อหานั้นผิดกฎหมาย คุณก็มีความผิดได้เช่นกัน

ข้อควรระวังสำหรับผู้เขียนรีวิวในปี 2025

  หลีกเลี่ยงการระบุตัวตนบุคคลโดยชัดเจน
ไม่ควรใส่ชื่อ วันที่ เวลา หรือพฤติกรรมเฉพาะเจาะจงที่ทำให้ผู้อื่นสามารถระบุได้ว่า “ใคร” คือตัวบุคคลที่คุณกล่าวถึง

2.      ใช้ภาษาที่สุภาพและกลางมากที่สุด
หากต้องการวิจารณ์ ควรใช้ถ้อยคำที่แสดงความรู้สึกในเชิงส่วนตัว เช่น “รู้สึกไม่ประทับใจ” “การสื่อสารไม่ตรงใจ” แทนการใช้ถ้อยคำดูหมิ่น

3.      มีหลักฐานรองรับทุกข้อกล่าวหา
หากคุณจะเขียนว่าอีกฝ่ายพูดไม่ดี ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีหลักฐาน เช่น ภาพ เสียง หรือเอกสารเพื่อป้องกันการถูกฟ้องกลับ

4.      หลีกเลี่ยงการ “ประจาน” หรือเรียกเสียงดราม่า
การใช้ถ้อยคำหวือหวาอาจทำให้คนอ่านสนใจ แต่ก็ทำให้คุณเสี่ยงต่อการโดนฟ้องมากขึ้น

5.      หากไม่มั่นใจ อย่าโพสต์ลงสาธารณะ
ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการแจ้งปัญหาโดยตรงกับสถานพยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือทนายความ เพื่อช่วยไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ผู้เขียนรีวิวควรรู้

  • การเขียนข้อความลงโซเชียลมีเดียถือเป็น “การโฆษณา” ตามกฎหมายไทย
  • แม้จะลบข้อความไปแล้ว หากมีคนแคปไว้ ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องได้
  • การกล่าวหาผู้อื่นในที่สาธารณะโดยไม่มีหลักฐาน ถือว่าผิด แม้เจตนาไม่ร้ายก็ตาม

หากคุณถูกฟ้องจากการรีวิว ควรทำอย่างไร?

หากคุณเผลอโพสต์ข้อความแล้วได้รับหมายเรียกจากศาล สิ่งที่ควรทำคือ ติดต่อทนายความทันที เพื่อดำเนินการแก้ต่างในกระบวนการยุติธรรม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกรณีของการหมิ่นประมาท รวมถึงการต่อสู้คดีบนโซเชียลและโลกออนไลน์ เพราะเรารู้ว่า “ทุกคำพูดมีค่า และอาจมีราคาทางกฎหมายเสมอ”

ในยุคที่รีวิวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้คนแบบนี้ การโพสต์ทุกคำจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
เพราะหากไม่ระวัง คุณอาจเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และต้องเสียทั้งเงิน เวลา และชื่อเสียงได้ คลิก >>ปรึกษาทนาย<< หากต้องการคำปรึกษาทางกฎหมาย

อย่าคิดว่ารีวิวไม่ผิดกฎหมาย เพราะมีหลายคนแล้วที่ “โดนฟ้องเพราะรีวิว” โดยไม่ทันตั้งตัว

อย่าเปิดบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะความเสี่ยงทางธุรกิจอาจเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณจดทะเบียน

ธุรกิจที่ดีต้องเริ่มจากพื้นฐานทางกฎหมายที่มั่นคง

ปัจจุบันนี้การเปิดบริษัทหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ประกอบการก็ว่าได้ แต่ในความตื่นเต้นของการได้ทำในสิ่งที่ฝัน เจ้าของธุรกิจหลายคนกลับมองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่ปรึกษากฎหมาย

มีนักธุรกิจหลายคนกำลังเข้าใจว่า การจดทะเบียนบริษัทคือการจัดการเอกสารไม่กี่แผ่นแล้วจบ แต่ในความเป็นจริง การก่อตั้งธุรกิจคือการก้าวเข้าสู่โลกของข้อกฎหมาย, สัญญา, ความเสี่ยงต่าง ๆ  และข้อผูกพันมากมายที่สามารถส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาวได้

เปรียบเทียบให้เห็นภาพแล้วในการก่อตั้งบริษัท หากคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมายก่อนเปิดบริษัท อาจหมายความว่าคุณกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ โดยไม่มีชุดเกราะใด ๆ ป้องกันตัว


เปิดบริษัทโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย = เปิดประตูรับปัญหา


การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่แค่การมีไอเดียดีหรือมีเงินทุนพร้อม แต่ยังต้องมี “พื้นฐานทางกฎหมาย” ที่มั่นคงด้วย เพราะทันทีที่คุณจดทะเบียนบริษัท นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรับผิดทางกฎหมายในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างองค์กร การทำสัญญากับลูกค้าและพาร์ตเนอร์ ไปจนถึงเรื่องบุคลากร, แรงงาน, และภาษี แต่เจ้าของกิจการหลายรายกลับเลือกเดินคนเดียวโดยไม่มี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ซึ่งเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเกิดปัญหาในอนาคต ทั้งที่ความเสียหายหลายอย่างสามารถ “ป้องกันไว้ได้ตั้งแต่ต้น” หากมีผู้รู้กฎหมายอยู่เคียงข้าง

การไม่มีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นอาจนำมาสู่ผลเสียอย่างไรบ้าง?

1. ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัทที่เหมาะสม
 หลายคนจดทะเบียนแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ทั้งที่ควรเป็นบริษัทจำกัด หรือในบางรายเลือกตั้งกรรมการแบบไม่มีข้อตกลงชัดเจน จนเกิดปัญหาในภายหลัง การมีที่ปรึกษากฎหมายจะช่วยวางโครงสร้างบริษัทให้เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง

2.  ขาดความรู้เรื่องสัญญา
 ธุรกิจทุกประเภทย่อมมีการทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเช่า สัญญาจ้าง สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาร่วมทุน หากคุณลงนามโดยไม่มีการปรึกษาทนาย อาจเสี่ยงต่อการเสียเปรียบ หรือถึงขั้นถูกฟ้องร้องได้ในอนาคต

3. ละเลยกฎหมายแรงงาน
 หลายบริษัทเริ่มต้นโดยไม่มีระเบียบพนักงาน ไม่มีสัญญาจ้าง หรือไม่เข้าใจกฎหมายแรงงานไทย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องโดยลูกจ้าง หรือเสียค่าชดเชยจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

4. ไม่รู้สิทธิของตนเองในทางกฎหมาย
 หากไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย ธุรกิจของคุณอาจถูกเอาเปรียบจากคู่ค้า หรือเสียผลประโยชน์โดยไม่สามารถเรียกร้องได้

5. เสียภาษีเกินจำเป็น
 ที่ปรึกษากฎหมายสามารถทำงานร่วมกับนักบัญชี เพื่อวางโครงสร้างภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมายและประหยัดที่สุด

ที่ปรึกษากฎหมาย มีบทบาทอย่างไรในการทำธุรกิจ?

  • ให้คำแนะนำเรื่องการจดทะเบียนและโครงสร้างธุรกิจ
  • ตรวจร่างและวิเคราะห์สัญญาก่อนลงนาม
  • เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาทหรือไกล่เกลี่ย
  • ให้คำปรึกษากฎหมายแรงงานและภาษี
  • คอยอัปเดตกฎหมายใหม่ที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจ
  • เตรียมรับมือกับกรณีฟ้องร้องหรือละเมิดลิขสิทธิ์

อย่าเสี่ยงทำธุรกิจแบบไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เพราะคุณอาจต้องจ่ายแพงกว่าที่คิดในภายหลัง

✅ ไม่เข้าใจโครงสร้างบริษัท = เสี่ยงขัดแย้งหุ้นส่วน
✅ ไม่รู้หลักสัญญา = อาจถูกเอาเปรียบหรือฟ้องร้อง
✅ ไม่เข้าใจกฎหมายแรงงาน = เสี่ยงโดนลูกจ้างฟ้อง
✅ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง = เสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว
✅ ไม่วางแผนภาษี = จ่ายภาษีเกินจำเป็น

การมี ที่ปรึกษากฎหมาย ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณ “แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืน” ได้จริง

ตัวอย่างความเสียหายจากการไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

ธุรกิจสตาร์ทอัปรายหนึ่งเซ็นสัญญากับบริษัทต่างชาติ โดยไม่มีทนายร่วมตรวจสอบ เอกสารกำหนดให้หากมีข้อพิพาทต้องไปฟ้องศาลในประเทศคู่สัญญา ซึ่งส่งผลให้เจ้าของธุรกิจไทยต้องเสียค่าทนายและค่าเดินทางมหาศาล แถมไม่สามารถดำเนินคดีได้จริง

หรืออีกกรณี บริษัท SME แห่งหนึ่งถูกร้องเรียนเรื่องการเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมาก ทั้งที่หากมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรกก็สามารถวางแนวทางการเลิกจ้างอย่างถูกกฎหมายได้

ถ้าคุณยังไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย นี่คือเวลาที่ควรเริ่มต้น

อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยหาทนาย เพราะปัญหาทางกฎหมายหลายอย่างสามารถ “ป้องกัน” ได้ตั้งแต่ต้น หากมีคนที่รู้จริงอยู่ข้างคุณ โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีที่ปรึกษากฎหมายประจำธุรกิจ จะช่วยให้คุณไม่ต้องวิ่งตามแก้ปัญหา แต่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้คุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการด้านที่ปรึกษากฎหมายอย่างครบวงจร โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME, Startups และบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม

เราเข้าใจว่าทุกธุรกิจมีความเฉพาะตัวเราจึงให้คำปรึกษาโดยอิงจากลักษณะธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีกฎหมาย

จุดเด่นของเรา

  • ให้คำปรึกษาแบบรายเดือน / รายปี
  • ทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจ
  • พร้อมลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบเอกสาร สัญญา และปัญหาหน้างาน
  • รายงานผลชัดเจนทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

การมี “ที่ปรึกษากฎหมาย” ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจในระยะยาว หากคุณกำลังวางแผนเปิดบริษัท หรือมีธุรกิจอยู่แล้วแต่ยังไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรายินดีเป็นทีมสนับสนุนให้คุณเดินธุรกิจอย่างมั่นคง พร้อมรับมือทุกปัญหาทางกฎหมาย

ไปศาล = ได้รับความยุติธรรมจริงหรือ? เปิดความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอชวนคุณเปิดมุมมองเรื่อง “ความยุติธรรม” ที่ไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด

ในสังคมไทย ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง หรือมีการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหาย ผู้คนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฟ้องเลย!” หรือ “ไปศาลสิ!” เพราะเชื่อว่าการไปศาลคือคำตอบสุดท้ายของการเรียกร้องความยุติธรรม และเมื่อไปถึงศาล คนที่ถูกกระทำหรือคนที่บาดเจ็บจะต้องได้รับชัยชนะเสมอ

แต่ในความจริง ระบบกฎหมายไม่ได้ทำงานบนพื้นฐานของความรู้สึก ไม่ได้ตัดสินว่าใครเจ็บกว่า ใครจนกว่า หรือใครทุกข์มากกว่า เพราะ “ไปศาล” ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับ “ความยุติธรรม” เสมอไป

ความยุติธรรมในมุมของกฎหมาย vs ความรู้สึกของผู้เสียหาย

คำว่า “ความยุติธรรม” ในสายตาประชาชนทั่วไป มักแปลว่า “ผู้ถูกกระทำต้องได้รับการช่วยเหลือ” หรือ “ผู้ที่บาดเจ็บต้องได้ชดเชย” ซึ่งเป็นมุมมองที่เข้าใจได้ และมีเหตุผลในเชิงมนุษยธรรม แต่สำหรับระบบกฎหมาย ความยุติธรรมคือ “การวินิจฉัยตามพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมาย” ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสียหายมากเพียงใด หากไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน ไม่มีความชัดเจนในข้อเท็จจริง ศาลก็ไม่สามารถตัดสินให้คุณชนะได้ดังนั้น การ “ไปศาล” ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ที่ผู้เสียหายคาดหวังเสมอ
ในหลายกรณี ผู้ที่เจ็บปวดที่สุดกลับแพ้คดี ในขณะที่ผู้มีความพร้อมด้านเอกสาร หลักฐาน หรือทนายความที่เชี่ยวชาญ กลับชนะคดี แม้สังคมจะมองว่าเขาเป็นฝ่ายผิด

ทนายความ = ผู้ชี้ทางสู่ความยุติธรรม

หลายคนอาจคิดว่า การจ้างทนายเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริง ทนายคือผู้รู้ช่องทาง รู้กฎหมาย และรู้วิธีการทำให้ “ความยุติธรรม” ปรากฏเป็นรูปธรรมได้จริง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มักได้รับคำปรึกษาจากผู้เสียหายที่เดินเรื่องเองไม่ได้ หรือเคยไปศาลมาแล้วแต่ไม่ได้รับการเยียวยา ทนายของเราจะช่วยตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไม่ว่าจะเป็น

  • วิเคราะห์คดี
  • ตรวจสอบหลักฐาน
  • เตรียมเอกสาร
  • วางแนวทางการต่อสู้
  • เป็นตัวแทนดำเนินคดีในชั้นศาล เพื่อให้คุณไม่ต้องต่อสู้อย่างเดียวดาย

“ไปศาล” อย่างมีแผน จึงจะเข้าถึง “ความยุติธรรม” ได้จริง

หากคุณต้องไปศาล แต่ไม่มีแผน ไม่มีทีม ไม่มีความรู้ สิ่งที่คุณเจออาจไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือความสับสน ความล่าช้า และความเสียเปรียบ

แต่หากคุณมีทนายที่เข้าใจคดี และวางแผนดำเนินการอย่างมืออาชีพ แม้คดีจะยาก ก็มีโอกาสสูงที่จะชนะ หรือได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดภายใต้ข้อเท็จจริง

ความยุติธรรมไม่ได้มาเอง แต่ต้องมีคนช่วยพาไปถึง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เชื่อว่า “ความยุติธรรมไม่ควรสงวนไว้สำหรับคนที่มีเงินหรือเส้นสายเท่านั้น”
เราจึงยินดีให้คำปรึกษาแก่ประชาชนทั่วไป ไม่ว่าคุณจะเป็น

  • ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุ
  • ถูกละเมิดสิทธิ
  • ถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง
  • ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม
  • หรือกำลังจะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการศาล

เรายินดีให้คำปรึกษาทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงมนุษย์ เพื่อให้คุณไม่ต้องเผชิญความไม่ยุติธรรมเพียงลำพัง

ในคดีประกันภัยไปศาลอาจไม่ง่าย แต่หากไปอย่างรู้เท่าทัน กฎหมายก็จะอยู่ข้างคุณ

การเดินเรื่องคดีประกันภัยด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยมักมีทีมกฎหมายหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายคอยดูแลตั้งแต่ก่อนเรื่องจะเกิดเสียอีก แล้วผู้เสียหายล่ะ? จะมีความมั่นใจจากตรงไหนว่า ตนเองจะสามารถเดินเรื่องทุกขั้นตอนจนได้รับความยุติธรรมตามที่ควรได้รับ? ความจริงคือ ระบบนี้ไม่ออกแบบมาเพื่อคนที่ไม่มีประสบการณ์ การมี “ทนายความเฉพาะทางด้านคดีประกันภัย” จึงเป็นกุญแจสำคัญ และ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือสำนักงานที่เติบโตจากการต่อสู้ในคดีประกันภัยอย่างต่อเนื่อง มีประสบการณ์นับไม่ถ้วนในการเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัยทุกรูปแบบ เรารู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทประกัน และสามารถนำพาผู้เสียหายไปสู่การเรียกร้องสิทธิได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้เสียหายควรรีบปรึกษาทนายทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ เพราะการเดินถูกทางตั้งแต่ “สเต็ปที่ 1” จะช่วยให้ก้าวต่อไปใน “สเต็ป 2 3 4” เป็นไปอย่างมั่นคง ดีกว่าการลองผิดลองถูกแล้วเสียเวลา เสียสิทธิ และอาจเสียโอกาสไปตลอดชีวิต

  • “ไปศาล” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากไม่มีการเตรียมพร้อม
  • “ความยุติธรรม” ต้องอาศัยหลักฐาน กฎหมาย และคนที่เข้าใจกระบวนการ
  • ทนายความคือผู้นำทางให้คุณเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์
เรายินดีรับฟัง วางแผน และพาคุณเดินหน้าสู่ “ความยุติธรรม” ที่แท้จริง

ใครผิด ใครจ่าย? รู้สิทธิ์เรียกค่าสินไหมจากคดีประกันภัย

รู้หรือไม่? อุบัติเหตุจากรถชน ไม่ใช่แค่เรื่องของรถพังหรือการเจ็บตัวชั่วคราวเท่านั้น

 แต่คุณอาจมีสิทธิ์เรียก ค่าสินไหมทดแทน หลักแสนบาท หากรู้จักใช้สิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีศึกษาที่เรานำเสนอในวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์แล้วถูกรถยนต์เลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน จนได้รับ”บาดเจ็บสาหัส

 ท้ายที่สุด ผู้เสียหายสามารถ”เรียกร้องค่าสินไหม”จากบริษัทประกันภัยได้ถึง 564,828.25 บาท จากคดีที่เข้าสู่กระบวนการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ

เหตุการณ์จริง: ถูกรถเลี้ยวตัดหน้าจนบาดเจ็บหนัก

ผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์ตามปกติ จู่ๆ มีรถยนต์ขับสวนมาแล้วเลี้ยวขวาตัดหน้าอย่างกระทันหัน เกิดการชนกันอย่างรุนแรง ทำให้ผู้เสียหายกระดูกหักหลายจุด ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลถึง 17 วัน   หลังจากนั้นยังต้องพักฟื้นต่ออีกกว่า 2 เดือน กว่าร่างกายจะเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

แม้รถยนต์คันก่อเหตุจะทำประกันภัยไว้กับบริษัทเอกชน และผู้ขับขี่จะยอมรับว่าเป็นฝ่ายประมาท แต่ทางบริษัทประกันยังคงโต้แย้งความรับผิดชอบ และไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมตามที่ผู้เสียหายร้องขอ ทำให้ต้องเข้าสู่การวินิจฉัยโดยอนุญาโตตุลาการ

ผู้เสียหายมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 และ 444 ผู้เสียหายจากคดีอุบัติเหตุมีสิทธิ์เรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทน ได้หลายรายการ ได้แก่:

·ค่ารักษาพยาบาล ทั้งในอดีตและในอนาคต

·ค่าจ้างพยาบาล และค่าเดินทางของผู้ดูแล

·ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย เช่น รายได้จากอาชีพเสริม

·ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวด การสูญเสียการใช้ชีวิตตามปกติ

สิทธิ์เหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นตัวช่วยให้ผู้เสียหายสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพียงลำพัง

ผลคำชี้ขาด: บริษัทประกันต้องจ่ายตามสิทธิ์ผู้เสียหาย

อนุญาโตตุลาการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด และเห็นว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นฝ่ายประมาทอย่างชัดเจน จึงมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยต้องจ่าย ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้เสียหาย

ดังนี้:

·ค่ารักษาพยาบาล: 11,228.25 บาท

·ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต: 100,000 บาท

·ค่าจ้างพยาบาลและค่าเดินทาง: 20,000 บาท

·ค่าขาดประโยชน์จากอาชีพเสริม: 33,600 บาท

·ค่าสินไหมเพื่อความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ: 400,000 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น: 564,828.25 บาท

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

แม้ผู้ขับขี่รถของบริษัทประกันภัยจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้รู้กฎหมาย และยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แต่บริษัทประกันก็ยังต่อสู้ทุกทางเพื่อปฏิเสธความรับผิด นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่าอย่าชะล่าใจแม้ข้อเท็จจริงจะดูชัดเจนแค่ไหนก็ตาม บริษัทประกันภัยมักพยายามโต้แย้งเพื่อลดหรือเลี่ยงการจ่ายเงินเสมอ อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณี ค่าจ้างบุคคลอื่นให้ดูแลระหว่างเจ็บป่วย แม้ผู้เสียหายจะมีบัตรประชาชนของผู้รับจ้างมายืนยัน ก็ยังไม่เพียงพอ หากไม่ได้ให้ผู้รับจ้างมาเบิกความยืนยันด้วยตนเอง การสืบพยานที่ไม่ครบถ้วน อาจทำให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการไม่รับฟังและปฏิเสธรายการค่าเสียหายนั้นทันที

อย่าชะล่าใจ! สิทธิ์เรียกค่าสินไหมมีมากกว่าที่คุณคิด

หลายคนยังเข้าใจผิดว่า หากมีสิทธิ์รักษาฟรีจากรัฐ เช่น ข้าราชการหรือประกันสังคม จะไม่สามารถเรียกเงินจากคู่กรณีหรือบริษัทประกันได้อีก ความจริงคือสิทธิ์เหล่านี้ไม่ตัดกัน! คุณยังมีสิทธิเรียก ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้, และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทางร่างกายและจิตใจ ได้เพิ่มเติม หากคุณมีหลักฐานและสามารถอธิบายเหตุผลประกอบได้อย่างถูกต้อง

ทำไมคุณควรมีทนายในคดีประกันภัย?

การมี ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย จะช่วยให้คุณไม่เสียสิทธิ์ เพราะทนายจะดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่:

·ประเมินรายการค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิ์เรียก

·รวบรวมและจัดเรียงพยานหลักฐานให้พร้อม

·ต่อรองกับบริษัทประกันภัย

·ยื่นฟ้องต่อศาลหรืออนุญาโตตุลาการอย่างมืออาชีพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – ผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยตัวจริง

เราพร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอนของคดี   ไม่ว่าจะเป็นการให้คำแนะนำ รวบรวมหลักฐาน หรือการเรียกร้องค่าสินไหมให้ครบถ้วนทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เสียหายจากคดีรถชน คดีประกันภัย หรือคดีละเมิดอื่นใด วงศกรณ์ คือทีมทนายที่คุณวางใจได้ ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่จะไม่ทำให้คุณเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าลืมว่า  คุณมีสิทธิ์เรียก ค่ารักษาพยาบาล, ค่าขาดรายได้, และ ค่าสินไหมทดแทน ต่าง ๆ เพียงเตรียมหลักฐานให้พร้อม และใช้สิทธิให้เต็มที่ตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมดูแลคุณในทุกคดีอุบัติเหตุและคดีประกันภัยให้คุณมั่นใจว่า ได้รับสิทธิครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่ตกหล่น ไม่เสียเปรียบ

หากคุณต้องการให้ทีมทนายความของเราช่วยประเมินคดี รวบรวมเอกสาร หรือดำเนินเรื่องการเรียกค่าสินไหม
สามารถ”ติดต่อเรา”ได้ทันที เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง เริ่มต้นจากการรู้สิทธิของตัวเอง และใช้มันให้ถูกทาง

โดนจับ “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ทำยังไงดี? รู้ไว้ก่อนสาย ป้องกันค่าปรับก้อนโตและคดีความตามมา

การบรรทุกน้ำหนักเกิน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” คือหนึ่งในความผิดที่ผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของกิจการโลจิสติกส์ หรือแม้แต่คนขับรถบรรทุกหลายคนอาจเคยเจอ หรืออาจเผลอทำผิดโดยไม่รู้ตัว ความผิดในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้ต้องเสียค่าปรับสูงแล้ว ยังอาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมาย หากมีผลกระทบต่อทรัพย์สินหรือชีวิตของบุคคลอื่น

ในบทความนี้เราจะมาอธิบายว่า “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ผิดกฎหมายอย่างไร โดนจับแล้วต้องทำยังไง และควรดำเนินการทางกฎหมายหรือปรึกษาทนายความเมื่อใด เพื่อป้องกันความเสียหายที่มากเกินควร

รถบรรทุกน้ำหนักเกิน คืออะไร?

“รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” หมายถึง รถที่มีน้ำหนักรวมของรถและสิ่งของที่บรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีการควบคุมชัดเจนโดย พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และ กฎกระทรวงที่กำหนดน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมของแต่ละประเภทของรถ

โดยทั่วไป รถแต่ละประเภทจะมีน้ำหนักบรรทุกที่อนุญาตตามพิกัด เช่น

  • รถบรรทุก 6 ล้อ: ไม่เกิน 15 ตัน
  • รถบรรทุก 10 ล้อ: ไม่เกิน 25 ตัน
  • รถพ่วงหรือเทรลเลอร์: ขึ้นอยู่กับจำนวนเพลาและชนิดของพ่วง

เมื่อรถมีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และอาจมีผลตามมา เช่น

  • ถูกจับโดยเจ้าหน้าที่กรมทางหลวง หรือตำรวจจราจร
  • ถูกสั่งห้ามวิ่งต่อ
  • ต้องขนถ่ายสินค้าเพื่อลดน้ำหนักทันที
  • เสียค่าปรับจำนวนมาก
  • มีประวัติถูกดำเนินคดีในระบบราชการ

โดนจับ “รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” แล้วต้องทำยังไง?

หากคุณหรือพนักงานขับรถของคุณถูกเจ้าหน้าที่จับในข้อหาบรรทุกน้ำหนักเกิน ขั้นตอนที่ควรดำเนินการมีดังนี้

1. ตรวจสอบเอกสารและใบสั่ง

หากมีการชั่งน้ำหนักโดยด่านตรวจ และเจ้าหน้าที่ออกใบสั่ง ตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งน้ำหนักที่ชั่งได้ พิกัดที่อนุญาต และข้อกฎหมายที่อ้างอิง

2. อย่ารีบร้อนเซ็นรับสารภาพ

หลายคนเข้าใจผิดว่า “เซ็นรับแล้วจะจบ” แต่ในความจริงแล้ว การเซ็นรับโดยไม่มีการปรึกษาทนายความ อาจเป็นการยอมรับผิดในข้อกฎหมายที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่ตั้งใจทำผิด

3. หากถูกยึดใบอนุญาตขับขี่หรือมีคำสั่งห้ามวิ่งต่อ

ให้สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนในการแก้ไข และควรติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดของรถเพื่อดำเนินการอย่างถูกต้อง

4. รวบรวมพยานหลักฐาน

เช่น ใบโหลดสินค้า, เอกสารจากต้นทางปลายทาง, น้ำหนักรถเปล่า, หรือเอกสารขนส่งอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่หรือศาลหากมีการดำเนินคดี

ปรับเท่าไหร่? โทษหนักแค่ไหน?

โทษของความผิดกรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกินตามกฎหมายจะแตกต่างกันไปตามระดับน้ำหนักที่เกิน ตัวอย่างเช่น

  • น้ำหนักเกิน 5-10%: ปรับประมาณ 5,000–10,000 บาท
  • น้ำหนักเกิน 10-20%: ปรับสูงสุด 20,000 บาท
  • น้ำหนักเกินเกินกว่า 20% อาจพิจารณาโทษสูงถึง 50,000 บาท และอาจสั่งห้ามวิ่งเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจมีอำนาจในการดำเนินคดีอาญา หากเห็นว่ามีการฝ่าฝืนอย่างร้ายแรงหรือเจตนา โดยเฉพาะหากมีผลกระทบต่อสาธารณูปโภค เช่น ถนนได้รับความเสียหาย

รถบรรทุกน้ำหนักเกิน อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว

นอกจากค่าปรับและการดำเนินคดีแล้ว ผู้ประกอบการควรตระหนักถึงความเสียหายด้านชื่อเสียง และความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น

  • บริษัทขนส่งอาจถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลงานบางประเภท
  • ลูกค้าอาจไม่มั่นใจในความรับผิดชอบ
  • เกิดภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการแก้ไขปัญหา
  • หากเกิดอุบัติเหตุขณะบรรทุกเกิน น้ำหนักเกินอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความรับผิดโดยบริษัทประกันภัย

ปรึกษาทนายความทันทีที่เกิดเรื่อง คือทางออกที่ดีที่สุด

แม้เหตุการณ์ดูเล็กน้อยเพียงแค่ “โดนจับบรรทุกน้ำหนักเกิน” แต่ถ้าไม่จัดการอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก อาจนำไปสู่คดีความ การเสียเงินโดยไม่จำเป็น และเสียเครดิตต่อคู่ค้าทางธุรกิจ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำให้คุณปรึกษาทนายความทันทีที่เกิดเรื่อง โดยเฉพาะในกรณีที่คุณเชื่อว่า

  • น้ำหนักที่ชั่งได้อาจไม่ถูกต้อง
  • มีเอกสารที่สามารถใช้ต่อสู้ข้อกล่าวหาได้
  • เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • คุณไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทนายความจะช่วยคุณตรวจสอบเอกสาร ข้อกฎหมาย และสามารถเป็นตัวแทนดำเนินคดี หรือยื่นอุทธรณ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคุณได้อย่างถูกต้อง“รถบรรทุกน้ำหนักเกิน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก การถูกจับหรือถูกดำเนินคดีในเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ และภาระทางการเงินของคุณ หากคุณหรือทีมงานของคุณเผชิญกับเหตุการณ์นี้ ขอให้ตั้งสติและปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อให้คุณสามารถต่อสู้ทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และลดความเสียหายที่จะตามมาในอนาคตติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษาได้ทันที

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!