เคสอุทาหรณ์! อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่พลิกวิกฤติทันเวลา ทำไม “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ถึงสำคัญ และทำไมต้องรีบปรึกษาทนาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ สิ่งที่ผู้เสียหายหลายคนมักมองข้ามคือ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นค่าสินไหมที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับไม่เคยได้รับเงินส่วนนี้เลย เพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือปล่อยให้เวลาผ่านจนเกือบหมดอายุความ และนี่คือ เคสจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณ A ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน

อีก 3 วันจะขาดอายุความ แต่ยังไม่ได้รับแม้แต่คำตอบเดียวจากประกันภัย

คุณ A ประสบอุบัติเหตุเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว รถพังหนักและไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งตามกฎหมายผู้เสียหายควรได้รับ

  • ค่าซ่อมรถ
  • ค่ารถยก
  • ค่าทรัพย์สินเสียหาย
  • และที่สำคัญที่สุดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

แต่ผ่านไปเกือบ 2 ปี บริษัทประกันภัยกลับ ไม่เคยติดต่อกลับ ไม่เคยแจ้งผลดำเนินการ และไม่เคยจ่ายค่าสินไหมใด ๆ ทั้งสิ้น

เพราะอะไร?

คำตอบคือ…

บริษัทประกันภัยหัวหมอหวังไม่ต้องจ่ายสักบาท!

หากปล่อยให้ ขาดอายุความ บริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว วันขาดอายุความตรงกับวันที่ 17 ซึ่งเป็น วันอาทิตย์ หมายความว่าเกือบจะไม่มีวันที่ทำเรื่องได้เลย หากคุณ A ไม่ตัดสินใจรีบหาทนาย ทุกอย่างจะจบสิ้น และไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้อีก

นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้รถจำนวนมากไม่รู้
และนี่คือสิ่งที่บริษัทประกัน “หวัง” ให้เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย

จุดเริ่มต้นของเรื่อง เมื่อบริษัทประกันภัยบอก “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อม”

บริษัทประกันภัยอ้างว่า “รถรุ่นนี้ไม่มีอู่ซ่อมในระบบ” แต่จริง ๆ แล้ว นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เอาประกัน แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัยโดยตรงที่ต้องจัดการให้รถของผู้เสียหายกลับมาใช้งานได้ตามปกติ บริษัทประกันภัยไม่สามารถปัดความรับผิดชอบโดยข้ออ้างเช่นนี้ได้ แต่ก็มีผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้กฎหมาย จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

ออกหนังสือทวงถามภายในวันเดียว บริษัทประกันภัยยอมเสนอจ่ายทุกอย่าง!

ถ้าเป็นทนายคนอื่น อาจแนะนำให้รอ 3–7 วัน หรือบอกให้รอขั้นตอนตามระบบ

แต่การรอในเคสนี้เท่ากับคดีหมดอายุความ เท่ากับคุณ A ไม่ได้เงินสักบาท

ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จึงตัดสินใจลงมือทันที

  • จัดทำหนังสือทวงถาม ส่งถึงบริษัทประกันภัยโดยด่วน
  • ระบุชัดว่า “ให้เสนอจ่ายค่าสินไหมภายในเวลา 15.00 น. ของวันนั้น

ผลลัพธ์ที่หลายคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้”… ก็เกิดขึ้นจริง

บริษัทประกันภัยตอบกลับ และยอมเสนอจ่ายทุกค่าเสียหายที่เรียกไป!

โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติมเลย นั่นหมายความว่าจริง ๆ แล้ว “บริษัทประกันภัยสามารถทำได้” แต่เลือกที่จะไม่ทำมาตลอดเกือบ 2 ปี


บริษัทเสนอจ่ายครบทุกส่วน รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

หลังจากได้รับหนังสือทวงถาม บริษัทประกันภัยเสนอชดใช้แบบ “จัดเต็ม” ครบทุกส่วน ได้แก่

  • ✔ ค่าซ่อมรถ
  • ✔ ค่ารถยก
  • ✔ ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (สิทธิสำคัญที่หลายคนไม่รู้)
  • ✔ ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ยอดรวมเป็นเงิน “หลักแสนบาท”

และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ปล่อยให้คดีขาดอายุความ และมีทนายดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร และทำไมถึงสำคัญมาก?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่คุณมีสิทธิได้รับเพราะคุณไม่สามารถใช้รถได้ เช่น

  • ค่าเช่ารถในระหว่างซ่อม
  • ค่าเดินทางที่ต้องเสียเพิ่ม เช่น รถสาธารณะ
  • ค่าความเสียหายจากการไม่สามารถใช้รถทำงานหรือประกอบอาชีพได้

แม้คุณจะ ไม่ได้เช่ารถจริง ก็สามารถเรียกร้องได้ตามอัตรามาตรฐานที่ศาลใช้คำนวณ

แต่หลายคนไม่ได้รับเงินส่วนนี้เพราะ:

  • ไม่รู้ว่ามีสิทธิ
  • ไม่เคยทวงหรือไม่มีทนายทวงให้
  • ปล่อยให้คดีหมดอายุความ

เคสนี้คือบทเรียนใหญ่ อย่ารอจนเกือบหมดอายุความ

คุณ A ขับรถจากปราจีนบุรีมาหาทนายอาร์มด้วยตัวเอง และถือว่าเป็น “ความโชคดี” เพราะยังทันเวลาเพียง 3 วันก่อนหมดอายุความ

แต่ผู้เสียหายหลายคนไม่มีโอกาสเหมือนคุณ A

เพราะ…

  • คิดว่าประกันจะจัดการให้เอง
  • กลัวการปรึกษาทนาย
  • ไม่รู้ว่าใกล้ครบอายุความ
  • ปล่อยเวลาไปเรื่อย ๆ จนไม่สามารถทำอะไรได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ บริษัทประกันภัย “มีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะยังไม่ชน”

บริษัทประกันมีทีมทนายครบพร้อมตั้งแต่ Day 1 แต่ประชาชนทั่วไปมัก “ไม่มีที่ปรึกษา” จึงกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ ดังนั้นคนทั่วไปควรทำแบบเดียวกัน คือ

ปรึกษาทนายตั้งแต่วันเกิดเหตุ

เพื่อ:

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • กันไม่ให้โดนปัดตก
  • รู้ว่าเรียกค่าอะไรได้บ้าง
  • และที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ

อย่าปล่อยให้บริษัทประกันภัยมีหวัง ปรึกษาทนายได้ตั้งแต่วันแรกเกิดอุบัติเหตุ

เคสของคุณ A จบด้วยความสำเร็จ ได้รับค่าชดเชยครบทุกบาททุกสตางค์ แต่สาเหตุที่ทำได้เพราะ “ยังทันเวลา” และตัดสินใจมาพบทนายก่อนหมดอายุความ 3 วันเท่านั้น หากคุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุ หรือรอคำตอบจากประกันมานานแล้ว หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

อย่าปล่อยทิ้งไว้อีกวันเดียว เพราะคดีหมดอายุความเท่ากับไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีเดียวที่จะปกป้องสิทธิ และทำให้คุณได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ อย่างครบถ้วนตามสิทธิที่ควรได้ ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<<

ทนายอาร์มแชร์ประสบการณ์จริง ! เจอ “อู่ซ่อมรถ” ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาซ่อม ถ้าไม่เซ็น ก็ไม่ซ่อม!

“อู่ซ่อมรถ” เป็นสิ่งที่เจ้าของรถทุกคนต้องเกี่ยวข้องไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะมี “ประกันภัยรถยนต์” อยู่ในมือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกลับยังตกเป็นเหยื่อของอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัยโดยไม่รู้ตัว

ทนายอาร์ม ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อลูกจ้างเอารถของทนายอาร์มไปขับชนท้ายคู่กรณี สำหรับบทความนี้ทนายอาร์มก็ขอมาเตือนภัยและให้ความรู้กับประชาชน เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า หากคุณไม่รู้เท่าทันอู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัย หรือไม่มีทนายดูแลตั้งแต่ต้นหลังรถชน คุณอาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย ๆ

เหตุเกิดจาก “อู่ซ่อมรถ” โทรมา…ให้เซ็นยอมรับระยะเวลาการซ่อม

หลังจากรถของทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุ และได้ส่งรถเข้าซ่อมที่อู่ในเครือของบริษัทประกันภัย วันหนึ่งอู่ซ่อมรถได้โทรมาหาทนายอาร์ม พร้อมแจ้งว่า “ต้องเซ็นยอมรับการซ่อมและการรออะไหล่ เพราะใช้เวลาเกิน 15 วัน หากไม่เซ็น…อู่จะไม่สามารถดำเนินการซ่อมต่อได้”

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่อู่ต้องการเอกสารยืนยันจากลูกค้า แต่สำหรับผู้ที่รู้กฎหมายดีอย่างทนายอาร์ม กลับพบว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้องตามระเบียบของคปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)

คปภ. ระบุชัด “แจ้งให้ทราบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องเซ็น!

ตามระเบียบของคปภ. ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า “การแจ้งให้ทราบ” หมายถึง การแจ้งข้อมูลให้ผู้เอาประกันภัยทราบโดย ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อรับทราบ

การแจ้งให้ทราบสามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น

  • โทรศัพท์
  • อีเมล
  • ข้อความทางไลน์
  • จดหมาย หรือเอกสารประกอบการซ่อม

ซึ่ง “การแจ้งให้ทราบ” มีเจตนาเพื่อสื่อสารความคืบหน้าในการซ่อม ไม่ใช่เพื่อให้ผู้บริโภคต้อง “ยอมรับเงื่อนไข” ที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การรออะไหล่เกินกำหนด หรือการผสมอะไหล่แท้กับเทียม แต่ในกรณีนี้ อู่ซ่อมรถกลับนำคำว่า “แจ้งให้ทราบ” ไปใช้ผิดบริบท กลายเป็น “ต้องเซ็นยอมรับ” ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนความหมายของระเบียบ คปภ. และเป็นการสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

ปัญหาอะไหล่แท้ผสมเทียม คืออะไร?

นอกจากการบังคับให้เซ็นเอกสารแล้ว อู่ซ่อมรถยังแจ้งเพิ่มเติมว่า

“จะใช้อะไหล่แท้ผสมอะไหล่เทียมในการซ่อมให้”

ฟังดูเหมือนการประนีประนอม แต่ในทางกฎหมายและหลักจรรยาบรรณของอู่ซ่อมรถ
การซ่อมรถต้องคืนสภาพให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับสภาพก่อนเกิดเหตุให้มากที่สุด

ทนายอาร์มอธิบายว่า

“หลักการมันง่ายมาก ถ้ารถคุณเดิมใช้อะไหล่แท้ อู่ก็ต้องใช้ของแท้มาใส่
ถ้ารถคุณใช้อะไหล่เทียม ก็ใช้เทียม ไม่ใช่เอามาผสมกันมั่ว ๆ เพราะมันส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และมูลค่ารถในอนาคต”

ซึ่งในความเป็นจริง หากอู่ซ่อมรถต้องรออะไหล่แท้จากบริษัทผู้ผลิต ก็สามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบได้โดยไม่ต้องให้เซ็นยอมรับอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องไม่ปฏิเสธการซ่อมหรือเรียกร้องให้ลูกค้าทำในสิ่งที่ขัดต่อระเบียบ

สิ่งที่ควรทำเมื่อ “อู่ซ่อมรถ” ไม่ยอมซ่อม

ทนายอาร์มแนะนำว่า หากเจอสถานการณ์แบบนี้ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ปรึกษาทนายความเพื่อวางรูปเรื่องให้จะดีกว่า เพราะคุณอาจเสียเปรียบจากความไม่รู้ได้ เพื่อให้ทนายความใช้เทคนิคในการติดต่อบริษัทประกันภัยโดยตรง เพื่อแจ้งว่า “อู่ซ่อมรถปฏิเสธการซ่อม เนื่องจากไม่ยอมเซ็นรับทราบการรออะไหล่เกิน 15 วัน” และที่ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ส่งอีเมล หรือแชทไลน์เพื่อเก็บหลักฐานไว้ เพราะเอกสารเหล่านี้สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ในกรณีเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

เข้าใจให้ถูก “แจ้งให้ทราบ” ไม่ใช่ “แจ้งให้เซ็น”

หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งทนายอาร์มได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

“คำว่า ‘แจ้งให้ทราบ’ ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการลงนามรับทราบ และไม่ได้หมายความว่าอู่จะพ้นจากความรับผิดในระยะเวลาการซ่อม การแจ้งให้ทราบมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคืบหน้า ไม่ใช่เพื่อให้ลูกค้ายอมรับเงื่อนไขล่าช้า” ดังนั้น หากอู่บอกว่า “ถ้าไม่เซ็น จะไม่ซ่อม”
ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมเซ็น และสามารถแจ้งเรื่องไปยังบริษัทประกันภัยได้ทันที

เหตุผลที่ “การมีทนาย” สำคัญตั้งแต่หลังรถชน

เหตุการณ์ของทนายอาร์มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้คุณจะเป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย หรือเป็นผู้เอาประกันภัยที่ทำทุกอย่างถูกต้อง แต่หากไม่มีทนายหรือผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำตั้งแต่ต้นหลังเกิดอุบัติเหตุ คุณอาจเสียเปรียบได้ทุกเมื่อ เพราะทั้งอู่ซ่อมรถ และบริษัทประกันภัยอาจตีความระเบียบหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ตามมุมของตนเอง ซึ่งไม่เสมอไปว่าจะตรงกับสิทธิ์ของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง “หากไม่มีทนายตั้งแต่หลังรถชน ผู้บริโภคอาจถูกอู่หรือบริษัทประกันภัยเอาเปรียบโดยไม่รู้ตัว”

รู้ทันอู่ซ่อมรถ รู้ทันประกันภัย ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยแล้วเสียเปรียบ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการรู้กฎหมายและระเบียบ คปภ. คือเกราะป้องกันสำคัญของผู้บริโภค
อย่ากลัวที่จะปรึกษาทนายความ หากเจออู่หรือบริษัทประกันภัยที่พยายามกดดันให้เซ็นรับทราบในระยะเวลาในการจัดซ่อมรถหรือพยายามให้เซ็นในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจ สามารถปรึกษาทนายความได้ทันที เพราะสุดท้ายแล้ว การมี “ทนายอยู่ข้างคุณ” คือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของทั้ง “อู่ซ่อมรถ” และ “บริษัทประกันภัย” ปรึกษาทนายความ คลิก>>ติดต่อเรา<< หรือโทร 062-195-1661

“ค่าเสื่อมราคา” รถยนต์หลังอุบัติเหตุ ทำไมบริษัทประกันไม่จ่าย? และทำไมต้อง ให้ทนายเดินเรื่อง ถึงจะได้สิทธิ์คืน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ สิ่งที่เจ้าของรถหลายคนต้องเผชิญหลังจากความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน คือขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “ค่าเสื่อมราคา” ของรถยนต์หลังซ่อม บริษัทประกันต้องจ่ายหรือไม่?

คำตอบคือ “สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง “บริษัทประกันภัยมักไม่จ่าย”และสุดท้าย ผู้เสียหายจำนวนมากต้องพึ่งทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีประกันภัย เพื่อดำเนินการเรียกร้องสิทธิ์คืน เพราะเรื่อง “ค่าเสื่อมราคา” ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็เรียกได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายของทนาย เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

 “ค่าเสื่อมราคา” คืออะไร?

“ค่าเสื่อมราคา” หมายถึง มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงจากสภาพเดิมหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมจนดูเหมือนใหม่ แต่ในตลาดรถยนต์มือสอง รถที่เคยชนจะขายได้ราคาต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดเหตุ เช่น รถยนต์ของคุณมีมูลค่าก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 1,000,000 บาท
หลังอุบัติเหตุ บริษัทประกันซ่อมให้จนใช้งานได้เหมือนเดิม แต่เมื่อขายต่อกลับได้เพียง 900,000 บาท
ส่วนต่าง 100,000 บาทนี้ คือ “ค่าเสื่อมราคา”

มูลค่านี้ถือเป็นความเสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ก่อเหตุหรือบริษัทประกันภัยได้

วิธีคิด “ค่าเสื่อมราคารถ” ไม่มีใครอยากซื้อรถที่ถูกชนแล้ว

เวลารถเกิดอุบัติเหตุ แม้ซ่อมจนใช้งานได้ แต่สภาพรถจะไม่เหมือนเดิม ทำให้มูลค่ารถลดลง ตรงนี้เองที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” หรือ “ค่าขาดราคาของรถ” ซึ่งผู้เสียหายสามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้

ทนายอาร์ม อธิบายว่า วิธีการประเมินค่าเสื่อมราคารถที่มักใช้กันจริง ๆ มีอยู่ 3 วิธีหลัก คือ

วิธีที่ 1  – อิงจากเหตุการณ์จริงของผู้ขาย

ผู้เสียหายรายหนึ่งทำธุรกิจซื้อขายรถมือสอง ขณะขับรถไปเสนอขายให้ลูกค้าเกิดอุบัติเหตุ รถถูกชนจนลูกค้าปฏิเสธซื้อทันที เพราะ “ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชน”
จากเดิมรถราคาประมาณ 500,000 บาท ลูกค้าบอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อได้แค่ 100,000 บาท เท่านั้น
ส่วนต่าง 400,000 บาทนี้คือ “ค่าเสื่อมราคา” จากอุบัติเหตุ

วิธีที่ 2 – สอบถามเต็นท์รถ

ในบางกรณี ผู้เสียหายอาจไปสอบถามเต็นท์รถมือสองเพื่อประเมินราคา
เช่น เต็นท์แจ้งว่ารถรุ่นนี้ปกติขาย 500,000 บาท แต่ถ้าเคยชน จะรับซื้อเพียง 200,000 บาท
ส่วนต่าง 300,000 บาท ก็ถือเป็นค่าเสื่อมราคาได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 – ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญหรือช่างผู้ชำนาญ

หากไม่มีการซื้อขายจริง สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างรถยนต์ หรือช่างผู้มีใบอนุญาต ประเมินมูลค่าหลังซ่อมโดยเทียบกับราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกัน วิธีนี้ถือว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ทางเทคนิค

ประเด็นสำคัญจากทนายอาร์ม

  • การเรียก “ค่าเสื่อมราคา” เป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพราะรถที่ชนแล้วไม่อาจขายได้ราคาเดิม
  • บริษัทประกันภัยไม่ควรแนะนำให้ผู้เสียหายโกหกเต็นท์รถว่ารถไม่เคยชน เพื่อให้ขายได้ราคาเดิม เพราะถือเป็นการทำผิดจริยธรรม
  • ในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากซื้อรถที่เคยชนหนัก และราคาขายต่อย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กล่าวได้ว่า “ค่าเสื่อมราคารถ” คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้รถจะซ่อมจนดูดี แต่ในตลาดรถมือสองมูลค่าก็ลดลง การเรียกร้องส่วนต่างนี้จึงเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยชอบตามกฎหมาย

ทำไมบริษัทประกันภัยมัก “ไม่ยอมจ่ายค่าเสื่อมราคา”?

ถึงแม้จะเป็นมูลค่าความเสียหายจริง แต่บริษัทประกันภัยมักอ้างเหตุผลต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธ เช่น

1.รถซ่อมแล้วกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

2.ไม่มีหลักฐานราคาตลาดรองรับ

3.สัญญาประกันภัยไม่ครอบคลุมค่าเสื่อมราคา

แต่ในทางกฎหมาย ความเสียหายจากค่าเสื่อมราคาไม่จำเป็นต้องระบุไว้ในกรมธรรม์
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามูลค่ารถลดลงจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันหรือคู่กรณีต้องชดใช้ตามหลัก มูลละเมิด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420)

ทำไมควรมีทนายความเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย?

แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิ์เรียกร้องได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกค่าเสื่อมราคาต้องใช้หลักฐานที่ซับซ้อน เช่น

  • ใบประเมินราคาก่อนและหลังซ่อม
  • พยานผู้เชี่ยวชาญ
  • ใบเสร็จและเอกสารการซ่อม
  • ภาพถ่ายสภาพรถ

ซึ่งทนายความจะเข้ามาดำเนินการในส่วนสำคัญคือ
✅ การประเมินมูลค่าความเสียหายจริง
✅ การรวบรวมหลักฐานและจัดทำเอกสารที่ศาลรับฟังได้
✅ การอ้างคำพิพากษาเดิมที่ศาลเคยตัดสินให้ “จ่ายค่าเสื่อมราคา” เพื่อสร้างน้ำหนักทางคดี

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าบริษัทประกันมี “ทีมทนาย” ตั้งแต่ก่อนรถจะชน ประชาชนก็มีสิทธิ์ “มีทนายของตัวเองตั้งแต่รถชน” เช่นกัน

 “ค่าเสื่อมราคา” เรียกได้จริง แต่อยู่ที่ว่าคุณรู้วิธีเรียกหรือไม่?

“ค่าเสื่อมราคา” คือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือของแถมจากบริษัทประกัน แต่เพราะผู้เสียหายจำนวนมากขาดความรู้และไม่รู้วิธีพิสูจน์ ทำให้สิทธิ์นี้ “หายไปโดยไม่รู้ตัว” หากคุณกำลังถูกบริษัทประกันปฏิเสธค่าเสื่อมราคา อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเสียเปรียบบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายทันทีเพื่อให้บริการทางกฎหมายเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างถูกต้องสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดย ทนายอาร์ม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยรถยนต์ พร้อมเดินเรียกเรียกร้องค่าเสียหายให้คุณในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น ค่าซ่อม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคา ปรึกษาทนายคลิก >>ติดต่อเรา<< หรือ โทร 062-195-1661

ประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถลูกค้าไหม?

คำตอบคือ “มี” แต่ไม่มีสิทธิ์ทำให้ลูกค้าเสียหายได้

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายคนที่มีประกันภัยรถยนต์ก็มักจะรู้สึกอุ่นใจว่า “ยังไงก็ซ่อมได้” เพราะมีบริษัทประกันคอยรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันจำนวนมากอาจไม่รู้ คือ บริษัทประกันภัยมีวิธีการจัดการซ่อมรถหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “การเหมาซ่อม” หรือ “การตีเหมาซ่อม” ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกว่า “รถที่ได้กลับมาไม่เหมือนเดิม” หรือบางครั้ง “ซ่อมไม่ดี ซ่อมไม่ครบ”

คำถามที่ตามมาคือ แล้วประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมรถของลูกค้าหรือไม่?
คำตอบตามกฎหมายคือ “มีสิทธิ์”
 แต่! สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบธรรม และไม่ทำให้ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย “เสียหายเพิ่มเติม” เพราะการซ่อมรถของลูกค้าคือการ “คืนสู่สภาพเดิม” ไม่ใช่การซ่อมเพื่อลดต้นทุนของบริษัทประกันภัยเอง

ทำความเข้าใจคำว่า “เหมาซ่อม” ของบริษัทประกันภัย

“การเหมาซ่อม” หมายถึง การที่บริษัทประกันภัยประเมินค่าเสียหายทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แล้วตกลงราคากับอู่ซ่อมหรือศูนย์บริการ เพื่อให้ซ่อมรถของลูกค้าในราคาที่กำหนดไว้ เช่น รถเสียหายจากการเฉี่ยวชน บริษัทประกันประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่ 40,000 บาท แล้วเหมาซ่อมกับอู่ในราคาเท่านี้ โดยไม่ได้ให้ลูกค้าร่วมตัดสินใจในรายละเอียดการซ่อม

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในเชิงธุรกิจ บริษัทประกันภัยย่อมต้องบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้ขาดทุน
แต่ปัญหาคือ การเหมาซ่อมมักกลายเป็นช่องทางที่บริษัทประกันภัยเลือกซ่อมแบบ “ประหยัดต้นทุน” มากกว่าการซ่อมให้ลูกค้าได้คุณภาพเดิมจริง ๆ

ลูกค้าหลายคนเจอปัญหา เช่น

  • ซ่อมไม่ครบตามจุดที่เสียหาย
  • ใช้อะไหล่เทียมหรืออะไหล่มือสอง
  • งานสีไม่เนียน ไม่ตรงกับของเดิม
  • หรือแย่ที่สุดคือ “ซ่อมไม่จบ” ต้องเข้าซ่อมซ้ำหลายรอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ์เหมาซ่อมจริง แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะ “ละเมิดสิทธิของลูกค้า”

สิทธิของลูกค้าตามกฎหมายคือ “ต้องได้รถคืนในสภาพเดิม”


ตามหลักของประกันภัยรถยนต์ การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ คือการ “คืนสู่สภาพก่อนเกิดเหตุ” นั่นหมายความว่า รถของคุณต้องกลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด ทั้งในด้านโครงสร้าง สี ความปลอดภัย และการใช้งาน

ดังนั้น หากบริษัทประกันเลือกซ่อมแบบเหมาที่ทำให้รถคุณเสียหายมากขึ้น หรือคุณภาพลดลง การกระทำนั้นอาจถือเป็น “การละเมิด” (Tort)
 เพราะบริษัทประกันภัยใช้อำนาจตามสัญญาโดยไม่สุจริตและทำให้ผู้เอาประกันได้รับความเสียหาย

ในทางกฎหมาย แม้บริษัทประกันจะเป็นคู่สัญญา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้กับรถของลูกค้า สิทธิของลูกค้าคือการได้รับการซ่อมแซมอย่างเป็นธรรม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่ากับสภาพเดิม การคำนึงเพียงผลประโยชน์ของบริษัทเอง ไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายจะยอมรับได้

มุมมองจากทนายอาร์ม : เหมาซ่อมได้ แต่ต้อง “ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย”

ทนายอาร์มอธิบายว่า
“คำถามว่าประกันภัยมีสิทธิ์เหมาซ่อมไหม คำตอบคือมี แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้ลูกค้าเดือดร้อน”

สิทธิในการบริหารงานของบริษัทประกันภัยเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง แต่สิทธินั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริตและความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

นั่นหมายความว่า ถ้าการเหมาซ่อมของบริษัทประกันเป็นเหตุให้ลูกค้าได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น รถมีปัญหาหลังซ่อม สีไม่ตรง หรือประสิทธิภาพการใช้งานลดลง ก็เข้าข่าย “ละเมิด” ได้ทันที

และอย่าลืมว่า ในทางกฎหมาย “รถยนต์” ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่า แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “ความปลอดภัยในการใช้งาน” หากซ่อมไม่ดีแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต บริษัทประกันภัยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งหรืออาญาได้ด้วย

ทำไมควรปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มเรียกร้องค่าเสียหาย?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องมีการซ่อมรถ สิ่งที่เจ้าของรถควรทำทันทีคือ “ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น” ว่า
บริษัทประกันจะซ่อมที่ไหน ซ่อมอย่างไร และมีสิทธิ์เลือกอู่หรือศูนย์บริการเองได้หรือไม่

เพราะหากคุณปล่อยให้บริษัทประกัน “เหมาซ่อมเองทั้งหมด” โดยไม่ตรวจสอบสัญญาหรือเงื่อนไข
ผลลัพธ์อาจคือการได้รถคืนในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม แต่ต้องมานั่งเสียเวลาเรียกร้องภายหลัง ซึ่งทั้งเสียเวลา เสียเงิน และเสียความรู้สึก

การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกจะสามารถให้คุณ

  • เข้าใจสิทธิของตัวเองตามกรมธรรม์
  • รู้ว่าการซ่อมแบบใดที่คุณมีสิทธิ์เลือก
  • และหากบริษัทประกันทำผิดเงื่อนไข ทนายสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องร้องได้อย่างถูกวิธี

สิทธิ์ของประกันมีได้ แต่ต้องอยู่บนความเป็นธรรมของลูกค้า

สุดท้ายนี้ สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเหมาซ่อมรถลูกค้าถือว่า “มีอยู่จริง”
แต่สิทธิ์นั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้เอาประกันภัย
การซ่อมต้องคืนสภาพรถให้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ไม่ใช่ซ่อมเพื่อลดต้นทุนจนลูกค้าเดือดร้อน

หากคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องซ่อมรถ อย่ารอให้เรื่องซับซ้อนหรือเสียหายหนักก่อนถึงจะมาหาทนาย
 ปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้น คือทางออกที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิ์ของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เรามีทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน และรถของคุณกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่เสียเปรียบ

ให้เรา “ซ่อมสิทธิ์ของคุณ” ให้กลับมาครบ เหมือนรถที่ซ่อมดีตั้งแต่แรก

รถชนเรียกค่าเสียหาย ทำไมไปร้อง คปภ. เอง แล้วถึงไม่มีผล?

รู้ทันบริษัทประกันภัย และรู้เท่าทันกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนจะเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนคิดว่าแค่มีประกันภัยก็คงพอแล้ว แต่ในความจริง การ “รถชนเรียกค่าเสียหาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่คุณต้องเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งมักกลายเป็นประเด็นปะทะกันระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยอย่างไม่รู้จบ และในหลายๆ เคส การเดินเรื่องด้วยตัวเอง แม้แต่การไปร้องเรียนที่ คปภ. ก็อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดี หากคุณไม่มีความรู้หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ

ตัวอย่างเคสจริง: คุณ A เดินเรื่องเอง แต่สุดท้ายกลับเสียเปรียบ

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนคือ เคสของ คุณ A ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 รถของคุณ A ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องส่งซ่อมนานถึง 240 วัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ บริษัทประกันภัยกลับเสนอให้เพียงแค่ 60 วัน ๆ ละ 500 บาท เท่านั้น รวมเป็นเงินเพียง 30,000 บาท

เมื่อคุณ A เห็นว่าตัวเลขที่ได้รับไม่เป็นธรรม จึงตัดสินใจไปร้องเรียนกับ คปภ. ด้วยตัวเอง หวังว่าหน่วยงานกลางจะช่วยเจรจาเพื่อความยุติธรรม แต่ผลที่ได้คือ คปภ.นัดไกล่เกลี่ยและบริษัทประกันภัยก็เพียง “เพิ่มให้เป็น 70 วัน” เท่านั้น ยอดรวมเป็น 35,000 บาท ซึ่งยังห่างไกลจากความเสียหายจริง

ไกล่เกลี่ย…หรือถูกเกลี้ยกล่อม?

หลังจากที่คุณ A เห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อขอคำปรึกษาจาก ทนายอาร์ม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยโดยเฉพาะ แต่ทว่าก็พบว่า… ช้าไปแล้ว เพราะการที่คุณ A ไปร้องเอง และเข้าสู่กระบวนการเจรจากับบริษัทประกันภัยก่อน โดยไม่มีทนายหรือผู้รู้กฎหมายอยู่ด้วย ทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ต้น

ทนายอาร์ม อธิบายว่า

“การไกล่เกลี่ย ถ้าไม่มีความรู้ = ไปถูกเกลี้ยกล่อม”
เพราะบริษัทประกันภัยมีความพร้อมด้านกฎหมาย ทีมเจรจา และกลยุทธ์เชิงจิตวิทยา พอผู้เสียหายไม่มีความรู้ ก็อาจหลงเชื่อหรือยอมตกลงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเสียสิทธิ์ไปแล้ว

รู้หรือไม่? ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ “เรียกได้มากกว่าวันละ 500 บาท!”

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เรียกได้เพียงวันละ 300–500 บาท แต่ในความเป็นจริง หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่าการไม่ได้ใช้รถทำให้สูญเสียรายได้ เช่น ใช้รถทำธุรกิจ ส่งของ หรือมีความจำเป็นใช้รถจริงๆ ก็สามารถเรียกค่าขาดประโยชน์ได้มากกว่านั้น และอาจมากถึงวันละ 800–1,500 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบแต่สิ่งที่สำคัญคือ…
คุณต้องมีความรู้ และต้องรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย
เพราะบริษัทมักเสนอจ่ายต่ำ ๆ ก่อน หากคุณไม่ท้วง ไม่ขอเจรจา หรือไม่มีผู้ช่วยที่เข้าใจสิทธิของคุณ เงินที่ควรได้รับก็อาจหลุดลอยไป

คำแนะนำจากทนายอาร์ม: อย่าไปร้อง คปภ. เอง ถ้าไม่มั่นใจ

หลายคนคิดว่า คปภ. คือที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งในทางทฤษฎีใช่ แต่ในทางปฏิบัติ หากคุณเข้าไปโดยไม่มีแผน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ หรือไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง คุณอาจเจอสิ่งที่เรียกว่า “ไกล่เกลี่ยแบบลดสิทธิ” เพราะบริษัทประกันภัยมักใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่เจรจาให้จ่ายน้อยลง โดยหวังว่าผู้เสียหายจะ “ยอมรับ” ข้อเสนอเพื่อให้เรื่องจบเร็ว

ดังนั้น ทนายอาร์มจึงแนะนำว่า

“หากจะไป คปภ. ควรให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้น หรืออย่างน้อยก็ขอคำปรึกษาก่อน”

เพราะหากคุณเสียเปรียบในชั้น คปภ. แล้ว จะย้อนกลับมาแก้ไขในภายหลังได้ยากมาก หรืออาจเสียสิทธิ์โดยสมบูรณ์

อย่าเสียเปรียบโดยไม่จำเป็น! ดูคลิปเทคนิคเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากทนายอาร์มก่อน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองถูกตีราคาชีวิตหรือทรัพย์สินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะทุกสิทธิของคุณสามารถเรียกร้องได้อย่างถูกต้อง หากคุณรู้วิธี

ติดตามคลิปเทคนิคดี ๆ จากทนายอาร์ม
สอนวิธีเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างละเอียด ทั้งหลักฐาน วิธีเจรจา และกลยุทธ์ป้องกันการเสียเปรียบ
📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.1

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.2

📌 เทคนิคกลยุทธ์ในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่ถูกต้อง EP.3

รถชนเรียกค่าเสียหาย อย่าประมาทเรื่องความรู้

  • บริษัทประกันภัยมักมีทีมเจรจาและกลยุทธ์
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกได้มากกว่าที่คิด
  • การไปร้อง คปภ. เอง หากไม่มีข้อมูล อาจกลายเป็นการเสียสิทธิ
  • ปรึกษาทนายตั้งแต่แรก คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

อย่ารอให้รถชนแล้วเสียสิทธิแบบคุณ A
เพราะการรู้เท่าทันบริษัทประกันภัย คืออาวุธที่ดีที่สุดของผู้เสียหาย

อย่าลืมว่า บริษัทประกันภัยมีทนายความเตรียมพร้อมตั้งแต่รถยังไม่ชน พร้อมใช้ทุกเทคนิคและกลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อลดภาระความรับผิดของตนเองให้มากที่สุด ดังนั้น ผู้เสียหายอย่างเราก็มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเองเช่นกัน โดยสามารถปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่เกิดเหตุ เพื่อวางแผนให้รอบคอบ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเจรจาแบบเอาเปรียบ เพราะ “เดินเรื่องเอง = เสียเปรียบ” อย่างแน่นอน หากคุณไม่อยากให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเสียเปรียบ ติดต่อ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ทันที หรือคลิก >>ติดต่อเรา<<

จากความเชื่อใจ สู่ความผิดหวัง เมื่อประกันเอาเปรียบลูกค้าตัวเอง 

การมีประกันภัยที่ดีควรให้ความคุ้มครองครบถ้วนและตรงไปตรงมา แต่น่าเสียดายที่หลายครั้งผู้เสียหายที่ทำประกันกลับต้องเผชิญกับภาระเพิ่มจากการขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม โดยเฉพาะเมื่ออุบัติเหตุเกิดกับรถยนต์ไฟฟ้า ที่ทั้งค่าซ่อมแพงและใช้เวลานานหลายเดือน ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไร และเราจะสามารถปกป้องสิทธิ์ของเราได้อย่างไร? มาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน

เคสตัวอย่าง : ขาดประโยชน์จากการใช้รถ แต่การจ่ายค่าชดเชยแตกต่างอย่างชัดเจน

ในกรณีนี้ ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความเสียหายหนัก มีมูลค่าการซ่อมสูงถึงหลักแสนบาท ทำให้ต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานกว่า 90 วัน เป็นระยะเวลาที่ผู้เสียหายต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ไป ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างรุนแรง

สิ่งที่ทำให้ผู้เสียหายเสียความรู้สึกอย่างมากคือ การที่บริษัทประกันของตนเสนอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเพียง 500 บาทต่อวัน ขณะที่ประกันของคู่กรณีกลับเสนอค่าขาดประโยชน์ฯ ให้สูงถึง 1,000 บาทต่อวัน แม้ว่าทั้งสองบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในรถยนต์คันเดียวกันในระยะเวลา 30 วันเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับแตกต่างอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความสงสัยว่าบริษัทประกันของผู้เสียหายกำลังเอาเปรียบลูกค้าของตนเองหรือไม่ 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรถยนต์เสียหายเพิ่มขึ้นหลังจากการซ่อมแซม ทำให้ต้องมีการซ่อมเพิ่มเติมอีก 30 วัน ทำให้ระยะเวลาขาดประโยชน์จากการใช้รถเพิ่มเป็น 90 วัน แต่กลับไม่มีความชัดเจนจากบริษัทประกันว่าจะชดเชยค่าขาดประโยชน์ฯ ในส่วนนี้อย่างไร 

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคืออะไร?

สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” คือ ค่าชดเชยที่ผู้ประกันภัยมีสิทธิ์เรียกร้องได้เมื่อไม่สามารถใช้รถยนต์ของตนได้เนื่องจากอุบัติเหตุ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีค่าเฉลี่ยการจ่ายค่าขาดประโยชน์ที่ 500-1,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของบริษัทประกัน แต่ในความเป็นจริง จำนวนค่าขาดประโยชน์นี้สามารถเสนอให้มากกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์และมูลค่าความเสียหาย เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูงและใช้เวลานาน ควรได้รับค่าขาดประโยชน์ที่เหมาะสมกับความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

เมื่อรถเสียหายสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากใครได้บ้าง?

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถสามารถเรียกได้เฉพาะจากบริษัทประกันของคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากบริษัทประกันของตนเองได้ด้วยเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม การเรียกค่าชดเชยในกรณีนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และจำเป็นต้องมีทนายความผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแลสิทธิ์ทางกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับค่าชดเชยอย่างเหมาะสม และไม่ถูกเอาเปรียบจากบริษัทประกันภัย การมีทนายเป็นตัวแทนเจรจาย่อมเพิ่มความได้เปรียบและลดโอกาสถูกบริษัทประกันกดขี่ 

เคล็ดลับในการรับมือกับบริษัทประกันภัยกรณีขาดประโยชน์จากการใช้รถ


หากคุณเคยพบเหตุการณ์ที่บริษัทประกันภัยพยายามลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คุณสามารถรับมือได้ตามคำแนะนำดังนี้ :

1. ทบทวนเงื่อนไขกรมธรรม์ : ควรอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับค่าขาดประโยชน์ฯ เพราะแต่ละกรมธรรม์อาจมีข้อกำหนดต่างกันไป

2. ตรวจสอบความคุ้มครองให้ชัดเจน : หากไม่แน่ใจว่าค่าขาดประโยชน์ที่ได้รับนั้นเป็นธรรม คุณควรปรึกษาทนายเพื่อพิจารณาว่าความคุ้มครองในกรมธรรม์ครอบคลุมค่าใช้จ่ายนี้หรือไม่ และมีสิทธิ์เรียกร้องเพิ่มได้หรือไม่

3. รวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ค่าเสียหาย : หลักฐานสำคัญ เช่น เอกสารการประเมินมูลค่าความเสียหาย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการหารถเช่าใช้ทดแทน และบันทึกเวลาการซ่อมที่ใช้จริง จะช่วยให้ทนายมีข้อมูลที่เพียงพอในการต่อรองค่าขาดประโยชน์กับบริษัทประกัน

4. ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย : หากบริษัทประกันภัยไม่ยอมจ่ายค่าขาดประโยชน์ตามที่ควร การดำเนินคดีทางกฎหมายเป็นอีกทางเลือกที่ผู้เสียหายสามารถใช้ในการเรียกร้องสิทธิ์ของตนเอง

เมื่อประกันเอาเปรียบเรื่องค่าขาดประโยชน์ฯ ปรึกษาทนายคือทางออก

สำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในคดีประกันภัยจะสามารถช่วยประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งเจรจาให้คุณได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรม การที่มีทนายความเป็นผู้ดำเนินการเจรจากับบริษัทประกันไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลา แต่ยังเพิ่มโอกาสในการได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม และป้องกันการถูกบริษัทประกันเอาเปรียบจากการเสนอค่าขาดประโยชน์ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง 

การขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นความเดือดร้อนที่ควรได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม การมีประกันภัยไม่ควรเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น และบริษัทประกันควรจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมตามความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อประสบปัญหานี้ คุณควรปรึกษาทนายความที่เข้าใจการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถดีที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิ์และรับประกันว่าคุณจะได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสมกับความเสียหายที่แท้จริง

อุทาหรณ์ ! ประกันภัย “หัวหมอ” ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมฯ ด้วยกระดาษแผ่นเดียว

ในปัจจุบัน หลายคนเลือกที่จะทำประกันภัยแบบ “เปิด-ปิด” เพราะคิดว่าคุ้มค่าและสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามความต้องการ แต่เคสที่เรานำมาวันนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการทำประกันในรูปแบบนี้อาจมีข้อเสียที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริษัทประกันภัยพยายามจะ “ตีความเข้าข้างตัวเอง” จนทำให้ผู้เอาประกันเสียสิทธิ์และเกิดความเดือดร้อนมากกว่าที่คิด

จากความเชื่อใจสู่ความผิดหวัง

เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้เสียหายในเคสนี้ได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะเดียวกันก็ได้ทำประกันภัยรถยนต์แบบเปิด-ปิดไว้กับบริษัทประกันภัยชื่อดัง ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามขั้นตอนปกติ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียหายยื่นขอค่าสินไหมทดแทน บริษัทประกันภัยกลับปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว?? โดยให้เหตุผลว่า “ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้เปิดแอปพลิเคชันประกันภัย” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคุ้มครองตามกรมธรรม์แบบเปิด-ปิด

ทั้ง ๆ ที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง เกิดเหตุขณะเปิดแอปพลิเคชันจริง และผู้เสียหายได้ทำการติดต่อบริษัทประกันภัยในทันทีหลังเกิดเหตุ แต่บริษัทประกันกลับบอกว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้เปิดแอปพลิเคชันซะอย่างนั้น

สุดท้ายศาลพิพากษา : ประกันภัยต้องชดใช้เกือบ 4 แสนบาท

เมื่อเรื่องนี้ถูกฟ้องไปยังชั้นศาล ศาลจึงมีคำพิพากษาที่ชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกือบ 400,000 บาทให้กับผู้เสียหาย เนื่องจากการปฏิเสธการชดใช้ของบริษัทประกันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลได้วิเคราะห์ว่าบริษัทประกันไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอที่จะพิสูจน์ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะไม่ได้เปิดแอปพลิเคชัน หรือหลักฐานที่เพียงพอที่จะอ้างสิทธิ์ในการปฏิเสธความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ศาลยังมีการพิจารณาเพิ่มเติมให้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นจำนวน 150,000 บาท เนื่องจากบริษัทมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม และมีเพียงแค่หนังสือปฏิเสธเพียงแผ่นเดียวมาอ้างปฏิเสธเท่านั้น

ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รอบคอบของบริษัทประกันภัย ซึ่งอาจมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนด้วยการตีความสัญญาในทางที่เอาเปรียบผู้เอาประกัน สิ่งนี้ทำให้ผู้เสียหายต้องประสบปัญหาทางการเงินและการขาดความเชื่อมั่นในระบบการประกันภัย

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเห็นได้ว่าบริษัทประกันภัยบางแห่งอาจใช้เงื่อนไขที่ซับซ้อนและตีความเข้าข้างตัวเองเพื่อลดความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกัน หากไม่มีการทบทวนสัญญาและเงื่อนไขที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ผู้เสียหายอาจต้องรับผิดชอบต่อผลเสียหายทางการเงินเองอย่างไม่เป็นธรรม

อย่านิ่งนอนใจ ประกันภัยหัวหมอมีอยู่จริง

เรื่องราวนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผู้ที่ทำประกันภัยแบบ “เปิด-ปิด” ต้องระมัดระวังและศึกษารายละเอียดสัญญาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำประกัน อย่าไว้ใจเฉพาะคำโฆษณาหรือข้อเสนอที่ดูน่าดึงดูด แต่ต้องอ่านข้อกำหนดต่าง ๆ ของกรมธรรม์อย่างละเอียด เพราะหากเกิดปัญหา บริษัทประกันบางแห่งอาจใช้เงื่อนไขที่ซับซ้อนเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ และผู้เอาประกันอาจต้องเสียสิทธิ์ในการได้รับค่าสินไหมอย่างไม่เป็นธรรม

ในเคสนี้ การที่ผู้เสียหายต้องประสบกับความเดือดร้อนมากมายเพราะการปฏิเสธของบริษัทประกันภัย แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ทำประกันภัยจำเป็นต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ อย่าปล่อยให้ถูกบริษัทประกันเอาเปรียบ

อย่ารอจนสาย ปรึกษาทนายความคือทางออก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดไม่ว่าจะรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหาย ฯลฯ ควรดำเนินการอย่างรวดเร็วในการติดต่อประกันภัยเพื่อรายงานเหตุการณ์ แต่อย่าเพิ่งไว้วางใจจนเกินไป หากรู้สึกว่ามีการปฏิเสธความรับผิดชอบหรือการใช้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม อาทิ กรณีบาดเจ็บสาหัส แล้วถูกประกันบอกว่าให้ไป รักษาตัวให้หายดีก่อน หรือกรณีทรัพย์สินเสียหาย ถูกประกันงัดมุกเด็ด นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ฯลฯ แบบนี้ควรปรึกษาทนายความทันที

การมีทนายความอยู่เคียงข้างจะช่วยให้คุณได้รับการดูแลและคำปรึกษาที่ถูกต้องในการดำเนินคดีหรือเจรจากับบริษัทประกัน เพื่อปกป้องสิทธิ์ของคุณอย่างเต็มที่ เพราะในหลายกรณี การต่อสู้ทางกฎหมายอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คุณได้รับความยุติธรรมและการชดใช้ที่เป็นธรรม

จากกรณีดังกล่าว เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบรายละเอียดสัญญาประกันภัยอย่างรอบคอบและไม่ละเลยการปรึกษาทนายความเมื่อเกิดปัญหา แม้ว่าการทำประกันภัยจะเป็นการป้องกันความเสี่ยง แต่หากเกิดการปฏิเสธการชดใช้จากบริษัทประกัน การมีทนายความผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณสามารถรักษาสิทธิ์ของตนเองและได้รับการชดใช้ที่ถูกต้องและเป็นธรรม

ขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนกับการปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญหลังเกิดเหตุ

ขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน รู้ไว้ไม่เสียหาย…เมื่อเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นการชนที่มีผู้บาดเจ็บหรือเพียงแค่ความเสียหายทางทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ ผู้ประสบอุบัติเหตุหลายท่านคงตั้งตัวกันไม่ถูกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ แต่วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาทำความเข้าใจในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนกันว่าเมื่อเรื่องมาถึงมือทนายแล้วมีขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิที่ตนพึงมีอย่างไร ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ประสบภัยหรือประสบเหตุการณ์รถชนสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องและสามารถเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับท่านอื่น ๆ ที่ต้องการรู้เรื่องนี้อีกด้วย

ขั้นตอนการฟ้องคดีรถชน

1. รวบรวมหลักฐาน

หลังจากเกิดเหตุการณ์รถชน สิ่งแรกที่ควรทำ คือ การรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น

– ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ภาพรถที่ชนกัน , ภาพความเสียหาย , และภาพบาดแผลความเจ็บปวด (ถ้ามี)

– เก็บข้อมูลของผู้ขับขี่ทุกฝ่าย รวมถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์

– บันทึกเวลาที่เกิดเหตุและสภาพอากาศในขณะนั้น

– รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยของทุกฝ่าย

2. แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากรวบรวมหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ เพื่อให้ตำรวจทำการบันทึกเหตุการณ์และหรือทำบันทึกรายงานประจำวัน ซึ่งเอกสารดังกล่าวที่ออกโดยเจ้าหน้าที่จะสามารถเป็นเอกสารสำคัญในการฟ้องคดีได้

3. ติดต่อบริษัทประกันภัย

หากผู้ประสบภัยมีการประกันภัย ควรติดต่อบริษัทประกันภัยของตนเองและของคู่กรณี เพื่อแจ้งเหตุการณ์และเริ่มกระบวนการเคลมประกัน ทั้งนี้ควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเช่น บันทึกประจำวัน ใบขับขี่ และบัตรประชาชนของผู้ประสบภัย

4. การประเมินค่าเสียหาย

ประเมินค่าซ่อมแซมรถยนต์ , ค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหรืออู่ซ่อมรถที่ได้รับการรับรองที่สามารถเชื่อถือได้

5. ติดต่อทนายความ

ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่ง เพราะสำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น การมีทนายความหลังเกิดอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงที่จะถูกบริษัทประกันภัยเอาเปรียบ หรือพลาดไปเจอ ทะแนะก่อนเจอทนาย ดังนั้นจึงต้องรีบปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในคดีอุบัติเหตุรถยนต์ เพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนเพื่อเตรียมเอกสารการฟ้องคดี นอกจากนี้ทนายความจะสามารถประเมินคดีของคุณ รวมไปถึงดำเนินการรวบรวมหลักฐาน และเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้กับคดีของคุณได้

6. การฟ้องคดีในศาล

ทนายความจะดำเนินการตามขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน เพื่อยื่นฟ้องคดีในศาลที่มีเขตอำนาจ โดยการฟ้องคดีสามารถเป็นการฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือการฟ้องคดีทางอาญาหากมีความผิดทางอาญาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและความเชี่ยวชาญของทนายความด้วย

7. กระบวนการพิจารณาคดี

เมื่อยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลจะมีการพิจารณาคดี ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ เช่น

– การสอบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย

– การนำเสนอหลักฐานต่าง ๆ

– การไต่สวนข้อเท็จจริง

ทั้งนี้การพิจารณาคดีอาจใช้เวลานานขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และการตอบโต้จากฝ่ายจำเลย

8. การตัดสินคดี

หลังจากกระบวนการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น ศาลจะมีการตัดสินคดี โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักฐานที่นำเสนอ แล้วออกคำพิพากษาตามข้อกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นการสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย หรือสั่งลงโทษทางอาญา

9. การปฏิบัติตามคำพิพากษา

หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ชนะคดีสามารถดำเนินการตามคำพิพากษาได้ เช่น การเรียกเก็บเงินชดใช้ค่าเสียหายจากฝ่ายที่แพ้คดี หรือการนำคำพิพากษาไปใช้ในการเรียกร้องเงินประกัน

10. การอุทธรณ์ (ถ้ามี)

หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจกับคำพิพากษาของศาล ในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชนก็สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องทำภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยการอุทธรณ์จะต้องมีเหตุผลที่สมควรและมีหลักฐานเพิ่มเติม

ข้อควรระวัง

ในขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน สำหรับทนายความมือใหม่ควรระมัดระวังเรื่องระยะเวลาฟ้องคดีและการจัดเตรียมหลักฐานที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้การฟ้องคดีเป็นไปอย่างราบรื่นและเพื่อให้ผู้ประสบภัยหรือลูกความได้รับความยุติธรรมที่สมควร นอกจากนี้ก็ยังมีข้อควรระวังอีกมาก หากไม่มีความเชี่ยวชาญก็อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายหรือลูกความได้เช่นเดียวกัน

ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้ายแล้วขั้นตอน การฟ้องคดีรถชน เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการความรู้และความเข้าใจในกฎหมาย การปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับความยุติธรรมและสิทธิที่พึงมี แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ทนายจะช่วยในการเจรจาและดำเนินการฟ้องคดีอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณได้รับสิทธิและความยุติธรรมที่สมควรและการปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินคดีอย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จ หากต้องการปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ต้องปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ >> ติดต่อเรา << 

เดินเรื่องเองได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่มีทนายศาลพิพากษาให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถกว่า 520,000 บาท

เดินเรื่องเองได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่มีทนายศาลพิพากษาให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถกว่า 520,000 บาท

          ว่าด้วยเรื่องการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่ารถยนต์หรือยานพาหนะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต การที่รถเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายและต้องเข้าศูนย์จัดซ่อมเป็นระยะเวลานานเกินควร ผลที่ตามมาย่อมสร้างความไม่สะดวก ความเสียหาย และความเดือดร้อนเป็นอย่างมากต่อผู้เอาประกันภัยและหรือเจ้าของรถ แต่จะทำอย่างไรเมื่อบริษัทประกันภัยไม่รับผิดชอบตามหน้าที่ที่ควรพึงกระทำ?

          วันนี้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณไปรู้จักกับกรณีศึกษากรณีหนึ่งที่จะชี้ให้คุณเห็นถึงความสำคัญของการมีทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการประกันภัยรถยนต์ในการเรียกร้องสิทธิ์ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมาฝากกัน

เคสตัวอย่าง : เดินเรื่องเองถูกประกันภัยปัดซ่อมปัดรับผิดชอบ แต่มีทนายสุดท้ายได้รับความเป็นธรรม !

เคสตัวอย่าง : เดินเรื่องเองถูกประกันภัยปัดซ่อมปัดรับผิดชอบ

          อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าวันนี้เราจะพาคุณมาดูกรณีตัวอย่างว่าด้วยเรื่องของการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ ในเคสนี้รถเบนซ์ของผู้เสียหายถูกชนได้รับความเสียหายหนัก แต่ดันถูกบริษัทประกันภัย นิ่งใส่เป็นเหตุให้รถของผู้เสียหายถูกจอดเฝ้าอู่นานร่วม 2 เดือน โดยที่ไม่ได้จัดซ่อมใด ๆ ทั้งที่บริษัทประกันภัยควรจะเร่งรัดประเมินค่าซ่อมตั้งแต่เกิดเหตุ ผู้เสียหายทนไม่ไหวด้วยความรอนานที่บริษัทประกันภัยไม่ตอบรับไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเรา เพื่อเดินเรื่องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถทันที เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

          แต่เรื่องราวก็ยังคงไม่จบกับพฤติกรรมจอมเจ้าเล่ห์และหัวแพทย์ของบริษัทประกันภัย นอกจากบริษัทประกันภัยจะใช้ความหัวแพทย์โดยการนิ่งใส่ไม่รับผิดชอบใด ๆ ต่อผู้เสียหายแล้วหลังจากที่มีทนายความเดินเรื่องให้ ในชั้น คปภ. บริษัทประกันภัยก็ยังไม่วายที่จะหากลยุทธ์มาเอาเปรียบ ยังอ้างว่ารถของผู้เสียหายเป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ หาอะไหล่ยาก ต้องใช้เวลาหาอะไหล่นาน ส่งผลให้ผู้เสียหายจากที่ได้รับความเดือดร้อนมากพอตัว ก็ยิ่งได้รับความเดือดร้อนมากไปอีกเมื่อได้ยินข้ออ้างดังกล่าวจากบริษัทประกันภัย

          ในเมื่อถูกบริษัทประกันภัยทำกันถึงขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่บริษัทฯ ก็เป็นถึงบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภคอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนขนาดนี้ ทนายอาร์ม ผู้จัดการสำนักงานฯ และทนายความประจำสำนักงานฯ จึงเดินเรื่องนี้เองทันที โดยตัดสินใจดำเนินการฟ้องบริษัทประกันภัยทันทีไม่รอช้า เพื่อเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าหลังจากที่มีทนายความดำเนินการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและความเสียหายทั้งหมดจากบริษัทประกันภัยจอมเจ้าเล่ห์ และหลังจากที่ผู้เสียหายต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นเวลานาน ในวันนี้เรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นได้จบลงแล้ว โดยศาลได้มีการพิพากษาให้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ วันละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 261 วัน รวมเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเงินกว่า 520,000 บาท ด้วยกัน

          จากกรณีดังกล่าวข้างต้น การเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ผู้เสียหายและหรือผู้ประสบภัยควรมีทนายความผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินคดีทางด้านประกันภัย ตั้งแต่ขั้นตอนแรกหลังเกิดอุบัติเหตุทันที เพราะบริษัทประกันภัยหลายแห่งก็มักใช้เล่ห์เหลี่ยม กลยุทธ์และการประวิงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงหรือชะลอการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายควรจะได้รับ และแน่นอนว่าการที่ผู้เสียหายต้องเดินเรื่องเองอาจทำให้ไม่สามารถรับมือกับกลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชี้สาเหตุ !! เดินเรื่องเองอาจได้น้อยกว่าความเสียหายที่แท้จริง มีทนายความเดินเรื่องดีอย่างไร ?

          ในการเดินเรื่องเองอาจดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ง่ายและรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด การต่อสู้กับบริษัทประกันภัยที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องใช้ความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น การมีทนายความที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

          การมีทนายความที่มีความรู้และประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของผู้เสียหายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะทนายความจะช่วยให้กระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับผลที่ยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น การมีทนายความตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุจึงเป็นการป้องกันตัวผู้เสียหายเอง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของบริษัทประกันภัย และเป็นการรักษาสิทธิ์ของตัวผู้เสียหายได้อย่างเต็มที่ หากเกิดอุบัติเหตุสามารถปรึกษาทนายได้ตั้งแต่เกิดเรื่อง ไม่ต้องรอให้ถูกเอาเปรียบ ปรึกษาทนาย >>ติดต่อเรา<<<

รถชนดันเจอทะแนะก่อนเจอทนาย สุดท้ายไม่รอดจะให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ ทนายยันไม่ทำให้เด็ดขาด !

รถชนดันเจอทะแนะก่อนเจอทนาย

          สำหรับเรื่องฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หลายท่านที่ได้ติดตามสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราคงจะทราบกันแล้วว่าค่าขาดประโยชน์คืออะไร ? สำคัญอย่างไร ? และทำไมเราถึงต้องฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ รวมไปถึงคงจะทราบถึงวิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์กันแล้วว่าเมื่อรถชนเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียหายและหรือผู้เอาประกันภัยจะต้องฟ้องเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างไร ? วันนี้ทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ของเราก็ได้นำเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของเรื่องการฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ที่ได้เกิดขึ้นกับผู้เสียหายท่านหนึ่งที่ได้มาปรึกษาทนายความ แต่สุดท้ายทนายยืนยันว่าไม่ทำคดีให้เด็ดขาด เรื่องราวและเหตุผลที่ไม่ทำคดีให้ผู้เสียหายท่านนี้จะเพราะอะไรมาดูกัน 

ทะแนะ ! แนะจนได้เรื่องผู้เสียหายช้ำหนัก โร่มาปรึกษาทนาย

ทะแนะ ! แนะจนได้เรื่องผู้เสียหายช้ำหนัก โร่มาปรึกษาทนาย

          อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั้นสืบเนื่องมาจากมีผู้เสียหายท่านหนึ่งในที่นี้ขอเรียกว่าคุณ A คุณ A ได้ทักมาปรึกษาทนายอาร์มผ่านช่องทาง Line Official ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์เมื่อไม่นานมานี้ในเรื่องที่ว่าจะให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ และได้ปรึกษามาว่า คุณ A ได้เกิดอุบัติเหตุรถชนและรถได้รับความเสียหายหนักต้องจัดซ่อมรถเป็นระยะเวลาเกือบ 100 วัน ซึ่งคุณ A เองก็ได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์นี้เป้นอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้รถเป็นพาหนะในการทำงาน

          ต่อมาก็ได้มี “ทะแนะ” ผู้รู้ที่รู้ทุกเรื่อง แต่รู้ไม่จริงสักเรื่องได้มาแนะนำข้อมูลผิด ๆ กับคุณ A บอกว่าให้คุณ A ไปเดินเรื่องร้องเรียนได้เลยที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งเป็นสำนักงานที่คอยควบคุมและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยอยู่ในขณะเดียวกัน ซึ่งในมุมมองของทนายอาร์มมองว่า การทำงานของธุรกิจประกันภัยกับหน่วยงานของรัฐนั้นจะมีสมาคมประกันวินาศภัย ซึ่งสมาคมประกันวินาศภัยจะการส่งรายชื่อ โดยบริษัทประกันภัยจะส่งรายชื่อเข้ามาเป็นกรรมการสมาคมฯ ดังกล่าว ซึ่งการมาเป็นกรรมการสมาคมฯ หน้าที่หลักก็คือคอยถ่วงดุลระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือคปภ.กับภาคธุรกิจนั่นเอง

          แต่ถ้าสมมติว่าภาคธุรกิจมาขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ต่อมาจึงได้มีการสร้างสมาคมขึ้นมา ชื่อสมาคมว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมนี้ก็ได้มีการออกกฎกติกาในเรื่องของการกำหนดอัตราการจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถมาว่า กำหนดให้ค่าขาประโยชน์ฯ วันละ 500 บาท แต่ไม่ได้ระบุว่า เพราะเหตุใดจึงกำหนดให้วันละ 500 บาท นอกจากนี้ก็ยังไม่ได้ระบุชัดเจนอีกว่าที่กำหนดมาวันละ 500 บาทนั้น กำหนดจ่ายให้ทุกวันหรือไม่อย่างไร

ทนายยืนยันหากไปหาทะแนะมาแล้ว ไม่ต้องมาหาทนาย ร้องคปภ.แล้ว ไม่รับทำคดีเด็ดขาด !

ทนายยืนยันหากไปหาทะแนะมาแล้ว

          สำหรับเรื่องราวของคุณ A ที่จะให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ โดยรถของคุณ A ได้จัดซ่อมไปประมาณ 90 วัน หรือเกือบ 100 วัน ซึ่งตามที่กล่าวไปคือคุณ A ดันโชคร้ายไปเจอทะแนะแล้วก็ดันหลงเชื่อทะแนะ หลังจากไปเดินเรื่องร้องคปภ. ปรากฏว่าคปภ. ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือหรือจะบังคับให้บริษัทประกันภัยจ่ายได้ตามระยะเวลาจัดซ่อมหรือ 100 วัน แต่สามารถบังคับให้บริษัทประกันจ่ายได้วันละ 500 บาท เท่านั้น ซึ่งก็ขัดแย้งกันโดยชัดเจนว่า เพราะเหตุใดจึงสามารถบังคับให้บริษัทฯ จ่ายได้วันละ 500 บาทเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ความเสียหายรถของคุณ A เสียหายเกินกว่านั้นกลับไม่สามารถบังคับให้บริษัทฯ จ่ายให้ผู้เสียหายได้

          ต่อมาเมื่อคุณ A เห็นท่าไม่ดี เพราะได้รับความเสียหายเดือนร้อนมากกว่าเดิมหลังจากหลงเชื่อทะแนะ และคปภ.ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ คุณ A จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาทนายให้ช่วยฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ในเวลาต่อมา และหลังจากที่คุณ A ได้มาปรึกษาทนาย ทนายจึงต้องตอบอย่างจริงใจและตรงไปตรงมายืนยันทันทีว่า “ไม่สามารถดำเนินคดีให้ได้” เนื่องจากคุณ A ได้นำข้อมูลทั้งหมดที่มีไปบอกให้กับบริษัทประกันภัย และหรือนำไปบอกกับคปภ.จนหมดแล้ว และการที่คุณ A ได้ทำอย่างนั้นไม่ว่าจะข้อมูลที่ถูกบ้าง และหรือผิดบ้าง แต่หากได้นำไปบอกคปภ.จนหมดแล้ว และเมื่อเรื่องได้มาถึงมือทนายความ ก็กลับกลายเป็นว่าทนายความจะไปรวบรวมข้อมูลและหรือลำดับเหตุการรณ์ที่คุณ A เคยไปเดินเรื่องก็ไม่ส่ามารถทำได้แล้ว และหากทำได้ก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร

เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากทนายอาร์ม รู้ทันประกันภัยเรื่องการจัดซ่อมรถ

          สำหรับกรณีของคุณ A ทำให้ได้เห็นว่าประชาชนยังขาดความรู้เกี่ยวกับเรื่องของประกันภัยพอสมควร เมื่อเกิดเหตุก็มักจะถูกเอาเปรียบได้ง่าย เพราะความ “ไม่รู้” กว่าเรื่องจะถึงมือทนายมาให้ทนายฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ให้ ก็ถูกเอาเปรียบไปมากแล้ว วันนี้ทนายอาร์มจึงได้นำเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเรียกค่าขาดประโยชน์ฯ มาฝากกัน

          ยกตัวอย่าง พอรถซ่อมเสร็จประกันบอกอู่ที่ไปซ่อมซ่อมล่าช้า ทำไมถึงไม่ไปซ่อมอีกอู่หนึ่ง สมมติว่าอู่ที่คุณไปซ่อมคือเอการาจ ซ่อมล่าช้า แต่ไปซ่อมอู่บี ซึ่งเป็นอู่ในเครือของบริษัทประกัน ซ่อม 10 วันก็เสร็จแล้ว ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นำมาฝากให้คิดกันเพื่อรู้ทันประกันภัย

เพราะเหตุใดจึงควรมีทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง ?

          เหตุผลที่ผู้เสียหายและหรือผู้ประสบภัยไปฟังทะแนะก่อนที่จะมาหาทนาย เพราะผู้เสียหายอาจกลัวเสียค่าทนาย แต่ถ้าหากผู้เสียหายเลือกที่จะมาปรึกษาทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง ยืนยันเลยว่าบริษัทประกันภัยไหนที่สามารถจ่ายได้มากกว่าวันละ 500 บาท ได้ ยืนยันเลยว่าไม่มี และจริง ๆ แล้วค่าเสียหายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือต้องได้เท่ากับค่าเสียหายที่รถเสียหายจริง ถ้ารถเสียหายมากกว่าวันละ 500 บาท ก็จะได้มากกว่าวันละ 500 บาท ถ้าเราซ่อมรถ 100 วัน บริษัทฯ ก็ต้องจ่าย 100 วัน ดังนั้น หากไม่อยากเสียรู้ทะแนะจนนำไปสู่การเสียรู้บริษัทประกันภัยหัวแพทย์เหมือนอย่างกรณีคุณ A ที่เสียรู้ทะแนะไปแล้ว และค่อยมาหาทนายให้ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ กว่าเรื่องจะถึงมือทนายก็เสียเรื่องและเสียรู้ไปแล้ว จึงเป็นที่มาที่ว่าเพราะเหตุใดจึงควรมีทนายตั้งแต่เกิดเรื่อง ย้ำ ! เมื่อรถชนปรึกษาทนายทันทีดีที่สุด >>ติดต่อเรา<<

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!