จำนำรถแล้วรถหาย ทำยังไงดี? สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยินดีให้คำปรึกษาและดำเนินการครบวงจร

ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน “การจำนำรถ” กลายเป็นทางออกของใครหลายคนในการหมุนเงินระยะสั้น แต่สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนคาดไม่ถึง คือกรณี “จำนำรถแล้วรถหาย” หรือ “จำนำรถแล้วติดต่อเต็นท์ไม่ได้” ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่นำรถไปจำนำกับเต็นท์หรือเอเจนซี่ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง หรือไม่มีที่อยู่แน่นอน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ หลายคนอาจตกใจ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน บางคนไม่กล้าแจ้งความ หรือคิดว่าไม่มีสิทธิ์เพราะรถอยู่ในสัญญาจำนำ แต่ในความเป็นจริงเจ้าของรถยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย และสามารถดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ หากมีหลักฐานชัดเจนและดำเนินการถูกต้อง

ทำไม “จำนำรถแล้วรถหาย” ถึงเกิดขึ้นได้?

ส่วนใหญ่เกิดจากการนำรถไปจำนำกับเต็นท์ที่ไม่มีใบอนุญาต หรือกับบุคคลที่รับจำนำในนามส่วนตัว โดยไม่มีหลักฐานทางกฎหมายรองรับ เช่น สัญญาจำนำ, ใบรับรถ หรือหลักฐานการรับเงินที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถติดต่อผู้รับจำนำได้ บางรายพบว่ารถถูกนำไปขายต่อหรือปล่อยเช่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

รูปแบบปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่

  • จำนำกับเต็นท์เถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตรับจำนำ
  • นายหน้านำรถไปส่งต่อให้ผู้อื่นอีกทอด
  • ไม่มีเอกสารหรือสัญญาจำนำที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • ผู้รับจำนำขายรถหรือเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียนโดยไม่บอกกล่าว

ทั้งหมดนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือฉ้อโกงซึ่งเจ้าของรถสามารถดำเนินคดีได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “จำนำรถ”

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747–756
ผู้รับจำนำมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้จำนำอย่างดี หากทำให้ทรัพย์สูญหาย ต้องชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน

และตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
หากผู้รับจำนำนำรถที่รับไว้ไปขายหรือใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่นำรถไปจำนำมีความผิดทางกฎหมายหรือไม่?

หากผู้ที่นำรถไปจำนำไม่ใช่เจ้าของรถตัวจริง หรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของรถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่หากมีการ ขายต่อ โอนกรรมสิทธิ์ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพของรถ โดยมีเจตนาทุจริตและต้องการให้เจ้าของรถเสียประโยชน์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง หรือแม้กระทั่งรับของโจร หากผู้รับจำนำรู้ว่ารถนั้นได้มาโดยมิชอบ

ดังนั้น ในกรณีที่คุณพบว่ารถของคุณถูกนำไปจำนำโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกบุคคลอื่นหลอกให้โอนแล้วนำไปจำนำต่อ ควรรีบดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินสูญหายหรือถูกเปลี่ยนมือเพิ่มเติม

หากติดต่อเต็นท์รถไม่ได้อีกต่อไป ทำอย่างไรได้บ้าง?

หนึ่งในปัญหาที่พบมากที่สุดคือเต็นท์รับจำนำหาย ติดต่อไม่ได้ ปิดร้านหนี หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของรถอย่างมาก

หากเกิดกรณีนี้ขึ้น ให้ดำเนินการดังนี้

1.ตรวจสอบหลักฐานการติดต่อย้อนหลัง
เช่น แชตที่เคยคุยกัน หลักฐานการโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจำนำรถ เพราะหลักฐานเหล่านี้ใช้ยืนยันตัวตนของผู้รับจำนำและใช้เป็นข้อมูลในการแจ้งความ

2.แจ้งความดำเนินคดีทันที
ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และหากมีมูลให้ดำเนินคดีในข้อหายักยอกหรือฉ้อโกงทรัพย์

3.ตรวจสอบสถานะรถกับกรมการขนส่งทางบก
เพื่อดูว่ามีการโอนชื่อ เปลี่ยนเจ้าของ หรือมีการแจ้งสูญหายของทะเบียนหรือไม่

4.ปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุด
ทนายสามารถตรวจสอบเอกสารและให้คำปรึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ เพื่อนำมาสู่การติดตามรถที่หายไปว่าปัจจุบันรถอยู่ที่ไหน

ทำไมควรให้ทนายความดำเนินการตั้งแต่ต้น?

ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักพยายามเจรจาเอง แต่หลายครั้งกลับเสียเวลาและสูญเสียโอกาสในการติดตามรถ เพราะไม่รู้ขั้นตอนกฎหมายที่ถูกต้อง

ทนายความ จะสามารถดำเนินการให้คุณได้ในเรื่องต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบสถานะและที่ตั้งของผู้รับจำนำ
  • ร่างหนังสือทวงถามหรือหนังสือแจ้งความอย่างถูกต้อง
  • ประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ฟ้องร้องเรียกคืนทรัพย์สินหรือค่าเสียหาย
  • ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของรถตามกฎหมาย

หากเกิดปัญหา “จำนำรถแล้วรถหาย” ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เมื่อเกิดกรณี “จำนำรถแล้วรถหาย” อย่าปล่อยให้ความเสียหายลุกลามจนเกินควบคุม เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสูญเสียทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน และความมั่นคงทางการเงินของเจ้าของรถโดยตรง
สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เข้าใจในความเดือดร้อนของผู้เสียหาย และพร้อมให้คำปรึกษา คำแนะนำกรณีจำนำรถหายโดยทนายความมืออาชีพอย่างครบวงจร

ไม่ว่าคุณจะกำลังประสบกับกรณีใดต่อไปนี้

  • จำนำรถกับเต็นท์หรือบุคคลแล้ว ติดต่อไม่ได้
  • รถถูก ขายต่อหรือโอนชื่อโดยไม่ยินยอม
  • หรือพบว่ารถถูก ยักยอกหรือเปลี่ยนมือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการติดตามอย่างเต็มที่ คลิก >>ติดต่อเรา<<

เมื่อ “รูป” ของคุณถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย เอารูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฟ้องได้ไหม?

ทุกวันนี้ “รูป” ไม่ได้เป็นแค่ภาพถ่ายธรรมดา แต่กลายเป็นทรัพย์สินทางดิจิทัลที่มีมูลค่าทั้งในเชิงส่วนตัวและธุรกิจ หลายคนอาจถ่ายรูปตนเองลงโซเชียลเพื่อแชร์ชีวิตประจำวัน หรือถ่ายรูปสินค้าเพื่อใช้ในงานรีวิว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ ถูกนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในกรณีที่รูปถูกนำไปใช้ในทางเสียหาย เช่น

  • เอารูปไปใช้โปรโมตเว็บพนันออนไลน์
  • ใช้รูปไปโฆษณาสินค้าโดยไม่ขออนุญาต
  • หรือแม้แต่เอารูปไปตัดต่อให้เกิดความเข้าใจผิดในทางเสียชื่อเสียง

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็น การละเมิดสิทธิในภาพบุคคล (Right of Publicity / Right of Image) และอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้ด้วย

สิทธิใน “รูป” ของเรา คือสิทธิส่วนบุคคล

ตามกฎหมายไทย “รูป” ที่ปรากฏใบหน้าหรือรูปลักษณ์ของบุคคล ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลและเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy)
ใครจะนำไปเผยแพร่ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรูปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น โฆษณาสินค้า หรือการใช้ในเชิงสาธารณะ เช่น โพสต์ลงเว็บไซต์ หรือเพจต่าง ๆ

ในกรณีที่ผู้อื่นเอารูปของเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน หรือใช้ประกอบโพสต์ที่ส่อไปในทางไม่ดี จนทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือมองเราในแง่ลบ
เจ้าของรูปมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งทางแพ่งและอาญา

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
ระบุว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

หมายความว่า หากมีผู้ใดนำรูปของคุณไปใช้จนทำให้คุณเสียชื่อเสียง เสียโอกาสทางอาชีพ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ เช่น ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพนักงานเว็บพนัน หรือถูกคนใกล้ชิดต่อว่าเพราะรูปปรากฏในที่ไม่เหมาะสม
คุณสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ในฐานะ “ละเมิดสิทธิ”

2. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
รูปถ่ายที่สามารถระบุตัวตนได้ ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” การนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมจึงเป็นการละเมิด PDPA ซึ่งมีโทษทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และในบางกรณีอาจถึงขั้นทางอาญา

3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 (หมิ่นประมาท)
หากรูปของคุณถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นดูหมิ่น เกลียดชัง หรือเสียชื่อเสียง เช่น การเอารูปไปตัดต่อให้ดูไม่เหมาะสม หรือโยงกับเนื้อหาอนาจาร เว็บไซต์พนัน หรือโพสต์ที่ส่อผิดศีลธรรม ผู้กระทำอาจถูกดำเนินคดีฐาน “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14
หากมีการนำรูปของคุณไปโพสต์ลงในระบบคอมพิวเตอร์ โดยรู้นำเข้า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” หรือข้อมูลที่ “อาจทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง”ผู้กระทำอาจต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ารู้ภายหลังว่ารูปถูกนำไปใช้ จะต้องทำอย่างไร?

1. เก็บหลักฐานทันที
ถ่ายภาพหน้าจอ (Screenshot) เว็บไซต์ โพสต์ หรือโฆษณาที่นำรูปของคุณไปใช้ให้ครบ ทั้งวันที่ เวลา ลิงก์ และบริบทของการใช้รูป เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนหรือศาล

2. แจ้งลบรูปหรือเนื้อหา
ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มโซเชียล (เช่น Facebook, Instagram, TikTok, หรือ Google) เพื่อขอลบเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิ์ของคุณ โดยแนบหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของรูป เช่น ไฟล์ต้นฉบับ หรือหลักฐานการโพสต์รูปเดิม

3. แจ้งความดำเนินคดี
สามารถเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจในท้องที่ หรือที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดยแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

4. ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีแพ่ง
หากการกระทำดังกล่าวส่งผลให้คุณเสียชื่อเสียง สูญเสียรายได้ หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ คุณมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ โดยทนายความสามารถประเมินมูลค่าความเสียหายและยื่นฟ้องในศาลให้ถูกต้องตามขั้นตอน

อย่าคิดว่า “รูปแค่รูปเดียว” ไม่มีค่า

ในยุคดิจิทัล “รูป” คือทรัพย์สินที่สะท้อนตัวตน ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ทางสังคมของแต่ละคน การที่มีคนเอารูปของคุณไปใช้ในทางเสียหาย โดยเฉพาะในเว็บผิดกฎหมายหรือโพสต์เชิงโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากจะทำให้คุณเสียชื่อเสียงแล้ว ยังอาจทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น หากพบว่ารูปของคุณถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าปล่อยผ่านหรือพยายามจัดการเองโดยไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะอาจเสียสิทธิ์ในการดำเนินคดี หรือทำให้หลักฐานสูญหายได้

ปรึกษาทนายวันนี้ เพื่อปกป้อง “รูป” และสิทธิของคุณ

หากคุณเพิ่งทราบภายหลังว่ารูปของคุณถูกนำไปใช้ในเว็บพนัน โฆษณาสินค้า หรือถูกตัดต่อในทางเสียหาย อย่าเพิ่งรีบหาทางแก้เอง เพราะแต่ละกรณีมีรายละเอียดทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านอาญา แพ่ง และคดีละเมิด

การปรึกษาทนายตั้งแต่ต้น จะสามารถให้คุณ

  • รู้แน่ชัดว่าคดีของคุณเข้ากฎหมายมาตราใด
  • เตรียมหลักฐานให้ถูกต้อง
  • และสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์
เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีและคดีละเมิด พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำ “รูป” ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้คุณได้รับความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของคุณอย่างเต็มที่

อย่าปล่อยให้ “รูป” ของคุณกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายตัวเอง ให้เราดำเนินการ “ปกป้องสิทธิ์ในรูปของคุณ” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พิธีมอบประกาศนียบัตรนักศึกษาฝึกประสบการณ์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ สาขาการบัญชี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์ จาก วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ สาขาการบัญชี เพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมในความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลาฝึกประสบการณ์ในสำนักงานฯ

ในพิธีครั้งนี้ คุณมุททามาศ ศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท ได้รับเกียรติทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ คุณศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ในการมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่นักศึกษาทั้งสามคน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ พลดงนอก, นายพิพัฒน์ ไตรพรม และนางสาวสุชาดา ทับทิมไสย

การฝึกประสบการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และสถานศึกษาชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง ฝึกฝนทักษะในด้านการบัญชี เอกสารทางกฎหมาย และการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอนาคต

ทั้งนี้ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเยาวชนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และส่งเสริมให้เยาวชนได้เข้าใจบทบาทของงานด้านกฎหมายและการบริหารธุรกิจในโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานให้กับบุคลากรรุ่นต่อไปของสังคมไทย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอขอบคุณวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ที่ไว้วางใจให้สำนักงานเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในครั้งนี้ และขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทั้งสามคนที่สำเร็จการฝึกประสบการณ์ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ พร้อมอวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพต่อไป

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

พนักงานทำให้ระบบบริษัทเสียหาย นายจ้างฟ้องยังไงให้เข้ามาตรา 12/1 นายจ้างมีสิทธิแค่ไหน?

ในยุคที่ทุกธุรกิจต้องพึ่งพาระบบคอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล และเทคโนโลยีในการดำเนินงาน ความเสียหายจาก “ข้อมูลสูญหาย” หรือ “ระบบถูกทำลาย” ไม่เพียงแต่กระทบต่อการทำงานประจำวันเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างผลกระทบทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล เช่น สูญเสียลูกค้ารายใหญ่ เสียดีลสำคัญ หรือทำให้ชื่อเสียงองค์กรเสียหาย

แต่หากเหตุการณ์นี้เกิดจากพนักงานภายในบริษัทเอง โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างไม่พอใจนายจ้าง แล้วจงใจทำให้ระบบเสียหาย กรณีแบบนี้นายจ้างจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรได้บ้าง?
และจะฟ้องอย่างไรให้เข้ากับ มาตรา 12/1 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550?

ลูกจ้างทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเสียหาย

สมมติว่า นาย A เป็นพนักงานฝ่าย IT ของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลระบบฐานข้อมูลลูกค้า หลังจากเกิดความขัดแย้งกับผู้บริหาร นาย A เกิดความไม่พอใจและใช้สิทธิ์การเข้าถึงระบบ (Access) ของตนเองลบข้อมูลฐานลูกค้าออกจากระบบ พร้อมเปลี่ยนรหัสผ่านให้ผู้อื่นเข้าใช้งานไม่ได้

ผลลัพธ์คือ ข้อมูลลูกค้าหายไปทั้งหมด ดีลมูลค่าหลายล้านบาทต้องล่ม และบริษัทต้องหยุดชะงักการดำเนินงานชั่วคราว ความเสียหายนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ข้อมูลหาย” แต่ส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทโดยตรง

กรณีแบบนี้ถือเป็นการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์โดยลูกจ้างของบริษัทเอง ซึ่งเข้าข่ายตาม มาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

เข้าใจ “มาตรา 12/1” ให้ชัดเจนก่อนฟ้อง

อ้างอิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

มาตรา 12 ถ้าการกระทำผิดตามาตรา 5 มาตรา 5 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำผิดตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท 

นายจ้างสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง?

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ นายจ้างสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่ง และทางอาญา ดังนี้

1. ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 12/1

นายจ้างสามารถเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนำหลักฐาน เช่น

  • Log การเข้าใช้งานระบบ
  • หลักฐานการลบหรือแก้ไขข้อมูล
  • พยานบุคคล หรืออีเมล/ข้อความที่แสดงเจตนาทำลายระบบ

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหา “ทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหายโดยมิชอบ” ตามมาตรา 12/1 ได้โดยตรง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

นอกจากคดีอาญาแล้ว นายจ้างยังสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากพนักงานได้ด้วย เช่น

  • ค่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
  • ค่าซ่อมแซมระบบหรือกู้ข้อมูล
  • ค่าชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่เสียไป

ทั้งนี้ต้องสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่า ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการกระทำโดยตรงของพนักงานคนดังกล่าว

3. ดำเนินการทางวินัยแรงงาน

หากยังอยู่ในสถานะลูกจ้าง บริษัทสามารถดำเนินการทางวินัย เช่น เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งระบุว่า

“ลูกจ้างที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างมีสิทธิโดยชอบธรรมในการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย”

การพิสูจน์ “เจตนา” เป็นหัวใจสำคัญของคดี

คดีประเภทนี้ ศาลจะพิจารณาจากเจตนา (intent) ของพนักงานเป็นสำคัญ
หากเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อ เช่น ทำข้อมูลหายโดยไม่ตั้งใจ หรือระบบพังจากความผิดพลาดทางเทคนิค อาจไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 12/1

แต่หากมีพฤติการณ์ที่แสดงว่า

  • ตั้งใจลบข้อมูล
  • ปิดกั้นการเข้าถึงระบบ
  • หรือแก้ไขไฟล์สำคัญให้ใช้งานไม่ได้

พฤติการณ์เหล่านี้ย่อมเป็น “เจตนาทำให้เสียหาย” ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายแน่นอน

ข้อควรระวังของนายจ้าง

แม้บริษัทจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่การดำเนินการใด ๆ กับพนักงานต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายแรงงานด้วย
เช่น การเลิกจ้างต้องมีหลักฐานชัดเจน และดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้กลายเป็นคดีฟ้องกลับในภายหลัง

นอกจากนี้ การเข้าถึงบัญชีส่วนตัวของพนักงานโดยไม่มีคำสั่งศาล อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้เช่นกัน
ดังนั้น การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานควรให้ทนายผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ต้น

ทำไมต้องมีทนายร่วมดำเนินการตั้งแต่แรก?

เพราะคดีลักษณะนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันทั้ง

  • กฎหมายอาญา (ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย)
  • กฎหมายแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย)
  • และ กฎหมายแรงงาน (สิทธิของลูกจ้าง)

หากนายจ้างดำเนินการผิดขั้นตอน เช่น เลิกจ้างไม่ถูกต้อง หรือฟ้องโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ อาจทำให้เรื่องซับซ้อนและเสียเปรียบทางกฎหมายได้ในภายหลัง

นายจ้างอย่าเพิ่งหาทางออกเอง ปรึกษาทนายก่อนดีที่สุด

เมื่อเกิดเหตุพนักงานทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเสียหาย ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือความโกรธชั่ววูบ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่ารีบตัดสินใจเอง” เพราะคดีลักษณะนี้เกี่ยวพันหลายกฎหมาย และลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น จะสามารถทำให้นายจ้างประเมินได้ว่า

  • จะดำเนินคดีในข้อหาใด
  • ต้องเก็บหลักฐานแบบไหน
  • และควรฟ้องในลักษณะใดให้เข้ากับ “มาตรา 12/1” อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้กับนายจ้างหรือบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของพนักงาน โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีแรงงานและคดีคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

อย่าเพิ่งหาทางออกเอง ปรึกษาทนายก่อนทุกครั้ง เพื่อปกป้องสิทธิของบริษัทคุณให้ปลอดภัยที่สุด

รถชนจะเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัยหรือคู่กรณีดี?

มุมมองจากทนายอาร์ม  ตั้งหลักให้ถูก เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนได้เหมาะสมกับความเสียหาย

อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ว่าจะขับรถระยะใกล้หรือไกล ความเสียหายที่ตามมานอกจากจะเป็นเรื่องของรถพังหรือทรัพย์สินเสียหายแล้ว ยังรวมถึง “ค่าเสียหายทางร่างกายและจิตใจ” ที่ผู้ประสบเหตุมีสิทธิจะเรียกร้องได้ด้วย แต่เมื่อถึงเวลาต้องเรียกค่าเสียหายจริง หลายคนกลับไม่แน่ใจว่าควรเรียกจากใคร? บริษัทประกันภัยหรือคู่กรณีที่เป็นเจ้าของรถอีกฝ่าย?

ในมุมมองของทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีอุบัติเหตุรถชนให้ผู้เสียหายหลายเคส เห็นว่า “การเรียกกับบริษัทประกันภัย” มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในทางปฏิบัติ ทั้งในแง่ความรวดเร็ว ความแน่นอน และโอกาสที่จะได้รับค่าสินไหมอย่างเหมาะสมกับความเสียหายทีได้รับ

รถชน ใครต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ลงบันทึกประจำวันและตรวจสอบความผิดของแต่ละฝ่าย จากนั้นต้องดูว่าคู่กรณีมีประกันภัยหรือไม่?
เพราะถ้ามี บริษัทประกันภัยจะเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัย ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น

  • ค่าซ่อมรถของเรา
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าขาดรายได้ระหว่างรักษาตัว
  • ค่าสินไหมทดแทนในกรณีบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต
  • ค่าเสียหายอื่น ๆ

ซึ่งในทุกกรณีนี้บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้ชำระหรือรับผิดชอบแทนคู่กรณี ตามวงเงินคุ้มครองที่ทำไว้

เรียกจาก “คู่กรณี” ได้ไหม? คำตอบคือ “ได้” แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ในทางกฎหมาย ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดจากอุบัติเหตุย่อมต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดังนั้นหากคู่กรณีไม่มีประกันภัย หรือมีแต่ความคุ้มครองไม่พอ เราสามารถ เรียกค่าเสียหายจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่โดยตรงได้

แต่ในความเป็นจริง การไปเรียกกับคู่กรณีโดยตรงนั้นไม่ง่าย
เพราะต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ เช่น

  • คู่กรณีไม่ยอมรับผิด
  • ติดต่อไม่ได้ หรือไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดี
  • ต้องใช้เวลาเข้าสู่กระบวนการศาล เพื่อพิสูจน์สิทธิและจำนวนค่าเสียหาย
  • แม้ชนะคดี แต่คู่กรณีไม่มีกำลังจ่ายจริง ก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมเต็มจำนวน

ดังนั้นแม้ “เรียกกับคู่กรณี” จะเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยากที่จะได้รับค่าเสียหายตามจริงโดยรวดเร็ว

ทำไม “เรียกกับบริษัทประกันภัย” จึงดีกว่า?

ทนายอาร์มให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ไม่ได้แปลว่าง่ายกว่าเรียกจากคู่กรณี แต่ดีกว่าตรงที่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องชำระและมีศักยภาพในการชดใช้จริง”

เพราะบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ล้วนมีกองทุนสำรองและมีพันธะตามกฎหมายที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายภายใต้กรมธรรม์อยู่แล้ว
กล่าวคือ แม้จะต้องมีขั้นตอนตรวจสอบหรือเอกสารหลายอย่าง แต่โอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับเงินค่าสินไหมย่อมแน่นอนและปลอดภัยกว่า

อีกทั้งยังสามารถเจรจาได้ง่ายกว่า เพราะมีฝ่ายสินไหมและเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดกระบวนการ ซึ่งต่างจากการเรียกกับบุคคลทั่วไปที่อาจหลบเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย

ต้องเริ่มต้นอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ?

ในวันที่เกิดเหตุ สิ่งสำคัญคือ
“อย่าลืมถามให้ชัดว่า คู่กรณีทำประกันภัยกับบริษัทอะไร”
ข้อมูลนี้จำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้คุณสามารถติดต่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้อย่างถูกช่องทาง

หลังจากนั้นให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1.ขอเอกสารจากตำรวจ เช่น ใบลงบันทึกประจำวันหรือใบคู่กรณี

2.แจ้งบริษัทประกันภัย ของคู่กรณีว่าต้องการเรียกร้องค่าสินไหมในฐานะผู้เสียหาย

3.เตรียมเอกสารประกอบ เช่น ใบเสร็จค่าซ่อมรถ ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และหลักฐานความเสียหายอื่น ๆ

4.เจรจากับฝ่ายสินไหม เพื่อประเมินค่าเสียหายและวงเงินคุ้มครอง

5.หากตกลงกันไม่ได้ หรือบริษัทปฏิเสธความรับผิดสามารถดำเนินคดีในกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีทนายเป็นผู้ดำเนินเรื่อง

ตั้งหลักให้ชัด “ใครต้องจ่ายเรา และเราจะเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่?”

ก่อนจะเรียกค่าสินไหม ไม่ว่าจะจากบริษัทประกันภัยหรือคู่กรณี
สิ่งที่ทนายอาร์มแนะนำเสมอคือ
ให้เริ่มจากการตั้งหลักว่า “เราต้องการเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ และใครคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระให้เรา”

การคิดวิเคราะห์ให้ชัดเจนจะสามารถให้คุณวางแผนได้ถูกต้อง ไม่สับสนระหว่างสิทธิและหน้าที่ เช่น

  • ส่วนของค่าเสียหายทรัพย์สิน ควรเรียกจากประกันภัยภาคสมัครใจ (ถ้ามี)
  • ส่วนของค่ารักษาพยาบาล อาจได้รับจากทั้งประกันภัยคู่กรณีและ พ.ร.บ. รถยนต์
  • ส่วนของค่าขาดรายได้หรือค่าสินไหมเพิ่มเติม อาจต้องใช้การเจรจาหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม

การเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ได้ผล ต้องใช้ทั้ง “หลักฐานและความเข้าใจ”

การเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเรื่องของสิทธิทางกฎหมายที่ผู้เสียหายพึงได้รับ
แต่การจะได้มาซึ่งสิทธินั้นอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีทั้งหลักฐานเอกสารครบถ้วน และเข้าใจขั้นตอนกฎหมายให้ถูก

หากไม่มั่นใจในวิธีดำเนินการ ควรปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบวงเงินคุ้มครอง การเจรจากับบริษัท หรือการยื่นฟ้องในกรณีที่จำเป็น

รถชนตั้งหลักง่าย ๆ ปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเหตุดีที่สุด

“เวลาเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งรีบโทษใคร แต่ให้ตั้งหลักก่อนว่า ใครต้องมารับผิดชอบค่าเสียหาย และเราจะเรียกกับใครถึงจะได้ค่าเสียหายอย่างเหมาะสมกับความเสียหายที่เราได้รับ”

การเรียกจากบริษัทประกันภัยอาจต้องใช้เอกสารและเวลาเล็กน้อย แต่เป็นวิธีที่ ปลอดภัย มั่นคง และมีโอกาสได้รับค่าสินไหมมากที่สุด เพราะบริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องชดใช้ตามกรมธรรม์ และมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะชำระค่าเสียหาย

อย่าลืม ! ในวันที่เกิดเหตุ ให้ถามไว้ให้ชัดเจนว่า
“รถคู่กรณีทำประกันภัยกับบริษัทอะไร”
เพราะคำถามนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้คุณได้รับ ค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนและรวดเร็วที่สุดได้

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและยินดีให้บริการทางกฎหมายดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยและคดีอุบัติเหตุโดยเฉพาะ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

โนตารีพับลิค (Notary Public) คืออะไร สำคัญอย่างไรในทางกฎหมาย?

ในยุคที่ธุรกิจ การเดินทาง และการทำธุรกรรมข้ามประเทศเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย “เอกสาร” คือสิ่งสำคัญที่ใช้ยืนยันสิทธิ หน้าที่ และความน่าเชื่อถือระหว่างบุคคล แต่เอกสารจะมีผลทางกฎหมายข้ามประเทศได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “การรับรองเอกสาร” โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ดังกล่าวคือ “โนตารีพับลิค” (Notary Public)

หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้เวลาทำเรื่องขอวีซ่า รับรองลายมือชื่อ เอกสารแปล หรือเอกสารใช้ต่างประเทศ แต่ยังไม่แน่ใจว่า โนตารีพับลิค คือใคร มีหน้าที่อะไร และทำไมต้องใช้บริการ
 บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมแนะนำบริการ โนตารีพับลิคจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่พร้อมให้บริการทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รับรองเอกสารได้ภายใน 1 วัน

โนตารีพับลิค คืออะไร?

คำว่า “โนตารีพับลิค” (Notary Public) หมายถึง “ทนายความผู้ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความให้ทำหน้าที่รับรองเอกสารหรือการลงลายมือชื่อ เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลทางกฎหมายในต่างประเทศ”

หน้าที่ของโนตารีพับลิคในประเทศไทยเป็นไปตามระเบียบของ สภาทนายความ ว่าด้วยการรับรองเอกสารและลายมือชื่อของทนายความ (พ.ศ. 2557) ซึ่งกำหนดให้เฉพาะทนายความที่ผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตเท่านั้น จึงจะสามารถลงนามรับรองเอกสารในฐานะ “โนตารีพับลิค” ได้

หน้าที่หลักของโนตารีพับลิค

โนตารีพับลิคมีหน้าที่สำคัญในการรับรองเอกสารหลายประเภท ได้แก่

1.รับรองลายมือชื่อ (Signature Certification)

o ใช้สำหรับเอกสารที่ต้องยืนยันว่าเจ้าของเอกสารเป็นผู้ลงนามจริง เช่น สัญญา มอบอำนาจ หนังสือรับรองการทำงาน จดหมายเชิญ หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในต่างประเทศ

2.รับรองเอกสารสำเนาถูกต้อง (Certified True Copy)

o เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบรับรองบริษัท หรือเอกสารราชการ เพื่อยืนยันว่าเอกสารนั้นตรงกับต้นฉบับจริง

3.รับรองคำแปลเอกสาร (Translation Certification)

o กรณีต้องแปลเอกสารราชการ เช่น ทะเบียนสมรส ใบรับรองวุฒิการศึกษา หรือสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อยื่นสถานทูตหรือหน่วยงานต่างประเทศ

4.รับรองการมอบอำนาจ (Power of Attorney)

o สำหรับผู้ที่อยู่ต่างประเทศต้องการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนในประเทศไทย เช่น ซื้อ–ขายทรัพย์สิน ยื่นเอกสารราชการ หรือทำธุรกรรมทางธนาคาร

5.รับรองคำให้การหรือคำรับรองพยาน (Affidavit / Declaration)

o ในบางกรณี เช่น ใช้ยื่นต่อศาลต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

ทำไมต้องใช้บริการโนตารีพับลิค?

เพราะ “การรับรองจากโนตารีพับลิค” เป็นการยืนยันว่า เอกสารนั้นแท้จริง และผู้ลงนามมีตัวตนจริง ตามหลักกฎหมาย ทำให้เอกสารมีน้ำหนักและสามารถนำไปใช้ในต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง

หากเอกสารไม่ได้ผ่านการรับรองโดยโนตารีพับลิค อาจถูกหน่วยงานต่างประเทศปฏิเสธ ไม่ยอมรับ หรือจำเป็นต้องกลับมาทำใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้ที่ โนตารีพับลิคมีความจำเป็นอย่างมาก

  • ยื่นเอกสารขอวีซ่า หรือขอสัญชาติ
  • สมัครเรียน / ทำงานต่างประเทศ
  • ทำธุรกรรมกับธนาคารหรือตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ
  • ซื้อขายทรัพย์สินข้ามประเทศ
  • ตั้งบริษัทในต่างประเทศ หรือทำสัญญากับนักลงทุนต่างชาติ

โนตารีพับลิค แตกต่างจากการรับรองเอกสารโดยหน่วยงานราชการอย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่ให้หน่วยงานราชการรับรองเอกสารแทนได้?
ความจริงคือ การรับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานานกว่ามาก

ในขณะที่การรับรองโดย โนตารีพับลิค สามารถทำได้รวดเร็วกว่า ภายใน 1 วัน และเป็นที่ยอมรับของสถานทูต บริษัทต่างชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในขั้นตอนก่อนนำเอกสารไป “ประทับตรา (Apostille)” หรือ “รับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศ”

กล่าวได้ว่า โนตารีพับลิคคือขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด ของการทำให้เอกสารไทยสามารถใช้งานในต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง

เลือกใช้บริการโนตารีพับลิคอย่างไรให้มั่นใจ?

เพราะมีผู้แอบอ้างเป็น “โนตารีพับลิค” อยู่ไม่น้อย การเลือกใช้บริการจึงควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า

  • ผู้รับรองเป็น ทนายความที่มีใบอนุญาตจากสภาทนายความ
  • มีการระบุ ชื่อ–นามสกุล หมายเลขทะเบียนทนายความ และเลขที่รับรองจากสภาทนายความ ชัดเจนในตราประทับ
  • มีเอกสารรับรองและลงนามถูกต้องตามรูปแบบทางกฎหมาย

บริการที่ได้มาตรฐานจะสามารถให้เอกสารของคุณไม่ถูกตีกลับจากสถานทูต หรือหน่วยงานต่างประเทศ

โนตารีพับลิคจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ รับรองเอกสารได้ครบวงจร  กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใน 1 วัน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ (Wongsakorn Law Office) ให้บริการ โนตารีพับลิค (Notary Public) โดยทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริการของเรา ครอบคลุมทุกประเภทเอกสาร ได้แก่

  • รับรองลายมือชื่อ / เอกสารราชการ / คำแปลเอกสาร
  • รับรองหนังสือมอบอำนาจ / หนังสือเชิญ / เอกสารทางธุรกิจ
  • รับรองเอกสารเพื่อยื่นสถานทูต หรือใช้ในต่างประเทศ

เราเข้าใจดีว่า “เวลา” คือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องใช้เอกสารในต่างประเทศ
เพียงนำเอกสารตัวจริงและบัตรประชาชน (หรือหนังสือเดินทาง) มาแสดงที่สำนักงาน
คุณจะได้รับเอกสารที่ผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิคภายใน 1 วันเท่านั้น

ทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำแนะนำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสาร การจัดรูปแบบให้ถูกต้อง ไปจนถึงการนำไปยื่นต่อสถานทูตหรือหน่วยงานต่างประเทศ

ฟ้องหุ้นต้องศาลที่ไหน? ไทยหรือจีน เมื่อหุ้นส่วนต่างชาติร่วมธุรกิจข้ามประเทศ

การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ไม่ได้ซับซ้อนเฉพาะเรื่องเอกสารเท่านั้น แต่ในทางกฎหมายแล้ว หากหุ้นส่วนอยู่คนละประเทศ เช่น ชาวจีนกับชาวไทยร่วมกันทำธุรกิจ ก็อาจเกิดข้อสงสัยได้ว่า “หากเกิดปัญหาฟ้องร้องกัน ต้องขึ้นศาลประเทศไหน?” บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมกรณีศึกษาที่พบได้จริงในทางปฏิบัติ

กรณีตัวอย่าง : หุ้นส่วนไทย–จีน ร่วมเปิดบริษัทในไทย แต่สัญญาธุรกิจทำที่จีน

นาย A ชาวจีน และนาย B ชาวไทย ร่วมกันทำธุรกิจโดยเริ่มต้น ทำสัญญาธุรกิจที่ประเทศจีน ก่อน ต่อมานาย A ได้มาตั้งบริษัทที่ประเทศไทย โดยให้นาย B ถือหุ้นบางส่วนเพื่อเป็นหุ้นส่วนในบริษัทไทยแห่งนี้

เวลาผ่านไป ธุรกิจเริ่มมีรายได้มากขึ้น แต่นาย A ในฐานะเจ้าของบริษัทตัวจริงกลับเห็นว่าควรได้ถือหุ้นทั้งหมด และต้องการ “ฟ้องเอาหุ้นคืน” จากนาย B ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทไทย

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ
“แบบนี้ต้องฟ้องที่ศาลไทย หรือศาลจีน?”
คำตอบขึ้นอยู่กับ “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับ การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และ เขตอำนาจศาล ในแต่ละประเทศ

หลักกฎหมายว่าด้วย “เขตอำนาจศาล”

ในคดีลักษณะนี้ สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ ข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับประเทศใดโดยตรง เช่น

  • หากเป็นเรื่องการทำสัญญา ที่จีน เช่น การร่วมลงทุน การแบ่งผลกำไร หรือการตกลงถือหุ้น ถือว่าเป็น “ข้อพิพาทเกิดขึ้นในประเทศจีน” ศาลจีนย่อมมีอำนาจพิจารณาคดี
  • แต่หากเป็นเรื่อง การถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ไม่ว่าจะผู้ถือหุ้นเป็นใครก็ตาม การฟ้องร้องเกี่ยวกับหุ้น บริษัท หรือการเพิกถอนชื่อในทะเบียนหุ้น จะถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย

กล่าวคือ ถ้า “หุ้น” ที่ฟ้องเรียกคืนอยู่ในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย
แม้ว่าจะมีสัญญาเกิดขึ้นที่จีน หรือผู้ถือหุ้นบางส่วนเป็นชาวจีน ก็ยังต้อง “ฟ้องที่ศาลไทย” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายไทย 

ความสำคัญของ “การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท” ที่ถูกต้อง

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการจดทะเบียนบริษัทหรือการจดทะเบียนหุ้นส่วนอย่างถูกต้อง มีผลโดยตรงต่อเขตอำนาจศาลและสิทธิของผู้ถือหุ้น

หากตอนเริ่มต้น นาย A และนาย B มีการระบุเงื่อนไขการถือหุ้นและการโอนหุ้น ไว้ชัดเจนในสัญญา  เช่น กำหนดว่า หากมีข้อพิพาทให้ใช้ศาลใดเป็นผู้พิจารณา (เรียกว่า “ข้อกำหนดเขตอำนาจศาล” หรือ jurisdiction clause) ปัญหานี้จะสามารถตัดสินได้ง่ายขึ้น

แต่ในทางปฏิบัติ หลายคู่หุ้นส่วนไม่ได้ใส่เงื่อนไขนี้ในสัญญา ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาท ต้องมาพิสูจน์กันภายหลังว่า “ข้อพิพาทนี้เกิดขึ้นที่ไหน” และ “ศาลใดมีอำนาจรับฟ้อง”

ดังนั้น ในขั้นตอน การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยเฉพาะกรณีที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน เช่น ชาวจีน ชาวสิงคโปร์ หรือชาวญี่ปุ่น จึงควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เข้ามาดำเนินการตรวจร่างสัญญา เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลและสิทธิในหุ้นในอนาคต

การฟ้องร้องเรียกคืนหุ้นในบริษัทไทย

สำหรับกรณีของนาย A และนาย B ข้างต้น หากบริษัทที่มีหุ้นพิพาทนั้น จดทะเบียนในประเทศไทย การฟ้องร้องเรียกคืนหุ้นจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลไทย โดยสามารถดำเนินคดีได้ในลักษณะคดีแพ่ง (civil case) เช่น

  • ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนชื่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ฟ้องขอให้โอนหุ้นคืน
  • ฟ้องขอให้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากหุ้น

ศาลไทยจะพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดบริษัทจำกัด รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนหุ้น เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ รายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) และหลักฐานการชำระค่าหุ้น

ในขณะเดียวกัน หากนาย A เห็นว่ามีการละเมิดสัญญาที่ทำกันไว้ที่จีน ก็สามารถฟ้องที่ศาลจีนได้อีกคดีหนึ่ง แต่ผลของคดีที่จีนจะไม่มีผลโดยตรงต่อทะเบียนหุ้นในบริษัทไทย เว้นแต่จะมีการร้องขอให้ศาลไทยรับรองคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ (ซึ่งต้องผ่านกระบวนการพิเศษและใช้เวลา)

ธุรกิจข้ามชาติ จำเป็นต้องเข้าใจ “กฎหมายสองระบบ”

ธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจ “ระบบกฎหมายของประเทศต้นทาง” ของผู้ถือหุ้นด้วย

เช่น หากผู้ถือหุ้นเป็นชาวจีน กฎหมายของจีนอาจมีเงื่อนไขเรื่องการถือหุ้น การลงทุนในต่างประเทศ หรือข้อจำกัดด้านสกุลเงิน ซึ่งแตกต่างจากของไทย การมีทีมทนายที่เข้าใจกฎหมายทั้งสองระบบ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการวางโครงสร้างธุรกิจระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย

พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้คุณได้ทั้งประเทศไทยและประเทศจีน-สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในกรณีที่คุณหรือบริษัทของคุณมีหุ้นส่วนต่างชาติ หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทไทย แนะนำให้รีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อประเมินว่าควรดำเนินคดีในประเทศใด และต้องเตรียมเอกสารอย่างไร

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ (Wongsakorn Law Office)
มีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะทนายความชาวจีนประจำสำนักงาน ที่สามารถดำเนินคดีและประสานงานได้ทั้งในไทยและจีนอย่างมืออาชีพ

ไม่ว่าคดีของคุณจะเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท การโอนหุ้น การฟ้องเรียกคืนหุ้น หรือข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นต่างชาติ
เราพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้คุณได้ทั้งที่ประเทศไทยและประเทศจีน

เมื่อมีข้อพิพาทเรื่องหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย แม้สัญญาธุรกิจจะทำกันที่ต่างประเทศก็ตาม คดีมักอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย เพราะเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย
ดังนั้น ผู้ถือหุ้นต่างชาติหรือผู้ร่วมลงทุนควรทำความเข้าใจเรื่องการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น พร้อมร่างสัญญาให้ครอบคลุมเงื่อนไขเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและการโอนหุ้น เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮอล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย

4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส” กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลยุทธ์เด็ดจากบริษัทประกันภัย

คดีเมาแล้วขับ กลยุทธ์เด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้เหรอ?

กลับคำ!!! ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ทั้งที่ตอนแรกประกันบอกรับผิดชอบ และลูกความได้เอารถเข้าซ่อมระยะเวลาเป็นเดือน

สุดท้ายประกันโทรมา อ้างเรื่องการวัดผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ลูกความเป่าได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันอ้างว่าก่อนที่จะเป่าปริมาณแอลกอฮอล์จะต้องมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่รับผิดชอบอะไรเลย แถมประกันยังให้ลูกความหาทนายไปฟ้องร้องเอาถ้าอยากจะสู้คดี…

 นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหลายเคสหลายเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายหลายท่านเจอบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นำมาอ้างปฏิเสธการจ่าย เรียกได้เป็นกลยุทธ์เด็ดกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทที่มักนำมาใช้อ้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แต่กรณีในคลิปด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยที่ดูมีความน่าเชื่อถือ ที่เขาเชื่อใจซื้อประกันนภัยกับที่นี่ จะตอบแทนเขาด้วยการปฏิเสธการรับผิดชอบอย่างไม่ใยดีเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

เหตุการณ์ คือ ผู้เสียหายท่านนี้ไปเที่ยวและขับรถกลับประมาณ 03.00 น.  โดยขับรถออกจากสถานที่เที่ยวมาได้เพียง 100 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่ถนนเป็นวันเวย์ไม่มีเลนสวน ประกอบกับบริเวณข้างทางได้มีรถกระบะคันหนึ่งท้ายกระบะยื่นออกมาจอดขวางอยู่ จึงทำให้รถผู้เสียหายเกี่ยวเข้ากับท้ายของรถกระบะคันดังกล่าว โดยตรงที่เบียดโดนรถกระบะคู่กรณีไม่เป็นอะไรเลย แต่รถของผู้เสียหายมีการครูดจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง และครูดด้านข้าง และตัวรถไม่ได้มีรอยยุบแต่อย่างใดปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน อยู่ ๆ มาปฏิเสธกันดื้อ ๆ

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว บริษัทประกันก็ได้ดำเนินการจัดซ่อมรถของผู้เสียหายตามปกติ และรถของผู้เสียหายได้ซ่อมไปแล้วเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลังจากนั้นประกันภัยได้โทรกลับมาบอกกับผู้เสียหายว่า “ไม่รับผิดชอบการซ่อมรถให้ผู้เสียหายแล้วนะ” นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังผู้เสียหายถึงกับงงจากที่ตอนแรกประกันภัยรับผิดชอบแล้ว อยู่ ๆ ก็โทรมาบอกว่าไม่รับผิดชอบแล้วซะอย่างนั้น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ข้ออ้างที่ประกันโทรมาปฏิเสธผู้เสียหายอย่างดื้อ ๆ ก็คือ ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ภายหลังนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันดันโทรมากลับคำบอกว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ซึ่งตามกฎหมายและผู้เสียหายก็ทราบดีและเข้าใจว่าห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และตัวผู้เสียหายเองก็มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดอาการงงและตั้งคำถามว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันภัยนึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ประกันภัยยันไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา

หลังจากโทรมาแจ้งปฏิเสธไม่รับผิดชอบนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้เสียหายยังไม่พอ ทางประกันจอมเจ้าเล่ห์หักหลังบอกกับผู้เสียหายว่า “ให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา” และยืนยันไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ซ้ำยืนยันปฏิเสธอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินไปแล้ว บอกว่าเหตุเกิดจากความประมาท เจอแบบนี้ผู้เสียหายถึงกับเงิบเลยทีเดียวเมื่อเจอบริษัทประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธความรับผิดชอบ

ความรู้สึกของผู้เสียหายหลังถูกประกันปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

หากถามถึงความรู้สึกหลังถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนั้น การที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายผู้เสียหายตอบว่าตนไม่เข้าใจการกระทำของบริษัทประกันภัยอย่างมาก อีกทั้งก็ได้มีการโทรไปต่อว่าทางประกันภัยเหมือนกันว่า “ทำไม เราซื้อประกันภัยกับเขา บริษัทต้องคุ้มครองดูแลเรา”  ณ ตอนนั้นผู้เสียหายรู้สึกว่า ตนก็เป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทประกันต้องดูแลคุ้มครอง แต่ดันกลับมานับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธลูกค้า และทิ้งลูกค้าเผชิญหน้าทิ้งกันกลางทางอยู่คนเดียว ในส่วนรถของผู้เสียหายจากที่ตอนแรกบริษัทเอาไปดำเนินการซ่อมก็กลับมาทิ้งให้ผู้เสียหายแบกรับภาระและจัดการเองทั้งหมด  ทั้ง ๆ ที่ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน

หลังเจอประกันท้าหาทนายฟ้อง ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อเรา

หลังจากผู้เสียหายถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทิ้งกลางทางแบบดื้อ ๆ อีกทั้งยังท้าให้หาทนายฟ้องร้องเอาเองอีก จึงไม่รอช้ารีบติดต่อหาทนายทันทีแบบไม่คิด เพราะที่เจอมาทั้งหมด เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่มาเจอเหตุการณ์และบริษัทประกันภัยแบบนี้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุก็เจ็บช้ำใจมากพออยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย หลงอุ่นใจว่ามีบริษัทประกันดี อุ่นใจว่ารถมีประกันภัย และเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า บริษัทต้องช่วยเหลือคุ้มครองเราเหมือนอย่างตอนที่เขาให้เราซื้อประกันด้วย เจอประกันทิ้งกลางทาง แถมท้าให้ฟ้องก็จัดการให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ทันที หากเจอมุกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ต้องปรึกษาทนายเท่านั้น

มีทนายไว้อุ่นใจกว่า

ไม่ต้องรอให้ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังงัดมุกไหนมาหัวหมอใส่ หลังเกิดเหตุรีบปรึกษาทนายทันที เพราะมีทนายไว้ตั้งแต่แรกอุ่นใจ และสะดวกกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

-ไม่ต้องคุยหรือเจรจากับประกัน จึงไม่ต้องไปเสียรู้กับกลยุทธ์ของประกัน เพราะทนายจะคุยให้เอง

-ไม่ต้องเดินเรื่อง ติดตามผลเอง และไม่ต้องเสียเวลา เพราะทนายจะดำเนินการเดินเรื่องเรียกร้องให้ทั้งหมด

-ทนายจะเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินเรื่องจนวินาทีสุดทท้ายที่คดีความสิ้นสุด  

เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ ต้องโดนปรับ แถมประกันก็ไม่จ่าย

 สาเหตุที่บริษัทประกันปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายปฏิเสธการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายนั้น ก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกำหนดว่า “จะไม่จ่ายค่าเสียหายให้ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการแจ้งข้อหากรณีเมาแล้วขับ ถึงแม้จะทำประกันชั้น 1 ทางประกันก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายต่อผู้เอาประกันหรือคู่กรณี

แต่ถ้าถามว่า กรณีเมา แล้วประกันภัยรถยนต์ของคุณเป็นภาคสมัครใจไม่จ่าย แล้วประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ล่ะ จ่ายให้หรือไม่ ?

          คำตอบ คือ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ ไม่ว่าคุณจะเมาไม่มีใบขับขี่ หรือทำผิดกฎหมายจราจรข้อใด พ.ร.บ.ก็จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้หมดเมื่อเกิดเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับคู่กรณี และจ่ายแค่ความเสียหายต่อบุคคลเท่านั้น ส่วนความเสียหายต่อรถของคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายชดใช้ให้แก่คู่กรณีเองทั้งหมด

          ดังนั้น หากเมาแล้วอย่าขับเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน เสียประวัติ แถมยังเสียเงิน มีแต่เสียกับเสียแบบนี้ไม่ดีแน่

ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์หงายการ์ด ก่อนเกิดเหตุต้องเมาแน่

 แบบนี้ก็มีด้วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วโดนจับเป่าแอลกอฮอล์ แต่ผลออกมาไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังอ้าง…ก่อนเกิดเหตุ ต้องเกินจากนั้นแน่นอน หัวหมอใส่ผู้เสียหายทันทีรีบหงายการ์ดทีเด็ดยกสูตรคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธการชดใช้ อ้างว่าก่อนเป่าผู้ขับขี่ต้องเมากว่านี้แน่    กลยุทธ์แบบนี้นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบรู้ไว้แล้วจำให้ขึ้นใจ หากเจอบริษัทกันภัยทำแบบนี้ใส่ อย่าไปยอมเสียรู้ตกเป็นเหยื่อเด็ดขาดปรึกษาทนายด่วน  

ฝากถึงผู้เสียหายทุกท่านที่ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์มือหนึ่งยินดีให้บริการ

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!