การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน ผู้เสียหายมักเผชิญความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาความเสียหายให้เร็วที่สุด แต่ในหลายกรณีบริษัทประกันภัยกลับมีกลยุทธ์เลี่ยงความรับผิดชอบ โดยมักใช้คำพูดที่ฟังดูดีว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียก” ซึ่งในความจริงแล้วอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน

กลยุทธ์ของประกันภัย: “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลายคนอาจคิดว่าการฟังคำแนะนำนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะผู้เสียหายก็ต้องการพักฟื้นร่างกายให้หายดีอยู่แล้ว แต่ในทางกฎหมาย การรอจนหายดีก่อนจึงไปเรียกร้อง กลับเป็นการ ทำให้หลักฐานความบาดเจ็บเลือนหายตามกาลเวลา และเมื่อถึงขั้นตอนพิจารณาคดี บริษัทประกันมักย้อนกลับมาอ้างว่า

  • ผู้เสียหายรักษาหายแล้ว
  • ไม่มีความเสียหายที่ต่อเนื่อง
  • ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินไหมตามที่ร้องขอ

ดังนั้น คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เสียหายเสียเปรียบ ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน

กรณีศึกษา: เมื่อพ่อสั่งตรงจากไต้หวัน “ต้องทนายที่นี่เท่านั้น”

หนึ่งในเคสจริงที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายโดยสารรถตู้ซึ่งชนท้ายรถบรรทุกอ้อย ได้รับบาดเจ็บและพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากบริษัทประกัน แต่กลับถูกปัดด้วยคำพูดเดิมว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

ในช่วงแรกเจ้าของรถยังรับปากว่าจะช่วยประสานงาน แต่ไม่นานก็เปลี่ยนท่าที ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องจัดการเอง จนผู้เสียหายรู้สึกกังวลใจอย่างหนัก

โชคดีที่พ่อของผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ไต้หวัน และเป็นผู้ติดตามคลิป YouTube ของทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่แล้ว จึงย้ำกับลูกสาวว่า “ถ้าเจอคำพูดนี้ ต้องติดต่อทนายอาร์มเท่านั้น” นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจหาที่ปรึกษากฎหมายอย่างมืออาชีพ

ทำไมต้องรีบปรึกษาทนายความ?

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ไม่ใช่แค่การยื่นเอกสาร แต่คือการต่อสู้กับบริษัทประกันที่มีทนายมืออาชีพคอยวางแผนรับมืออยู่แล้ว หากผู้เสียหายไม่มีทนายความ การเจรจาหรือการดำเนินคดีมักเต็มไปด้วยความเสียเปรียบ

สิ่งที่ทนายความสามารถทำได้ ได้แก่

  • ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายในอนาคต
  • จัดทำเอกสารและหลักฐานทางการแพทย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ดำเนินคดีในชั้นศาลอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันการถูกบริษัทประกันบิดพลิ้วหรือประวิงเวลา

ทนายอาร์มมักย้ำเสมอว่า บริษัทประกันมีทีมกฎหมายตั้งแต่รถยังไม่ทันชน แต่ผู้เสียหายกลับไม่มีใครช่วย หากยังหลงเชื่อคำแนะนำผิด ๆ จาก “ทะแนะ” หรือคนรอบข้างที่ไม่รู้กฎหมาย ยิ่งทำให้เสียเปรียบมากขึ้น

ผลเสียของการ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

ผู้เสียหายหลายรายที่รอจนหายดีก่อนกลับมาพบว่า

  • ประกันใช้การหายดีมาเป็นข้อต่อสู้ในศาล
  • ค่าเสียหายที่ควรได้กลับถูกลดหรือไม่จ่ายเลย
  • เวลาที่เสียไปทำให้ขาดหลักฐานสำคัญ เช่น ใบรับรองแพทย์ ภาพถ่ายบาดแผล หรือเอกสารค่าใช้จ่าย

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายเสียโอกาสเรียกร้องสิทธิอย่างเต็มจำนวน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในปัจจุบันและอนาคตได้

จะเป็นไรอย่างไรเมื่อคนข้างบ้านอยากเป็น “ทนาย” แต่แนะนำผิดๆ

ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยมักได้รับคำแนะนำจาก “คนรู้ดี” รอบตัว หรือที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า ทะแนะ ซึ่งมักให้ข้อมูลผิด ๆ จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและเสียสิทธิไปโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น มีผู้เสียหายเล่าว่าคนข้างบ้านบอกว่า

“ถ้าเราไปเรียกค่าเสียหายแล้ว เราจะเรียกอะไรอีกไม่ได้”

คำพูดนี้ฟังดูเหมือนจริง แต่ในทางกฎหมาย ไม่ถูกต้องเลย เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตได้ และหากไปถึงศาล ศาลยังสงวนสิทธิให้ผู้เสียหายสามารถเรียกเพิ่มได้อีกด้วย จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมและการชดใช้ที่รวดเร็วที่สุด

บริษัทประกันมี “ทนาย” แต่ผู้เสียหายกลับมีแค่ “ทะแนะ”

สิ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมักมีทีมทนายความมืออาชีพตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย เมื่อหลงเชื่อทะแนะที่แนะนำผิด ๆ จึงทำให้เสียเปรียบและถูกประกันภัยเอาเปรียบได้ง่าย

ตัวอย่างที่พบบ่อย คือ ประกันภัยชอบบอกผู้เสียหายว่า

“ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องค่าเสียหาย”

พอผู้เสียหายทำตามจริงและรักษาตัวจนหายดีแล้ว เมื่อไปถึงศาล ประกันกลับใช้เป็นข้อโต้แย้งว่า

“ตอนนี้คุณก็หายดีแล้ว จะมาเรียกค่าเสียหายเพิ่มอีกไม่ได้”

นี่คือตัวอย่างกลยุทธ์ที่บริษัทประกันใช้เพื่อประวิงเวลา และลดจำนวนเงินค่าสินไหมที่ควรจ่าย

หลงเชื่อทะแนะ สุดท้ายก็ต้องพึ่ง “ทนาย” ตัวจริง

การเป็นทนายความไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ต้องผ่านการเรียนและการสอบจนมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ต่างจากทะแนะที่แค่มี “ความเข้าใจผิด ๆ” ก็สามารถสวมบทผู้รู้ไปให้คำแนะนำได้แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องใหญ่ ๆ อย่าง การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน หากผู้เสียหายเชื่อคำพูดเหล่านี้โดยไม่ตรวจสอบ ย่อมทำให้เสียสิทธิและเสียเปรียบทางคดี

บทเรียนที่ควรจำ

  • อย่าเชื่อคำแนะนำจากคนข้างบ้านหรือคนรู้ดีที่ไม่ใช่ทนาย
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ควรรีบปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ทันที
  • อย่าปล่อยให้ประกันประวิงเวลา หรือใช้คำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” มาเป็นเครื่องมือเอาเปรียบ

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้เสียหายต้องเข้าใจว่าประกันภัยมักมีทีมทนายคอยปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ขณะที่ผู้เสียหายเองควรมีทนายความมืออาชีพคอยเดินเรื่องเพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบจากกลยุทธ์ที่ไม่เป็นธรรม และเพื่อให้ได้รับสิทธิและค่าชดเชยอย่างครบถ้วน

อย่าปล่อยให้คำพูดของประกันทำให้คุณเสียสิทธิ ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันที่รถชน

กรณีถูกรถชน ไม่ว่าคุณจะบาดเจ็บมากหรือน้อย อย่ารอจนกว่าจะหายดีแล้วค่อยเรียกร้อง เพราะนั่นอาจทำให้คุณเสียเปรียบในทางคดีและเสียสิทธิใน การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกรถชน ทันทีที่เกิดเหตุ ควรเก็บหลักฐาน ติดต่อทนาย และดำเนินการเรียกร้องตามสิทธิของผู้เสียหาย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุรถชน แล้วต้องเจอคำพูด “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จากบริษัทประกัน อย่าหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความมืออาชีพทันที ทีมงานสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดย ทนายอาร์ม พร้อมให้คำปรึกษาและสู้เคียงข้างคุณ เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ตามที่ควรได้รับ

แผนที่เกิดเหตุสำคัญอย่างไรในคดีรถชน? และการบินโดรนสามารถสร้างความแม่นยำในแผนที่เกิดเหตุได้อย่างไร?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถสาธารณะ สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ผู้เกี่ยวข้องในคดี รวมถึงตำรวจ ศาล ทนายความ และบริษัทประกันภัย ต้องใช้เป็นหลักฐานก็คือ “แผนที่เกิดเหตุ” แผนที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางหรือตำแหน่งคร่าว ๆ ของการชนเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการ พิสูจน์ข้อเท็จจริง และ แสดงลำดับเหตุการณ์ อย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจมีผลโดยตรงต่อการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด

ความสำคัญของแผนที่เกิดเหตุในคดีรถชน

แผนที่เกิดเหตุถือเป็นเอกสารชิ้นสำคัญที่มักถูกใช้ประกอบในสำนวนการสอบสวนและในกระบวนการพิจารณาคดี เนื่องจากมีบทบาทในการ

  • ยืนยันตำแหน่งรถและบุคคลที่เกี่ยวข้อง: ว่ารถแต่ละคันอยู่ตรงไหนในขณะที่เกิดเหตุ
  • บอกทิศทางการเคลื่อนที่: เพื่อวิเคราะห์ว่ารถคันใดอาจเป็นฝ่ายประมาท
  • ระบุสิ่งแวดล้อมรอบข้าง: เช่น ไฟสัญญาณจราจร เส้นถนน ป้ายจราจร ทางม้าลาย หรือสิ่งกีดขวางต่าง ๆ
  • เป็นหลักฐานทางกฎหมาย: ศาลและทนายความสามารถใช้แผนที่เกิดเหตุเพื่ออธิบายและนำเสนอคดีต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา

หลายครั้งที่คดีรถชนกลับตาลปัตรเพียงเพราะแผนที่เกิดเหตุถูกจัดทำไม่ครบถ้วน หรือขาดรายละเอียดสำคัญ ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถพิสูจน์สิทธิของตนเองได้เต็มที่ ดังนั้น การจัดทำแผนที่เกิดเหตุจึงเป็นกระบวนการที่ไม่ควรถูกมองข้าม

ทำไมการบิน “โดรน” จึงสำคัญต่อการทำแผนที่เกิดเหตุ?

ในอดีต แผนที่เกิดเหตุมักถูกเขียนด้วยมือหรือถ่ายจากมุมมองภาคพื้นดิน ซึ่งมักเกิดข้อจำกัดด้านความชัดเจนและรายละเอียด แต่เมื่อเทคโนโลยี โดรน เข้ามามีบทบาท การทำแผนที่เกิดเหตุจึงมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

1. มุมมองจากมุมสูง

โดรนสามารถบินขึ้นไปถ่ายภาพจากมุมสูง ทำให้เห็น ภาพรวมของพื้นที่เกิดเหตุ ได้ชัดเจนกว่า มองเห็นทั้งเส้นทาง ถนน จุดชน สัญญาณไฟจราจร และสภาพแวดล้อมรอบด้านในมุมเดียวกัน ซึ่งช่วยให้การวิเคราะห์เหตุการณ์ทำได้ถูกต้องมากขึ้น

2. ความละเอียดสูงและแม่นยำ

การถ่ายภาพด้วยโดรนสามารถเก็บรายละเอียดในระดับเซนติเมตร ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจสอบ ตำแหน่งการชน ร่องรอยเบรก หรือร่องรอยการลาก ที่อาจมองไม่ชัดเจนจากพื้นดิน ภาพที่ได้สามารถนำไปประมวลผลทำเป็นแผนที่ดิจิทัลที่ใช้ในคดีได้จริง

3. การสร้างแผนที่ 3 มิติ

ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภาพจากโดรนสามารถนำไปประมวลผลเป็น แผนที่ 3 มิติ ที่แสดงสภาพพื้นที่เกิดเหตุอย่างสมจริง ทำให้ทนายความหรือศาลเข้าใจลำดับเหตุการณ์ได้ง่ายขึ้น และยังสามารถนำไปใช้ประกอบการจำลองเหตุการณ์ (Re-enactment) ได้อีกด้วย

4. ลดความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่

บางครั้งสถานที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ที่ยังมีการจราจรหนาแน่นหรือมีความเสี่ยงสูง การใช้โดรนบินถ่ายแทนการลงไปวัดหรือบันทึกจากภาคพื้นดิน ช่วยลดความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมาก

บทบาทของทนายความกับแผนที่เกิดเหตุจากโดรน

การมีแผนที่เกิดเหตุที่ถูกต้องและครบถ้วน ถือเป็น “อาวุธทางกฎหมาย” ที่สำคัญในการต่อสู้คดี เมื่อทนายความได้รับข้อมูลจากโดรน จะสามารถ

  • วิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ของคู่กรณีได้อย่างละเอียด
  • ยืนยันหลักฐานต่อศาลได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องอาศัยเพียงคำให้การ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจาเรียกค่าสินไหมกับบริษัทประกันภัย

เรียกได้ว่า แผนที่เกิดเหตุจากโดรนไม่ใช่แค่ภาพถ่ายธรรมดา แต่คือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ความยุติธรรมของผู้เสียหาย

เปรียบเทียบแผนที่เกิดเหตุแบบกราฟิกกับแผนที่เกิดเหตุแบบใช้การบินโดรน

1. ความแม่นยำของข้อมูล

  • แบบกราฟิก: อาศัยการบันทึกด้วยมือหรือการวาดจากความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากความจริงได้ โดยเฉพาะรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ร่องรอยเบรก ระยะห่าง หรือมุมชน
  • แบบโดรน: ได้ภาพจริงจากมุมสูง สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการตีความผิด

2. ความครบถ้วนของมุมมอง

  • แบบกราฟิก: ส่วนใหญ่มักนำเสนอเพียงแผนผังสองมิติ มองเห็นภาพรวมได้เพียงคร่าว ๆ
  • แบบโดรน: ให้ภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมดจากมุมสูง และยังสามารถสร้างเป็นภาพ 3 มิติ เพื่อใช้จำลองเหตุการณ์จริงได้

3. ความน่าเชื่อถือในทางกฎหมาย

  • แบบกราฟิก: ศาลหรือคู่ความอาจตั้งข้อสงสัยในความถูกต้อง เนื่องจากเป็นเพียงการวาดจำลอง
  • แบบโดรน: มีภาพถ่ายจริงเป็นหลักฐานประกอบ เพิ่มความน่าเชื่อถือและยืนยันได้ว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นเช่นไรในวันเวลานั้น ๆ

4. ความสะดวกในการทำงาน

  • แบบกราฟิก: ใช้เวลารวบรวมข้อมูลนาน ต้องลงพื้นที่วัดระยะและบันทึกเองทุกจุด
  • แบบโดรน: บินถ่ายภาพเพียงไม่กี่นาที ก็ได้ภาพรวมทั้งหมดมาประมวลผลเป็นแผนที่ได้ทันที

5. ค่าใช้จ่าย

  • แบบกราฟิก: มีต้นทุนต่ำกว่า แต่ข้อจำกัดสูงเมื่อเทียบกับความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ
  • แบบโดรน: ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบกับคุณภาพและประโยชน์ที่ได้ ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว

จะเห็นได้ชัดเจนว่าแผนที่เกิดเหตุแบบโดรนมีความเหนือกว่าแบบกราฟิกทั้งในด้านความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และความครบถ้วนของข้อมูล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ในคดีรถชนที่ต้องการหลักฐานที่ชัดเจนและป้องกันการโต้แย้งในชั้นศาล

บริการบินโดรนถ่ายแผนที่เกิดเหตุจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงได้จัดตั้งทีมงาน บริการบินโดรนถ่ายแผนที่เกิดเหตุในคดีรถชน โดยเฉพาะ นำโดย ร.ต.อ.พิสุทธิ์ ฤทธิ์ขจร รอง สว.ฝอ.3 บก.อก.บช.น. พร้อมด้วยทีมงานทุกคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบินโดรนที่ผ่านการรับรองจาก CAAT (สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย) เรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ทั้งในเรื่องของ ความถูกต้องตามกฎหมาย ความปลอดภัย และคุณภาพของงาน

เรามีประสบการณ์ในการดำเนินคดีรถชนและการใช้แผนที่เกิดเหตุจากโดรนประกอบการว่าความมานับไม่ถ้วน ทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้เสียหายทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะผู้เสียหายที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ หรือถูกกล่าวหาและต้องการพิสูจน์ความจริง

แผนที่เกิดเหตุถือเป็นหลักฐานสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินคดีรถชน การใช้ โดรน เข้ามาช่วยบันทึกและสร้างแผนที่ ทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงมีความแม่นยำ ครบถ้วน และเชื่อถือได้มากกว่าวิธีดั้งเดิม หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชนและต้องการหลักฐานที่แข็งแรง การเลือกใช้บริการ บินโดรนถ่ายแผนที่เกิดเหตุ จากทีมงานมืออาชีพของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ คือคำตอบที่จะทำให้คุณก้าวสู่ความยุติธรรมได้อย่างมั่นใจในคดีรถชน สนใจหรือต้องการติดต่อสอบถาม คลิก >>ติดต่อเรา<<

“พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล” ตำนานผู้กำกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สู่ที่ปรึกษากฎหมายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

อาชญากรรมทางเทคโนโลยี: ภัยร้ายยุคดิจิทัลและความสำคัญของทนายความในการดำเนินคดี

ในยุคที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน “อาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ได้กลายเป็นภัยเงียบที่สร้างความเสียหายต่อทั้งบุคคล องค์กร และสังคมโดยรวม หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงในคดีประเภทนี้ก็คือ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Computer Traffic Data) ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนและดำเนินคดี

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์คืออะไร?

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง ข้อมูลที่แสดงถึงแหล่งที่มา เส้นทางการติดต่อ ข้อมูลวันเวลา ปริมาณการใช้ และลักษณะของการติดต่อสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่รวมถึงเนื้อหาของข้อมูล ตัวอย่างเช่น

  • หมายเลข IP Address ที่ใช้เชื่อมต่อ
  • วันและเวลาที่มีการส่งอีเมลหรือข้อความ
  • ข้อมูลเส้นทางการเข้าเว็บไซต์
  • การบันทึกการเข้าถึงระบบเครือข่าย

ข้อมูลเหล่านี้แม้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้กระทำความผิดในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบ การปลอมแปลงข้อมูล หรือการหลอกลวงออนไลน์

ภัยร้ายในโลกออนไลน์ที่น่าเป็นห่วง

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความซับซ้อนและแพร่หลายมากขึ้น โดยมีหลายรูปแบบที่ควรระวัง ได้แก่

1.การหลอกลวงออนไลน์ (Online Scam / Phishing)
เช่น การส่งอีเมลหรือข้อความแอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงิน

2.การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล (Identity Theft)
ผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลบัตรเครดิต ไปใช้ในการกระทำผิดหรือก่อหนี้แทนเจ้าของตัวจริง

3.การแฮ็กระบบและโจมตีไซเบอร์ (Hacking & Cyber Attack)
ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบองค์กร การติดตั้งมัลแวร์ หรือการโจมตีแบบ DDoS ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาลต่อธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

4.การหมิ่นประมาทและละเมิดสิทธิออนไลน์
เช่น การสร้างบัญชีปลอม การโพสต์ข้อความทำลายชื่อเสียง หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

5.การฉ้อโกงการลงทุนออนไลน์
เช่น แชร์ลูกโซ่ ดิจิทัลแอสเซท หรือการชักชวนลงทุนผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่มีจริง

ภัยเหล่านี้ล้วนสร้างความเสียหายทางการเงิน จิตใจ และชื่อเสียงแก่ผู้เสียหาย ซึ่งหากไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง อาชญากรทางเทคโนโลยีก็จะยิ่งกล้าก่อเหตุซ้ำ

ทำไมต้องให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินคดี?

เมื่อเกิดความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลายคนอาจเลือกแจ้งความหรือพยายามหาหลักฐานเอง แต่ในความเป็นจริง การดำเนินคดีประเภทนี้มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมายเฉพาะทางและหลักฐานดิจิทัลที่ต้องจัดเก็บอย่างถูกวิธี หากผู้เสียหายดำเนินการผิดขั้นตอน อาจทำให้หลักฐานไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้

ทนายความจึงมีบทบาทสำคัญในการ

  • ให้คำปรึกษาเชิงกฎหมาย เพื่อวางแนวทางการฟ้องร้อง
  • รวบรวมและจัดการหลักฐานดิจิทัล ให้ถูกต้องตามกระบวนการ
  • แทนผู้เสียหายในชั้นศาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและปกป้องสิทธิ
  • เจรจาไกล่เกลี่ย กับคู่กรณีหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาเร็วขึ้น

กล่าวได้ว่า การมีทนายความช่วยดำเนินคดี จะเพิ่มโอกาสในการพิสูจน์ความจริง และทำให้ผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมมากกว่าการจัดการเอง

ความเชี่ยวชาญของ พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล ที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในประเทศไทยคือ พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล อดีตผู้กำกับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ปัจจุบัน พ.ต.อ.สันติพัฒน์ เป็นที่ปรึกษาให้กับ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทำหน้าที่ให้คำแนะนำเชิงลึกในการดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการตรวจยึดและวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการต่อสู้คดี

จากการบรรยายสาธารณะในหัวข้อ “หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล” (ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 25 ตุลาคม 2558) พ.ต.อ.สันติพัฒน์ ได้อธิบายแนวทางสำคัญในการตรวจยึดพยานหลักฐานดิจิทัลที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล

แนวทางทั่วไปในการตรวจยึดพยานหลักฐานทางดิจิทัล

การตรวจยึดพยานหลักฐานดิจิทัลเป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูล ได้แก่

1.การรักษาความปลอดภัยสถานที่เกิดเหตุ (Scene Security)
ป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล

2.การรักษาความปลอดภัยส่วนที่มีพยานหลักฐานดิจิทัล (Evidence Security)
แยกและควบคุมพื้นที่ที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสื่อบันทึกข้อมูล

3.การยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อบันทึกข้อมูล (Seizure of Devices)
อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ หรือแฟลชไดรฟ์ ที่อาจมีข้อมูลสำคัญ

4.การบันทึกและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
จดบันทึกรายละเอียด จัดทำแผนผัง ติดป้ายกำกับ และบรรจุอุปกรณ์เพื่อเตรียมการขนย้าย

5.การส่งของกลางเพื่อพิสูจน์ (Forensic Examination)
นำอุปกรณ์ไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการดิจิทัล โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐาน

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีจัดการได้ แต่ต้องจัดการอย่างมืออาชีพ

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนอาจตกเป็นเหยื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ การถูกขโมยข้อมูล หรือการถูกทำลายชื่อเสียง การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับหลักฐานดิจิทัลที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

การมีทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะทนายความที่ทำงานร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่าง พ.ต.อ.สันติพัฒน์ พรหมะจุล จะทำให้ผู้เสียหายมั่นใจได้ว่าทุกคดีได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีโอกาสสูงที่จะได้รับความยุติธรรมและค่าเสียหายที่ควรได้รับ

โดนหลอกอีกแล้ว!!! บริษัทประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน ประโยคแสดงความเป็นห่วงเป็นใยจากบริษัทประกันภัยหัวแพทย์ ที่ฟังแล้วดูแล้วรู้สึกถึงความใส่ใจและหวังดี แต่แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นประโยคเริ่มต้นของการหวังดีแต่ประสงค์ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภค เมื่อไรที่ถูกบริษัทประกันภัยพูดคำนี้ รักษาตัวให้หายดีก่อน ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วง แต่เป็นเพราะเขาจะประวิงเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งหลายนั่นเอง

ประกันภัยหรือผี หลอกผู้เสียหายรักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้ง

ครั้งที่ 1

ผู้เสียหายท่านนี้ประสบอุบัติเหตุคู่กรณีมาชนท้าย ได้บาดเจ็บสาหัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 เจอประกันภัยแสดงความหวังดีทันทีว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน โดยผู้เสียหายท่านนี้บาดเจ็บสาหัสถึงขั้นนอนรพ. นานร่วมสัปดาห์ด้วยอาการกระดูกก้นกบหัก รักษาอาการบาดเจ็บที่รพ. ยังไม่พอ ต้องกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านอีกเป็นเวลากว่า 2 เดือน

ครั้งที่ 2

ผู้เสียหายยังเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ตนนั้นนอนพักรักษาตัวที่รพ. บริษัทประกันภัยไม่มีการติดต่อใด ๆ มายังผู้เสียหายเลย เรียกได้ว่าเงียบสนิทหลังจากบอกให้ผู้เสียหายไป รักษาตัวให้หายดีก่อน ผู้เสียหายก็รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด ผู้เสียหายทนไม่ไหวเห็นเงียบหายนาน จนต้องเป็นผู้พยายามติดต่อหาประกันเองทั้งที่ตนยังบาดเจ็บและยังต้องรักษาตัว หลังจากที่ติดต่อประกันได้ จึงได้นัดคุยกันที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อได้พบปะพูดคุยกัน ประกันภัยยังย้ำต่อผู้เสียหายอีกครั้งว่าให้ รักษาตัวให้หายดีก่อน  ผู้เสียหายก็หลงเชื่อคำประกันบอกจึงไม่ได้เอะใจอะไร

ครั้งที่ 3

จนระยะเวลาผ่านไปหลายเดือน ผู้เสียหายรอจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 64 ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อหาประกันภัยอีกครั้ง และได้นัดพูดคุยกับประกันภัยอีก แต่คราวนี้ผู้เสียหายอาการดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว สามารถนั่งได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 10 – 20 นาทีได้แล้วจากที่นั่งไม่ได้เลย แต่อาการยังไม่ดี 100% พอประกันภัยทราบดังนั้นว่าผู้เสียหายเริ่มอาการดีขึ้นตามคำบอกรักษาตัวให้หายดีก่อน จึงได้ออกกลอุบายต่อผู้เสียหายอีกครั้ง ทำทีว่าเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายอีกว่า “หมอยังนัดดูอาการอยู่เลย” , “เรียกเท่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกนะ” , “อาจได้ไม่คุ้ม” และตบท้ายด้วยคำพูดยอดฮิตว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” กับผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 3 จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

ผู้เสียหายไหวตัวทันหลังเจอประกันภัยหลอก “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

หลังจากได้นัดพูดคุยกันและถูกประกันภัยบอก รักษาตัวให้หายดีก่อน ถึง 3 ครั้งผู้เสียหายยังเล่าอีกว่าตั้งแต่เกิดเหตุมานี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ที่ไม่มีผลตอบรับหรือการติดต่อโทรถามแต่อย่างใดจากประกันภัยอีกเลย ผู้เสียหายเอะใจถึงพฤติกรรมของประกันภัย เพราะระยะเวลาก็ล่วงเลยมายาวนานพอสมควรหลังเกิดเหตุ จึงไหวตัวคิดว่าต้องพึ่งสำนักงานทนายความเข้าดำเนินคดี จนได้ไปเจอเฟซบุ๊กแฟนเพจของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และช่อง YOUTUBE ที่เคยทำวิดีโอให้ความรู้ไว้ เมื่อศึกษาข้อมูลจากทั้งเพจและ YouTube ของสำนักงานทนายความ จึงได้ถึงบางอ้อว่า ตนถูกประกันหลอกให้รักษาตัวให้หายดีก่อนเหมือนเช่นเดียวกับเคสอื่น ๆ ที่ทางสำนักงานของเราเคยดำเนินคดีความให้  ผู้เสียหายท่านนี้จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายทันทีโดยไม่รอประกันแล้ว

3 ข้อเสีย เมื่อประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

รักษาตัวให้หายดีก่อน หากจากคำนี้เมื่อไร ควรรีบปรึกษาทนายทันทีไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยหลอกแล้วหลอกเล่าเหมือนกรณีเคสตัวอย่างข้างต้นที่ถูกบริษัทประกันภัยหลอกให้ รักษาตัวให้หายดีก่อนถึง 3 ครั้งด้วยกันในระยะเวลากว่าครึ่งปี เพราะคำพูดหรือข้ออ้างต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัย มักจะใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงเป็นข้อระวังสำคัญที่ไม่ควรหลงเชื่อ

  • คดีอาจขาดอายุความ

 ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องได้  เป็นเพียงกลยุทธ์ตื้นๆ ที่พอเมื่อเราเสียเวลาในการไปรักษาตัวให้หายดีแล้วจึงให้ไปติดต่อขอเคลมประกัน แต่บางกรณีต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน จึงทำให้คดีขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถขอเคลมหรือฟ้องร้องใด ๆ ได้เลย

  • อาจหมดสิทธิ์ในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคตได้

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราขาหักแล้วต้องใส่เหล็กดาม ทางประกันภัยก็ตีความว่าการรักษาพยาบาลเป็นอันสิ้นสุด จึงได้อนุมัติการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และทำการเซ็นสัญญาประนีประนอม เป็นอันจบคดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางแพทย์ก็ได้นัดให้ทำการผ่าเอาเหล็กดามออก ทีนี้เราจึงไม่สามารถกลับไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมได้อีกแล้ว

  • บริษัทประกันอาจอนุมัติจ่ายค่าสินไหมให้น้อยกว่าเท่าที่ควร

เนื่องจากเห็นว่าเรารักษาตัวหายดีแล้ว เมื่อรักษาตัวให้หายดีแล้วตามที่ประกันบอก ก็ไม่มีบาดแผล หรือความเจ็บปวดใดที่จะไปเรียกร้อง เมื่อประกันเห็นว่าหายดีแล้ว ก็จึงจ่ายค่าสินไหมให้ตามสภาพอาการบาดเจ็บนั่นเอง

3 ข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อเสียเบื้องต้นเท่านั้น แต่มุกเด็ด หรือกุลยุทธ์เด็ด ๆ ของประกันภัยอีกมากมายที่บริษัทประกันภัยมักหยิบมาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เจอแบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อ รีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเดินเรื่องหาทางออกให้ดีที่สุด สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 

อย่าหลงเชื่อคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” ปรึกษาทนายเพื่อปกป้องสิทธิของคุณ

เมื่อบริษัทประกันภัยบอกให้ “รักษาตัวให้หายดีก่อน” อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นความหวังดี เพราะแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อประวิงเวลาและลดภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของพวกเขา การหลงเชื่ออาจทำให้คุณเสียสิทธิ เสียเวลา หรือแม้กระทั่งหมดโอกาสในการเรียกร้องสิ่งที่ควรได้รับ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเล่ห์เหลี่ยมบริษัทประกันภัย รีบปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการมีที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ไว้ใจได้จะสามารถปกป้องสิทธิ และให้คุณได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริงได้ ติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย อย่าเสียรู้ เมื่อเกิดเหตุรีบติดต่อหาทนาย

ความรู้ดี ๆ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์วันนี้พามาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตประกันภัย ไม่ให้ผู้เสียหายเสียรู้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรรีบติดต่อทนายทันทีไม่ต้องคิดนาน เพราะคุณจะไม่มีทางเสียประโยชน์จากการตัดสินใจหาทนายหลังจากเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ทุกคนคงทราบกันดีว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่เกิดก็มีเรื่องให้ต้องติดต่อทนาย เพราะเมื่อไรที่มันเกิดขึ้นแล้วมักจะต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือร้ายแรงไปถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงเกิดการเสียหายต่อทรัพย์สิน ผลกระทบต่อกระบวนการทำงาน และหรืออาจส่งผลเสียไปถึงสิ่งแวดล้อม หรือสาธารณชนได้อีกด้วย และอุบัติเหตุที่มักส่งผลเสียสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมากที่สุดก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น อุบัติเหตุทางรถทุกชนิดนั่นเอง ไม่ว่าจะรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ต่างก็ได้สร้างบาดแผล หรือบทเรียนชั้นดีให้กับผู้ประสบภัยได้มากถึงขั้นติดต่อทนาย เพราะจะมีตัวละครสำคัญอย่าง “ประกันภัย” เข้ามามีบทบาทด้วย และทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุและมีประกันภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่วายที่จะมีเรื่องให้ต้องติดต่อทนายกันหลายท่าน  หลังจากได้ตกเป็นผู้มีสถานะผู้เสียหายที่เรียกว่า “ผู้ประสบภัยจากรถ”

ทำไมบริษัทประกันภัยชอบสร้างบทเรียนให้ผู้ประสบภัย ?

หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุทางยานพาหนะผู้ประสบภัยหรือผู้เสียหายก็มักจะอุ่นใจว่าเรานั้นมีประกันภัยรถอยู่ แต่ภายหลังต้องติดต่อทนาย ตอนที่ทำประกันภัยก็ได้ถูกบริษัทสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าเมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุเขาจะอยู่เคียงข้าง จนวันหนึ่งคุณเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส หรือทรัพย์สินเสียหายขึ้นมา หลังจากนั้นประกันภัยจะเปลี่ยนจากญาติมิตรเป็นอื่นทันที

จากประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ของ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์  มีผู้เสียหายหลายท่านได้ติดต่อทนาย ให้ดำเนินคดีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยมากกว่า 1,000 เคสในระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ วันนี้จึงอยากพาทุกท่านมาเช็กลิสต์มุกยอดฮิตของบริษัทประกันภัยกัน เพื่อไม่ให้ใครเสียรู้ในวันที่ได้สถานะว่าผู้เสียหายในวันเกิดอุบัติเหตุกัน

ลิสต์มุกยอดฮิตเล่ห์เหลี่ยมประกันภัย

  • รักษาตัวให้หายดีก่อน

         มุกเด็ดอันดับหนึ่งของบริษัทประกันภัยที่คนต้องติดต่อทนายกับคำว่า รักษาตัวให้หายดีก่อน ฟังดูแล้วก็เหมือนว่าเขาดูเป็นห่วงเป็นใยเราดี เพราะเขาอาจจะเห็นว่าเราบาดเจ็บสาหัส ถึงให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อน  แต่ความจริงแล้วคำนี้หวังดีประสงค์สิ่งใดกันแน่ มีผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อทนายให้ดำเนินคดีให้ เพราะได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นห่วงเป็นใยจากคำนี้

  •  ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม

         หากคุณถูกบริษัทประกันภัยแจ้งคำนี้กับคุณเมื่อไร นั่นหมายถึงต้องติดต่อทนาย เพราะเขากำลังหยิบยื่นความเดือดร้อนมาให้ จำทริคง่าย ๆ ว่า ขอเอกสารการรักษาเพิ่มเติม เท่ากับ การประวิงเวลาการจ่าย บางเคสผู้เสียหายบาดเจ็บหนัก ให้เอกสารที่มีไปจนหมด แต่ก็ยังไม่วายต้องหอบหิ้วร่างกายอันบาดเจ็บเดินทางไปขอเอกสารบ่อย ๆ เสียเวลาร่วมหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยแต่อย่างใด จึงติดต่อทนายให้เข้าดำเนินการเพราะเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานไม่มีทีท่าว่าจะได้รับค่าเสียหายใด ๆ เลย

  • นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

         ทุกครั้งที่ติดต่อทนายก็มักมีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุ  เมื่อผู้ขับขี่เป่าวัดปริมาณแอลกอฮอล์มีปริมาณไม่เกิน 50 Mg.% ก็เท่ากับว่าไม่ได้ #เมาแล้วขับ แต่ประกันภัย #นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง มักเอาเวลาที่เป่ากับเวลาที่ขณะเกิดเหตุไม่ตรงกัน มาคำนวณเป็นชั่วโมงนับย้อนหลัง อ้างว่า 1 ชั่วโมงเท่ากับปริมาณแอลกอฮอล์ 15 Mg.% แล้วบอกว่า “เกิน 50 MG.% แต่ไม่ยอมนับผลเป่าจริงขณะเกิดเหตุ ต่อให้คุณไม่ได้เมาแล้วขับ ก็กลับกลายว่าเมาขับจนได้ ต้องติดต่อทนายด่วน

  • ท่านยังรักษาไม่สิ้นสุด

         คำนี้ไม่ต่างอะไรกับให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน  หนึ่งในผู้เสียหายของเราคนหนึ่งก็เคยถูกบริษัทประกันภัยแจ้งผลมาว่า “เนื่องจากยังรักษาไม่สิ้นสุด” ทั้งที่บาดเจ็บสาหัส มีหลักฐานการรักษา และยังต้องรักษาตัวต่อเนื่อง พอเจอคำนี้ไปผู้เสียหายถึงขั้นรีบติดต่อทนาย เจอประโยคนี้เมื่อไรต้องปรึกษาทนายอาร์มทันที

  • ไม่มีบัตรคนพิการ

        กรณีผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุตกเป็นบุคคลทุพพลภาพ แค่รู้ว่าต้องตกเป็นผู้พิการก็ใจเสียมากพออยู่แล้ว บริษัทประกันภัยยังมาปฏิเสธการจ่ายด้วยคำนี้อีก โดยให้เหตุผลว่า ไม่ถือว่าพิการ แต่อย่าลืมว่าไม่มีใครอยากตกเป็นผู้พิการ แม้ว่าจะยังไม่มีบัตร แต่มีใบรับรองความพิการจากหมอ ก็ถือว่าพิการแล้ว กับคนพิการยังจะเอาเปรียบอีกหรือ เจอแบบนี้ต้องติดต่อทนาย

  • เผื่อจะกลับมาเดินได้

          มุกนี้ประกันภัยไปทางเก่งกว่าหมอ หากเจอคำนี้ติดต่อทนายเลย อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะมันก็ชัดเจนว่าเขาจงใจประวิงเวลาการจ่ายไปเรื่อย อีกทั้งให้คำนึงว่าหากคุณต้องตกเป็นผู้พิการจริง ประโยคที่บอกว่า “เผื่อจะกลับมาเดินได้ ให้รักษาตัวไปก่อน” หมายถึงว่าเขาตั้งใจจะไม่จ่ายในส่วนของค่าความพิการหรือไม่  ให้คิดดี ๆ ว่าเขาหวังดีจริง หรือมีนัยแอบแฝงติดต่อทนาย

  • ยังไม่ได้รับเรื่อง/ยังไม่ทราบเรื่อง

        อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ติดต่อทนาย มักนำมาอ้างต่อผู้เสียหายว่า “ยังไม่ได้รับเรื่อง” “ไม่ทราบเรื่อง” ฯลฯ ประโยคทำนองนี้ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังจะถูกประวิงเวลาการจ่ายแน่นอน ถ้าหากเสียรู้ไป เผลอ ๆ ถูกประวิงเวลาร่วมปี หรือไม่ก็ถูกเสนอจ่ายน้อยกว่าความเสียหาย หรืออาการบาดเจ็บที่แท้จริง เจอแบบนี้อย่าไปยอมรีบติดต่อทนายดำเนินการ

ผู้เสียหายไหวตัวทัน รีบติดต่อหาทนายทันที

  กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของหนึ่งในผู้เสียหายที่ติดต่อทนายให้ดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมให้อย่างทันท่วงที เมื่อเกิดความรู้สึกว่าตนนั้นกำลังจะถูกบริษัทประกันภัยเล่นแง่หัวหมอใส่คิดจะเอาเปรียบ โดยผู้เสียหายท่านนี้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัสกระดูกขาหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แต่ดันถูกบริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพียง 80,000 บาท เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ค่ารักษาตัวหลายแสน ยังไม่พอเท่านั้นประกันภัยยังมีความเป็นห่วงเป็นใยผู้เสียหายบอกให้รอ รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วมาเรียกทีหลังก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายบาดเจ็บหนักและยังต้องพักฟื้นอีกนาน พอได้ฟังแบบนี้ ผู้เสียหายเอะใจและไหวตัว ติดต่อทนาย โทรสายตรงหา #ทนายอาร์ม ทันทีหลังจากนั้น

 นี่เป็นเพียงลิสต์คร่าว ๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายกลยุทธ์จากบริษัทประกันภัยที่พร้อมจะเอาเปรียบ ติดต่อทนาย เพื่อเดินเรื่องให้คุณ เพื่อไม่ต้องรอให้ประกันภัยงัดมุกไหนมาอ้างก็สามารถติดต่อทนายได้ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ อย่าไปยอมเสียรู้ เพราะสิ่งที่ดูเหมือนจะหวังดี แท้ที่จริงแอบแฝงบางอย่างไว้

“อาจารย์ลักษณ์ โหราธิบดี” แต่งตั้งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เป็นทนายความที่ปรึกษา 

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งความไว้วางใจครั้งสำคัญของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ภายใต้การนำของ ทนายอาร์ม – ศุภสิทธิ์ ศิริ กรรมการผู้จัดการ ที่ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ลักษณ์ ราชสีห์ โหราจารย์ชื่อดังของประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็น ทนายความที่ปรึกษา ดูแลคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิผ่านโลกออนไลน์

สืบเนื่องจากการที่มีผู้ไม่หวังดีสร้าง บัญชี TikTok ปลอม และเผยแพร่เนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของอาจารย์ลักษณ์ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้รับมอบหมายให้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้เสียหายอย่างเต็มที่

ทนายอาร์มและทีมงานยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ รอบคอบ และใช้ทุกศักยภาพทางกฎหมายที่มี เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง พร้อมทั้งรักษาความเชื่อมั่นที่อาจารย์ลักษณ์ได้มอบให้กับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความไว้วางใจในความสามารถของสำนักงานฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์มุ่งมั่นทำงานเพื่อพิทักษ์สิทธิและความยุติธรรมให้แก่ทุกคนที่ประสบปัญหาทางกฎหมาย

กระดูกซี่โครงหัก จะเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีรถชนได้อย่างไร?

ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่  ชม.113/2563

ยุติจำนวนเงิน 29,542 บาท

ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

-ค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท 50,000 บาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 150,000 บาท

-ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 50,000 บาท

-ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย 45,160 บาท

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 100,000 บาท

-ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 200,000 บาท

ผู้คัดค้าน (บริษัท อ… ประกันภัย จำกัด ) เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ คันหมายเลข

ทะเบียน … สมุทรปราการ ที่นาย อ. เป็นผู้ขับขี่มาในวันเกิดเหตุ และได้ชนกับรถยนต์ที่ผู้

เสนอข้อพิพาทขับขี่มา 1. ค่ารักษาพยาบาลที่มีมาก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท จำนวน 50,000 บาทนั้น สูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บมาก และไม่มีหลักฐานว่าเสียหายตามที่

กล่าวอ้าง 2. ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต จำนวน 150,000 บาท อาการบาดเจ็บของผู้เสนอ

ข้อพิพาทไม่ได้บาดเจ็บมากถึงกับต้องรักษาถึงในอนาคต เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ 3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาจำนวน 50,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ 4.ค่าขาดประโยชน์ที่ต้องหยุดงานสองเดือน จำนวน 45,160 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานการได้รับเงินเดือน การที่ได้รับบาดเจ็บผู้เสนอข้อพิพาทยังคงได้รับเงินเดือนเช่นเดิม 5.ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต จำนวน 100,000 บาท และ 6. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จำนวน 200,000 บาท เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทร้อง

ประเด็นข้อพิพาท :

1. ผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทหรือไม่ เพียงใด

2. ผู้เสนอข้อพิพาทมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันที่ยื่นข้อเสนอข้อพิพาทหรือไม่

คำวินิจฉัยชี้ขาด

– ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท

พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วที่โรงพยาบาล อ. และโรงพยาบาล ศ. และได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลทั้งสองไป โดยจ่ายให้โรงพยาบาล อ. เป็นเงิน 425 บาท และจ่ายให้โรงพยาบาล ศ. เป็นเงิน 4,737 บาท ผู้เสนอข้อพิพาทยืนยันขอเรียกค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาทที่ได้จ่ายให้โรงพยาบาล ศ. จ่ายเป็นเงิน 4,737 บาท โดยไม่ได้ขอค่ารักษาพยาบาลที่ได้จ่ายให้โรงพยาบาล อ. จำนวน 425 บาท ด้วย แม้ข้อเท็จจริงในคำเสนอข้อพิพาทจะแตกต่างกับคำพยานของผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้ารับการรักษาพยาบาลทั้งสองโรงพยาบาลดังกล่าว และได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงเห็นว่าเป็นความผิดพลาดในการเสนอข้อพิพาท และเพื่อประโยชน์ความยุติธรรม และเห็นว่าไม่ทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จึงรับฟังว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้จ่ายเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลทั้งสองแห่งจริง รวมเป็นจริง 5,162 บาท ผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้อเท็จจริงได้ จึงเห็นว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่ารักษาพยาบาลก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท จำนวน 5,162 บาท แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

พิจารณาแล้วเห็นว่า ในคำเสนอข้อพิพาทผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้องค่ารักษาอาการเจ็บที่หน้าอก 150,000 บาท กับจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคตที่ปรากฏอยู่ในคำพยานของผู้เสนอข้อพิพาท เรียกร้องเป็นเงิน 21,400 บาท ซึ่งแตกต่างกัน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในแบบบันทึกคำพยาน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงถึงที่มาของค่ารักษาพยาบาลชัดเจนกว่า และเห็นว่าการรักษาด้วยวิธีการแสงเลเซอร์กำลังสูง และ วินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นั้นต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายของผู้ที่จะรักษาก่อนว่าอาการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากสาเหตุใด และควรใช้วิธีดังกล่าวรักษาหรือไม่และมีความจำเป็นต้องใช้การวินิจฉัยอาการบาดเจ็บด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หากแพทย์ได้มีความเห็นให้รักษาได้ หรือจำเป็นต้องวินิจฉัยโรคด้วยวิธีดังกล่าว จึงสามารถไปทำการรักษาตามที่แพทย์แนะนำได้ และก็ได้ ระบุว่าต้องมีการประเมินอาการโดยละเอียด ก่อนเข้าทำการรักษา เพื่อเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการรักษา ดังนั้น เมื่อมีการประเมินอาการแล้วอาจไม่ต้องรักษาด้วยเครื่องมือเลเซอร์กำลังสูงก็ได้ อาจเป็นเพียงรักษาด้วยวิธีการนวดมือ หรือใช้เครื่องมืออย่างอื่น ดังนั้น การที่จะขอค่ารักษาพยาบาลในอนาคตในลักษณะดังกล่าว ต้องมีความเห็นของแพทย์สั่งให้ผู้เสนอข้อพิพาทรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวเสียก่อน จึงสามารถไปรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ประกอบกับผู้เสนอข้อพิพาทได้ให้ถ้อยคำในชั้นพิจารณาได้ความว่า ได้ค้นหาวิธีการรักษาด้วยวิธีดัง กล่าวมาจากอินเตอร์เน็ต ยังไม่ได้ไปทำการรักษาจริง จึงเป็นเพียงความประสงค์ของผู้เสนอข้อพิพาทว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บด้วยวิธีที่ค้นมาจากอินเตอร์เน็ตดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่มีความเห็นของแพทย์ให้ทำการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ จึงสามารถเรียกร้องค่ารักษาในอนาคตในการรักษาด้วยเลเซอร์กำลังสูงและทำการวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในอนาคต เพื่อจะนำไปใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีการรักษาทั้งสามวิธีดังกล่าวด้วยข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล ดังกล่าวข้างต้น ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคตให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาล

พิจารณาแล้วเห็นว่าระยะทางที่ผู้เสนอข้อพิพาทใช้เดินทางไปยังสถานที่รักษาโดยประมาณ 35.9 กิโลเมตร และค่าจ้างคนไปรับส่งจากที่พักไปโรงพยาบาล ไปและกลับจำนวน 3 เที่ยว เป็นเงิน 1,800 บาท นั้น เหมาะสมกับข้อเท็จจริงตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกร้อง และจำนวนครั้งที่ได้ไปทำการรักษาพยาบาล เมื่อผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างข้ออ้างของผู้เสนอข้อพิพาทข้อนี้ได้ ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสนอข้อพิพาทส่วนค่าขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล ศ. จำนวน 200 บาท เป็นเงินที่ผู้เสนอข้อพิพาทจ่ายเพื่อขอประวัติการรักษาพยาบาลของผู้เสนอข้อพิพาท เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดี และการจ่ายเงินในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาลแต่ประการใด ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทในส่วนนี้

จึงเห็นว่าผู้คัดค้านต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้เสียไปในการรักษาพยาบาลของผู้เสนอข้อพิพาท เป็นเงิน 1,800 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าขอประวัติการรักษาค่ารักษาพยาบาล

-ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย

พิจารณาแล้วว่า ตามคำเสนอข้อพิพาท อ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีเงินเดือนประมาณ 22,580 บาท จากการบาดเจ็บทำให้ต้องลาป่วย ไม่น้อยกว่า 2 เดือน ทำให้ขาดรายได้เป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 45,160 บาท ให้ผู้คัดค้านจ่ายเงินจำนวน 45,160 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท แต่ปรากฏในคำให้การพยานของผู้เสนอข้อพิพาท กลับอ้างว่าจากอาการบาดเจ็บต้องหยุดงานเป็นเวลา 1 เดือน โดยไม่ได้รับเงินเดือน จำนวน 22,580 บาท จนเป็นเหตุให้ผู้คัดด้านหลงข้อต่อสู้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทถูกหักเงินเดือน ๒ เดือน จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงในแบบบันทึกคำพยาน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานครั้งหลังสุดว่าหยุดงานเพียง 1 เดือน เห็นว่าการประปาส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และอยู่ภายใต้การบังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน หลักในการลาป่วยของพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีเงื่อนไขต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสามารถลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับค่าจ้าง ซึ่งหมายความว่าสามารถลาป่วยได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน โดยได้รับเงินเดือนระหว่างวันลา ถ้าได้มีการลาป่วยอีก ภายหลังที่ลาป่วยโดยได้รับเงินเดือนดังกล่าว จึงถูกหักเงินเดือนตามระยะเวลาที่ลา เมื่อผู้เสนอข้อพิพาทได้อ้างว่าต้องลาป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ย่อมจะไม่ถูกหักเงินเดือนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีพยานเป็นเอกสารของ กปภ. ว่าได้หักเงินเดือนของผู้เสนอข้อพิพาท จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการหักเงินเดือนของผู้เสนอข้อพิพาทจากการลาป่วยหนึ่งเดือน จึงเห็นได้ว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาดประโยชน์ในการทำมาหาได้ระหว่างการเจ็บป่วย เป็นเงิน 22,580 บาท ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

ข้อที่ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าขาดรายได้จากการประกอบอาชีพเสริม รับจ้างติดตั้ง ซ่อมล้างและย้ายแอร์ รับเหมาเดินไฟฟ้า ตู้คอนโทรล มอเตอร์ไปร์ มีรายได้เดือนละประมาณ 13,000 บาท เนื่องจากผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการเจ็บปวดที่บริเวณซี่โครง และหน้าอก ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ เป็นเวลา 3 เดือน ไม่สามารถประกอบอาชีพหลักและอาชีพเสริมได้ จึงขอเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากอาชีพเสริม จำนวน 3 เดือน เป็นเงิน 39,000 บาท พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้เรียกร้องให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าสินไหมทดแทนเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ จากการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงมีประเด็นข้อพิพาทในกรณีนี้เพียงประเด็นเดียวเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิ ดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

พิจารณาแล้วเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ผู้เสนอข้อพาทเรียกร้องแยกได้เป็นสองกรณี กรณีแรก เกี่ยวกับการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ กรณีที่สอง เกี่ยวกับการเป็นช่างแอร์ ซึ่งเป็นอาชีพเสริม

กรณีแรก พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าตามระเบียบของการประปาส่วนภูมิภาค ถ้าลาป่วยเกิน 15 วัน จะไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินโบนัสประจำปี จากอุบัติเหตุ ทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องลาป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ไม่มีสิทธิ์ ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน และไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินโบนัสประจำปี ข้อที่ผู้เสนอข้อพิพาทอ้างว่าหากลาป่วยเกิน 15 วัน ไม่มีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินโบนัสประจำปี ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาค เรื่องของการเลื่อนเงินเดือน ที่มี 2 กรณี คือ 1.) การเลื่อนขั้นตามปกติ 1 ขั้น ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลาป่วยเกิน 15 วัน แล้วไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ดังที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้าง 2.) การเลื่อนขั้นเงินเดือนแบบกรณีพิเศษ (มากกว่า 1 ขั้นแต่ไม่เกิน 2 ขั้น) มีหลักเกณฑ์ระบุไว้ว่า มีวันลารวมกันไม่เกิน 15 วัน (ลากิจ+ลาป่วย+ฯ) หากลาตามเงื่อนไขดังกล่าวเกิน 15 วันจะไม่ได้รับการพิจารณาการขอขึ้นเงินเดือน 2 ขั้น จึงรับฟังได้ว่าเงื่อนไขการลาป่วย 15 วัน ใช้เฉพาะการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในกรณีพิเศษเท่านั้น ส่วนเงินโบนัสประจำปีตามที่ระบุไว้การจ่ายนั้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการประจำปีของ กปภ. ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการลาป่วยเกิน 15 วัน แล้วจะไม่ได้รับเงินโบนัสแต่ประการใด ดังนั้นการจะได้รับโบนัสหรือไม่ประการใด จึงขั้นอยู่กับว่า กปภ. มีกำไรหรือไม่ ส่วนข้อที่อ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาท ลาป่วย 1 เดือน ทำให้ไม่ได้รับเงินตอบแทนพิเศษนั้น เห็นว่า เงินตอบแทนพิเศษกรณีพนักงานเงินเดือนเต็มขั้น ดังนั้นเงินตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นเท่านั้น การจะได้รับหรือไม่ได้รับเงินในกรณีนี้ จึงไม่เกี่ยวกับการลาป่วย 15 วัน ตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทยังมีสิทธิ์ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ได้รับเงินโบนัสประจำปี และเงินตอบแทนพิเศษตามเงื่อนไข ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่า กปภ. ได้มีคำสั่งไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน ไม่จ่ายเงินโบนัสประจำปี และไม่จ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้ผู้เสนอข้อพิพาทแต่อย่างใด ผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่ได้มีความเสียหายในส่วนนี้ จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าทดแทนในส่วนนี้ได้

กรณีที่สอง พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้างว่าเป็นลูกจ้างของร้าน ท.ไฟฟ้า ผู้เสนอข้อพิพาทมีเพียงภาพถ่ายนามบัตรของร้าน เป็นเอกสารเกี่ยวกับรายได้พิเศษ นอกเหนือจากงานประจำ ไม่ได้นำตัวเจ้าของร้านมาให้ถ้อยคำเป็นพยานยืนยันว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นลูกจ้างและมีเงินเดือนดังกล่าวจริง ประกอบกับเป็นเอกสารที่ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นผู้จัดทำขึ้นมาด้วยตัวเอง เจ้าของร้านผู้เป็นนายจ้างไม่ได้เป็นผู้ทำและรับรองความถูกต้องแต่ประการใด เอกสารของผู้เสนอข้อพิพาทจึงไม่มีน้ำหนักในการที่จะรับฟังว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นลูกจ้างของร้านดังกล่าว และได้รับเงินค่าจ้าง จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีอาชีพเสริมดังที่ล่าวอ้าง จึงเห็นว่าผู้เสนอข้อพาทไม่มีความเสียหายกรณีสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้เสนอข้อพิพาท

-ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

พิจารณาแล้วเห็นว่าตามใบรับรองแพทย์ แพทย์วินิจฉัยว่าผู้เสนอข้อพิพาท ซี่โครงหักให้ฉีดยาและรับประทานยา ทำแผลต่อเนื่อง 5 วัน และตามใบรับรองแพทย์ แพทย์มีความเห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการช้ำบวมที่ไหล่และอกขวา วินิจฉัยว่ากระดูกซี่โครงขวาหัก ให้หยุดพัก 30 วัน จึงเห็นได้ว่าบาดแผลตามร่างกายภายนอก มีเพียงแผลถลอกและฟกช้ำเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีแผลเปิด (น่าจะหมายถึงผิวหนังฉีกขาด) ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น การล้างแผลที่มีลักษณะถลอกหรือฟกช้ำ จึงไม่น่าจะมีอาการเจ็บปวดจนถึงต้องทุกข์ทรมานดังที่กล่าวอ้าง

ส่วนอาการปวดเจ็บที่บริเวณกระดูกซี่โครงขวาที่หัก กระดูกยังไม่ประสานกัน ทำให้เจ็บเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณกระดูกซี่โครง ผู้เสนอข้อพิพาทให้ถ้อยคำแต่เพียงว่าต้องทรมานจากการเจ็บปวดบริเวณซี่โครง ปัจจุบันยังมีอาการเจ็บปวดกระดูกซี่โครงข้างขวาทำให้ไม่สามารถทำงานเป็นเวลานานได้ ต้องกินยาและหยุดพักให้อาการดีขึ้นก่อนจึงจะทำงานต่อได้

พิจารณาแล้วเห็นได้ว่า ผู้เสนอข้อพิพาทยังสามารถทำงานได้แต่จะทำเป็นเวลานานติดต่อกันไม่ได้ เพียงแต่ต้องหยุดพักเสียก่อน หากต้องทำงานเป็นเวลานาน ๆ เพื่อไม่ให้ทำการใดที่จะกระทบต่ออาการบาดเจ็บ ซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทก็ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวดี การที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะทำงานจนมีอาการเจ็บปวดแล้วหยุดพักและกินยาให้อาการดีขึ้นแล้วกลับไปทำงานต่อนั้นจึงเป็นการกระทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บเอง จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะทำงานหนักให้มีอาการเจ็บปวดบริเวณซี่โครงดังที่กล่าวอ้าง ในระหว่างการหยุดพักตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงฟังได้ว่าอาการเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณซี่โครงข้างขวาจะไม่เกิดหากผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ ในระหว่างการพักรักษาตัวและอาการเสียวแปลบ ๆ ที่บริเวณกระดูกซี่โครงนั้นก็ไม่ปรากฏว่าทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทมีอาการทนทุกข์ทรมานอย่างไร ที่บ่งบอกว่ามีอาการเจ็บปวดอย่างมาก หรือสาหัส แต่กลับได้ความว่าผู้เสนอข้อพิพาทไม่ได้หยุดงานตามที่แพทย์สั่ง แต่ไปทำงานปกติ เพียงแต่อาจทำงานหนักไม่ได้ แต่ให้คนอื่นมาช่วยยกของหนักแทน จึงยังรับฟังไม่ได้ชัดเจนว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้รับความทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บบริเวณซี่โครงขวาหัก

ข้ออ้างที่ว่า ผู้เสนอข้อพิพาทมีความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมากจากความกังวลและหวาดละแวงเวลามีอะไรเข้ามาใกล้ตัว จะมากระแทกบริเวณซี่โครงที่หักและมีอาการหวาดระแวงและเสียขวัญเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การดำเนินชีวิตไม่เป็นปกติไม่มีความผาสุก ส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

จึงเห็นว่าอาการปวดเจ็บของผู้เสนอข้อพิพาทอาจทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ตามปกติเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถรักษาได้ตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการดังกล่าวจะกระทบต่อการดำรงชีพและการใช้ชีวิตของผู้เสนอข้อพิพาทในระยะแรกอยู่บ้าง ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องเจ็บปวดเป็นเวลานานหลายเดือน หรือจนไม่สามารถทำงานได้ตลอดไป ส่วนอาการกังวล หวาดละแวง และเสียขวัญ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะแรก ๆ ที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับบาดเจ็บตามข้อเท็จจริงข้างต้น ดังนั้น ที่ผู้เสนอข้อพิพาทเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ เป็นเงิน 200,000 บาท เห็นว่าสูงเกินสมควร พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้ผู้เสนอข้อพิพาท 20,000 บาท

จึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ดังต่อไปนี้

1. ค่ารักษาพยาบาลที่มีมาก่อนยื่นคำเสนอข้อพิพาท เป็นเงิน 5,162 บาท

2. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือต้องเสียไปในการรักษาพยาบาล  เป็นเงิน 1,800 บาท

3. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย  เป็นเงิน 22,580 บาท

4. ผู้คัดค้านไม่ต้องจ่ายค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

5. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอให้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในอนาคต

6. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย

7. ยกคำเสนอข้อพิพาทที่ขอให้จ่ายเงินค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต

 รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทตามข้อ 1 ถึงข้อที่ 3 เป็นเงินรวม 29,542 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาดนี้ โดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ออกใช้ และให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายในกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด

แหล่งที่มา

ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ : ชม.96/2563

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877, 446

อนุญาโตตุลาการ : นายสมชาย ยุววิทยาพาณิช

ความเห็นส่วนตัวของคณะทำงาน

คดีนี้เนื่องด้วยกว่าจะได้สืบพยานและมีคำชี้ขาดผ่านล่วงระยะเวลามานานเกือบปีแล้ว เนื่องด้วยกระบวนการและเหตุผลประกอบอื่น ๆ หลาย ๆ อย่างทำให้ดูเหมือนว่าผู้เสนอข้อพิพาทหายดีเป็นปกติแล้ว ท่านอนุญาโตตุลาการจึงไม่เห็นถึงความทุกข์ทรมานของผู้เสนอข้อพิพาท แต่ความจริงแล้วผู้เสนอข้อพิพาทก็ได้รับความทุกทรมานจริงนับตั้งแต่เกิดเหตุ แม้ท่านอนุญาโตตุลาการจะมีความเห็นส่วนตัวว่าไม่มากแต่ก็ควรกำหนดให้ผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่อนุญาโตตุลาการไม่กำหนดให้เลยนั้น คณะทำงานไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดในส่วนนี้ ในส่วนดอกเบี้ยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยได้กำหนดเงื่อนไขไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าหากบริษัทปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าสินไหมแทนให้แก่ผู้เสียหาย จนผู้เสียหายต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องหรือยื่นคำเสนอ ศาลหรือต่ออนุญาโตตุลาการ บริษัทฯ ต้องชดใช้ในดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี ซึ่งบริษัทฯ ก็รู้เงื่อนไขตรงส่วนนี้เป็นอย่างดี แต่ก็กลับยังเขียนคำให้การต่อสู้มาเพื่อไม่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย

ปกป้องสิทธิของคุณ เริ่มต้นที่การปรึกษาทนายความ

การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุหรือกรณีบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องทั้งข้อกฎหมาย หลักฐาน และการเจรจากับคู่กรณีหรือบริษัทประกันภัย หากดำเนินการผิดพลาดอาจทำให้เสียสิทธิหรือได้รับค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้

👉 เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่แนะนำให้ปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายของเราพร้อมให้คำปรึกษา ช่วยวางกลยุทธ์ และดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างรอบด้าน คลิก >>ติดต่อเรา<<

ชาวต่างชาติมาลงทุนและทำความดีในประเทศไทย มีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้จริงหรือไม่?

การได้ สัญชาติไทย ถือเป็นความใฝ่ฝันของชาวต่างชาติหลายคนที่เข้ามาพำนัก ทำงาน หรือลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงในชีวิต ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต และมีทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก คำถามที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ หากชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและทำความดีในประเทศไทย จะมีสิทธิ์ในการขอ สัญชาติไทย หรือไม่?

บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทย เงื่อนไข และขั้นตอนในการขอสัญชาติไทย เพื่อให้ผู้ที่สนใจมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

หลักการทั่วไปของการได้สัญชาติไทย

กฎหมายไทยกำหนดช่องทางหลัก ๆ ในการได้ สัญชาติไทย ไว้ 3 ประเภท ได้แก่

1.โดยการเกิด – เด็กที่เกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาหรือมารดาเป็นคนไทย หรือเด็กที่เกิดในต่างประเทศแต่บิดาหรือมารดาเป็นคนไทย ก็สามารถได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

2.โดยการสมรส – ชาวต่างชาติที่สมรสกับคนไทยและมีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้

3.โดยการแปลงสัญชาติ (Naturalization) – ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด สามารถยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้

การแปลงสัญชาติไทยสำหรับชาวต่างชาติ

สำหรับกรณีที่ชาวต่างชาติมาลงทุน ทำธุรกิจ หรือประกอบกิจการในประเทศไทย หากต้องการได้ สัญชาติไทย จะต้องเข้าข่ายการแปลงสัญชาติ โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้

  • อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายไทย
  • พำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอ (ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ อาจมีการยกเว้นเงื่อนไขนี้ได้)
  • มีความประพฤติดี ไม่เคยต้องโทษอาญาร้ายแรง
  • มีอาชีพและรายได้มั่นคง โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาติที่มาลงทุนในไทย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีธุรกิจจริง มีรายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการพิจารณา
  • มีความรู้ภาษาไทย สามารถพูด อ่าน และเข้าใจภาษาไทยได้ในระดับหนึ่ง
  • เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ติดต่อกันหลายปี

การลงทุนและการทำความดีต่อประเทศไทย

หลายคนสงสัยว่าเพียงแค่ลงทุนหรือทำประโยชน์ให้ประเทศไทย จะสามารถได้ สัญชาติไทย โดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ แต่เป็น “ปัจจัยสนับสนุน” ที่สำคัญในการพิจารณา

ตัวอย่างเช่น

  • นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งบริษัท สร้างงาน สร้างรายได้ และเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย จะถูกมองว่าเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ต่อประเทศ
  • ผู้ที่มีผลงานหรือคุณงามความดีต่อสังคมไทย เช่น บริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ สนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชน หรือช่วยเหลือสังคมไทยในด้านต่าง ๆ ก็อาจได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนหรือทำความดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ได้สัญชาติไทยทันที แต่จะช่วยให้การขอสัญชาติไทยมีน้ำหนักและโอกาสได้รับอนุมัติมากขึ้น

ขั้นตอนการยื่นขอสัญชาติไทย

สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวัง

  • แม้จะลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ สัญชาติไทย โดยทันที ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานรัฐ
  • การทำความดีต่อประเทศไทย เช่น บริจาคหรือช่วยเหลือสังคม เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมโอกาส แต่ไม่สามารถแทนคุณสมบัติหลักได้
  • ควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญชาติ เพื่อให้การยื่นคำขอถูกต้องและมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

ปรึกษากฎหมายสัญชาติไทยสำหรับชาวต่างชาติ ปรึกษาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ชาวต่างชาติที่มาลงทุนและทำความดีในประเทศไทย มีสิทธิ์ขอสัญชาติไทยได้ จริง แต่ไม่ใช่เพียงเพราะการลงทุนหรือทำความดีเพียงอย่างเดียว จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายไทย และผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างละเอียด

ดังนั้น หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการได้สัญชาติไทย ควรเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งในด้านเอกสาร การพำนักอย่างต่อเนื่อง การเสียภาษี และการพิสูจน์ว่าคุณมีคุณค่าต่อสังคมไทย การมีที่ปรึกษาด้านกฎหมายจะสามารถทำให้เส้นทางสู่การได้ สัญชาติไทย เป็นไปอย่างราบรื่นและมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

การได้สัญชาติไทยไม่เพียงแต่เป็นเกียรติ แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต ทั้งในด้านสิทธิ เสรีภาพ และความมั่นคงในระยะยาว

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีทีมทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการขอ สัญชาติไทย ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติ การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จและลดความซับซ้อนของกระบวนการทางกฎหมาย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังวางแผนยื่นขอสัญชาติไทย สามารถติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำปรึกษาและแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายได้เสมอ เพราะ “สิทธิของคุณ เราพร้อมดูแล”

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องรู้เงื่อนไข ข้อจำกัดอะไรบ้าง? และเหตุผลที่ควรมีทนายความที่ปรึกษา

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการลงทุนหรือทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว การบริการ อสังหาริมทรัพย์ หรือการผลิตสินค้า เพราะประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแรงงานฝีมือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่แข่งขันได้ และยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อย่างไรก็ตาม การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ได้ทำได้อย่างอิสระเสรีเหมือนกับคนไทย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

บทความนี้จะอธิบายสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย เงื่อนไข ข้อจำกัด รวมถึงเหตุผลว่าทำไมการมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นเรื่องสำคัญ และควรเลือกสำนักงานกฎหมายใดเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง

เงื่อนไขการที่ชาวต่างชาติต้องรู้ก่อนเปิดบริษัทในไทย

ตามกฎหมายไทย ชาวต่างชาติสามารถเปิดบริษัทได้ แต่จะมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากคนไทย โดยหลักการสำคัญมีดังนี้

1. สัดส่วนผู้ถือหุ้น

  • บริษัทจำกัดในไทยต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป
  • หากเป็นบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% จะเข้าข่าย “ธุรกิจต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งจะมีข้อจำกัดเพิ่มเติม
  • หากต้องการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีห้ามของ FBA จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) หรือใบรับรองการประกอบธุรกิจ

2. ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

  • หากบริษัทเป็น ธุรกิจต่างด้าว ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากบริษัทดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีต้องห้าม ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3 ล้านบาทต่อกิจการ
  • หากไม่ได้เข้าข่ายธุรกิจต่างด้าว เช่น มีผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า 50% ทุนจดทะเบียนสามารถเริ่มได้ตามปกติ

3. ประเภทของธุรกิจที่ชาวต่างชาติห้ามทำ

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ได้กำหนดบัญชีธุรกิจที่ห้ามหรือจำกัดการประกอบกิจการไว้ เช่น

  • การค้าปลีกและค้าส่งสินค้าที่ทุนไม่สูง
  • ธุรกิจบริการบางประเภท เช่น งานกฎหมาย งานบัญชี
  • ธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและการเกษตร

หากชาวต่างชาติสนใจทำธุรกิจในกลุ่มนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเข้าข่ายห้ามหรือไม่ และควรมีการวางแผนโครงสร้างบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย

4. ใบอนุญาตทำงานและการอยู่อาศัย

  • ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในบริษัทของตนเอง ต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าประเภท Non-B หรือ Business Visa
  • บริษัทต้องมีการจ้างงานคนไทยตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด เพื่อสนับสนุนการขอใบอนุญาตทำงาน

ข้อจำกัดที่ชาวต่างชาติควรระวัง

แม้ประเทศไทยเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก ได้แก่

1. ข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน – ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้โดยตรง (ยกเว้นบางกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะอนุญาต) หากต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มักต้องใช้รูปแบบเช่าระยะยาว (Leasehold)

2. ข้อจำกัดด้านแรงงาน – บางอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขายตรง งานขับรถ งานช่างฝีมือบางประเภท

3. กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน – การขอ Foreign Business License หรือการขอ BOI (Board of Investment) Promotion อาจใช้เวลานานและมีเงื่อนไขมาก

4. ความเสี่ยงทางกฎหมาย – หากโครงสร้างบริษัทไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใช้นอมินีถือหุ้นแทน อาจถูกดำเนินคดีและถูกเพิกถอนสิทธิ

ทำไมต้องมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท?

การที่ ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี และกฎหมายคนเข้าเมือง การมี ทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้

1.ให้คำแนะนำด้านกฎหมายที่ถูกต้อง – ป้องกันการทำธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ เช่น เข้าข่ายธุรกิจต้องห้าม หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง

2.จัดทำและตรวจสอบเอกสาร – ตั้งแต่สัญญาจัดตั้งบริษัท ข้อบังคับภายใน ไปจนถึงสัญญาทางการค้า สามารถลดความเสี่ยงในอนาคต

3.ดูแลเรื่องใบอนุญาตและวีซ่า – ทนายความสามารถดำเนินการเตรียมเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานราชการ เพื่อให้การทำงานของชาวต่างชาติถูกต้องตามกฎหมาย

4.ป้องกันข้อพิพาท – หากเกิดปัญหาทางธุรกิจ ทนายความจะสามารถให้คำแนะนำหรือดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัท

5.วางแผนภาษีและโครงสร้างธุรกิจ – เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และลดต้นทุนด้านภาษี

เลือกสำนักงานกฎหมายใดจึงเหมาะสม?

หากชาวต่างชาติต้องการเปิดบริษัทในไทยและมองหาที่ปรึกษากฎหมาย ควรเลือกสำนักงานที่มีประสบการณ์ตรงด้านการดูแลชาวต่างชาติ มีความเชี่ยวชาญทั้งในกฎหมายธุรกิจ กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ถือเป็นหนึ่งในสำนักงานที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เรามีทีมทนายความและที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์ในการดูแล ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการวางแผนโครงสร้างธุรกิจ การจดทะเบียนบริษัท การขอใบอนุญาตต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่อง เช่น การต่อวีซ่า การขอใบอนุญาตทำงาน และการป้องกันข้อพิพาททางธุรกิจ

ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในไทย ต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย

ชาวต่างชาติเปิดบริษัทในไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าใจกฎหมาย การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน และการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัทจะสามารถให้การดำเนินธุรกิจราบรื่น ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย

หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่วางแผนจะเปิดบริษัทในประเทศไทย หรือกำลังดำเนินธุรกิจอยู่แล้วและต้องการลดความเสี่ยงทางกฎหมาย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เสมอ เพราะเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงในประเทศไทย

คดีรถชน: หน้าที่ของผู้ขับรถต่อผู้บาดเจ็บ อย่าปล่อยให้ตัวเองติดคุกเพราะเชื่อบริษัทประกันภัย

เมื่อเกิด คดีรถชน สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึงคือ “ประกันภัยรถยนต์จะช่วยจัดการทุกอย่างให้” เพราะเราได้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยไว้แล้ว แต่ในความเป็นจริง ผู้ขับรถหรือเจ้าของรถยังคงมี “หน้าที่ตามกฎหมาย” ที่ต้องปฏิบัติ หากเพิกเฉยหรือทำผิดพลาดเพราะเชื่อฟังบริษัทประกันภัยโดยไม่เข้าใจ อาจไม่เพียงแต่เสียเปรียบผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญา จนถึงขั้น ติดคุกเพราะบริษัทประกันภัยของตัวเอง

บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำไมผู้ขับรถควร ดูแลผู้บาดเจ็บ ไม่ใช่ไปโต้เถียงหรือบอกว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” พร้อมแนวทางที่ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาตามมา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในคดีรถชน

หลายครั้งที่ผู้ขับรถเมื่อชนผู้อื่นแล้ว เลือกที่จะ

  • เชื่อฟังพนักงานของบริษัทประกันภัยทุกอย่าง
  • ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยบอกว่า “ไปฟ้องบริษัทประกันเอาเอง”
  • มองว่าหน้าที่ในการชดใช้เป็นเรื่องของประกันภัย ไม่ใช่ของตน

ความคิดเหล่านี้อันตรายมาก เพราะตามกฎหมาย ผู้ขับรถและเจ้าของรถยังคงเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหลัก ไม่ว่าคุณจะมีประกันหรือไม่ การปล่อยปละละเลยผู้บาดเจ็บ หรือแสดงท่าทีท้าทาย อาจทำให้ถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้น เช่น ความผิดฐาน ละเว้นการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หรือแม้กระทั่ง ความผิดอาญาจากการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต

หน้าที่ของผู้ขับรถและเจ้าของรถ

เมื่อเกิดคดีรถชน สิ่งที่กฎหมายและสังคมคาดหวังจากผู้ขับรถมีดังนี้:

ต้องหยุดรถและให้การช่วยเหลือ

หากชนผู้อื่นแล้วหลบหนี ไม่เพียงแต่เสียหายต่อภาพลักษณ์ แต่ยังเป็นความผิดอาญาที่อาจถูกจำคุกได้

แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เพื่อให้มีการบันทึกเหตุการณ์และดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

แม้ว่าบริษัทประกันภัยจะเข้ามาจัดการค่าใช้จ่ายทีหลัง แต่การช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของผู้ขับรถโดยตรง

ร่วมมือกับผู้บาดเจ็บในการเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกัน

ประเด็นนี้มักถูกมองข้าม หลายคนเชื่อว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทประกันภัย แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่ของเราคือ ยืนยันสิทธิของผู้บาดเจ็บ เพื่อให้บริษัทประกันชดใช้ค่าเสียหาย ไม่ใช่ทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้บาดเจ็บ

อันตรายจากการเชื่อฟังบริษัทประกันภัยโดยไม่เข้าใจ

บริษัทประกันภัยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของตนเอง ไม่ใช่เพื่อปกป้องผู้ขับรถเสมอไป หากผู้ขับรถทำตามคำแนะนำของพนักงานบริษัทโดยไม่พิจารณา อาจทำให้ตนเองต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เช่น

  • ปฏิเสธการชดใช้ให้ผู้บาดเจ็บ → ผู้เสียหายฟ้องร้อง ทั้งคนขับและบริษัทประกัน แต่ภาระคดีตกที่คนขับ
  • ไม่ยอมร่วมมือกับผู้บาดเจ็บ → ศาลมองว่าเป็นการขัดขวางสิทธิของผู้เสียหาย คนขับอาจถูกลงโทษหนักขึ้น
  • คิดว่าประกันจะช่วยปกป้องทุกอย่าง → สุดท้ายบริษัทประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครองหากคุณผิดเงื่อนไขกรมธรรม์

ทำไมต้องร่วมมือกับผู้บาดเจ็บ?

การร่วมมือกับผู้บาดเจ็บไม่ใช่การ “ยอมเสียเปรียบ” แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายอย่างถูกต้อง และยังมีประโยชน์หลายด้าน เช่น:

1. ลดโอกาสถูกฟ้องคดีอาญา – ศาลจะมองว่าคุณมีเจตนาดีและไม่หลบเลี่ยงความรับผิด

2. ทำให้บริษัทประกันต้องจ่ายจริง – เมื่อผู้บาดเจ็บยืนยันสิทธิ และคุณให้การสนับสนุน บริษัทประกันไม่มีข้ออ้างในการปฏิเสธ

3. สร้างความเชื่อมั่นในสังคม – การดูแลผู้บาดเจ็บแสดงถึงความรับผิดชอบ และช่วยลดความตึงเครียดของคู่กรณี

4. ลดภาระทางการเงินในระยะยาว – การแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ดีกว่าปล่อยให้บานปลายจนต้องเสียเงินและเวลาไปกับการขึ้นศาล

ตัวอย่างความผิดพลาดที่อาจทำให้ติดคุก

  • ขับรถชนแล้วบอกผู้บาดเจ็บว่า “ถ้าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา” → ศาลมองว่าเป็นการท้าทายและไม่รับผิดชอบ
  • เชื่อคำแนะนำของบริษัทประกันที่ให้ปฏิเสธทุกอย่าง → บริษัทประกันอาจปฏิเสธคุ้มครอง ทำให้คนขับกลายเป็นผู้รับผิดเต็มจำนวน
  • ไม่ยอมพาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล → อาจถูกฟ้องข้อหาละเว้นการช่วยเหลือ ซึ่งมีโทษจำคุก

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดคดีรถชน

1. หยุดรถและช่วยเหลือทันที

2. โทรแจ้งตำรวจและประกันภัย เพื่อให้มีบันทึกเหตุการณ์

3. พาผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล โดยไม่ลังเลเรื่องค่าใช้จ่าย

4. เก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่ายที่เกิดเหตุ รายชื่อพยาน

5. ร่วมมือกับผู้บาดเจ็บในการเรียกร้องสิทธิจากบริษัทประกัน

6. ปรึกษาทนายความ เพื่อป้องกันไม่ให้การกระทำใด ๆ ของคุณถูกตีความผิดพลาด

รถชน สามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม

คดีรถชน ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และเสรีภาพของผู้ขับรถเอง การทำตามคำแนะนำของบริษัทประกันโดยไม่เข้าใจ อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องโทษอาญาได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมหน้าที่ของผู้ขับรถ ต้องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ร่วมมือกับผู้เสียหายในการเรียกร้องสิทธิ และใช้บริษัทประกันในฐานะ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “เจ้านาย”

หากคุณไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและปกป้องสิทธิของตัวเองตั้งแต่แรก

👉 หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับคดีรถชนและกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องหรือติดคุก
แนะนำให้ปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย พร้อมให้คำแนะนำ ดูแลคดี และปกป้องสิทธิของคุณอย่างรอบด้าน

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!