คปภ. ช่วยประชาชนจริงไหมกับเรื่องจริงที่ผู้เอาประกันต้องรู้ ทำไมหลายคนเข้าสู่กระบวนการแล้วกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพูดถึงการทำประกันภัย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายขึ้นมา หน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือประชาชนก็คือ “คปภ.” หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย

แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนการร้องเรียนหรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ซึ่งหลายครั้งผู้เสียหายกลับเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัวล่าสุด ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้ออกมาเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับกระบวนการร้องเรียนต่อ คปภ. ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และถือเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่ทำประกันภัยทุกคน

เมื่อไปร้อง คปภ. แต่กลับถูกบอกว่า “เจ้าหน้าที่ตัดสินไม่ได้”

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจริง คือเมื่อผู้เสียหายหรือผู้เอาประกันเดินทางไปร้องเรียนต่อ คปภ. เจ้าหน้าที่มักแจ้งว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตัดสินได้”

พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายไปใช้

  • กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
    หรือ
  • กระบวนการทางศาล

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ในความจริงแล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดลึกกว่าที่หลายคนคิด

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่า ประชาชนไม่ควรเชื่อทุกอย่างทันทีโดยไม่วิเคราะห์ เพราะบางเรื่องเจ้าหน้าที่อาจให้ข้อมูลได้ถูกต้อง แต่บางเรื่องก็ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ปัญหาสำคัญคือ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างไรว่า

  • สิ่งไหนควรเชื่อ
  • สิ่งไหนควรตรวจสอบเพิ่มเติม

นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว

กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่หลายคนคิดว่าจะช่วยได้

ในสัญญาประกันภัยส่วนใหญ่ มักจะมีข้อความเกี่ยวกับสิทธิของผู้เสียหายว่า:

ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้อง สามารถเลือกเข้าสู่ “กระบวนการอนุญาโตตุลาการ” ได้

คำถามสำคัญคือ
เมื่อกฎหมายหรือสัญญาเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายเลือกได้ แล้วเหตุใดเมื่อเข้าสู่กระบวนการจริง กลับเกิดปัญหาตามมา?

เรื่องจริงที่หลายคนไม่เคยรู้

จากประสบการณ์ของสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่เจอลูกความเข้ามาปรึกษา พบว่า มีหลายกรณีที่ผู้เสียหายเลือกเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามคำแนะนำของ คปภ.

แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว บริษัทประกันภัยกลับยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการว่า

“ขอให้จำหน่ายคดี และให้ไปใช้สิทธิทางศาลแทน”

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ
หากสุดท้ายแล้วต้องกลับไปศาลอยู่ดี

แล้วเหตุใดผู้เสียหายจึงต้อง

  • เสียเวลา
  • เสียค่าใช้จ่าย
  • เสียค่าดำเนินการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน

โดยเฉพาะบางกรณี ผู้เสียหายอาจเสียเงินหลักหมื่นบาทไปแล้ว ก่อนจะทราบว่าคดีถูกจำหน่ายออกจากระบบ

คปภ. ควรมีบทบาทอย่างไรกับเรื่องนี้?

คำถามสำคัญที่หลายคนเริ่มตั้งขึ้นคือ หากมีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นกับประชาชนซ้ำ ๆ สำนักงาน คปภ. ควรมีแนวทางรับผิดชอบหรือดูแลอย่างไร

เพราะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า

  • เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว
  • จะได้รับความช่วยเหลือ
  • หรือมีแนวทางที่ชัดเจนในการเรียกร้องสิทธิ

แต่เมื่อความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้เสียหายจำนวนมากจึงรู้สึกเสียเปรียบทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย

ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ เพราะไม่รู้กฎหมาย

ปัญหาสำคัญที่สุด คือ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่ใช่นักกฎหมาย

จึงไม่เข้าใจว่า

  • กระบวนการใดเหมาะสม
  • ขั้นตอนใดควรทำก่อน
  • บริษัทประกันภัยมีสิทธิทำอะไรได้บ้าง

และเมื่อไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงง่ายต่อการหลงเชื่อหรือเดินผิดขั้นตอน

นี่คือเหตุผลว่าทำไม หลายคนจึงเสียเปรียบบริษัทประกันภัย แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายได้รับความเสียหายจริง

บริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมายตั้งแต่แรก

สิ่งหนึ่งที่ผู้เสียหายต้องเข้าใจคือ บริษัทประกันภัยมี

  • ทีมกฎหมาย
  • ทนายความ
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี

คอยดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ดังนั้น หากผู้เสียหายเดินเรื่องเอง โดยไม่มีทนายความคอยวางแนวทาง โอกาสเสียเปรียบจึงมีสูงมาก

โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับ

  • การปฏิเสธค่าสินไหม
  • การตีความกรมธรรม์
  • การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ
  • การดำเนินคดีทางศาล

อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ เน้นย้ำมาตลอด ผู้เสียหายจำนวนมากมักรอให้คดีมีปัญหาก่อน รอให้ประกันปฏิเสธก่อน รอให้เสียเปรียบก่อน แล้วค่อยปรึกษาทนายความ  แต่ในความจริง การวางแนวทางตั้งแต่ต้นสำคัญมากกว่า  เพราะบางครั้งเพียงแค่

  • การเขียนคำร้อง
  • การเรียงลำดับข้อมูล
  • การเลือกกระบวนการที่เหมาะสม

ก็ส่งผลต่อรูปคดีทั้งหมดแล้ว

รู้ทัน คปภ. และรู้ทันประกันภัย คือเรื่องสำคัญ

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหน่วยงานใด แต่ต้องการให้ประชาชน “รู้ทัน” เพราะในโลกของประกันภัย

  • ไม่ใช่ทุกคำแนะนำจะเหมาะกับทุกคน
  • ไม่ใช่ทุกขั้นตอนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายเสมอไป

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัยก่อนเสมอ

ปรึกษาทนายความตั้งแต่เกิดเหตุ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดหลังเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาประกันภัย คือ

“การปรึกษาทนายความทันที”

เพื่อ

  • วางรูปคดีอย่างถูกต้อง
  • วิเคราะห์ข้อกฎหมาย
  • ประเมินแนวทางเรียกร้องค่าเสียหาย
  • ป้องกันการเสียเปรียบในกระบวนการต่าง ๆ

เพราะหากเดินผิดตั้งแต่ต้น สุดท้ายผู้เสียหายอาจต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่จำเป็น

อย่าเสียรู้ทั้งประกันภัย และอย่าเสียรู้กระบวนการ

ในยุคปัจจุบัน การทำประกันภัยไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครองเท่านั้น

แต่ผู้เอาประกันต้อง

  • รู้สิทธิของตัวเอง
  • เข้าใจกระบวนการ
  • และรู้ทันกลยุทธ์ทางกฎหมาย

โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ คปภ. กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

หากไม่อยากเสียเปรียบทั้งบริษัทประกันภัย และเสียรู้ในกระบวนการต่าง ๆ
การปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

สามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ได้แล้ววันนี้ เพื่อวางแนวทางคดีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น

กฎหมายแรงงาน เรื่องเล็กที่นายจ้างมองข้าม อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่โดยไม่รู้ตัว

กฎหมายแรงงานกับปัญหาแรงงานในโลกของการทำธุรกิจ ปัญหาที่เจ้าของกิจการจำนวนมากหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องของ “ลูกจ้าง” และ “แรงงาน” เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ หากมีการจ้างพนักงานเมื่อใด เรื่องของกฎหมายแรงงาน จะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที

ปัญหาสำคัญคือ นายจ้างหลายคนไม่ได้ตั้งใจทำผิดกฎหมาย แต่กลับ “เผลอ” ทำผิดโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากขาดความเข้าใจในข้อกฎหมาย หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่แรก

ล่าสุดทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ได้ออกมาตีแผ่อีกหนึ่งเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมการทำงานไทย ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่นายจ้างควรรู้ เพราะหลายกรณีเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากทำอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้ว่ากำลังเสี่ยงผิดกฎหมายแรงงานอยู่

ประเด็นที่ 1 ให้ออกจากงานทันที นายจ้างต้องรู้อะไรบ้าง?

หนึ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คือกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้าง “ออกจากงานทันที” นายจ้างหลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร จะถือว่าไม่ได้เป็นลูกจ้าง หรือไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริง ตามหลักกฎหมายแรงงาน “ลูกจ้าง” จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการตกลงจ้างงาน

นั่นหมายความว่า แม้ไม่มีสัญญาจ้างเป็นเอกสาร แต่หากมีการตกลงให้ทำงานและมีการจ่ายค่าจ้าง ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแล้ว

ดังนั้น หากนายจ้างสั่งให้ออกจากงานทันที  โดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย
นายจ้างอาจต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือค่าเสียหายอื่น ๆ ตามกฎหมายแรงงาน

การเลิกจ้าง ไม่ใช่แค่บอกให้ออกแล้วจบ

หลายบริษัทมองว่าหากไม่พอใจลูกจ้าง ก็สามารถให้หยุดงานได้ทันที แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเรื่อง “เหตุแห่งการเลิกจ้าง” หากนายจ้างไม่มีหลักฐานชัดเจน หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรงจริง สุดท้ายแล้ว นายจ้างอาจกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบในคดีแรงงานได้

แล้วถ้านายจ้างอยากให้ลูกจ้างออกทันที ทำได้ไหม?

ในทางปฏิบัติ หากนายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างออกจากงานทันที  สิ่งสำคัญคือการดำเนินการให้ถูกต้องตามระบบ

ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า นายจ้างสามารถบันทึกข้อมูลในระบบประกันสังคมได้ว่า

  • ลูกจ้างสิ้นสุดการทำงาน
  • พร้อมระบุเหตุผลของการออกจากงาน

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในระบบประกันสังคม และในอนาคต ลูกจ้างเองก็อาจกลับมานึกถึงเหตุการณ์หรือประวัติการทำงานเหล่านี้ได้เช่นกัน นี่จึงเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงาน

ประเด็นที่ 2 ลูกจ้างรายวัน นายจ้างไม่แจ้งประกันสังคม ผิดกฎหมายหรือไม่?

อีกหนึ่งกรณีจริงที่มีผู้มาปรึกษาทนายอาร์ม คือ บริษัทมีพนักงานเพียง 5 คน  และจ้างแบบ “รายวัน” นายจ้างจึงเข้าใจว่า  ไม่จำเป็นต้องแจ้งเข้าระบบประกันสังคม แต่ในความจริง ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะตามหลักของ กฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคม เมื่อลูกจ้างเริ่มทำงานวันแรก นายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการแจ้งเข้าระบบประกันสังคมทันที

เพิ่งเปิดบริษัท หรือเพิ่งจดทะเบียน ก็อ้างไม่ได้

นายจ้างหลายคนมักอ้างว่า

  • เพิ่งเริ่มธุรกิจ
  • เพิ่งจดทะเบียนบริษัท
  • ยังเป็นกิจการเล็ก

แต่ในทางกฎหมาย เหตุผลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะทันทีที่มีสถานะ “นายจ้าง”
และมีการจ้าง “ลูกจ้าง” หน้าที่ตามกฎหมายก็เกิดขึ้นทันทีเช่นกัน

ปัญหาแรงงาน มักเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ

กฎหมายแรงงานในสิ่งที่น่ากังวลคือ คดีแรงงานจำนวนมาก ไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่

แต่เริ่มจาก “เรื่องเล็ก ๆ” ที่นายจ้างมองข้าม เช่น

  • ไม่ทำเอกสารให้ครบ
  • ไม่แจ้งประกันสังคม
  • จ่ายค่าจ้างผิด
  • เลิกจ้างโดยไม่เข้าใจกฎหมาย
  • ออกระเบียบผิดวิธี

เมื่อปัญหาเหล่านี้สะสม สุดท้ายอาจกลายเป็นคดีแรงงานที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจของนายจ้างอย่างมากได้

หากมีทนายความที่ปรึกษา ปัญหาอาจไม่เกิดเลย

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ธุรกิจยุคใหม่ควรมี “ทนายความที่ปรึกษา” เพราะหน้าที่ของทนาย ไม่ใช่แค่รอแก้คดี แต่คือการเข้ามา “วางระบบ” โดยเฉพาะด้านกฎหมายแรงงาน

เช่น

  • ตรวจสอบสัญญาจ้าง
  • วางระเบียบบริษัท ..
  • ตรวจสอบระบบประกันสังคม
  • ให้คำปรึกษาก่อนเลิกจ้าง
  • วางแนวทางบริหารแรงงานอย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

การมีที่ปรึกษาที่ดี ทำให้นายจ้างแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

ในวันที่เกิดปัญหาจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “หลักฐาน” และ “ระบบ” หากบริษัทมีการจัดการที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อบังคับ ระบบประกันสังคม การบันทึกข้อมูล นายจ้างจะสามารถรับมือกับปัญหาแรงงานได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

กฎหมายแรงงาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของกิจการจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับยอดขาย กำไร การตลาด แต่กลับละเลยเรื่องกฎหมายแรงงาน ทั้งที่ในความจริง นี่คือหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดขององค์กรเพราะตราบใดที่คุณมีลูกจ้าง คุณก็หนีเรื่องแรงงานไม่พ้น

เรื่องเล็กวันนี้ อาจกลายเป็นคดีใหญ่ในวันหน้า

จากกรณีตัวอย่างที่ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ นำมาตีแผ่ จะเห็นได้ว่า หลายเรื่องเป็นเพียง “จุดเล็ก ๆ” ที่นายจ้างมองข้าม แต่ในมุมของกฎหมายแรงงานเรื่องเล็กเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เสมอ

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือ การมีทนายความที่ปรึกษาเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่ต้น

ทนายคดีแรงงาน : โดนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรียก ต้องชี้แจงยังไง? เรื่องกฎหมายแรงงานที่นายจ้างควรรู้ก่อนสายเกินไป

ทนายคดีแรงงานต้องเข้า…เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตปัญหาหลัก ๆ กับปัญหาที่นายจ้างต้องเจอ สิ่งที่ตามมาควบคู่กันเสมอคือ “ปัญหาทางกฎหมาย” โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่เจ้าของธุรกิจ นายจ้าง และผู้บริหารทุกคนต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจหลายคนมักเข้าใจผิดว่า

“ถ้าโดนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรียกค่อยหาทนายก็ได้”

แต่ในความจริง แนวคิดแบบนี้อาจทำให้นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะหลักการสำคัญของกฎหมายแรงงาน ไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่คือต้องมีทนายความที่ปรึกษาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนายจ้าง การเปิดบริษัท ๆ หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่เรื่องรายได้หรือกำไร แต่ต้องยอมรับความจริงว่า “ปัญหา” จะตามมาแน่นอน และหนึ่งในปัญหาที่หลีกไม่พ้นคือเรื่องแรงงานนั่นเอง

โดนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรียก คืออะไร?

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของนายจ้าง เช่น

-การจ่ายค่าจ้าง

-การจ่ายค่าล่วงเวลา

-การเลิกจ้าง

-การจ่ายค่าชดเชย

-การจัดสวัสดิการ

-การทำสัญญาจ้าง

หากมีลูกจ้างร้องเรียน หรือมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ นายจ้างอาจถูกเรียกให้ไป “ชี้แจงข้อเท็จจริง” และตรงนี้เองที่เจ้าของธุรกิจหรือนายจ้างหลายคนเริ่มตกใจ

อย่ารอให้โดนเรียกก่อนแล้วค่อยหาทนาย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมาก เจ้าของธุรกิจจำนวนมากมักทำแบบนี้

-มีปัญหากับลูกจ้างก็ปล่อยไว้

-ลูกจ้างร้องเรียนก็ยังไม่ทำอะไร

-สำนักงานแรงงานเรียกก็ค่อยหาทนาย

ซึ่งบอกตรง ๆ ว่า “ช้าไปแล้ว” เพราะในคดีแรงงาน กฎหมายแรงงาน การเตรียมข้อมูล การวางข้อเท็จจริง และการจัดเอกสาร มีผลต่อรูปคดีอย่างมาก หากคุณไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น เรียกได้ว่าโอกาสเสียเปรียบมีสูงมาก

ชี้แจงกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังไง?

หลักสำคัญที่สุดในการชี้แจงคือ

1. ใช้ข้อเท็จจริง

เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริง
ไม่ใช่ความรู้สึกของนายจ้าง

2. เตรียมเอกสารให้ครบ

เช่น

-สัญญาจ้าง

-ระเบียบบริษัท

-ใบเตือน

-บันทึกเวลาทำงาน

-หลักฐานการจ่ายเงิน

3. อย่าชี้แจงโดยไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย

นี่คือจุดสำคัญที่สุด เพราะคำพูดบางคำ อาจกลายเป็นหลักฐานย้อนกลับมาทำร้ายบริษัทได้

ดังนั้น การมีทนายคดีแรงงานร่วมวางแนวทางตั้งแต่ต้น จึงสำคัญมาก

ปัญหาหลักของธุรกิจที่แก้ยังไงก็ไม่หมด

ความจริงของโลกธุรกิจคือ ไม่มีธุรกิจไหนไม่มีปัญหา

และปัญหาที่พบบ่อย มีอย่างน้อย 5 เรื่องหลัก ยกตัวอย่าง ดังนี้

1. ปัญหากฎหมายแรงงาน

นี่คือปัญหาอันดับต้น ๆ

เช่น

-ลูกจ้างฟ้อง/ร้องเรียน

-เลิกจ้างไม่เป็นธรรม

-ค่าชดเชย

-ค่าทำงานล่วงเวลา (OT)

-ปัญหาวันลา/มาสาย

เรื่องกฎหมายแรงงานคือสิ่งที่นายจ้างต้องเจอแน่นอน

2. ปัญหาสัญญา

ธุรกิจทุกอย่างเกี่ยวข้องกับสัญญา

เช่น

-สัญญาจ้าง

-สัญญาเช่า

-สัญญาซื้อขาย

-สัญญาหุ้นส่วน

หากร่างผิดหรือไม่ถูกต้อง ปัญหาจะตามมาแน่นอน

3. ปัญหาคู่ค้า

การค้าระหว่างบริษัทกับคู่ค้า มักมีข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน การส่งมอบสินค้า การผิดสัญญา ต้องมีทนายความร่างเอกสารหรือสัญญา หรือตรวจสอบดูแลตั้งแต่ต้น

4. ปัญหาธุรกิจระหว่างประเทศ

หากธุรกิจของคุณต้องมีการติดต่อการค้ากับต่างประเทศ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้น เช่น

-กฎหมายต่างประเทศ

-การบังคับใช้สัญญา

-ภาษี

-ข้อพิพาทระหว่างประเทศ

5. ปัญหาการบริหารภายใน

เช่น

-หุ้นส่วนมีปัญหา

-การแบ่งผลประโยชน์

-การตัดสินใจไม่ตรงกัน

สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนมีมิติทางกฎหมาย ที่อาจต้องหารือหรือแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ในอนาคต

เปิดบริษัท = ต้องยอมรับว่าจะมีปัญหาตามมา

นี่คือความจริงที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ การเปิดบริษัท ไม่ได้มีแค่เรื่องขายของหรือทำกำไร แต่มีภาระทางกฎหมายตามมาเสมอ โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน เพราะตราบใดที่คุณมีลูกจ้าง คุณหนีกฎหมายแรงงานไม่พ้น

ยิ่งมีลูกจ้างเยอะ ยิ่งมีปัญหาเยอะ

ปัญหาลูกจ้างไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะแต่ละคนแตกต่างกัน

เช่น

-มาสาย

-ขาดงาน

-ขัดคำสั่ง

-ลาออกกะทันหัน

-ฟ้องร้อง/ร้องเรียน

ยิ่งมีจำนวนแรงงานมากความซับซ้อนของปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น

ทนายคดีแรงงาน คือเกราะป้องกันธุรกิจ ปรึกษาเราได้แล้ววันนี้

หลายคนมองว่าทนายคดีแรงงานมีไว้แก้ปัญหา แต่ความจริงคือ ทนายมีไว้ “ป้องกัน” ปัญหา

สิ่งที่ทนายสามารถดำเนินการให้นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจได้ เช่น

✔ ตรวจสอบระบบแรงงาน
✔ วางระเบียบบริษัท
✔ ตรวจสัญญาจ้าง
✔ ให้คำปรึกษาก่อนเลิกจ้าง
✔ วางแผนก่อนถูกตรวจแรงงาน

ทั้งหมดนี้สามารถลดความเสี่ยงให้กับนายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจได้อย่างมหาศาล

มุมมองจากทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ คนที่ผ่านมาทั้งบทบาทของ “ลูกจ้าง” และ “นายจ้าง”

ในมุมของ ทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้ที่เป็นทั้งทนายความ เจ้าของกิจการ อดีตลูกจ้าง ปัจจุบันเป็นนายจ้าง  ต้องบอกตรง ๆ ว่า แม้จะเข้าใจกฎหมายดี ก็ยังหนีปัญหากฎหมายแรงงานไม่พ้น เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นได้ทุกองค์กร แต่สิ่งสำคัญคือ สามารถ “ผ่านไปได้” โดยไม่เสียเปรียบลูกจ้าง หากมีการวางแผนที่ถูกต้อง

ปัญหาแรงงานไม่มีวันหมด แต่จัดการได้

นี่คือข้อเท็จจริง ปัญหาแรงงานหรือกฎหมายแรงงานเป็นปัญหาที่ไม่มีวันหมด แต่สามารถบริหารจัดการได้

ด้วยการวางระบบบริษัทที่ดีตั้งแต่แรก เอกสารที่จัดทำอย่างถูกต้องและครบถ้วน และทนายความที่ปรึกษาที่ดี

อย่ารอให้โดนเรียก แล้วค่อยหาทนาย

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร นายจ้าง ฝ่ายบุคคล  และกำลังมีลูกจ้างในองค์กร

อย่ารอให้เกิดปัญหา
อย่ารอให้โดนร้องเรียน
อย่ารอให้สำนักงานแรงงานเรียก

เพราะเมื่อถึงวันนั้น คุณอาจเสียเปรียบไปแล้ว

ทางที่ดีที่สุดคือมีทนายคดีแรงงานหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานตั้งแต่แรก หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวกับ กฎหมายแรงงานหรืออยากวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นสามารถปรึกษาทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ได้แล้ววันนี้ คลิก >>ติดต่อเรา<<

เพราะธุรกิจที่มั่นคง ต้องเริ่มจากรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแรงเสมอ

ทนายความ หรือทนายความชาวจีนในไทย? สิ่งที่ชาวต่างชาติหรือนักลงทุนจีนต้องเข้าใจก่อนเลือกที่ปรึกษากฎหมายในไทย

ทนายความชาวจีนในไทยในปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนหรือนักลงทุนจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเข้ามาทำธุรกิจ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ทำโรงงาน ธุรกิจร้านอาหาร หรือทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่อง “กฎหมาย” หรือกฎหมายไทยที่นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจและต้องมีทนายความที่ปรึกษา และเมื่อพูดถึงการเลือกทนายความ หลายคนโดยเฉพาะชาวต่างชาติหรือชาวจีน มักมีความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า“ต้องจ้างทนายพูดภาษาจีนได้” หรืออาจจะเพราะเหตุผลด้านการสื่อสารต่าง ๆ แต่ความจริงแล้ว แนวคิดแบบนี้อาจทำให้ชาวต่างชพลาดโอกาสในการได้ทีมกฎหมายที่มีคุณภาพ และเข้าใจคดีของคุณอย่างแท้จริง

เพราะการเลือกทนายความหรือทีมกฎหมาย ไม่ควรตัดสินกันแค่ “พูดภาษาจีนได้หรือไม่ได้”

แต่ควรดูที่ “ความเข้าใจในคดี ความใส่ใจ และประสบการณ์” บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพามาไขข้อข้องใจว่า การมีทนายความที่สามารถวางรูปคดีเก่งหรือการมีผู้ช่วยทนายความที่พูดภาษาจีนได้และมีความรู้ด้านกฎหมายจีน มีความสำคัญอย่างไร และทำไมสิ่งนี้อาจสำคัญกว่าการมีทนายความที่พูดภาษาจีนเก่งเสียอีก

ความเข้าใจผิดของชาวต่างชาติ ทนายพูดจีนไม่ได้ = ไม่เก่ง?

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย หลายคนคิดว่า ถ้าจะทำคดีหรือทำธุรกิจในไทย และตัวเองเป็นชาวจีนหรือชาวต่างชาติ ก็ควรเลือกทนายความชาวจีนหรือทนายที่พูดภาษาจีนได้เท่านั้น แต่ในความจริง สิ่งสำคัญในงานกฎหมาย ไม่ใช่ภาษาเพียงอย่างเดียว แต่คือความเข้าใจกฎหมายไทย ความเข้าใจโครงสร้างคดี ความสามารถในการวางกลยุทธ์ ความใส่ใจในรายละเอียด ภาษาเป็นเพียง “เครื่องมือในการสื่อสาร” แต่ไม่ใช่ตัววัดคุณภาพของทนายความ

ทนายความพูดภาษาจีนไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าให้บริการชาวจีนไม่ได้

ที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์แม้ตัวทนายความอาจไม่ได้ใช้ภาษาจีนเป็นหลักในการสื่อสาร แต่เรามีทีมผู้ช่วยทนายความที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะผู้ช่วยทนายความที่จบการศึกษาจากประเทศจีน เข้าใจระบบกฎหมายจีน เข้าใจกฎหมายไทย มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี นี่คือสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าชาวจีนกับทนายความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยทนายที่ไม่มีใบอนุญาตว่าความ ไม่ได้แปลว่าไม่เก่งกฎหมาย

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่มีใบอนุญาตว่าความ แปลว่าไม่มีความรู้กฎหมาย

ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงคือ ใบอนุญาตว่าความ คือใบอนุญาตสำหรับการขึ้นว่าความในศาล

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนมีใบอนุญาตจะเก่งกฎหมายทุกคนหรือคนไม่มีใบอนุญาตจะไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะความรู้กฎหมายกับใบอนุญาต เป็นคนละเรื่องกัน การมีผู้ช่วยทนายความที่มีประสบการณ์จริงหลายปี อาจเข้าใจข้อเท็จจริงและรายละเอียดของคดีได้ลึกมาก และนี่คือสิ่งที่สำคัญต่อการทำคดี

ทำไมการสื่อสารถึงสำคัญในคดีชาวจีน?

ไม่ว่าชาวจีนหรือชาวต่างชาติจะจ้างทนายความหรือค้นหาทนายความชาวจีน กระบวนการทำงานจริงจะมี “ทีม” อยู่เบื้องหลังเสมอ เพราะไม่มีทางที่ทนายความจะดูแลทุกอย่างคนเดียวทั้งหมด ในกระบวนการทำคดีจริง ขั้นตอนหรือสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลูกค้าเล่าข้อมูล ผู้ช่วยทนายความจะเก็บรายละเอียด ตรวจสอบเอกสารของลูกค้าที่เกี่ยวข้อง สรุปข้อเท็จจริง และนำเรื่องราวทั้งหมดของลูกค้ามาสรุปและส่งต่อให้ทนายความวางกลยุทธ์ หรือเทคนิคในการวางรูปเรื่องของคดีนั้น ๆ เพราะทนายความที่มีกลยุทธ์ในการวางรูปเรื่องย่อมส่งผลให้คดีความมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ต่อให้ทนายความพูดภาษาจีนได้เอง สุดท้ายก็ต้องมีผู้ช่วยทนายความอยู่ดี

ผู้ช่วยทนายความที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์ของชาวจีน สำคัญกว่าแค่พูดภาษาได้

ในคดีของชาวจีน ความท้าทายไม่ได้มีแค่การพูดภาษาจีนเท่านั้น แต่มีเรื่องของวัฒนธรรมการสื่อสาร, วิธีคิดทางธุรกิจ, การใช้ถ้อยคำ, น้ำหนักของคำพูด  เพราะคำบางคำในภาษาจีน เมื่อนำมาแปลตรงตัวเป็นภาษาไทย อาจทำให้ความหมายผิดเพี้ยนได้ นี่คือเหตุผลที่ทีมผู้ช่วยทนายความที่มีพื้นฐานจากประเทศจีน มีความสำคัญมากเพราะจะสามารถ “แปลความหมายได้” ไม่ใช่แค่ “แปลภาษา” นอกจากนี้ผู้ช่วยทนายความที่มีพื้นฐานหรือความเชี่ยวชาญในประเทศจีนยังเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์ความเป็นชาวจีนได้อย่างมากด้วย 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกทนายความ คือ “ความใส่ใจ”
ไม่ว่าคุณจะค้นหาทนายความหรือทนายความชาวจีนในไทย คำถามที่สำคัญกว่าคือ สำนักงานกฎหมายนั้นใส่ใจคดีของคุณจริงหรือไม่? เพราะประโยชน์หรือความเสียหายในคดีของลูกค้า มักไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาษา แต่ขึ้นอยู่กับความละเอียด การวิเคราะห์ การวางแผน การติดตามคดี และความจริงจังในการทำงาน

การพูดภาษาจีนได้ เป็นเพียงพื้นฐาน

ต้องยอมรับว่า การพูดภาษาจีนได้เป็นข้อดี เพราะช่วยให้เริ่มต้นการสื่อสารง่ายขึ้น ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ แต่สิ่งนี้เป็นเพียง “พื้นฐานเบื้องต้น” สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทีมงานที่เข้าใจในตัวลูกค้า ทีมงานที่เข้าใจคดี ทีมงานที่พร้อมดูแลคดีความของคุณอย่างเต็มที่ นี่คือหัวใจของงานกฎหมาย เพราะเราเอาความทุกข์ของลูกค้ามาอยู่ในมือ เราย่อมต้องดูแลและใส่ใจทำคดีความของลูกค้าให้ออกมาดีที่สุด และเป็นประโยชน์กับลูกค้าที่สุด

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับการดูแลลูกค้าชาวจีน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชาวจีนจำนวนมาก ทั้งในเรื่องคดีแพ่ง คดีธุรกิจระหว่างประเทศ คดีประกันภัย คดีแรงงาน คดีหุ้นส่วน การลงทุนทำธุรกิจในไทยที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท สิ่งที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ ไม่ใช่เพราะเป็นทนายความที่เป็นชาวจีน

แต่เพราะเป็นทีมกฎหมายที่ใส่ใจและจริงจังกับทุกคดี พร้อมมีทีมผู้ช่วยทนายความที่เข้าใจภาษาจีนและระบบกฎหมายจีนอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณความไว้วางใจจากลูกค้าชาวจีน

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ โดยทนายอาร์ม ศุภสิทธิ์ ศิริ ขอขอบคุณลูกค้าชาวจีนทุกท่านที่ไว้วางใจให้ดูแลคดีและปัญหากฎหมาย ความไว้วางใจของคุณ คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับทีมงานของเรา เพราะเราเชื่อว่า งานกฎหมายที่ดี ไม่ได้เริ่มจากภาษา แต่เริ่มจาก “ความจริงใจ ความใส่ใจ และความรับผิดชอบ”

เลือกทนายความ อย่าดูแค่ภาษา

หากคุณเป็นชาวต่างชาติหรือชาวจีนที่กำลังมองหาทนายความ อย่าตัดสินแค่เรื่องภาษา เพราะทนายความที่ดี ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาจีนได้คล่องเสมอไป แต่ต้องมีทีมหรือผู้ช่วยทนายความที่สื่อสารกับคุณได้อย่างถูกต้อง
เข้าใจข้อเท็จจริงของคุณ และทำงานเพื่อผลประโยชน์ของคุณอย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นทนายความหรือทีมที่มีผู้ช่วยด้านกฎหมายจีน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “คุณได้รับการดูแลที่ดีที่สุดทางคดีความหรือไม่” และนี่คือสิ่งที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ให้ความสำคัญสูงสุดเสมอ ต้องการปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

กฎหมายแรงงานกับผลประโยชน์ทับซ้อน ทำไมทนายความที่ปรึกษาบริษัท ไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้าง และเหตุใดนายจ้างต้องมีทนายความที่ปรึกษา?

กฎหมายแรงงานในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน การบริหารองค์กรไม่ได้มีเพียงเรื่องยอดขาย การเงิน หรือการตลาดเท่านั้น แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารและเจ้าของบริษัทต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ กฎหมายแรงงาน

เพราะปัญหาด้านแรงงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญญาจ้าง การเลิกจ้าง การจ่ายค่าชดเชย การออกระเบียบบริษัท หรือข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

และสิ่งที่หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น คือการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ

ทำไมทนายความที่รับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทแล้ว จึงไม่ควรรับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้างด้วย?

และที่สำคัญยิ่งกว่าทำไมนายจ้างหรือเจ้าของบริษัทควรมีทนายความที่ปรึกษาตั้งแต่แรก?

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกประเด็นสำคัญในเรื่องกฎหมายแรงงานที่ผู้บริหารทุกคนควรรู้

กฎหมายแรงงาน คือเรื่องของ “ผลประโยชน์สองฝ่าย”

โดยธรรมชาติของกฎหมายแรงงาน เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่าง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” โดยทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่น

-สิทธิในการจ้างงาน

-สิทธิในการเลิกจ้าง

-ค่าชดเชย

-ค่าจ้าง

-สวัสดิการ

-วินัยแรงงาน

เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายมักอยู่คนละฝั่งเสมอ

ทำไมทนายความที่ปรึกษาบริษัท ไม่ควรรับปรึกษาฝั่งลูกจ้าง?

ในทางวิชาชีพทนายความ มีหลักสำคัญข้อหนึ่งคือ การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน

นี่คือหลักจริยธรรมสำคัญของวิชาชีพทนายความ

หากรับทั้งสองฝ่าย จะเกิดอะไรขึ้น?

ลองนึกภาพว่า

-ทนายเป็นที่ปรึกษาให้บริษัท A แต่กลับไปรับให้คำปรึกษากับลูกจ้างของบริษัท A

แบบนี้จะเกิดปัญหาทันที เช่น  ข้อมูลภายในของบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับคดี อาจเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เสี่ยงต่อการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพ

ความน่าเชื่อถือของทนาย เริ่มต้นจากความชัดเจนในบทบาท

สำหรับทนายความที่รับเป็นที่ปรึกษาบริษัทบทบาทสำคัญคือการปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร

ดังนั้น หากรับงานฝั่งลูกจ้างในองค์กรเดียวกัน ย่อมทำให้บทบาทไม่ชัดเจน และอาจกระทบต่อความไว้วางใจของบริษัท

ทำไมบริษัทควรมีทนายความที่ปรึกษา?

ผู้บริหารหลายคนมักคิดว่า “ถ้ามีปัญหา ค่อยหาทนาย” แต่ในความเป็นจริง แนวคิดนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ เพราะเรื่องกฎหมายแรงงานหรือเรื่องอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อน

ทนายความที่ปรึกษา มีไว้ “ป้องกันปัญหา”

นี่คือหัวใจสำคัญ การมีทนายความที่ปรึกษา ไม่ใช่เพื่อรอแก้คดีแต่คือการวางระบบเพื่อ “ไม่ให้เกิดคดี”

ตัวอย่างเรื่องที่นายจ้างมักพลาด

-ออกระเบียบบริษัทไม่ถูกต้อง

-ทำสัญญาจ้างไม่รัดกุม

-ออกใบเตือนไม่ถูกวิธี

-เลิกจ้างผิดขั้นตอน

-คำนวณค่าชดเชยผิด

ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของข้อพิพาททางกฎหมายแรงงาน

กฎหมายแรงงานซับซ้อนกว่าที่คิด

หลายบริษัทใช้ฝ่ายบุคคลจัดการเรื่องแรงงานเองทั้งหมด ซึ่งแม้ HR จะมีประสบการณ์
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจกฎหมายทั้งหมดเพราะกฎหมายแรงงานมีรายละเอียดเฉพาะทาง เช่น

-การตีความความผิดร้ายแรง

-เงื่อนไขการเลิกจ้าง

-สิทธิของลูกจ้างตามกฎหมาย

-แนวคำพิพากษาศาลแรงงาน

สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ประโยชน์ของการมีทนายความที่ปรึกษาประจำบริษัท

1. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

การมีทนายความตรวจสอบทุกขั้นตอน
ช่วยลดความเสี่ยงการถูกฟ้องร้อง

2. วางระบบแรงงานให้ถูกต้อง

เช่น สัญญาจ้าง, ระเบียบข้อบังคับ, การลงโทษทางวินัย

3. ให้คำปรึกษาได้ทันทีเมื่อมีปัญหา

ไม่ต้องรอหาทนายใหม่ทุกครั้งมีที่ปรึกษาประจำพร้อมให้คำแนะนำทันที

4. ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การป้องกันปัญหาต้นทุนต่ำกว่าการแก้คดีเสมอ

ผู้บริหารยุคใหม่ ต้องคิดเรื่องกฎหมายแรงงานตั้งแต่ต้น

เมื่อปัญหาลูกจ้างเกิดขึ้นทุกวัน การมีทนายคือทางออก

ความจริง  คือ ลูกจ้างลาออกทุกวัน, ลูกจ้างฟ้องทุกวัน, ปัญหาวินัยเกิดทุกวัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก  แต่การไม่มีคนดูแลด้านกฎหมายแรงงานต่างหากที่อันตราย

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานสำหรับนายจ้างและบริษัท

ปัจจุบันสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลบริษัทในฐานะที่ปรึกษากฎหมายอยู่หลายแห่ง
และมีประสบการณ์ตรงในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน  ด้วยหลักวิชาชีพที่ชัดเจน
เมื่อรับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทแล้วจะไม่รับเป็นที่ปรึกษาให้ลูกจ้างของบริษัทนั้น เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และรักษามาตรฐานวิชาชีพอย่างเคร่งครัด  นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงความจริงจังในการดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าองค์กร

หากคุณเป็นนายจ้าง อย่ารอให้มีคดีแล้วค่อยหาทนาย

การมีทนายความที่ปรึกษา คือการสร้างเกราะป้องกันให้ธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องกฎหมายแรงงาน
ที่มีรายละเอียดและความเสี่ยงสูง หากคุณเป็นเจ้าของบริษัท, ผู้บริหาร, นายจ้าง, ฝ่ายบุคคล และต้องการลดความเสี่ยงด้านแรงงาน การมีทนายความที่ปรึกษาคือคำตอบ

กฎหมายแรงงาน คือเรื่องที่ผู้บริหารต้องวางแผน ไม่ใช่แก้ปัญหา

อย่ารอให้ลูกจ้างฟ้อง
อย่ารอให้มีคดี
อย่ารอให้บริษัทเสียหาย

เพราะในเรื่องกฎหมายแรงงาน การป้องกันสำคัญกว่าการแก้ไขเสมอ และการมีทนายความที่ปรึกษา คือเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารยุคใหม่

หากคุณต้องการวางระบบแรงงานให้ถูกต้อง
ลดความเสี่ยง และบริหารองค์กรอย่างมั่นคงสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พร้อมเป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ คลิก >>ติดต่อเรา

หนังสือรับรองความสมบูรณ์ของสัญญา สำคัญอย่างไรในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ?

หนังสือรับรองในยุคที่ธุรกิจขยายตัวข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว การทำธุรกิจระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างไทย-จีน, ไทย-อเมริกา, หรือการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจต่างชาติ สิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องผลกำไรหรือโอกาสทางธุรกิจ แต่คือ “ความมั่นคงทางกฎหมายของสัญญา”

เพราะในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ คู่สัญญามาจากต่างประเทศ ใช้ระบบกฎหมายที่แตกต่างกัน มีวัฒนธรรมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน และที่สำคัญคือมีข้อสงสัยเสมอว่า

“สัญญาฉบับนี้ หากนำมาใช้ในประเทศไทย จะมีผลบังคับตามกฎหมายจริงหรือไม่?”

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังสือรับรองสัญญากลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าหรือหุ้นส่วนในต่างประเทศ

หนังสือรับรอง คืออะไร? 

หนังสือรับรอง (Certification Letter) คือเอกสารที่ออกโดยสำนักงานกฎหมายหรือทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เพื่อรับรองและยืนยันว่า สัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งมีความถูกต้องและสมบูรณ์ตามกฎหมาย

โดยเฉพาะในกรณีของการทำธุรกิจระหว่างประเทศ หนังสือรับรองมีบทบาทสำคัญในการยืนยันต่อคู่สัญญาต่างชาติว่า

-สัญญาฉบับดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้จริงในประเทศไทย

-เนื้อหาของสัญญาไม่ขัดต่อกฎหมายไทย

-ข้อตกลงในสัญญาไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

-สัญญามีผลผูกพันตามกฎหมายไทยอย่างสมบูรณ์

กล่าวง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองเป็นเสมือน “ตราประทับทางกฎหมาย” ที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสัญญา

ทำไมธุรกิจระหว่างประเทศควรมีหนังสือรับรอง?

ในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ปัญหาสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ “ความไม่มั่นใจ”

ตัวอย่างเช่น

-หุ้นส่วนชาวจีนอาจไม่มั่นใจว่ากฎหมายไทยรองรับสัญญาหรือไม่

-ทนายความฝั่งอเมริกาอาจต้องการเอกสารรับรองเพิ่มเติมก่อนอนุมัติข้อตกลง

-นักลงทุนต่างชาติอาจต้องการหลักฐานยืนยันว่าสัญญานั้นใช้ได้จริง

ในสถานการณ์แบบนี้หนังสือรับรองจะเข้ามาช่วยลดข้อกังวลทันที เพราะเมื่อมีสำนักงานกฎหมายในประเทศไทยเป็นผู้ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองให้ ย่อมสามารถให้คู่สัญญาเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น

หนังสือรับรองช่วยอะไรได้บ้าง?

1. ยืนยันความสมบูรณ์ของสัญญา

ก่อนที่คู่สัญญาจะลงนามหรือเริ่มดำเนินธุรกิจ การมีหนังสือรับรองจะเป็นตัวช่วยยืนยันว่าสัญญามีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมายไทย

เช่น

-คู่สัญญามีอำนาจลงนามถูกต้อง

-ข้อตกลงไม่ขัดต่อกฎหมาย

-รูปแบบของสัญญาถูกต้องตามข้อกำหนด

2. สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าต่างประเทศ

การมีหนังสือรับรองจากสำนักงานกฎหมายไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสัญญา จะสามารถให้คู่ค้าต่างประเทศมั่นใจว่า หากเกิดข้อพิพาทขึ้น สัญญาจะสามารถใช้เป็นฐานทางกฎหมายได้จริง นี่คือสิ่งสำคัญอย่างมากในธุรกิจระหว่างประเทศ

3. ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

หากสัญญามีปัญหาตั้งแต่ต้น เช่น ข้อกำหนดบางส่วนขัดต่อกฎหมายไทย แม้จะลงนามไปแล้วก็อาจใช้บังคับไม่ได้ การตรวจสอบและออกหนังสือรับรองตั้งแต่แรก จึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

4. เพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจา

ในการเจรจากับนักลงทุนหรือคู่ค้าต่างชาติ การมีหนังสือรับรองแนบไปพร้อมสัญญา จะช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถืออย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อคู่สัญญามีทีมกฎหมายตรวจสอบอย่างละเอียด

หนังสือรับรองเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน?

จริง ๆ แล้วหนังสือรับรองสัญญาเหมาะกับธุรกิจทุกประเภทที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ เช่น

-สัญญาร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement)

-สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ

-สัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย

-สัญญาที่ปรึกษาทางธุรกิจ

-สัญญาให้บริการระหว่างประเทศ

-สัญญาโอนสิทธิทางธุรกิจ

ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ หากมีคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติ การมีหนังสือรับรองถือเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

ทำไมควรให้สำนักงานกฎหมายเป็นผู้ออกหนังสือรับรอง?

แม้ว่าคุณอาจมีสัญญาที่ร่างโดยทีมงานภายในบริษัท หรือมีแบบฟอร์มสัญญามาจากต่างประเทศ แต่การนำมาใช้ในประเทศไทยต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไทย สำนักงานกฎหมายจะสามารถวิเคราะห์เนื้อหาของสัญญา,  ตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง, ประเมินความเสี่ยง และออกหนังสือรับรองเพื่อยืนยันความถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้ทุกฝ่ายมั่นใจมากขึ้น

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์กับบริการออกหนังสือรับรอง

สำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือบริษัทที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ มีบริการร่างสัญญา ตรวจสอบสัญญา และออกหนังสือรับรอง (Certification Letter) เพื่อรับรองความสมบูรณ์ของสัญญาตามกฎหมายไทย

โดยหนังสือรับรองจะยืนยันว่า

✔ สัญญาสามารถใช้บังคับได้ในประเทศไทย
✔ ไม่ขัดต่อกฎหมายไทย
✔ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
✔ มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์

บริการนี้สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าหรือหุ้นส่วนในต่างประเทศ และช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น

หนังสือรับรอง คือกุญแจสำคัญของธุรกิจระหว่างประเทศ

ในโลกธุรกิจระหว่างประเทศ ความเชื่อมั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด และความเชื่อมั่นนั้น เริ่มต้นจาก “สัญญาที่สมบูรณ์”

การมีหนังสือรับรองไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็นการยืนยันว่าธุรกิจของคุณมีรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแรง พร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะทำธุรกิจกับต่างประเทศ อย่าปล่อยให้สัญญาเป็นจุดอ่อนของธุรกิจ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและออกหนังสือรับรองตั้งแต่แรก เพื่อให้ทุกข้อตกลงของคุณมั่นคง ปลอดภัย และมีผลตามกฎหมายไทยอย่างแท้จริง ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

การโอนหุ้น อย่าทำแค่ “สัญญา” ต้องมี “ใบหุ้น” ด้วย ระวังเสียสิทธิทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

หุ้นกับการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ “หุ้น” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย โอน หรือเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนอาจเข้าใจว่าเพียงแค่ทำสัญญาโอนหุ้นหรือไปดำเนินการจดทะเบียนกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์แล้วในทางกฎหมาย

แต่ในความเป็นจริง “ความเข้าใจนี้อาจทำให้คุณเสียสิทธิในหุ้นโดยไม่รู้ตัว”

บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้องว่าการโอนหุ้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องทำอะไรบ้าง และทำไม “ใบหุ้น” ถึงเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม

การโอนหุ้นคืออะไร และสำคัญอย่างไร?

“หุ้น” คือหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของในบริษัท โดยเฉพาะในบริษัทจำกัด ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับเงินปันผล มีสิทธิออกเสียง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำคัญของบริษัท

ดังนั้น เมื่อมีการ “โอนหุ้น” ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้นให้บุคคลอื่น หรือโอนให้ญาติพี่น้อง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อในเอกสาร แต่คือ การเปลี่ยนเจ้าของสิทธิทางกฎหมายโดยตรง หากขั้นตอนการโอนไม่ถูกต้อง อาจทำให้ผู้ซื้อไม่ได้สิทธิในหุ้นจริง,ผู้ขายยังคงมีภาระทางกฎหมาย และอาจเกิดข้อพิพาทในอนาคตได้

ความเข้าใจผิด ทำแค่สัญญาโอนหุ้นก็พอ จริง ๆ แล้วไม่ใช่

หลายคนเข้าใจว่าเพียงแค่ทำ “สัญญาโอนหุ้น” แล้วลงลายมือชื่อครบถ้วน ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว หรือบางกรณีอาจไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วคิดว่าเพียงพอในทางกฎหมาย

คำตอบคือ: ยังไม่เพียงพอ

เพราะในทางกฎหมายไทย การโอนหุ้นในบริษัทจำกัด จะต้องมี “องค์ประกอบสำคัญ” ครบถ้วน จึงจะถือว่าสมบูรณ์

หัวใจสำคัญของการโอนหุ้น “ใบหุ้น” ต้องมีการส่งมอบ

หุ้นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ “ใบหุ้น” ใบหุ้นถือเป็น “หลักฐานแห่งสิทธิ” ของผู้ถือหุ้น ดังนั้นการโอนหุ้นที่ถูกต้อง จะต้องมี

-การทำสัญญาโอนหุ้น

-การลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน

-การมีพยานตามที่กฎหมายกำหนด

-และที่สำคัญที่สุดคือ “การส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้รับโอน”

หากไม่มีการส่งมอบใบหุ้น การโอนหุ้นนั้นอาจไม่สมบูรณ์ในทางกฎหมาย

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้มีสัญญาครบ แต่ไม่มีการส่งมอบใบหุ้น ผู้รับโอนก็อาจยัง “ไม่มีสิทธิในหุ้นนั้นจริง”

จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพียงพอหรือไม่?

การจดทะเบียนกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเพียง “การแจ้งข้อมูลต่อรัฐ” ไม่ใช่ตัวทำให้การโอนหุ้นสมบูรณ์ หลายคนเข้าใจผิดว่าการจดทะเบียนคือจุดจบของกระบวนการ แต่ในความเป็นจริง

-การจดทะเบียน = การเปิดเผยข้อมูล

-การโอนหุ้นสมบูรณ์ = ต้องมีองค์ประกอบทางกฎหมายครบ

ดังนั้น หากขาด “การส่งมอบใบหุ้น” ต่อให้มีการจดทะเบียนแล้ว ก็อาจถูกโต้แย้งได้ในอนาคต

ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากการโอนหุ้นไม่ครบขั้นตอน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติ

1. ซื้อหุ้นแต่ไม่ได้สิทธิ

ผู้ซื้อจ่ายเงินครบ ทำสัญญาครบ แต่ไม่ได้รับใบหุ้น
→ สุดท้ายไม่สามารถพิสูจน์สิทธิได้

2. เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้น

ไม่มีหลักฐานการโอนที่สมบูรณ์
→ บริษัทไม่สามารถระบุผู้ถือหุ้นตัวจริงได้

3. ถูกฟ้องร้องย้อนหลัง

ผู้ขายคิดว่าโอนหุ้นแล้ว แต่ในทางกฎหมายยังถือเป็นผู้ถือหุ้น
→ ต้องรับผิดในหนี้หรือภาระของบริษัท

ทำไมควรปรึกษาทนายความก่อนโอนหุ้น?

หุ้นหรือการโอนหุ้นไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็น “เรื่องสิทธิทางกฎหมายโดยตรง” การพลาดเพียงจุดเดียว อาจสร้างความเสียหายมหาศาล การปรึกษาทนายความตั้งแต่เริ่มต้น จะสามารถให้ตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาโอนหุ้น, แนะนำขั้นตอนให้ครบถ้วนตามกฎหมาย, ป้องกันความเสี่ยงในอนาคต, ดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะในกรณีที่มีมูลค่าหุ้นสูง หรือมีผู้ถือหุ้นหลายราย ยิ่งควรมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับหุ้นดูแลและหรือให้คำแนะนำ

โอนหุ้นให้ถูก ต้องครบทั้ง “สัญญา + ใบหุ้น + ขั้นตอนกฎหมาย”

หุ้นและการโอน “หุ้น” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่การทำสัญญา หรือการไปจดทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน โดยเฉพาะ “การส่งมอบใบหุ้น”หากขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง อาจทำให้การโอนหุ้นไม่สมบูรณ์ และไม่มีผลทางกฎหมาย ดังนั้น อย่าเสี่ยงทำเองโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือเชื่อคำแนะนำจากผู้ที่รู้ไม่จริงที่ไม่ถูกต้อง

ให้สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ดูแลเรื่องหุ้นหรือการโอนหุ้นของคุณ

หากคุณกำลังจะโอนหุ้น ซื้อขายหุ้น หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิของผู้ถือหุ้น สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคุณอย่างสูงสุดเพราะเรื่อง “หุ้น” ไม่ใช่เรื่องเล็ก และความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึง “การเสียสิทธิทั้งระบบ” ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาก่อนตัดสินใจได้แล้ววันนี้

เด็กฝึกงานสายกฎหมาย ต้องอ่าน! เส้นทาง “ฝึกงานจริง” สู่การเป็นนักกฎหมายที่สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์

เด็กฝึกงานในยุคที่การแข่งขันในสายอาชีพกฎหมายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำว่า “เด็กฝึกงาน” ไม่ได้หมายถึงแค่การเข้ามาเก็บชั่วโมงให้ครบตามหลักสูตรอีกต่อไป แต่หมายถึง “โอกาส” ในการก้าวสู่การเป็นนักกฎหมายตัวจริง

คำถามสำคัญคือ จะเลือก “ฝึกงานจริง” หรือ “ฝากชื่อ”?

ในบทความนี้จะพาไปเปิดมุมมองผ่านบทสัมภาษณ์จริงของเด็กฝึกงานที่ได้สัมผัสประสบการณ์ตรงจากการฝึกงาน ณ สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ ซึ่งหวังว่าเนื้อหาในบทความนี้ของเราอาจเปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติในการฝึกงานได้ไม่มากก็น้อย

เด็กฝึกงาน vs ฝากชื่อ ต่างกันแค่ไหน?

ในสายกฎหมาย หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ฝากชื่อฝึกงาน” ซึ่งหมายถึงการลงชื่อฝึกงานโดยไม่ได้ลงมือทำงานจริง

แม้จะดูสะดวก แต่สิ่งที่แลกมาคือ “ศูนย์ประสบการณ์”

ในขณะที่การฝึกงานจริงคือการได้ลงสนาม ได้จับงานจริง และได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง

เปิดบทสัมภาษณ์น้อง “จีโน่” เสียงจากเด็กฝึกงานตัวจริง

ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์จาก “น้องจีโน่” นายธนิภัทร มะโนภักดิ์ เด็กฝึกงานจากสภาทนายความฯ ที่เลือกเส้นทาง “ฝึกงานจริง”

ทนายอาร์ม: ทำไมเลือกที่จะฝึกงานจริง ทำไมไม่เลือกที่จะไปฝากชื่อ?
จีโน่: อย่างแรกคิดว่าการฝากชื่อเป็นสิ่งที่ไม่ได้ประสบการณ์อะไรเลย การที่จะมาฝึกงานในสำนักงานทนายความ มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับประสบการณ์ที่แท้จริงในการเป็นทนายความครับ

คำตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจน
สะท้อนให้เห็นว่า “ประสบการณ์” คือสิ่งที่เด็กฝึกงานควรให้ความสำคัญที่สุด


ทนายอาร์ม: มาฝึกงานที่นี่ได้เงินไหม?
จีโน่: ได้เงินครับผม

การฝึกงานที่ดี ไม่ใช่แค่ให้ประสบการณ์
แต่ยังให้ “คุณค่า” กับแรงงานของเด็กฝึกงานอีกด้วย


ทนายอาร์ม: ได้ไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศไหม?
จีโน่: ได้ไปครับ ได้ไปดูบริษัทที่เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ได้รู้ว่าการเป็นที่ปรึกษากฎหมายมันต้องทำงานกันอย่างไรบ้าง ก็รู้สึกตื่นเต้นครับ เป็นครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศด้วย ถ้าไม่ได้มาทำงานที่นี่คงไม่ได้ไปต่างประเทศครับผม

นี่คือโอกาสที่เด็กฝึกงานหลายคนไม่เคยได้รับ
การได้เห็นโลกกฎหมายในระดับสากล
คือประสบการณ์ที่ “ต่อยอดอนาคต” ได้จริง

ทนายอาร์ม: แล้ววันนี้เราอยู่ที่ไหนกัน?
จีโน่: อยู่ที่สภ.ปาดังเบซาร์ครับผม

ทนายอาร์ม: แล้วเรามาทำอะไรที่ปาดังเบซาร์?
จีโน่: มาให้การครับผม

ทนายอาร์ม: โดนดำเนินคดีแล้ว?
จีโน่: ใช่ครับ โดนดำเนินคดีแล้ว

นี่ไม่ใช่แค่การฝึกงาน
แต่คือการ “ลงสนามจริง”

เด็กฝึกงานได้สัมผัสกระบวนการทางกฎหมายจริง
ตั้งแต่ต้นจนจบ

ทนายอาร์ม: นักรบต้องมีเลือด เด็กฝึกงานก็มีเลือด เรามาฝึกงานคิดว่าเราทำข้อสอบได้ไหม?
จีโน่: ก็คิดว่าเราฝึกงาน 6 เดือน เราก็เจอสำนวนทำคำร้องทุกวัน ทั้งทำคำฟ้อง คำร้องอะไรต่าง ๆ ๆ ผมคิดว่ามันทำให้อ่านหนังสือน้อยลงครับ เพราะเราเห็นของจริงมาแล้วนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
จาก “นักศึกษา” สู่ “นักปฏิบัติ”

ฝึกงานจริง = ทางลัดสู่ความสำเร็จ

จากบทสัมภาษณ์ จะเห็นได้ชัดว่า
การฝึกงานจริงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ได้ทำงานจริงทุกวัน

ได้จับสำนวนคดีจริง

ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง

ได้พัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริงในอาชีพ

ฝากชื่อ = เสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว

ในทางกลับกัน การฝากชื่อฝึกงาน อาจดูเหมือน “ง่าย”แต่ผลกระทบในระยะยาวคือไม่มีประสบการณ์ ขาดทักษะการทำงาน ไม่พร้อมสำหรับการเป็นทนายจริง และที่สำคัญ อาจกลายเป็นการ “ทำร้ายตัวเอง” โดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำจากทนายอาร์มถึงเด็กฝึกงานรุ่นใหม่

“ฝึกงานที่เราเรียกว่าฝึกจริง ๆ จัง ๆ ฝากน้อง ๆ ที่กำลังต้องการเข้าสู่อาชีพทนายความหรือนักกฎหมาย การฝึกงานจริงเป็นเรื่องที่ดีครับ อย่าไปฝากชื่อ เราอย่าเอาเหตุผลอื่นมาเป็นข้ออ้างในการฝึกงานเลยครับ”

“การฝึกงานจริงย่อมแตกต่างจากการไปฝากชื่ออย่างมาก การฝากชื่อนอกจากจะเป็นการที่ตัวเด็กเองจะไม่ได้ประสบการณ์ในการทำงานแล้ว ยังเป็นการทำร้ายตัวเองด้วย เพราะการที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจริง อาจส่งผลเสียในอนาคตโดยที่ไม่รู้ตัว”

นี่คือคำเตือนที่ชัดเจนสำหรับใครก็ตามที่กำลังตัดสินใจเส้นทางของตัวเอง

สำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ พื้นที่ของเด็กฝึกงานตัวจริง

ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ฝึกงาน แต่คือ “สนามฝึกนักกฎหมาย”

ที่ให้ได้เรียนรู้จากของจริง ได้ทำงานจริง ได้เติบโตจริง

โอกาสสำหรับเด็กฝึกงานที่ “อยากเป็นมากกว่าคนธรรมดา”

หากคุณคือ นักศึกษากฎหมาย เด็กฝึกงานที่อยากได้ประสบการณ์จริง คนที่ไม่อยากเสียเวลาไปกับการฝากชื่อ ที่เราคือคำตอบ

ติดต่อเข้ามาได้แล้ววันนี้

“สำหรับน้อง ๆ นักศึกษาฝึกงานท่านไหนที่สนใจจะมาฝึกงานจริง ได้ประสบกาณ์จริง ก็สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามหรือส่งเรซูเม่มาได้ที่ คลิก >>ติดต่อเรา<<”

อนาคตของคุณ เริ่มต้นที่การเลือกที่ “ฝึกงาน”

ในวันที่ยังเป็น “เด็กฝึกงาน”
กำลังวางรากฐานของอนาคต

อย่าเลือกทางที่ง่าย
แต่ให้เลือกทางที่ “ทำให้คุณเก่งขึ้น”

เพราะสุดท้ายแล้ว
คนที่ได้เปรียบ ไม่ใช่คนที่เรียนเก่งที่สุด
แต่คือคนที่ “มีประสบการณ์จริงมากที่สุด”

และการฝึกงานจริงอาจเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนอนาคตได้

แอลกอฮอล์นับย้อนหลัง ประกันภัยปฏิเสธไปก่อนเผื่อเชื่อกับความจริงที่ผู้เสียหายต้องรู้

แอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขณะขับขี่ ปัญหาโลกแตกระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเสมอคือเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเคลมประกันภัย หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้

คำถามสำคัญคือ การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังแบบนี้ เป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่?

บทความนี้จากสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์จะพาคุณเจาะลึกเรื่อง แอลกอฮอล์กับประกันภัยพร้อมอธิบายกลไกที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้อ่านกัน

เงื่อนไขในสัญญาประกันภัยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์

โดยทั่วไปสัญญาประกันภัยรถยนต์มักระบุเงื่อนไขสำคัญไว้ชัดเจนว่า

บริษัทจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ “ขณะขับขี่”

ฟังดูเหมือนชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติกลับมี “ช่องว่าง” สำคัญ

เพราะคำว่า “ขณะขับขี่” เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้แบบเรียลไทม์

จุดเริ่มต้นของปัญหาการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

ในความเป็นจริง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การตรวจวัดแอลกอฮอล์มักเกิดขึ้น “หลังเหตุการณ์” จึงนำไปสู่แนวคิดเรื่อง “การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง” ซึ่งเป็นหลักการทางการแพทย์ ที่ใช้คำนวณย้อนกลับจากค่าที่ตรวจได้ในภายหลัง

แล้วใครเป็นคนกำหนดให้ “นับย้อนหลัง”?

มีแนวทางจากหน่วยงานกำกับดูแล ที่อนุญาตให้สามารถนับย้อนหลังได้ในบางกรณี เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลงของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่ปัญหาคือ ผู้บริโภคทั่วไปแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย

ทำไมผู้เสียหายถึงรู้สึกว่า “โดนเอาเปรียบ”

ลองนึกภาพสถานการณ์นี้

1. คุณไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเมาขณะขับรถ

2. ไม่มีการแจ้งเรื่องการนับย้อนหลังตอนทำประกัน

3. แต่หลังเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยใช้วิธี “คำนวณย้อนหลัง”

4. แล้วสรุปว่าคุณมีแอลกอฮอล์เกินกำหนดขณะขับขี่

    ผลลัพธ์คือ ถูกปฏิเสธค่าสินไหมทดแทนทันทีในเวลาต่อมา

    แบบนี้เรียกว่าประกันภัย “หัวหมอ” ไหม?

    ในมุมของผู้เสียหาย หลายคนมองว่า เป็นการใช้ช่องว่างทางเทคนิคหรือกฎหมาย เพราะไม่ได้อธิบายตั้งแต่ตอนขายประกันว่าจะมีการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลังขณะขี่นะ, ใช้หลักการทางการแพทย์ที่เข้าใจยาก เพราะไม่ใช่ประชาชนทุกคนจะเข้าใจในเรื่องของหลักการแพทย์แบบนี้และมักใช้ในจังหวะ “ปฏิเสธการจ่ายเงิน”  เมื่อพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ บริษัทประกันภัยก็ใช้มุกนี้มาปฏิเสธทันที เป็นการรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัทตัวเอง ปฏิเสธไปก่อนเผื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ ถ้าผู้เสียหายหลงเชื่อก็เท่ากับบริษัทไม่ต้องเสียเงินชดใช้อะไร

    ความจริงที่ต้องเข้าใจ การนับย้อนหลังไม่ใช่ข้อสรุป 100% 
    สิ่งสำคัญที่ผู้เสียหายต้องรู้คือ

    การนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง ไม่ได้แปลว่า ขณะขับขี่ คุณมีแอลกอฮอล์เกิน 50 MG.% เสมอไป

    เพราะระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย
    ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

    • เวลาที่ดื่ม
    • ปริมาณอาหารในกระเพาะ
    • น้ำหนักตัว
    • ระบบเผาผลาญของแต่ละคน

    ดังนั้น การคำนวณย้อนหลัง จึงเป็นเพียง “การประมาณค่า” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว 100%

    กลยุทธ์ที่พบได้บ่อยของบริษัทประกันภัย 

    จากประสบการณ์ในคดีประกันภัยหลายกรณี พบว่ามีแนวทางหนึ่งที่ถูกใช้บ่อยคือ

    “ปฏิเสธไว้ก่อน หากผู้เสียหายไม่โต้แย้ง ก็จบ”

    ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงได้ผล?

    เพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมาย ประกันภัยใช้คำพูด หลักการต่าง ๆ พูดจนผู้เสียหายเชื่อว่าตัวเองผิดจริง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าต่อสู้หรือโต้แย้ง ด้วยความที่ไม่ต้องการเป็นเรื่องเป็นราวหรือขึ้นโรงขึ้นศาล เหตุผลข้อนี้จึงเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทประกันภัยได้เปรียบแบบแทบไม่ต้องทำอะไร เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมฯ ใด ๆ

    อย่าหลงเชื่อว่าคุณมี “แอลกอฮอล์เกิน” โดยไม่ตรวจสอบ

    สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ
    การที่ผู้เสียหาย “เชื่อทันที” ว่าตัวเองผิด

    ทั้งที่ในความเป็นจริง
    อาจยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้อีกมาก

    สิ่งที่ควรตั้งคำถาม

    -การตรวจวัดเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

    -มีช่วงเวลาห่างจากเหตุการณ์นานแค่ไหน?

    -วิธีคำนวณย้อนหลังมีความแม่นยำแค่ไหน?

    -มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อค่าที่วัดหรือไม่?

    ทางออกที่ดีที่สุด ปรึกษาทนายตั้งแต่หลังเกิดเหตุทันที

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์หรือการนับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง

    สิ่งที่ควรทำทันทีคือ อย่ารอ อย่าคิดเอง และอย่าเพิ่งเชื่อคำของบริษัทประกันภัย

    เพราะอะไรต้องรีบปรึกษาทนาย?

    เพราะคดีต้อง “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่ต้น หลักฐานหรือข้อมูลบางอย่างต้องเก็บทันที การตอบโต้ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    เพราะประกันภัยมีทีมกฎหมายอยู่แล้ว

    สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือบริษัทประกันภัยมีทีมกฎหมาย, แนวทางการต่อสู้คดี, กลยุทธ์การเจรจาหว่านล้อมให้ผู้เสียหายยอม ตั้งแต่ “ก่อนเกิดเหตุ” แล้ว

    ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการเดินเรื่องเรียกค่าเสียหาย ย่อมเสียเปรียบอย่างชัดเจน

    ถูกนับผลแอลกอฮอล์ไม่ใช่จุดจบของสิทธิ์คุณ

    การมีประเด็นเรื่องแอลกอฮอล์ในการถูกนับผลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะ “หมดสิทธิ์” ทันที แต่สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้เท่าทัน และไม่ยอมเสียเปรียบบริษัทประกันภัย

    หากคุณกำลังเจอปัญหานี้

    กรณีถูกประกันภัยปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเรื่อง “นับผลแอลกอฮอล์ย้อนหลัง”

    อย่าปล่อยให้เรื่องจบลงง่าย ๆ เพราะในหลายเคสที่ทางสำนักงานเราเคยทำมา ยังไม่มีคดีไหนที่แพ้ เพราะเราดำเนินคดีถึงที่สุด ผู้เสียหายสามารถต่อสู้และเรียกร้องสิทธิ์ได้

    ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรม

    การปรึกษาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านคดีประกันภัย โดยเฉพาะกรณี แอลกอฮอล์ย้อนหลังจะให้คุณเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง วางแผนคดีได้ถูกต้อง เพิ่มโอกาสได้รับค่าสินไหมฯ อย่างเป็นธรรม

    อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ ทำให้คุณเสียสิทธิ์

    ประกันภัยจ่ายไม่เต็มจริงไหม? ทำไมรถชนเรียกค่าเสียหายเองไม่ได้ 7-8 แสน แบบที่ทนายทำ?

    ประกันภัยจ่ายไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงไหม? คำถามยอดฮิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หนึ่งในคำถามที่ผู้เสียหายมักสงสัยคือ
    “ทำไมไปเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยเอง ถึงไม่ได้ค่าเสียหายสูงเหมือนที่ทนายทำ?”

    หลายคนอาจเคยเห็นเคสที่มีการเรียกค่าเสียหายได้ถึง 700,000 – 1,000,000 บาท
    แต่พอไปดำเนินการกับบริษัทประกันภัยด้วยตัวเอง กลับได้เพียงบางส่วน หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

    ความจริงคือ เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “อาการบาดเจ็บอย่างเดียว” แต่มีปัจจัยด้านกฎหมาย กลยุทธ์ และวิธีการเรียกร้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก

    ทำไมเรียกร้องกับประกันภัยเอง ถึงไม่ได้เต็มจำนวน?

    จากประสบการณ์ของทนายในสายงานประกันภัยโดยตรง ต้องบอกตามตรงว่า

    การที่บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ เช่น 700,000-800,000 บาท ในชั้นเรียกร้องทั่วไปนั้น “เป็นไปได้ยากมาก”

    ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในทางปฏิบัติ ถือว่า “ยากมาก” หากผู้เสียหายดำเนินเรื่องด้วยตัวเอง

    สาเหตุหลักที่ผู้เสียหายมักได้ค่าสินไหมฯ น้อย เมื่อไปเดินเรื่องเอง

    1. ขาดความเข้าใจด้านกฎหมาย

    ผู้เสียหายส่วนใหญ่มองว่า “บาดเจ็บหนัก = ต้องได้ค่าเสียหายสูง”

    แต่ในทางกฎหมาย การเรียกค่าสินไหมทดแทนมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น

    -หลักฐานทางการแพทย์

    -ความต่อเนื่องของการรักษา

    -ความเสียหายในอนาคต

    ซึ่งหากเรียบเรียงไม่ถูกต้อง อาจทำให้มูลค่าความเสียหาย “ถูกประเมินต่ำ”

    2. ไม่มีการวางแผนตั้งแต่ต้น

    การเรียกค่าเสียหายจากประกันภัยไม่ใช่แค่การยื่นเอกสาร แต่ต้อง “วางรูปเรื่อง” ตั้งแต่แรก หากเริ่มต้นผิด ปลายทางก็มักจะได้ผลลัพธ์ที่น้อยกว่าความเป็นจริง

    3. ไม่เข้าใจ “กลยุทธ์ของบริษัทประกันภัย”

    ต้องเข้าใจว่า บริษัทประกันภัย ไม่ได้มีหน้าที่ “ช่วยเหลือผู้เสียหาย” แต่มีหน้าที่ “จ่ายตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้” และในทางปฏิบัติจริง บริษัทประกันภัยมักมีทีมกฎหมาย เพื่อรอปฏิเสธ หรือรอดำเนินการกับผู้เสียหายไว้อยู่ แน่นอนว่าบริษัทประกันภัยมีคดีเข้ามาทุกวัน เรียกได้ว่ามีแนวทางการเจรจา หรือชั่วโมงบินสูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ประกันภัยยังมีกลยุทธ์ในการประเมินค่าสินไหมทดแทนเป็นรูปแบบของบริษัทอยู่แล้ว จึงชัดเจนว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปเดินเรื่องเองแล้วจะได้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนที่สูง ดังนั้น หากผู้เสียหายไม่มีความรู้เท่าทัน ก็มีโอกาสเสียเปรียบได้ง่าย

    เทคนิคสำคัญ อย่ารอให้รักษาตัวหายดีก่อน

    หนึ่งใน “ข้อผิดพลาดใหญ่ที่สุด” ที่ผู้เสียหายมักทำคือ

    การรอให้รักษาตัวหายดีก่อน แล้วค่อยไปเรียกร้องค่าเสียหาย

    ซึ่งในมุมของคดีประกันภัย นี่คือการ “เสียเปรียบตั้งแต่ต้น”

    ทำไมไม่ควรรอ?

    ประกันภัยมักให้ผู้เสียหายไปรักษาตัวให้หายดีก่อน แล้วค่อยมาเรียกค่าเสียหายภายหลังก็ได้ ความจริงแล้ว “ก็ได้” จริงเหรอ ?

    ในความเป็นจริงคำพูดเหล่านั้น หวังดีกับใครกันแน่ ? เพราะยิ่งรอรักษาตัวให้หายดีก่อนอาการบาดเจ็บที่มีก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จนหายดี 100% ซึ่งในบางเคสกว่าจะหายดี ก็กินเวลาไปหลายเดือน หรือบางเคสก็เป็นปีเลยก็ว่าได้ เมื่อถึงเวลาที่จะเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัย บริษัทฯ ก็จะบอกว่า “รักษาตัวหายดีแล้วจะจ่ายค่าเสียหายให้เท่านี้ก็พอ” เป็นต้น เทคนิคนี้ถือเป็นกลยุทธ์ยอดฮิตของบริษัทประกันภัยที่ทำมาโดยตลอด เป็นการปฏิเสธไปก่อน เผื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ หากหลงเชื่อก็เท่ากับอาจได้รับค่าเสียหายต่ำกว่าที่คาดหวังไว้แน่นอน

    ดังนั้นการปรึกษาทนายความตั้งแต่แรกหลังเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นหนทางที่จะทำให้ผู้เสียหายได้รับโอกาสในการเรียกค่าเสียหายมากขึ้น และการปรึกษาทนายความที่ถูกต้อง ต้องเป็นทนายความที่มีความรู้ทันประกันภัยด้วย

    “รู้ทันประกันภัย” คือหัวใจสำคัญ

    คำแนะนำสำคัญคือ

    อย่าไปขอร้องให้บริษัทประกันภัยจ่ายเงิน

    เพราะระบบของ ประกันภัย ไม่ได้ทำงานด้วยความสงสาร
    แต่ทำงานบนพื้นฐานของ “กฎหมายและหลักฐาน”

    สิ่งที่ผู้เสียหายควรทำ

    -รวบรวมเอกสารและหลักฐานให้ครบ

    -บันทึกอาการบาดเจ็บและการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    -ประเมินความเสียหายทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    -วางแผนการเรียกร้องอย่างเป็นระบบ

    แต่สิ่งเหล่านี้ “ทำเองได้ยาก” หากไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ดังนั้นจึงต้อง “ปรึกษาทนายความตั้งแต่รถชน”

    ทำไมต้องมีทนายตั้งแต่แรก?

    สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ
    “มีปัญหาแล้วค่อยหาทนาย”

    แต่ในความเป็นจริงคดีประกันภัย ควรมีทนายตั้งแต่ยังไม่เกิดข้อพิพาท

    เพราะบริษัทประกันภัยมีทนายตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ มีระบบและแนวทางรับมือครบถ้วน พร้อมประเมินความเสียหายให้ “ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

    ดังนั้น หากผู้เสียหายต้องการ “ความเป็นธรรม” ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญวางแผนเช่นเดียวกัน

    อย่าเสียเปรียบประกันภัย เพราะเริ่มต้นผิด

    การเรียกค่าเสียหายจากประกันภัย ไม่ใช่เรื่องของ “โชค” แต่เป็นเรื่องของ “กลยุทธ์”

    หาก

    -เริ่มต้นผิด

    หากเริ่มต้นผิดตั้งแต่แรกเช่นเดียวกับการติดกระดุมผิดเม็ดก็อาจจะทำให้เรื่องไปกันใหญ่ ควบคุมไม่ได้

    -เข้าใจผิด

    ปัจจุบันในโซเชียลสื่อต่างๆ มักมีทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาให้ข้อมูลที่ผิด ๆ อยู่มาก การเสพสื่อที่นำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดก็อาจะส่งผลให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดและดำเนินการผิดจนในท้ายที่สุด อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ 

    -ไม่มีการวางแผน

    การเดินเรื่องไม่ว่าจะเดินเรื่องเอง หรือมีคนแนะนำต่าง  ๆ หากผู้เสียหายไม่มีการวางแผนหรือขั้นตอนที่ถูกต้องโดยไม่มีทนายความวางรูปเรื่องให้ โอกาสที่ผู้เสียหายจะได้ค่าเสียหายต่ำกว่าความเป็นจริงมีสูงมาก

    ปรึกษาทนายตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ “รักษาตัวให้หายดีก่อน”

    หากคุณหรือคนใกล้ตัวประสบอุบัติเหตุและต้องการเรียกค่าเสียหายจากประกันภัยให้ได้อย่างเป็นธรรม คำแนะนำจากเราที่สำคัญคือ

    อย่ารอให้รักษาหายก่อน อย่าหลงเชื่อการเจรจาที่ทำให้คุณเสียเปรียบ

    และที่สำคัญที่สุด ควรปรึกษาทนายความตั้งแต่แรก เพราะสิทธิของคุณ “ต้องได้รับการปกป้อง”

    อาการบาดเจ็บที่คุณได้รับ คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และคุณมีสิทธิ์ได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม

    อย่าปล่อยให้การขาดความรู้ ทำให้คุณเสียสิทธิ์ที่ควรได้

    เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณไม่เสียเปรียบประกันภัยในวันข้างหน้า ปรึกษาทนายความ คลิก >>ติดต่อเรา<<

    Line @ คลิก! โทรหาเรา คลิก!