พนักงานทำให้ระบบบริษัทเสียหาย นายจ้างฟ้องยังไงให้เข้ามาตรา 12/1 นายจ้างมีสิทธิแค่ไหน?

ในยุคที่ทุกธุรกิจต้องพึ่งพาระบบคอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล และเทคโนโลยีในการดำเนินงาน ความเสียหายจาก “ข้อมูลสูญหาย” หรือ “ระบบถูกทำลาย” ไม่เพียงแต่กระทบต่อการทำงานประจำวันเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างผลกระทบทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล เช่น สูญเสียลูกค้ารายใหญ่ เสียดีลสำคัญ หรือทำให้ชื่อเสียงองค์กรเสียหาย

แต่หากเหตุการณ์นี้เกิดจากพนักงานภายในบริษัทเอง โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างไม่พอใจนายจ้าง แล้วจงใจทำให้ระบบเสียหาย กรณีแบบนี้นายจ้างจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรได้บ้าง?
และจะฟ้องอย่างไรให้เข้ากับ มาตรา 12/1 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550?

ลูกจ้างทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเสียหาย

สมมติว่า นาย A เป็นพนักงานฝ่าย IT ของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลระบบฐานข้อมูลลูกค้า หลังจากเกิดความขัดแย้งกับผู้บริหาร นาย A เกิดความไม่พอใจและใช้สิทธิ์การเข้าถึงระบบ (Access) ของตนเองลบข้อมูลฐานลูกค้าออกจากระบบ พร้อมเปลี่ยนรหัสผ่านให้ผู้อื่นเข้าใช้งานไม่ได้

ผลลัพธ์คือ ข้อมูลลูกค้าหายไปทั้งหมด ดีลมูลค่าหลายล้านบาทต้องล่ม และบริษัทต้องหยุดชะงักการดำเนินงานชั่วคราว ความเสียหายนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ข้อมูลหาย” แต่ส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทโดยตรง

กรณีแบบนี้ถือเป็นการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์โดยลูกจ้างของบริษัทเอง ซึ่งเข้าข่ายตาม มาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

เข้าใจ “มาตรา 12/1” ให้ชัดเจนก่อนฟ้อง

อ้างอิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

มาตรา 12 ถ้าการกระทำผิดตามาตรา 5 มาตรา 5 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

ถ้าการกระทำผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำผิดตามมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท 

นายจ้างสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง?

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ นายจ้างสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่ง และทางอาญา ดังนี้

1. ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 12/1

นายจ้างสามารถเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยนำหลักฐาน เช่น

  • Log การเข้าใช้งานระบบ
  • หลักฐานการลบหรือแก้ไขข้อมูล
  • พยานบุคคล หรืออีเมล/ข้อความที่แสดงเจตนาทำลายระบบ

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหา “ทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหายโดยมิชอบ” ตามมาตรา 12/1 ได้โดยตรง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง

นอกจากคดีอาญาแล้ว นายจ้างยังสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากพนักงานได้ด้วย เช่น

  • ค่าสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
  • ค่าซ่อมแซมระบบหรือกู้ข้อมูล
  • ค่าชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่เสียไป

ทั้งนี้ต้องสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่า ความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการกระทำโดยตรงของพนักงานคนดังกล่าว

3. ดำเนินการทางวินัยแรงงาน

หากยังอยู่ในสถานะลูกจ้าง บริษัทสามารถดำเนินการทางวินัย เช่น เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งระบุว่า

“ลูกจ้างที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างมีสิทธิโดยชอบธรรมในการเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย”

การพิสูจน์ “เจตนา” เป็นหัวใจสำคัญของคดี

คดีประเภทนี้ ศาลจะพิจารณาจากเจตนา (intent) ของพนักงานเป็นสำคัญ
หากเป็นเพียงความประมาทเลินเล่อ เช่น ทำข้อมูลหายโดยไม่ตั้งใจ หรือระบบพังจากความผิดพลาดทางเทคนิค อาจไม่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 12/1

แต่หากมีพฤติการณ์ที่แสดงว่า

  • ตั้งใจลบข้อมูล
  • ปิดกั้นการเข้าถึงระบบ
  • หรือแก้ไขไฟล์สำคัญให้ใช้งานไม่ได้

พฤติการณ์เหล่านี้ย่อมเป็น “เจตนาทำให้เสียหาย” ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายแน่นอน

ข้อควรระวังของนายจ้าง

แม้บริษัทจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่การดำเนินการใด ๆ กับพนักงานต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายแรงงานด้วย
เช่น การเลิกจ้างต้องมีหลักฐานชัดเจน และดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้กลายเป็นคดีฟ้องกลับในภายหลัง

นอกจากนี้ การเข้าถึงบัญชีส่วนตัวของพนักงานโดยไม่มีคำสั่งศาล อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้เช่นกัน
ดังนั้น การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานควรให้ทนายผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ต้น

ทำไมต้องมีทนายร่วมดำเนินการตั้งแต่แรก?

เพราะคดีลักษณะนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันทั้ง

  • กฎหมายอาญา (ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย)
  • กฎหมายแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย)
  • และ กฎหมายแรงงาน (สิทธิของลูกจ้าง)

หากนายจ้างดำเนินการผิดขั้นตอน เช่น เลิกจ้างไม่ถูกต้อง หรือฟ้องโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ อาจทำให้เรื่องซับซ้อนและเสียเปรียบทางกฎหมายได้ในภายหลัง

นายจ้างอย่าเพิ่งหาทางออกเอง ปรึกษาทนายก่อนดีที่สุด

เมื่อเกิดเหตุพนักงานทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทเสียหาย ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือความโกรธชั่ววูบ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่ารีบตัดสินใจเอง” เพราะคดีลักษณะนี้เกี่ยวพันหลายกฎหมาย และลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้น จะสามารถทำให้นายจ้างประเมินได้ว่า

  • จะดำเนินคดีในข้อหาใด
  • ต้องเก็บหลักฐานแบบไหน
  • และควรฟ้องในลักษณะใดให้เข้ากับ “มาตรา 12/1” อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้กับนายจ้างหรือบริษัทที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของพนักงาน โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีแรงงานและคดีคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

อย่าเพิ่งหาทางออกเอง ปรึกษาทนายก่อนทุกครั้ง เพื่อปกป้องสิทธิของบริษัทคุณให้ปลอดภัยที่สุด

รถชนจะเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัยหรือคู่กรณีดี?

มุมมองจากทนายอาร์ม  ตั้งหลักให้ถูก เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนได้เหมาะสมกับความเสียหาย

อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ว่าจะขับรถระยะใกล้หรือไกล ความเสียหายที่ตามมานอกจากจะเป็นเรื่องของรถพังหรือทรัพย์สินเสียหายแล้ว ยังรวมถึง “ค่าเสียหายทางร่างกายและจิตใจ” ที่ผู้ประสบเหตุมีสิทธิจะเรียกร้องได้ด้วย แต่เมื่อถึงเวลาต้องเรียกค่าเสียหายจริง หลายคนกลับไม่แน่ใจว่าควรเรียกจากใคร? บริษัทประกันภัยหรือคู่กรณีที่เป็นเจ้าของรถอีกฝ่าย?

ในมุมมองของทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีอุบัติเหตุรถชนให้ผู้เสียหายหลายเคส เห็นว่า “การเรียกกับบริษัทประกันภัย” มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในทางปฏิบัติ ทั้งในแง่ความรวดเร็ว ความแน่นอน และโอกาสที่จะได้รับค่าสินไหมอย่างเหมาะสมกับความเสียหายทีได้รับ

รถชน ใครต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ลงบันทึกประจำวันและตรวจสอบความผิดของแต่ละฝ่าย จากนั้นต้องดูว่าคู่กรณีมีประกันภัยหรือไม่?
เพราะถ้ามี บริษัทประกันภัยจะเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัย ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น

  • ค่าซ่อมรถของเรา
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าขาดรายได้ระหว่างรักษาตัว
  • ค่าสินไหมทดแทนในกรณีบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต
  • ค่าเสียหายอื่น ๆ

ซึ่งในทุกกรณีนี้บริษัทประกันภัยจะเป็นผู้ชำระหรือรับผิดชอบแทนคู่กรณี ตามวงเงินคุ้มครองที่ทำไว้

เรียกจาก “คู่กรณี” ได้ไหม? คำตอบคือ “ได้” แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ในทางกฎหมาย ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดจากอุบัติเหตุย่อมต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดังนั้นหากคู่กรณีไม่มีประกันภัย หรือมีแต่ความคุ้มครองไม่พอ เราสามารถ เรียกค่าเสียหายจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่โดยตรงได้

แต่ในความเป็นจริง การไปเรียกกับคู่กรณีโดยตรงนั้นไม่ง่าย
เพราะต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ เช่น

  • คู่กรณีไม่ยอมรับผิด
  • ติดต่อไม่ได้ หรือไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดี
  • ต้องใช้เวลาเข้าสู่กระบวนการศาล เพื่อพิสูจน์สิทธิและจำนวนค่าเสียหาย
  • แม้ชนะคดี แต่คู่กรณีไม่มีกำลังจ่ายจริง ก็ยังไม่ได้รับค่าสินไหมเต็มจำนวน

ดังนั้นแม้ “เรียกกับคู่กรณี” จะเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ยากที่จะได้รับค่าเสียหายตามจริงโดยรวดเร็ว

ทำไม “เรียกกับบริษัทประกันภัย” จึงดีกว่า?

ทนายอาร์มให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ไม่ได้แปลว่าง่ายกว่าเรียกจากคู่กรณี แต่ดีกว่าตรงที่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องชำระและมีศักยภาพในการชดใช้จริง”

เพราะบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ล้วนมีกองทุนสำรองและมีพันธะตามกฎหมายที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายภายใต้กรมธรรม์อยู่แล้ว
กล่าวคือ แม้จะต้องมีขั้นตอนตรวจสอบหรือเอกสารหลายอย่าง แต่โอกาสที่ผู้เสียหายจะได้รับเงินค่าสินไหมย่อมแน่นอนและปลอดภัยกว่า

อีกทั้งยังสามารถเจรจาได้ง่ายกว่า เพราะมีฝ่ายสินไหมและเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดกระบวนการ ซึ่งต่างจากการเรียกกับบุคคลทั่วไปที่อาจหลบเลี่ยงความรับผิดได้ง่าย

ต้องเริ่มต้นอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ?

ในวันที่เกิดเหตุ สิ่งสำคัญคือ
“อย่าลืมถามให้ชัดว่า คู่กรณีทำประกันภัยกับบริษัทอะไร”
ข้อมูลนี้จำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้คุณสามารถติดต่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้อย่างถูกช่องทาง

หลังจากนั้นให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1.ขอเอกสารจากตำรวจ เช่น ใบลงบันทึกประจำวันหรือใบคู่กรณี

2.แจ้งบริษัทประกันภัย ของคู่กรณีว่าต้องการเรียกร้องค่าสินไหมในฐานะผู้เสียหาย

3.เตรียมเอกสารประกอบ เช่น ใบเสร็จค่าซ่อมรถ ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และหลักฐานความเสียหายอื่น ๆ

4.เจรจากับฝ่ายสินไหม เพื่อประเมินค่าเสียหายและวงเงินคุ้มครอง

5.หากตกลงกันไม่ได้ หรือบริษัทปฏิเสธความรับผิดสามารถดำเนินคดีในกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีทนายเป็นผู้ดำเนินเรื่อง

ตั้งหลักให้ชัด “ใครต้องจ่ายเรา และเราจะเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่?”

ก่อนจะเรียกค่าสินไหม ไม่ว่าจะจากบริษัทประกันภัยหรือคู่กรณี
สิ่งที่ทนายอาร์มแนะนำเสมอคือ
ให้เริ่มจากการตั้งหลักว่า “เราต้องการเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ และใครคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระให้เรา”

การคิดวิเคราะห์ให้ชัดเจนจะสามารถให้คุณวางแผนได้ถูกต้อง ไม่สับสนระหว่างสิทธิและหน้าที่ เช่น

  • ส่วนของค่าเสียหายทรัพย์สิน ควรเรียกจากประกันภัยภาคสมัครใจ (ถ้ามี)
  • ส่วนของค่ารักษาพยาบาล อาจได้รับจากทั้งประกันภัยคู่กรณีและ พ.ร.บ. รถยนต์
  • ส่วนของค่าขาดรายได้หรือค่าสินไหมเพิ่มเติม อาจต้องใช้การเจรจาหรือฟ้องร้องเพิ่มเติม

การเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ได้ผล ต้องใช้ทั้ง “หลักฐานและความเข้าใจ”

การเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเรื่องของสิทธิทางกฎหมายที่ผู้เสียหายพึงได้รับ
แต่การจะได้มาซึ่งสิทธินั้นอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีทั้งหลักฐานเอกสารครบถ้วน และเข้าใจขั้นตอนกฎหมายให้ถูก

หากไม่มั่นใจในวิธีดำเนินการ ควรปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบวงเงินคุ้มครอง การเจรจากับบริษัท หรือการยื่นฟ้องในกรณีที่จำเป็น

รถชนตั้งหลักง่าย ๆ ปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเหตุดีที่สุด

“เวลาเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งรีบโทษใคร แต่ให้ตั้งหลักก่อนว่า ใครต้องมารับผิดชอบค่าเสียหาย และเราจะเรียกกับใครถึงจะได้ค่าเสียหายอย่างเหมาะสมกับความเสียหายที่เราได้รับ”

การเรียกจากบริษัทประกันภัยอาจต้องใช้เอกสารและเวลาเล็กน้อย แต่เป็นวิธีที่ ปลอดภัย มั่นคง และมีโอกาสได้รับค่าสินไหมมากที่สุด เพราะบริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องชดใช้ตามกรมธรรม์ และมีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะชำระค่าเสียหาย

อย่าลืม ! ในวันที่เกิดเหตุ ให้ถามไว้ให้ชัดเจนว่า
“รถคู่กรณีทำประกันภัยกับบริษัทอะไร”
เพราะคำถามนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้คุณได้รับ ค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนและรวดเร็วที่สุดได้

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและยินดีให้บริการทางกฎหมายดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย โดยทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัยและคดีอุบัติเหตุโดยเฉพาะ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

โนตารีพับลิค (Notary Public) คืออะไร สำคัญอย่างไรในทางกฎหมาย?

ในยุคที่ธุรกิจ การเดินทาง และการทำธุรกรรมข้ามประเทศเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย “เอกสาร” คือสิ่งสำคัญที่ใช้ยืนยันสิทธิ หน้าที่ และความน่าเชื่อถือระหว่างบุคคล แต่เอกสารจะมีผลทางกฎหมายข้ามประเทศได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “การรับรองเอกสาร” โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ดังกล่าวคือ “โนตารีพับลิค” (Notary Public)

หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้เวลาทำเรื่องขอวีซ่า รับรองลายมือชื่อ เอกสารแปล หรือเอกสารใช้ต่างประเทศ แต่ยังไม่แน่ใจว่า โนตารีพับลิค คือใคร มีหน้าที่อะไร และทำไมต้องใช้บริการ
 บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมแนะนำบริการ โนตารีพับลิคจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่พร้อมให้บริการทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รับรองเอกสารได้ภายใน 1 วัน

โนตารีพับลิค คืออะไร?

คำว่า “โนตารีพับลิค” (Notary Public) หมายถึง “ทนายความผู้ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความให้ทำหน้าที่รับรองเอกสารหรือการลงลายมือชื่อ เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลทางกฎหมายในต่างประเทศ”

หน้าที่ของโนตารีพับลิคในประเทศไทยเป็นไปตามระเบียบของ สภาทนายความ ว่าด้วยการรับรองเอกสารและลายมือชื่อของทนายความ (พ.ศ. 2557) ซึ่งกำหนดให้เฉพาะทนายความที่ผ่านการอบรมและได้รับใบอนุญาตเท่านั้น จึงจะสามารถลงนามรับรองเอกสารในฐานะ “โนตารีพับลิค” ได้

หน้าที่หลักของโนตารีพับลิค

โนตารีพับลิคมีหน้าที่สำคัญในการรับรองเอกสารหลายประเภท ได้แก่

1.รับรองลายมือชื่อ (Signature Certification)

o ใช้สำหรับเอกสารที่ต้องยืนยันว่าเจ้าของเอกสารเป็นผู้ลงนามจริง เช่น สัญญา มอบอำนาจ หนังสือรับรองการทำงาน จดหมายเชิญ หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในต่างประเทศ

2.รับรองเอกสารสำเนาถูกต้อง (Certified True Copy)

o เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบรับรองบริษัท หรือเอกสารราชการ เพื่อยืนยันว่าเอกสารนั้นตรงกับต้นฉบับจริง

3.รับรองคำแปลเอกสาร (Translation Certification)

o กรณีต้องแปลเอกสารราชการ เช่น ทะเบียนสมรส ใบรับรองวุฒิการศึกษา หรือสัญญาเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อยื่นสถานทูตหรือหน่วยงานต่างประเทศ

4.รับรองการมอบอำนาจ (Power of Attorney)

o สำหรับผู้ที่อยู่ต่างประเทศต้องการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนในประเทศไทย เช่น ซื้อ–ขายทรัพย์สิน ยื่นเอกสารราชการ หรือทำธุรกรรมทางธนาคาร

5.รับรองคำให้การหรือคำรับรองพยาน (Affidavit / Declaration)

o ในบางกรณี เช่น ใช้ยื่นต่อศาลต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

ทำไมต้องใช้บริการโนตารีพับลิค?

เพราะ “การรับรองจากโนตารีพับลิค” เป็นการยืนยันว่า เอกสารนั้นแท้จริง และผู้ลงนามมีตัวตนจริง ตามหลักกฎหมาย ทำให้เอกสารมีน้ำหนักและสามารถนำไปใช้ในต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง

หากเอกสารไม่ได้ผ่านการรับรองโดยโนตารีพับลิค อาจถูกหน่วยงานต่างประเทศปฏิเสธ ไม่ยอมรับ หรือจำเป็นต้องกลับมาทำใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น

โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้ที่ โนตารีพับลิคมีความจำเป็นอย่างมาก

  • ยื่นเอกสารขอวีซ่า หรือขอสัญชาติ
  • สมัครเรียน / ทำงานต่างประเทศ
  • ทำธุรกรรมกับธนาคารหรือตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ
  • ซื้อขายทรัพย์สินข้ามประเทศ
  • ตั้งบริษัทในต่างประเทศ หรือทำสัญญากับนักลงทุนต่างชาติ

โนตารีพับลิค แตกต่างจากการรับรองเอกสารโดยหน่วยงานราชการอย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่ให้หน่วยงานราชการรับรองเอกสารแทนได้?
ความจริงคือ การรับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานานกว่ามาก

ในขณะที่การรับรองโดย โนตารีพับลิค สามารถทำได้รวดเร็วกว่า ภายใน 1 วัน และเป็นที่ยอมรับของสถานทูต บริษัทต่างชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในขั้นตอนก่อนนำเอกสารไป “ประทับตรา (Apostille)” หรือ “รับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศ”

กล่าวได้ว่า โนตารีพับลิคคือขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด ของการทำให้เอกสารไทยสามารถใช้งานในต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง

เลือกใช้บริการโนตารีพับลิคอย่างไรให้มั่นใจ?

เพราะมีผู้แอบอ้างเป็น “โนตารีพับลิค” อยู่ไม่น้อย การเลือกใช้บริการจึงควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า

  • ผู้รับรองเป็น ทนายความที่มีใบอนุญาตจากสภาทนายความ
  • มีการระบุ ชื่อ–นามสกุล หมายเลขทะเบียนทนายความ และเลขที่รับรองจากสภาทนายความ ชัดเจนในตราประทับ
  • มีเอกสารรับรองและลงนามถูกต้องตามรูปแบบทางกฎหมาย

บริการที่ได้มาตรฐานจะสามารถให้เอกสารของคุณไม่ถูกตีกลับจากสถานทูต หรือหน่วยงานต่างประเทศ

โนตารีพับลิคจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ รับรองเอกสารได้ครบวงจร  กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใน 1 วัน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ (Wongsakorn Law Office) ให้บริการ โนตารีพับลิค (Notary Public) โดยทนายความที่ได้รับอนุญาตจากสภาทนายความอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บริการของเรา ครอบคลุมทุกประเภทเอกสาร ได้แก่

  • รับรองลายมือชื่อ / เอกสารราชการ / คำแปลเอกสาร
  • รับรองหนังสือมอบอำนาจ / หนังสือเชิญ / เอกสารทางธุรกิจ
  • รับรองเอกสารเพื่อยื่นสถานทูต หรือใช้ในต่างประเทศ

เราเข้าใจดีว่า “เวลา” คือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องใช้เอกสารในต่างประเทศ
เพียงนำเอกสารตัวจริงและบัตรประชาชน (หรือหนังสือเดินทาง) มาแสดงที่สำนักงาน
คุณจะได้รับเอกสารที่ผ่านการรับรองจากโนตารีพับลิคภายใน 1 วันเท่านั้น

ทีมทนายของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำแนะนำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสาร การจัดรูปแบบให้ถูกต้อง ไปจนถึงการนำไปยื่นต่อสถานทูตหรือหน่วยงานต่างประเทศ

ฟ้องหุ้นต้องศาลที่ไหน? ไทยหรือจีน เมื่อหุ้นส่วนต่างชาติร่วมธุรกิจข้ามประเทศ

การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ไม่ได้ซับซ้อนเฉพาะเรื่องเอกสารเท่านั้น แต่ในทางกฎหมายแล้ว หากหุ้นส่วนอยู่คนละประเทศ เช่น ชาวจีนกับชาวไทยร่วมกันทำธุรกิจ ก็อาจเกิดข้อสงสัยได้ว่า “หากเกิดปัญหาฟ้องร้องกัน ต้องขึ้นศาลประเทศไหน?” บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมกรณีศึกษาที่พบได้จริงในทางปฏิบัติ

กรณีตัวอย่าง : หุ้นส่วนไทย–จีน ร่วมเปิดบริษัทในไทย แต่สัญญาธุรกิจทำที่จีน

นาย A ชาวจีน และนาย B ชาวไทย ร่วมกันทำธุรกิจโดยเริ่มต้น ทำสัญญาธุรกิจที่ประเทศจีน ก่อน ต่อมานาย A ได้มาตั้งบริษัทที่ประเทศไทย โดยให้นาย B ถือหุ้นบางส่วนเพื่อเป็นหุ้นส่วนในบริษัทไทยแห่งนี้

เวลาผ่านไป ธุรกิจเริ่มมีรายได้มากขึ้น แต่นาย A ในฐานะเจ้าของบริษัทตัวจริงกลับเห็นว่าควรได้ถือหุ้นทั้งหมด และต้องการ “ฟ้องเอาหุ้นคืน” จากนาย B ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทไทย

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ
“แบบนี้ต้องฟ้องที่ศาลไทย หรือศาลจีน?”
คำตอบขึ้นอยู่กับ “ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับ การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และ เขตอำนาจศาล ในแต่ละประเทศ

หลักกฎหมายว่าด้วย “เขตอำนาจศาล”

ในคดีลักษณะนี้ สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ ข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับประเทศใดโดยตรง เช่น

  • หากเป็นเรื่องการทำสัญญา ที่จีน เช่น การร่วมลงทุน การแบ่งผลกำไร หรือการตกลงถือหุ้น ถือว่าเป็น “ข้อพิพาทเกิดขึ้นในประเทศจีน” ศาลจีนย่อมมีอำนาจพิจารณาคดี
  • แต่หากเป็นเรื่อง การถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ไม่ว่าจะผู้ถือหุ้นเป็นใครก็ตาม การฟ้องร้องเกี่ยวกับหุ้น บริษัท หรือการเพิกถอนชื่อในทะเบียนหุ้น จะถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย

กล่าวคือ ถ้า “หุ้น” ที่ฟ้องเรียกคืนอยู่ในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย
แม้ว่าจะมีสัญญาเกิดขึ้นที่จีน หรือผู้ถือหุ้นบางส่วนเป็นชาวจีน ก็ยังต้อง “ฟ้องที่ศาลไทย” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายไทย 

ความสำคัญของ “การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท” ที่ถูกต้อง

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการจดทะเบียนบริษัทหรือการจดทะเบียนหุ้นส่วนอย่างถูกต้อง มีผลโดยตรงต่อเขตอำนาจศาลและสิทธิของผู้ถือหุ้น

หากตอนเริ่มต้น นาย A และนาย B มีการระบุเงื่อนไขการถือหุ้นและการโอนหุ้น ไว้ชัดเจนในสัญญา  เช่น กำหนดว่า หากมีข้อพิพาทให้ใช้ศาลใดเป็นผู้พิจารณา (เรียกว่า “ข้อกำหนดเขตอำนาจศาล” หรือ jurisdiction clause) ปัญหานี้จะสามารถตัดสินได้ง่ายขึ้น

แต่ในทางปฏิบัติ หลายคู่หุ้นส่วนไม่ได้ใส่เงื่อนไขนี้ในสัญญา ทำให้เมื่อเกิดข้อพิพาท ต้องมาพิสูจน์กันภายหลังว่า “ข้อพิพาทนี้เกิดขึ้นที่ไหน” และ “ศาลใดมีอำนาจรับฟ้อง”

ดังนั้น ในขั้นตอน การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยเฉพาะกรณีที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน เช่น ชาวจีน ชาวสิงคโปร์ หรือชาวญี่ปุ่น จึงควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เข้ามาดำเนินการตรวจร่างสัญญา เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลและสิทธิในหุ้นในอนาคต

การฟ้องร้องเรียกคืนหุ้นในบริษัทไทย

สำหรับกรณีของนาย A และนาย B ข้างต้น หากบริษัทที่มีหุ้นพิพาทนั้น จดทะเบียนในประเทศไทย การฟ้องร้องเรียกคืนหุ้นจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลไทย โดยสามารถดำเนินคดีได้ในลักษณะคดีแพ่ง (civil case) เช่น

  • ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนชื่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ฟ้องขอให้โอนหุ้นคืน
  • ฟ้องขอให้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากหุ้น

ศาลไทยจะพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดบริษัทจำกัด รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนหุ้น เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ รายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) และหลักฐานการชำระค่าหุ้น

ในขณะเดียวกัน หากนาย A เห็นว่ามีการละเมิดสัญญาที่ทำกันไว้ที่จีน ก็สามารถฟ้องที่ศาลจีนได้อีกคดีหนึ่ง แต่ผลของคดีที่จีนจะไม่มีผลโดยตรงต่อทะเบียนหุ้นในบริษัทไทย เว้นแต่จะมีการร้องขอให้ศาลไทยรับรองคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ (ซึ่งต้องผ่านกระบวนการพิเศษและใช้เวลา)

ธุรกิจข้ามชาติ จำเป็นต้องเข้าใจ “กฎหมายสองระบบ”

ธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทยเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจ “ระบบกฎหมายของประเทศต้นทาง” ของผู้ถือหุ้นด้วย

เช่น หากผู้ถือหุ้นเป็นชาวจีน กฎหมายของจีนอาจมีเงื่อนไขเรื่องการถือหุ้น การลงทุนในต่างประเทศ หรือข้อจำกัดด้านสกุลเงิน ซึ่งแตกต่างจากของไทย การมีทีมทนายที่เข้าใจกฎหมายทั้งสองระบบ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการวางโครงสร้างธุรกิจระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย

พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้คุณได้ทั้งประเทศไทยและประเทศจีน-สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ในกรณีที่คุณหรือบริษัทของคุณมีหุ้นส่วนต่างชาติ หรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทไทย แนะนำให้รีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อประเมินว่าควรดำเนินคดีในประเทศใด และต้องเตรียมเอกสารอย่างไร

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ (Wongsakorn Law Office)
มีทีมทนายความที่เชี่ยวชาญทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะทนายความชาวจีนประจำสำนักงาน ที่สามารถดำเนินคดีและประสานงานได้ทั้งในไทยและจีนอย่างมืออาชีพ

ไม่ว่าคดีของคุณจะเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท การโอนหุ้น การฟ้องเรียกคืนหุ้น หรือข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นต่างชาติ
เราพร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้คุณได้ทั้งที่ประเทศไทยและประเทศจีน

เมื่อมีข้อพิพาทเรื่องหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย แม้สัญญาธุรกิจจะทำกันที่ต่างประเทศก็ตาม คดีมักอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย เพราะเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย
ดังนั้น ผู้ถือหุ้นต่างชาติหรือผู้ร่วมลงทุนควรทำความเข้าใจเรื่องการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น พร้อมร่างสัญญาให้ครอบคลุมเงื่อนไขเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและการโอนหุ้น เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

เป่าแอลกอฮอล์ ผล 13 Mg.% ประกันปัดจ่าย กลยุทธ์เดิม ๆ อ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความนี้ไม่มีผู้ใช้รถใช้ถนนท่านใดที่อยากจะโดนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ เมาแล้วขับ จริง ๆ แต่คงเป็นเพียงความคิดเท่านั้น เพราะทุกวันนี้เมื่อไรที่คุณเกิดอุบัติเหตุรถชน แน่นอนว่าก็ไม่วายที่จะถูกมองว่าเมาแล้วขับ จากการที่คุณถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้คุณมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% จนเป็นเรื่องเป็นราวถูกกล่าวว่า

เป็นเหตุให้ต้องโดนคดีเมาแล้วขับอย่างแน่นอน จากการทำคดีเมาแล้วขับของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ 90% ของผู้เสียหายที่มาให้เราทำคดีความให้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทำให้กลายเป็นบุคคลที่เมาแล้วขับไปโดยปริยาย และแม้ว่าคุณจะยืนกรานอย่างไรว่าไม่ได้เมาแล้วขับก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณพ้นคดีเมาแล้วขับไปได้ และเมื่อคุณถูกแจ้งว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% นั่นคือแน่นอนแล้วว่าคุณจะไม่ได้รับการรับผิดชอบจากบริษัทประกันภัยอย่างแน่นอน

กรณีตัวอย่าง : ผู้เสียหายถูกประกันปัดจ่ายกับข้ออ้างเดิม ๆ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

คดีเมาแล้วขับ คดีความที่ไม่มีใครอยากโดน ผู้เสียหายท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่คงไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อประกันภัยหัวแพทย์หยิบยื่นคดีเมาแล้วขับมาให้ถึงที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายเกิดอุบัติเหตุรถชน ภายหลังเกิดเหตุตัวแทนประกันได้มาและผู้เสียหายได้เป่าแอลกอฮอล์ได้ผลเพียง 13 Mg.% เท่านั้น แต่กลับโดนบริษัทประกันปัดจ่ายไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ  ยืนยันอ้างว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง ผู้เสียหายจึงโร่เดินทางร้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่ไม่เป็นผลเมื่อบริษัทประกันยังยืนยันไม่จ่ายค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น จนผู้เสียหายสุดทนกับการที่ถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม เคสนี้จึงได้ถึงมือ #ทนายอาร์ม  ในที่สุด ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ ได้ดำเนินคดีเมาแล้วขับเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายท่านนี้ 

หากเจอกรณีแบบเคสตัวอย่างนี้ ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ขอแนะนำว่า ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินคดีดีกว่า ดีกว่าเดินเรื่องเอง หรือถูกบริษัทประกันภัยยื่นข้อเสนอที่ไม่ธรรมให้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริงแล้ว การมีคดีเมาแล้วขับยังเสียเวลาและเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอีกด้วย

4 กรณี ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 20 Mg.% ก็ถือว่า “เมาสุรา”

อย่างที่ทราบกันในคดีเมาแล้วขับหากผู้ใดมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 Mg.% ถือว่า เมาสุรา อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2550 ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 แต่ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีนี้ที่หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 Mg.% ถือว่าเมาสุรา มีดังต่อไปนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
  • ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
  • ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรือเป็นผู้อยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

คดีเมาแล้วขับตามกฎหมายถึงแม้ว่ากฎหมายจราจรเกี่ยวกับเรื่องเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่า ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 Mg.% แต่ในความเป็นจริงแล้วในข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเป็นอย่างมาก คือ การมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่นั้นปลอดภัยที่สุด หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านสามารถปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566 แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก คดีเมาแล้วขับก็จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

คดีเมาแล้วขับ คดีความสุดฮิตที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

คดีเมาแล้วขับ เรียกได้ว่าเป็นคดีสุดฮิตที่มีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยอ้างผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง แม้จะเป็นข่าวดังถึงขั้นออกรายการ “#โหนกระแส” กันมาแล้ว แต่บริษัทประกันภัยก็ยังทำแสบไม่หยุด จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สำนักงานของเราได้รับทำคดีเมาแล้วขับมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง กลยุทธ์เด็ดจากบริษัทประกันภัย

คดีเมาแล้วขับ กลยุทธ์เด็ดของที่ประกันภัยมักนำมาใช้ นั่นก็คือการประวิงเวลาให้ผู้เสียหายตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทิ้งระยะเวลาห่างจากตอนเกิดเหตุ หลังจากนั้นจะหยิบยกเอาทฤษฎีว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของคนเราจะลดลง 15 Mg.% ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง แล้วจะนำมาคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นระหว่างตอนเกิดเหตุจนถึงตอนที่ได้ตรวจวัด คดีเมาแล้วขับจึงเป็นเรื่องที่มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยพากันออกมาร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ว่าการที่บริษัทประกันภัยใช้วิธีการแบบนี้ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายเอาเสียเลย แถมยังดูเป็นการจงใจ ตั้งใจเอาเปรียบผู้บริโภคตั้งแรกอีกด้วย

ผู้เสียหายหลายท่านเจอแบบนี้ก็ถึงกับไปไม่เป็น บางรายเจอคดีเมาแล้วขับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เมาแล้วขับ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลย ก็ดันถูกทำให้กลายเป็นบุคคลเมาแล้วขับมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 Mg.% ซะอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังดูปัดความรับผิดชอบไม่สมกับเป็นบริษัทประกันที่ควรจะเป็นมิตรแก่ผู้บริโภค เมื่อผู้เสียหายถูกเอาเปรียบนานเข้า ก็เริ่มทนไม่ไหว จากที่ไม่ได้ต้องการที่จะมีสถานเป็นโจทก์ หรืออยากมีคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ต้องมาให้ทนายอาร์มดำเนินคดีความให้ เนื่องจากถูกบริษัทประกันภัยทำให้ต้องดำเนินคดี หากรับผิดชอบตั้งแต่แรก คงไม่มีคดีเมาแล้วขับ หรือการดำเนินคดีความกับบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นเหมือนอย่างทุกวันนี้

หากผู้เสียหายท่านใด เกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วถูกบริษัทประกันใช้กลยุทธ์ นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ปฏิเสธการจ่าย ปัดความรับผิดชอบเช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างข้างต้นนี้ ทนายอาร์ม และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ขอแนะ ไม่ต้องเดินเรื่องเอง ไม่ต้องเจรจาให้เสียเวลา เสียการ เสียงาน  หาทนายความปรึกษาคดีเมาแล้วขับทันที สามารถทักมาปรึกษาได้ที่ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หรือ เพจกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยไม่จ่ายแถมท้าให้ฟ้อง อ้างนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ได้เหรอ?

กลับคำ!!! ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม ทั้งที่ตอนแรกประกันบอกรับผิดชอบ และลูกความได้เอารถเข้าซ่อมระยะเวลาเป็นเดือน

สุดท้ายประกันโทรมา อ้างเรื่องการวัดผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ทั้งที่ลูกความเป่าได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันอ้างว่าก่อนที่จะเป่าปริมาณแอลกอฮอล์จะต้องมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่รับผิดชอบอะไรเลย แถมประกันยังให้ลูกความหาทนายไปฟ้องร้องเอาถ้าอยากจะสู้คดี…

 นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังหลายเคสหลายเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายหลายท่านเจอบริษัทประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง นำมาอ้างปฏิเสธการจ่าย เรียกได้เป็นกลยุทธ์เด็ดกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทที่มักนำมาใช้อ้างหลังจากเกิดอุบัติเหตุเป็นหลักเลยก็ว่าได้ แต่กรณีในคลิปด้านล่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายไม่คิดว่าบริษัทประกันภัยที่ดูมีความน่าเชื่อถือ ที่เขาเชื่อใจซื้อประกันนภัยกับที่นี่ จะตอบแทนเขาด้วยการปฏิเสธการรับผิดชอบอย่างไม่ใยดีเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

เหตุการณ์ คือ ผู้เสียหายท่านนี้ไปเที่ยวและขับรถกลับประมาณ 03.00 น.  โดยขับรถออกจากสถานที่เที่ยวมาได้เพียง 100 เมตรเท่านั้น ด้วยความที่ถนนเป็นวันเวย์ไม่มีเลนสวน ประกอบกับบริเวณข้างทางได้มีรถกระบะคันหนึ่งท้ายกระบะยื่นออกมาจอดขวางอยู่ จึงทำให้รถผู้เสียหายเกี่ยวเข้ากับท้ายของรถกระบะคันดังกล่าว โดยตรงที่เบียดโดนรถกระบะคู่กรณีไม่เป็นอะไรเลย แต่รถของผู้เสียหายมีการครูดจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง และครูดด้านข้าง และตัวรถไม่ได้มีรอยยุบแต่อย่างใดปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน อยู่ ๆ มาปฏิเสธกันดื้อ ๆ

หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว บริษัทประกันก็ได้ดำเนินการจัดซ่อมรถของผู้เสียหายตามปกติ และรถของผู้เสียหายได้ซ่อมไปแล้วเป็นเวลา 1 เดือน แต่หลังจากนั้นประกันภัยได้โทรกลับมาบอกกับผู้เสียหายว่า “ไม่รับผิดชอบการซ่อมรถให้ผู้เสียหายแล้วนะ” นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังผู้เสียหายถึงกับงงจากที่ตอนแรกประกันภัยรับผิดชอบแล้ว อยู่ ๆ ก็โทรมาบอกว่าไม่รับผิดชอบแล้วซะอย่างนั้น ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ข้ออ้างที่ประกันโทรมาปฏิเสธผู้เสียหายอย่างดื้อ ๆ ก็คือ ผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง โดยข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ภายหลังนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันดันโทรมากลับคำบอกว่า ผู้เสียหายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย ซึ่งตามกฎหมายและผู้เสียหายก็ทราบดีและเข้าใจว่าห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และตัวผู้เสียหายเองก็มีปริมาณแอลกอฮอล์เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเกิดอาการงงและตั้งคำถามว่า นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังประกันภัยนึกจะปฏิเสธก็ปฏิเสธกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยหรือเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย

ประกันภัยยันไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา

หลังจากโทรมาแจ้งปฏิเสธไม่รับผิดชอบนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังต่อผู้เสียหายยังไม่พอ ทางประกันจอมเจ้าเล่ห์หักหลังบอกกับผู้เสียหายว่า “ให้ไปหาทนายฟ้องร้องเอา” และยืนยันไม่รับผิดชอบอีกต่อไป ซ้ำยืนยันปฏิเสธอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินไปแล้ว บอกว่าเหตุเกิดจากความประมาท เจอแบบนี้ผู้เสียหายถึงกับเงิบเลยทีเดียวเมื่อเจอบริษัทประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังมาปฏิเสธความรับผิดชอบ

ความรู้สึกของผู้เสียหายหลังถูกประกันปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

หากถามถึงความรู้สึกหลังถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังนั้น การที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายผู้เสียหายตอบว่าตนไม่เข้าใจการกระทำของบริษัทประกันภัยอย่างมาก อีกทั้งก็ได้มีการโทรไปต่อว่าทางประกันภัยเหมือนกันว่า “ทำไม เราซื้อประกันภัยกับเขา บริษัทต้องคุ้มครองดูแลเรา”  ณ ตอนนั้นผู้เสียหายรู้สึกว่า ตนก็เป่าแอลกอฮอล์ได้เพียง 14 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  ซึ่งตามหลักแล้วบริษัทประกันต้องดูแลคุ้มครอง แต่ดันกลับมานับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังปฏิเสธลูกค้า และทิ้งลูกค้าเผชิญหน้าทิ้งกันกลางทางอยู่คนเดียว ในส่วนรถของผู้เสียหายจากที่ตอนแรกบริษัทเอาไปดำเนินการซ่อมก็กลับมาทิ้งให้ผู้เสียหายแบกรับภาระและจัดการเองทั้งหมด  ทั้ง ๆ ที่ซ่อมไปแล้ว 1 เดือน

หลังเจอประกันท้าหาทนายฟ้อง ผู้เสียหายตัดสินใจติดต่อเรา

หลังจากผู้เสียหายถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังทิ้งกลางทางแบบดื้อ ๆ อีกทั้งยังท้าให้หาทนายฟ้องร้องเอาเองอีก จึงไม่รอช้ารีบติดต่อหาทนายทันทีแบบไม่คิด เพราะที่เจอมาทั้งหมด เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่มาเจอเหตุการณ์และบริษัทประกันภัยแบบนี้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุก็เจ็บช้ำใจมากพออยู่แล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย หลงอุ่นใจว่ามีบริษัทประกันดี อุ่นใจว่ารถมีประกันภัย และเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า บริษัทต้องช่วยเหลือคุ้มครองเราเหมือนอย่างตอนที่เขาให้เราซื้อประกันด้วย เจอประกันทิ้งกลางทาง แถมท้าให้ฟ้องก็จัดการให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ทันที หากเจอมุกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ต้องปรึกษาทนายเท่านั้น

มีทนายไว้อุ่นใจกว่า

ไม่ต้องรอให้ประกันภัยนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังงัดมุกไหนมาหัวหมอใส่ หลังเกิดเหตุรีบปรึกษาทนายทันที เพราะมีทนายไว้ตั้งแต่แรกอุ่นใจ และสะดวกกว่าในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น

-ไม่ต้องคุยหรือเจรจากับประกัน จึงไม่ต้องไปเสียรู้กับกลยุทธ์ของประกัน เพราะทนายจะคุยให้เอง

-ไม่ต้องเดินเรื่อง ติดตามผลเอง และไม่ต้องเสียเวลา เพราะทนายจะดำเนินการเดินเรื่องเรียกร้องให้ทั้งหมด

-ทนายจะเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้เสียหายตั้งแต่แรกเริ่มของการเดินเรื่องจนวินาทีสุดทท้ายที่คดีความสิ้นสุด  

เกล็ดความรู้ เมาแล้วขับ ต้องโดนปรับ แถมประกันก็ไม่จ่าย

 สาเหตุที่บริษัทประกันปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่ายปฏิเสธการรับผิดชอบต่อผู้เสียหายนั้น ก็เพราะว่าบริษัทประกันจะมีข้อกำหนดว่า “จะไม่จ่ายค่าเสียหายให้ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการแจ้งข้อหากรณีเมาแล้วขับ ถึงแม้จะทำประกันชั้น 1 ทางประกันก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเสียหายต่อผู้เอาประกันหรือคู่กรณี

แต่ถ้าถามว่า กรณีเมา แล้วประกันภัยรถยนต์ของคุณเป็นภาคสมัครใจไม่จ่าย แล้วประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ล่ะ จ่ายให้หรือไม่ ?

          คำตอบ คือ พ.ร.บ. จะจ่ายให้ ไม่ว่าคุณจะเมาไม่มีใบขับขี่ หรือทำผิดกฎหมายจราจรข้อใด พ.ร.บ.ก็จ่ายค่าเสียหายชดเชยให้หมดเมื่อเกิดเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับคู่กรณี และจ่ายแค่ความเสียหายต่อบุคคลเท่านั้น ส่วนความเสียหายต่อรถของคู่กรณีคุณต้องจ่ายค่าเสียหายชดใช้ให้แก่คู่กรณีเองทั้งหมด

          ดังนั้น หากเมาแล้วอย่าขับเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อทรัพย์สิน เสียประวัติ แถมยังเสียเงิน มีแต่เสียกับเสียแบบนี้ไม่ดีแน่

ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

ประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์หงายการ์ด ก่อนเกิดเหตุต้องเมาแน่

 แบบนี้ก็มีด้วยหรือเกิดอุบัติเหตุแล้วโดนจับเป่าแอลกอฮอล์ แต่ผลออกมาไม่ถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กลับถูกประกันนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังอ้าง…ก่อนเกิดเหตุ ต้องเกินจากนั้นแน่นอน หัวหมอใส่ผู้เสียหายทันทีรีบหงายการ์ดทีเด็ดยกสูตรคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ประกันไม่จ่าย มาปฏิเสธการชดใช้ อ้างว่าก่อนเป่าผู้ขับขี่ต้องเมากว่านี้แน่    กลยุทธ์แบบนี้นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังรีบรู้ไว้แล้วจำให้ขึ้นใจ หากเจอบริษัทกันภัยทำแบบนี้ใส่ อย่าไปยอมเสียรู้ตกเป็นเหยื่อเด็ดขาดปรึกษาทนายด่วน  

ฝากถึงผู้เสียหายทุกท่านที่ถูกนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ถ้าคุยกับประกันมันยาก มาคุยกับเราดีกว่า สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดำเนินการโดยทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์มือหนึ่งยินดีให้บริการ

การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ทำไมต้องปรึกษาทนายตั้งแต่แรก? เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการเริ่มต้นที่ผิด

ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาทำธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจครอบครัว ธุรกิจสตาร์ทอัป หรือธุรกิจระหว่างเพื่อน การ “จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของทุกกิจการ เพราะเป็นการกำหนดสถานะทางกฎหมายของธุรกิจ และเป็นพื้นฐานของสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่าง “หุ้นส่วน” หรือ “ผู้ถือหุ้น” ทุกคนในองค์กร

แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับมองว่าการจดทะเบียนบริษัทเป็นเพียง “ขั้นตอนทางเอกสาร” ที่สามารถทำเองได้ หรือให้สำนักงานบัญชีทั่วไปดำเนินการแทนโดยไม่ต้องปรึกษาทนายความ ทั้งที่ “ขั้นตอนนี้” คือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคตโดยไม่รู้ตัว

จดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทไม่ใช่แค่กรอกเอกสาร แต่คือการกำหนดโครงสร้างอำนาจขององค์กร

หลายคนเข้าใจว่าการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทคือแค่การยื่นแบบฟอร์ม วางทุนจดทะเบียน และระบุกรรมการให้ครบตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด แต่แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้คือการ “ออกแบบกติกาขององค์กร” ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในระยะยาว

เพราะในเอกสารเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น

  • วัตถุประสงค์ของบริษัท
  • สัดส่วนการถือหุ้น
  • อำนาจกรรมการ
  • เงื่อนไขการลงคะแนนเสียง
  • หรือแม้แต่ข้อกำหนดเรื่องการโอนหุ้น

ทุกบรรทัดล้วนมีความหมายทางกฎหมายที่สามารถ “สร้างอำนาจ” หรือ “ตัดสิทธิ์” หุ้นส่วนบางคนได้โดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างเช่น
หุ้นส่วนบางรายยอมเซ็นเอกสารให้เพื่อนเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวโดยไม่ได้ระบุข้อจำกัดใด ๆ ผลคือเมื่อเกิดความขัดแย้ง หุ้นส่วนที่เหลือกลับไม่มีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีธนาคารของบริษัท หรือแม้แต่เอกสารสำคัญ เพราะกรรมการมีอำนาจเพียงผู้เดียวตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ

เริ่มต้นผิด = ปัญหาย้อนหลังที่แก้ยาก

ทนายความที่ปรึกษาธุรกิจมักพบปัญหาซ้ำ ๆ จากการที่ผู้ประกอบการเริ่มต้นโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย เช่น

1.หุ้นส่วนขัดแย้งกันเรื่องผลกำไรหรืออำนาจการบริหาร
เพราะในตอนเริ่มต้นไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าใครมีสิทธิตัดสินใจในเรื่องใด ใครมีหน้าที่ลงทุนเท่าไร หรือผลตอบแทนจะคำนวณอย่างไร

2.เปลี่ยนหุ้นส่วนไม่ได้ เพราะโครงสร้างในสัญญาไม่รองรับ
บางบริษัทเขียนข้อตกลงแบบ “ภาษาชาวบ้าน” โดยไม่รู้ว่ามีผลผูกพันไม่สมบูรณ์ หรือขัดต่อกฎหมาย ทำให้ภายหลังไม่สามารถโอนหุ้นหรือเปลี่ยนผู้ถือหุ้นได้ตามที่ต้องการ

3.เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น
เพราะเลือกจดทะเบียนในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เช่น ควรเป็น “บริษัทจำกัด” แต่กลับจดเป็น “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ทำให้เสียภาษีมากกว่าหรือขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางอย่าง

4.ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิซ้ำ ๆ
เนื่องจากไม่ได้วางแผนโครงสร้างตั้งแต่แรก ทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อมูลซ้ำหลายรอบ

และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างจะย้อนกลับไปที่ “ตอนจดทะเบียน” ว่าเอกสารและสัญญาที่ทำไว้ระบุอย่างไร ซึ่งหากเขียนไม่รัดกุมหรือไม่ชัดเจน ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้อได้เปรียบในทางคดี

ทำไม “ทนายความ” ถึงควรเข้ามามีส่วนตั้งแต่เริ่มจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท?

1.วิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจและความเสี่ยงทางกฎหมายได้ลึกกว่า
ทนายไม่เพียงสามารถยื่นจดทะเบียนให้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังสามารถออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ เช่น ควรจดเป็น “บริษัทจำกัด” หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ภาษี และการขยายกิจการในอนาคต

2.จัดทำข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement)
ข้อตกลงนี้สำคัญกว่าหนังสือบริคณห์สนธิ เพราะเป็นเอกสารที่กำหนดกติกาภายในระหว่างหุ้นส่วน เช่น การโอนหุ้น การตัดสินใจทางธุรกิจ การเพิ่มทุน การแต่งตั้งกรรมการ หรือการออกจากบริษัท ซึ่งถ้าไม่มีข้อตกลงนี้ เมื่อเกิดปัญหาจะหาทางออกได้ยากมาก

3.ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทางกฎหมายทั้งหมด
เช่น ชื่อบริษัทไม่ซ้ำกับผู้อื่น วัตถุประสงค์ของบริษัทสอดคล้องกับประเภทธุรกิจจริง และไม่มีข้อความที่ขัดต่อกฎหมายหรือนโยบายของรัฐ

4.ป้องกันปัญหาภาษีและข้อพิพาทในอนาคต
ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจะสามารถดำเนินการวางแผนภาษีตั้งแต่ต้น เช่น วิธีจัดโครงสร้างทุน การถือหุ้นของคนไทยและต่างชาติ หรือการทำสัญญากู้ยืมระหว่างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย

5.สามารถทำให้ธุรกิจมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ
การจดทะเบียนอย่างถูกต้องและมีเอกสารครบถ้วนที่จัดทำโดยทนายความมืออาชีพ จะสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี

รอให้มีปัญหาแล้วค่อยมาปรึกษาทนาย = เสียทั้งเวลาและเงิน

หลายบริษัทเลือกที่จะมาปรึกษาทนายเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว เช่น หุ้นส่วนถอนตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า บริษัทถูกฟ้อง หรือมีปัญหากับภาษี ซึ่งในจุดนั้นมัก “สายเกินไป” เพราะเอกสารต้นฉบับที่จดทะเบียนไว้ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ทั้งหมด

การให้ทนายเข้ามามีบทบาทตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็น “การลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหาย” มากกว่าการแก้ปัญหาในภายหลัง เพราะเอกสารทุกฉบับตั้งแต่วันแรกคือ “รากฐานทางกฎหมายของบริษัท” หากเริ่มต้นถูกต้อง คุณจะไม่ต้องกลับมาเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนเพื่อแก้ไขหรือสู้คดีในภายหลัง

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดูแลการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของคุณตั้งแต่วันแรก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการครบวงจรด้าน การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และการวางโครงสร้างธุรกิจอย่างมืออาชีพ
บริการของเราครอบคลุม

  • การให้คำปรึกษาโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ
  • การจัดทำข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Agreement)
  • การร่างและตรวจเอกสารหนังสือบริคณห์สนธิ
  • การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • การให้คำปรึกษาด้านภาษีและกฎหมายธุรกิจต่อเนื่อง

ทีมทนายความของเรามีประสบการณ์ตรงในการดูแลธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เข้าใจทั้งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายภาษี และขั้นตอนทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจของคุณจะมั่นคง ถูกต้อง และปลอดภัยในทุกขั้นตอน

“การจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท” ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการวางรากฐานทางกฎหมายขององค์กรในระยะยาว

 อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยมาปรึกษาทนาย เพราะเมื่อถึงตอนนั้น สิ่งที่แก้ได้อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วน แต่คือการต่อสู้ในชั้นศาล ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ดูแลคุณตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ธุรกิจของคุณเริ่มต้นอย่างมั่นใจ ถูกต้อง และปลอดภัย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ร่างสัญญาให้รอบคอบตั้งแต่แรก ดีกว่าแก้ไขทีหลัง ทำไมนักธุรกิจควรให้ทนายความมืออาชีพร่างสัญญาภาษาอังกฤษให้?

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการแข่งขันสูง “สัญญา” คือหัวใจสำคัญของทุกข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน ซื้อขายระหว่างประเทศ การจ้างงาน หรือการเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ การร่างสัญญา จึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่ใครก็เขียนได้ เพราะแม้เพียงถ้อยคำที่คลาดเคลื่อน หรือใช้คำศัพท์ทางกฎหมายไม่ถูกต้อง ก็อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลในอนาคตได้

หลายบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก มักเริ่มต้นด้วยการให้ “คนในบริษัท” หรือ “ฝ่ายเอกสาร” เป็นผู้ร่างสัญญาเอง โดยอ้างเหตุผลว่า “เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย” แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคือ สัญญาเหล่านั้นกลับกลายเป็น ระเบิดเวลา ที่สร้างปัญหาย้อนกลับในภายหลัง เมื่อเกิดข้อพิพาท หรือพบว่าข้อความในสัญญาไม่ครอบคลุม ไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงตามกฎหมาย

ทำไมการร่างสัญญาเองภายในองค์กรจึงเสี่ยง?

1.ใช้ภาษากฎหมายไม่ถูกต้อง
สัญญาภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศมักมีศัพท์เฉพาะ (Legal Terms) ที่ดูเหมือนเข้าใจง่าย แต่มีนัยทางกฎหมายต่างจากความหมายทั่วไป เช่นคำว่า “Shall”, “May”, “Best Efforts” หรือ “Time is of the essence” ซึ่งหากใช้ผิดแม้เพียงคำเดียว อาจเปลี่ยนความหมายของพันธะในสัญญาไปโดยสิ้นเชิง

2.ขาดการวิเคราะห์ผลทางกฎหมาย
การร่างสัญญาไม่ใช่แค่แปลข้อความจากภาษาไทยเป็นอังกฤษ แต่ต้องเข้าใจระบบกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยอาจไม่เหมือนกับกฎหมายอังกฤษหรือสหรัฐฯ ทนายความจึงต้องร่างโดยคำนึงถึงความสอดคล้องของกฎหมายทั้งสองระบบ เพื่อให้สัญญาใช้ได้จริง ไม่ขัดต่อข้อบังคับของประเทศคู่สัญญา

3.สัญญาไม่ครอบคลุมสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
คนทั่วไปมักเขียนสัญญาตาม “สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น” แต่ทนายความจะเขียนสัญญาโดยคำนึงถึง “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” เช่น การผิดสัญญา การเลิกจ้างก่อนกำหนด การส่งมอบงานล่าช้า หรือการไม่ชำระเงินตรงเวลา เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต

4.แก้ภายหลังยากและเสียเวลา
หลายองค์กรที่พยายามร่างสัญญาเอง สุดท้ายเมื่อเกิดปัญหาก็ต้องนำสัญญานั้นกลับมาให้ทนายความ “แก้ไข” หรือ “รีวิว” อยู่ดี แต่จุดที่เสียหายไปแล้ว เช่น การตีความผิดหรือขาดข้อกำหนดสำคัญ มักไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ได้ทันที การร่างสัญญาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก จึงช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากกว่า

ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจากการร่างสัญญาเอง

  • สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากฎหมายประเทศใดจะใช้บังคับ เมื่อเกิดข้อพิพาท ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิตามกฎหมายของตนเอง ทำให้คดีต้องขึ้นศาลต่างประเทศและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล
  • สัญญาว่าจ้างชาวต่างชาติ ที่ใช้คำว่า “Contractor” แทน “Employee” โดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ภายหลังบริษัทไม่สามารถใช้กฎหมายแรงงานคุ้มครองสิทธิของตนเองได้
  • สัญญาร่วมทุน (Joint Venture) ที่ไม่กำหนดชัดเจนเรื่องการแบ่งผลกำไรหรือการตัดสินใจทางธุรกิจ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในภายหลัง

ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจาก “การร่างสัญญาโดยไม่มีทนายความ” และสุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพื่อให้ทนายความดำเนินการแก้ไขหรือสู้คดีในภายหลัง

ทำไมควรให้ “ทนายความ” เป็นผู้ร่างสัญญา ?

1.เข้าใจทั้งภาษาและกฎหมาย
ทนายความที่เชี่ยวชาญด้านการร่างสัญญาภาษาอังกฤษ จะเข้าใจทั้งบริบททางกฎหมายและการใช้ถ้อยคำทางธุรกิจที่เหมาะสม สามารถสื่อสารเจตนาของคู่สัญญาได้อย่างชัดเจนและเป็นทางการ

2.ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ทนายจะร่างสัญญาโดยคำนึงถึงทุกมิติ ทั้งข้อกฎหมาย ข้อบังคับของหน่วยงาน และหลักการตีความในทางศาล ทำให้สัญญาที่ได้มีความรัดกุมและปลอดภัยจากการตีความที่ผิดพลาด

3.เพิ่มความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
คู่ค้าต่างชาติจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นหากเห็นว่าสัญญาถูกจัดทำโดยสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง เพราะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพและการเคารพข้อตกลงระหว่างกัน

4.ปรับแต่งให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ทนายความจะออกแบบสัญญาให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เช่น สัญญาซัพพลายเออร์ สัญญาแฟรนไชส์ หรือสัญญาบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงขององค์กรคุณ

ร่างเองวันนี้ แก้ไขกับทนายวันหน้า บทเรียนที่นักธุรกิจหลายคนต้องเจอ

หลายบริษัทเริ่มจากการร่างสัญญาเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาที่ไม่คาดคิดเริ่มเกิดขึ้น-ข้อพิพาทกับคู่ค้า, ลูกค้าปฏิเสธชำระเงิน, หรือพนักงานเรียกร้องสิทธิตามสัญญาที่เขียนไม่รัดกุม สุดท้ายสัญญานั้นก็ต้องกลับมาอยู่ในมือของทนายความ เพื่อให้ทนาย “รีวิว” หรือ “แก้ไข” ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น แทนที่จะเสียเวลาแก้ภายหลัง การให้ทนายความร่างสัญญาตั้งแต่แรกคือทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่า เพราะจะสามารถทำให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องคอยหวาดระแวงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

อย่ารอให้ต้องเสียเวลาแก้ไขภายหลัง ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนแรก

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ให้บริการ ร่างสัญญา อย่างมืออาชีพ ครอบคลุมทั้ง

  • ร่างสัญญาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน
  • สัญญาทางธุรกิจทุกประเภท เช่น สัญญาซื้อขายสินค้า, สัญญาบริการ, สัญญาร่วมทุน, สัญญาเช่า, สัญญาว่าจ้างพนักงานต่างชาติ ฯลฯ
  • บริการตรวจร่าง (Review) และแก้ไขสัญญาเดิมให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย
  • ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจแบบครบวงจร

เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งระบบกฎหมายไทยและต่างประเทศ พร้อมสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อให้สัญญาของคุณมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถใช้บังคับได้จริงในทุกเขตอำนาจศาล

“การร่างสัญญา” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือการป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจล่วงหน้า เพราะสัญญาที่ดีคือเกราะป้องกันชั้นแรกขององค์กร หากคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และปลอดภัยจากข้อพิพาทในอนาคต อย่ารอให้ต้องเสียเวลาแก้ไขภายหลัง ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนแรก

 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้บริการ ร่างสัญญา ภาษาไทย อังกฤษ และจีน โดยทีมทนายมืออาชีพที่เข้าใจทั้งกฎหมายและธุรกิจของคุณ

เคสตัวอย่างเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน : พอมีทนายจ่ายง่าย ไม่ต้องรอให้ “หายดีก่อน”

อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดแล้ว สิ่งที่ผู้เสียหายทุกคนควรได้รับคือ สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สิน ทว่าในความเป็นจริง หลายครั้งบริษัทประกันภัยกลับพยายามเลี่ยงหรือชะลอความรับผิดชอบ โดยใช้คำพูดที่ทำให้ผู้เสียหายลังเล เช่น “รักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมายื่นเรื่อง” ทั้งที่ตามกฎหมาย ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้ทันทีตั้งแต่วันเกิดเหตุ

บทความนี้จะพาไปดูเคสของ นาย A ผู้บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถชน ที่ตัดสินใจไม่หลงเชื่อคำพูดของบริษัทประกัน แต่เลือกปรึกษาทนายความและเดินหน้าดำเนินการทันที ผลลัพธ์คือได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว ต่างจากผู้ที่รอให้ “หายดีก่อน” อย่างสิ้นเชิง

เคสจริงที่สะท้อนปัญหา: รอไปก็เสียสิทธิ

นาย A ประสบอุบัติเหตุรถชนจนบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตอนแรกเมื่อครอบครัวติดต่อไปยังบริษัทประกัน กลับได้รับคำแนะนำว่า

“ให้รักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลังก็ได้”

หากเป็นผู้เสียหายทั่วไปที่ไม่รู้สิทธิ อาจจะเชื่อตามคำแนะนำนี้ แล้วเลือกที่จะรอ แต่โชคดีที่นาย A ตัดสินใจไม่รอ เขาและครอบครัวเลือกปรึกษาทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้ดำเนินเรื่องเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนทันที แม้ยังรักษาตัวไม่หาย

ผลลัพธ์ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหลังจากสำนักงานของเราส่งหนังสือทวงถาม (โนติส) ไปยังบริษัทประกัน ไม่ถึง 1 เดือน บริษัทรีบติดต่อกลับมาขอชำระค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว

ทำไมบริษัทประกันไม่จ่ายตั้งแต่แรก ทั้งที่ก็จ่ายได้?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ทำไมบริษัทประกันไม่จ่ายตั้งแต่แรก ทั้งที่ก็จ่ายได้?”

คำตอบง่าย ๆ คือ การที่ผู้เสียหายไม่รู้สิทธิ หรือไม่มีทนายเป็นที่ปรึกษา ย่อมทำให้บริษัทประกันมีโอกาส ยืดเวลา เลี่ยงความรับผิดชอบ หรือจ่ายน้อยกว่าที่ควรจะจ่าย ได้ง่ายมาก

การพูดว่า “รอให้หายดีก่อน” ดูเผิน ๆ อาจฟังเหมือนเป็นคำแนะนำด้วยความห่วงใย แต่ความจริงแล้วนี่คือ กลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ผู้เสียหายรักษาหายดีแล้ว บริษัทมักใช้เหตุผลว่า

  • “ในเมื่อแผลหายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายมาก”
  • “เดินได้เป็นปกติแล้ว จะเรียกร้องค่าเสียหายสูง ๆ ทำไม”

ผลก็คือ ผู้เสียหายถูกตีมูลค่าความเสียหายให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ได้เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่วันแรกของอุบัติเหตุ

ดังนั้น การรอจนรักษาหายจึงไม่ใช่ข้อดี แต่เป็นการเสียเปรียบในคดีและเสียสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ ทั้งที่ความเสียหายสามารถประเมินและเรียกร้องได้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ

สิทธิของผู้เสียหาย: เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้ทันที

ตามหลักกฎหมาย ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนสามารถ เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่ารักษาพยาบาล (ทั้งปัจจุบันและอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น)
  • ค่าเสียรายได้ ระหว่างที่ต้องหยุดงาน
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายหรือจิตใจ
  • ค่าเสียหายเชิงจิตใจ สำหรับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน
  • ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าของเสียหายอื่น ๆ

ที่สำคัญ หากคดีถึงศาล ศาลยังสามารถ “สงวนสิทธิ” ให้ผู้เสียหายเรียกร้องในอนาคตเพิ่มเติมได้อีก เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเสียหายที่อาจปรากฏภายหลัง

ทำไมต้องมีทนายเดินเรื่องให้?

สิ่งที่เคสของนาย A สะท้อนอย่างชัดเจนคือ การมีทนายทำให้บริษัทประกันไม่กล้าเพิกเฉย เพราะทนายความรู้ช่องทาง รู้สิทธิ และรู้ทันเทคนิคทางกฎหมายของบริษัทประกันภัยเพื่อให้บริษัทรีบจ่ายตามความเสียหายจริง

ในขณะที่ผู้เสียหายทั่วไปอาจไปยื่นเรื่องเอง และต้องเจอกับคำตอบแบบเดิม ๆ เช่น

  • “เอกสารยังไม่ครบ”
  • “รอรักษาตัวให้หายก่อน”
  • “บริษัทจะพิจารณาให้อีกที”

ซึ่งทำให้เสียเวลาและเสียสิทธิอย่างมหาศาล

อย่าปล่อยให้คำพูดของประกันทำให้คุณเสียสิทธิ

เคสของนาย A แสดงให้เห็นชัดว่า การมีทนายเข้ามาเดินเรื่องให้ตั้งแต่ต้น ทำให้ เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน ได้อย่างรวดเร็วและเต็มจำนวน โดยไม่ต้องทนรอคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” จากบริษัทประกัน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุ อย่าปล่อยให้สิทธิหลุดลอยไปเพียงเพราะคำพูดของประกัน ควรรีบเก็บหลักฐาน ติดต่อทนายความ และดำเนินการเรียกร้องทันที เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรมและชดเชยความเสียหายอย่างแท้จริง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมยืนเคียงข้างคุณทุกคดี

✍️ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ นำโดย ทนายอาร์ม และทีมงานมืออาชีพ พร้อมยืนเคียงข้างคุณทุกคดี เพื่อให้คุณได้รับสิทธิและค่าสินไหมทดแทนที่ควรได้รับอย่างเต็มที่

ทนายอาร์มสุดทน เดินหน้าฟ้องประกัน ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียหายกะโหลกยุบ

ตั้งแต่สำนักงานทนายความของเราได้ดำเนินกิจการมา เรียกได้ว่ามีหลายเคสและหลายกรณีเลยที่ทนายอาร์มได้ดำเนินการฟ้องประกัน หากจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เห็นทีว่าจะ 90% เลยก็ว่าได้  โดยแต่ละเคสของผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทประกันภัยนั้น ส่วนใหญ่นั้นก็คงจะไม่พ้นในเรื่องที่บริษัทประกันภัยเอาเปรียบผู้เสียหายหรือผู้บริโภคประชาชนคนธรรมดานั่นเอง เรื่องราวความร้ายแรงหนักหนาสาหัสที่บริษัทประกันภัยได้กระทำต่อผู้เสียหายจนได้เกิดการดำเนินคดีความฟ้องประกันเกิดขึ้น

วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก็มี 1 เรื่องราวที่อยากจะแชร์ต่อไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจใครหลายคน เกี่ยวกับเรื่องของบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ที่กระทำต่อลูกความของเราท่านหนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส “กะโหลกยุบ” เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เหตุใดทนายอาร์มต้องสุดทนจนต้องฟ้องประกัน วันนี้เรามานำเสนอในรูปแบบของ Episode สรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน

Ep.1 จุดเริ่มต้นของคดี เมื่อนางสาว A ถูกรถชน แล้วประกันบอกให้เธอไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

กรณีต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของนางสาว A ที่ทำให้ทนายอาร์มลุยเดินหน้าฟ้องประกันแบบไม่ลังเล โดยเรื่องราวของนางสาว A มีอยู่ว่า วันหนึ่งความโชคร้ายได้มาเยือน ขณะที่เธอขี่รถจักรยานยนต์กำลังเดินทางกลับบ้าน เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งพุ่งชนจนตัวเธอกระเด็นลอยเคว้งอยู่บนท้องถนน อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นเหตุทำให้ศีรษะของเธอกระแทกพื้นอย่างแรง นางสาว A บาดเจ็บหนักสาหัสถึงขั้นกะโหลกยุบ ต้องผ่าตัดเอากะโหลกเทียมใส่  อีกทั้งเธอยังต้องผ่าตัดกะโหลกอีกหลายครั้ง และยังต้องพักรักษาตัวนานอีกหลายเดือน ส่งผลให้เธอถูกบริษัทที่ทำงาน “เลิกจ้าง”  เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เต็มสมรรถภาพแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ คงถึงคราวโชคร้ายของนางสาว A จริง ๆ เมื่อเธอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้แล้วก็ยังต้องมาเจอบริษัทประกันภัยเจ้าเล่ห์ใส่ อ้างให้เธอไป “รักษาตัวให้หายดีก่อน” แล้วค่อยมาเรียกร้องทีหลัง แต่ในความโชคร้ายของเธอยังมีความโชคดีอยู่ เพราะเธอและสามีเอะใจไม่เชื่อคำพูดของตัวแทนบริษัทประกันภัยบอก นางสาว A จึงไม่ทนให้ถูกเอาเปรียบทั้งที่บาดเจ็บหนัก ขณะที่เธอบาดเจ็บต้องนอนพักรักษาตัวนั้นสามีของเธอจึงได้ให้ทนายอาร์มดำเนินคดีให้ แต่ไม่วายเจอประกันภัยเจ้าเล่ห์ไม่หยุด จนต้องฟ้องประกันในขั้นต่อไป

Ep.2 เมื่อบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ จะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกัน

จากที่ได้เกริ่นนำไปข้างต้นสำหรับกรณีนางสาว A ผู้ประสบอุบัติเหตุกะโหลกยุบ ที่ดันซวยซ้ำซวยซ้อนเจอประกันภัยเจ้าเล่ห์ใส่ หลังให้ทนายอาร์ม ดำเนินคดีฟ้องประกันให้ ก่อนอื่นต้องทราบประเด็นต่อไปนี้ก่อนว่า ปกติแล้วในคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยได้ระบุและกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า กรณีสูญเสียกะโหลกแบบนี้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายภาคบังคับให้แก่นางสาว A จำนวน 250,000 บาท แต่เมื่อมีการเจรจาในชั้น คปภ. บริษัทประกันภัยกลับบอกว่า จะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจรวมกัน จำนวน 200,000 บาท (ซึ่งแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?) ทางสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงได้แจ้งให้บริษัทประกันภัยทบทวนการพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ต่อมาได้มีการเจรจากันอีกครั้งที่ 2 บริษัทประกันภัยก็ยังเจ้าเล่ห์ไม่หยุด บอกว่าจะจ่ายภาคบังคับและภาคสมัครใจ “รวมกัน” ให้อีก 250,000 บาท จากครั้งที่แล้ว 200,000 บาท นั่นหมายความว่าในส่วนที่นางสาว A ต้องได้รับในส่วนภาคบังคับคือ 250,000 บาท บริษัทก็จ่ายไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไข แล้วแบบนี้จะไม่ให้เดินหน้าฟ้องประกันได้อย่างไร?

สุดท้าย แต่ ! ไม่ท้ายสุด บริษัทประกันภัยยอมจ่ายภาคบังคับที่นางสาว A ต้องได้รับเต็มจำนวน และเรารับในส่วนนี้ อีกทั้งบริษัทยังเสนอจ่ายภาคสมัครใจจำนวน 300,000 บาท แต่ทางสำนักงานฯของเรายังมองไม่เห็นว่านางสาว A ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรจะได้รับ เพราะบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ แถมยังถูกประกันภัยจ้องเอาเปรียบอยู่ตลอดอีก ทางเราจึงไม่รับข้อเสนอ เรื่องนี้จึงได้เดินมาถึงขั้นตอนต่อไป คือทนายอาร์มดำเนินการฟ้องประกันทันทีแบบไม่ลังเล

Ep.3 ในชั้นศาลบริษัทประกันภัยหลอก อ้างเคยได้จ่ายเงินให้ผู้เสียหายแล้ว แต่ความจริงผู้เสียหายไม่เคยได้รับเลย

สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหายกะโหลกยุบ ที่ถูกบริษัทประกันภัยจ้องจะเอาเปรียบหากไม่มีทนายเดินเรื่องฟ้องประกัน หลังจากไปเจรจาที่ คปภ. แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมทนายอาร์มจึงมาดำเนินการฟ้องประกันในชั้นศาล แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ! ผู้เสียหายยังโดนประกันหลอก ทั้งตัวผู้เสียหายเองและหลอกทั้ง “ศาล” เมื่อมาถึงในชั้นศาล ทนายของบริษัทประกันภัยก็เจ้าเล่ห์อ้างทันทีว่า เคยได้จ่ายเงินให้กับนางสาว A ไปแล้วจำนวน 400,000 บาท แต่ ! ความจริงนางสาว A ไม่เคยได้รับเลย มาถึงขนาดนี้ก็ยังไม่วายจะเอาเปรียบผู้เสียหายอีก

Ep.4 บทสรุปของคดี จบลงด้วยเทคนิคและประสบการณ์ของทนายอาร์ม

มาต่อกันที่ Ep.4 สำหรับคดีของนางสาว A ผู้เสียหายกะโหลกยุบ หลายท่านที่ติดตามคงอยากรู้ว่าคดีนี้เรื่องราวจะจบลงอย่างไรเมื่อทนายอาร์มดำเนินการฟ้องประกันไปแล้ว สุดท้ายแล้วประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ก็เจอทนายอาร์มคนจริงเรื่องคดีประกันภัยในการฟ้องประกัน เนื่องจากสุดทนกับพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยที่จ้องจะเอาเปรียบ ได้ดำเนินการให้เรื่องนี้จบลงด้วยดีอย่างเป็นธรรมต่อนางสาว A ในที่สุดนางสาว A ก็ได้รับค่าเสียหายในส่วนของภาคบังคับเต็มจำนวน 250,000 บาท และภาคสมัครใจอีกจำนวน 700,000 บาท เป็นอันจบลงด้วยดี ด้วยเทคนิคและประสบการณ์ของทนายอาร์มที่มีอย่างยาวนานในการฟ้องประกัน

ติดตามเรื่องราวกันมาถึงตรงนี้ ถ้าอยากรู้ว่าผู้เสียหายหลังจากได้ทนายอาร์มเดินเรื่องฟ้องประกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง สามารถรับชมได้ในคลิปด้านล่างนี้

ฟ้องประกันเท่านั้นคือคำตอบ เมื่อถูกเอาเปรียบอย่ารอช้า ปรึกษาทนายได้ทันที

สำหรับเคสฟ้องประกันของนางสาว A กว่าจะจบลงด้วยดีแบบนี้ก็เรียกได้ว่าถูกประกันภัยปฏิเสธไม่จ่าย ไม่รับผิดชอบ สาหัสพอ ๆ กับอาการบาดเจ็บของนางสาว A เลยก็ว่าได้ สุดท้ายนี้อยากฝากถึงผู้ติดตามทุกท่านที่ติดตามกันมาถึงตรงนี้ เมื่อไรที่เกิดอุบัติเหตุไม่ต้องรอให้ถูกประกันภัยเอาเปรียบ ไม่ต้องรอให้เจอคำว่า “รักษาตัวให้หายดีก่อน” เพื่อมาปัดความรับผิดชอบ ขนาดเคสนางสาว A บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้บริษัทประกันภัยยังปฏิเสธไม่ใยดีต่ออาการบาดเจ็บได้ลงคอ ฟ้องประกันเท่านั้นคือคำตอบ อย่ารอให้รักษาตัวให้หายดีก่อนตามคำประกันภัยบอก เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ เมื่อถูกเอาเปรียบต้องเดินหน้าหาทนายฟ้องประกันเท่านั้น เพื่อความยุติธรรมของตัวคุณ สามารถปรึกษาทนายได้ทันทีคลิก >>ติดต่อเรา<< ให้เป็นหน้าที่ของเราเพื่อเดินหน้าฟ้องประกันทันทีโดยไม่ลังเล

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!