รถไม่มี พ.ร.บ. หวังใช้ของคู่กรณีได้ไหม? ทนายอาร์มเตือนพ.ร.บ. และประกันภัย เรื่องสำคัญที่ผู้ใช้รถทุกคนไม่ควรมองข้าม

พ.ร.บ.และการมีประกันภัยกับการใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวันไม่ได้มีเพียงหน้าที่ในการขับขี่อย่างระมัดระวังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบในการจัดให้มี พ.ร.บ. หรือประกันภัยภาคบังคับตามที่กฎหมายกำหนดด้วย เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ หรือรถประเภทอื่นที่อยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การมี พ.ร.บ. ช่วยให้ผู้ประสบภัยจากรถมีหลักประกันในการได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นตามเงื่อนไขของกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้หยิบยกประเด็นที่เกิดขึ้นในกลุ่มเฟซบุ๊กมาให้ความรู้ หลังมีผู้สอบถามว่า หากขับรถซาเล้งแล้วเกิดอุบัติเหตุ โดยในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก จะสามารถใช้ พ.ร.บ. ของรถคู่กรณีได้หรือไม่ คำถามนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้รถบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจหลักการของ พ.ร.บ. และความแตกต่างระหว่างการได้รับความคุ้มครองเบื้องต้นกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายที่ต้องรับผิด

ไม่มี พ.ร.บ. แล้วเกิดอุบัติเหตุ จะใช้ พ.ร.บ. ของคู่กรณีได้หรือไม่?

จากกรณีดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายมุมมอง โดยทนายอาร์มได้ร่วมให้ความเห็นในประเด็นกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำว่าการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะคำแนะนำที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้ผู้ประสบเหตุเข้าใจสิทธิของตนเองผิดไป และส่งผลต่อการตัดสินใจในขั้นตอนต่อมา

ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างการเป็นผู้ประสบภัยจากรถ กับการมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจาก พ.ร.บ. ของรถคันใดคันหนึ่ง แม้บุคคลจะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุและเข้าข่ายเป็นผู้ประสบภัยจากรถ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำ พ.ร.บ. ของคู่กรณีมาใช้ได้โดยอัตโนมัติทุกกรณีได้ เพราะจะต้องดูข้อเท็จจริงด้วย เช่น ลักษณะของอุบัติเหตุ รถที่เกี่ยวข้อง และหลักเกณฑ์ตามกฎหมายประกอบกัน

พ.ร.บ. เป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของเจ้าของรถ

ทนายอาร์มเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนนำรถออกมาใช้งาน โดยเจ้าของรถที่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่จัดให้มีประกันภัยภาคบังคับตามกฎหมาย การละเลยเรื่องนี้อาจสร้างปัญหาเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และอาจส่งผลให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ไม่ว่ารถที่ใช้จะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถซาเล้งที่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ใช้รถควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถมีเอกสารและประกันภัยที่จำเป็นครบถ้วน การอ้างว่าไม่ทราบวิธีซื้อ พ.ร.บ. หรือมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ขับขี่ แต่ยังรวมถึงผู้โดยสารและบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายด้วย

สำหรับค่าเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. นั้น อัตราจะแตกต่างกันตามประเภทรถ ลักษณะการใช้งาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องก่อนซื้อ ไม่ควรยึดตัวเลขราคาเดียวเป็นมาตรฐานสำหรับรถทุกประเภท

เกิดเหตุแล้วค่อยซื้อ พ.ร.บ. ได้หรือไม่?

อีกประเด็นที่ทนายอาร์มมองว่าควรทำความเข้าใจคือ หากเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว เจ้าของรถสามารถซื้อ พ.ร.บ. ในภายหลังได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติอาจสามารถดำเนินการซื้อประกันภัยฉบับใหม่ได้ แต่ พ.ร.บ. ที่เริ่มมีผลคุ้มครองภายหลัง ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มความคุ้มครองได้รับความคุ้มครองย้อนหลังโดยอัตโนมัติ ดังนั้น การรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนแล้วค่อยซื้อ พ.ร.บ. จึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

หากเกิดเหตุขึ้นแล้วและรถที่เกี่ยวข้องไม่มี พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยอาจมีสิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้ในบางกรณี โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การพิจารณาว่ามีสิทธิหรือไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์ ไม่ควรสรุปว่าผู้ประสบภัยจะไม่ได้รับความช่วยเหลือทุกกรณีเพียงเพราะรถไม่มี พ.ร.บ.

ประกันภัยภาคสมัครใจต่างจาก พ.ร.บ. อย่างไร?

นอกจาก พ.ร.บ. ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับแล้ว เจ้าของรถยังสามารถ ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม โดยประกันภัยแต่ละประเภทมีขอบเขตความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นแตกต่างกัน การมีประกันภัยภาคสมัครใจจึงอาจช่วยเพิ่มความคุ้มครองในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ซื้อไว้

ผู้ใช้รถจึงควรตรวจสอบทั้งวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดความคุ้มครอง รวมถึงรายละเอียดในกรมธรรม์ ไม่ควรเข้าใจว่าการมี พ.ร.บ. หมายถึงมีความคุ้มครองครบทุกประเภท เพราะ พ.ร.บ. มุ่งคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ประกันความเสียหายของรถทุกกรณี

เกิดอุบัติเหตุแล้วควรเริ่มต้นอย่างไร?

หากประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการรักษาพยาบาลเป็นอันดับแรก จากนั้นรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ข้อมูลรถและคู่กรณี รายละเอียดกรมธรรม์ พ.ร.บ. เอกสารทางการแพทย์ และหลักฐานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมบันทึกข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบสิทธิและการเรียกร้องค่าเสียหาย

หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีสิทธิใช้ พ.ร.บ. ของรถคันใด หรือควรดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไร ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงครบถ้วนหรือมีข้อโต้แย้งเรื่องความรับผิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ และสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านคดีความที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือรถหรือรถจักรยานยนต์ รวมถึงสิทธิผู้ประสบภัยจากรถ พ.ร.บ. และการเรียกร้องค่าเสียหาย เพื่อให้ผู้ประสบเหตุเข้าใจสิทธิและวางแผนดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้ ผลการพิจารณาในแต่ละกรณีย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐานด้วย นอกจากนี้หากเจอกรณีที่บริษัทประกันภัยบ่ายเบี่ยงความรับผิด เช่น ให้ไปรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยมาเรียกค่าเสียหายภายหลัง หากเจอกรณีแบบนี้สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที

หากคุณกำลังประสบปัญหาจากอุบัติเหตุและไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สามารถติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาและประเมินแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ระยะแรก

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

คลิก >> ติดต่อเรา <<

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ต้อนรับ “ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู” เยี่ยมชมสำนักงาน พร้อมพูดคุยแนวทางความร่วมมือทางกฎหมายในอนาคต

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้ให้การต้อนรับทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ซึ่งให้เกียรติเดินทางมาเยี่ยมเยียนและเยี่ยมชมสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยมีบุคลากรของสำนักงานร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับทนายความผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในแวดวงกฎหมาย

ในโอกาสนี้ ทนายอาร์มได้พาทนายสายหยุดเยี่ยมชมพื้นที่สำนักงานทั้ง 4 อาคาร พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการทำงานด้านกฎหมาย รวมถึงแนวทางความร่วมมือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ทนายอาร์มยังได้มอบหนังสือ “สวดมนต์พลิกชีวิต” เพื่อเป็นที่ระลึก และที่สำคัญได้มอบหนังสือ “แก้ เกม โกง” ซึ่งเป็นผลงานเขียนของทนายอาร์มเอง ให้แก่ทนายสายหยุดอีกด้วย นับเป็นโอกาสอันดีในการแบ่งปันองค์ความรู้และผลงานที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของผู้เขียน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ให้เกียรติมาเยี่ยมชมสำนักงานในครั้งนี้ การพบปะดังกล่าวไม่เพียงเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรในแวดวงกฎหมาย แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการทำงานที่อาจต่อยอดสู่ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ในอนาคต

จาก 6 หมื่น สู่ 6 แสน! รถชนเรียกค่าเสียหาย รู้สิทธิก่อนรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย  

รถชนเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เรียกอย่างไรให้ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นคำถามสำคัญที่ผู้เสียหายหรือผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เพราะความเสียหายจากอุบัติเหตุไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถหรือค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่อาจรวมถึงรายได้ที่ขาดหาย ค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง ตลอดจนความเสียหายอื่นตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี

จากข้อเสนอ 60,000 บาท สู่ค่าสินไหมทดแทนกว่า 635,705 บาท

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอเล่ากรณีตัวอย่างของผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งประสบอุบัติเหตุขณะประกอบอาชีพเป็นไรเดอร์ขับรถจักรยานยนต์รับ-ส่งอาหาร โดยถูกรถยนต์ของคู่กรณีเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บหลายรายการ ส่งผลให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติและต้องหยุดพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน

ผู้เสียหายรายนี้มีอาการบาดเจ็บบริเวณไหปลาร้า เอ็นข้อเท้าฉีกขาด การเดินของขาขวาผิดปกติ และมีเศษกระดูกแตกหักบริเวณข้อเท้า ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำงาน ซึ่งเดิมผู้เสียหายมีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000–40,000 บาท เมื่อไม่สามารถออกไปทำงานได้ รายได้จึงหยุดชะงักตามไปด้วย

ในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายได้เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยของคู่กรณีจำนวน 170,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้เพียง 60,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายเกิดข้อสงสัยว่าจำนวนดังกล่าวเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

รถชนเรียกค่าเสียหาย ต้องดูมากกว่าค่ารักษาพยาบาล

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว การประเมินความเสียหายไม่ควรมองเพียงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันทีเท่านั้น เพราะผู้ได้รับบาดเจ็บอาจมีความเสียหายต่อเนื่องจากการไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคต และความเสียหายอื่นที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง

ผู้เสียหายจึงควรรวบรวมเอกสารทางการแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล หลักฐานรายได้ เอกสารเกี่ยวกับการทำงาน ตลอดจนหลักฐานความเสียหายของทรัพย์สินและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะพยานหลักฐานเหล่านี้สามารถมีบทบาทสำคัญในการประเมินและพิสูจน์ความเสียหาย

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายได้ศึกษาข้อมูลจากช่อง YouTube ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ก่อนตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายอาร์ม และได้มีการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อวางแนวทางดำเนินคดี จากนั้นจึงนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

ผลการพิจารณา: ผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ

ตามข้อมูลของคดีตัวอย่างดังกล่าว อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลายรายการ ได้แก่

  • ค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทาง จำนวน 138,272 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต จำนวน 100,000 บาท
  • ค่าเลเซอร์รอยแผลเป็น จำนวน 45,000 บาท
  • ค่าขาดประโยชน์ระหว่างทำมาหาได้ในช่วงเจ็บป่วย จำนวน 96,000 บาท
  • ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน จำนวน 250,000 บาท
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย เช่น เสื้อผ้าสำหรับทำงาน กางเกง รองเท้า และแว่นตา จำนวน 6,433 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 635,705 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างจากข้อเสนอเดิม 60,000 บาทอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลของคดีตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทุกรายจะได้รับเงินจำนวนเดียวกัน เพราะการกำหนดค่าสินไหมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ความเสียหาย พยานหลักฐาน และกระบวนการพิจารณาของแต่ละคดี

ทำไมการมีทนายความจึงมีความสำคัญเมื่อรถชนเรียกค่าเสียหาย?

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ามีทนายความแล้วจะได้รับเงินมากขึ้นเสมอไป แต่ทนายความมีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ประเมินประเด็นข้อกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐาน และนำเสนอข้อเรียกร้องให้เป็นระบบ ซึ่งแตกต่างจากการพูดคุยหรือเจรจาโดยไม่มีการวางรูปคดี

สำหรับผู้เสียหายที่ไม่คุ้นเคยกับกระบวนการทางกฎหมาย การประเมินว่าความเสียหายของตนเองประกอบด้วยอะไรบ้างอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ เพราะความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ต่อเนื่องไปถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในอนาคต

สำนักงาน คปภ. เองก็มีช่องทางเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ย และการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ รวมถึงมีระบบอนุญาโตตุลาการออนไลน์สำหรับประชาชนในการยื่นข้อพิพาทและติดตามสถานะคดี ดังนั้น ผู้เสียหายควรศึกษาช่องทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของตนเอง และอาจขอคำปรึกษาทางกฎหมายเพื่อทำความเข้าใจก่อนเลือกแนวทางดำเนินการ

หากถูกรถชน อย่ารีบตัดสินใจจากตัวเลขที่ประกันเสนอ

กรณีรถชนเรียกค่าเสียหาย สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายควรตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนรับข้อเสนอหรือเซ็นเอกสารใด ๆ โดยเฉพาะเอกสารที่อาจเกี่ยวข้องกับการยุติข้อเรียกร้อง เพราะเมื่อมีการตกลงและลงนามแล้ว ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างกันไปตามข้อความและเงื่อนไขของเอกสาร

อุบัติเหตุหนึ่งครั้งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่หายไป ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การรักษาในอนาคต และความเสียหายอื่น ๆ ดังนั้น หากได้รับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัยแล้วไม่แน่ใจว่าครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดหรือไม่ การขอคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิและแนวทางของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

กรณีตัวอย่างจาก 60,000 บาท สู่ 635,705 บาท จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า

“ไม่รู้กฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ควรรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง”

หากวันนี้คุณหรือคนในครอบครัวประสบอุบัติเหตุรถชนเรียกค่าเสียหาย และได้รับบาดเจ็บจนกระทบต่อการทำงานหรือรายได้ อย่าเพิ่งตัดสินใจจากข้อเสนอที่ได้รับเพียงอย่างเดียว ควรรวบรวมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรู้สิทธิและวางแนวทางเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ คลิก >> ติดต่อเรา <<

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกร้องอย่างไร? จากข้อเสนอ 7,500 บาท สู่ค่าเสียหายหลักแสน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ควรทำความเข้าใจ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ผู้เสียหายอาจไม่สามารถนำรถมาใช้งานได้ตามปกติ และความเสียหายไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการขาดโอกาสในการใช้รถในช่วงระหว่างการซ่อมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินตามจำนวนที่ต้องการโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง หลักฐาน ระยะเวลาซ่อม และรายละเอียดความเสียหายประกอบกัน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายควรเข้าใจว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วรถได้รับความเสียหายจนต้องเข้าซ่อม ช่วงเวลาที่ไม่สามารถนำรถมาใช้ประโยชน์ได้อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามมา เช่น ต้องเช่ารถ ต้องเดินทางด้วยวิธีอื่น หรือหากเป็นรถที่ใช้ประกอบอาชีพก็อาจมีผลต่อรายได้

ดังนั้น ก่อนยอมรับข้อเสนอจากบริษัทประกันภัย ผู้เสียหายควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบด้านว่าเงินที่บริษัทเสนอครอบคลุมความเสียหายส่วนใดบ้าง และจำนวนเงินดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะข้อเสนอแรกที่ได้รับอาจไม่ใช่จำนวนสุดท้ายที่สะท้อนความเสียหายทั้งหมด

จากข้อเสนอ 7,500 บาท สู่ค่าเสียหายหลักแสน

กรณีหนึ่งที่ทนายอาร์มนำมาเป็นตัวอย่าง เป็นกรณีของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถกระบะ เกิดเหตุในจังหวัดภูเก็ต โดยในช่วงแรกก่อนมีทนายความเข้ามาดูแล บริษัทประกันภัยเสนอจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้ผู้เสียหายเพียง 7,500 บาท

เมื่อผู้เสียหายเห็นว่าจำนวนเงินดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและพบคลิปวิดีโอให้ความรู้ของทนายอาร์มผ่าน YouTube ก่อนติดต่อสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อขอคำปรึกษาและให้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย

ภายหลังจากมีการดำเนินการและพิจารณารายละเอียดของคดี ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายหลักแสนบาทจากเดิมที่บริษัทประกันภัยเสนอ 7,500 บาท กรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเงินที่บริษัทเสนอในเบื้องต้นไม่ควรเป็นตัวเลขที่ผู้เสียหายต้องรีบยอมรับโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสิทธิของตนเองก่อน

ทำไมต้องมีหลักฐานในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารการซ่อมรถ ระยะเวลาที่รถอยู่ในอู่ หลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถ ตลอดจนเอกสารหรือข้อมูลอื่นที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ผู้เสียหายจึงไม่ควรมองเพียงว่า “บริษัทประกันภัยเสนอให้เท่าไหร่ก็รับเท่านั้น” แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าข้อเสนอครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และมีเอกสารหรือข้อเท็จจริงใดที่สามารถใช้ประกอบการเรียกร้องเพิ่มเติมได้บ้าง

ในบางกรณี การพูดคุยเจรจาโดยไม่มีการเตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ อาจทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน การเก็บหลักฐานตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ผู้เสียหายควรรีบรับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือไม่?

คำตอบไม่ได้เหมือนกันทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาเอกสารและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี สิ่งสำคัญคือผู้เสียหายควรอ่านรายละเอียดของข้อเสนอและเอกสารที่กำลังจะลงนามให้เข้าใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อความที่อาจเกี่ยวข้องกับการยุติข้อเรียกร้องหรือการสละสิทธิในส่วนอื่น

หากไม่เข้าใจเนื้อหา ผู้เสียหายสามารถขอเวลาตรวจสอบเอกสารหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนตัดสินใจได้ เพราะการลงนามในเอกสารบางประเภทอาจมีผลต่อการเรียกร้องในภายหลัง

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จึงฝากถึงผู้บริโภคว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากตัวเลขที่บริษัทประกันภัยเสนอเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าตัวเลขดังกล่าวเกิดจากหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงอะไร และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมีรายละเอียดมากกว่านั้นหรือไม่

บริษัทประกันภัยมีทนายความแต่แรก ผู้เสียหายก็มีทนายได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกว่าบริษัทประกันภัยเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญคอยดำเนินการ ขณะที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร

ในมุมของทนายอาร์ม การมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เพราะผู้เสียหายควรรู้ว่าตนเองสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง ต้องเตรียมหลักฐานอย่างไร และควรเจรจาอย่างไรให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ส่วนกรณีที่ต้องการร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายควรทำความเข้าใจบทบาทและกระบวนการของหน่วยงานนั้น ๆ รวมถึงพิจารณาว่ากรณีของตนจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาด้านกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่

อย่ามองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องเล็ก เพราะความเสียหายอาจมากกว่าที่คิด

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ขับรถไปชนผู้อื่น หรือเป็นฝ่ายที่ถูกรถคันอื่นชน เมื่อเกิดเหตุขึ้น สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมข้อมูลและหลักฐานให้ครบถ้วน ตั้งแต่ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ เอกสารจากบริษัทประกันภัย เอกสารการซ่อมรถ ไปจนถึงหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น

กรณีตัวอย่างจากข้อเสนอ 7,500 บาท และภายหลังได้รับค่าเสียหายหลักแสน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นมาตรฐานว่าทุกคดีจะต้องได้จำนวนเท่ากัน แต่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการประเมินสิทธิและความเสียหายอย่างละเอียดมีความสำคัญ และจำนวนเงินที่บริษัทเสนอในเบื้องต้นอาจต้องนำมาตรวจสอบกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

หากกำลังประสบอุบัติเหตุและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือไม่แน่ใจว่าข้อเสนอจากบริษัทประกันภัยเหมาะสมกับความเสียหายหรือไม่ ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจดำเนินการ เพื่อให้เข้าใจสิทธิและแนวทางของตนเองอย่างรอบคอบ

ปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ติดต่อเรา

ทนายอาร์ม ยืนยัน! ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ เตือน คปภ.อาจช่วยไม่ได้จริง

ทนายอาร์มยืนยันเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนอาจเข้าใจว่าหากบริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าซ่อมรถแล้ว เรื่องทุกอย่างก็น่าจะจบลง แต่ในความเป็นจริง ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุได้ด้วย โดยเฉพาะ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าควรเรียกร้องอย่างไร ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงต้องการฝากข้อคิดถึงประชาชนว่า การเรียกร้องค่าเสียหายไม่ใช่เพียงการเดินเข้าไปขอเงินจากบริษัทประกันภัย แต่จำเป็นต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนจำนวนเงินที่ต้องการเรียกร้องอย่างมีเหตุผล

ค่าขาดประโยชน์ฯ ค่าเสื่อม เรียกได้ แต่ต้องเรียกแบบมีเทคนิค


ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เสียหายควรให้ความสำคัญ เพราะเมื่อรถได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุและต้องนำเข้าอู่เพื่อซ่อม ย่อมหมายความว่าเจ้าของรถไม่สามารถนำรถไปใช้งานได้ตามปกติในช่วงเวลาดังกล่าว ความเสียหายจึงไม่ได้มีเพียงค่าซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังอาจมีความเสียหายจากการที่ไม่สามารถใช้รถได้ด้วย อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดตัวเลขขึ้นมาเองได้ทั้งหมด ผู้เสียหายควรรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาซ่อม การใช้งานรถ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเรียกร้องมีน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้น หากต้องการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ผู้เสียหายควรเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ต้น และไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีการดำเนินการ

และอีกประเด็นที่ทนายอาร์มให้ความสำคัญคือค่าเสื่อมราคารถ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง รถยนต์ที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุและผ่านการซ่อมมาแล้วอาจมีมูลค่าตลาดแตกต่างจากรถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมกลับมาให้สามารถใช้งานได้ตามปกติก็ตาม ทนายอาร์มชวนให้ลองคิดง่าย ๆ หากรถสองคันเป็นรุ่นเดียวกัน อายุการใช้งานใกล้เคียงกัน และสภาพโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่คันหนึ่งมีประวัติการชนและซ่อมหนัก ในขณะที่อีกคันไม่มีประวัติอุบัติเหตุ ผู้ซื้อจำนวนมากย่อมพิจารณาประวัติของรถประกอบการตัดสินใจ และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายได้ ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรศึกษาสิทธิของตนเองและเตรียมข้อมูลประกอบการเรียกร้องอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จำนวนค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละกรณี ไม่ใช่ว่ารถทุกคันจะได้รับเงินในจำนวนเท่ากัน

เข้าใจผิดเข้าใจใหม่ คปภ. ไม่ได้ช่วย บทบาทแท้จริง คือ เป็นคนกลางในการเจรจา

สำหรับประเด็นคปภ.หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ทนายอาร์มมองว่าประชาชนควรทำความเข้าใจบทบาทของหน่วยงานให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะเข้าไปดำเนินการ โดยกระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับประกันภัยมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี การพูดคุยหรือไกล่เกลี่ยระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน หากผู้เสียหายยังไม่เข้าใจว่าตนเองมีสิทธิอะไร ต้องเรียกร้องอย่างไร หรือควรเตรียมเอกสารอะไร การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนดำเนินการก็อาจช่วยให้สามารถวางแนวทางได้อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องจำนวนเงินหรือบริษัทประกันภัยไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้เสียหาย

“ไม่ต้องมีทนายก็ได้” มันได้จริงหรือ?

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ยังฝากเตือนประชาชนว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจจากคำพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่ต้องมีทนาย” เพราะการมีทนายความไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้เกิดคดีขึ้นศาลเสียก่อน แต่ทนายความสามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริง วิเคราะห์สิทธิ วางแนวทางการเรียกร้อง และเตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการเจรจาได้ การที่บริษัทประกันภัยมีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายดูแลผลประโยชน์ของบริษัทอยู่แล้ว ผู้เสียหายเองก็ควรศึกษาสิทธิของตนเองเช่นกัน เพราะการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ ให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดว่า “ขอเท่านี้” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเหตุผลและหลักฐานมาสนับสนุนข้อเรียกร้อง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ค่าเสื่อมราคารถ ปรึกษาทนายก่อนไปร้อง คปภ. ดีที่สุด

ท้ายที่สุดทนายอาร์มขอฝากว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งคิดว่าบริษัทประกันภัยจ่ายค่าซ่อมแล้วทุกอย่างจบ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายอาจมีมากกว่าค่าซ่อมรถ การเสียโอกาสในการใช้รถ รวมถึงมูลค่าของรถที่อาจได้รับผลกระทบหลังเกิดอุบัติเหตุ ล้วนเป็นประเด็นที่ควรศึกษาให้รอบคอบ หากผู้เสียหายท่านใดกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือ ค่าเสื่อมราคารถ และไม่แน่ใจว่าควรดำเนินการอย่างไร การปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแนวทางก่อนเจรจากับบริษัทประกันภัย ย่อมสามารถช่วยให้ผู้เสียหายรู้เท่าทันสิทธิของตนเองมากขึ้น หากต้องการปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เพื่อสอบถามแนวทางการดำเนินการได้ทันที คลิก >>ติดต่อเรา<<

พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ไว้วางใจแต่งตั้ง ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ อดีตแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ได้เดินทางมายังสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อพูดคุยและหารือเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายและคดีความที่เกี่ยวข้อง โดยในโอกาสนี้ ท่านได้ให้เกียรติแต่งตั้งนายศุภสิทธิ์ ศิริ หรือทนายอาร์ม เป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ เพื่อให้คำปรึกษาและดำเนินการทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีของท่าน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งเป็นอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ฯ ให้เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ การได้รับความไว้วางใจจากบุคคลที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสายงาน ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของสำนักงาน และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทีมงานมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการให้บริการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบพระคุณสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้แก่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายและทนายความอย่างเต็มความสามารถ โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ รับผิดชอบ และยึดมั่นในหลักวิชาชีพ เพื่อให้การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการต่อไป

ตำรวจไซเบอร์ บุกรวบช่างภาพรับถ่ายนักศึกษา ปล่อยคลิปหลุดอดีตแฟนแปะลิงก์เว็บพนัน ทนายอาร์มเตือน รักกันอย่าถ่ายคลิปดีที่สุด

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ นำโดย พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยผู้บังคับการและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ทั้ง บก.สอท.3 บก.ปอท. และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (TICAC) ได้ร่วมกันปฏิบัติการตามหมายค้นของศาลจังหวัดสกลนคร เข้าตรวจค้นห้องพักแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามก และการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งคดียังคงอยู่ในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพและจัดเก็บข้อมูลหลายรายการ อาทิ กล้องถ่ายภาพ การ์ดบันทึกข้อมูล คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แฟลชไดรฟ์ และโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำไปตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยตำรวจเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างขยายผลเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นหรือผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดอื่นตามกฎหมาย หากพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

คดีดังกล่าวว่าเริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียหายหลายรายเข้าขอความช่วยเหลือ หลังถูกข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ภาพหรือคลิปส่วนตัว หรือถูกนำภาพไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม บางรายยังพบว่าภาพของตนถูกนำไปใช้ประกอบการโฆษณาบนเว็บไซต์พนันออนไลน์ ส่งผลให้ได้รับความเสียหายทั้งต่อชื่อเสียง การศึกษา การทำงาน และสภาพจิตใจ จนไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติ

ในคดีนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดี โดยให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ร่วมวางแผนการรวบรวมพยานหลักฐาน และประสานการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรัดกุมที่สุด ทนายอาร์มเปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากนักศึกษาหลายรายในพื้นที่ภาคเหนือที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ หลังถูกข่มขู่ด้วยภาพลับและคลิปส่วนตัว ก่อนที่การสืบหาข้อเท็จจริงจะเชื่อมโยงไปสู่คดีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

จากประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้เสียหาย ทนายอาร์มกล่าวว่า ปัจจุบันอาชญากรรมในลักษณะนี้ไม่ได้จบเพียงการปล่อยคลิปหลุดแต่ในหลายกรณีกลับถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแบล็กเมลหรือแสวงหาประโยชน์ทางการค้า เช่น การนำภาพไปใช้โปรโมตเว็บไซต์ผิดกฎหมายหรือใช้ข่มขู่เรียกทรัพย์ ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวว่าจะถูกสังคมมองในแง่ลบ ทั้งที่แท้จริงแล้วผู้เสียหายควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ยังพบว่า ปัจจุบันมีผู้เสียหายที่ประสบปัญหาในลักษณะนี้ติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง หลายคนถูกข่มขู่จากอดีตคนรัก บางคนถูกนำภาพส่วนตัวไปเผยแพร่ในกลุ่มออนไลน์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือเรียกเงินและสร้างผลประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด ทนายอาร์มจึงฝากข้อคิดว่า แม้ในช่วงเวลาที่คนรักกัน การถ่ายภาพหรือคลิปส่วนตัวอาจเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบดิจิทัลแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมหากความสัมพันธ์สิ้นสุดลง

อีกประเด็นสำคัญที่หลายคนมักเข้าใจผิด คือการคิดว่าเมื่อเกิดคลิปหลุดแล้วปล่อยให้เรื่องเงียบไปจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริง ภาพหรือคลิปเหล่านั้นอาจถูกส่งต่อไปยังแพลตฟอร์มอื่น ถูกนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ หรือเชื่อมโยงกับการกระทำผิดรูปแบบอื่นได้ ผู้เสียหายจึงไม่ควรปล่อยปละละเลย แต่ควรรีบเก็บหลักฐานทั้งหมด และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลามมากกว่าเดิม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกข่มขู่ด้วยภาพลับ การถูกแบล็กเมลการถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการถูกละเมิดสิทธิบนโลกออนไลน์ หากประชาชนพบว่าตนเองกำลังตกเป็นผู้เสียหาย ไม่ควรเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แต่ควรรีบปรึกษาทนายความเพื่อร่วมวางแผน วางแนวทาง และกำหนดขั้นตอนการดำเนินคดีอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการวางรูปคดีที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

อาภาพร นครสวรรค์ เตือนภัย AI ปลอมหน้าโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ อย่าปล่อยให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องสงสัย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่รู้จักกันคือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพ ตัดต่อวิดีโอ หรือจำลองเสียงของบุคคล แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการสร้างคลิปปลอมเพื่อโฆษณาเว็บพนันออนไลน์จนทำให้บุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยตกเป็นผู้เสียหาย

หนึ่งในผู้เสียหายที่ออกมาเตือนภัยสังคมและได้มีการแถลงข่าวเป็นคดีความอย่างชัดเจน คือคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ศิลปินนักร้องชื่อดังของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการนำเทคโนโลยี AI มาปลอมหน้า ปลอมเสียง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว เพื่อสร้างคลิปโฆษณาชักชวนให้ประชาชนเข้าเล่นเว็บพนันออนไลน์ ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แม้แต่น้อย

“เอาความสามารถตรงนี้ไปทำสิ่งดี ๆ ประเทศคงจะดีขึ้นเยอะ”

ประโยคหนึ่งที่คุณฮาย อาภาพร กล่าวไว้ในวันแถลงข่าวที่ตนเองถูกนำภาพและเสียงไปสร้างเป็นคลิปปลอม

คำพูดสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่าเสียดายที่เทคโนโลยีซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม กลับถูกนำมาใช้หลอกลวงประชาชนและสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น

จากการตรวจสอบพบว่า คลิปปลอมดังกล่าวมีความสมจริงเป็นอย่างมาก ทั้งใบหน้า น้ำเสียง และท่าทาง จนหลายคนเชื่อว่าเป็นตัวจริง บางคลิปมีความเหมือนถึงประมาณ 80% ทำให้ผู้ชมจำนวนมากหลงเชื่อว่าคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เป็นผู้เชิญชวนให้เล่นเว็บพนันออนไลน์

จุดเริ่มต้นของคดี AI ปลอมตัวตน

ในวันแถลงข่าวคุณฮาย อาภาพร เปิดเผยว่า เริ่มพบคลิปปลอมที่นำภาพของตนไปใช้ตั้งแต่ปี 2568

ในช่วงแรก มีแฟนคลับหลายคนส่งคลิปมาให้ดู เมื่อพบว่ามีการนำภาพ เสียง และบุคลิกของตนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณฮายจึงตัดสินใจรีบปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ทันที เพื่อวางแนวทางดำเนินคดี

ตลอดระยะเวลาประมาณ 6–7 เดือนที่ผ่านมา มีการรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามข้อมูล และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องสิทธิของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

จากผู้เสียหาย เกือบกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีซะเอง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของคดีลักษณะนี้ ไม่ใช่เพียงการถูกนำภาพไปใช้เท่านั้น แต่คือการที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเจ้าของภาพเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์

คุณฮาย อาภาพร เล่าว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าตนเองเป็นผู้โฆษณาเว็บพนันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เคยรับงานในลักษณะดังกล่าว และไม่เคยเชิญชวนให้ประชาชนเล่นการพนันออนไลน์เลย ความเข้าใจผิดเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานานหลายสิบปี

เว็บพนันออนไลน์เคยติดต่อคุณฮายโดยตรง ทุกกรณีถูกส่งต่อให้ทนายอาร์มทันที

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณฮายเปิดเผยว่า เคยมีกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์พยายามติดต่อเข้ามาพูดคุยด้วยตนเอง

แต่คุณฮายเลือกที่จะไม่เจรจา ไม่ต่อรอง และไม่ดำเนินการใด ๆ ด้วยตนเอง

ทุกกรณีถูกส่งต่อให้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการสื่อสารที่อาจถูกนำไปตีความผิด และทำให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม

มิจฉาชีพใช้ทุกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด

จากข้อมูลที่ได้รับระหว่างการดำเนินคดี พบว่าผู้กระทำผิดมักมีการแบ่งหน้าที่กันเป็นขบวนการ

ในบางกรณี มีการใช้บัญชีม้าซึ่งเปิดในชื่อบุคคลอื่น หรือใช้เยาวชนเป็นผู้เปิดบัญชี ทำให้การติดตามตัวผู้กระทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามสร้างเรื่องราวเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้เสียหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่เบื้องหลังกลับเป็นการดำเนินการของเครือข่ายที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการทางกฎหมายจึงจำเป็นต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานและการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ

หากไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น ผู้เสียหายอาจได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ให้ความเห็นว่า

สิ่งสำคัญของคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการรีบเข้าแจ้งความ แต่คือการวางแผนการดำเนินคดีตั้งแต่ต้น

ในหลายกรณี หากผู้เสียหายดำเนินการโดยไม่มีการเตรียมตัว อาจทำให้เสียโอกาสในการรวบรวมพยานหลักฐาน หรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของคดี

กรณีของคุณฮาย อาภาพร ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ผู้เสียหายอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกสังคมเข้าใจผิด หรือในบางกรณีอาจต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

หากถูก AI ปลอมภาพหรือถูกนำไปโฆษณาเว็บพนัน อย่ารอให้ปัญหาบานปลาย ปรึกษาทนายความทันที

ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่มีความสมจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนทั่วไป ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักธุรกิจ หรือบุคคลสาธารณะ ล้วนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้

หากพบว่ารูปภาพ เสียง หรือคลิปของตนถูกนำไปใช้โฆษณาเว็บพนันออนไลน์ หรือถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ควรรีบเก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์เว็บไซต์ วันที่และเวลาที่พบข้อมูล รวมถึงหลีกเลี่ยงการติดต่อผู้กระทำผิดโดยตรง ก่อนขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

กรณีของคุณฮาย อาภาพร นครสวรรค์ เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า การตกเป็นเหยื่อของ AI ปลอมตัวตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และความเสียหายไม่ได้มีเพียงด้านชื่อเสียง แต่ยังอาจส่งผลต่อการประกอบอาชีพ ความน่าเชื่อถือ และสิทธิทางกฎหมายของผู้เสียหาย

หากคุณเป็นศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักธุรกิจ หรือประชาชนทั่วไป ที่กำลังถูกนำภาพ เสียง หรือคลิปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกแอบอ้างเพื่อโฆษณาเว็บพนันออนไลน์อย่าเพิ่งรีบดำเนินการเพียงลำพัง

การได้รับคำปรึกษาจากทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยวางแผนการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน และปกป้องสิทธิของคุณได้อย่างเหมาะสม

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการด้านกฎหมายเกี่ยวกับคดี AI ปลอมตัวตน คดีถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และคดีที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บรรยายความรู้ นรต. ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 79 วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3-4 และ 6-7

การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางกฎหมายจากภาคปฏิบัติสู่ห้องเรียน ถือเป็นภารกิจสำคัญในการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนในอนาคต

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายศุภสิทธิ์ ศิริ หรือ “ทนายอาร์ม” กรรมการบริษัท สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ศิริ จำกัด พร้อมด้วย ทนายนัท นางสาวณัฐ พลการ ผู้ช่วยกรรมการบริษัท ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 79 จำนวน 280 นาย ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โกมินทร์ สิงห์ขาว ผู้บังคับการศูนย์บริการการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และการกำกับดูแลของ พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผู้อำนวยการหลักสูตร

การบรรยายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมในหลักสูตร ปสส. รุ่นที่ 15 หัวข้อ “วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 3-4 และ 6-7” โดยเนื้อหาที่นำมาถ่ายทอดล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ แนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับการคำนวณและนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ตลอดจนกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีอาญาในทางปฏิบัติ

บรรยากาศการบรรยายเป็นไปอย่างเข้มข้นและได้รับความสนใจจากนักเรียนนายร้อยตำรวจเป็นอย่างมาก ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามข้อกฎหมาย และสอบถามประสบการณ์การทำงานจากคดีจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และการเตรียมความพร้อมก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในอนาคต

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากวิชาชีพกฎหมายสู่สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างยั่งยืน

กฎหมายแรงงานกับผลประโยชน์ทับซ้อน ทำไมทนายความที่ปรึกษาบริษัท ไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้าง และเหตุใดนายจ้างต้องมีทนายความที่ปรึกษา?

กฎหมายแรงงานในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การบริหารองค์กรไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขาย การเงิน หรือการตลาดเท่านั้น แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารและเจ้าของบริษัทต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ กฎหมายแรงงาน

เพราะปัญหาด้านแรงงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญญาจ้าง การเลิกจ้าง การจ่ายค่าชดเชย การออกระเบียบบริษัท หรือข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

และสิ่งที่หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น คือการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ

ทำไมทนายความที่รับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทแล้ว จึงไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้างด้วย?

และที่สำคัญยิ่งกว่าทำไมนายจ้างหรือเจ้าของบริษัทควรมีทนายความที่ปรึกษาตั้งแต่แรก?

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกประเด็นสำคัญในเรื่องกฎหมายแรงงานที่ผู้บริหารทุกคนควรรู้

กฎหมายแรงงาน คือเรื่องของ “ผลประโยชน์สองฝ่าย”

โดยธรรมชาติของกฎหมายแรงงาน เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่าง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” โดยทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่น

-สิทธิในการจ้างงาน

-สิทธิในการเลิกจ้าง

-ค่าชดเชย

-ค่าจ้าง

-สวัสดิการ

-วินัยแรงงาน

เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายมักอยู่คนละฝั่งเสมอ

ทำไมทนายความที่ปรึกษาบริษัท ไม่ควรรับปรึกษาฝั่งลูกจ้าง?

ในทางวิชาชีพทนายความ มีหลักสำคัญข้อหนึ่งคือ การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน

นี่คือหลักจริยธรรมสำคัญของวิชาชีพทนายความ

หากรับทั้งสองฝ่าย จะเกิดอะไรขึ้น?

ลองนึกภาพว่า

-ทนายเป็นที่ปรึกษาให้บริษัท A แต่กลับไปรับให้คำปรึกษากับลูกจ้างของบริษัท A

แบบนี้จะเกิดปัญหาทันที เช่น  ข้อมูลภายในของบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับคดี อาจเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เสี่ยงต่อการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพ

ความน่าเชื่อถือของทนาย เริ่มต้นจากความชัดเจนในบทบาท

สำหรับทนายความที่รับเป็นที่ปรึกษาบริษัทบทบาทสำคัญคือการปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร

ดังนั้น หากรับงานฝั่งลูกจ้างในองค์กรเดียวกัน ย่อมทำให้บทบาทไม่ชัดเจน และอาจกระทบต่อความไว้วางใจของบริษัท

ทำไมบริษัทควรมีทนายความที่ปรึกษา?

ผู้บริหารหลายคนมักคิดว่า “ถ้ามีปัญหา ค่อยหาทนาย” แต่ในความเป็นจริง แนวคิดนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องกฎหมายแรงงานหรือเรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อน

ทนายความที่ปรึกษา มีไว้ “ป้องกันปัญหา”

นี่คือหัวใจสำคัญ การมีทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่เพื่อรอแก้คดีแต่คือการวางระบบเพื่อ “ไม่ให้เกิดคดี”

ตัวอย่างเรื่องที่นายจ้างมักพลาด

-ออกระเบียบบริษัทไม่ถูกต้อง

-ทำสัญญาจ้างไม่รัดกุม

-ออกใบเตือนไม่ถูกวิธี

-เลิกจ้างผิดขั้นตอน

-คำนวณค่าชดเชยผิด

ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของข้อพิพาททางกฎหมายแรงงาน

กฎหมายแรงงานซับซ้อนกว่าที่คิด

หลายบริษัทใช้ฝ่ายบุคคลจัดการเรื่องแรงงานเองทั้งหมด ซึ่งแม้ HR จะมีประสบการณ์
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจกฎหมายทั้งหมดเพราะกฎหมายแรงงานมีรายละเอียดเฉพาะทาง เช่น

-การตีความความผิดร้ายแรง

-เงื่อนไขการเลิกจ้าง

-สิทธิของลูกจ้างตามกฎหมาย

-แนวคำพิพากษาศาลแรงงาน

สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ประโยชน์ของการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

1. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

การมีทนายความตรวจสอบทุกขั้นตอน
ช่วยลดความเสี่ยงการถูกฟ้องร้อง

2. วางระบบแรงงานให้ถูกต้อง

เช่น สัญญาจ้าง, ระเบียบข้อบังคับ, การลงโทษทางวินัย

3. ให้คำปรึกษาได้ทันทีเมื่อมีปัญหา

ไม่ต้องรอหาทนายใหม่ทุกครั้งมีที่ปรึกษาประจำพร้อมให้คำแนะนำทันที

4. ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การป้องกันปัญหาต้นทุนต่ำกว่าการแก้คดีเสมอ

ผู้บริหารยุคใหม่ ต้องคิดเรื่องกฎหมายแรงงานตั้งแต่ต้น

เมื่อปัญหาลูกจ้างเกิดขึ้นทุกวัน การมีทนายคือทางออก

ความจริง  คือ ลูกจ้างลาออกทุกวัน, ลูกจ้างฟ้องทุกวัน, ปัญหาวินัยเกิดทุกวัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่การไม่มีคนดูแลด้านกฎหมายแรงงานต่างหากที่อันตราย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้างและบริษัท

ปัจจุบันสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลบริษัทในฐานะที่ปรึกษากฎหมายอยู่หลายแห่ง
และมีประสบการณ์ตรงในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน  ด้วยหลักวิชาชีพที่ชัดเจน
เมื่อรับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทแล้วจะไม่รับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้างของบริษัทนั้น เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และรักษามาตรฐานวิชาชีพอย่างเคร่งครัด  นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงความจริงจังในการดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าองค์กร

หากคุณเป็นนายจ้าง อย่ารอให้มีคดีแล้วค่อยหาทนาย

การมีทนายความที่ปรึกษา คือการสร้างเกราะป้องกันให้ธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายแรงงาน
ที่มีรายละเอียดและความเสี่ยงสูง หากคุณเป็นเจ้าของบริษัท, ผู้บริหาร, นายจ้าง, ฝ่ายบุคคล และต้องการลดความเสี่ยงด้านแรงงาน การมีทนายความที่ปรึกษาคือคำตอบ

กฎหมายแรงงาน คือเรื่องที่ผู้บริหารต้องวางแผน ไม่ใช่แก้ปัญหา

อย่ารอให้ลูกจ้างฟ้อง
อย่ารอให้มีคดี
อย่ารอให้บริษัทเสียหาย

เพราะในเรื่องกฎหมายแรงงาน การป้องกันสำคัญกว่าการแก้ไขเสมอ และการมีทนายความที่ปรึกษา คือเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารยุคใหม่

หากคุณต้องการวางระบบแรงงานให้ถูกต้อง
ลดความเสี่ยง และบริหารองค์กรอย่างมั่นคงสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ คลิก >>ติดต่อเรา

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!