คปภ. ควรตรวจสอบหรือไม่? เปิดประเด็นข้อความ “ติดต่อบริษัทภายใน 15 วัน” บนใบเคลมผู้บริโภคควรรู้อะไรบ้าง?

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่คุ้นเคย คือการรอให้พนักงานสำรวจภัยหรือคนเคลมของบริษัทประกันเดินทางมายังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบความเสียหาย และออกเอกสารที่ประชาชนเรียกกันติดปากว่า “ใบเคลม” เพื่อใช้ดำเนินการซ่อมรถหรือเรียกร้องค่าสินไหมฯ ต่อไป เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า ในใบเคลมของบริษัทประกันภัยบางแห่ง มีข้อความระบุว่า

“กรุณาติดต่อบริษัทเพื่อตกลงค่าซ่อมค่าเสียหายภายใน 15 วัน”

พร้อมทั้งมีข้อความเพิ่มเติมว่า

“ข้อสำคัญ บันทึกฉบับนี้ไม่ใช่ใบสั่งซ่อม”

ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง

บทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ จึงขอชวนประชาชนหรือผู้บริโภคทั้งหลายมาวิเคราะห์ในมุมกฎหมายและสิทธิของผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันก่อนเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น

คปภ. มีบทบาทอย่างไรกันแน่ในธุรกิจประกันภัย?

สำนักงานคปภ. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับดูแลและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ พนักงานสำรวจภัยของบริษัทประกันภัย จะเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับแจ้งความเสียหายตามขั้นตอนของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสียหาย การพิจารณาความรับผิด และการชดใช้ค่าสินไหม ยังคงต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง เงื่อนไขกรมธรรม์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กรุณาติดต่อบริษัท เพื่อตกลงค่าซ่อมค่าเสียหายภายใน 15 วัน” หมายความว่าอย่างไร?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีประชาชนหรือผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า หากไม่ได้ติดต่อบริษัทภายใน 15 วัน จะหมดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทันที

ความเข้าใจลักษณะนี้อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวล หรือรีบดำเนินการโดยไม่ได้ศึกษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน

ในมุมมองของทนายอาร์ม ข้อความดังกล่าวจึงควรสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง และควรแยกให้ชัดระหว่างขั้นตอนภายในของบริษัทกับสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นคนละประเด็นกัน

ใบเคลมคืออะไร?

ใบเคลมหรือเอกสารรับรองความเสียหาย เป็นเอกสารที่บริษัทประกันภัยออกภายหลังการตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

อย่างไรก็ตาม เอกสารแต่ละบริษัทอาจมีรูปแบบและข้อความแตกต่างกัน

ผู้เอาประกันภัยจึงควรอ่านรายละเอียดทุกครั้งก่อนลงลายมือชื่อหรือดำเนินการตามเอกสารที่ได้รับ

หากมีข้อความใดไม่เข้าใจ ควรสอบถามบริษัทประกันภัย หรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อน

สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำรถเข้าซ่อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาสิทธิของตนเอง เช่น

  • ขอสำเนาเอกสารทุกฉบับ
  • อ่านข้อความบนใบเคลมอย่างละเอียด
  • สอบถามความหมายของข้อความที่ไม่เข้าใจ
  • เก็บหลักฐานเกี่ยวกับอุบัติเหตุไว้ทั้งหมด
  • ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ของตนเอง

การเข้าใจสิทธิของตนเองตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

ความแตกต่างระหว่างบริษัทประกันภัยและผู้บริโภค คือ การไม่มีทนายความ

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ ให้ความเห็นว่า ความแตกต่างระหว่างผู้บริโภคกับองค์กรธุรกิจ คือองค์กรจำนวนมากมีฝ่ายกฎหมายหรือที่ปรึกษากฎหมายคอยสนับสนุนการดำเนินงานอยู่เสมอ

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์รถชนเป็นครั้งแรก จึงอาจไม่ทราบขั้นตอน สิทธิ หรือผลทางกฎหมายของเอกสารที่ได้รับ

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาข้อมูลหรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม

หากสงสัยเกี่ยวกับสิทธิ ควรทำอย่างไร?

หากผู้เอาประกันภัยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ

  • ใบเคลม
  • การซ่อมรถ
  • การปฏิเสธความรับผิด
  • การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
  • หรือข้อความที่บริษัทประกันภัยระบุในเอกสาร

ควรสอบถามบริษัทประกันภัยให้ชัดเจนก่อนเป็นลำดับแรก

หากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมาย หรือเห็นว่าการดำเนินการอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนเอง การปรึกษาทนายความก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจข้อกฎหมายและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ

การทำประกันภัยไม่ใช่เพียงการจ่ายเบี้ยประกัน แต่ยังหมายถึงการเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้วย

ในมุมมองของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ข้อความบนใบเคลมที่อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ควรได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และลดความเสี่ยงจากการเสียสิทธิ์เพราะความเข้าใจผิด

หากคุณกำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยไม่ว่าจะเป็นปัญหาใบเคลม การปฏิเสธการซ่อม การเรียกค่าสินไหมทดแทน หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของผู้เอาประกันภัยสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางรูปเรื่อง วางแนวทางการดำเนินการเพื่อเรียกค่าเสียหายกับบริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก >>ติดต่อเรา<<

#ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ต้องเซ็นยินยอมรออะไหล่จริงหรือ? เปิดเคสจริงจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมข้อควรรู้ก่อนเสียสิทธิ์ให้บริษัทประกันภัย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน สิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือการนำรถเข้าซ่อมให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว แต่สิ่งที่ผู้เอาประกันภัยจำนวนไม่น้อยมักมองข้าม คือ สิทธิในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชย หากไม่สามารถใช้รถได้ระหว่างการซ่อม

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การทำคดีของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ แห่งสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ผู้ที่อยู่ในวงการประกันภัยมาอย่างยาวนาน พบว่าหลายกรณีที่รถชนต้องจัดซ่อมรถนาน ๆ บริษัทประกันภัยมักมีการนำเอกสารมาให้ผู้บริโภคเซ็นยินยอมที่จะจัดซ่อมนาน โดยผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทราบว่าการลงลายมือชื่อหรือการเซ็นเอกสารดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของตนเองในภายหลังได้ บทความทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จึงอยากมีตีแผ่และแชร์เรื่องราวที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากเคสจริงของสำนักงานฯ ให้ได้ทราบกันเป็นอุทาหรณ์ก่อนจะเสียรู้บริษัทประกันภัย

เคสจริง บริษัทประกันภัยโทรให้ลูกความเซ็นยินยอมรออะไหล่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากลูกความของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการ

ระหว่างดำเนินการได้มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันภัยโทรศัพท์ติดต่อมายังทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ โดยแจ้งว่าลูกความจำเป็นต้องลงนามเซ็นชื่อในเอกสาร “ยินยอมรออะไหล่” และยินยอมให้การซ่อมล่าช้า

ทนายอาร์มจึงสอบถามกลับทันทีว่า

“หากลูกความไม่เซ็นเอกสารฉบับนี้ บริษัทจะซ่อมรถหรือไม่”

คำตอบที่ได้รับคือ

“ซ่อมครับ”

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ทนายอาร์มจึงถามต่อว่า

“ถ้าสุดท้ายก็ซ่อมรถอยู่แล้ว แล้วทำไมจึงต้องเซ็นยินยอม”

คำตอบที่ได้รับคือ

“เพื่อให้ลูกค้ารับทราบ”

แต่คำถามสำคัญคือ การให้ “รับทราบ” เพียงอย่างเดียวจริงหรือ หรือเอกสารดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในภายหลังด้วยกันแน่

ทำไมการเซ็นเอกสารจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ?

ในทางปฏิบัติแล้วเอกสารแต่ละฉบับมีรายละเอียดแตกต่างกันไป หากมีข้อความเกี่ยวกับการยินยอมให้การซ่อมล่าช้า หรือยอมรับการรออะไหล่นาน ผู้บริโภคควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนลงนามเซ็นชื่อ เพราะเอกสารดังกล่าวอาจถูกนำมาอ้างอิงภายหลังได้ ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

ดังนั้น ก่อนลงนามในเอกสารใด ๆ ผู้เสียหายควรทำความเข้าใจเนื้อหาให้ชัดเจน และหากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาทนายความก่อนเสมอทุกครั้งที่ต้องมีการเซ็นเอกสาร

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของรถไม่สามารถใช้รถของตนได้ระหว่างที่รถเข้าซ่อมจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความรับผิดของอีกฝ่าย

ตัวอย่างเช่น

  • รถใช้เดินทางไปทำงาน
  • รถใช้รับส่งบุตรหลาน
  • รถใช้ประกอบธุรกิจ
  • รถใช้รับลูกค้า
  • รถใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท

เมื่อรถไม่สามารถใช้งานได้ เจ้าของรถย่อมได้รับผลกระทบ และกฎหมายเปิดโอกาสให้เรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ทำไมหลายคนจึงเสียสิทธิโดยไม่รู้ตัว?

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ผู้เสียหายจำนวนไม่น้อยมุ่งสนใจเพียงการนำรถเข้าซ่อมให้เสร็จโดยเร็ว แต่ระหว่างดำเนินการกลับมีเอกสารหลายฉบับให้ลงนามหลายคนคิดว่า

  • เซ็นไปก่อน
  • เจ้าหน้าที่บอกให้เซ็น
  • คงไม่มีอะไร

แต่เมื่อถึงเวลาจะเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กลับพบว่ามีประเด็นข้อโต้แย้งเกิดขึ้นจากเอกสารที่เคยลงลายมือชื่อไว้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอ่านเอกสารก่อนลงนามจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อสำคัญควรรู้ บริษัทประกันภัยมีทนายความตั้งแต่แรก

ในมุมของทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ การดำเนินธุรกิจของบริษัทประกันภัย มีการวางระบบ ขั้นตอน และมีที่ปรึกษากฎหมายคอยให้คำแนะนำอยู่แล้ว

ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์รถชนเป็นครั้งแรก จึงอาจไม่ทราบสิทธิหรือผลทางกฎหมายของเอกสารแต่ละฉบับ

การขอคำปรึกษาจากทนายความจึงไม่ใช่การสร้างปัญหา แต่เป็นการช่วยให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเอง และสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน

หากรถชน ควรปรึกษาทนายตั้งแต่วันแรก

หลายคนมักรอจนเกิดปัญหากับบริษัทประกันภัยแล้วจึงค่อยหาทนาย

แต่จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ หากได้รับคำปรึกษาตั้งแต่วันแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ จะสามารถวางแนวทางการดำเนินเรื่องได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเก็บพยานหลักฐาน
  • การติดต่อบริษัทประกันภัย
  • การตรวจสอบเอกสารก่อนลงนาม
  • การติดตามการซ่อมรถ
  • การรักษาสิทธิในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
  • การประเมินความเสียหายตามกฎหมาย

การวางแผนตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิที่ผู้เสียหายควรได้รับ

อุบัติเหตุรถชนไม่ได้จบเพียงการนำรถเข้าซ่อมก็จบ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิหลายประการที่ผู้เสียหายควรได้รับ โดยเฉพาะค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ หรือค่าเสื่อมราคาของตัวรถ ซึ่งหลายคนอาจเสียสิทธิ์ไปเพราะลงนามในเอกสารโดยไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย

หากคุณกำลังประสบปัญหาลักษณะนี้กับบริษัทประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการให้เซ็นเอกสาร การรออะไหล่ การซ่อมล่าช้า หรือการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ การเรียกค่าเสียหายในส่วนค่าเสื่อมราคา อย่าเพิ่งรีบลงนามในเอกสารโดยไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางรูปเรื่องวางแนวทางดำเนินการตั้งแต่วันแรกหลังรถชน เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิของตนเองและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไข เพราะการวางแผนที่ดีตั้งแต่ต้น ย่อมสามารถลดโอกาสในการเสียสิทธิที่ผู้บริโภคควรได้รับ ปรึกษาทนายอาร์ม คลิก ติดต่อเรา

ซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยมีสิทธิ์จัดอะไหล่เองหรือไม่? สิ่งที่เจ้าของรถควรรู้ก่อนยินยอมซ่อม

เมื่อเกิดอุบัติเหตุและต้องนำรถเข้าซ่อม หลายคนมักเข้าใจว่าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยคือการนำรถกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่ามีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเหมาซ่อม การจัดหาอะไหล่ หรือการเปิดเผยรายการซ่อมที่แท้จริง

คำถามสำคัญคือ บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์กำหนดวิธีการซ่อมรถแทนเจ้าของรถได้หรือไม่ และเจ้าของรถควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนรับรถกลับมาใช้งาน ในบทความนี้ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ฯ จะมาตีแผ่อีกหนึ่งกลยุทธ์ของบริษัทประกันภัยให้ผู้บริโภคได้ฉุกคิดไปพร้อม ๆ กัน

การซ่อมรถตามสัญญาประกันภัย กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร?

ในความเป็นจริง สัญญาประกันภัยรถยนต์มีหน้าที่ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขความคุ้มครอง แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดโดยตรงว่าบริษัทประกันภัยจะต้องเป็นผู้จัดหาอะไหล่เอง หรือเป็นผู้ดำเนินการซ่อมรถเองทั้งหมด

โดยทั่วไป บริษัทประกันภัยมักมีเครือข่ายอู่ซ่อมรถหรือศูนย์บริการที่ร่วมงานกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถยังคงเป็นผู้มีสิทธิได้รับการซ่อมแซมที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพรถเดิมก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ทำไมเจ้าของรถควรขอดูรายการซ่อมรถทุกครั้ง?

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากมองข้ามคือ “รายการซ่อมรถ” หรือ Repair Estimate

รายการซ่อมเปรียบเสมือนใบสั่งการรักษาของแพทย์ เพราะจะแสดงรายละเอียดว่า

  • เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใด
  • ซ่อมชิ้นส่วนใด
  • ใช้อะไหล่ประเภทใด
  • มีค่าแรงและค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

การขอดูรายการซ่อมอย่างละเอียดจะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจสอบได้ว่ารถได้รับการซ่อมตามมาตรฐานหรือไม่ และสามารถเปรียบเทียบกับสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้

หากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการซ่อมอย่างชัดเจน ผู้บริโภคอาจไม่ทราบเลยว่ามีการเปลี่ยนอะไหล่ประเภทใดให้กับรถของตน

อะไหล่แท้ อะไหล่เทียบ และอะไหล่เทียม แตกต่างกันอย่างไร?

ประเด็นที่พบข้อถกเถียงอยู่เสมอในการซ่อมรถคือเรื่องของประเภทอะไหล่ มีรายละเอียด ดังนี้

1. อะไหล่แท้ (Genuine Parts)

เป็นอะไหล่ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์หรือได้รับการรับรองจากผู้ผลิตโดยตรง มีมาตรฐานตรงตามสเปกรถจากโรงงาน

2. อะไหล่เทียบ (Aftermarket Parts)

เป็นอะไหล่ที่ผลิตโดยผู้ผลิตรายอื่นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ แต่สามารถใช้งานทดแทนได้ โดยอาจมีคุณภาพแตกต่างกันไปตามมาตรฐานของผู้ผลิตแต่ละราย

3. อะไหล่เทียม (Counterfeit Parts)

เป็นอะไหล่ที่ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า หรือผลิตเลียนแบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานรถยนต์

เจ้าของรถจึงควรสอบถามให้ชัดเจนว่าในการซ่อมรถครั้งนั้นมีการใช้อะไหล่ประเภทใด และมีการระบุไว้ในรายการซ่อมหรือไม่

รถก่อนชนเป็นอะไหล่แท้ แล้วควรได้รับการซ่อมแบบใด?

หลักการสำคัญของการประกันภัยคือการชดใช้ความเสียหายเพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สภาพเดิมใกล้เคียงที่สุดก่อนเกิดเหตุ

ดังนั้น หากรถยนต์ก่อนเกิดอุบัติเหตุใช้อะไหล่แท้จากโรงงาน การเลือกใช้อะไหล่ประเภทอื่นในการซ่อมควรได้รับการแจ้งและได้รับความยินยอมจากเจ้าของรถอย่างชัดเจน

ผู้บริโภคมีสิทธิสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอะไหล่ที่ใช้ และมีสิทธิขอเอกสารประกอบการซ่อมเพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังได้

เมื่อพบปัญหาหลังการซ่อมรถ ควรทำอย่างไร?

หากเจ้าของรถพบปัญหาหลังรับรถกลับมา เช่น

  • งานซ่อมไม่เรียบร้อย
  • สีรถไม่ตรง
  • อะไหล่มีปัญหา
  • รถมีอาการผิดปกติหลังซ่อม

ควรรีบแจ้งอู่ซ่อม ศูนย์บริการ หรือบริษัทประกันภัยทันที พร้อมเก็บหลักฐานภาพถ่าย เอกสารซ่อม และใบรับรถไว้ให้ครบถ้วน

ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล หรือปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาสิทธิทางกฎหมายเพิ่มเติม

การซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุไม่ใช่เพียงแค่การนำรถเข้าศูนย์หรืออู่แล้วรอรับรถกลับเท่านั้น แต่เจ้าของรถควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรายละเอียดการซ่อมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องรายการซ่อมและประเภทของอะไหล่ที่นำมาใช้

การขอเอกสารการซ่อม ตรวจสอบรายละเอียดอะไหล่ และติดตามคุณภาพงานซ่อมอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและมั่นใจได้ว่ารถยนต์ได้รับการซ่อมแซมอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานที่ควรได้รับ

หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถ การเคลมประกันภัย หรือสิทธิของผู้เอาประกันภัย การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตั้งแต่ต้น อาจช่วยป้องกันปัญหาและรักษาสิทธิของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากพบปัญหาการซ่อมรถ อย่าปล่อยให้สิทธิของคุณถูกมองข้าม ปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกดีที่สุด

ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการซ่อมรถหลังเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับรายการซ่อมที่ไม่ชัดเจน การใช้อะไหล่ที่ไม่ได้รับการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า งานซ่อมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยและอู่ซ่อมรถ

สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคไม่ควรรอให้ปัญหาบานปลายหรือปล่อยให้ตนเองเสียเปรียบ เพราะหลายกรณีหากมีการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และเงื่อนไขกรมธรรม์ตั้งแต่ต้น อาจสามารถป้องกันความเสียหายหรือรักษาสิทธิของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

จากประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยและอุบัติเหตุรถยนต์ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พบว่าหลายคดีสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากเจ้าของรถได้รับคำแนะนำทางกฎหมายที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ

ดังนั้น หากท่านกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการซ่อมรถ การเคลมประกันภัย การปฏิเสธความรับผิด หรือข้อพิพาทกับอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัย สามารถปรึกษา สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางในการปกป้องสิทธิของท่านได้ทันที

ที่สำคัญ หลังเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงค่อยปรึกษาทนายความ เพราะการวางแนวทางการดำเนินเรื่องตั้งแต่วันแรก การเก็บพยานหลักฐาน การตรวจสอบเอกสาร และการประสานงานกับบริษัทประกันภัยอย่างถูกต้อง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของท่านได้ดีที่สุดในระยะยาว

“รถชนเพียงครั้งเดียว อาจมีผลต่อสิทธิของคุณไปอีกหลายปี การได้รับคำปรึกษาทางกฎหมายตั้งแต่ต้น ย่อมดีกว่าการแก้ไขปัญหาเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว”

รถชนประกันจ่ายไม่จบ! เมื่อไหร่ที่ต้องพึ่ง “ทนาย” เรียกค่าขาดประโยชน์?

กรณีที่ รถชน แล้วบริษัทประกันดึงเช็ง จ่ายน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิเสธการจ่ายโดยอ้างเหตุผลสารพัด การมี
“ทนายความ” เข้ามาช่วยจัดการจะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ประสบภัยที่รอความเมตตา” เป็น “ผู้เสียหายที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย” ทันที

การเกิดเหตุ รถชน จนรถพังต้องเข้าอู่เป็นเดือน ๆ นอกจากจะเสียสุขภาพจิตแล้ว ยังเสียโอกาสในการทำมาหากิน หลายคนเลือกที่จะยอมรับเงินเยียวยาเพียงน้อยนิดจากบริษัทประกันเพราะไม่อยากยุ่งยาก แต่รู้หรือไม่ว่า หากคุณมีหลักฐานชัดเจนและความเสียหายสูง การ “สู้คดี” โดยมีทนายความดูแลอาจคุ้มค่ากว่าที่คุณคิด


ทำไมต้องใช้ทนาย? ในเมื่อมี คปภ.

แม้ คปภ. จะเป็นที่พึ่งหลัก แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันไม่ได้ง่ายเสมอไป โดยเฉพาะในกรณีที่มูลค่าความเสียหายสูง เช่น รถหรู รถที่ใช้ประกอบธุรกิจ หรือรถรับจ้างที่มีรายได้ต่อวัน บริษัทประกันมักใช้เหตุผลทางกฎหมายหรือข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย

การมีทนายความเข้ามาช่วย จะทำให้คุณได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน เช่น

  • การรวบรวมพยานหลักฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    ไม่ใช่เพียงใบเสร็จค่าใช้จ่ายทั่วไป แต่รวมถึงหลักฐานรายได้ รายการเดินบัญชี หรือหลักฐานการประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ”
  • การวิเคราะห์ข้อกฎหมายและประเมินค่าเสียหาย
    ทนายสามารถประเมินได้ว่าคุณควรได้รับเท่าไร ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทประกันเป็นฝ่ายกำหนดตัวเลขเพียงฝ่ายเดียว
  • การร่างคำฟ้องและดำเนินคดี
    หากต้องเข้าสู่กระบวนการศาล การมีทนายจะช่วยให้คดีมีน้ำหนัก และเพิ่มโอกาสได้รับเงินชดเชยครบถ้วน

สัญญาณที่บอกว่า “คุณควรจ้างทนายได้แล้ว”

หากคุณเจอสถานการณ์เหล่านี้หลังจากเกิดเหตุ รถชน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

  • ประกันจ่ายต่ำกว่า 500 บาท/วัน
    ซึ่งโดยหลักทั่วไปถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน และอาจไม่สะท้อนความเสียหายจริง
  • ตัดจำนวนวันซ่อมโดยไม่เป็นธรรม
    เช่น รถซ่อมจริง 45 วัน แต่ประกันจ่ายเพียง 10 วัน โดยอ้าง “มาตรฐานบริษัท”
  • ปฏิเสธการจ่ายทั้งที่คุณเป็นฝ่ายถูก
    อ้างว่าคุณมีส่วนประมาท ทั้งที่เอกสารระบุชัดว่าไม่ผิด
  • มีความเสียหายทางรายได้จำนวนมาก
    เช่น รถใช้ส่งของ รถรับจ้าง หรือรถบริษัท ที่สร้างรายได้หลัก

หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง การปรึกษาทนายทันทีจะช่วยลดความเสียหายระยะยาว


ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เรียกอะไรได้บ้าง?

หนึ่งในประเด็นสำคัญของคดีรถชนคือ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ว่าสามารถเรียกร้องได้มากกว่าที่คิด เช่น

  • ค่าเช่ารถระหว่างซ่อม
  • ค่าขาดรายได้ (กรณีใช้รถทำมาหากิน)
  • ค่าเสียเวลาในการดำเนินการต่าง ๆ
  • ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้น
  • ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ

ยิ่งคุณมีหลักฐานชัดเจน เช่น รายได้ต่อวัน สัญญาจ้าง หรือประวัติการใช้งานรถ โอกาสในการเรียกร้องก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย


ทำไมหลายคน “เสียสิทธิ์” โดยไม่รู้ตัว?

สาเหตุหลักที่ผู้เสียหายจำนวนมากได้รับเงินไม่เต็มสิทธิ์ มักเกิดจาก:

  • ไม่รู้สิทธิของตนเองตามกฎหมาย
  • ไม่มีหลักฐานที่ครบถ้วน
  • เชื่อข้อมูลจากบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว
  • ไม่กล้าดำเนินคดีเพราะคิดว่ายุ่งยาก

ในความเป็นจริงแล้ว การมีทนายช่วยตั้งแต่ต้น สามารถลดความยุ่งยากและเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินชดเชยที่เหมาะสมได้อย่างมาก


ข้อคิดสำคัญ

“ความยุติธรรมไม่มีไว้สำหรับคนที่นิ่งเฉย”

หากคุณถูกเอาเปรียบจากกรณี รถชน หรือประกันจ่ายไม่เป็นธรรม การลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ของตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุด และการมีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายอยู่เคียงข้าง จะช่วยให้คุณไม่เสียเปรียบในทุกขั้นตอน


ปรึกษาทนายคดีรถชนติดต่อเรา

หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการวางแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจทำให้คุณสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้อย่างครบถ้วน และไม่เสียสิทธิที่ควรได้รับ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม พร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างเต็มที่

ปรึกษาทนาย คลิก >> https://www.wongsakornsirilawfirm.com/

หรือ
📱 แอดไลน์ / ☎️ โทร 062 195 1661

ค่าสินไหมทดแทนรถชน: เป็นฝ่ายผิดเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยได้ไหม? เข้าใจให้ชัดก่อนเสียสิทธิ

ค่าสินไหมทดแทนรถชน กรณีเป็นฝ่ายผิด แน่นอนว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ และหนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุดคือ “หากเราเป็นฝ่ายผิด จะยังสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนจากบริษัทประกันภัยได้หรือไม่?”

หลายคนอาจเคยได้รับคำตอบจากบริษัทประกันภัยว่า “ไม่ได้ เพราะเป็นฝ่ายผิด” ซึ่งทำให้เข้าใจไปว่าหมดสิทธิเรียกร้องใด ๆ ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องของค่าสินไหมทดแทนรถชน มีรายละเอียดทางกฎหมายที่ลึกกว่านั้น และบางกรณีผู้เอาประกันยังสามารถเรียกร้องสิทธิของตนได้

บทความนี้และคลิปวิดีโอต่อไปนี้จะอธิบายให้ทุกท่านเข้าใจอย่างชัดเจนว่า กรณีเป็นฝ่ายผิดมีสิทธิเรียกอะไรได้บ้าง และในกรณีใดที่ยังสามารถเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยได้

ค่าสินไหมทดแทนรถชน คืออะไร?

ค่าสินไหมทดแทนรถชน คือเงินที่บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ เช่น

  • ค่าซ่อมรถยนต์
  • ค่ารักษาพยาบาล
  • ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

อย่างไรก็ตาม สิทธิในการได้รับค่าสินไหมจะขึ้นอยู่กับประเภทของประกันภัย เงื่อนไขในกรมธรรม์ และข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุ

กรณีเป็นฝ่ายผิด เรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้หรือไม่?

จากกรณีตัวอย่างที่มีผู้เสียหายเข้ามาปรึกษา โดยขับรถลื่นไถลตกข้างทาง และเมื่อแจ้งบริษัทประกันภัยกลับได้รับคำตอบว่า “ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายได้ เนื่องจากเป็นฝ่ายผิด”

ในทางกฎหมาย ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 กรณีสำคัญ

1. กรณีเรียกไม่ได้ตามหลักทั่วไป

หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด เช่น

  • ขับรถชนเสาไฟฟ้าเอง
  • ขับรถชนท้ายคู่กรณี
  • เกิดอุบัติเหตุจากความประมาทของตนเอง

ในกรณีนี้ โดยหลักแล้วจะไม่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนจากบริษัทประกันภัยของฝ่ายตนเองได้ (ในส่วนความเสียหายที่เกิดจากความผิดของตนเอง) โดยเฉพาะหากเป็นประกันที่มีเงื่อนไขจำกัดความคุ้มครอง

2. กรณีที่ยังสามารถเรียกค่าเสียหายได้

แม้จะเป็นฝ่ายผิด แต่ในบางสถานการณ์ยังสามารถเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยได้ หากบริษัทประกันภัยมีพฤติการณ์ดังต่อไปนี้

  • ละเลยไม่ดำเนินการตามหน้าที่
  • เพิกเฉยต่อการเคลม
  • ไม่ควบคุมราคาค่าซ่อม
  • ไม่เสนอราคาการซ่อมอย่างเหมาะสม
  • อ้างเหตุล่าช้า เช่น รอฝ่ายประเมินราคาโดยไม่มีเหตุผล
  • ปฏิเสธการดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ในกรณีเหล่านี้ ผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรถชนในส่วนความเสียหายที่เกิดจากการกระทำหรือการละเลยของบริษัทประกันภัยเอง

ตัวอย่างสถานการณ์ที่เรียกค่าสินไหมได้

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างดังนี้

กรณีที่ 1:
ผู้เอาประกันขับรถชนเอง (เป็นฝ่ายผิด) → บริษัทประกันรับเรื่อง แต่ปล่อยให้การซ่อมล่าช้าเกินสมควร
➡ ผู้เอาประกันอาจเรียกค่าเสียหายจากความล่าช้า เช่น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้

กรณีที่ 2:
บริษัทประกันไม่เสนอราคาซ่อม หรือไม่ประสานงานกับอู่ซ่อม
➡ อาจเข้าข่ายละเลยหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

กรณีที่ 3:
บริษัทประกันปฏิเสธการเคลมโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน
➡ ผู้เอาประกันสามารถโต้แย้งและเรียกร้องสิทธิได้

ดังนั้น แม้จะเป็นฝ่ายผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิในค่าสินไหมทดแทนรถชนเสมอไป

เทคนิคสำคัญในการเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชน

การเรียกค่าสินไหมในกรณีลักษณะนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ยื่นเรื่องธรรมดา แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย การรวบรวมพยานหลักฐาน การจัดลำดับข้อเท็จจริง การวางกลยุทธ์ในการเรียกร้อง ฯลฯ ซึ่งในทางปฏิบัติ การ “วางรูปเรื่อง” หรือการเรียบเรียงข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และเป็นจุดที่ทำให้ผลของคดีแตกต่างกันได้

ความสำคัญของการมีประกันภัยรถยนต์

จากกรณีข้างต้น จะเห็นได้ว่าการมีประกันภัยรถยนต์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดภาระความเสียหายทางการเงินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

แม้ในบางกรณีจะไม่สามารถเรียกค่าสินไหมได้ทั้งหมด แต่ประกันภัยยังช่วยคุ้มครองในหลายด้าน เช่น

-ความเสียหายต่อบุคคลภายนอก

-ค่ารักษาพยาบาล

-ความเสียหายต่อทรัพย์สิน

การเลือกประกันภัยที่เหมาะสมและเข้าใจเงื่อนไขในกรมธรรม์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทำไมควรปรึกษาทนายความเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน?

หลายคนเลือกจัดการปัญหาด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริงคดีเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนรถชนมีความซับซ้อนทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทกับบริษัทประกันภัย การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจะสามารถให้ผู้เสียหายเข้าใจสิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง ประเมินแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหาย วางกลยุทธ์ในการดำเนินเรื่อง ลดความเสี่ยงในการเสียสิทธิได้ เป็นต้น

เป็นฝ่ายผิดก็ยังมีสิทธิ หากปรึกษาทนายถูกคน

คำว่า “เป็นฝ่ายผิด” ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรถชน เสมอไป ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของบริษัทประกันภัยด้วย

หากบริษัทประกันภัยดำเนินการไม่ถูกต้อง ล่าช้า หรือปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล ผู้เอาประกันยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้

ปรึกษาทนายความก่อน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิได้แล้ววันนี้

หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูกการปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการวางแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจสามารถให้คุณสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนรถชนได้อย่างครบถ้วน และไม่เสียสิทธิที่ควรได้รับสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์โดยทนายอาร์มพร้อมให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของคุณอย่างเต็มที่ ปรึกษาทนาย คลิก >>ติดต่อเรา<<

ค่าเสื่อมราคารถ คือสิทธิที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ หลังรถชนคุณเรียกร้องได้มากกว่าที่คิด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน สิ่งแรกที่หลายคนคิดถึงคือค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เช่น ค่าเช่ารถระหว่างซ่อม หรือค่าเสียเวลาในการเดินทาง แต่มีอีกหนึ่งสิทธิสำคัญที่เจ้าของรถมักมองข้าม นั่นคือ ค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมาย และในหลายกรณีมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท

ค่าเสื่อมราคารถ คือ ค่าส่วนต่างของมูลค่ารถที่ลดลงหลังจากเกิดอุบัติเหตุ แม้รถจะซ่อมกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ในทางตลาด “รถที่เคยชน” ย่อมมีราคาขายต่ำกว่ารถที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากซื้อรถที่มีประวัติชนในราคาเท่ากับรถสภาพเดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมกฎหมายจึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถเพิ่มเติมจากค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้

ค่าเสื่อมราคารถ คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

ค่าเสื่อมราคารถ หมายถึง ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่รถยนต์มีมูลค่าลดลงหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าจะซ่อมจนกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วก็ตาม เพราะในทางปฏิบัติ รถที่ผ่านการชนย่อมถูกมองว่ามีความเสี่ยง มีประวัติ และมีโอกาสเกิดปัญหาในอนาคต

ตัวอย่างเช่น รถใหม่ราคา 1,200,000 บาท หากไม่เคยชน อาจขายต่อได้ในราคาดี แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีการซ่อมแซม ต่อให้ซ่อมดีเพียงใด มูลค่าตลาดอาจลดลงเหลือเพียง 1,000,000 บาท ส่วนต่าง 200,000 บาทนี้เองคือ “ค่าเสื่อมราคารถ” ที่สามารถเรียกร้องจากฝ่ายผู้ก่อเหตุได้

ปัญหาที่ผู้เสียหายมักเจอในการเรียกค่าเสื่อมราคารถ

ในทางปฏิบัติ การเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนถูกปฏิเสธจากบริษัทประกันภัย หรือได้รับคำตอบว่า “ไม่มีในกรมธรรม์” หรือ “กฎหมายไม่รองรับ” ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าตนไม่มีสิทธิเรียกร้อง

ปัญหาหลักคือ

  • ไม่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคารถ
  • ไม่รู้วิธีคำนวณและพิสูจน์ความเสียหาย
  • ไม่รู้ขั้นตอนทางกฎหมาย
  • ไม่มีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางกลยุทธ์ในการเรียกร้อง

ผลคือหลายคนยอมรับเพียงค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ โดยเสียโอกาสเรียกค่าเสื่อมราคารถไปอย่างน่าเสียดาย

จะเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้มาก ต้องใช้ “เทคนิคทางกฎหมาย”

การเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้จำนวนมาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชค แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือและเทคนิคการเดินเรื่องของทนายความ ตั้งแต่ต้นคดี ไม่ว่าจะเป็น

1. การรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

2. การประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง

3. การวางแนวทางทางกฎหมายที่เหมาะสม

4. การเลือกวิธีดำเนินคดีให้ได้ผลเร็วและคุ้มค่า

5. การไม่เสียเวลาเจรจาในจุดที่ไม่มีประโยชน์

ในหลายกรณี การเดินหน้าฟ้องคดีโดยตรงกลับเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แทนที่จะเสียเวลาติดต่อบริษัทประกันภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ได้ข้อสรุป

ตัวอย่างคดีจริง เรียกค่าเสื่อมราคารถได้หลักแสน

ในคดีหนึ่งที่ทนายอาร์มเป็นผู้ดำเนินการ จุดเริ่มต้นคือผู้เสียหายเข้ามาปรึกษาทนายตั้งแต่แรก พร้อมเล่าเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนอย่างชัดเจน ทนายจึงรวบรวมข้อมูลและจัดทำสำนวนคดีอย่างเป็นระบบ

เทคนิคสำคัญของคดีนี้คือ ไม่เสียเวลาเจรจากับบริษัทประกันภัย แต่เลือกเดินหน้าฟ้องคดีทันที เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประโยชน์และทำให้คดีล่าช้า

ผลลัพธ์คือ

  • ได้ค่าเสื่อมราคารถจำนวน 100,000 บาท
  • ได้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถประมาณ 99,000 บาท
  • รถใช้เวลาซ่อมถึง 142 วัน

จะเห็นได้ว่า ค่าเสื่อมราคารถที่ได้รับสูงกว่าค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเสียอีก นี่คือภาพชัดเจนว่าหากมีการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ถูกต้อง ผู้เสียหายสามารถได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

รถชน อย่ารอให้เสียโอกาส ควรปรึกษาทนายตั้งแต่แรก

หลายคนรอจนคดีผ่านไปนานแล้วจึงคิดจะเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งอาจทำให้หลักฐานสูญหาย หรือเสียเปรียบในทางคดี การปรึกษาทนายตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้

  • ไม่พลาดสิทธิในการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ
  • วางแผนคดีอย่างรอบคอบ
  • เพิ่มโอกาสได้รับเงินชดเชยในจำนวนสูง
  • ลดความเสี่ยงในการถูกเอาเปรียบจากคู่กรณีหรือบริษัทประกัน

อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ความไม่รู้กฎหมายทำให้เสียสิทธิของตนเอง

ค่าเสื่อมราคารถ เรียกร้องได้ อย่ารอให้เสียโอกาส ปรึกษาทนายได้ทันทีหลังรถชน

เมื่อรถชน ผู้เสียหายไม่ได้มีสิทธิเรียกร้องเพียงค่าซ่อมรถและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเท่านั้น แต่ยังสามารถเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงจากการที่รถมีราคาลดลงในตลาด

การจะเรียกค่าเสื่อมราคารถให้ได้มากหรือได้น้อย ขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญของทนายความ หากดำเนินการอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ย่อมเพิ่มโอกาสได้รับค่าเสียหายอย่างเต็มที่และเป็นธรรม

หากคุณประสบอุบัติเหตุรถชน อย่าปล่อยให้โอกาสในการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถ หลุดลอยไป
การปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิของคุณ

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและวางแนวทางทางกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อให้คุณได้รับค่าเสียหายอย่างเหมาะสม ทั้งค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถอย่างเต็มสิทธิ

-รถชน อย่ารอให้เสียโอกาส
ปรึกษาทนายวันนี้ เพื่อเรียกค่าเสื่อมราคารถอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ – เคียงข้างคุณทุกปัญหาทางกฎหมาย

อุทาหรณ์ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” เมื่อบริษัทประกันภัยโยนความผิดให้ผู้บริโภค ใครควรรับผิดชอบกันแน่? 

หากติดตามเนื้อหากฎหมายจากเว็บไซต์สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์อยู่เป็นประจำ จะพบว่าเรื่อง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก หลายกรณีสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของบริษัทประกันภัยที่พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด หรือโยนภาระให้ผู้เสียหาย ทั้งที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและกระบวนการซ่อมที่ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถควบคุมได้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางกฎหมาย แต่ยังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคจำนวนมาก “ไม่รู้สิทธิของตนเอง” จนนำไปสู่การยอมรับความเสียหายโดยไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม บทความนี้จะพาไปดูอีกหนึ่งอุทาหรณ์จริงที่สะท้อนชัดว่า ทำไมเมื่อเกิดความวินาศภัย การมีทนายความตั้งแต่ต้นจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คืออะไร?

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ คือ ค่าเสียหายที่ผู้ใช้รถมีสิทธิเรียกร้อง เมื่อไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติจากเหตุที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของตนเอง เช่น รถถูกรถคันอื่นชนจนต้องเข้าซ่อมเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้รถไปทำงาน ประกอบอาชีพ หรือดำเนินชีวิตประจำวันได้

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถถือเป็นค่าเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้เช่ารถมาใช้แทนก็ตาม ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่า รถคันดังกล่าวถูกใช้งานเป็นปกติ และการขาดการใช้รถก่อให้เกิดความเสียหายจริง แต่กระบวนการหรือเทคนิคในการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถหรือค่าเสียหายอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและกลยุทธ์ของทนายความแต่ละคน ซึ่งอาจสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้แตกต่างกันไป

รถซ่อมเกือบ 200 วัน ใครต้องรับผิด?

ในคดีตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหาค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างชัดเจน ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจนรถเกิดความวินาศภัย และต้องนำรถเข้าซ่อมเป็นระยะเวลานานเกือบ 200 วัน ซึ่งถือว่าเกินกว่าระยะเวลาปกติอย่างมาก

ด้วยระยะเวลาการซ่อมที่ยาวนาน ผู้เสียหายไม่สามารถใช้รถได้ตามปกติ จึงมอบหมายให้ทนายความดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นศาล กลับสะท้อนพฤติกรรมที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง

โยนบาปที่ 1: โทษผู้เอาประกันภัย “สมัครใจเอารถเข้าซ่อมเอง”

บริษัทประกันภัยให้การต่อสู้คดีโดยอ้างว่า

“โจทก์สมัครใจนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์ดังกล่าว ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่ามีคิวซ่อมนานหลายเดือน”

กล่าวคือ บริษัทพยายามโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยว่า เป็นผู้เลือกศูนย์ซ่อมเอง จึงต้องยอมรับผลของการซ่อมล่าช้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และต้องซ่อมรถภายใต้ระบบที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้ควบคุมการอนุมัติค่าใช้จ่าย

โยนบาปที่ 2: โยนต่อให้ศูนย์ซ่อม ทั้งที่บริษัทก็ล่าช้าเอง

หลังจากโยนความผิดให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทประกันภัยยังโยนความรับผิดไปให้ศูนย์ซ่อม โดยอ้างว่า ศูนย์มีคิวซ่อมนาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทประกันภัยเองก็มีส่วนทำให้การซ่อมล่าช้า จากการอนุมัติซ่อมที่ไม่ทันเวลา

พฤติกรรมลักษณะนี้ทำให้ผู้เสียหายตกอยู่ในสภาพ “ไม่มีใครรับผิด” ทั้งที่ความเสียหายเกิดขึ้นกับลูกค้าของบริษัทประกันภัยโดยตรง คำถามสำคัญคือ ในฐานะผู้รับประกันภัย บริษัทควรมีความรับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยเมื่อใด?

ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ? รู้ทันประกันภัยได้จาก YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

หลังเกิดอุบัติเหตุ หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า ควรเริ่มต้นเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างไร ต้องพูดกับบริษัทประกันภัยแบบไหน ใช้เอกสารอะไร หรือควรยอมรับคำอธิบายของประกันภัยมากน้อยแค่ไหน กรณีตัวอย่างจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้เสียหายเดินเรื่องเพียงลำพัง มักถูกปฏิเสธสิทธิ ถูกโยนความผิด หรือถูกทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมาย จนสุดท้ายยอมถอดใจและยอมรับความเสียหายไปโดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

ทั้งที่ในความเป็นจริง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง และบริษัทประกันภัยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ เพียงเพราะอ้างว่าศูนย์ซ่อมคิวนาน หรือผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เลือกสถานที่ซ่อมเอง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิทธิไม่มี แต่อยู่ที่ผู้เสียหาย “ไม่รู้ว่าจะใช้สิทธิอย่างไรให้ถูกต้อง”

หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนหลังเกิดอุบัติเหตุ ขอแนะนำให้ติดตาม YouTube สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ที่ได้รวบรวมเนื้อหาอุทาหรณ์จริงเกี่ยวกับ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และปัญหาประกันภัยในรูปแบบเข้าใจง่าย พร้อมเทคนิคและแนวทางในการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณรู้ทันบริษัทประกันภัย และไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว รู้สิทธิ รู้เทคนิค และรู้ทันประกันภัยตั้งแต่ก้าวแรก เพราะบางครั้ง แค่รู้มากกว่า ก็เป็นต่อได้มากกว่า

ทำไมต้องมีทนายตั้งแต่แรก เมื่อเกิดความวินาศภัย?

จากเคสที่ยกมาให้เป็นอุทาหรณ์ข้างต้นตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า การมีทนายความตั้งแต่เกิดเหตุมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทนายจะ

  • วางแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่ต้น
  • รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้รถและระยะเวลาซ่อม
  • ประเมินค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่างเหมาะสม
  • ป้องกันการถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดโดยไม่เป็นธรรม

ต่างจากหลายกรณีที่ผู้เสียหายไปเดินเรื่องเองก่อน เมื่อไม่ได้รับเงินหรือถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ จึงค่อยมาหาทนาย ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสหรือเสียเปรียบทางคดีไปแล้ว

ปรึกษาทนายได้ทันที ดีกว่าเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้เงิน แล้วค่อยมาหาทนาย

อุทาหรณ์เรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ กรณีรถซ่อมเกือบ 200 วัน เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายไม่ควรถูกปล่อยให้รับภาระจากความล่าช้าและความไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง เมื่อเกิดความวินาศภัย สิทธิของผู้เอาประกันภัยควรได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

หากคุณประสบอุบัติเหตุ รถต้องเข้าซ่อมนาน หรือถูกปฏิเสธการจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถอย่ารอให้ความเสียหายลุกลาม คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันทีตั้งแต่นาทีแรก เพื่อวางแผนการเรียกร้องค่าเสียหายอย่างถูกต้อง รอบคอบ และเป็นธรรมตั้งแต่ก้าวแรก ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

“ชนแล้วแยก” เรื่องเล็กที่คนมีประกันภัยต้องรู้ ก่อนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัทประกันไม่บอกคุณ

เมื่อพูดถึงประกันภัยรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2 หรือประกันชั้น 3 หลายคนอาจคิดว่าแค่ “มีประกัน” ก็เพียงพอแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุก็โทรหาบริษัทประกัน รอเจ้าหน้าที่มาเคลม แล้วทุกอย่างจะจบลงอย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริง เรื่องของประกันภัยมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้เอาประกันจำนวนมาก “ไม่เคยรู้” หรือ “ไม่เคยมีใครบอก” หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ซื้อประกันภัยรถยนต์ทุกคนควรมีติดรถไว้เสมอ คือเอกสารที่เรียกว่า เอกสารชนแล้วแยกเอกสารเพียง 1 แผ่นนี้ อาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องทะเลาะกับคู่กรณี และไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของปัญหาการเคลมประกันในภายหลัง
บทความนี้ทนายอาร์มขอแชร์ประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้รถทุกคนที่มีประกันภัยได้รู้เท่าทัน และไม่พลาดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประสบการณ์จริง! เมื่อทนายความยังเจอปัญหา “ชนแล้วแยก”

วันหนึ่งทนายอาร์มประสบอุบัติเหตุถูกรถคู่กรณีชนท้าย รถได้รับความเสียหาย โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ และความเสียหายไม่ได้รุนแรงมาก

ในขณะนั้น ทั้งทนายอาร์มและคู่กรณีต่างก็รีบ จึงมีการพูดคุยกันอย่างสุภาพ โดยทนายอาร์มถามคู่กรณีตรง ๆ ว่า
“ทางคุณยอมรับผิดไหม?”

คู่กรณีกลับมีท่าทีงง ๆ ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง การชนท้ายเป็นความผิดของรถคันหลังอย่างชัดเจน แต่ด้วยความไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อ ทนายอาร์มจึงถามต่อว่า
“มีเอกสารชนแล้วแยกไหม?”

ซึ่งเอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารที่บริษัทประกันภัยออกให้ผู้เอาประกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงแลกเอกสาร “ชนแล้วแยก” กัน และแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุอย่างสุภาพ ไม่มีการโต้เถียงหรือมีปัญหาใด ๆ

ปัญหาเริ่มต้น เมื่อคู่กรณีโทรหาบริษัทประกันของตัวเอง

หลังจากแยกย้ายกันไป คู่กรณีของทนายอาร์มโทรแจ้งบริษัทประกันภัยของตนเอง โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า
“คู่กรณีรีบ จะแลกใบเคลมกัน”

สิ่งที่น่าตกใจคือ พนักงานบริษัทประกันภัยกลับตอบว่า
“ไม่ได้นะคะ ต้องรอเจ้าหน้าที่ของเราไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ”

ทนายอาร์มจึงติดต่อไปยังห้องรับแจ้งของบริษัทประกันภัยคู่กรณี และพยายามอธิบายอย่างสุภาพ พร้อมสอบถามชื่อ–นามสกุลของเจ้าหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

ทนายอาร์มจึงอธิบายให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า
เอกสาร “ชนแล้วแยก” เขียนระบุไว้ชัดเจนว่า

“เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โปรดกรอกเอกสารฉบับนี้ แลกกับคู่กรณีที่มีเอกสารแบบเดียวกัน และแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุ โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันภัย”

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ
เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยกลับบอกว่า “ไม่รู้จักเอกสารชนแล้วแยก”

ทั้งที่เอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารที่ออกโดยบริษัทประกันภัยเอง!

เมื่อบริษัทประกันภัยไม่รู้จักเอกสารของตัวเอง

เหตุการณ์นี้ทำให้ทนายอาร์มถึงกับงงว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่พนักงานบริษัทประกันภัยจะไม่รู้จักเอกสารที่บริษัทตัวเองเป็นผู้ออก นี่คือปัญหาที่ผู้เอาประกันภัยจำนวนมากอาจเจอ แต่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร บางคนอาจยอมตามบริษัทประกันภัย เพราะคิดว่า “เขาน่าจะรู้ดีกว่าเรา” ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิใช้เอกสารชนแล้วแยกได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

บทเรียนสำคัญสำหรับคนมีประกันภัย

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่า
-แม้คุณจะซื้อประกันภัย
-แม้คุณจะทำทุกอย่างถูกต้อง
แต่หากคุณ “ไม่รู้สิทธิของตัวเอง” คุณก็อาจถูกปฏิเสธความรับผิด หรือถูกดึงเรื่องได้ง่าย ๆ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้เอาประกันภัยไม่ควรพึ่งพาคำพูดของบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าใจเอกสารและเงื่อนไขของตนเองด้วย

หากเกิดอุบัติเหตุ ควรทำอย่างไรเมื่อมีเอกสาร “ชนแล้วแยก”?

1.อย่าตกใจ และอย่าใช้อารมณ์
อุบัติเหตุเป็นสิ่งไม่แน่นอน เกิดขึ้นได้กับทุกคน

2.ลงจากรถด้วยท่าทีสุภาพ ยิ้มแย้มกับคู่กรณี
ลดความตึงเครียด จะช่วยให้สถานการณ์ไม่บานปลาย

3.กรอกเอกสาร “ชนแล้วแยก” ให้ครบถ้วน และแลกกันทั้งสองฝ่าย
ไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่ หากเอกสารระบุชัดเจน

4.ถ่ายรูปความเสียหายและที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

5.เก็บเอกสารทุกอย่างไว้ให้ครบ

เมื่อบริษัทประกันภัยไม่เคลม หรือมีปัญหา ควรทำอย่างไร?

หากคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้

  • บริษัทประกันภัยไม่ยอมเคลม
  • เจ้าหน้าที่อ้างว่า “ทำไม่ได้” ทั้งที่มีเอกสารชัดเจน
  • ถูกปฏิเสธความรับผิดโดยไม่มีเหตุผล

อย่าปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ

คุณสามารถปรึกษาทนายความได้ทันที โดยเฉพาะทนายที่มีประสบการณ์ด้านประกันภัย เพราะบริษัทประกันภัย “มีทนายความอยู่เบื้องหลังทุกเคส” ตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ

อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนาย มีประกันภัยแล้ว ต้องรู้สิทธิของตัวเองด้วย

ประกันภัยมีไว้เพื่อคุ้มครอง ไม่ใช่เพื่อสร้างปัญหาให้ผู้เอาประกัน
เอกสาร “ชนแล้วแยก” คือสิทธิของคุณ และการรู้จักใช้เอกสารนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยประหยัดทั้งเวลา เงิน และความเครียด หากคุณเจอปัญหาเกี่ยวกับประกันภัย รถชน เคลมไม่ได้ หรือถูกบริษัทประกันปฏิเสธความรับผิด
อย่าลังเลที่จะปรึกษาทนายสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อให้คุณไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของระบบประกันภัยที่คุณจ่ายเงินซื้อมาเอง

อู่ซ่อมรถ บอกไม่เซ็นไม่ซ่อม แต่สุดท้ายก็ซ่อมได้ เพราะเจอคนจริงรู้ทันประกันภัย!

ผู้เสียหายต้องรู้สิทธิของตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อบริษัทประกันภัย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับ อู่ซ่อมรถ และกระบวนการเคลมประกันภัยกลายเป็นเรื่องที่เจ้าของรถหลายคนต้องเจอแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ “อู่ซ่อมรถเรียกให้เจ้าของรถไปเซ็นเอกสารยินยอมว่าการซ่อมจะใช้เวลานานกว่า 15 วัน” และหากไม่ไปเซ็น อู่ซ่อมรถก็ปฏิเสธที่จะซ่อมให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเซ็นเอกสารใด ๆ หากสัญญาประกันภัยไม่ได้ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า สัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อ ก็ไม่ได้มีการกำหนดให้เจ้าของรถต้องเดินทางไปเซ็นยอมรับ “ระยะเวลาซ่อม” ที่อู่ซ่อมรถกำหนด เพราะ การซื้อประกันภัยคือการซื้อ “บริการ” จากบริษัทประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว และควรได้รับความสะดวก ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม

ซื้อบริการ แต่ไม่ได้รับการบริการจากบริษัทประกันภัย เพราะอะไร?

เหตุผลส่วนใหญ่มีอยู่ 2 อย่าง

1. อู่ซ่อมรถต้องการป้องกันความรับผิดของตัวเอง
หากซ่อมช้า ก็อยากให้ผู้เอาประกันยอมรับไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ถูกเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ หรือค่าเสียเวลาในภายหลัง

2. บริษัทประกันภัยบางแห่งผลักภาระไปให้ผู้เสียหายเอง
ทั้งที่จริงแล้ว การจัดหาอู่ซ่อมรถเป็น “หน้าที่ของบริษัทประกันภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของรถ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและยอมเซ็นเพราะกลัวว่ารถจะไม่ถูกซ่อม สุดท้ายจากที่เป็นผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นผู้เสียเปรียบแบบซ้ำซ้อน

รู้หรือไม่? คุณมีสิทธิ “ไม่ต้องเซ็น”

ตามหลักประกันภัยทั่วไป ถ้าในกรมธรรม์ไม่มีเงื่อนไขให้ต้องเซ็น เจ้าของรถไม่ต้องเซ็นอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • เอกสารยินยอมเวลาซ่อม
  • เอกสารยินยอมอะไหล่เทียม
  • เอกสารยินยอมการส่งรถเข้าอู่

เพราะการที่เราชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้นหมายความว่า

 บริษัทประกันภัยต้องอำนวยความสะดวกให้เรา ไม่ใช่สร้างภาระเพิ่มให้เรา

กรณีจริงจากทนายอาร์ม ไม่ได้เซ็นแม้แต่แผ่นเดียว แต่รถก็ซ่อมเสร็จ!

เคสล่าสุดของตัวทนายอาร์มเอง คือ รถยนต์ของทนายอาร์มที่ขับโดยพนักงานในบริษัทได้ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุ และได้นำรถเข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยอู่ซ่อมรถแจ้งว่า
“ถ้าเจ้าของรถหรือตัวทนายอาร์มเองไม่เข้าไปเซ็นรับทราบว่าจะใช้เวลาซ่อมนานกว่า 15 วัน และจะมีการซ่อมโดยใช้อะไหล่แท้รวมอะไหล่เทียมด้วย อู่จะไม่ซ่อมรถให้”

หากผู้เสียหายท่านอื่นเจอแบบนี้ ก็คงจะรีบเข้าไปเซ็นเพราะกลัวว่าอู่ซ่อมรถจะไม่ยอมซ่อมรถให้ แต่ความจริงที่ทนายอาร์มอยากจะย้ำเตือนผู้บริโภคไว้ก็คือ ในสัญญาประกันภัยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่กำหนดให้ต้องมาเซ็นแบบนี้ บริษัทประกันภัยหรืออู่ซ่อมรถก็ไม่สามารถบังคับให้ผู้เสียหายทำสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในกรมธรรม์  และสุดท้ายเคสนี้ก็เพราะเป็นตัวทนายอารามเองที่เป็นทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีการไปเซ็นหรือติดต่ออู่ซ่อมรถแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอย่างไรอู่ก็มีหน้าที่ต้องจัดซ่อมรถให้แล้วเสร็จคืนสู่สภาพเดิม โดยที่ไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งนั้น  แต่สุดท้ายอู่ซ่อมก็โทรมาให้ทนายอาร์มเข้าไปเอารถได้ เพราะรถซ่อมเสร็จแล้ว และรถก็ได้ซ่อมแล้วเสร็จจริงแบบเสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่สำคัญในกรณีนี้ คือ ทนายอาร์มไม่ได้เซ็นเอกสารให้อู่ซ่อมรถเลยแม้แต่ใบเดียว แต่อู่ก็ซ่อมจนแล้วเสร็จได้ แล้วจะมาให้เซ็นรับทราบหรือยินยอมทำไมแต่แรก กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า หากผู้เสียหายไม่รู้สิทธิของตัวเองแล้วทำตามทุกอย่างที่อู่ซ่อมรถหรือบริษัทประกันภัยบอก อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ทำไมผู้เสียหายจึงมักเสียเปรียบบริษัทประกันภัย?

เพราะ…บริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนรถจะชน แต่ผู้เสียหายไม่มีใครเลย

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย คอยหาช่องทางลดความรับผิดชอบให้มากที่สุด
ส่วนผู้เสียหายที่ไม่รู้กฎหมายก็ถูกชักจูง ถูกกดดัน หรือถูกบอกข้อมูลไม่ครบถ้วนจนต้องเซ็นในสิ่งที่ไม่ควรเซ็น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนกลายเป็น “ผู้เสียหายซ้ำซ้อน” คือ
– รถเสียหาย
– เสียเวลา
– เสียค่าใช้จ่าย
– และยังเสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่บริษัทประกันภัย “ปฏิเสธความรับผิด” ได้อย่างง่ายดาย

หลังรถชนให้ปรึกษาทนายทันที
เพื่อให้ทนายประเมินสิทธิ ค่าเสียหาย และขั้นตอนที่ถูกต้อง
เพราะแค่พลาดบางขั้นตอน ก็อาจถูกบริษัทประกันภัยใช้เป็นเหตุปฏิเสธได้

อย่าเซ็นเอกสารใด ๆ กับอู่ซ่อมรถ หากไม่แน่ใจว่าเป็นสิทธิของตัวเอง
โดยเฉพาะเอกสารที่แปลก ๆ หรือไม่เคยแจ้งไว้ในกรมธรรม์

ให้ทนายเป็นคนสื่อสารแทน
ลดความเสี่ยงถูกกดดัน ถูกชักจูง หรือถูกพูดให้เข้าใจผิด

บทสรุปสำคัญที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะ…

ไม่มีใครควรเสียเปรียบ เพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย

1) อู่ซ่อมรถไม่มีสิทธิ “บังคับให้เซ็น”

ถ้าไม่อยู่ในกรมธรรม์ คุณไม่ต้องเซ็นแม้แต่แผ่นเดียว

2) บริษัทประกันภัยต้องบริการ ไม่ใช่สร้างภาระ

การหาอู่ซ่อมรถเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันภัย

3) การไม่รู้สิทธิ = เสียเปรียบ

ผู้เสียหายมักเสียรู้ เพราะบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

4) หากไปเดินเรื่องเอง อาจทำให้ยิ่งเสียปรียบได้

หากเดินเรื่องโดยที่ไม่รู้กระบวนการอาจมีโอกาสได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่ควรจะได้ หรือไม่ได้อะไรเลย

5) มีทนายตั้งแต่แรก = ลดโอกาสถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน

เพราะทุกจุดมีผลต่อสิทธิทางกฎหมายของคุณ

หากคุณกำลังมีปัญหากับอู่ซ่อมรถหรือถูกบริษัทประกันภัยให้เซ็นเอกสารบางอย่างโดยที่ไม่แน่ใจอย่ารอให้ประกันภัยปฏิเสธก่อน หรือไปเดินเรื่องเองแล้วไม่ได้ค่าเสียหาย แล้วค่อยมาหาทนายเพราะตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้ว สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้บริการทางกฎหมายกับผู้เสียหายทุกคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของระบบบริษัทประกันภัย เพราะไม่มีใครควรเสียเปรียบเพราะความรู้ไม่ทันกลยุทธ์บริษัทประกันภัย ปรึกษาทนายวันนี้คลิก ติดต่อเรา หรือ โทร 062-195-1661

เตือนภัยผู้บริโภคคดีรถชน! เมื่อบริษัทประกันภัยหัวหมอยิ่งกว่าที่คิด ปฏิเสธจัดซ่อมรถ อ้างผู้เสียหาย “จัดฉากชน”

ในยุคที่จำนวนคดีรถชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วบริษัทประกันภัยจะเข้ามาดูแล ซ่อมแซม และเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลายเคสที่บริษัทประกันภัยใช้ “กลยุทธ์” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะปฏิเสธการซ่อม อ้างว่าเอกสารไม่ครบ หรือตีความว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นเอง

หนึ่งในนั้นคือเคสของ “คุณป้า” รายหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้ผู้บริโภคทุกคนต้องรู้เท่าทันสิทธิของตัวเองในคดีรถชน

เมื่อประกันภัยนิ่งเฉย 2 เดือนเต็ม รถเสียหายแต่ไม่ยอมจัดซ่อม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่คุณป้าถูกรถคู่กรณีชนจนรถได้รับความเสียหายหนัก แต่แทนที่บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะนำรถไปจัดซ่อมตามหน้าที่ กลับ “นิ่งเฉย” ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อกลับ ไม่มีการประเมินความเสียหาย และไม่มีการนำรถเข้าซ่อมแม้แต่น้อย

คุณป้าซึ่งไม่เคยมีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างให้ไป “ร้องเรียน คปภ.” แต่เป็นที่รู้กันว่า คปภ. มักทำงานในลักษณะสนับสนุนบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การเริ่มต้นด้วยการร้องเรียนอาจทำให้ผู้เสียหายเสียสิทธิและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

โชคดีที่คุณป้ายังไม่ได้ดำเนินการตามนั้น และได้ตัดสินใจมาพูดคุยกับทนายอาร์มจากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ก่อน

ทนายเข้าดูแลคดีรถชนทันที ส่งหนังสือให้บริษัทประกันภัยจัดซ่อมโดยเร่งด่วน

เมื่อทนายอาร์มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเคสนี้มีความเสี่ยงที่ผู้เสียหายจะถูกเบี่ยงประเด็นหรือปัดความรับผิดชอบอย่างไม่ถูกต้อง ทนายจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องทันที โดยจัดทำหนังสือถึงบริษัทประกันภัยเพื่อให้

  • นำรถของผู้เสียหายไปจัดซ่อม
  • คืนสภาพรถให้เหมือนก่อนเกิดเหตุ
  • ดำเนินการตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

ในเนื้อหาของหนังสือ “ไม่ได้มีการเรียกค่าซ่อมใด ๆ จากบริษัทประกันภัย” แต่เป็นการให้บริษัทนำรถไปซ่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตามกรมธรรม์

จากปฏิเสธการซ่อม กลับกลายเป็นบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ขอใบเสนอราคา ค่าซ่อม ค่าแรง ค่าอะไหล่เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

หลังจากบริษัทประกันภัยได้รับหนังสือจากสำนักงานกฎหมาย บริษัทตอบกลับมาในลักษณะที่เปลี่ยนท่าทีทันที โดยขอให้คุณป้าส่ง:

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม
  • รายละเอียดอู่ซ่อม
  • ค่าแรง
  • ค่าอะไหล่

เพื่อประกอบการ “คุมราคา”

ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนปกติ แต่แท้จริงแล้ว…

นี่คือกลยุทธ์ขั้นต่อไปของบริษัทประกันภัยบางแห่ง ที่พยายามโยนภาระให้ผู้เสียหายรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง

ทำไมทนายจึงแนะนำว่า “ไม่ควรทำใบเสนอราคา”?

ทนายอาร์มให้ความเห็นว่า การทำใบเสนอราคาค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอาจทำให้ผู้เสียหายถูกบริษัทกล่าวหาว่า:

  • ทำใบเสนอราคา “ปลอม”
  • ระบุอะไหล่ไม่ตรงรุ่น
  • ใส่ราคาอะไหล่สูงเกินจริง
  • บวกรายการเกินความจำเป็น

และอาจถูกบริษัทประกันภัยดำเนินคดีเพิ่ม โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายพยายามเอาเปรียบบริษัท

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ “ไม่เคยรู้มาก่อน”

แท้จริงแล้ว… การหาอู่ซ่อมและทำใบเสนอราคา “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้เสียหาย”

ตามกฎหมายและหลักการจัดการคดีรถชน คือ

  • บริษัทประกันภัยต้องเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจัดซ่อมทั้งหมด
  • บริษัทต้องหาอู่ซ่อม
  • บริษัทต้องประเมินราคา
  • บริษัทต้องรับผิดชอบในการคืนสภาพรถ

ผู้เสียหายไม่มีหน้าที่ต้องจัดทำใบเสนอราคาแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น การที่บริษัทประกันภัยพยายามโยนภาระกลับมาให้ผู้เสียหาย ถือว่าเป็นการทำผิดขั้นตอนและเป็นการบิดเบือนหน้าที่อย่างชัดเจน

บริษัทประกันภัยกลัวอะไร? กลัวซ่อมไม่จบ? กลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ…

  • หรือบริษัทกลัวว่าถ้าซ่อมแล้วต้องรับประกันงานซ่อม?
  • หรือกลัวว่าซ่อมไม่จบและต้องรับผิดชอบเพิ่ม?
  • หรือกลัวต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้ผู้เสียหายในระหว่างที่รถเข้าซ่อม?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่แน่นอนคือ ผู้เสียหายไม่ควรถูกผลักภาระเหล่านี้

บทเรียนสำคัญจากเคสนี้ ผู้บริโภคต้องมีทนาย เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายรอปฏิเสธคุณตั้งแต่ก่อนรถจะชน

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ:

บริษัทประกันภัยมีทีมทนายรออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีรถชน

บริษัทมีเวลา พร้อมข้อมูล พร้อมกฎหมาย และพร้อมกลยุทธ์ในการลดความรับผิดชอบ
แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีความรู้ ไม่รู้สิทธิของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีคดีรถชน ผู้บริโภคควรมีทนายเพื่อ:

  • ปกป้องสิทธิ
  • ป้องกันการถูกเอาเปรียบ
  • ทำให้บริษัทประกันภัยต้องทำตามหน้าที่
  • ลดความเสี่ยงที่จะถูกโยนภาระกลับมา

อย่าให้ประกันภัยเล่นกลกับสิทธิของคุณ

เคสของคุณป้าเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า บริษัทประกันภัยบางแห่งอาจ

  • ปฏิเสธการซ่อมรถ
  • กล่าวหาผู้เสียหายว่าจัดฉาก
  • ขอเอกสารที่ไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภค
  • พยายามบิดเบือนขั้นตอนเพื่อไม่ให้ต้องจ่ายเงิน

ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน และต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล

หากคุณกำลังเผชิญคดีรถชน, บริษัทประกันภัยไม่ยอมซ่อมรถ หรือกำลังถูกปัดความรับผิดชอบ

👉 ปรึกษาทนายอาร์ม – สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ เพื่อปกป้องสิทธิของคุณตั้งแต่วันแรก หรือโทร 062-195-1661

Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!